การเปลี่ยนผ่านจากศักดินาสู่ทุนนิยมในไทย

ใจ อึ๊งภากรณ์

 การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง จากยุคศักดินาสู่ยุคทุนนิยมในไทยและที่อื่น เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ใช้ความเร็วแตกต่างกัน บางครั้งจะเป็นการวิวัฒนาการที่ค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะเวลาปัจจัยที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงค่อยๆ เกิดขึ้น แต่พอการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวถึงจุดที่นำไปสู่วิกฤต ที่โครงสร้างเศรษฐกิจและการเมืองแก้ไขไม่ได้ ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่เร็วขึ้นในรูปแบบการปฏิวัติ กระบวนการแบบนี้ นักมาร์คซิสต์เรียกว่า “ความขัดแย้งระหว่างโครงสร้างพื้นฐาน (Base) กับโครงสร้างส่วนบน(Super Structure)”

ท่ามกลางระบบศักดินา ที่ดำรงอยู่ตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น มหาอำนาจตะวันตกเริ่มเข้ามามีอิทธิพลผ่านการค้าขาย และผ่านการแข่งขันทางอำนาจกับผู้ปกครองเมืองต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัจจัยสำคัญอันนี้ทำให้ระบบทุนนิยมเริ่มแทรกซึมเข้ามาในไทย แต่เราต้องเข้าใจด้วยว่าในยุคนั้นไม่มีสิ่งที่เรียกว่าประเทศไทย เพราะระบบศักดินาเป็นระบบเมือง ไม่ใช่ระบบประเทศพอระบบทุนนิยมโลกเข้ามาสัมผัสกับเศรษฐกิจไทย คนไทยสามกลุ่มสามารถพัฒนาตัวเองเป็นนายทุนได้อย่างรวดเร็ว  คนไทยสามกลุ่มนี้คือ กษัตริย์  พ่อค้าเชื้อสายจีน และ ข้าราชการ ในกรณีข้าราชการเกิดขึ้นหลัง ๒๔๗๕ ดังนั้นเราไม่ควรมองว่าสังคมไทยล้าหลังถึงขนาดที่พัฒนาเป็นระบบทุนนิยมไม่ได้

อ. นิธิ เอียวศรีวงศ์ ได้เสนอข้อมูลทางเศรษฐศาสตร์และวรรณคดี ที่ชี้ให้เห็นว่าในต้นยุครัตนโกสินทร์ อิทธิพลของระบบการผลิตแบบทุนนิยมได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ที่สำคัญยิ่งคือมีแนวโน้มที่จะค้าขายสินค้าที่อาศัยแรงงานในกระบวนการผลิตมากขึ้น ในขณะที่รายได้จากการควบคุมระบบการค้าขายอย่างผูกขาดลดลง ฉะนั้นแนวโน้มที่สำคัญคือ มีการลงทุนในการจ้างแรงงานและการผลิตสินค้ามากขึ้น และการขูดรีดส่วนเกินจากการผลิตดังกล่าวก็เพิ่มขึ้น     เช่นในสมัยรัชกาลที่ ๒ ภาษีที่เก็บจากการผลิตเท่ากับ 40% ของรายได้ทั้งหมดของรัฐ

หลังจากที่รัฐบาลกรุงเทพฯ ในสมัยรัชกาลที่๔ เซ็นสัญญาการค้าเสรีกับอังกฤษที่เรียกว่า “สัญญาเบาริ่ง” ในปีพ.ศ. ๒๓๙๘  ระบบทุนนิยมโลกเริ่มที่จะมีอิทธิพลเหนือเศรษฐกิจไทยมากขึ้นทุกที  ระบบการค้าเสรีสร้างทั้งปัญหาและโอกาสกับกษัตริย์ซึ่งเป็นผู้ปกครอง

“ปัญหา” คือรายได้ที่เคยได้จากการควบคุมการค้าอย่างผูกขาดย่อมหมดไป  แต่ในขณะเดียวกันการเชื่อมเศรษฐกิจไทยกับตลาดโลกให้ใกล้ชิดมากขึ้น มีผลในการ “สร้างโอกาส”มหาศาลสำหรับผู้ปกครอง ที่สามารถลงทุนในการผลิตข้าวเพื่อขายในตลาดโลก  จะเห็นได้ว่าระหว่างช่วงพ.ศ. ๒๔๑๒/๒๔๑๗ และช่วงพ.ศ. ๒๔๑๘/๒๔๒๒ การผลิตข้าวเพื่อส่งออกไปขายในตลาดโลกเพิ่มขึ้น 93% ในสภาพเช่นนี้ระบบศักดินาไทยที่อาศัยการเกณฑ์แรงงานในระบบการเมืองที่กระจายอำนาจ กลายเป็นอุปสรรค์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในรูปแบบใหม่ดังนี้คือ

(๑) ถ้าจะมีการลงทุนในการผลิตข้าวเพื่อขายในตลาดโลก จะต้องใช้กำลังแรงงานในการขุดคลองชลประทานและการปลูกข้าวมากขึ้น และแรงงานนั้นจะต้องมีประสิทธิภาพสูงกว่าเดิม แรงงานเกณฑ์ที่ไม่ได้รับค่าตอบแทนเป็นเครื่องจูงใจ มักจะไม่มีประสิทธิภาพในการทำงาน และมีจำนวนไม่พอ จะเห็นได้ว่าถ้าจะแก้ปัญหานี้ได้ ผู้ปกครองไทยต้องเปลี่ยนระบบแรงงานจากแรงงานบังคับไปเป็นแรงงานรับจ้าง และต้องนำแรงงานรับจ้างเสริมเข้ามาจากประเทศจีนอีกด้วย นอกจากนั้นชนชั้นปกครองเริ่มใช้ระบบสัญญาเช่าที่ดิน และการแจกกรรมสิทธิ์ที่ดินแบบทุนนิยม เพื่อกระตุ้นให้เกิดเกษตรกรรายย่อยที่ผลิตเองเพื่อส่งให้ตลาดทุนนิยม

ที่รังสิตมีระบบคลองชลประทานที่ตัดเป็นระบบอุตสาหกรรมการเกษตรอย่างชัดเจน คลองชลประทานที่ขุดขึ้นที่รังสิต ขุดโดยแรงงานรับจ้าง การลงทุนในการสร้างที่นาเหล่านี้เป็นการลงทุนโดยบริษัทหุ้นส่วนในระบบทุนนิยมเพื่อการผลิตส่งออก ไม่ใช่การผลิตแบบพึ่งตนเองแต่อย่างใด ผู้ที่ลงทุนคือญาติใกล้ชิดของกษัตริย์และนายทุนต่างชาติ

(๒) เนื่องจากมหาอำนาจทุนนิยมตะวันตกกำลังยึดดินแดนรอบๆ เขตอิทธิพลของเมืองกรุงเทพฯ กษัตริย์กรุงเทพฯ จึงจำเป็นที่จะต้องกำหนดเขตแดนที่เรียกว่า “ประเทศไทย” ขึ้นมาเป็นครั้งแรก และจำต้องหาทางสถาปนาระบบการปกครองใหม่ในรูปแบบรวมศูนย์ที่ไม่พึ่งการแบ่งอำนาจกับมูลนาย ขุนนาง และเจ้าหัวเมือง  และที่สำคัญคือการปกครองในรูปแบบใหม่จะต้องเอื้ออำนวยให้ระบบการผลิตทุนนิยมพัฒนาได้ดี ฉะนั้นจะต้องมีระบบเงินตรา ระบบธนาคาร ภาษากลาง ระบบข้าราชการ ตำรวจ และกองทัพแห่งชาติที่เกณฑ์โดยรัฐรวมศูนย์  และจะต้องมีกฏหมายที่เกี่ยวข้องกับกรรมสิทธิ์ที่ดินและกิจการทางธุรกิจทั้งหลาย  สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในยุคการปกครองของรัชกาลที่ ๕

การเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยดังกล่าวต้องถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงในระดับการปฏิวัติสังคม และความขัดแย้งที่นำไปสู่การปฏิวัติสังคมไทยในครั้งนั้นมาจากสามแหล่ง คือ (๑)การขยายตัวของระบบทุนนิยมโลกที่เข้ามาเร่งการพัฒนาเศรษฐกิจทุนนิยมในดินแดนไทย (๒)ความขัดแย้งทางชนชั้นระหว่างกษัตริย์กับเจ้าขุนมูลนาย และความขัดแย้งกับคู่แข่งของรัชกาลที่๕ในราชวงศ์ (ดูงานของ อ.กุลลดา เกษบุญชู-มี๊ด)  และ (๓)ความไม่พอใจของไพร่ที่จะทำงานภายใต้ระบบแรงงานบังคับ

ถ้ารัฐใหม่ที่รัชกาลที่ ๕ สร้างขึ้น ไม่ใช่รัฐในระบบศักดินา รัฐนี้เป็นรัฐของระบบการผลิตแบบไหน? ในอนาคตผมจะอธิบายว่าทำไมรัฐนี้เป็นรัฐทุนนิยมรัฐแรกของไทย และทำไมระบบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ต้องถือว่าเป็นการปกครองในระบบทุนนิยมชนิดหนึ่ง

อ่านบทความเต็มที่ http://bit.ly/2ry7BvZ

 

Advertisements