ลักษณะสำคัญของระบบศักดินาไทย

ใจ อึ๊งภากรณ์

คำว่า “การเมือง” ในภาษาไทยชี้ให้เห็นว่าระบบรัฐของไทยในอดีตไม่ใช่ระบบที่ใช้หน่วยการปกครองของ “ประเทศ” แต่ใช้หน่วยการปกครองในรูปแบบเมืองแทน ฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่า “ประเทศไทย” ไม่เคยมีก่อนสมัยรัชกาลที่ ๕  มีแต่เมือง สุโขทัย เชียงใหม่ อยุธยา นครศรีธรรมราช หรือ กรุงเทพฯ และ “พระเจ้าแผ่นดินไทย” ก็ไม่มีก่อนสมัยรัชกาลที่ ๕ อีกด้วย   มีแต่พระเจ้าแผ่นดินของ อยุธยา หรือ กรุงเทพฯ สรุปได้ว่าสุโขทัยไม่เคยเป็นเมืองหลวงของ “ประเทศไทย”

หลายคนเข้าใจผิดว่าการปกครองในยุคศักดินาไทยเป็นการปกครองที่มีพระเจ้าแผ่นดินที่มีอำนาจเข้มแข็ง แต่ที่จริงแล้วระบบศักดินามีองค์ประกอบสามองค์ประกอบที่ทำให้พระเจ้าแผ่นดินมีอำนาจจำกัดคือ

(๑) ระบบการปกครองแบบศักดินาไม่มีข้าราชการ เพราะระบบข้าราชการไทยตั้งขึ้นสมัยรัชกาลที่ ๕  ฉะนั้นพระเจ้าแผ่นดินในยุคศักดินาต้องอาศัยการกระจายอำนาจในการปกครองไปสู่ขุนนาง มูลนาย และเจ้าหัวเมือง

(๒) การที่ระบบการผลิตอาศัยการเกณฑ์กำลังงานโดยมูลนายและขุนนาง มีส่วนทำให้พระเจ้าแผ่นดินต้องแบ่งอำนาจทางเศรษฐกิจการผลิตกับมูลนายและขุนนาง

(๓) อำนาจของเมืองเมืองหนึ่ง เช่นอยุธยา หรือ กรุงเทพฯ ในระบบศักดินา จะลดลงกับความห่างจากตัวเมือง เพราะเมืองห่างๆ ไม่จำเป็นต้องกลัวการส่งกองกำลังมาปราบปรามเท่ากับเมืองที่อยู่ใกล้ศูนย์กลาง   นอกจากนี้เมืองห่างๆ หรือ “หัวเมือง”ของเมืองอำนาจศูนย์กลางเมืองหนึ่ง อาจเป็น “หัวเมือง”ของเมืองอำนาจศูนย์กลางอีกเมืองหนึ่งพร้อมๆ กันได้ เช่นเวียงจันทน์อาจขึ้นกับกรุงเทพฯและฮานอยพร้อมๆ กันก็ได้ ระบบการแผ่อำนาจแบบวงกลมซ้อนๆ นี้ มีนักวิชาการเคยเรียกว่าระบบ Mandala หรือ Galactic Polity – ระบบดวงดาวที่หมุนรอบดวงอาทิตย์

ฉะนั้นระบบการปกครองแบบศักดินาไม่เหมือนกับการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่มีพระเจ้าแผ่นดินครองอำนาจอย่างรวมศูนย์

ในอดีตและปัจจุบันพวกฝ่ายซ้ายไทยส่วนใหญ่คิดว่าระบบการผลิตแบบศักดินาอาศัยการถือครองที่ดินโดยขุนนางและพระเจ้าแผ่นดิน เพื่อเป็นเครื่องมือหลักในการบังคับให้ประชาชนส่วนใหญ่ทำงานส่งผลผลิตให้ผู้ปกครอง ซึ่งเหมือนกับระบบฟิวเดิลในยุโรป  แต่แท้ที่จริงแล้วระบบศักดินาไทยไม่มีการคำนึงถึงการถือครองที่ดินเลย มีแต่การเกณฑ์แรงงานบังคับในลักษณะทาสและไพร่แทน

ทำไมถึงไม่มีการถือครองที่ดินของกษัตริย์หรือขุนนางในระบบศักดินาไทย

๑) ไม่มีการกำหนดเขตที่ดินและชื่อขุนนางผู้ครอบครองเขตที่ดินเหล่านั้นในรูปแบบใดๆเลย เช่น เอกสาร แผนที่ เสากำหนดเขต หรือชื่อขุนนางที่ตรงกับชื่อท้องถิ่นของเขา

๒) ที่ดินในดินแดนพื้นที่ทวีปเอเซียตะวันออกเฉียงใต้มีมากมาย มากกว่าความต้องการของประชากรซึ่งสามารถถางป่าได้ตลอด  ฉะนั้นสิ่งที่ขาดแคลนไม่ใช่ที่ดิน แต่คือกำลังแรงงาน และเมื่อมีการทำสงครามจะไม่มีการยึดที่ดินแต่จะกวาดต้อนเชลยศึกมาเป็นกำลังแรงงานบังคับแทน

๓) การขาดกำลังแรงงานเป็นปัญหาเรื่อยมาจนถึงช่วงการพัฒนาระบบทุนนิยม ฉะนั้นจึงมีการนำคนงานจีนเข้ามาทำงานรับจ้างเป็นจำนวนมากเพื่อแก้ไขปัญหานี้ และรูปแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในไทย เกิดขึ้นในเวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย และ พม่าด้วย (ในกรณีพม่าและมาเลเซียจะใช้คนงานอินเดียด้วย)

๔) ระบบมูลนายเป็นระบบเกณฑ์แรงงาน มีการสักไพร่บนร่างกายเพื่อระบุว่าไพร่นี้เป็นแรงงานของใคร ถ้าการครองที่ดินเป็นวิธีการควบคุมการผลิต จะรู้ว่าไพร่ไหนเป็นของใครจากพื้นที่ที่ดินที่เขาอาศัยอยู่

๕) กฏหมายเกี่ยวกับการครอบครองกรรมสิทธิ์ที่ดินไม่เคยมีในสมัยศักดินา ฉะนั้นรัชกาลที่๕ จึงต้องออกกฏหมายนี้ขึ้นมาเป็นครั้งแรก เมื่อยกเลิกระบบไพร่และระบบทาส นอกจากนี้การที่พระเจ้าแผ่นดินประกาศว่าตนเป็นเจ้าของที่ดินทั้งหมดในยุคศักดินา ไม่มีความหมายมากนัก เพราะไม่สามารถใช้การครอบครองที่ดินเพื่อสร้างผลประโยชน์ได้ เช่นขายให้คนอื่น หรือกู้เงินโดยเอาที่ดินเป็นหลักประกัน และพระเจ้าแผ่นดินไม่สามารถไล่ไพร่ที่ไม่ทำตามคำสั่งออกจากที่ดินของตนเองได้ เพราะที่ดินอื่นไม่มี  ฉะนั้นเราต้องถือว่าไพร่หรือชาวนาเป็น “เจ้าของ” ที่ดินที่ตนเองใช้ในทางปฏิบัติ ถึงแม้ว่าความเป็น “เจ้าของ” ไม่มีความหมายเหมือนทุกวันนี้

๖) ยศศักดิ์ในระบบศักดินา ที่กำหนดขั้นของบุคคลในสังคมตามการถือครองที่ดินน่าจะไม่มีความหมายที่เกี่ยวกับที่ดินจริง เพราะแม้แต่ขอทานและทาสก็มียศที่ดิน ๕ ไร่ตามยศศักดิ์ และคนที่มีที่ดิน ๕ ไร่ ไม่น่าจะเป็นขอทานหรือทาส

ระบบศักดินาไทย ทั้งในแง่ของระบบเศรษฐกิจ และระบบการปกครอง สิ้นสุดลงหลังการปฏิวัติทุนนิยมของรัชกาลที่ ๕

อ่านบทความเต็มที่ http://bit.ly/2ry7BvZ

Advertisements