อย่าเอากรอบศีลธรรมอนุรักษ์นิยมมาพิจารณาการละมิดทางเพศ

ใจ อึ๊งภากรณ์ และนุ่มนวล ยัพราช

ในช่วงนี้มีนักข่าว นสพ.ข่าวสด เขียนบทความเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศในแวดวงนักกิจกรรม แต่ก่อนที่เราจะสรุปอะไร เราควรจะพิจารณาความซับซ้อนของเรื่องนี้ในบริบทสังคมไทย

การล่วงละเมิดทางเพศไม่ใช่เรื่องตะหลก มันเป็นพฤติกรรมที่สังคมไม่ควรยอมรับ และเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้นก่อนอื่นเราควรทำความเข้าใจให้ชัดเจนว่ามันคืออะไร

ปัจจัยสำคัญของการล่วงละเมิดทางเพศคือการบังคับและการไม่ยินยอมกันทั้งสองฝ่าย ดังนั้นถ้ามีการยินยอมกันทั้งสองฝ่ายไม่ถือว่าเป็นการละเมิดอะไร การล่วงละเมิดทางเพศมีหลายระดับ ตั้งแต่การพูดจาล้อเลียนทางเพศหรือพูดจาอนาจารที่พุ่งเป้าไปที่คนๆ หนึ่ง การแตะเนื้อแตะตัว การมีเพศสัมพันธ์ และการใช้ความรุนแรงในการข่มขืน

ในกรณีการล่วงละเมิดทางเพศแบบวาจา หรือการแตะเนื้อแตะตัวแบบที่ไม่ไปจูบหรือจับอวัยวะทางเพศ การที่ฝ่ายหนึ่งไม่พูดอะไรไม่ได้แปลว่ายินยอม เพราะในสังคมเราการที่จะประท้วงหรือแสดงความไม่พอใจกับเรื่องนี้ไม่ง่าย เนื่องจากคนรอบข้างจะมองว่า “ทำเรื่องเล็กๆ ให้เป็นเรื่องใหญ่”

เนื่องจากการล่วงละเมิดทางเพศเป็นสิ่งที่ฝ่ายหนึ่งกระทำโดยอีกฝ่ายหนึ่งถูกกดดันให้ยินยอม “อำนาจ” เป็นส่วนสำคัญในพฤติกรรมแบบนี้ อำนาจที่พูดถึงนี้ไม่ใช่แค่กำลังกายที่จะนำไปสู่การใช้ความรุนแรง อำนาจรวมถึงอำนาจของคนที่สามารถให้คุณให้โทษได้ เช่นอำนาจของหัวหน้างาน ครูบาอาจารย์ หรือผู้บังคับบัญชา ด้วยเหตุนี้เนื่องจากผู้เขียนเคยเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัย ก็ทราบดีว่าอาจารย์จะต้องไม่พูดจาในเรื่องเพศหรือแตะตัวนักศึกษา และจะต้องละเว้นที่จะจีบนักศึกษาด้วย กฏระเบียบของมหาวิทยาลัยสากลจะระบุไว้ว่าถ้าอาจารย์หลงรักนักศึกษาและทั้งสองฝ่ายเป็นผู้ใหญ่ ต้องรอให้นักศึกษาเรียนจบก่อนที่จะสร้างความสัมพันธ์ ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้อำนาจในการกดดันนักศึกษา

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เวลาเราพิจารณาการล่วงละเมิดทางเพศ เราต้องไม่สับสนกับเรื่องศีลธรรมอนุรักษ์นิยม เพราะการเป็นคน “เจ้าชู้” มีคู่รักหลายคน หรือการเป็น “เสือผู้หญิง” ที่หาคู่รักใหม่เป็นประจำ ไม่ใช่เรื่องเดียวกับการล่วงละเมิดทางเพศ ถ้าทั้งสองฝ่ายเต็มใจยินยอม แต่ในสังคมคับแคบที่บางส่วนล้าหลัง และในแวดวงพวกที่ยึดถือศีลธรรมอนุรักษ์นิยม ซึ่งรวมถึงนักเอ็นจีโอบางคน มักจะมีการมองว่าการมีคู่หลายคน การเปลี่ยนคู่บ่อยๆ หรือการมีเพศสัมพันธ์นอกกรอบการแต่งงาน เป็นเรื่องผิด และมีการเหมารวมว่านักกิจกรรมที่ “เจ้าชู้” ย่อมมีพฤติกรรมล่วงละเมิดทางเพศเสมอ ซึ่งไม่มีความจริงแต่อย่างใด คำถามคือนักเอ็นจีโอสิทธิสตรีที่ออกมาแสดงความเห็นในบทความของนสพข่าวสดเรื่องนี้ มีการใช้กรอบศีลธรรมอนุรักษนิยมในการมองหรือไม่

ในสังคมล้าหลังของไทย ผู้หญิงที่มีหลายคู่จะถูกลดระดับ และถูกมองว่าเป็นผู้หญิงไม่ดี สำส่อน ไม่รู้จักรักนวลสงวนตัว บางครั้งก็มีการมองว่าผู้หญิงเหล่านั้นเป็นเหยื่อของผู้ชายอีกด้วย

นอกจากนี้ในกรณีคนที่ขายบริการทางเพศ มีการมองว่าเขาเป็นพลเมืองชั้นสองโดยไม่มีการพิจารณาภาพรวมของการซื้อขายเพศแต่อย่างใด

ในกรณีนักกิจกรรมเด่นๆ เราไม่ควรสับสนระหว่างเรื่อง “อำนาจ” กับเรื่อง “เส่นห์” ของนักกิจกรรมคนนั้น เพราะอำนาจนำไปสู่พฤติกรรมที่ฝ่ายหนึ่งไม่ยินยอม แต่เส่นห์เป็นปัจจัยของการมีความสัมพันธ์แบบที่ทั้งสองฝ่ายยินยอม

นอกจากนี้ในกรณีที่มีความสัมพันธ์ที่ทั้งสองฝ่ายยินยอม ถ้าฝ่ายชายไปเล่าเรื่องให้เพื่อนๆ ฟัง เพื่อลดหลู่ล้อเลียนฝ่ายหญิง มันไม่ใช่การละเมิดทางเพศ แต่เป็นการดูถูกและเหยียดทางเพศ ซึ่งเป็นเรื่องที่เราไม่ควรยอมรับ

บทความที่เขียนไว้ในนสพ.ข่าวสด โดยธีรนัย จารุวัสตร์  [http://bit.ly/2x7FGTm] เป็นบทความที่ไม่พิจารณาและวิเคราะห์เรื่องเหล่านี้แต่อย่างใด มันตื้นเขินเหลือเกินและไม่มีความเป็นมืออาชีพ และที่แย่ที่สุดคือมีการเอ่ยถึงชื่อนักกิจกรรมบางคนโดยไม่มีรายละเอียดหลักฐาน ไม่มีการเปิดโอกาสให้เจ้าตัวแสดงความเห็นกับคำกล่าวหาก่อนที่จะตีพิมพ์ พึ่งมาแก้เพิ่มทีหลัง แก้แล้วก็บิดเบือนคำพูดอีก คนหนึ่งที่ถูกกล่าวหาโดยไม่มีหลักฐานชัดเจน กำลังนั่งอยู่ในคุกตอนนี้ ก็เหมือนกลายเป็นเหยื่อ ซึ่งเราไม่มีข้อมูลอะไรที่แสดงว่าคนๆ นี้มีพฤติกรรมล่วงละเมิดทางเพศในอดีตเลย ทั้งๆ ที่อาจเจ้าชู้  แต่ถ้าคนอื่นมีหลักฐานก็ควรจะมีการพิสูจน์กันให้ชัดเจน ไม่ใช่กล่าวหากันลอยๆ

แน่นอนมันคงมีนักกิจกรรมที่ล่วงละเมิดคนอื่นทางเพศ นักกิจกรรมไม่ใช่เทวดา เราต้องประณามพฤติกรรมแบบนี้โดยไม่ปกปิดอะไร และอีกบทความหนึ่งที่นักข่าวคนนี้เขียนเรื่องขบวนการประชาธิปไตยใหม่มีหลักฐานชัดเจน

แต่สำหรับบทความที่เรากำลังวิจารณ์ในครั้งนี้ เราต้องตั้งคำถามกับนักข่าวว่าทำไมต้องเป็นบุคคลคนนี้ที่ถูกป้ายสี มันมีอะไรอยู่เบื้องหลัง ทำไมคนที่ถูกจองจำในโทษ 112 กลับถูกเลือกนำมาพูดในขณะที่กำลังจะพ้นโทษ มันเกิดอะไรขึ้น? และทำไมไม่มีการกล่าวถึงปัญหาของสาวโรงงานที่โดนหัวหน้างานกดดันให้นอนด้วย? เพราะหัวหน้างานมีอำนาจให้คุณให้โทษ ซึ่งต่างจากนักกิจกรรมแรงงาน

แต่ที่แย่มากกว่านั้นคือ นักข่าวที่เขียนบทความนี้ไม่กล้าพิจารณาคนระดับสูงของประเทศที่มีพฤติกรรมดูถูกเพศหญิงอย่างต่อเนื่อง และใช้อำนาจในการลงโทษอดีตเมียอย่างป่าเถื่อนอีกด้วย นั้นคืออีกตัวอย่างหนึ่งของระบบสองมาตรฐานในกะลาแลนด์

Advertisements