ผู้นำตะวันตกที่คบประยุทธ์ล้วนแต่เป็นพวกล้าหลัง

ใจ อึ๊งภากรณ์

[เพื่อความสะดวกในการอ่าน ท่านควรกดเข้าไปที่หน้าบล็อก]

คนไทยไม่ควรตกใจที่ผู้นำตะวันตกพร้อมจะคบ “ประยุทธ์มือเปื้อนเลือด” เพราะอย่างที่ผมเคยอธิบายแล้ว รัฐบาลตะวันตกไม่ได้สนใจเรื่องสิทธิเสรีภาพหรือประชาธิปไตยในไทยหรือที่อื่น แค่สร้างภาพเท่านั้นเอง สิ่งที่เขาสนใจจริงๆ คือเรื่องการค้า การหากำไรให้กลุ่มทุนของตน และการหาวิธีคานอิทธิพลทางการเมืองของคู่แข่งในเวทีโลก            [ดู https://bit.ly/2MVbtyv ]

36114148_10212637065542288_4317893616677683200_n

แต่อีกเรื่องหนึ่งที่เราควรเข้าใจด้วยคือไม่ว่าจะชาติไหนในโลก ยุโรปตะวันตก สหรัฐ หรือไทย มันมีความขัดแย้งทางการเมืองหรือขั้วการเมืองระหว่างนักการเมืองก้าวหน้ากับนักการเมืองล้าหลังเสมอ มันไม่ใช่ว่า “อังกฤษคือแม่แบบประชาธิปไตย” ประชาธิปไตยอังกฤษมาจากการต่อสู้ระหว่างพวกอนุรักษ์นิยมล้าหลัง กับพวกก้าวหน้าที่ยืนอยู่เคียงข้างคนจน กรรมาชีพ และคนส่วนใหญ่

18137-1t8ewuk

ในกรณีอังกฤษ ทะรีซา เมย์ เป็นหัวหน้าพรรคอนุรักษ์นิยมที่มีประวัติในการใช้นโยบายรัดเข็มขัด ตัดสวัสดิการของคนส่วนใหญ่ ทำลายระบบสาธารณสุข กดขี่สหภาพแรงงาน ลดภาษีให้คนรวยและกลุ่มทุน และเขามีประวัติในการใช้นโยบายเหยียดสีผิวและเหยียดคนต่างชาติอีกด้วย นอกจากนี้รัฐบาลนี้ก็จับมือกับทรราชอื่นๆ รอบโลก รวมถึงซาอุดิอาระเบีย กับอิสราเอล

ในอดีตพรรคอนุรักษ์นิยมเป็นอุปสรรคใหญ่ในการต่อสู้เพื่อสิทธิในการเลือกตั้งของคนส่วนใหญ่ในอังกฤษอีกด้วย

trump_0

ในกรณีสหรัฐอเมริกา ประธานาธิบดีทรัมป์ เป็นประธานาธิบดีที่ปฏิกิริยาล้าหลังที่สุด ทรัมป์ชอบใช้คำพูดเหยียดสีผิวอย่างต่อเนื่อง เขามองว่าคนต่างชาติเหมือน “แมลง” หรือเป็นพวก “อาชญากร” เขาใช้นโยบายกักขังเด็กเล็กแยกจากพ่อแม่เมื่อเด็กเหล่านั้นข้ามพรมแดนกับพ่อแม่เพื่อแสวงชีวิตใหม่ในสหรัฐ เขามีประวัติในการละเมิดสตรีและใช้คำหยาบคายเกี่ยวกับผู้หญิง เขาใช้นโยบายก้าวร้าวต่อประเทศอื่นจนเกิดภัยสงคราม เขาตัดภาษีให้กลุ่มทุนและคนรวย และประกาศย้ายสถานทูตสหรัฐในอิสราเอลไปเมืองเยรูซาเลมทั้งๆ ที่ชาติอื่นๆ ไม่เห็นด้วย และการกระทำครั้งนี้ก่อให้เกิดสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง

macron-1

ในกรณีฝรั่งเศส ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง เป็นผู้นำฝ่ายขวาที่พยายามทำลายฐานะทางเศรษฐกิจของประชาชนผู้ทำงาน และทำลายสิทธิของสหภาพแรงงานจนเกิดการนัดหยุดงานทั่วประเทศ

460C8FA3-8BDE-4B3D-A4BD-0777AD9B41C8_w1023_r1_s

รัฐบาลของเขาใช้นโยบายรัดเข็มขัดกับประชาชนธรรมดา แต่ตัว มาครง เองก็ใช้เงินภาษีประชาชนเพื่อซื้อชุดกินข้าวหรูราคาเป็นแสน และสั่งสร้างสระว่ายน้ำในทำเนียบฤดูร้อน นอกจากนี้เขาพร้อมจะคบจับมือกับทรราชรอบโลกเช่นผู้นำซาอุดิอาระเบีย กับอิสราเอล ไม่ต่างจาก ทะรีซา เมย์

มาครอง เป็นคนถือตัว เขาไม่พอใจเมื่อเด็กวัยรุ่นเรียกเขาโดยใช้ชื่อเล่นว่า ‘มานู’ และร้องเพลง “อินเตอร์เนชั่นแนล” ของฝ่ายซ้าย เพื่อประชดนโยบายเอาใจนายทุนของรัฐบาล มาครอง

Britain and France summit

ดังนั้นในขณะที่พวกเราต้องประท้วงรัฐบาลเผด็จการของประยุทธ์ และเรียกร้องประชาธิปไตย เราไม่ควรตกใจหรือแปลกใจในพฤติกรรมของผู้นำตะวันตก

36177328_10212637068502362_2465469304175329280_o

 

Advertisements

นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยต้องเลิกฝากความหวังกับรัฐบาลตะวันตก

ใจ อึ๊งภากรณ์

[เพื่อความสะดวกในการอ่าน ท่านควรกดเข้าไปที่หน้าบล็อก]

การที่ประยุทธ์มือเปื้อนเลือดถูกเชิญไปพูดคุยกับรัฐบาลฝ่ายขวาของอังกฤษและฝรั่งเศส เพื่อทำสัญญาการค้า การลงทุน และซื้ออาวุธ เป็นอีกกรณีหนึ่งที่พิสูจน์ว่ารัฐบาลตะวันตกไม่มีความจริงใจเลยในเรื่องการสนับสนุนประชาธิปไตยในไทย

Not welcome here

ก่อนหน้านี้เราเห็นว่ารัฐบาลอังกฤษพร้อมจะเชิญคนอย่างประวิตรหน้าหมู ไปเที่ยวงานขายอาวุธที่ลอนดอน ซึ่งเป็นโอกาสทองสำหรับหมูโสโครกคนนี้ที่จะคบค้าสมาคมกับทรราชจากทั่วโลกที่ไปเที่ยวงานเดียวกัน  และในที่สุดทหารไทยก็ได้อาวุธเพิ่มและบริษัทตะวันตกก็ได้กำไร

ส่วนรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ก็ทำการฝึกทหารร่วมกับกองทัพไทย และประธานาธิบดีทรัมพ์ก็ยินดีพบอาชญากรอย่างประยุทธ์

ในแวดวงการทูตต่างๆ ของรัฐบาลทั่วโลก อุดมการณ์ประชาธิปไตยมักจะไม่มีความสำคัญ ที่สำคัญคือการแข่งกันระหว่างมหาอำนาจ เช่นการแข่งกันระหว่างจีนกับสหรัฐเพื่อมีอิทธิพลในภูมิภาคเอเชีย และการหาโอกาสที่จะค้าขายสินค้า เพื่อสร้างกำไรให้กลุ่มทุนของประเทศตนเอง โดยเฉพาะการขายอาวุธ นี่คือสาเหตุที่รัฐบาลตะวันตกคบค้าสมาคมและขายอาวุธให้ทรราชทั่วโลกโดยไม่เลือกหน้า

ถ้ารัฐบาลตะวันตกไม่ยอมคบใคร หรือพยายามผลักดันมาตรการกีดกันการค้าขายกับประเทศใด ก็เฉพาะประเทศที่เป็นศัตรูหรือคู่แข่งหลักเท่านั้น มันไม่เคยเกี่ยวอะไรกับสิทธิเสรีภาพหรือประชาธิปไตยเลย และในอดีตในช่วงสงครามเย็นที่ใครๆ ชอบอ้างว่าเป็นความขัดแย้งระหว่าง “โลกเสรี” กับ “โลกคอมมิวนิสต์” รัฐบาลตะวันตกก็ยินดีจับมือกับเผด็จการทหารในหลายประเทศ รวมถึงไทยด้วย

สิ่งที่รัฐบาลตะวันตกสนใจมากกว่าสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยในประเทศอื่นๆ คือ “เสถียรภาพ” ของรัฐบาล และ “ความสงบเรียบร้อย” ไม่ว่ารัฐบาลนั้นจะเป็นเผด็จการหรือประชาธิปไตย

20180620_200111

ตอนนี้เผด็จการทหารไทยกำลังออกแบบระบบประชาธิปไตยจอมปลอมแบบพม่า คือจะมีการเลือกตั้งเป็นพิธีกรรม เพื่อดูดี ภายในกรอบที่จำกัดสิทธิเสรีภาพโดยแผน “ยุทธศาสตร์แห่งชาติ” ที่มันร่างเอง และ “คณะกรรมการยุทธ์ศาสตร์แห่งชาติ” ที่มันใช้เป็นเครื่องมือเพื่อสืบทอดอำนาจร่วมกับวุฒิสภา ตุลาการ และกกต.ที่มันแต่งตั้งเอง เป้าหมายคือการสร้างภาพลวงตา เพื่อให้คนไทยบางส่วน โดยเฉพาะคนชั้นกลาง และรัฐบาลต่างประเทศ มองว่าในอนาคตไทยจะเป็น “ประชาธิปไตย” ไม่ว่าจะจริงหรือไม่จริง และวันเลือกตั้งก็เลื่อนออกไปได้เรื่อยๆ

พวกทหารคำนวณว่าภาพลวงตานี้เพียงพอที่จะเป็นข้อแก้ตัวสำหรับรัฐบาลตะวันตก รัฐบาลตะวันตกต้องการเหลือเกินที่จะยอมรับว่าไทยกำลัง “กลับสู่ประชาธิปไตยแล้ว” ทั้งๆ ที่ใครๆ คงมองออกว่ามันไม่ใช่ การแสวงหาข้อแก้ตัวเพื่อให้รัฐบาลตะวันตกกลับมาคบผู้นำไทยเป็นเรื่องสำคัญสำหรับรัฐบาลเหล่านั้น เพราะจริงๆ แล้ว การพูดว่าไม่ยอมรับรัฐบาลเผด็จการของไทย บ่อยครั้งเป็นคำพูดนามธรรมเพื่อให้ดูดีในสายตาพลเมืองตะวันตกเท่านั้น มันเป็นเรื่องการเมืองภายใน การส่งตัวแทนจากสถานทูตไปสังเกตการณ์คดีต่างๆ ในไทย ก็เป็นแค่การสร้างภาพเช่นกัน เพราะไม่เคยนำไปสู่การปล่อยนักโทษการเมืองหรือการยอมให้นักประชาธิปไตยขอลี้ภัยทางการเมืองในตะวันตกอย่างง่ายๆ  และในที่สุดตอนนี้ประเทศอียูและสหรัฐก็ยกเลิกการจำกัดความสัมพันธ์กับรัฐบาลประยุทธ์เรียบร้อยไปแล้ว

อย่างไรก็ตามมีนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยหลายคนในไทย ที่ยังหลงตั้งความหวังไว้กับรัฐบาลตะวันตก หรือสหประชาชาติ ซึ่งก็เป็นแค่สมาคมของรัฐบาลมหาอำนาจนั้นเอง

34605905_10155712246440819_8867687056130703360_n
อย่าหลงเชื่อว่าตัวแทนรัฐบาลตะวันตกจะมาช่วยเราสร้างประชาธิปไตย

ดังนั้นเราหนีไม่พ้นข้อสรุปว่า ถ้าเราจะล้มล้างอิทธิพลและมรดกของเผด็จการ เพื่อสร้างประชาธิปไตยแท้ คนไทยจะต้องรวมตัวกันปลดแอกตนเอง และสร้างขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมที่มีมวลชน เพราะจะไม่มีใครคนอื่นทำให้

คัดค้านโทษประหาร

คัดค้านโทษประหาร

ใจ อึ๊งภากรณ์

 

มันเป็นเรื่องน่าอับอายขายหน้าและเลวร้ายที่เผด็จการทหารไทยนำโทษประหารกลับมาใช้หลังจากที่ไม่ได้ใช้มา 9 ปี มันบ่งบอกถึงความป่าเถื่อนล้าหลังของรัฐบาลปัจจุบัน ในแง่หนึ่งมันทำให้รัฐไทยป่าเถื่อนเท่ากับชายที่ใช้ความรุนแรงฆ่าคนเพื่อปล้นทรัพย์

 

เราควรคัดค้านโทษประหาร เพราะมันเป็นแค่การฆ่าประชาชนอีกคนหนึ่งเพื่อสำเร็จความใคร่และการแก้แค้นของสังคม มันเป็นการใช้ความป่าเถื่อนตอบโต้ความป่าเถื่อน แต่การแก้แค้นแบบนั้นเป็นความคิดล้าหลังต่ำช้าที่สุด ซึ่งชนชั้นปกครองพยายามป้อนให้เราเชื่อเสมอ การแก้แค้นไม่นำไปสู่การคืนชีพของผู้ถูกฆ่า ไม่ได้แก้ปัญหาการข่มขืนหรือดูแลรักษาจิตใจของเหยื่อ โทษประหารไม่นำไปสู่การลดอาชญากรรมแต่อย่างใด และบ่อยครั้งผู้ถูกประหารเป็นคนบริสุทธิ์ที่ศาลพิพากษาผิดอีกด้วย เราก็ทราบดีว่าในกรณีรัชกาลที่ 8 มีการประหารชีวิตคนบริสุทธ์ และเราทราบดีว่าในยุคเผด็จการสฤษดิ์มีการประหารชีวิตคนที่กล้าคิดต่างเช่นนักเคลื่อนไหวสังคมนิยม

 

การใช้กฎหมายในการลงโทษพลเมืองที่ใช้ความรุนแรง ไม่ได้ทำให้อาชญากรรมลดลงแต่อย่างใด เพราะเป็นการพยายามแก้ปัญหาที่ปลายเหตุหลังจากที่มีผู้กระทำความผิดไปแล้ว เราควรดูว่าสาเหตุของอาชญากรรมมาจากอะไร เราควรถามว่าทำไมเกิดการปล้นทรัพย์และฆ่าคนในสังคม เราควรเข้าใจว่าทำไมผู้ชายบางคนข่มขืนผู้หญิง และเราต้องเข้าใจว่าสภาพแวดล้อมของสังคมเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหา มันไม่ใช่เรื่อง “คนดี” กับ “คนชั่ว” แบบง่ายๆ เพราะไม่มีใครเกิดมาดี หรือเกิดมาชั่ว

 

ชนชั้นปกครองไทยและเผด็จการประยุทธ์ใช้อำนาจและความรุนแรงเป็นประจำ มีการปราบปราม ทำร้ายฆ่าประชาชน อย่างเช่นที่เราเห็นที่ราชประสงค์ ผ่านฟ้า ตากใบ หรือราชดำเนินในกรณีพฤษภา๓๕ ฯลฯ  แต่ที่แย่ที่สุดคือ ชนชั้นปกครองกลับอ้างความชอบธรรมในการก่ออาชญากรรมดังกล่าว โดยใช้กระบวนการของกฎหมาย ดังนั้นผู้ที่ไม่ได้กระทำความผิดกลายเป็นผู้ผิดไปในสังคมใต้กะลา

 

162848_120879737979007_100001709430671_124293_6441625_n

 

เราควรคัดค้านโทษประหาร ซึ่งเป็นการใช้ความป่าเถื่อนแบบ “ตาต่อตา” เพราะในโลกที่อาศัยหลัก “ตาต่อตา” คนส่วนใหญ่ในสังคมจะ “ตาบอด” ถึงหลักความยุติธรรม และต้นเหตุของปัญหาต่างๆ

 

32261_399319099924_537184924_3928134_4527140_n

 

ภายใต้ระบอบเผด็จการของ “ประยุทธ์มือเปื้อนเลือด” อาชญากรตัวร้ายสุดคือเจ้าหน้าที่รัฐและตัวประยุทธ์เอง

ทรัมป์ พบ คิม กับทฤษฏีจักรวรรดินิยมของเลนิน

ใจ อึ๊งภากรณ์

 

การประชุมระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กับ คิม จอง-อึน จากเกาหลีเหนือ คงลดความเครียดสำหรับคนจำนวนมากในโลก โดยเฉพาะในเกาหลีใต้กับญี่ปุ่น เพราะก่อนหน้านี้ดูเหมือนภัยจากสงครามนิวเคลียร์จะกลับมาเป็นเรื่องจริงอีกครั้งตั้งแต่การสิ้นสุดของสงครามเย็น

เราจะเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างสหรัฐกับเกาหลีเหนือได้อย่างไร? เพราะมันไม่ใช่เรื่องความขัดแย้งระหว่าง “โลกเสรี” กับ “คอมมิวนิสต์” อย่างที่นักวิเคราะห์ปัญญาอ่อนคิดเลย

LENIN Imperialism the Highest Stage of Capitalism_250

     ทฤษฏีจักรวรรดินิยมของเลนิน มีความสำคัญทุกวันนี้ในการทำความเข้าใจกับภัยสงคราม ทั้งๆ ที่มหาอำนาจเลิกใช้การล่าอาณานิคมในการกดขี่ประชากรโลกในรูปแบบเดิม เพราะทุกวันนี้ยังมีการแข่งขันทางเศรษฐกิจที่ออกมาในรูปแบบการแข่งขันทางทหาร ทฤษฏีจักรวรรดินิยมของเลนิน เน้นว่าการแข่งขันทางเศรษฐกิจแยกไม่ออกจากการแข่งขันทางทหารเสมอ

180609141740-01-merkel-trump-g7-0609-exlarge-169

     ทุกวันนี้ในด้านเศรษฐกิจ สหรัฐอเมริกาซึ่งเคยเป็นมหาอำนาจที่เข้มแข็งที่สุด เริ่มอ่อนแอเมื่อเทียบกับจีน หรือประเทศอื่นๆ ในโลกพัฒนา เช่นญี่ปุ่น หรือกลุ่มประเทศในอียู สหรัฐจึงจงใจใช้อำนาจทางทหารในการรักษาตำแหน่งในโลก สงครามในอ่าว สงครามอิรัก การแทรกแซงในซิเรีย ฯลฯ ล้วนแต่เกิดขึ้นเพราะสาเหตุนี้ และปัจจุบันความก้าวร้าวของประธานาธิบดีทรัมป์ในเรื่องเกาหลีเหนือ ก็เกี่ยวข้องกับการแข่งขันระหว่างสหรัฐกับจีน [ดู https://bit.ly/2MhgYY2 ]ยิ่งกว่านั้น การที่โลกไม่ได้แยกเป็นสองฝ่ายตามมหาอำนาจหลัก อเมริกา กับ รัสเซีย อย่างที่เคยเป็นในยุคสงครามเย็น แปลว่าประเทศขนาดกลางมีพื้นที่ในการเบ่งอำนาจ เช่นในตะวันออกกลางเป็นต้น มันทำให้โลกเราในยุคนี้ขาดเสถียรภาพและเต็มไปด้วยภัยสงคราม “สงคราม” ทางเศรษฐกิจกับการค้าระหว่างสหรัฐกับ อียู คานาดา และจีน เป็นส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์นี้ ในกรณีสหรัฐกับเกาหลีเหนือมันเป็นภัยสงครามนิวเคลียร์อีกด้วย

คิม จอง-อึน เป็นผู้นำเผด็จกการที่ขึ้นมาดำรงตำแหน่งผ่านสายเลือด คิม อิล-ซ็อง ผู้นำคนแรกของเกาหลีเหนือ ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้นำโดยสตาลินเมื่อกองทัพรัสเซียเข้ามายึดทางเหนือของเกาหลีในช่วงปลายๆ ของสงครามโลกครั้งที่สอง เกาหลีเหนือจึงกลายเป็นรัฐเผด็จการในรูปแบบที่สตาลินใช้ปกครองรัสเซีย ระบบนี้ไม่ใช่ “สังคมนิยม” หรือ “คอมมิวนิสต์” ตามแนวคิดของมาร์คซ์หรือเลนินแต่อย่างใด เพราะชนชั้นกรรมาชีพไม่ได้ปกครองตนเอง แต่กลับกลายเป็นผู้ถูกขูดรีดกดขี่ และการสถาปนารัฐมาจากกองทัพรัสเซีย ไม่ใช่การปฏิวัติของกรรมาชีพ ดังนั้นเราต้องเข้าใจว่าระบบเศรษฐกิจการเมืองของเกาหลีใต้คือ “ทุนนิยมโดยรัฐ” ที่รัฐกลายเป็นกลุ่มทุนผูกขาดแทนที่จะมีกลุ่มทุนเอกชน นอกจากนี้ คิม อิล-ซ็อง ได้เสนอแนวทาง “เศรษฐกิจพึ่งตนเอง” (จูเช) อีกด้วย

ในระยะแรกทุนนิยมโดยรัฐประสบความสำเร็จในการพัฒนาประเทศ โดยที่เกาหลีเหนือพัฒนาไปไกลกว่าเผด็จการทุนนิยมตลาดเสรีของเกาหลีใต้ แต่เมื่อระบบทุนนิยมโลกพัฒนาไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะในเรื่องโลกาภิวัฒน์ การพึ่งตนเองและระดมทุนภายในกลายเป็นจุดอ่อน จนเกาหลีเหนือยากจนลงเรื่อยๆ นี่คือสาเหตุที่ คิม จอง-อึน ปล่อยให้ทุนเอกชนทำการค้าขายลงทุนได้ และความอ่อนแอของเกาหลีเหนือ เป็นสาเหตุที่รัฐบาลเร่งพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์เพื่อปกป้องตัวเองและเอาตัวรอดจากการข่มขู่จากภายนอก

สำหรับ โดนัลด์ ทรัมป์ ท่าทีก้าวร้าวที่เคยมีกับเกาหลีเหนือ ไม่เกี่ยวอะไรเลยกับการปกป้อง “โลกเสรี” เพราะท่าทีนี้ทำให้พลเมืองในเกาหลีใต้และญี่ปุ่นเสี่ยงตายจากสงครามนิวเคลียร์ และอย่าลืมว่าสองประเทศนี้เป็นประชาธิปไตย

นโยบายของสหรัฐต่อเกาหลีเหนือเป็นแค่เครื่องมืออันหนึ่งในการแข่งขันกับจีน ซึ่งเป็นการแข่งขันเพื่อช่วงชิงอิทธิพลในเอเชีย

การข่มขู่ทางทหาร และการเจรจาทางการทูต เป็นสองด้านของเหรียญเดียวกัน และในกรณีตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งแข่งขันระหว่างมหาอำนาจต่างๆ ทรัมป์ ได้ยุยงให้อิสราเอลก้าวร้าวมากขึ้นจนประชาชนในภูมิภาคเสี่ยงภัยสงครามระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลอย่างน่าใจหาย

ในปีค.ศ. 1916 หนึ่งปีก่อนการปฏิวัติรัสเซีย เลนิน ได้เขียนหนังสือสำคัญชื่อ “จักรวรรดินิยมขั้นตอนสูงสุดของทุนนิยม”

ประเด็นสำคัญในความคิดเรื่องจักรวรรดินิยมของเลนินคือ การพัฒนาของระบบทุนนิยมทำให้กลุ่มทุนต่างๆ ใหญ่ขึ้นอย่างต่อเนื่องจนกลุ่มทุนผูกขาดเหล่านั้นกับรัฐ ทำงานในทิศทางเดียวกัน รัฐใหญ่ๆ ของโลกจะใช้อำนาจทางทหารเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มทุนในประเทศของตนเอง และมีการแบ่งพื้นที่ของโลกภายใต้อำนาจของรัฐดังกล่าวในรูปแบบอาณานิคม และที่สำคัญคือการแข่งขันระหว่างกลุ่มทุนต่างๆ และรัฐที่จับมือกับกลุ่มทุน นำไปสู่ความขัดแย้งซึ่งในที่สุดระเบิดออกมาในรูปแบบสงคราม

ความคิดกระแสหลักที่ยังสอนกันอยู่ในสถานศึกษาทุกวันนี้ มักจะอธิบายสงครามโลกครั้งที่หนึ่งว่าเกิดจากอุบัติเหตุทางการเมือง หรือการจับมือเป็นพันธมิตรสองขั้วของชาติต่างๆ ในยุโรป แต่นั้นเป็นเพียงการบรรยายอาการของ “จักรวรรดินิยม” เพราะต้นกำเนิดของสงครามมาจากความขัดแย้งทางเศรษฐกิจในระบบทุนนิยมโลก และสงครามดังกล่าวเป็นสงครามที่กลุ่มทุนใหญ่และรัฐกระทำเพื่อเพิ่มอำนาจของฝ่ายตนเองในการขูดรีดกรรมาชีพและปล้นทรัพยากรในประเทศอื่น แต่ในการทำสงครามมักมีการโกหกสร้างภาพว่าทุกสงครามเป็นการรบเพื่อ “เสรีภาพ” เพราะคนที่ต้องไปรบมักจะเป็นกรรมาชีพหรือเกษตรกร

ถ้าเราเข้าใจตรงนี้เราจะเข้าใจว่าทำไม เลนิน กับนักมาร์คซิสต์จะไม่สนับสนุนสงครามจักรวรรดินิยม และจะไม่มีวันคลั่งชาติ คำขวัญสำคัญของเลนินในยุคสงครามโลกครั้งที่หนึ่งคือ “เปลี่ยนสงครามจักรวรรดินิยมไปเป็นสงครามกลางเมืองระหว่างชนชั้น!”

สงครามไม่ได้เกิดจาก “นิสัยพื้นฐานของมนุษย์” มันเกิดจากการแย่งชิงผลประโยชน์ระหว่างรัฐต่างๆ ในระบบทุนนิยม สงครามต่างๆ ในประเทศซิเรียทุกวันนี้ และการแทรกแซงจากภายนอกเป็นตัวอย่างที่ดี ดังนั้นถ้าจะห้ามสงคราม เราต้องสร้างขบวนการเคลื่อนไหวที่โจมตีการจับมือกันระหว่างรัฐกับทุน และโจมตีระบบทุนนิยมโลกอีกด้วย

บางคนไปตั้งความหวังไว้กับองค์กรสหประชาชาติ เพื่อสร้างสันติภาพในโลก แต่สหประชาชาติเป็นเพียงสมาคมของรัฐต่างๆ ทั่วโลก โดยมหาอำนาจคุมองค์กรผ่านคณะมนตรีความมั่นคง รัฐเหล่านี้เป็นผู้ก่อสงครามแต่แรก ไม่ใช่ผู้ที่จะสร้างสันติภาพแต่อย่างใด

ในไทยเราต้องต่อต้านการแข่งกันสะสมอาวุธในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยโจมตีการซื้ออาวุธของรัฐไทยเป็นหลัก เราต้องต่อต้านการเกณฑ์ทหารด้วย และเราต้องคัดค้านการรักชาติ และหันมารักประชาชนแทน

นอกจากนี้เมื่อประชาชนปาตานีพยายามต่อสู้เพื่อปลดแอกตนเองจากอำนาจรัฐไทย เราต้องเข้าข้างเขาเสมอ ไม่ใช่ไปเชียร์กองทัพไทยซึ่งมีประวัติในการกดขี่ชาวปาตานีและประวัติการทำรัฐประหารเข่นฆ่าพลเมืองไทยเพื่อปล้นประชาธิปไตยอีกด้วย

ทำไมประชาชนไอร์แลนด์ถึงเปลี่ยนมาสนับสนุนสิทธิทำแท้ง

[ท่านใดที่อ่านผ่าน Facebook อาจอ่านได้ง่ายขึ้นถ้าเข้าไปอ่านในบล็อก ]

ใจ อึ๊งภากรณ์

ข่าวที่น่าตื่นเต้นจากประเทศไอร์แลนด์เมื่อไม่นานมานี้ คือการที่พลเมืองไอร์แลนด์ลงประชามติให้ยกเลิกกฏหมายที่ห้ามสตรีทำแท้ง ซึ่งเป็นการปูทางไปสู่การร่างกฏหมายทำแท้งเสรีอย่างที่มีในประเทศอื่นของยุโรปตะวันตก

1835e975ec2942f1994fed04e427feac

เมื่อไอร์แลนด์ได้รับเอกราชจากอังกฤษในปีค.ศ. 1922 หลังจากสู้รบกันมานาน เอกราชที่ได้รับเป็นเอกราชครึ่งใบ เพราะอังกฤษแบ่งเกาะไอร์แลนด์เป็นสองส่วนคือ ไอร์แลนด์ใต้ กับไอร์แลนด์เหนือ

ไอร์แลนด์เหนือยังปกครองภายใต้อังกฤษและนักการเมืองที่มีอำนาจในพื้นที่นี้เป็นพวกโปรเตสแตนต์สุดขั้วล้าหลังที่คอยกดขี่เลือกปฏิบัติต่อชาวคาทอลิก พวกนี้จงรักภักดีต่อชนชั้นปกครองอังกฤษและกษัตริย์

ไอร์แลนด์ใต้กลายเป็นสาธารณรัฐภายใต้นักการเมืองอนุรักษ์นิยมที่ชื่นชมนิกายคาทอลิก

อังกฤษแบ่งเกาะไอร์แลนด์ตอนนั้นเพราะต้องการรักษาฐานทัพและเมืองอุตสาหกรรมทางเหนือ แต่มันมีเหตุผลสำคัญอีกประการหนึ่งคือ การให้สิทธิพิเศษกับประชาชนโปรเตสแตนต์ในไอร์แลนด์เหนือ เป็นเครื่องมือสำคัญในการแบ่งแยกชนชั้นกรรมาชีพระหว่างพวกโปรเตสแตนต์กับคาทอลิก

แทนที่การต่อสู้ทางชนชั้นจะเป็นประเด็นสำคัญ อย่างที่เคยเป็น ประชาชนไอร์แลนด์ถูกชักชวนให้มองว่าความขัดแย้งหลักเป็นเรื่องของศาสนา ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ของชนชั้นปกครองในทั้งสองประเทศ

นักสังคมนิยมคนสำคัญของไอร์แลนด์ชื่อ เจมส์ คอนนอลี่ เคยเตือนไว้ก่อนหน้านั้นว่า ถ้ามีการแบ่งประเทศ อย่างที่อังกฤษทำ จะเกิด “เทศกาลแห่งความปฏิกิริยาล้าหลัง” ในทั้งไอร์แลนด์เหนือกับไอร์แลนด์ใต้

James-Connolly1-271x300
เจมส์ คอนนอลี่

ในไอร์แลนด์ใต้รัฐบาลชวนให้องค์กรศาสนาคาทอลิกเข้ามาครอบงำทุกส่วนของสังคม ไม่ว่าจะเป็นระบบการศึกษา วัฒนธรรม หรือการร่างกฏหมาย พวกพระล้าหลังเหล่านี้ กดขี่สิทธิสตรีอย่างรุนแรง เน้นความเป็น “แม่” ห้ามการหย่า ห้ามการคุมกำเนิด ห้ามทำแท้ง และมีการละเมิดสิทธิสาวๆที่ท้องโดยไม่แต่งงาน โดยนำไปขังไว้ในสถาบันศาสนาเหมือนทาสตลอดชีวิต

ในไอร์แลนด์เหนือพวกพระโปรเตสแตนต์เล่นการเมืองและกีดกันสิทธิสตรีเช่นกัน เมื่ออังกฤษผ่านกฏหมายเพื่อให้สตรีเลือกทำแท้งอย่างเสรีได้ในปี 1967 นักการเมืองปฏิกิริยาเหล่านี้ไม่ยอมให้ใช้กฏหมายนี้ในไอร์แลนด์เหนือ นอกจากนี้การที่ชนชั้นกรรมาชีพถูกแบ่งแยกระหว่างโปรเตสแตนต์กับคาทอลิก ทำให้ค่าจ้างและสภาพการจ้างของกรรมาชีพไอร์แลนด์เหนือแย่กว่าในเกาะอังกฤษ

อย่างไรก็ตามเมื่อเวลาผ่านไป คนรุ่นใหม่เติบโตขึ้น และในไอร์แลนด์ใต้มีการลงทุนในการผลิตอุตสาหกรรมและการบริการมากขึ้น ซึ่งทำให้กรรมาชีพในเมืองขยายตัวอย่างรวดเร็ว ความงมงายในศาสนาคาทอลิกค่อยๆ ลดลง พร้อมกันนั้นมีเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับพระคาทอลิกทั่วโลกรวมถึงไอร์แลนด์ ว่ามีการละเมิดทางเพศเด็กๆ จำนวนมาก

ในปี 1993 ในไอร์แลนด์ใต้มีการยกเลิกการลงโทษคนรักเพศเดียวกัน ต่อมาในปี 1995 มีการยกเลิกการห้ามหย่า และในปี 2015 มีประชามติที่สนับสนุนการแต่งงานกันระหว่างคนเพศเดียวกัน ประชามติที่ปูทางไปสู่สิทธิในการทำแท้งจึงเป็นขั้นตอนสำคัญในกระบวนการทำลายสิ่งที่ เจมส์ คอนนอลี่ เคยเรียกว่า “เทศกาลแห่งความปฏิกิริยาล้าหลัง”

แต่ในไอร์แลนด์เหนือ ยังไม่มีการยกเลิกกฏหมายห้ามทำแท้งหรือร่างกฏหมายที่อนุญาตให้คนเพศเดียวกันแต่งงานกันได้ นักการเมืองล้าหลังโปรเตสแตนต์ยังไม่ถูกเขี่ยลงจากเวทีสักที แต่คนก้าวหน้ากำลังลุ้นว่าในไม่ช้าพวกนี้จะไม่สามารถต้านกระแสการปลดแอกทางเพศได้

ff7fb-woman

ส่วนในประเทศไทย สตรียังต้องรอวันที่จะมีการออกกฏหมายเลือกทำแท้งเสรี โดยที่ให้เป็นสิทธิปกติในระบบสาธารณสุขที่ปลอดภัยและไม่ต้องจ่ายเงิน คนก้าวหน้าในไทยจึงควรเรียกร้องให้พรรคการเมืองที่กำลังเสนอตัวกันตอนนี้ ออกมาประกาศว่าจะสนับสนุนสิทธิทำแท้งเสรี

 

พรรคอนาคตใหม่ไม่สามารถก้าวพ้นรูปแบบพรรคเดิมๆ

ใจ อึ๊งภากรณ์

 

มันเป็นเรื่องน่าผิดหวังที่พรรคอนาคตใหม่ดูเหมือนยังไม่สามารถก้าวพ้นรูปแบบพรรคเดิมๆ ของไทย เพราะพรรคกระแสหลักเดิมๆ มักจะมีนายทุนหรือทหารเป็นแกนนำ และมีนายทหารเข้ามาดำรงตำแหน่งอีกด้วย

 

ในการประชุมพรรคที่พึ่งจัดเมื่อไม่นานมานี้ นายทุนใหญ่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรค ซึ่งไม่น่าแปลกใจ

 

กรรมการพรรคส่วนหนึ่งเป็นนักวิชาการ มีนักธุรกิจสองคนนอกจากธนาธร และมีนักเอ็นจีโอ รวมถึงนักเอ็นจีโอแรงงาน แต่ไม่มีผู้แทนจริงๆ จากสมาชิกสหภาพแรงงานหรือจากเกษตรกรรายย่อยเข้ามาเป็นกรรมการเลย

99569

 

แน่นอนหลายคนในกรรมการบริหารมีจุดยืนชัดเจนที่คัดค้านเผด็จการทหารชุดปัจจุบัน ซึ่งเป็นเรื่องดี และถ้าฉีกรัฐธรรมนูญทหารทิ้งได้ก็เป็นเรื่องดีเช่นกัน แต่คงทำได้ยากถ้าไม่สร้างมวลชนนอกรัฐสภา

 

สิ่งหนึ่งที่น่าตกใจคือรองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่เป็นนายทหารเกษียณ พลโท พงศกร รอดชมภู เป็นอดีตรองเลขาสภาความมั่นคงแห่งชาติ และในเดือนมีนาคม ๒๕๕๙ เขาเคยเขียนบทความลงสื่อเกี่ยวกับปาตานี เขาเสนอว่าการแก้ไขปัญหาควรใช้การเมืองนำทหาร “แต่นั้นไม่ได้แปลว่าต้องยอมหรือขอเจรจา” คือต้องช่วงชิงประชาชนในพื้นที่ให้กลับมาอยู่กับฝ่ายรัฐไทย โดยการเลิกการละเมิดสิทธิมนุษยชน และเปลี่ยนมาปราบฝ่ายตรงข้ามแบบนิ่มนวลมากกว่านี้ พลโท พงศกร ไม่มีการพูดถึงการให้สิทธิประชาชนในพื้นปาตานีที่จะกำหนดอนาคตว่าจะปกครองตนเองแบบไหนคือ แยกตัวออกจากประเทศไทย หรือมีเขตปกครองพิเศษ หรืออยู่แบบเดิม และไม่มีการพูดถึงต้นกำเนิดปัญหาซึ่งมาจากการที่รัฐไทยยึดพื้นที่ปาตานีมาเป็นอาณานิคม โดยไม่เคารพวัฒนธรรมของชาวมาเลย์มุสลิม นอกจากนี้ พลโท พงศกร ไม่มีการพูดถึงการลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐไทยที่เข่นฆ่าประชาชน มีแต่การพูดถึงการลงโทษฝ่ายตรงข้าม [ดู https://www.matichon.co.th/columnists/news_78135 ]

 

นโยบายแนวคิดแบบนี้ไม่ต่างจากแนวคิดฝ่าย “พิราบ” ของรัฐหรือทหารไทย มันเป็นการยืนยันจุดยืนอนุรักษ์นิยมว่ารัฐไทยแบ่งแยกไม่ได้ และมันห่างไกลเหลือเกินจากความคิดก้าวหน้าที่จะนำไปสู่เสรีภาพและสันติภาพสำหรับประชาชนในปาตานี นอกจากนี้มันแตกต่างจากคำพูดเดิมของ เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้สนับสนุนพรรคอนาคตใหม่ ที่เคยพูดว่าควรจะรื้อฟื้นข้อเสนอในการปกครองตนเองของชาวปาตานี

 

การมีนายทหารที่เป็นอดีตฝ่ายความมั่นคงเป็นรองประธานพรรค จะทำให้พรรคให้ความสำคัญกับ “ความมั่นคง” เหนือสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยหรือไม่? เพราะการเน้นความมั่นคงเป็นนโยบายอนุรักษ์นิยมของรัฐบาลไทยทุกชุด โดยเฉพาะเผด็จการ

 

ในแง่หนึ่งตัวบุคคลที่เป็นแกนนำพรรคอาจแค่ชวนให้เราเดาว่านโยบายพรรคจะเป็นอย่างไร เรื่องชี้ขาดจะอยู่ที่นโยบายที่ประกาศออกมาเป็นรูปธรรม ถ้าไม่มีการเสนอรัฐสวัสดิการแบบครบวงจร ถ้วนหน้า และมาจากการเก็บภาษีก้าวหน้าในระดับสูงจากคนรวยและกลุ่มทุน ถ้าไม่เสนอให้ยกเลิก 112 ถ้าไม่เสนอให้สตรีมีสิทธิทำแท้งเสรี ถ้าไม่เสนอให้ชาวปาตานีสามารถกำหนดอนาคตตนเองโดยไม่ต้องพิจารณาความมั่นคงของชาติ และถ้าไม่เสนอให้เพิ่มอัตราค่าจ้างขั้นต่ำตามคำเรียกร้องของสหภาพแรงงาน และร่างกฏหมายแรงงานสัมพันธ์ใหม่เพื่อให้สหภาพแรงงานมีสิทธินัดหยุดงานและเคลื่อนไหวอย่างเสรี…. พรรคอนาคตใหม่ก็จะไม่ก้าวหน้าอย่างที่บางคนชอบอ้าง

 

มีเรื่องเดียวที่น่าชื่นชมเกี่ยวกับพรรคอนาคตใหม่ในขณะนี้  ซึ่งต้องยอมรับว่าพรรคอื่นๆ ยังไม่พูดถึงอย่างชัดเจน นั้นคือการประกาศว่าต้องการลบผลพวงของเผด็จการ

 

สรุปแล้วหน้าตาพรรคอนาคตใหม่ดูเหมือนเป็นพรรคคนชั้นกลาง สำหรับคนชั้นกลาง ไม่ใช่พรรคของคนชั้นล่างรากหญ้าแต่อย่างใด แต่ต้องยอมรับว่าคนของพรรคอนาคตใหม่ นอกจาก อ.ปิยบุตร แสงกนกกุล ที่พูดอะไรมากมายที่ไม่เป็นรูปธรรม ไม่เคยประกาศว่าจะสร้างพรรคของคนชั้นล่าง หรือพรรคของคนส่วนใหญ่ของประเทศที่เป็นกรรมาชีพและเกษตรกร และดูเหมือนพรรคจะเน้นการส่งเสริมกลไกตลาดเสรีที่ขัดกับผลประโยชน์คนจนอีกด้วย

 

ดังนั้นภารกิจในการสร้างพรรคฝ่ายซ้ายของคนชั้นล่าง เพื่อคนชั้นล่าง กรรมาชีพและเกษตรกรนั้นเอง ยังไม่มีใครลงมือริเริ่มอย่างจริงจัง