บทเรียนสำคัญจากการปฏิวัติในซูดานกับแอลจีเรีย

ใจ อึ๊งภากรณ์

เมื่อไม่นานมานี้นักข่าวหนังสือพิมพ์ Financial Times ซึ่งเป็นปากเสียงของนายทุนอังกฤษ ได้เสนอว่าการปฏิวัติในประเทศซูดานมีบรรยากาศคล้ายกับการปฏิวัติรัสเซีย 1917 ในยุคเลนิน ประโยคแบบนี้ทำให้เรารู้ว่าการปฏิวัติในซูดานมีความสำคัญยิ่ง และทำให้เราเข้าใจว่าการปฏิวัติในแอลจีเรีย ที่กำลังเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับซูดาน มีความสำคัญพอๆ กัน

Photo-creditL--750x400

สำหรับนักมาร์คซิสต์สังคมนิยม การต่อสู้ในทั้งสองประเทศ ต้องขยับจากการลุกฮือเพื่อประชาธิปไตยทุนนิยม ไปสู่การปฏิวัติสังคมนิยม สาเหตุที่เรามีมุมมองแบบนี้ก็เพราะภายใต้ระบบทุนนิยมปัจจุบัน ข้อเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาของประชาชนจะประสบความล้มเหลวถ้าไม่ปฏิวัติต่อไป ซึ่งจะอธิบายเหตุผลในท้ายบทความนี้

เรื่องนีเกี่ยวข้องโดยตรงกับทฤษฏี “การปฏิวัติถาวร” ของ ลีออน ตรอทสกี้ [ดู https://bit.ly/2zCPB5h ]

การลุกฮือของชาวซูดาน เพื่อโค่นล้มระบบเผด็จการของประธานาธิบดี อัล บาเชียร์ ระเบิดขึ้นเนื่องจากนโยบายรัดเข็มขัดของรัฐบาลภายใต้คำแนะนำของไอเอ็มเอฟ ประชาชนธรรมดาเดือดร้อนมากเพราะราคาข้าวของเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่นราคาขนมปัง ที่เพิ่มขึ้นสามเท่าตัว

อัล บาร์เชียร์ เป็นทหารที่ขึ้นสู่อำนาจผ่านการทำรัฐประหารที่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคการเมืองอิสลามสุดขั้วในปี 1989 หลังจากนั้นก็มีการจัดการเลือกตั้งปลอมเพื่อสืบทอดอำนาจต่อไป พร้อมกันนั้นมีการปราบปรามผู้เห็นต่างอย่างหนัก

20101218101053872360_20
อัล บาเชียร์

ในการต่อสู้ครั้งนี้มีมวลชนหลายแสนออกมาประท้วง จนนายทหารคนอื่นในชนชั้นปกครองซูดานมองว่ารัฐบาลคงไปต่อไม่ไหว ทหารจึงเขี่ย อัล บาเชียร์ ออกจากตำแหน่งและตั้งคณะทหารมาปกครองประเทศเพื่อเอาตัวรอด วิธีแบบนี้เคยถูกใช้ในการปฏิวัติอียิปต์ ในช่วง “อาหรับสปริง” และประชาชนไม่น้อยถูกหลอกให้ไว้ใจทหาร แต่คราวนี้ในซูดาน มวลชนไม่พอใจและชุมนุมต่อไป โดยเฉพาะหลังจากที่คณะทหารแจ้งว่าจะปกครองประเทศต่ออีกสองปี การต่อสู้ของมวลชนบังคับให้หัวหน้าคณะทหารคนแรกต้องลาออกหลังดำรงตำแหน่งได้เพียงหนึ่งวัน (ภาพข้างล่าง)

sudan-spring-uprising-ibn-auf

แต่มวลชนยังต้องต่อสู้ต่อไปกับคณะทหาร โดยชุมนุมต่อเนื่องหน้ากองบัญชาการทหาร

SUDAN

ที่น่าทึ่งคือ พลังมวลชนในซูดานมาจากบทบาทของการนัดหยุดงานและเคลื่อนไหวของสหภาพแรงงานคอปกขาว พวกนี้เป็นแกนนำของแนวร่วมที่มีชื่อว่า “พลังเพื่อประกาศอิสรภาพและการเปลี่ยนแปลง” นอกจากนี้อีกเรื่องหนึ่งที่น่าทึ่งคือบทบาทสำคัญของสตรีในการนำม็อบ

นอกจากกรรมาชีพคอปกขาวแล้ว คนงานในองค์กรไฟฟ้า องค์กรโทรคมนาคม ท่าเรือ และโรงสี ก็นัดหยุดงานด้วย

ภายในม็อบมีการจัดการอะไรเองหลายอย่าง เช่นความปลอดภัย การทำอาหารเลี้ยงผู้ชุมนุมและเด็กยากจนที่ไร้ที่อยู่อาศัย การบันเทิงซึ่งประกอบไปด้วยการร้องเพลงและการจัดจอโทรทัศน์เพื่อดูฟุตบอล์ นอกจากนี้มีศูนย์พยาบาลอีกด้วย ภายในที่ชุมนุมมีความสามัคคีระหว่างคนต่างศาสนาต่างเชื้อชาติ มันสะท้อนหน่ออ่อนของสังคมใหม่ที่อาจเป็นไปได้ถ้าประชาชนมีอำนาจในการปกครองตนเอง

ข้อเรียกร้องหลักของขบวนการผู้ชุมนุมคือ ทหารต้องออกจากการเมือง พลเรือนต้องตั้งรัฐบาลชั่วคราว ซึ่งต้องประกอบไปด้วยสตรีเกือบครึ่งหนึ่งและคนจากหลากหลายศาสนาเชื้อชาติ แน่นอนมันมีการถกเถียงกันระหว่างคนที่อยากประนีประนอมกับอำนาจรัฐ และคนที่อยากปฏิวัติโค่นรัฐเก่า แต่ทุกคนเข้าใจว่าการนัดหยุดงานและการชุมนุมเป็นหลักประกันสำคัญของชัยชนะ

อย่างไรก็ตามการต่อสู้ของชาวซูดานถึงจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ เพราะคณะทหารทำเหมือนจะตกลงกับแกนนำ “พลังเพื่อประกาศอิสรภาพและการเปลี่ยนแปลง” เสร็จแล้วก็พยายามใช้ความรุนแรงในการปราบปรามม็อบ แต่ยังไม่สำเร็จ ข้อตกลงกับทหารครั้งนี้เป็นแผนซื้อเวลาของทหาร และอันตรายอย่างยิ่งกับฝ่ายปฏิวัติ เพราะไม่มีความชัดเจนว่าทหารจะลงจากอำนาจในคณะปกครองประเทศชั่วคราว และมีการยืดเวลากำหนดเลือกตั้งออกไปสามปี

petroleum_workers_protest2_WEB_OK
คนงานน้ำมันประท้วง

ล่าสุดมีการประกาศนัดหยุดงานทั่วไปเพื่อกดดันทหาร

การลุกฮือในแอลจีเรีย มาจากการต่อสู้เพื่อกีดกันการสืบทอดอำนาจของผู้นำประเทศที่หมดสภาพเพราะความชราที่ชื่อ บูเตฟลิกา ผู้นำคนนี้ประกาศว่าอยากอยู่ต่ออีก 4 ปีทั้งๆ ที่ครองอำนาจมาเกือบยี่สิบปีผ่านการใช้อำนาจกึ่งเผด็จการ บูเตฟลิกา ขึ้นมามีอำนาจหลังจากสงครามกลางเมืองอันโหดร้ายทารุณระหว่างกองทัพกับพรรคอิสลามที่เคยชนะการเลือกตั้ง “ยุคสิบปีแห่งความมืด” นี้เกิดขึ้นระหว่าง 1992-2002 และก่อนที่จะมีการลุกฮือปีนี้มันมีกฏหมายห้ามการชุมนุมที่ตกค้างจากยุคมืดเผด็จการ

FILE PHOTO: Algeria's President  Abdelaziz Bouteflika gestures during a graduation ceremony of the 40th class of the trainee army officers at a Military Academy in Cherchell
บูเตฟลิกา กับนายทหารชั้นสูง

รัฐบาลของบูเตฟลิกา ใช้งบประมาณจากการขายน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ เพื่อพยุงความเป็นอยู่ของประชาชน แต่พอราคาทรัพยากรเหล่านี้ตกต่ำในตลาดทุนนิยมโลก การว่างงานก็เพิ่มขึ้น

637762f3753486aa1c8f735d7ac11c1e_w771_h422

หลังจากมวลชนออกมาประท้วงและมีการนัดหยุดงานทั่วไปของกรรมาชีพ โดยเฉพาะกรรมาชีพในภาครัฐ ซึ่งรวมอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ ชนชั้นปกครองแอลจีเรียก็ใช้วิธีการเดียวกับที่ซูดาน คือเขี่ยผู้นำที่ประชาชนเกลียดชังออกจากตำแหน่งเพื่อเอาตัวรอด หลังจากนั้นก็สัญญาว่าจะมีการเลือกตั้ง แต่ขบวนการประท้วงไม่ยอมหยุด มีการยึดมหาวิทยาลัยเกือบทุกแห่งโดยนักศึกษาและอาจารย์

la-1555182630-o77bgwl898-snap-image

ประเด็นข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมในแอลจีเรียไม่ต่างจากซูดานคือ มวลชนคนธรรมดาต้องกำหนดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร ไม่ใช่ปล่อยให้แกนนำรัฐเก่ากำหนด

นักสังคมนิยมมาร์คซิสต์จากประเทศอียิปต์ ได้ตั้งข้อสังเกตเรื่อง ซูดานและแอลจีเรีย ไว้ 5 ข้อคือ

  1. เหตุการณ์ในสองประเทศแสดงให้เห็นว่าการปฏิวัติยังเป็นไปได้ในโลกสมัยใหม่ และอาหรับสปริงยังไม่ตาย ทั้งๆ ที่มีชัยชนะตามด้วยความพ่ายแพ้ การปฏิวัติล้มรัฐเก่าและทุนนิยมเป็นเรื่องจำเป็นถ้าจะแก้ไขความทุกข์ยากของประชาชนที่เกิดจากนโยบายเสรีนิยมและระบบตลาดโลก
  2. เราเห็นประกายไฟที่ก่อให้เกิดการลุกฮือสองรูปแบบคือ ประเด็นเศรษฐกิจในซูดาน กับประเด็นการเมืองในแอลจีเรีย แต่อย่างที่โรซา ลัคแซมเบอร์ค เคยเสนอในหนังสือ “การนัดหยุดงานทั่วไป” การต่อสู้ทางเศรษฐกิจ กับการต่อสู้ทางการเมือง มันย่อมเชื่อมโยงกัน เศรษฐกิจนำไปสู่การเมือง การเมืองนำไปสู่เศรษฐกิจ นักสังคมนิยมมีหน้าที่เชื่อมการต่อสู้สองซีกนี้ให้เป็นเนื้อเดียวกัน [ดู https://bit.ly/2DtwQWo ]
  3. มวลชนต้องไม่หลงเชื่อทหารหรือสมาชิกเก่าของชนชั้นปกครองที่ต้องการสลายการชุมนุมด้วยการยอมเขี่ยผู้นำเก่าออกจากตำแหน่ง บทเรียนจากอียิปต์สอนให้เรารู้ว่าการประนีประนอมของฝ่ายเราจะนำไปสู่การถูกปราบปรามในอนาคตและการกลับมาของเผด็จการ นอกจากนี้จะมีการหันหลังกับการแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน
  4. การลุกฮือเกิดขึ้นหลังจากที่มีการปูพื้นจัดตั้งการต่อสู้หลายปี โดยเฉพาะในชนชั้นกรรมาชีพการลุกฮือและการนัดหยุดงานเกิดขึ้นหลายครั้งในแอลจีเรียแต่พึ่งมาก่อตัวเป็นการปฏิวัติในรอบนี้ ในซูดานก็มีการต่อสู้กับรัฐบาลโดยหลายกลุ่มก่อนหน้านี้
  1. บทบาทการนัดหยุดงานและการประท้วงของสหภาพแรงงานร่วมกับมวลชนอื่นๆ เป็นเรื่องชี้ขาด เพราะกรรมาชีพมีพลังทางเศรษฐกิจสูง

แนวคิดปฏิวัติถาวร ของลีออน ตรอทสกี มีความสำคัญในการเสนอว่ากรรมาชีพต้องมีบทบาทนำในการปฏิวัติเพื่อปลดแอกชีวิตของคนธรรมดา การหยุดอยู่แค่การเลือกตั้งภายใต้ระบบและรัฐเก่าย่อมแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในระยะยาวไม่ได้ และการปล่อยให้ชนชั้นปกครองเก่าถืออำนาจต่อไปภายใต้บุคคลหน้าใหม่จะนำไปสู่การถูกปราบปราม นอกจากนี้การปฏิวัติที่จะได้รับชัยชนะต้องขยายไปในระดับสากล ตอนนี้มีการลุกฮือในหลายประเทศของอัฟริกาเหนือและตะวันออกกลางนอกเหนือจาก ซูดานและแอจีเรีย คือที่ตูนิเซีย โมรอคโค เลบานอน และจอร์แดน ถ้าการปฏิวัติในซูดาน หรือแอจีเรีย ได้รับชัยชนะ การปฏิวัติจะลามไปสู่ประเทศอื่นและจะเสริมพลังของการปฏิวัติให้แรงขึ้น

5de501ab4504740c7f82a59c54b7bd43_w582_h482

กระบวนการปฏิวัติที่ยังไม่จบที่ ซูดาน และ แอลจีเรีย ทำให้เราเห็นว่า “รัฐ” ไม่ใช่อะไรที่เป็นกลาง เราต้องโค่นมันเพื่อให้ประชาชนมีอำนาจ หน่ออ่อนของสังคมใหม่ย่อมเกิดขึ้นท่ามกลางการชุมนุมใหญ่ และชนชั้นกรรมาชีพและพรรคปฏิวัติของกรรมาชีพมีความสำคัญในการนำการปฏิวัติไปสู่จุดหมายแทนที่จะประนีประนอม การศึกษาการปฏิวัติรัสเซีย 1917 ที่มีการขยับจากการลุกฮือเพื่อประชาธิปไตยทุนนิยม ไปสู่การปฏิวัติสังคมนิยมยังมีความสำคัญในยุคปัจจุบัน

ข่าวล่าสุด 7 มิย. 2019

การปฎิวัติในซูดานถึงหัวเลี้ยวหัวต่อ หลังการปราบปรามการชุมนุมโดยกองทัพ มีการนัดหยุดงานที่กดดันให้ผู้นำกองทัพเสนอให้รื้อฟื้นการเขรจากับฝ่ายประท้วง ถ้าประชาชนจะชนะจะต้องขยายการนัดหยุดงานและกดดันให้ทหารรากหญ้าที่สนับสนุนการประท้วงกบฏต่อผู้บังคับบัญชา

7 เหตุผลที่ประเทศไทยควรเป็นสาธารณรัฐ

ใจ อึ๊งภากรณ์

rotten
เราต้องการให้ประมุข “หมาเน่า” เป็นสัญลักษณ์ของสังคมไทยหรือ?
thaiking-728x486ก
วชิราลงกรณ์ทำลายภาพลักษณ์ของสังคมไทย

พวกแก๊งเผด็จการทหาร ที่อ้างว่าตนจะปกป้องระบบกษัตริย์ด้วยชีวิต เช่นนายประยุทธ์ นายเหรียญทอง นายประวิตร และนายอภิรัชต์ กำลังปกป้องประมุข “หมาเน่า” ที่มีพฤติกรรมเลวทราม แล้วพวกนี้ยังหน้าด้านอ้างว่ากษัตริย์วชิราลงกรณ์เป็น “ศูนย์รวมดวงใจของประชาชน” และเป็น “สัญลักษณ์ของชาติไทย” เราจะยอมได้อย่างไร?

Defend Monarchy
แก๊งปกป้องประมุข “หมาเเน่า”

ถ้าประเทศไทยไม่มีกษัตริย์ สังคมจะดีขึ้นเพราะ

  1. เราจะประหยัดงบประมาณมหาศาลที่จะนำมาพัฒนาชีวิตประชาชนทุกคนได้ เพราะเรายกเลิกสถาบันที่ราคาแพงแต่ไม่มีประโยชน์สำหรับประชาชน เราสามารถนำทุนต่างๆ จากทรัพย์สินกษัตริย์มาใช้สร้างความมั่นคงในชีวิตสำหรับพลเมืองทุกคน ผ่านการสร้างรัฐสวัสดิการ และการพัฒนาโรงเรียนและสถานพยาบาล อย่าลืมว่าทรัพย์สินทั้งหมดนี้กษัตริย์และชนชั้นปกครองไทยเคยปล้นมาจากการทำงานของประชาชนในอดีต เพราะพวกราชวงศ์ไม่เคยทำงานเลย
  2. ทหารจะไม่สามารถนำสถาบันกษัตริย์มาเป็นหน้ากากบังหน้าเพื่อทำลายประชาธิปไตย เพราะทุกครั้งที่ทหารปล้นสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยไปจากเราผ่านรัฐประหาร มันอ้างเสมอว่ามันทำ “เพื่อปกป้องสถาบันกษัตริย์” และทุกครั้งที่ทหารทำรัฐประหารพวกนายพลมักจะกอบโกยทรัพยากรที่เป็นของประชาชนทุกคนเข้ากระเป๋าตนเอง การยกเลิกกษัตริย์ต้องทำควบคู่กับการลดบทบาททหารในการเมืองและการตัดงบทหารเพื่อนำมาพัฒนาชีวิตของประชาชนทุกคนอีกด้วย
  3. เราจะเริ่มสร้างมาตรฐานในระบบประชาธิปไตย และในระบบยุติธรรมได้ เพราะเราสามารถสร้างวัฒนธรรมการเป็นพลเมืองที่ทุกคนเท่าเทียมกัน ไม่มีการหมอบคลานให้ใครต่อไป อย่าลืมว่าวัตถุประสงค์สำคัญของการคงไว้สถาบันกษัตริย์ในหลายประเทศคือการกล่อมเกลาให้คนหลงเชื่อว่าบางคน “เกิดสูง” และควรมีอภิสิทธิ์ ในขณะที่พลเมืองทั้งชาติ “เกิดมาต่ำ”
  4. เราจะมีเสรีภาพในการใช้ปัญญากับการแสดงออก และร่วมกันคิดเพื่อสร้างสังคมใหม่ เพราะจะต้องยกเลิกกฏหมายแบบ 112 ที่ปิดปากประชาชน ในสังคมใหม่ผู้แทนต้องมาจากการเลือกตั้ง และผู้ที่ถือตำแหน่งสาธารณะ ต้องถูกวิจารณ์ตรวจสอบได้เสมอ
  5. ภาพลักษณ์ของสังคมไทยจะดีขึ้น ดูเป็นประชาธิปไตยสมัยใหม่ที่เคารพเพื่อนมนุษย์ แทนที่เราจะมีประมุขแบบวชิราลงกรณ์ที่โลภมาก เห็นแก่ตัว และมีพฤติกรรมเลวทรามต่อคนอื่น โดยเฉพาะสตรี ซึ่งทำให้สังคมไทยกลายเป็นอะไรที่น่าขายหน้าในสายตาคนทั่วโลก นอกจากนี้ประชาชนจะไม่ยากลำบากจากการที่รถติดเนื่องจากขบวนเสด็จ
  6. เราสามารถนำวังต่างๆ มาเป็นสถานที่ที่ใช้ประโยชน์สำหรับคนจน เช่นทำเป็นบ้านพักคนชรา หรือสถานที่ตากอากาศราคาถูกสำหรับคนทั่วไปเป็นต้น
thaiking-728x486ก
วชิราลงกรณ์ทำลายภาพลักษณ์ของสังคมไทย

แต่แค่การพูดหรือเขียนว่า “ประเทศไทยควรเป็นสาธารณรัฐ” จะไม่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงทางสังคมไม่เกิดโดยอัตโนมัติเหมือนดินฟ้าอากาศ มันต้องอาศัยการจัดตั้งทางการเมืองและการเคลื่อนไหวทางการเมืองของมวลชนเสมอ เราต้องร่วมกันสร้างกระแสเพื่อให้ไทยเป็นประชาธิปไตยแท้ เราต้องหนุนกระแสที่กำลังขยายตัวในหมู่คนที่ต้องการให้ไทยเป็นสาธารณรัฐ

คนที่มัวแต่หมอบคลานต่อผู้ใหญ่ จะคิดว่าผู้ใหญ่ในสังคมสูงส่งใหญ่โตเหลือเกิน แต่พอเราลุกขึ้นยืนเราจะมั่นใจว่าไม่มีใครดีกว่าหรือสูงเรา และประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน!

อย่างไรก็ตาม การศึกษาประเทศอื่นทั่วโลก เช่นฝรั่งเศสหรือสหรัฐ พิสูจน์ว่าการที่ไทยจะเป็นสาธารณรัฐ เพียงแต่เป็นขั้นตอนหนึ่งในการสร้างประชาธิปไตยแท้ เพราะเราต้องสู้ต่อไปเพื่อยกเลิกความเหลื่อมล้ำทางชนชั้น และปัญหาต่างๆ ของระบบทุนนิยม เช่นการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจหรือสงครามหรือการเกิดปัญหาโลกร้อน และการที่ระบบนี้เป็นเผด็จการของนายทุนในเรื่องเศรษฐกิจ เพราะประชาธิปไตยแท้คือระบบสังคมนิยม

[อ่านเพิ่มว่าทำไมเผด็จการคอมมิวนิสต์ที่เคยมีในรัสเซียหรือจีนไม่ใช่สังคมนิยม….สังคมนิยมในทัศนะของมาร์คซ์ https://bit.ly/2zoAiy5 ]

 

วิธีการคัดค้านเผด็จการแบบปัญญาอ่อน: จับมือกับแมลงสาบและงูเห่า หรือหวังพึ่งศาลเตี้ย

ใจ อึ๊งภากรณ์

หลังการเลื่อนประกาศผลการเลือกตั้งไปหลายสัปดาห์ภายใต้ข้ออ้างไร้สาระเรื่องพิธีกษัตริย์ เราก็เห็นว่า กกต. ใช้เวลานั้นเพื่อบิดเบือนผล ผ่านการแก้สูตรจำนวน สส. บัญชีรายชื่อ โดยตัดจำนวน สส. ของพรรคอนาคตใหม่ และดึงพรรคขนาดเล็กที่ไม่เคยประกาศจุดยืน เข้ามาในรัฐสภา

เป้าหมายชัดๆ ของการเปลี่ยนสูตรที่ใช้คำนวณ สส. บัญชีรายชื่อครั้งนี้ ก็เพื่อลดจำนวน สส. ของฝ่ายพรรคที่ต้านทหารและสนับสนุนประชาธิปไตย จนขาดเสียงข้างมากที่เคยมี เพื่อเปิดทางให้ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี

Dt-n4cyVYAA7HNH

พรรคขนาดเล็กต่างๆ ที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยได้ยินชื่อ และไม่ทราบจุดยืน คงถูกซื้อโดยแก๊งประยุทธ์ไปแล้ว ทหารเผด็จการจะได้สืบทอดอำนาจต่อไปอย่างที่คนจำนวนมากคาดการณ์ไว้

พร้อมกันนั้นนักการเมืองของพรรคอนาคตใหม่ก็โดนคดีไร้สาระ เพื่อกลั่นแกล้งไม่ให้ปฏิบัติการได้ แต่พรรคทหารไม่มีทางโดนคดี

ยิ่งกว่านั้นทหารเผด็จการก็แต่งตั้งพรรคพวกของตนเป็น สว. อีก 250 คน เพื่อประกันว่าทหารจะอยู่ต่อไปได้

นี่คือโฉมหน้าประชาธิปไตยจอมปลอมของประยุทธ์

อย่าลืมว่าคะแนนเสียงทั้งหมดทั่วประเทศ ชี้ให้เห็นว่าพรรคที่ประกาศล่วงหน้าว่าจะต้านเผด็จการทหาร ได้คะแนนมากกว่าพรรคที่ประกาศว่าจะสนับสนุนเผด็จการประยุทธ์ และอย่าลืมว่าพรรคที่ต้านทหารได้ สส. เขต มากกว่าพรรคที่สนับสนุนประยุทธ์ด้วย [ดู https://bit.ly/2H91pBg ]

พูดง่ายๆ พรรคฝ่ายประชาธิปไตยชนะการเลือกตั้ง แต่ทหารและหมารับใช้ทหารใน กกต. จัดการขโมยผลและโกงการเลือกตั้ง ซึ่งถือว่าเป็นการฝ่าฝืนกติกาประชาธิปไตยและความต้องการของพลเมืองส่วนใหญ่

จับมือกับฆาตกรที่สนับสนุนเผด็จการเพื่อคัดค้านประยุทธ์?

มันเป็นเรื่องน่ารังเกียจอย่างยิ่งที่มีข่าวว่าพรรคฝ่ายประชาธิปไตย โดยเฉพาะพรรคอนาคตใหม่ ปัญญาอ่อนถึงขนาดคิดจะจับมือกับพรรคประชาธิปัตย์และภูมิใจไทย โดยอ้างว่าจะสกัดไม่ให้ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีได้

cc45f-558953_10151808470973823_83426302_n

การเสนอฆาตกรอย่างอภิสิทธิ์เป็นนายก หรือแม้แต่การจับมือกับพรรคแมลงสาบและงูเห่า ถือว่าเป็นการทรยศอุดมการณ์ประชาธิปไตยและตบหน้าถ่มน้ำลายใส่ประชาชนเสื้อแดงที่เคยออกมาต่อสู้กับเผด็จการในอดีตและเสียเลือดเนื้อไปมากมาย ยิ่งกว่านั้นมันเป็นวิธีการที่โง่เขลาอย่างยิ่ง เพราะการจับมือกับพรรคที่ไม่เคารพประชาธิปไตยสองพรรคนี้จะไม่มีวันนำไปสู่สิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย จะไม่มีวันลบผลพวงเผด็จการ และจะไม่มีวันทำให้สังคมไทยเดินหน้าไปสู่ยุคใหม่ที่พรรคอนาคตใหม่ชอบพูดถึง

มันเป็นแนวการเมืองไร้เดียงสาที่มองว่า “การเมือง” เป็นแค่การเล่นเกมในรัฐสภาภายใต้กติกาของเผด็จการ โดยที่พลเมืองไทยเป็นล้านๆ ที่ต้องการประฃาธิปไตยเป็นแค่ “ผู้ชม” ที่ไม่ควรมีบทบาทหรือการมีส่วนร่วม และมันเป็นการเล่นเกมกับนักการเมืองระยำต่ำช้าอีกด้วย นี้หรือคือ “อนาคตใหม่” ของสังคมไทย?

DemLogo

อีกตัวอย่างหนึ่งของแนวการเมืองไร้เดียงสาที่มองว่า “การเมือง” เป็นแค่การเล่นเกมในรัฐสภา คือการที่พรรคเพื่อไทยและพรรคอนาคตใหม่ ทำตัวมือไม้อ่อนเป็นเหยื่อ แล้วบอกว่าจะ “ฟ้องศาล” เพื่อหวังให้ศาลขัดขวางการโกงการเลือกตั้งของกกต.

ศาลเตี้ย

hqdefault

จำไม่ได้หรือว่าพฤติกรรมศาลเตี้ยไทยเป็นอย่างไรในหลายปีที่ผ่านมา? ทุกคดีสำคัญๆ ที่ศาลพิจารณาเข้าข้างพวกเผด็จการทั้งสิ้น ทำไมความจำสั้นจัง?

การพึ่งศาลแปลว่าคดีเรื่องการเลือกตั้งจะลากยาวเป็นเดือนๆ ปีๆ ในขณะที่บ้านเมืองยังอยู่ภายใต้อำนาจมืดของเผด็จการ ในทางปฏิบัติมันเท่ากับเป็นการยอมรับการโกงการเลือกตั้ง และในที่สุดเมื่อประกาศผลของคดีก็จะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

CiHZjUdJ5HPNXJ92GRkJPGM3rHldarQkMI

พลังมวลชนนอกรัฐสภาเป็นเรื่องชี้ขาด แต่อนาคตใหม่กับเพื่อไทยไม่กล้าเดินเข้าหามวลชน

ในขณะนี้คงจะมีพลเมืองเป็นล้านๆ คนที่โกรธไม่พอใจกับ กกต. และการโกงการเลือกตั้งของฝ่ายเผด็จการ แกนนำของพรรคฝ่ายประชาธิปไตยควรจะใช้อิทธิพลและความชอบธรรมที่มาจากการได้เสียงประชาชนในเขตต่างๆ เพื่อดึงคนทั่วประเทศมาชุมนุมใหญ่อย่างสันติที่กรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ๆ ซึ่งจะเป็นการสำแดงพลังของประชาชนที่รักประชาธิปไตยอย่างชัดเจน [ดู https://bit.ly/2Jsu6dN ]

COVER-คนอยากเลือกตั้ง

การเน้นพลังมวลชนแบบนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการเสริมสร้างกระแสประชาธิปไตยในประเทศของเรา และปูทางไปสู่การสร้างขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม เพราะไม่มีประชาธิปไตยที่ไหนในโลกที่ไม่ได้สร้างจากการเคลื่อนไหวของมวลชน ไม่มีประชาธิปไตยที่ไหนที่สร้างจากการฝากความหวังไว้กับศาลที่เป็นเครื่องมือของเผด็จการ ไม่มีประชาธิปไตยที่ไหนที่สร้างจากการเล่นเกมกับนักการเมืองน้ำเน่า

ถ้าแกนนำพรรคฝ่ายประชาธิปไตยไม่ยอมพิจารณาการเคลื่อนไหวแบบนี้ ก็เท่ากับยอมแพ้ และผิดสัญญากับประชาชนว่าจะต่อต้านเผด็จการอย่างถึงที่สุด ถ้าเป็นเช่นนี้ประชาชนธรรมดาจะต้องเกาะกลุ่มกันและค่อยๆ สร้างขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยเอง แต่ถ้าเราจะชนะ มันต้องขยายไปมากกว่าแค่คนสองคนยืนถือป้าย มันต้องมีการจัดตั้งมวลชน เรามีความชอบธรรมอย่างยิ่งที่จะทำในสิ่งนี้ เราไม่ควรยอมแพ้

 

สัญลักษณ์แห่งความเลวทราม ปัญญาอ่อน โลภมาก และเปลืองตัง

ใจ อึ๊งภากรณ์

[ถ้าอยู่ไทยโปรดใช้ความระมัดระวังในการแดสงความเห็น]

พิธีอวยคนเลวปัญญาอ่อนได้เวียนมาถึงแล้ว พิธีแต่งตั้งวชิราลงกรณ์ถือว่าเป็นละครน้ำเน่าราคาแพงสำหรับประชาชนไทยที่ต้องจ่ายค่าพิธีเป็นล้านๆ และจ่ายไปเพื่อให้ทหารและส่วนอื่นของชนชั้นปกครองให้ความชอบธรรมกับตนเอง ในขณะที่พวกนี้ไร้ความชอบธรรมที่จะปกครองเราโดยสิ้นเชิง เพราะไม่เคยเคารพประชาชน ไม่เคยเคารพประชาธิปไตย และทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์ของคนส่วนน้อยเสมอ

thaiking-728x486ก
วชิราลงกรณ์ใส่ชุดแฟนซี “กรงบนหัว”

ตั้งแต่เป็นเด็กเล็ก วชิราลงกรณ์ เป็นคนปัญญาอ่อน ไม่สนใจเรียนหนังสือ แต่ตอนนี้บังอาจดำรงตำแหน่งเป็นประมุข แถมมีพวกอวยเจ้าเสนอว่าคนปัญญาอ่อนคนนี้เป็น “อัจฉริยะ” อย่างไรก็ตามมันหลอกใครไม่ได้ คนไทยจำนวนมากทราบความจริง และรัฐบาลกับประชาชนต่างประเทศก็ทราบดี ทูตประเทศตะวันตกและลาตินอเมริกามักซุบซิบกันว่า วชิราลงกรณ์ ไม่มีปัญญาจะพูดคุยอะไรที่เป็นสาระกับเขาในงานต่างๆ จนพวกทูตพยายามหลีกเลี่ยงที่จะพบ

ประมุขควรจะเป็นคนที่มีมารยาทระดับหนึ่ง โดยเฉพาะในกิจกรรมทางการ แต่ วชิราลงกรณ์ ไม่เคยมีมารยาทพื้นฐานต่อประชาชนไทยหรือคนอื่น ตัวอย่างที่ดีคือการไปแจกปริญญาโดยให้นักศึกษารอหลายชั่วโมงจนถึงเที่ยงคืน เพราะมันมัวแต่เสพสุข

ในงานเลี้ยงครั้งใหญ่ครั้งหนึ่ง วชิราลงกรณ์ ปล่อยให้หมาฟูฟูของตนเองวิ่งไปมาบนโต๊ะอาหาร ปล่อยให้หมาดมและเลียอาหารในจานของแขกผู้รับเชิญที่มีเกียรติ์ ทั้งไทยและต่างประเทศ โดยที่ไม่มองว่าเป็นการกระทำที่ผิดแต่อย่างใด มันไม่เคยเข้าใจว่าอะไรถูกอะไรผิด

นอกจากนี้ วชิราลงกรณ์ เคยสร้างปัญหาทางการทูตกับนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นเพราะไม่พอใจในเรื่องส่วนตัว เกี่ยวกับผู้หญิง เขาเคยนำเครื่องบินที่ตนเองขับไปปิดกั้นเครื่องบินของนายกญี่ปุ่นที่ดอนเมือง

การขึ้นมาเป็นกษัตริย์ ของวชิราลงกรณ์ เป็นการตบหน้าสตรีไทย 35 ล้านคน

การที่ วชิราลงกรณ์ หลงรักหรือหลงใคร่ผู้หญิงหลายคน ไม่ควรเป็นเรื่องผิด และควรเป็นเรื่องส่วนตัว ถ้าเขาอยากถ่ายรูปแฟนเปลือยกายเพื่อเก็บไว้ดูเอง ก็ไม่น่าจะผิดและน่าจะเป็นเรื่องส่วนตัวระหว่างสองคนอีก แต่ประเด็นที่เราควรพิจารณาคือ วชิราลงกรณ์ ในฐานะ “ประมุข” เป็นคนที่ไม่เคยเคารพใครเลย โดยเฉพาะผู้หญิง

183886_103945319685553_100002102564850_32079_4628874_n

วชิราลงกรณ์ เคยนั่งดื่มไวน์และกินข้าวริมสระน้ำกับศรีรัศมิ์ คนที่ตอนนี้เป็นอดีตเมียไปแล้ว ตรงนั้นไม่แปลก แต่ที่แปลกคือเมียเขาต้องแก้ผ้าหมด ในขณะที่ วชิราลงกรณ์ สวมเสื้อผ้า และที่ยิ่งแปลกและน่ากังวลคือคนรับใช้ผู้ชายแต่งชุดราชการ และมีคนอื่นถ่ายรูปทั้งวิดีโอและภาพนิ่ง แค่นั้นไม่พอ มีการให้แฟนตนเองเปลือยกายคลานกับพื้นเพื่อรับขนมจากมือ วชิราลงกรณ์ เหมือนเอาอาหารให้หมากิน ภาพนี้ ซึ่งปวงชนชาวไทยและชาวต่างประเทศจำนวนมากได้แลเห็นไปแล้ว เป็นภาพที่สะท้อนการไม่เคารพเพศสตรีของ วชิราลงกรณ์ และประกอบกับการปล่อยภาพเปลือยกายของสตรีคนอื่นๆ ที่ วชิราลงกรณ์ คบ เราต้องถือว่าเป็นการล่วงละเมิดทางเพศผ่านการมีเงินและอำนาจ ตรงนี้เป็นสาเหตุสำคัญที่ วชิราลงกรณ์ ไม่ควรเป็นประมุข ไม่ควรมีอำนาจ และไม่ควรมีอิทธิพลในสังคมไทย

ทำไมมีการปล่อยภาพแบบนี้ออกมา? ต้องตอบอย่างตรงไปตรงมาว่ามันไม่ใช่อุบัติเหตุ เพราะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องมาหลายปี ดังนั้นอาจเป็นวิธีควบคุมผู้หญิงให้หมดศักดิ์ศรีจนต้องพึ่งพา วชิราลงกรณ์ คนเดียว หรืออาจเป็นการที่ วชิราลงกรณ์ อยากจะอวดว่าได้ผู้หญิงสวยๆ มาหลายคนก็ได้ หรือเขาอาจมีทัศนะว่า “กูจะทำแล้วทำไม?” พยายามสร้างภาพว่าไม่มีใครแตะได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เราไม่สามารถเดาใจคนเพี้ยนที่ไร้มนุษญ์สัมพันพธ์และเคารพคนอื่นไม่เป็น

หลังจากที่วชิราลงกรณ์ได้ใช้ศรีรัศมิ์เพื่อเสพสุขทางเพศจนเบื่อ ก็ทิ้งและมีการกลั่นแกล้งอย่างต่อเนื่อง สื่อเยอรมัน (ภาพข้างล่าง) ถึงกับตั้งคำถามว่าศรีรัศมิ์ถูกขังไว้ในบ้านหรือไม่ ที่แน่นอนคือความทุกข์ของหญิงคนนี้ในปัจจุบัน

59701822_845271205817535_283699993108283392_n

และนี่คือส้วมที่ศรีรัศมิ์ถูกวชิราลงกรณ์บังคับให้ใช้ พร้อมป้าย “กูให้พวกมึง…รู้จักพอเพียง” จาก นสพ Bild เช่นกัน

59429332_1831412550293833_7012993093930582016_nส้วม

 

ล่าสุดวชิราลงกรณ์ประกาศว่าเมียอีกคนหนึ่งของเขาได้รับตำแหน่งเป็นราชินี การแต่งตั้งผู้หญิงที่ยังไม่ถูกทิ้ง ให้มีตำแหน่งสูงๆ เช่นเป็นนายพลบ้าง หรือราชินี เป็นการโยนภาระในการเลี้ยงดูปรสิตอีกคน ให้ปวงชนชาวไทย เพราะเพิ่มค่าใช้จ่ายที่เราต้องแบกรับ โดยไม่มีผลประโยชน์อะไรตกสู่สังคมและประชาชนเลย

68

การที่ “ความสามารถ” ของราชินีใหม่ที่ประโคมกันผ่านสื่อกระแสหลักเป็นเรื่องไร้สาระอย่างถึงที่สุด ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะคุณสมบัติแท้ของการมีตำแหน่งในระบบกษัตริย์มีแค่สองเรื่องเท่านั้นคือ มีเพศสัมพันธ์และสืบพันธ์ุได้ กับ ชอบเสพสุขจากการทำนาบนหลังประชาชน

อย่าลืมว่าผู้เป็นแม่ เอ็นดูและยกโทษให้ลูกชายตนเองเสมอ ซึ่งไม่แปลกเพราะราชินนีของนายภูมิพลเป็นคนหัวรุนแรงสุดขั้ว และโง่เขลาด้วย อย่าลืมว่าราชินีคนนี้และลูกสาว เคยขยันสนับสนุนพวกอันธพาลที่ก่อความรุนแรงและทำลายประชาธิปไตย อย่าลืมอีกว่าผู้เป็นพ่อ นายภูมิพล ไม่ยอมออกมาตักเตือนลูกชายตนเอง สรุปแล้วมันเป็นครอบครัวชำรุดราคาแพง เหมือนราชวงศ์ทั่วโลก สมควรถูกปลดออกจากตำแหน่ง

17880152_10154927047036154_3616575511584400172_o

 

ในเหตุการณ์นองเลือด ๖ ตุลา วชิราลงกรณ์ กับสมาชิกอื่นๆ ของราชวงศ์ชำรุดนี้ ได้เคยไปให้กำลังใจกับพวกอันธพาลลูกเสือชาวบ้าน ที่ฆ่านักศึกษาอีกด้วย

th05_03b

อย่าลืมอีกว่าในสังคมไทย ประชาชนถูกบังคับให้ยืนเคารพประมุข ถูกบังคับให้หมอบคลาน ถูกบังคับให้ใช้ภาษาพิเศษ ถูกบังคับให้เดือดร้อนเพราะมีการปิดถนนให้เขาเดินทางอย่างสะดวกสบาย และทุกคนถูกบังคับให้เสียภาษีเพื่ออุดหนุนวิถีชีวิตอันร่ำรวยของวชิราลงกรณ์ในเยอรมัน

การเลือกที่จะอยู่เยอรมันของ วชิราลงกรณ์ แสดงให้เห็นว่าเขาไม่แคร์อะไรกับสังคมไทย เพียงแต่อยากเสพสุขจากการมีตำแหน่งกษัตริย์ และมันสะท้อนอีกด้วยว่าในตัวมันเองเขาไม่มีอำนาจ แต่เป็นเครื่องมือราคาแพงของทหาร [อ่านเพิ่มเรื่องความไร้อำนาจกษัตริย์ https://bit.ly/2GcCnzj ]

พวกนายพลคลั่งเผด็จการที่ชอบทำรัฐประหาร โกงการเลือกตั้ง และใช้ความรุนแรงต่อพลเมืองไทยที่ต้องการสิทธิเสรีภาพ มักพูดเสมอว่าเขาจะปกป้องสถาบันกษัตริย์อย่างถึงที่สุด พวกนี้อ้างว่าใครที่วิจารณ์กษัตริย์เป็น “ภัยต่อความมั่นคงของชาติ” เพราะกษัตริย์เป็น “สัญลักษณ์ของชาติไทย” แต่ในความเป็นจริง กษัตริย์วชิราลงกรณ์เป็นสัญลักษณ์ของ “ชาติหมา” มากกว่า เพราะเป็นตัวอย่างของความเลวทราม การกดขี่สตรี การไม่เคารพประชาชน ความปัญญาอ่อน และความโลภมาก

ถ้าจะหาสัญลักษณ์ที่ดีของไทย เราต้องดูที่การเสียสละของประชาชนไทยที่ต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพมาอย่างต่อเนื่อง ประชาชนธรรมดาจึงควรจะร่วมกันเป็นตัวแทนของชาติมากกว่า

ดังนั้น วชิราลงกรณ์ และคนอื่นๆ ทุกคนในตระกูลจักรี ไม่สมควรจะเสพสุขทำนาบนหลังเราต่อไป ประเทศไทยควรเป็นสาธารณรัฐ

ca0BlIYE_400x400

 

การจัดตั้งกรรมาชีพไทยในทางการเมือง

ใจ อึ๊งภากรณ์

ในอดีตแกนนำเสื้อแดงที่มีรากฐานการกำเนิดมาจากพรรคไทยรักไทย ซึ่งเป็นพรรคนายทุน ไม่เคยเห็นความสำคัญของการขยายการจัดตั้งของขบวนการเสื้อแดงสู่ขบวนการแรงงานเลย และการจัดตั้งของนักเคลื่อนไหวฝ่ายซ้ายในขบวนการแรงงานอ่อนแอเกินไปที่จะทำให้สหภาพแรงงานต่างๆ เคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยร่วมกับเสื้อแดง ถ้าจัดตั้งได้จะมีการสำแดงพลังทางเศรษฐกิจของแรงงาน ผ่านการนัดหยุดงาน และพิสูจน์ความสำคัญของแรงงานในการต่อสู้กับเผด็จการ สถานการณ์นี้เป็นจุดอ่อนสำคัญของเสื้อแดง และช่วยเปิดโอกาสให้รัฐบาลอภิสิทธิ์และทหารเข่นฆ่าประชาชนที่ผ่านฟ้าและราชประสงค์เมื่อปี ๒๕๕๓ ในที่สุดมันเปิดโอกาสให้เผด็จการเข้ามาครองเมืองหลายปี

ถ้าเราเปรียบเทียบกับกรณีการประท้วงล้มเผด็จการมูบารักในอียิปต์ เมื่อต้นปี ๒๕๕๔ เราจะเห็นว่าก่อนหน้านั้นหลายปี ขบวนการฝ่ายซ้ายอียิปต์ทำงานใต้ดินเพื่อเสริมสร้างขบวนการสหภาพแรงงานที่อิสระจากรัฐ จนมีกระแสนัดหยุดงานครั้งใหญ่สี่ปีก่อนการประท้วงล้มมูบารัก  ต่อมาการออกมานัดหยุดงานของสหภาพคู่ขนานกับการประท้วงที่จตุรัสทาห์เรีย เป็นเงื่อนไขชี้ขาดที่ทำให้กองทัพอียิปต์ตัดสินใจเขี่ยมูบารักออกไปก่อนที่ประชาชนจะเขี่ยนายพลออกไปด้วยและทำการปฏิวัติสังคม แต่นั้นก็ยังไม่พอ เพราะในที่สุดทหารก็กลับมาครองเมืองอีกรอบ ซึ่งแสดงว่าฝ่ายซ้ายอียิปต์อ่อนแอเกินไปที่จะนำกรรมาชีพในการปฏิวัติล้มระบบ

การล้มเผด็จการของคนผิวขาวในอัฟริกาใต้ใช้พลังกรรมาชีพที่นัดหยุดงานเป็นกำลังหลัก การล้มเผด็จการคอมมิวนิสต์สายสตาลินในโปแลนด์ก็เช่นกัน

นอกจากกรรมาชีพไทยจะไม่มีการจัดตั้งโดยคนเสื้อแดงและไม่มีการนัดหยุดงานเพื่อล้มเผด็จการแล้ว สหภาพแรงงานไทยในรอบสามสิบปีที่ผ่านมา ไม่เคยพยายามตั้งพรรคการเมืองอิสระของกรรมาชีพและเกษตรกรเลย

เวลาที่นักวิชาการหรือนักเคลื่อนไหวแรงงานพูดถึง “ความอ่อนแอ” ของขบวนการแรงงาน เขามักจะชี้ไปที่สัดส่วนของแรงงานที่เป็นสมาชิกสหภาพ ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 3-4%  หรืออาจมีการพูดถึงการที่มีหลายสภาและสหภาพแรงงานซึ่ง “ขาดเอกภาพ” แต่ทั้งๆ ที่สองเรื่องนี้มีผลบ้างในการกำหนดความเข้มแข็งของแรงงาน มันไม่ใช่ประเด็นหลัก

ประเด็นหลักที่นำไปสู่ความอ่อนแอในขบวนการแรงงานคือ “การเมือง” เพราะการเมืองของขบวนการแรงงานเป็นเข็มทิศที่ชี้ทางไปสู่วิธีการจัดตั้ง และยุทธวิธีในการใช้พลังทางเศรษฐกิจเพื่อผลประโยชน์ของแรงงาน ทั้งในเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม

ในอดีตนักสังคมนิยมในพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) เคยให้ความสำคัญในการจัดตั้งแรงงาน แต่หลังจากที่พรรคเริ่มหันไปเน้นการจับอาวุธในป่า การทำงานสายแรงงานถูกลดความสำคัญลง พอถึงยุค “ป่าแตก” และการล่มสลายของ พคท. ปัญญาชนและนักเคลื่อนไหวที่มีส่วนในการจัดตั้งแรงงานลดน้อยลงจนเกือบจะไม่เหลือ และ เอ็นจีโอ ก็เข้ามาแทนที่

กลุ่ม “พี่เลี้ยง” เอ็นจีโอ ที่เข้าไป “ช่วย” แรงงานมีแนวโน้มจะเสนอให้คนงานทำตามกฎหมายนายทุนในระบบ “แรงงานสัมพันธ์” และไม่คิดต่อสู้ทางชนชั้นอย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างที่ดีคือองค์กร ACILS/Solidarity Center ซึ่งได้รับทุนจากสหรัฐอเมริกาเพื่อ “พัฒนาแรงงาน” องค์กรนี้ไม่เคยสนับสนุนการนัดหยุดงานเลย ทั้งๆ ที่การนัดหยุดงานเป็นวิธีหลักในการต่อสู้ของแรงงาน อีกองค์กรหนึ่งที่ให้เงินสหภาพแรงงาน คือ มูลนิธิ Friedrich Ebert Stiftung (FES.) ของเยอรมัน แนวคิดของ FES. จะเน้นการแยกบทบาทระหว่างสหภาพแรงงาน ที่เขามองว่าควรต่อสู้เพื่อเรื่องปากท้อง กับพรรคการเมืองที่ลงสมัครรับเลือกตั้งในรัฐสภา จุดยืนนี้สอดคล้องกับกฏหมายของชนขั้นปกครองไทยที่มองว่าสหภาพแรงงานไม่ควรยุ่งการเมือง ในรูปธรรมผลของแนวคิดแบบนี้คือ ไม่มีการจัดตั้งทางการเมืองในขบวนการแรงงาน และสหภาพแรงงานจะไม่ออกมานัดหยุดงานในประเด็นการเมืองเลย

นอกจากนี้ เอ็นจีโอ มักเน้นการทำงานกับกลุ่มคนงานที่พ่ายแพ้ไปแล้ว ซึ่งถึงแม้ว่าเป็นงานสังคมสงเคราะห์ที่จำเป็นต้องทำ แต่ไม่มีผลในการพัฒนาความเข้มแข็งของขบวนการแรงงานเลย และที่สำคัญประสบการณ์จากทั่วโลกพิสูจน์ให้เห็นว่าองค์กร เอ็นจีโอ ไม่มีประสิทธิภาพในการสร้างความเข้มแข็งของขบวนการแรงงานเท่ากับพรรคการเมืองของฝ่ายซ้าย  เพราะพรรคฝ่ายซ้ายสามารถประสานและเสริมพลังของขบวนการแรงงานในด้านความคิดทางการเมือง เพื่อให้นักสหภาพนำตนเองแทนที่จะพึ่ง “พี่เลี้ยง” และพึ่งเงินจากภายนอก และในกรณีที่สหภาพแรงงานเข้มแข็งจริง จะไม่มีการพึ่งพา เอ็นจีโอ เลย เช่นในเกาหลีใต้ ขบวนการแรงงานเข้มแข็งจนองค์กร เอ็นจีโอ มักจะเป็นฝ่ายมาขอพลังความช่วยเหลือจากสหภาพแรงงาน K.C.T.U.

SKOREA-LABOUR-MAYDAY

ในยุคปัจจุบัน นอกจากผู้นำสภาแรงงานระดับชาติแล้ว องค์กรสภาแรงงานสากลต่างๆ เริ่มพยายามเข้ามาจัดตั้งแรงงานในประเทศไทยมากขึ้น การที่สภาสากลช่วยให้คนงานไทยตั้งสหภาพแรงงานในสถานที่ทำงานที่ไม่มีสหภาพแรงงาน เป็นเรื่องดี แต่ในทางการเมืองสภาแรงงานสากลเหล่านี้จะไม่ส่งเสริมการนัดหยุดงานเพื่อเป้าหมายทางการเมืองเลย และจะไม่มีผลอะไรเลยในการปกป้องผู้นำสหภาพแรงงานในไทยที่ถูกเลิกจ้าง ทั้งนี้เพราะสภาแรงงานสากลทุกแห่งนำโดยเจ้าหน้าที่ “แรงงานข้าราชการ” ที่ห่างเหินจากขบวนการแรงงานจริงในทุกประเทศ เราจะเห็นว่าในประเทศที่มีสหภาพแรงงานเข้มแข็ง อย่างเช่นในยุโรปตะวันตก หรือเกาหลีใต้ สภาแรงงานสากลเกือบจะไม่มีบทบาทอะไรเลย

somsak2

ในอดีตความอ่อนแอทางการเมืองของขบวนการแรงงานไทย เปิดช่องให้คนอย่าง สมศักดิ์ โกศัยสุข นำการเมืองปฏิกิริยาของพันธมิตรเสื้อเหลือง เข้ามาในบางส่วนของขบวนการแรงงาน เช่นในรัฐวิสาหกิจรถไฟ และไฟฟ้า และในบางส่วนของย่านอุตสาหกรรมเอกชนในภาคตะวันออกใกล้เมืองระยองเป็นต้น แต่แนวคิดเสื้อเหลืองของสมศักดิ์ ขัดกับผลประโยชน์พื้นฐานของกรรมาชีพไทยโดยสิ้นเชิง เพราะพาคนไปต่อสู้เพื่อสนับสนุนเผด็จการ แทนที่จะสู้เพื่อผลประโยชน์คนจน

นักสังคมนิยมควรเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการกรรมาชีพและสหภาพแรงงาน ไม่ใช่เป็นปัญญาชนในหอคอยงาช้าง เราควรทำงานในสถานที่ทำงานต่างๆ และปลุกระดมจากภายใน ในระยะแรกเราอาจต้องทำงานจากภายนอก แต่ในช่วงนั้นต้องเน้นการสร้างนักสังคมนิยมที่เป็นกรรมาชีพ เพื่อให้เขาทำงานในสหภาพและสถานที่ทำงานของเขาเอง

cihzjudj5hpnxj92grjmitbujspbiiaoll

แน่นอนนักสังคมนิยมจะต้องมีส่วนในการสร้างความเข้มแข็งของสหภาพแรงงาน และต้องมีส่วนในการสนับสนุนการประท้วงเรียกร้องเกี่ยวกับปัญหาปากท้อง เช่นเรื่องค่าจ้าง โบนัส และสภาพการจ้างอื่นๆ แต่ถ้าทำแค่นั้น เราก็เป็นแค่ “นักสหภาพแรงงาน” และผู้ที่เป็นแค่ “นักสหภาพแรงงาน” จะมองว่าองค์กรจัดตั้งหลักคือสหภาพแรงงาน ไม่ใช่พรรคซ้ายสังคมนิยม และเราจะก้าวข้ามปัญหาภายในรั้วสถานที่ทำงานเพื่อไปสนใจสังคมภายนอกไม่ได้

การปลุกระดมทางการเมืองแปลว่าต้องมีการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ผ่านสื่อของพรรค และผ่านกลุ่มศึกษาของพรรค ซึ่งต่างจากกลุ่มศึกษาของสหภาพที่เน้นแต่เรื่องปากท้องหรือกฏหมายแรงงาน การศึกษาทางการเมืองของพรรคต้องครอบคลุมการวิเคราะห์ลักษณะสังคมไทยและสังคมต่างประเทศ ต้องเรียนบทเรียนจากประวัติศาสตร์ไทยและทั่วโลก ต้องศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมืองมาร์คซิสต์ ต้องศึกษาธาตุแท้ของชนชั้นและของรัฐ เราต้องสนใจศิลปะวัฒนธรรม ต้องสนใจวิทยาศาสตร์ และเราต้องพร้อมที่จะร่วมกันค้นหาคำตอบสำหรับปัญหาทุกเรื่องในชีวิตมนุษย์

การศึกษาแบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในไทย เพราะในสมัย พคท. ก็มีการเน้นการศึกษาแบบนั้น ไม่ว่าเราอาจมีข้อถกเถียงกับแนวการเมืองของ พคท. มากน้อยแค่ไหน แต่มันเป็นการศึกษาทางการเมืองเพื่อจัดตั้งพรรค ซึ่งหลังการล่มสลายของ พคท. นักปฏิบัติการต่างๆ พากันหันหลังให้เรื่องนี้ เพื่อทำงานแบบพี่เลี้ยงในรูปแบบ เอ็นจีโอ ที่ปฏิเสธเรื่องการเมืองเพื่อเน้นประเด็นปากท้องอย่างเดียว นี่คือที่มาของความอ่อนแอของขบวนการแรงงานไทยในปัจจุบัน และมันเป็นผลทำให้ขบวนการประชาธิปไตยอ่อนแอไปด้วย นี่คือสิ่งที่เราต้องลงมือแก้ไข

[อ่านเพิ่ม https://bit.ly/2MBfQzc ]