เหตุการณ์นองเลือด ๖ ตุลา ไม่ได้เกิดจากคำสั่งของคนเดียว

ใจ อึ๊งภากรณ์

ถ้าเราเข้าใจสถานการณ์ทั้งภายในและภายนอกสังคมไทยและวิกฤตที่เกิดขึ้นในปี ๒๕๑๙ จะเห็นว่ายุคนั้นเป็นยุคตงามขัดแย้งอย่างหนักในสงครามเย็น มีการปะทะกันทางอุดมการณ์ระหว่างฝ่ายซ้ายที่ต่อสู้เพื่อเสรีภาพและความยุติธรรม และฝ่ายขวาที่เป็นทั้งสมาชิกของชนชั้นปกครองและผู้ที่สนับสนุนชนชั้นนี้

ถ้าเราพิจารณาบรรยากาศการปะทะกันระหว่างซ้ายกับขวา เราจะเข้าใจว่าชนชั้นปกครองไทย ทั้งชนชั้น มีความต้องการที่จะกำจัดขบวนการนักศึกษาและฝ่ายซ้าย เราจึงต้องสรุปว่า ๖ ตุลา เป็นการพยายามทำลายขบวนการสังคมนิยมในประเทศไทยโดยชนชั้นปกครองไทยทั้งชนชั้น ไม่ใช่การกระทำขององค์กร สถาบัน หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ เกือบทุกคนในชนชั้นปกครองไทยได้มีส่วนในการก่อให้เกิดเหตุการณ์นองเลือดในเวลาหลายเดือนก่อนที่จะเกิดเหตุ ไม่ว่าจะผ่านการปลุกระดม ตั้งกองกำลังนอกระบบ หรือการวางแผนทำรัฐประหาร

อย่างไรก็ตามส่วนต่างๆ ของชนชั้นปกครองไทยมีมุมมองที่อาจแตกต่างกันไปเกี่ยวกับวิธีการที่ควรจะใช้ในการสกัดขบวนการฝ่ายซ้ายไทย ฉะนั้นเราไม่ควรมองว่ามีการวาง “แผนใหญ่” เพียงแผนเดียว และมีการพยายามก่อเรื่องต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อฉวยโอกาสในการปราบปรามฝ่ายซ้าย

นักวิชาการและนักข่าวต่างประเทศ โดยเฉพาะในยุคแรกๆ หลัง ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ มีการถกเถียงกันถึงบทบาทของพระราชวังในเหตุการณ์นี้ นักวิชาการส่วนใหญ่อธิบายว่ากิจกรรมของกษัตริย์ภูมิพลและราชวงศ์มีส่วนเสริมให้เกิดวิกฤตกาลในวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ โดยวิธีการต่างๆ เช่น การสนับสนุนขบวนการลูกเสือชาวบ้าน และการไปเยี่ยมพระถนอมที่วัดบวรนิเวศน์ในปลายเดือนกันยายนอย่างเปิดเผยเป็นต้น

คนส่วนใหญ่ในแวดวงชนชั้นปกครองในยุคนั้นเห็นว่าจำเป็นที่จะต้องใช้ความรุนแรงและการปฏิบัตินอกกรอบของระบบประชาธิปไตยในการสกัดกั้นขบวนการ “สังคมนิยม” ซึ่งในสายตาของเขารวมถึงคนที่มีแนวคิดเสรีประชาธิปไตยด้วย ดังนั้นเกือบทุกส่วนของชนชั้นนำเห็นชอบกับการตั้งองค์กรลูกเสือชาวบ้าน กระทิงแดง นวพล และกลุ่มนอกระบบอื่นๆ ถึงแม้ว่าบางส่วนอาจไม่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง และบางส่วนอาจคาดไม่ถึงว่าจะเกิดอะไรขึ้นในที่สุด

เมื่อระยะเวลาผ่านไป “กลุ่มนอกระบบ” บางกลุ่มกลายเป็นเครื่องมือเฉพาะของซีกหนึ่งของชนชั้นนำเท่านั้น และสิ่งนี้ก่อให้เกิดความแตกแยกแย่งชิงผลประโยชน์กันในหมู่ชนชั้นปกครองเอง ผู้ที่วางแผนก่อรัฐประหารในวันที่ ๖ ตุลา แต่ถูก“คณะปฏิรูปการปกครอง” ตัดหน้าชิงทำรัฐประหารก่อน คือฝ่ายที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดที่สุดกับกลุ่มนอกระบบทั้งหลาย

พรรคชาติไทย (เช่น ประมาณ อดิเรกสาร และชาติชาย ชุณหะวัณ) ซีกขวาของพรรคประชาธิปัตย์ (เช่นธรรมนูญ เทียนเงิน กับ สมัคร สุนทรเวช) และนายทหารที่ใกล้ชิดกับอดีตเผด็จการจอมพลถนอม-จอมพลประภาส ได้วางแผนก่อเรื่องเพื่อเป็นข้ออ้างในการทำรัฐประหารมาตั้งแต่กลางปี ๒๕๑๙ และการนำจอมพลประภาส และจอมพลถนอมกลับเข้ามาในเมืองไทยเป็นส่วนหนึ่งของแผนนี้ แต่กลุ่มที่ยึดอำนาจจริงๆ ในบ่ายวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ภายใต้ชื่อของ “คณะปฏิรูปการปกครอง” ไม่ใช่กลุ่มเดียวกัน เป็นกลุ่มของนายทหารที่ไม่เห็นด้วยกับเครือข่าย ถนอม-ประภาส แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นทั้งสองกลุ่มมัส่วนในการก่อให้เกิดเหตุการณ์นองเลือด

ถึงแม้ว่าการปราบปรามในเช้าวันที่ ๖ ตุลาคม เป็นการกระทำต่อขบวนการนักศึกษาเป็นหลัก แต่เป้าหมายโดยรวมน่าจะเป็นการทำลาย “ฝ่ายซ้าย” ในประเทศไทยดังที่ พลตรีประมาณ อดิเรกสาร หัวหน้าพรรคชาติไทยในยุคนั้นเคยชูคำขวัญ “ขวาพิฆาตซ้าย” สิ่งหนึ่งที่ฝ่ายขวา โดยเฉพาะคนชั้นกลาง ต้องการคือการหยุดยั้งการประท้วงต่างๆ ของนักศึกษา กรรมกร และชาวนา ที่เขามองว่าก่อความไม่สงบเรียบร้อยในสังคม

นอกจากความต้องการที่จะทำลายฝ่ายซ้ายโดยตรงแล้ว ผู้นำกองทัพส่วนใหญ่คิดว่าไทยมี “ประชาธิปไตยมากเกินไป” ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ฝ่ายคอมมิวนิสต์เข้ามา ดังนั้นต้องลงมือปราบปรามพวกประชาธิปไตยด้วยทุกวิธีทาง

เป็นเรื่องดีที่มีการศึกษาเรื่อง ๖ ตุลา แต่ประเด็นหลักสำหรับยุคปัจจุบันคือ เราจะทำอย่างไรเพื่อยุติอาชญากรรมของรัฐไทยที่กระทำอย่างต่อเนื่องจนถึงยุคนี้

6 Oct

อ่านเพิ่ม “อาชญากรรมรัฐในวิกฤติการเปลี่ยนแปลง” คณะกรรมการรับข้อมูลและสืบพยานเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙  เขียนโดย ใจ อึ๊งภากรณ์ สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ และคณะ (๒๕๔๔) ISBN 9748858626  https://bit.ly/2dC7Fk2 และ  https://bit.ly/2cSml2g