Category Archives: Uncategorized

คำถามคาใจกับการก่อตั้งพรรคคนรุ่นใหม่ของปิยบุตรกับธนาธร

ใจ อึ๊งภากรณ์

การที่ อ.ปิยบุตร แสงกนกกุล กับ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประกาศตั้งพรรคแนวทางใหม่ของคนรุ่นใหม่ ที่ชูแนวคิดพรรคซ้ายใหม่ในยุโรป เป็นการเริ่มต้นที่ดี และคนจำนวนมากก็คงตั้งความหวังไว้กับการสร้างพรรคนี้

อย่างไรก็ตามผมมีคำถามคาใจหลายประเด็น ที่ผมอยากจะถาม เพื่อให้พวกเราที่รักประชาธิปไตยและความเป็นธรรมร่วมกันพิจารณา

การที่ อ.ปิยบุตร เอ่ยถึงพรรคซีรีซา(Syriza)ของกรีซ พรรคโพเดมอส(Podemos)ของสเปน และพรรคห้าดาวของอิตาลี่ ในแง่หนึ่งก็ดีเพราะกล้าพูดถึงฝ่ายซ้ายหรือพรรคทางเลือกใหม่อย่างเปิดเผย

แต่พรรคที่ อ.ปิยบุตร เลือกมานี้ล้วนแต่มีปัญหาที่ชวนให้เราตั้งคำถามต่อไป

พรรคซีรีซาชนะการเลือกตั้งและสร้างความหวังกับประชาชนธรรมดาในกรีซจำนวนมาก แต่ในไม่กี่เดือนก็หักหลังประชาชนที่ต้องการให้รัฐบาลใหม่ยกเลิกนโยบายรัดเข็มขัดตามแนวเสรีนิยม(Neoliberal) ซึ่งนโยบายดังกล่าวองค์กรระหว่างประเทศในอียูบังคับให้ทำ ตอนนี้รัฐบาลซีรีซาตัดสวัสดิการคนชรา ตัดการบริการของรัฐ และกดค่าแรงหรือปลดคนงานออกในระดับที่รุนแรงกว่าพรรคอนุรักษฺนิยมในอดีต ประเด็นคือถ้า อ.ปิยบุตร เสนอว่าจะต้านนโยบายเสรีนิยม ซึ่งเป็นเรื่องดี พรรคคนรุ่นใหม่ของไทยจะคัดค้านนโยบาย “การรักษาวินัยทางการคลัง” ที่รัฐบาลทหารและรัฐบาลประชาธิปัตย์ใช้มาตลอดอย่างไร? นโยบายดังกล่าวถูกบรรจุในยุทธศาสตร์แห่งชาติของเผด็จการด้วย พรรคคนรุ่นใหม่จะเสนอให้มีการเพิ่มบทบาทและงบประมาณรัฐในการพัฒนาระดับความเป็นอยู่ของประชาชนผู้ทำงานหรือไม่? จะเสนอให้สร้างรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าแบบยุโรปหรือไม่? และจะมีการเพิ่มรายได้รัฐผ่านการเก็บภาษีจากคนรวยและบริษัทใหญ่ในอัตราก้าวหน้าหรือไม่? เพราะการต่อต้านแนวเสรีนิยมต้องมีองค์ประกอบดังกล่าว [ดู http://bit.ly/2tWNJ3V ]

แล้วการที่รองประธานบริษัทซัมมิท ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นแกนนำสำคัญของพรรค จะทำให้พรรคไม่เสนอนโยบายการเก็บภาษีก้าวหน้าหรือไม่?

พรรคซิรีซา และพรรคซ้ายอื่นๆ ในยุโรปมีความสัมพันธ์ในรูปแบบต่างๆ กับขบวนการสหภาพแรงงาน ผมหวังว่าพรรคคนรุ่นใหม่ในไทยจะขยันในการสร้างความสัมพันธ์กับสหภาพแรงงาน เรื่องนี้สำคัญเพราะพรรคกระแสหลักเก่าๆ ของไทยล้วนแต่เป็นพรรคของชนชั้นนายทุนทั้งสิ้น สหภาพแรงงานเป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมที่มีความสำคัญ และเป็นการจัดตั้งของคนชั้นล่าง ผมหวังว่าการที่ อ.ปิยบุตร เคยพูดว่า “ชนชั้นไม่ใช่ประเด็นในไทย” ไม่ได้เป็นการจงใจปิดหูปิดตาถึงความเหลื่อมล้ำและความขัดแย้งทางชนชั้นที่ดำรงอยู่ เพื่อสร้างแนวร่วมกับนายทุนบริษัทซัมมิท

IMG_6341

ในปี ๒๕๔๙ พนักงานบริษัทไทยซัมมิท อีสเทิร์น ซีบอร์ด ออโต้พาร์ท อินดัสตรี จำกัด จำนวน 260 คน ถูกเลิกจ้างงานเพราะได้ไปสมัครเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานฟอร์ดและมาสด้าประเทศไทย

ในรายการ The Standard http://bit.ly/2DI5maR ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เล่าว่าในอดีตเมื่อสหภาพแรงงานในโรงงานไทยซัมมิทเรียกร้องโบนัสเท่าเทียมกับสำนักงานใหญ่ ธนาธร และบริษัทซัมมิทตัดสินใจปิดโรงงานและไล่คนงานทุกคนออก เพื่อสกัดกั้นไม่ให้มีการนัดหยุดงาน

สรุปแล้วบริษัทซัมมิทของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ มีประวัติการปราบปรามสหภาพแรงงาน และละเมิดสิทธิเสรีภาพพื้นฐานในการรวมตัวกันของลูกจ้าง สิ่งเหล่านี้จะขัดแย้งกับนโยบายของพรรคคนรุ่นใหม่ที่ประกาศว่าจะพาคนไทยออกจากยุคเผด็จการหรือไม่? หรือพรรคจะไม่สนใจประชาธิปไตยในสถานที่ทำงาน? นอกจากนี้พรรคจะมีนโยบายที่ดีกว่ารัฐบาลอื่นๆ ในเรื่องการขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำหรือไม่? จะมีนโยบายในการลดชั่วโมงการทำงานของคนทำงานเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตหรือไม่?

พรรคโพเดมอสของสเปนเป็นพรรคที่อ้างว่ามีประชาธิปไตยภายในระดับสูงและในรูปแบบใหม่ๆที่อาศัยอินเตอร์เน็ท แต่การที่พยายามปฏิเสธโครงสร้างรวมศูนย์ที่มีผู้แทนพรรคในระดับต่างๆ และการเลือกตั้งภายในจากการประชุมพรรค ทำให้แกนนำที่ปรากฏหน้าบ่อยๆในสื่อ และมี “บารมี” กลายเป็นแกนนำที่ถูกตรวจสอบยากและมีแนวโน้มตัดสินใจทุกอย่างแทนสมาชิก

การที่ อ.ปิยบุตร เสนอว่าพรรคคนรุ่นใหม่จะเน้นการกระจายอำนาจ ไม่รวมศูนย์ไว้ที่ส่วนกลาง กระจายงานภารกิจไปให้กลุ่มต่างๆ พื้นที่ต่างๆ จังหวัดต่างๆ จะทำให้สมาชิกธรรมดาสามารถควบคุมตรวจสอบผู้นำพรรคในระดับประเทศได้หรือไม่? หรือจะกลายเป็นว่าคนที่มีความมั่นใจสูงและมีชื่อเสียงจะมีอิทธิพลสูงไปโดบปริยาย? โครงสร้างแบบนี้จะทำให้สมาชิกธรรมดากำหนดนโยบายระดับชาติได้ง่ายหรือยาก?

พรรคโพเดมอสใช้ความคิดชาตินิยมจนมีบทบาทในการสนับสนุนการปกป้องรัฐสเปนจากการแบ่งแยกที่อาจเกิดขึ้นจากขบวนการอิสรภาพของคาตาโลเนีย ดังนั้นเราต้องถามว่าในกรณีสังคมเรา พรรคคนรุ่นใหม่จะมีท่าทีอย่างไรต่อความต้องการที่จะปกครองตนเองของชาวปาตานี?

พรรคห้าดาวของอิตาลี่ เป็นพรรคที่เกือบจะไม่มีนโยบายอะไรนอกจากการประกาศว่าพรรคไม่เหมือนพวกนักการเมืองรุ่นเก่า ในอดีตประเทศไทยก็เคยมี “พรรคพลังใหม่” หลังการลุกฮือ ๑๔ ตุลา พรรคนี้ก็เกือบจะไม่มีนโยบายอะไรที่จับต้องได้นอกจากการพูดว่าเป็นพรรคเอียงซ้ายของคนรุ่นใหม่ พรรคของปิยบุตรกับธนาธรจะออกมาในรูปแบบคล้ายกันหรือไม่ ผมหวังว่าคงไม่ แต่ไม่แน่ใจ

แต่ในแง่หนึ่งพรรคห้าดาวของอิตาลี่มีนโยบายแย่มากคือต่อต้านผู้ลี้ภัยและคนที่พยายามย้ายถิ่นมาอยู่ในยุโรป ซึ่งเป็นนโยบายเหยียดสีผิวกับเชื้อชาติ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าพรรคคนรุ่นใหม่ที่กำลังจะตั้งขึ้น จะส่งเสริมสิทธิของผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาในไทยและสิทธิของคนที่เกิดในไทยแต่ยังไม่มีสัญชาติ

การพาสังคมไทยออกจากเผด็จการมีอีกหลายประเด็นที่สำคัญที่ต้องพูดถึง เช่นการยกเลิกกฏหมาย112 การปล่อยนักโทษการเมืองทุกคน การลดบทบาทและงบประมาณทหาร การส่งเสริมพลังงานทางเลือกเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อม และในการยกเลิกเผด็จการของพวกหัวอนุรักษ์นิยมต่อสิทธิเสรีภาพของสตรี ต้องมีการพูดถึงสิทธิที่จะทำแท้งซึ่งเป็นสิทธิเหนือร่างกายตัวเอง

แน่นอนพรรคใหม่นี้คงไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้หลังการเลือกตั้งครั้งแรกเพราะคงใช้เวลาที่จะได้รับการนิยมในสังคม และ อ.ปิยบุตร ได้เสนอว่าพรรคมุ่งหมายทำงานระยะยาวและต้องเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ประเด็นคือจะมีบทบาทในการเคลื่อนไหวทางสังคมในเรื่องสำคัญๆ โดยไม่เน้นรัฐสภาอย่างเดียวหรือไม่

[หมายเหตุ บทความนี้เดิมเคยเอ่ยถึงบริษัทซัมมิท แต่ธนาธร อธิบายว่าไม่เกี่ยวกับบริษัท “ไทยซัมมิท” ของเขา เพราะเป็นคนละบริษัท]

Advertisements

ความคิดซ้ายๆ ของ อีริค ฟรอม

ใจ อึ๊งภากรณ์ เรียบเรียงจากงานเขียนของ เอียน เฟอร์กะสัน[1]

อีริค ฟรอม (Erich Fromm) เป็นนักจิตวิทยาแนวมนุษย์นิยมเชื้อสายยิว ที่เกิดในเยอรมัน หลังจากการยึดอำนาจของฮิตเลอร์ เขาต้องย้ายไปสหรัฐอเมริกา

ฟรอม ประกาศมาตลอดอย่างชัดเจนว่าเขา “เป็นนักมาร์คซิสต์” และสนใจความสัมพันธ์ระหว่างระบบทุนนิยมกับปัญหาสุขภาพจิต โดยที่เขาพยายามผสมแนวคิดของ คาร์ล มาร์คซ์ กับ ซิกมุนด์ ฟรอยด์[2] แต่เขายืนยันตลอดว่า มาร์คซ์ สำคัญกว่า ฟรอยด์

ฟรอม สนใจจิตวิทยาของ ฟรอยด์ แต่วิจารณ์ว่า ฟรอยด์ ให้ความสำคัญกับชีววิทยามากเกินไปในการอธิบายบุคลิกภาพของมนุษย์ เพราะ ฟรอม มองว่าเราต้องดูความสัมพันธ์ระหว่างชีววิทยากับประวัติศาสตร์สังคมหรือสภาพการดำรงอยู่ของมนุษย์ ในลักษณะวิภาษวิธี คือมององค์รวมและอิทธิพลที่สองสิ่งนี้มีต่อกัน

ฟรอม เชื่อว่าในสังคมปัจจุบัน มนุษย์อาจหลุดพ้นจากความเป็นไพร่หรือทาสในอดีต แต่ในระบบทุนนิยมเสรีภาพผิวเผินที่เรามีอยู่นำไปสู่ความโดดเดี่ยว และความกลัว ซึ่งสำหรับคนส่วนใหญ่มีสองแนวทางในการจัดการกับปัญหานี้คือ เลือกปิดหูปิดตาเพื่อทำตามกระแสหลักในสังคม หรือตั้งใจเผชิญหน้ากับอำนาจในสังคมเพื่อแสวงหาเสรีภาพ แต่แนวที่สองต้องอาศัยความกล้าหาญ คนที่แก้ปัญหานี้ไม่ค่อยได้อาจเสี่ยงกับการป่วยทางจิต

สำหรับ “ธรรมชาติมนุษย์” ฟรอม เชื่อว่ามีจริง แต่เป็นธรรมชาติในลักษณะนิสัยใจคอร่วมกันของมนุษย์ในสังคมหนึ่ง ไม่ใช่ธรรมชาติมนุษย์ของปัจเจก อย่างไรก็ตามเขาเตือนว่าเราต้องไม่ตกหลุมพรางสองชนิดเวลาพิจารณาเรื่องนี้คือ (1)เราต้องปฏิเสธแนวคิดของฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่มองว่าธรรมชาติมนุษย์เป็นสิ่งที่ถูกกำหนดมาโดยธรรมชาติและไม่มีวันเปลี่ยนแปลง เช่นการที่พวกอนุรักษ์นิยมมองว่ามนุษย์มักเห็นแก่ตัว แต่มันไม่มีหลักฐานรองรับ และ ฟรอม นิยามว่าความคิดแบบนี้เป็น “ลัทธิทางการเมือง” มากกว่าวิทยาศาสตร์ (2)เราต้องปฏิเสธความคิดของฝ่ายซ้ายบางคนที่มองว่าธรรมชาติมนุษย์เป็น “ของเหลว” ที่ถูกกำหนดจากสังคมรอบข้างอย่างเดียว โดยที่พวกนี้เสนอว่าเราไม่สามารถให้คุณค่ากับความคิดต่างๆ ของมนุษย์ว่าดีหรือเลวได้เลย

ฟรอม เสนอว่าธรรมชาติมนุษย์ในสังคมหนึ่งในยุคหนึ่ง ได้รับอิทธิพลจากสภาพวัตถุรอบข้าง คือวิธีเลี้ยงชีพหรือการผลิตของมนุษย์ ซึ่งต่างกับ ซิกมุนด์ ฟรอยด์ ที่เสนอว่าเรื่องเพศหรือเซกซ์ และความสัมพันธ์ในครอบครัวเป็นเรื่องหลัก

ฟรอม อธิบายว่านิสัยใจคอของมนุษย์มีสองส่วนคือ (1)ส่วนที่เป็นบุคลิกของปัจเจกตั้งแต่เกิดที่ไม่ค่อยเปลี่ยน และ(2)“บุคลิกภาพของสังคม” ที่ทุกคนมีร่วมกับคนอื่น แต่ในเรื่องนี้ทั้งๆ ที่เขาเน้นว่าได้รับอิทธิพลจากสภาพวัตถุ แต่เขาไม่ให้ความสำคัญเท่าที่ควรกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตลอดเวลา และมักมองว่าบุคลิกภาพของสังคมมีลักษณะที่ค่อนข้างจะถาวร และมีบุคลิกภาพเดียว เขาไม่ขยันเพียงพอที่จะค้นหาหลักฐานในโลกจริง ในสังคมต่างๆ อาจมีบุคลิกภาพทางสังคมหลายรูปแบบ

สิ่งสำคัญที่ขาดไปจากความคิดของ ฟรอม คือพลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงที่มาจากความขัดแย้งทางชนชั้น และอิทธิพลที่ความขัดแย้งนี้มีต่อบุคลิกภาพ โดยรวมแล้ว ฟรอม มักมองข้ามเรื่องชนชั้นไปเลย

สำหรับเรื่องนี้ คาร์ล มาร์คซ์ เสนอว่าธรรมชาติมนุษย์มีสองส่วนคือ (1)ธรรมชาติพื้นฐาน คือการที่มนุษย์คิดเองเป็นและรักการทำงานที่สร้างสรรค์ท่ามกลางการดำรงอยู่ในลักษณะรวมหมู่กับมนุษย์คนอื่น ซึ่งต้องอาศัยความสัมพันธ์และการสื่อสารกัน (2)ธรรมชาติพื้นฐานนี้ทำให้เราพัฒนาลักษณะ ธรรมชาติ และบุคลิกภาพของเราได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีวันสิ้นสุด พูดง่ายๆมนุษย์พัฒนาธรรมชาติตนเองอยู่ตลอดเวลาในลักษณะรวมหมู่ เราไม่เคยถึงจุดเสร็จสมบูรณ์ และพลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางสังคมคือความขัดแย้งทางชนชั้น

 

[1] Iain Ferguson (2016) “Between Marx and Freud: Erich Fromm Revisited.” International Socialism Journal 149. http://bit.ly/1R1sx26

[2] http://bit.ly/1myNoik

วัฒนธรรมการลอยนวลของอาชญากรรัฐไทย

ใจ อึ๊งภากรณ์

ข่าวร้ายชิ้นหนึ่งในสัปดาห์ปลายปี ๒๕๕๘ คือการยกเลิกคดีการฆ่าทนายสมชาย และการปล่อยให้ฆาตกร อภิสิทธิ์และสุเทพ ลอยนวลในกรณีฆ่าเสื้อแดงผู้รักประชาธิปไตยในปี ๒๕๕๓ ข่าวสองชิ้นนี้ย้ำว่ายังมีการผลิตซ้ำวัฒนธรรมปกป้องคนเลวและการลอยนวลของอาชญากรรัฐไทย

ข่าวเรื่องอภิสิทธ์และสุเทพ คงไม่ทำให้เราแปลกใจ เพราะไอ้ยุทธ์มือเปื้อนเลือดก็มีส่วนสำคัญในการสั่งฆ่าเสื้อแดงในเหตุการณ์นั้น และนายทหารคนนี้ก็มีส่วนในการสร้างรัฐบาลอภิสิทธิ์ชุดนั้นในค่ายทหารอีกด้วย

ทนายสมชาย นีละไพจิตร เป็นทนายที่พยายามปกป้องชาวมาเลย์มุสลิมที่ถูกตำรวจไทยทรมานให้สารภาพว่ามีส่วนในการปล้นปืนจากค่ายทหารในปาตานี เขาถูกลักตัวไปฆ่าโดยตำรวจหลายนายจากหลายหน่วยงาน ซึ่งหมายความว่าตำรวจระดับชั้นผู้เป็นใหญ่ และผู้นำประเทศในยุคนั้น เปิดไฟเขียวหรือเพิกเฉยกับอาชญากรรมนี้ ดังนั้น ทักษิณ ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น ควรต้องรับผิดชอบ และเราไม่ควรลืมว่าทักษิณมือเปื้อนเลือดจากอาชญากรรมที่ตากใบอีกด้วย

เราอาจพูดได้ว่าผู้นำทางการเมือง ตำรวจ กับทหารจำนวนมาก และแม้แต่กษัตริย์ไทย มีส่วนในการสนับสนุนหรือก่ออาชญากรรมรัฐ และจนถึงทุกวันนี้ทุกคนก็ลอยนวลไม่เคยต้องถูกนำมาขึ้นศาล ไม่มีการลงโทษนายทหารชั้นผู้ใหญ่ หรือนักการเมืองที่สั่งฆ่าประชาชน ไม่ว่าจะเป็นในเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา ๖ตุลา พฤษภา ๓๕ และราชประสงค์ปี ๕๓ ทั้งภายใต้อำนาจเผด็จการทหาร หรือที่ตากใบกรณีทนายสมชาย และในสงครามยาเสพติดภายใต้รัฐบาลทักษิณ

คนที่ลอยนวลไม่ใช่แค่เจ้าหน้าที่รัฐ แต่รวมไปถึงอันธพาลคลั่งเจ้าที่เป็นแนวร่วมของรัฐเผด็จการ เช่นพวกเสื้อเหลือง หรือม็อบสุเทพกับม็อบฟาสซิสต์ของคนที่อ้างตัวเป็นพระสงฆ์ด้วย ยังไม่มีการลงโทษพวกนี้ทั้งๆ ที่ใช้ความรุนแรงในการยึดสถานที่ราชการเพื่อห้ามไม่ให้พลเมืองไปใช้สิทธิเลือกตั้ง

ถ้าพูดถึง “ศาล” เราคงเข้าใจดีว่าระบบตุลาการไทยถูกออกแบบเพื่อมีหน้าที่รับใช้อาชญากรอำมาตย์ และได้รับการปกป้องจากกฏหมาย “หมิ่นศาล” ซึ่งเป็นกฏหมายเผด็จการที่ไม่ต่างจากกฏหมาย 112 ที่ทหารใช้ในการปกป้องตนเองและกษัตริย์

ประเทศไทยเป็นประเทศที่ไร้มาตรฐานสิทธิมนุษยชนโดยสิ้นเชิง รากฐานปัญหาอยู่ที่การมองว่าคนไทย ไม่ใช่ “พลเมือง” ที่เท่าเทียมกัน บ่อยครั้งมีการเรียกผู้คนด้วยคำล้าสมัยว่า “ราษฎร” ซึ่งหมายถึงประชาชนผู้อาศัยอยู่ในแว่นแคว้นของพระราชา มันเป็นคำจากยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ไม่เหมาะสมกับประชาธิปไตยในยุคปัจจุบัน

แนวความคิดว่าบางคน “สูง” บางคน “ต่ำ” ถูกผลิตซ้ำโดยพฤติกรรมของทหาร นักการเมือง และนายทุน ทหารระดับนายพลจึงมองว่าตนเองสามารถเข่นฆ่าประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตยได้ตามอำเภอใจ

การเรียกทหารชั่วระดับสูงในสื่อว่า “บิ๊ก” และการใช้คำว่า “ท่าน” นำหน้าพวกอาชญากรรัฐ เป็นการสืบทอดวัฒนธรรมหมอบคลาน

ทำเนียมหมอบคลานต่อคนที่อ้างตัวเป็น “ผู้ใหญ่” เป็นวิธีทำให้ผู้หมอบคลานมีฐานะเป็นสัตว์เดรัจฉาน ไม่ใช่คนที่ยืนสองขา ทำเนียมแย่ๆ นี้ถูกกระจายลงไปสู่โรงเรียนและครัวเรือน คนรวยมักชอบให้คนรับใช้ก้มหัวคลาน และทำงานทั้งวันทั้งคืน แม้แต่ในภาษาพูดก็มีการเน้น “สูงต่ำ” เช่นคำว่า “หนู” ที่สตรีถูกกล่อมเกลาให้เรียกตัวเอง ซึ่งเป็นการเสริมว่าผู้หญิงเป็นคนชั้นสอง

ในสถานที่ทำงาน นายจ้างมักมองว่าตนเองมีสิทธิ์เผด็จการเหนือลูกจ้าง และกฏหมายแรงงานบวกกับอคติของผู้พิพากษาศาลแรงงาน มักสนับสนุนความคิดเผด็จการอันนี้

ในระบบยุติธรรมทั่วไป พวกที่นั่งบัลลังก์มักมองพลเมืองธรรมดาด้วยความดูถูกดูหมิ่น และเหมือนไม่ใช่คนที่ควรได้รับความเคารพ นักโทษในคุกถูกปฏิบัติเหมือนเป็นสัตว์ แทนที่จะใช้ความคิดสากลสมัยใหม่ที่มองว่านักโทษก็มีสิทธิ์เช่นกัน

ถ้าเราจะสร้างมาตรฐานสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับสังคมเรา เราต้องยุบคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพราะองค์กรนี้เต็มไปด้วยตำรวจ ทหาร และนักวิชาการที่มีอคติต่อประชาธิปไตย แทนที่จะหวังพึ่งองค์กรกึ่งรัฐแบบนี้ เราต้องหันมาให้ความสำคัญกับขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมที่เรียกร้องเสรีภาพและประกอบไปด้วยมวลชนจำนวนมาก บทเรียนจากทั่วโลก สอนให้เรารู้ว่าสหภาพแรงงานที่อิสระจากอิทธิพลของคนชั้นสูง มีบทบาทสำคัญในการสร้างขบวนการแบบนี้

ความฝันลอยๆ ของนักวิชาการบางคน ที่จะตั้งคณะกรรมการค้นหาความจริงเพื่อนำอาชญากรรัฐมาลงโทษ จะละลายไปกับน้ำ ถ้าไม่ให้ความสำคัญกับพลังมวลชนแบบนี้

การสร้างมาตรฐานสิทธิมนุษยชนแยกไม่ออกจากความจำเป็นที่จะต้องล้มอำนาจทางการเมืองของทหาร และการล้มอิทธิพลของลัทธิกษัตริย์ ในระยะยาวเราต้องรณรงค์ให้ความคิดเรื่อง “พลเมืองที่เท่าเทียม” กลายเป็นความคิดกระแสหลัก

ประเทศไทยไม่ควรจะมีหนังสือต้องห้าม

ใจ อึ๊งภากรณ์

หนังสือของ แอนดรู มะเกรกกอร์มาร์แชล์ ไม่ควรถูกทำให้เป็นหนังสือต้องห้าม แต่ใน “กะลาแลนด์”ภายใต้ไอ้ยุทธ์มือเปื้อนเลือด การใช้มันสมองคิดอะไรเอง กลายเป็นเรื่อง “ผิด” ซึ่งแสดงให้เราเห็นว่าพวกนายพลปัญญาอ่อนที่ครองประเทศไทยตอนนี้ กลัวประชาชนที่ฉลาดกว่าตนเองมาก

สาเหตุสำคัญที่ประชาชนควรมีโอกาสอ่านหนังสือของ แอนดรู มะเกรกกอร์มาร์แชล์ ก็เพราะมันเป็นการวิเคราะห์วิกฤตการเมืองไทยที่ผิด และวิเคราะห์ไม่ตรงจุด

แต่ถ้าเราไม่สามารถอ่านข้อเสนอของนักวิชาการหรือนักข่าวต่างๆ เราไม่สามารถมาถกเถียงแลกเปลี่ยนได้เลย ซึ่งแปลว่าเราเข้าถึงความจริงยากขึ้น และพลเมืองจำนวนมากอาจต้องเดาว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นบนพื้นฐานข่าวลือ

ประเด็นหลักที่ผมไม่เห็นด้วยกับ แอนดรู มะเกรกกอร์มาร์แชล์ คือเราไม่สามารถอธิบายความขัดแย้งปัจจุบันด้วยการเสนอว่าเป็นปัญหา “การเปลี่ยนรัชกาล” อย่างที่ มาร์แชล์ สเนอ แต่การทำให้เป็นหนังสือต้องห้ามของแก๊งโจรประยุทธ์ มีผลในการชักชวนให้คนไทยเชื่อว่ามันเป็นวิกฤตการเปลี่ยนรัชกาลจริง

นักข่าวต่างประเทศจำนวนมาก โดยเฉพาะคนที่ฟังการโม้ของคนไทยในบาร์เบียร์ มักอธิบายว่าชนชั้นปกครองอนุรักษ์นิยมเป็นห่วงว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากทีรัชกาลนี้สิ้นสุดลง และนี่คือสาเหตุที่ไทยมีเผด็จการทหาร

มันมีหลายระดับของคำอธิบายผิดๆ แบบนี้

ในระดับที่หยาบและไร้สาระที่สุดคือ มีการอธิบายว่าจะเกิดศึก “ชิงราชสมบัติ” ระหว่างลูก เหมือนสมัยอยุธยาหรือสมัยรัตนโกสินตอนต้น ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะผู้มีอำนาจจริงในสังคมไทยสมัยนี้คือทหาร นายทุนใหญ่ และข้าราชการชั้นสูง

ในประเทศทุนนิยมทั่วโลก การมีสถาบันกษัตริย์ มีไว้เพื่อปกป้องและให้ความชอบธรรมกับลำดับชนชั้น และการผูกขาดอำนาจทางเศรษฐกิจการเมืองในมือชนชั้นปกครอง ไม่ว่าประเทศเหล่านั้นเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ และประเทศไทยหรือประเทศอังกฤษไม่ใช่กรณีพิเศษ ดังนั้นในไทยกฏหมาย 112 มีไว้ปกป้องการกระทำของทหารและส่วนอื่นของชนชั้นปกครองไทย และในอังกฤษไม่มีกฏหมาย 112 เพราะชนชั้นปกครองอังกฤษ สามารถหาทางสร้างเสถียรภาพสำหรับการผูกขาดอำนาจทางเศรษฐกิจการเมืองในมือตนเอง โดยการนำผู้นำพรรคแรงงานมาเป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นปกครอง

กษัตริย์ไทยหลัง ๒๔๗๕ ไม่เคยมีอำนาจ แต่ทหารที่ก่อรัฐประหาร ๑๙ กันยา ผูกโบสีเหลือง เพื่อสร้างความชอบธรรมกับตนเอง ปัจจุบันเวลาแก๊งประยุทธ์บอกว่าจะเข้มงวดในการใช้ 112 ก็ทำเพื่อหาความชอบธรรมกับการปล้นอธิปไตยจากประชาชนเท่านั้นเอง กิจกรรมแบนี้จำต้องอาศัยการสร้างประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมจอมปลอมเสมอ

ในระดับที่พอเชื่อได้บ้าง มีการเสนอว่าชนชั้นปกครองซีกประยุทธ์-สลิ่ม-ประชาธิปัตย์ กลัวว่าทักษิณจะมีอิทธิพลกับสถาบันกษัตริย์หลังการเปลี่ยนรัชกาล และมีการกระซิบว่าบางคนไม่อยากให้คนนั้นคนนี้ขึ้นครอง เรื่องแบบนี้อาจมีความจริงบ้าง แต่มันไม่สามารถอธิบายต้นเหตุหลักของวิกฤตการเมืองไทยได้และ ความจริงที่จับต้องได้คือ ชนชั้นปกครองไทยทั้งหมด เลือกจะนำเจ้าฟ้าชายขึ้นครอง เพราะตลอดเวลาที่มีรัฐบาลทหารหลัง ๑๙ กันยา หรือสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์-สุเทพ หรือสมัยยิ่งลักษณ์ เจ้าฟ้าชายก็ทำหน้าที่เป็น “รองประมุข” ในพิธีกรรมต่างๆ

ถ้าเราจะวิเคราะห์จุดเริ่มต้นของวิกฤตการเมืองไทย เราจะเห็นว่ารัฐบาลไทยรักไทยที่เข้ามาในปี ๒๕๔๔ หลังวิกฤตเศรษฐกิจ “ต้มยำกุ้ง” เป็นรัฐบาล “คิดใหม่ทำใหม่” ที่มีพลวัตรจริงๆ เพราะนโยบายใหม่ๆ ของไทยรักไทยในที่สุดไปกระทบโครงสร้างเก่าของพวกอภิสิทธิ์ชนไทย ทั้งๆ ที่ทักษิณไม่ได้มีเจตนาหรือแผนที่จะทำอย่างนั้นเลย และความขัดแย้งนี้นำไปสู่รัฐประหาร ๑๙ กันยาท่ามกลางการโวยวายอย่างรุนแรงของพวกชนชั้นกลางฝ่ายขวาเสื้อเหลือง

การใช้นโยบายกลไกตลาดเสรีของรัฐไทยมานาน ตั้งแต่สมัยสฤษดิ์ ในสภาพที่ไร้ประชาธิปไตย หรือไร้สิทธิของคนชั้นล่าง มีผลในการสร้างความเหลื่อมล้ำมหาศาลระหว่างคนจนกับคนรวย และมีผลในการสร้างอุปสรรคกับการพัฒนาเศรษฐกิจในโลกสมัยใหม่ด้วย สิ่งเหล่านี้เริ่มถูกเปิดโปงอย่างชัดเจนในวิกฤตเศรษฐกิจปี ๒๕๓๙

เราควรจะเข้าใจว่านโยบายช่วยคนจนของไทยรักไทย ไม่ว่าจะเป็นหลักประกันสุขภาพ หรือกองทุนหมู่บ้าน ที่ตั้งเป้าหมายไปที่คนชนบท เพราะคนงานในเมืองมีประกันสังคมอยู่แล้ว เป็นนโยบายที่ช่วยคนงานในเมืองด้วย เพราะลดภาระในการช่วยเหลือญาติพี่น้องในชนบท แต่สำหรับนายทุนอย่างทักษิณ นโยบายเหล่านี้เพิ่มศักยภาพและประสิทธิภาพของสังคมไทย ที่จะแข่งขันทางเศรษฐกิจในเวทีโลก ซึ่งวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งชี้ให้เห็นว่าไทยอ่อนด้อยตรงนี้มานาน

ความรู้สึกไม่พอใจกับสภาพเศรษฐกิจสังคมของคนเสื้อแดง มาจากความรู้สึกในเชิงเปรียบเทียบ ว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจถ้าเทียบกับคนชั้นสูง คือผลของการพัฒนาเศรษฐกิจไทยส่วนใหญ่ไปตกอยู่กับอภิสิทธิ์ชน ดังนั้นการที่พรรคไทยรักไทยและทักษิณประกาศว่าจะให้ “คนจนเป็นผู้ร่วมพัฒนา” แทนที่จะมองอย่างที่รัฐบาลต่างๆ ในอดีตมอง ว่าคนจนเป็น “ภาระ” ของชาติ ทำให้ประชาชนจำนวนมากนิยมพรรคไทยรักไทย

การที่ทักษิณและไทยรักไทย เปลี่ยนกระบวนการทางการเมืองในไทย จากการแค่ “เล่นการเมือง”แบบเลือกตั้ง แจกเงิน และเข้ามาร่วมกิน ของนักการเมืองหัวเก่าที่ไม่สนใจประชาชนหรืออนาคตของสังคม มาเป็นการเสนอนโยบายเพื่อครองใจประชาชน กลายเป็นสิ่งที่ท้าทายทั้งทหาร ข้าราชการอนุรักษ์นิยม และนักการเมืองหัวเก่า เพราะเป็นการใช้กระบวนการประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อขึ่นมามีอำนาจ แทนที่จะใช้ยศศักดิ์ และความเป็นนักเลง เพื่อมีอิทธิพลในสังคม นี่คือรากกำเนิดของความขัดแย้งปัจจุบัน

ปัจจุบันพวกเศษสวะที่กำลังปฏิกูลการเมืองไทย ต้องการหมุนนาฬิกากลับสู่การเล่นการเมืองในรูปแบบก่อนไทยรักไทย นั้นคือสาเหตุที่เราจะต้องรื้อทิ้งรัฐธรรมนูญปฏิกูล ที่พวกนี้กำลังจะผลิต

หนังสือของ แอนดรู มะเกรกกอร์มาร์แชล์ ขาดการวิเคราะห์แบบนี้ที่ครอบคลุมทั้งสภาพเศรษฐกิจ ชนชั้น และการเมืองภาพกว้าง และที่มองพลเมืองไทยส่วนใหญ่ว่าสำคัญและมีบทบาท เพราะ แอนดรู มะเกรกกอร์มาร์แชล์ ใช้ทฤษฏีประเภทที่ไม่เห็นหัวประชาชนส่วนใหญ่ และมองว่าทุกอย่างในสังคมกำหนดจากชนชั้นบน

ในไทยคำว่า “ปฏิรูป” หมดความหมายไปแล้ว

ใจ อึ๊งภากรณ์

ทุกวันนี้ในไทย พวกที่เกลียดชังสิทธิเสรีภาพของประชาชน และพวกที่มีส่วนร่วมในการใช้กำลังเพื่อทำลายประชาธิปไตย ได้ทำให้คำว่า “ปฏิรูป” มีความหมายตรงข้ามกับความหมายเดิม เราน่าจะหันมาใช้คำว่า “อปฏิรูป” หรือ “ปฏิกูล” เพื่อบรรยายสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น

ขอทบทวนความจริงเกี่ยวกับสภาพการเมืองหน่อย คือในรอบ 8 ปีที่ผ่านมา พวกอนุรักษนิยม ไม่ว่าจะเป็นทหาร คนชั้นกลาง ข้าราชการชั้นสูง นักวิชาการล้าหลัง เอ็นจีโอ และพรรคประชาธิปัตย์ ได้กระทำทุกอย่างเพื่อสร้างอุปสรรคต่อการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชน และการดำรงอยู่ของประชาธิปไตย การพูดแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน หรือพรรคเพื่อไทย เป็นหัวหอกในการสร้างประชาธิปไตยแต่อย่างใด แต่ประเด็นหลักคือพลเมืองไทยส่วนใหญ่ได้เลือกพรรคเหล่านี้ในการเลือกตั้งที่ตรงไปตรงมา ไม่มีการโกง และเขาเลือกเพราะพรรคของทักษิณมีนโยบายใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนคนส่วนใหญ่ ตัวอย่างที่สำคัญคือระบบรักษาพยาบาลถ้วนหน้า การสร้างงานในหมู่บ้าน และการช่วยเหลือเกษตรกร ดังนั้นการแจกเงินซื่อเสียงจึงหมดความสำคัญลงในวันเลือกตั้ง

ฝ่ายอนุรักษ์นิยมไม่พอใจเป็นอย่างยิ่งเพราะระบอบอุปถัมภ์แบบเก่า และการมีอำนาจนอกกรอบประชาธิปไตย ที่ทหาร ข้าราชการชั้นสูง และพรรคการเมืองเก่าเคยใช้ ดูเหมือนจะหมดยุค เขาไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง ที่พรรคการเมืองของทักษิณครองใจพลเมืองส่วนใหญ่ได้ผ่านนโยบายการเมืองที่ถูกทดสอบในวันเลือกตั้ง ฝ่ายอนุรักษ์นิยมจึงพร้อมจะใช้ทุกกลไกในการล้มประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นรัฐประหารสองรอบ การใช้กลไกศาล กกต. หรือองค์กรอิสระลำเอียง และการชุมนุมที่ใช้ความรุนแรงแต่ไม่เคยถูกลงโทษ

ด้วยเหตุนี้เราพอสรุปได้ว่าคนที่ครองอำนาจอยู่ปัจจุบัน คือประยุทธ์ จันทร์โอชา และแก๊งเผด็จการ เป็นพวกมือเปื้อนเลือดที่จงใจฆ่าประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตยที่ราชประสงค์ และทำรัฐประหารเพื่อล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ต่อจากนั้นหลังทำรัฐประหารก็มีการโกหกบิดเบือนความจริงตลอด และปราบปรามฝ่ายประชาธิปไตยอย่างโหดร้ายผ่านการกักขังและข่มขู่หรือทรมานนักโทษการเมือง

เราฟันธงได้เลยว่าคณะเผด็จการที่กำลังอ้างว่าจะริเริ่มกระบวนการ “ปฏิรูป” เป็นพวกอาชญากรที่ “ฆ่า” ประชาธิปไตย เขาเป็นพวก “อปฏิรูป-ปฏิกูล” นั้นเอง

แล้วพวกนี้จะไป “ปฏิรูป”  การเมืองทำหอกอะไรได้?

ใครมีสมองเท่าไส้เดือนคงเข้าใจเป้าหมายจริงของคณะทหาร มันต้องการเปลี่ยนกติกาการเมืองเพื่อขัดขวางการที่พลเมืองส่วนใหญ่จะมีส่วนร่วมทางการเมืองและใช้สิทธิเสรีภาพ

คณะทหารต้องการ “พม่าโมเดล” คือเราไปเลือกตั้งได้ แต่ทหารและแนวร่วมประจบสอพลอยังคุมอำนาจต่อ ไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร ผู้แทนที่มาจากการเลือกตั้งจะถูกกฏหมายและองค์กรหรือสถาบันต่างๆ มัดมือไว้จนดิ้นไม่ได้ภายใต้ข้ออ้างว่ามันเป็นการ “ตรวจสอบ” นักการเมือง แต่อย่างที่ทุกคนเห็นทุกวันนี้ ผู้ที่อ้างว่ามีอำนาจตรวจสอบไม่เคยถูกประชาชนตรวจสอบได้เลย

แค่นี้ยังไม่แย่พอ ท่านผู้อ่านควรจะทำใจไว้เพิ่ม เพราะสิ่งที่แย่กว่านี้คือปรากฏการณ์ของพวกตอแหล โกหก โง่เขลา เลียทหาร ที่วิ่งเต้นจะไปร่วมกระบวนการ “อปฏิรูป-ปฏิกูล” ที่กำลังเกิดขึ้น และพวกสื่อมวลชนที่รายงานอย่างหน้าด้านว่า “นี่คือการปฏิรูป”

คำถามคือ พวกนี้มันโง่ หรือมันจงใจโกหกทุจริตเพื่อผลประโยชน์มันเอง? ในกรณีนักวิชาการและพวกอดีตข้าราชการหรือนักกฏหมาย รวมถึงนายทหาร ผมมองว่ามันจงใจโกหกทุจริตว่านี้คือการปฏิรูป แต่พวกเอ็นจีโอบางคน สื่อมวลชน และพวกผู้นำแรงงานน้ำเน่า อาจทั้งโง่และทั้งจงใจโกหกในสัดส่วนที่เท่ากัน แต่โดยรวมแล้วฝูงเปรตเหล่านี้ เป็นพวก “ขยะสังคม” ที่เราจะต้องกวาดทิ้งจากการมีบทบาทในการกำหนดอนาคตของประเทศ เพราะเขาไม่เคารพพลเมืองส่วนใหญ่ ไม่ชื่นชมสิทธิเสรีภาพกับประชาธิปไตย และไม่สุจริตพอ หรือไม่ฉลาดพอ ที่จะกล้าพูดความจริง

ในเดือนต่อๆไป เราคงเห็นละครสัตว์ “อปฏิรูป-ปฏิกูล” เล่นไปบนเวทีที่ทหารสร้าง แต่ในอนาคตข้างหน้าพลเมืองไทยจะล้มกระดานเผด็จการและผลพวงทั้งหมดของพวกนี้เพื่อสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริง

เสื้อแดงและผู้รักประชาธิปไตยควรเลิกหลอกตัวเอง

เสื้อแดงและผู้รักประชาธิปไตยควรเลิกหลอกตัวเอง

กองบรรณาธิการเลี้ยวซ้าย

รัฐประหารรอบล่าสุดดูเหมือนจะใกล้ถึงเป้าหมาย
เหลือแค่การล้มรัฐมนตรีรักษาการ แล้วแต่งตั้งนายก ม๗ ก็จบ และที่แกนนำ นปช.
ประกาศว่าจะ “สู้จนถึงที่สุด” นั้นมีความหมายอะไรในรูปธรรม? หรือเป็นเพียงคำพูดที่ไร้ความหมายเพื่อเอาใจคนรักประชาธิปไตย?



     มาถึงจุดนี้แล้ว
ชาวเสื้อแดงและคนรักประชาธิปไตยอื่นๆ ควรทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นตั้งแต่ม็อบพันธมิตรแรกปรากฏตัว
     มีการยุบสภาและประกาศการเลือกตั้งสองครั้ง
โดยหวังว่าจะพิสูจน์กับประชาชน ว่าการพยายามล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งนั้นขาดความชอบธรรม
แต่ทั้งสองกรณี ภายใต้ทักษิณครั้งหนึ่ง และภายใต้ยิ่งลักษณ์อีกครั้ง
เพียงแต่ทำให้ฝ่ายประชาธิปัตย์และพวกต่อต้านการเลือกตั้ง บอยคอตการเลือกตั้ง
ก่อม็อบต่อไป แล้วในที่สุดจบลงด้วยรัฐประหารทหาร หรือรัฐประหารตุลาการ
     มีการเลือกตั้ง 4 ครั้ง ฝ่ายไทยรักไทย
พลังประชาชน หรือเพื่อไทย ชนะทุกครั้ง โดยไม่มีหลักฐานการโกงแต่อย่างใด
แต่กลับจบลงด้วยการล้มรัฐบาลด้วยวิธีต่างๆ ดังนั้นการเลือกตั้งรอบต่อไป ถ้าเกิดจริงและไม่โดนเปลี่ยนกติกาจนไร้ประชาธิปไตย
ก็คงไม่แก้ปัญหาอะไรเลย เพราะมันไม่พิสูจน์อะไรที่ใครๆ ไม่ทราบมาก่อน
มันไม่ตบหน้าทหารหรือม็อบสุเทพ และมันไม่นำไปสู่ความพ่ายแพ้ของอำมาตย์
เพราะอำมาตย์ต่อต้านประชาธิปไตย
และไม่เคารพการเลือกตั้งหรือเสียงของประชาชนส่วนใหญ่ อาจไม่มีการเลือกตั้งเร็วๆ
นี้ด้วยซ้ำ
    
มีการชุมนุมใหญ่ของเสื้อแดงเพื่อไล่รัฐบาลเถื่อนของอภิสิทธิ์ที่ก่อตั้งในค่ายทหาร
เสื้อแดงจำนวนมากโดนทหารฆ่าอย่างเลือดเย็น ในที่สุดในปีต่อไปก็มีการยอมให้มีการเลือกตั้ง
ยอมให้ยิ่งลักษณ์ขึ้นมาเป็นนายก แต่ก็ถูกล้มในที่สุด
     ถ้าเราถูกบังคับให้มีนายก ม๗
และการเปลี่ยนกติกาเพื่อโกงการเลือกตั้งโดยอำมาตย์และประชาธิปัตย์
เราจะออกมาชุมนุมแบบเดิม หรือจะยกระดับการต่อสู้?
และถ้าจะยกระดับการต่อสู้มันหมายความว่าอะไรในรูปธรรม และใครจะนำการต่อสู้ดังกล่าว?
แต่แน่นอน ถ้าเราไม่ออกมาสู้เพราะเราเบื่อ น้อยใจ หรือหดหู่ ฝ่ายอำมาตย์ก็จะชนะ
     ที่สำคัญคือใครตั้งรัฐบาล
ไม่ได้แปลว่าคุมอำนาจรัฐโดยอัตโนมัติ มันชัดเจนว่าอำมาตย์คุมอำนาจรัฐ โดยเฉพาะ
ทหาร ศาล ข้าราชการชั้นสูง และสื่อมวลชนส่วนใหญ่
และพวกนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากนักวิชาการและแกนนำเอ็นจีโอด้วย
นอกจากนี้ตำรวจก็ไม่รู้จะรับคำสั่งจากใคร ตามลำพังก็ไม่เคยก้าวหน้าอะไร และไม่มีอำนาจมากมาย
ตอนนี้ก็แค่กล้าๆ กลัวๆ ส่วน ทักษิณ ยิ่งลักษณ์ นักการเมืองเพื่อไทย และแกนนำ นปช.
ก็ไม่อยากแตกหักกับพวกอำมาตย์ที่คุมอำนาจรัฐ
เป้าหมายของเขาคือเพียงอยากกลับเข้าสู่สมาคมอำมาตย์เท่านั้น
     เพื่อนๆ เสื้อแดง เพื่อนๆ ผู้รักประชาธิปไตย
ท่านคิดหรือว่าเราจะมีประชาธิปไตยได้ ถ้าไม่กำจัดอำมาตย์แบบถอนรากถอนโคน?
ท่านยังฝันต่อไปหรือว่าพรรคเพื่อไทยหรือทักษิณหรือแกนนำ นปช.
จะสู้อย่างจริงจังในรูปธรรม? ทักษิณเคยมีอุดมการณ์ประชาธิปไตยจริงหรือ?
ในความเป็นจริงเขาสนใจประชาธิปไตยแค่ในกรณีที่ตนเองชนะการเลือกตั้ง แต่ไม่สนใจสิทธิเสรีภาพพอที่จะยกเลิก
112 หรือละเว้นการก่ออาชญากรรมกับคนมาเลย์มุสลิมในภาคใต้
คนแบบนี้นำการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอย่างถึงที่สุดได้อย่างไร?
    
หรือท่านยังฝันอยู่ว่าเมื่อมีการเปลี่ยนรัชกาลจะเกิดประชาธิปไตยแท้?
หรือท่านยังฝันอยู่ว่าศาลอาญาระหว่างประเทศจะเข้ามาแก้ปัญหาการเมืองให้เรา?
     ลองพิจารณาให้ดี ความฝันแบบนี้
ที่กล่าวถึงข้างบน ทั้งหมดเป็นความฝันประเภทที่เราฝากให้ผู้ใหญ่มาแก้ไขปัญหาให้เรา
และสร้างประชาธิปไตยให้เรา มันเป็นความฝันของทาส
     เราจะรอการล้มรัฐบาลกี่รอบ
การก่อตั้งเผด็จการกี่รอบ เราถึงจะเข้าใจว่าเราเองต้องนำตนเองร่วมกับคนอื่น
เพื่อสร้างประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพจากล่างสู่บน?
     ถ้าเราเข้าใจว่าการสร้างประชาธิปไตยในไทย
คงต้องอาศัยการโค่นโครงสร้างอำมาตย์ เช่นการปลดผบ. ทหาร ลดงบประมาณทหาร ตัดอำนาจทหาร
ปลดศาลตุลาการ ยุบองค์กรที่โกหกว่า “อิสระ” ปลด สว.แต่งตั้ง และยึดสื่อมวลชนมาเป็นของประชาชน
เราก็คงหลอกตัวเองว่า “เป็นเรื่องง่าย” ไม่ได้ แน่นอนมันไม่ง่าย มันจะใช้เวลา
แต่มันจำเป็นถ้าเราจะร่วมกันเป็นพลเมืองที่มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
     พวกเราในองค์กรเลี้ยวซ้ายพูดซ้ำแล้วซ้ำอีก
ว่าการต่อสู้กับอำมาตย์ต้องอาศัย
การจัดตั้งมวลชน
อย่างเป็นระบบ อิสระจาก นปช. และเพื่อไทย ต้องพัฒนากลุ่มคนก้าวหน้าจากเครือข่ายหลวมๆ
ให้การเป็นองค์กรจัดตั้งให้ได้ ต้องมีนโยบายและเป้าหมายระยะสั้นและระยะยาวที่ชัดเจน
ต้องมีคณะทำงานที่เป็นแกนนำ ต้องเชื่อมกับหลายส่วนของสังคม
มีงานรณรงค์ในหลายรูปแบบ ทั้งเรื่องปากท้องและการเมืองภาพรวม ต้องมีและขยายสมาชิก
มีผู้ปฏิบัตงานที่ผ่านการฝึกฝน ในงานภาคปฏิบัติการ และงานทางความคิด โดยเฉพาะคนหนุ่มสาว
และต้องมีสื่อของเราเอง
     เราไม่ได้ “ขอให้มิตรสหายมาขึ้นอยู่กับเรา”
เราขอให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างเป็นระบบในลักษณะเท่าเทียมกัน
     ที่สำคัญยิ่งคือ เราต้องสนใจ “อำนาจ”
เราต้องรวบรวม “พลัง” เพื่อเผชิญหน้ากับอำนาจและพลังของฝ่ายอำมาตย์แบบมืออาชีพ เพราะ
“อำนาจ” และ “พลัง” ของฝ่ายเราหาได้ในหมู่คนทำงานกรรมาชีพ โดยเฉพาะเมื่อนัดหยุดงาน
และต้องสมทบกับพลังมวลชนของเกษตรกรรายย่อย

     ความจริงนี้ ไม่ได้งอกมาจากสมองใคร
มันมาจากบทเรียนในการล้มอำมาตย์หรือต่อสู้กับอำมาตย์ในตะวันออกกลาง ลาตินอเมริกา
ยุโรป และจากไทยเองในอดีต ที่สำคัญคือมันทำได้ ถ้าเราอยากทำจริง