ฮูโก ชาเวส ผู้สร้างแรงบันดาลใจ // นสพ.เลี้ยวซ้าย ปีที่ 8 ฉบับที่ 10 มีนาคม 56

ฮูโก ชาเวส ผู้สร้างแรงบันดาลใจ // นสพ.เลี้ยวซ้าย ปีที่ 8 ฉบับที่ 10 มีนาคม 56

พบกับ

ทำไมต้องถอนทหารออกจากภาคใต้
โดย วัฒนะ วรรณ

ค. “ความเป็นคน”
โดย ลั่นทมขาว

รัฐสวัสดิการกับเรื่องสตรี
โดย ฮิปโปน้อย บรมสุขเกษม

ทางเท้า… ภาพสะท้อนชนชั้นทางสังคม                
โดย ยังดี  โดมพระจันทร์

ประเทศมาลี : ชัยชนะของฝรั่งเศสเปลี่ยนเป็นความโกลาหล
แปลโดย ส.โต้ง

ปัญหาเรื่อง เพศ ความรัก วัฒนธรรม และ ข้อเสนอของฝ่ายซ้าย (ตอนที่ 3)
โดย สมุดบันทึกสีแดง

ความน่าสมเพชของแนวการเมืองสังคมนิยมประชาธิปไตยในไทย
โดย ใจ อึ๊งภากรณ์

รัฐทุนนิยมกับการสร้างสภาวะแปลกแยกของมนุษย์ (ตอนที่ 2)
โดย พจนา วลัย

ฮูโก ชาเวส
โดย ใจ อึ๊งภากรณ์

ดาวน์โหลดได้ที่นี่



ความป่าเถื่อนของระบบศาลและคุกในประเทศไทย

สมยศ พฤกษาเกษมสุข นักโทษการเมือง นักสู้เพื่อประชาธิปไตย

ระบบศาลและคุกในประเทศไทยเป็นระบบป่าเถื่อนที่ล้าหลังกว่ามาตรฐานสากลหลายร้อยปี และเป็นที่น่าอับอายขายหน้า แต่การที่ชนชั้นปกครองไทยไม่เคยสนใจที่จะสร้างวัฒนธรรมพลเมืองเสรี และไม่เคยเคารพความเป็นมนุษย์ของประชาชน เพราะมัวแต่มองว่าประชาชนเป็นเพียง “ราษฎร์” 

โดย ใจ อึ๊งภากรณ์

อ.สุรชัยรายงานเกี่ยวกับ “คุกนรก” ที่พัทยาว่า ปัญหาที่หนักที่สุดก็คือปัญหา 2 น. คือ “น้ำ” กับ “แน่น” เรือนจำพิเศษพัทยาเปิดทำการเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว เพื่อรองรับผู้ต้องขับประมาณ 600 คน แต่ปัจจุบันคุมขังอยู่ 3,600 คน เกินความจุไปถึง 3,000 คน ผลคือที่นอนไม่พอ จึงต้องมีคนไปนอนบนโถส้วม ใช้กล่องกระดาษรองนอน เวลามีคนจะไปถ่ายก็ต้องปลุกให้ลุกขึ้น แต่ก็ยังไม่พอ ต้องจัดเวรยามห้องละ 5-10 คน ยืนและนั่งเพื่อให้มีที่ว่างให้คนอื่นๆ นอนสภาพห้องขังที่ อ.สุรชัยต้องทนคือมีขนาด 5×10 เมตร เท่ากับ 50 ตารางเมตร ต้องนอนรวมกัน 60 กว่าคน ต้องทำยกพื้นขึ้นไปอีก 1 ชั้นจึงจุได้ 60 กว่าคน ส่วนปัญหาเรื่องน้ำจะปล่อยให้ไหลวันละ 2-3 ชั่วโมง 10 โมงเช้าถึงเที่ยงหรือบ่ายโมง ช่วงเช้า ช่วงเย็นและตลอดทั้งคืนไม่มีน้ำ ผู้ต้องขังจึงเป็นหิดและโรคผิวหนังกันมาก

ชนชั้นปกครองไทยทุกคนอำมาตย์และเพื่อไทยต้องรับผิดชอบกับเรื่องนี้มันบ่งบอกถึงความล้าหลังของผู้มีอำนาจในสังคมไทย คนที่เข่นฆ่าประชาชนที่เรียกร้องสิทธิเสรีภาพมาหลายครั้ง คนที่ใช้กฏหมายป่าเถื่อน 112 เพื่อปิดปากประชาชน คนที่ขังคนจนและผู้ที่คิดต่างในขณะที่ตนเองฆ่าคนปล้นประชาชนทำนาบนหลังพลเมือง แต่ไม่เคยเข้าคุกหรือถูกลงโทษ

ระบบศาลและคุกในประเทศไทยเป็นระบบป่าเถื่อนที่ล้าหลังกว่ามาตรฐานสากลหลายร้อยปี และเป็นที่น่าอับอายขายหน้า แต่การที่ชนชั้นปกครองไทยไม่เคยสนใจที่จะสร้างวัฒนธรรมพลเมืองเสรี และไม่เคยเคารพความเป็นมนุษย์ของประชาชน เพราะมัวแต่มองว่าประชาชนเป็นเพียง “ราษฎร์” ที่ควรจะเจียมตัวยอมรับการปกครองจากเบื้องบน ทำให้ชนชั้นปกครองไทยไร้จิตสำนึกโดยสิ้นเชิงในการพัฒนาระบบศาลและคุก

ถ้าเป็นประเทศประชาธิปไตยทุนนิยมที่มีรัฐสวัสดิการและสหภาพแรงงานเสรีในตะวันตก เมื่อมีข่าวเรื่องสภาพคุก อย่างที่ อ.สุรชัยรายงานมา หนังสือพิมพ์ องค์กรสิทธิมนุษยชน พรรคฝ่ายซ้ายในสภา และสหภาพแรงงานจะลุกขึ้นประณาม และรัฐมนตรีที่รับผิดชอบคุกจะต้องลาออกหรืออย่างน้อยต้องออกมารายงานว่าจะแก้ปัญหาอย่างไรอย่างเร่งด่วน แต่ในไทยเงียบไปหมดนอกจากกลุ่มคนก้าวหน้ากลุ่มเล็กๆ มันแสดงว่าอะไร? มันแสดงว่าพลเมืองส่วนใหญ่ชินกับความเป็นสัตว์ที่ชนชั้นปกครองทำให้ตนเองเป็น แต่ยิ่งกว่านั้นมันแสดงว่าพวกเอ็นจีโอที่อ้างว่าเป็น “ภาคประชาชน” หรือพวกสำนักงานสิทธิมนุษยชน หรือพวกนักวิชาการที่ชอบพูดถึงประชาธิปไตย เป็นพวกชนชั้นกลางตอแหล น่าสมเพชเพราะเป็นนักเคลื่อนไหวภาคประชาชนจอมปลอม อย่าลืมว่าสภาพคุกในไทยเป็นเรื่องเก่า ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เนื่องจากมีนักสิทธิมนุษยชนตัวจริง อย่าง อ.สุรชัยหรือ คุณสมยศออกมาเปิดโปง มันกลายเป็นข่าวเล็กๆ ได้ในยุคปัจจุบัน แต่รัฐบาลพรรคเพื่อไทย และแม้แต่แกนนำ นปช. แดงทั้งแผ่นดิน ก็ไม่เคยสนใจเรื่องนี้ และในกรณีพรรคเพื่อไทยมีการจงใจแช่แข็งความป่าเถื่อนผ่านการจับมือกับทหารอีกด้วย แถมรัฐมนตรีบางคนที่ต้องรับผิดชอบเรื่องคุกและระบบยุติธรรมก็เป็นโจรเสียเอง

สภาพเช่นนี้แปลว่าการตื่นตัวของพลเมือง ทั้งเสื้อแดงบางส่วน และคนที่ไม่สังกัดสีอีกส่วน ภายใต้กระแสนิติราษฎร์ และกระแสยกเลิกหรือแก้ไขกฎหมาย 112 สำคัญ และยังแสดงอยู่บ้างว่าพลเมืองไทยไม่น้อยพร้อมที่จะเคลื่อนไหวเพื่อปฏิรูปสังคมอย่างจริงจัง ดังนั้นถือว่าเป็นโอกาสที่ดีที่จะมาร่วมกันพิจารณาปัญหา ความป่าเถื่อนของระบบศาลและคุกในประเทศไทย เราต้องกัดไม่ปล่อย และไม่ทอดทิ้งเพื่อน

บางคนชอบพูดว่า “เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ” แต่ถ้าเมืองไทยเป็นเมืองพุทธก็แปลว่าศาสนาพุทธมีส่วนในการสร้างความป่าเถื่อนในระบบคุกและศาล และศาสนาพุทธดูเหมือนสอนให้ประชาชนหันหลังให้กับความปวดร้าวของนักโทษ ซึ่งนักโทษส่วนใหญ่ในไทยและที่อื่นเป็นคนจน พูดง่ายๆ คนส่วนใหญ่ที่ติดคุกติดคุกเพราะยากจน และเขายากจนเพราะนายทุนและชนชั้นปกครองไทยที่ปัจจุบันร่ำรวยเป็นเศรษฐีระดับโลก ทำนาบนหลังคนมาตลอดอย่างที่ อ.ปรีดี เคยวิจารณ์ในอดีต

และเมื่อคนจำนวนมากยากจน มันก็นำไปสู่การลักขโมย การซื้อขายและใช้ยาเสพติด และความรุนแรงที่มาจากความเครียด แต่ไม่ว่าคนจนไทยจะจนแค่ไหน เขาไม่เคยเข่นฆ่าประชาชนแบบที่ทหารไทย “ฆ่าหมู่” ในกรณีคนเสื้อแดง นักศึกษา หรือคนมาเลย์มุสลิมเลย ดังนั้นอาชญากรตัวจริงคือชนชั้นปกครองไทย ศาสนาพุทธรูปแบบที่ถูกใช้ในสังคมไทย สอนให้คนโทษผู้ที่ขาดโอกาสยากจนและติดคุก โดยแก้ตัวให้ชนชั้นปกครองว่าคนจนคงจะสร้างกรรมไว้ เขาเลยมีทุกข์ ซึ่งแปลว่าผู้มีอำนาจเป็น “ผู้มีบุญ” และพวกมีอำนาจเหล่านี้ก็หน้าด้านพูดถึง “คนดี” เป็นประจำอีกด้วย ตกลงแล้วคนที่ทำนาบนหลังคนและเข่นฆ่าประชาชนกลายเป็น “ผู้มีบุญ” และคนที่ถูกกดขี่ขูดรีดเข่นฆ่าและถูกจับเข้าคุกเป็นคนที่มี “กรรมเก่า” ตามแนวคิดแบบนี้ และพระสงฆ์ที่คิดว่าตนเองมีสิทธิ์สั่งสอนคนอื่นในเรื่องความดี ก็เงียบเฉยเรื่องความอยุติธรรมของสังคม

แน่นอนศาสนาพุทธไม่ได้มีสำนักเดียว คาร์ล มาร์คซ์ เคยเขียนไว้นานแล้วว่าถ้าเราจะเข้าใจศาสนาเราต้องดูที่การปฏิบัติโดยมนุษย์ ไม่ใช่แค่คำสอน ซึ่งการปฏิบัติพุทธมีความหลากหลาย และผมเชื่อว่าในไทยมีชาวพุทธจำนวนหนึ่งที่ทนสภาพความอยุติธรรมไม่ได้เหมือนกัน แต่เขาเป็นคนส่วนน้อย

ปัญหาความล้าหลังของสภาพสังคมไทยไม่ได้มาจากการที่ชนชั้นปกครองมันป่าเถื่อนเท่านั้น เพราะชนชั้นปกครองทั่วโลกก็ป่าเถื่อนเช่นกัน ไม่ว่าจะยุโรป อเมริกา หรือญี่ปุ่น แต่ปัญหามาจากอีกสองสาเหตุคือ พวกชนชั้นกลางที่ตั้งตัวขึ้นมาเป็น “ผู้ก้าวหน้าที่มีการศึกษา” และชอบเอะอะเรื่องการคอร์รับชั่นหรือการใช้อำนาจเกินเหตุ เช่นนักวิชาการ หรือผู้นำเอ็นจีโอ ล้วนแต่เป็นพวกที่ขี้คลาดไม่กล้าเผชิญหน้ากับความอยุติธรรมแท้ เพราะก้มหัวให้อำนาจเผด็จการตัวจริงในสังคม เขาเลยทำงานแยกส่วน และเลือกประเด็นเดียวเล็กๆ มาจับ โดยมีข้ออ้างเหลวไหลว่าเราเปลี่ยนรัฐหรือล้มรัฐไม่ได้ และพวกนี้ก็อ้างต่อว่าชนชั้นเป็นเรื่อง “ล้าสมัย” …. ไปๆ มาๆ พวกนี้ก็เคยชินกับการปิดหูปิดตาถึงภาพรวมของสังคมป่าเถื่อน และแถมมีชีวิตสะดวกสบายตามแนวชนชั้นกลางมากขึ้น จากการเป็นแกนนำเอ็นจีโอหรือการเป็นนักวิชาการ ในที่สุดก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการในคณะกรรมการหลายๆ ชุด อาจเข้าวุฒิสภาด้วย

และปรากฏว่าการใช้เวลาร่วมกับคนอื่นในสภาหรือกรรมการต่างๆ แบบนี้ ทำให้เขาใกล้ชิดกับสมาชิกของชนชั้นปกครอง และห่างเหินจากประชาชนจริงตามลำดับ ที่อธิบายแบบนี้ก็เพื่อให้เห็นว่ามันไม่ใช่นิสัยใจคอส่วนตัวของเขาที่มีข้อบกพร่อง ใครๆ ก็บกพร่องได้ ผมเองก็บกพร่องในหลายเรื่อง ไม่ใช่ มันเป็นสภาพแวดล้อมตัวเขา อันมาจากทางเลือกทางการเมืองที่เขาเลือกเดินแต่แรกต่างหาก

อีกสาเหตุสำคัญที่สังคมไทยล้าหลังก็เพราะชนชั้นกรรมาชีพไทยและประชาชนตัวเล็กๆ อย่างเรา ยังไม่สามารถรวมตัวกันในองค์กรทางการเมือง เช่นพรรคและสหภาพแรงงาน ในลักษณะที่อิสระโดยสิ้นเชิงกับชนชั้นปกครอง และมีมวลชนเพียงพอที่จะมีอำนาจต่อรองกับฝ่ายศัตรู ผมใช้คำว่า “ฝ่ายศัตรู” เพราะอย่าลืมว่าชนชั้นปกครองไทย ทั้งอำมาตย์ ทหาร และนักการเมือง เข่นฆ่าประชาชนและทำนาบนหลังคนอย่างต่อเนื่อง ถ้านั่นไม่ใช่ศัตรูแล้ว “เพื่อน” จะมีหน้าตาอย่างไร? แบบรัฐบาลเพื่อไทยหรือ? ไม่น่าจะใช่ พรรคเพื่อไทย ทั้งยิ่งลักษณ์และทักษิณ เป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นนายทุน ทักษิณเองก็มือเปื้อนเลือดจากการฆ่าเพื่อนชาวมุสลิมของเราในภาคใต้ และยิ่งลักษณ์ก็ถ่มน้ำลายใส่วีรชนเสื้อแดง หันหลังให้นักโทษการเมือง และไม่เคยสนใจคนจนอย่างจริงจัง มัวแต่ไปจับมือกับทหารและไปเที่ยวรอบโลกจับมือกับทรราชในตะวันออกกลางเพื่อผลประโยชน์ของนายทุนไทย

ผู้พิพากษาและระบบศาลในไทยเป็นเรื่องที่ตรงข้ามกับความยุติธรรมโดยสิ้นเชิง สาเหตุเพราะผู้พิพากษาเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจในระบบเผด็จการมาตลอด และไม่สามารถถูกวิพากษ์วิจารณ์ หรือถูกตรวจสอบโดยประชาชนตามกระบวนการประชาธิปไตย เพื่อความโปร่งใสและความเป็นธรรมมันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตั้งแต่การแต่งตั้งผู้พิพากษาและการมองว่าเขาไม่ใช่เจ้าหน้าที่ที่ต้องได้รับการตรวจสอบจากสังคม มีการใช้ “กฎหมายหมิ่นศาล” ในลักษณะเดียวกับกฎหมาย 112 เพื่อบังคับกีดกันไม่ให้ใครวิจารณ์คำตัดสินของศาลและกระบวนการของศาล

แต่ในหลักสากล “การหมิ่นศาล” มีความหมายต่างออกไปคือ คนที่ “หมิ่นศาล” เป็นเพียงคนที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลเท่านั้น ส่วนใครจะวิจารณ์ผู้พิพากษา การตัดสินของศาล หรือกระบวนการของศาล ทุกคนทำได้อย่างเสรี ตามสิทธิในระบบประชาธิปไตย แต่อย่าคิดว่า “ความอิสระของศาล” ตามทฤษฏีประชาธิปไตยเสรีนิยมคือคำตอบ เพราะมันเป็นเพียงการสร้างภาพลวงตาเท่านั้น ศาลยังอิงชนชั้นปกครอง ถ้าศาลจะยุติธรรมจริง ผู้พิพากษาต้องมาจากการเลือกตั้ง และเราต้องสามารถถอนถอนได้ด้วย

นอกจากนี้ในระบบศาลไทย พลเมืองธรรมดาไม่มีส่วนร่วมเลย เพราะไม่มีระบบลูกขุนที่คัดเลือกจากประชาชนโดยไม่เลือกหน้าหรือมีข้อจำกัดใดๆ ระบบลูกขุนและการมีส่วนร่วมของพลเมืองมีความสำคัญในการคานความอคติของผู้พิพากษา ลูกขุนมีสิทธิ์ตัดสินว่าผู้ต้องหาผิดหรือไม่ ส่วนผู้พิพากษามีหน้าที่ชี้แจงประเด็นกฎหมาย และลงโทษผู้ที่ถูกตัดสินว่ากระทำผิดเท่านั้น ระบบนี้เป็นระบบที่ขยายพื้นที่ประชาธิปไตยเข้าสู่ระบบศาล

ผู้พิพากษา ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ศาล ไม่เคยแสดงความเคารพต่อพลเมืองที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับระบบศาลเลย เขามองว่าประชาชนเหล่านั้นเป็นคนชั้นต่ำที่ “ย่อม” ทำความผิด ผู้พิพากษา ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ศาล ไม่เคยมองว่าตนควรจะบริการรับใช้ประชาชนแต่อย่างใดบ่อยครั้งเจ้าหน้าที่ดังกล่าวจะใช้ท่าทีเหยียดหยามดูหมิ่นประชาชน มีหลายกรณีที่ผู้พิพากษาไม่ยอมลงมาตัดสินคดีในศาล ผู้ต้องหาจึงต้องคุยกับผู้พิพากษาผ่านโทรทัศน์วงจรปิด ซึ่งเป็นการกีดกันระบบยุติธรรมและสิทธิเสรีภาพในการชี้แจงข้อมูลให้ผู้พิพากษาอย่างเต็มที่ ในกรณีอื่นผู้พิพากษาบังอาจใช้เสียงในการอ่านคำตัดสินหรือการพูดที่ค่อยเกินไป จนผู้ต้องหาและประชาชนทั่วไปไม่มีสิทธิที่จะรับฟัง สภาพการคุมนักโทษโดยตำรวจ และระบบประกันก็เป็นการกดขี่คนจนอีก

ในกรณีคดี 112 ประชาชนทั่วไปไม่สามารถร่วมพิจารณาคดีได้ และไม่สามารถตรวจสอบความเที่ยงตรงของศาลได้ เพราะสื่อจะถูกห้ามไม่ให้รายงานรายละเอียดของคดีทุกครั้ง มันเผด็จการลำเอียงเบ็ดเสร็จ

ระบบศาลในไทย ไม่ปฏิบัติตามหลักพื้นฐานที่ถือว่าผู้ต้องหาทุกคนบริสุทธิ์ก่อนที่จะมีการตัดสินคดี ทั้งๆ ที่เรื่องนี้ระบุไว้เป็นนามธรรมในรัฐธรรมนูญ พร้อมกันนั้นมีการกีดกันไม่ให้คนจนสามารถได้รับการประกันตัวการล่ามโซ่และบังคับให้ผู้ต้องหาที่อยู่ในขั้นตอนก่อนตัดสินคดีต้องแต่งชุดนักโทษ เป็นการละเมิดมาตรฐานยุติธรรมพื้นฐาน เพราะเป็นการสร้างภาพว่าเขาเหล่านั้น “ผิด” ก่อนที่จะตัดสินคดี นอกจากนี้ในระบบศาลและคุกไทย และในสังคมไทยโดยรวมไม่มีการมองถึง “สิทธิมนุษยชน” ของนักโทษที่ได้รับการตัดสินคดีไปแล้ว การปฏิบัติต่อบุคคลเหล่านี้จึงขาดแง่ของการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์โดยสิ้นเชิง มีการมองว่าเขาทำผิดกฏหมาย ดังนั้นเขาสละสิทธิ์ที่จะเป็นคน ในขณะเดียวกันคนชั้นสูงที่ทำผิด ไม่ว่าจะโกงกิน ฆ่าคน หรือปกปิดความจริงด้วยการพูดเท็จ ก็ลอยนวลกลายเป็น “ยิ่งกว่าคน” อย่างที่พวกนายพลและผู้ใหญ่ทั้งหลายเป็นในปัจจุบัน นี่คือความคิดที่ให้ความชอบธรรมกับการที่สภาพคุกไทย แย่พอๆ กับสภาพกรงสัตว์ ไม่มีการคำนึงถึงความเป็นมนุษย์แต่อย่างใด

ความแหลมคมของระบบอยุติธรรมในศาลไทย เห็นชัดจากการปฏิบัติต่อผู้ที่ถูกกดขี่ขูดรีดมากที่สุดในสังคม ในศาลแรงงานนักสหภาพแรงงานไม่เคยได้รับความยุติธรรมและความเคารพแต่อย่างใด เพราะศาลและรัฐใกล้ชิดสนิทสนมกับนายจ้าง และมองว่าคนงานคือศัตรูหรือ “คนสร้างปัญหา” ในกรณีคนงานจากประเทศเพื่อนบ้านก็ยิ่งแล้วใหญ่ มันทำให้เราเห็นความแหลมคมของความขัดแย้งทางชนชั้นที่พวกนักวิชาการชนชั้นกลางชอบปฏิเสธ คนอีกกลุ่มหนึ่งที่กลายเป็น “คนอันตราย” สำหรับชนชั้นปกครองไทย คือคนธรรมดาที่กล้าท้าทายอำนาจเผด็จการของชนชั้นปกครองด้วยวาจาหรือการชุมนุมอย่างสงบ นั้นคือสาเหตุที่คนที่โดนคดี 112 ถูกรัฐเลือกปฏิบัติอย่างที่เราเห็นทุกวันนี้ ในมุมตรงข้ามกับผู้ถูกกดขี่ คนรวย คนมีเส้น นายพลระดับสูง นักการเมืองที่ใกล้ชิดกับทหารหรืออำมาตย์ หรือลูกนักการเมือง ฯลฯ ไม่เคยต้องรับโทษหรือถูกพิพากษาเลย

ผมเขียนไปแล้วว่าคุกไทยเต็มไปด้วยคนจน ส่วนใหญ่เป็นคนที่มีคดีประเภท “ลักขโมย” หรือคดียาเสพติด แต่กระแสหลักหรือคนที่แต่งตั้งตนเองเป็นผู้แทนของ “ภาคประชาชน” ไม่เคยถกเถียงและพิจารณาว่ามีระบบคุกไว้ทำไม เพื่อแก้แค้น? เพื่อลงโทษ? หรือเพื่อปกป้องสังคมจากคนอันตราย? ซึ่งคำถามเหล่านี้มีผลต่อสภาพคุกด้วยไม่ค่อยมีการถกเถียงกันว่าโทษประหารเป็นความป่าเถื่อนชนิดหนึ่งที่เป็นเพียงการแก้แค้นโดยสังคมต่อคนจนหรือไม่ นอกจากนี้ไม่มีการพิจารณาความจริงเกี่ยวกับสาเหตุของการลักขโมย หรือสาเหตุของการใช้ยาเสพติด เพื่อหาทางแก้ไขแต่แรกโดยไม่ใช้ความรุนแรงป่าเถื่อนของคุกหรือ “สงครามยาเสพติด”

การที่สังคมไทยภายใต้ชนชั้นปกครองปัจจุบันเป็นสังคมป่าเถื่อน แปลว่าการเคารพธงชาติ ธงของชนชั้นปกครอง เป็นเพียงการเคารพพวกป่าเถื่อนเท่านั้น เพราะ “ชาติไทย” ไม่มีจริง มีแต่ผู้ปกครองกับผู้ถูกปกครอง สองฝั่งตรงข้ามซึ่งเต็มไปด้วยความขัดแย้งที่บางทีเปิดเผย บางทีซ่อนเร้น บางทีถูกกลบและมอมเมาจนเงียบไปชั่วคราว และตราบใดที่เราไม่ลุกขึ้นสู้เพื่อเปลี่ยนสังคม คำว่า “ไทย” ไม่ว่าจะสะกดด้วย “ย”ยักษ์หรือไม่ คงต้องแปลว่า “ทาส”

ปัญหาเรื่อง เพศ ความรัก วัฒนธรรม และ ข้อเสนอของฝ่ายซ้าย (ตอนที่ 2)

Alexandra Kollontai

การขายบริการทางเพศ คือ ปรากฎการณ์ทางสังคมซึ่งมันมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดระหว่างสถานะความยากจนและการพึ่งพาผู้ชายในทางเศรษฐกิจบนฐานการแต่งงานและครอบครัว รากฐานของการขายบริการมันยืนอยู่บนพื้นฐานของเรื่องเศรษฐิจ

โดย สมุดบันทึกสีแดง

ชาวมารกซิสต์มีวัฒนธรรมการอธิบายปัญหาการกดขี่ทางเพศว่ามีรากเหง้ามาจากระบบกรรมสิทธิทรัพยสินส่วนบุคคล แต่ในบทความนี้ และ บทความในเดือนมีนาคม ผู้เขียนจะแปลและสรุปใจความสำคัญของนักคิดที่เด่นมากคนหนึ่งของชาวมารคซิสต์ คือ อเลกซานดร้า คอลลอนไท( Alexandra Kollontai) ซึ่งเป็นสมาชิกพรรคบอลเชวิค เธอมีบทบาทสำคัญในการผลักดันประเด็นการสร้างความเสมอภาคทางเพศในยุคเลนิน แต่พอถึงยุคสตาลินที่ทำการปฏิวัติซ้อนและขึ้นมามีอำนาจ คอลลอนไทถูกเนรเทศและถูกบังคับยุติบทบาททางการเมืองในรัสเซีย ผลที่ตามมาคือประเด็นสำคัญๆ ที่นักปฏิวัติบอลเชวิคยุคต้นพยายามออกแบบและทำลายการกดขี่ทางเพศ  ถูกทำลายและหยุดชะงัก ซึ่งไม่น่าแปลกใจที่นักสิทธิสตรีที่คับแคบหลายส่วนพยายามโจมตีทฤษฏีมารคซิสต์ ว่าไม่มีการให้ความสนใจเกี่ยวกับประเด็นทางเพศ

งานของ คอลลอนไท ที่เขียนเกี่ยวกับปัญหาหญิงบริการทางเพศ คือ การขายบริการทางเพศและแนวทางการต่อสู้กับปัญหานี้ (Prostitution and ways of fighting it) ซึ่งเขียนขึ้นในปี 1921 (2464) เพื่อจะนำมาเป็นแนวทางในการกำหนดนโยบายของพรรคบอลเชวิคต่อประเด็นดังกล่าว งานชิ้นนี้ถูกแปลเป็นภาษาอังกฤษในปี 1977 (2520)

ผู้เขียนมองว่าคำถามหลายคำถามในตอนนั้นยังคงเป็นประเด็นอยู่ในทุกวันนี้ลักษณะการถกเถียงในปัจจุบันมักจะถูกจำกัดอยู่ที่ข้อเรียกร้องเฉพาะหน้าที่เน้นปกป้องสิทธิของหญิงบริการซึ่งเป็นเรื่องที่จำเป็น  แต่บ่อยครั้งกรอบคิดดังกล่าวมันไปจบลงอยู่ที่การส่งเสริมการขายบริการทางเพศให้ดำรงอยู่ต่อไปและละเลยประเด็นคำถามว่าจะจะทำอย่างไรที่จะทำให้การซื้อขายทางเพศหายไปซึ่งการดำรงอยู่ของมันส่งผลกระทบต่อสถานภาพในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวัตถุทางเพศ ทัศนะการเหยียดเพศ อุตสาหกรรมการเสริมความความงาม การขาดความเคารพในตนเอง ซึ่งได้กล่าวไปบ้างแล้วในตอนที่หนึ่ง

คอลลอนไท เริ่มต้นถามว่าอะไรคือ การขายบริการทางเพศ?

การขายบริการทางเพศ  คือ  ลักษณะอาการที่เกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิดระหว่างการมีรายได้ที่ไม่ได้มาจากการทำงาน[1]  ซึ่งลักษณะของมันถูกพัฒนาภายใต้ระบบกรรมสิทธิส่วนบุคคลและระบบทุนนิยม หญิงบริการทางเพศจากมุมมองของชาวมาร์คซิสต์ คือ ผู้หญิงที่ขายเรือนร่างของตัวเองเพื่อ อาหาร เสื้อ และผลประโยชน์ตอบแทนชนิดอื่นๆ หรือ ผู้หญิงที่หลีกเลี่ยงการทำงานโดยการให้ร่างกายของตัวเองแก่ผู้ชายเป็นการแลกเปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นชั่วคราวหรือตลอดชีวิต

รัฐกรรมาชีพของพวกเราได้รับมรดกการขายบริการทางเพศมาจากสังคมกฎุมฎี ที่ที่ซึ่งผู้หญิงจำนวนน้อยเท่านั้นได้มีบทบาทในเศรษฐกิจระดับชาติ ในขณะที่ผู้หญิงโดยส่วนต้องอาศัยผู้ชายในรูปแบบที่เป็นพ่อ หรือ สามี การขายบริการเพศงอกขึ้นและกลายเป็นเงาสะท้อนของสถาบันการแต่งงาน

การแต่งงานถูกออกแบบเพื่อปกป้องระบบกรรมสิทธิส่วนบุคคลและทำหน้าที่รับประกันว่าทรัพย์สมบัติจะถูกส่งต่อไปยังผู้สืบสายเลือดที่ถูกต้องสถาบันการแต่งงานมันได้สร้างระบบการปกป้องความร่ำรวยที่จะถูกแย่งชิงระหว่างบรรดาผู้ที่มีสิทธิสืบสายเลือด แต่อย่างไรก็ตามการขายบริการเพศในยุคปัจจุบันมันแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการขายบริการทางเพศในยุคกรีกหรือโรมัน

ในสมัยโบราณผู้หญิงที่ขายบริการทางเพศนั้นมีเพียงจำนวนน้อยเท่านั้น และตอนนั้นมันไม่ค่อยมีความตอแหลที่ฉาบเคลือบไปด้วยศีลธรรมเหมือนที่เราเห็นในโลกของพวกกฎุมฎีปัจจุบัน โดยสังคมกฎุมฎีเลือกที่จะยอมรับผู้หญิงบางประเภทเท่านั้น เช่น ภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งถ้าพูดไปแล้วภรรยาตามกฎหมายก็ได้ขายตัวเองให้แก่สามีของเธอ ซึ่งบ่อยครั้งพวกเธอก็ไม่ได้รัก แต่พวกเธอต้องการหลีกหนีไปให้พ้นจากความขมขื่นต่างๆที่ระบบทุนนิยมและระบบกรรมสิทธิส่วนบุคคลได้สร้างขึ้นมา

ในโลกสมัยดึกดำบรรพ์ ซึ่งโลกใบนั้นมองการขายบริการทางเพศว่าเป็นคู่ที่ถูกกฎหมายเช่นเดียวกันกับการแต่งงานของสถาบันครอบครัวและภรรยาลับจะได้รับการเคารพมากกว่าภรรยาตามกฎหมายที่ทำหน้าทีสืบพันธ์เพียงอย่างเดียว

ในยุคกลางคนงานฝีมือมีบทบาทครอบงำลักษณะการผลิต การขายบริการทางเพศได้รับการยอมรับว่าเป็นเรื่องปกติไม่ผิดกฎหมาย หญิงบริการทางเพศจะมีสมาคมและเข้าร่วมในเทศการท้องถิ่นเหมือนกับสมาคมอื่นๆ หญิงบริการทางเพศทำหน้าที่รับประการกันว่าบรรดาลูกสาวของผู้ที่มีเกียรติ์ทั้งหลาย จะดำรงความบริสุทธิ์ผุดผ่องและเหล่าภรรยาจะยังคงซื่อสัตว์ต่อสามี นับตั้งแต่ที่ผู้ชายโสดสามารถเดินเข้าไปในสมาคมหญิงขายบริการเพื่อแสวงหาความสบายผ่อนคลายทำให้การขายบริการทางเพศได้ถูกยอมรับอย่างเปิดเผยในแง่ที่ว่ามันช่วยปกป้องและสร้างความปลอดภัยให้กับระบบกรรมสิทธิส่วนบุคคล

การโผล่ขึ้นมาของระบบทุนนิยมได้ทำให้ภาพดังกล่าวเปลี่ยนไป ในศตวรรษที่ 19 และ 20 การขายแรงงานของผู้หญิงมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดและแยกออกจากกันไม่ได้กับการขายเรือนร่างของผู้หญิง ลักษณะดังกล่าวขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงแค่หญิงสาวที่ถูกทิ้งและมีราคีเท่านั้น แต่บรรดาภรรยาที่น่านับถือของชนชั้นกรรมาชีพก็กระโดดเข้าสู่การเป็นหญิงขายบริการทางเพศ ด้วยเหตุผลเพื่อลูกและครอบครัว นี่คือความสยดสยองและไร้สิ้นซึ่งความหวังอันเป็นผลมาจากการกดขี่ขูดรีดแรงงานโดยระบบทุนนิยม เมื่อค่าแรงของผู้หญิงนั้นมีไม่เพียงพอที่จะมีชีวิตรอดได้การขายตัวดูเหมือนจะกลายเป็นแหล่งเสริมรายได้

ความตอแหลสัปปลับของระบบศีลธรรมในสังคมกฎุมฎีนั้นได้ส่งเสริมการขายบริการทางเพศ ผ่านโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่เต็มไปด้วยการกดขี่ขูดรีด แต่ในขณะเดียวกันก็เต็มไปด้วยความชิงชังเหยียดหยามต่อผู้หญิงที่ถูกบังคับให้เดินเข้าสู้เส้นทางนี้

การขายบริการเพศได้กลายเป็นเงาสะท้อนและติดตามการแต่งงานแบบถูกต้องตามกฎหมายของชนชั้นกฎุมฎี ไม่เคยมีประวัติศาสตรครั้งไหนเลยที่ได้กลายมาเป็นพยานรับรู้ถึงการเพิ่มขึ้นของการขายบริการเพศที่เกิดขึ้นในศตวรรษ 19 และ 20 ในเบอร์ลินในบรรดาผู้หญิงที่ซื่อสัตว์ 20 คน หนึ่งในนั้นคือหญิงขายบริการทางเพศ ที่ปารีสสัดส่วน 1 ต่อ 18 ที่ลอนดอน สัดส่วน 1 ต่อ 9 มันมีรูปแบบการขายแบบเปิดเผยซึ่งถูกกฎหมายและมีการควบคุม และที่ขายแบบปกปิด เป็นฤดูกาล ทุกรูปแบบของการบริการทางเพศได้เบ่งบานงอกเงยขึ้นเหมือนดอกไม้พิษที่ขยายพันธ์ได้อย่างรวดเร็วบนผืนดินที่แฉะเยิ้มไปด้วยศีลธรรมจอมปลอมในวิถีชีวิตของพวกกฎุมฎี

ความป่าเถื่อนในโลกของพวกกฎุมฎีนั้นไม่มีความเมตราแม้กระทั่งกับเด็ก มันบังคับให้เด็กหญิง 9-10 เดินเข้าไปตอบสนองความต้องการอันสกปรกของชายสูงวัยที่ไร้ศีลธรรมผู้ร่ำรวยในประเทศทุนนิยมมันมีแม้กระทั่งโรงแรมที่ตั้งขึ้นมาเป็นพิเศษและที่เน้นการขายเฉพาะเด็กผู้หญิง ยุคปัจจุบันซึ่งเป็นยุคหลังสงคราม (สงครามโลกครั้งที่ 1) ผู้หญิงทุกคนมีโอกาสที่จะกลายเป็นคนตกงาน และมันสาเหตุหลักที่ดันขยายให้ผู้หญิงเดินเข้าสู่ถนนของการขายบริการทางเพศทาสสาวผิวขาวผู้หิวโหยได้ไหลป่าเต็มท้องถนนเพื่อสอดส่องหาผู้ซื้อในกรุงเบอร์ลิน ปารีส และ เมืองใหญ่ๆที่เป็นศูนย์กลางของรัฐทุนนิยม

การค้าเนื้อสดแบบนี้เป็นไปอย่างเปิดเผยแต่มันก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจแต่อย่างใด โดยเฉพาะเมื่อเราพิจารณาวิถีชีวิตของพวกกฎุมฏีที่มีพื้นฐานอยู่บนการซื้อขาย การขายบริการทางเพศเป็นทางออกสำหรับผู้หญิงที่ล้มเหลวในการหาคู่ถาวร การขายบริการทางเพศภายใต้ระบบทุนนิยม ได้เสนอทางเลือกให้กับผู้ชายมีความสัมพันธ์ทางเพศผู้หญิงโดยมิต้องพะวงกับความรับผิดชอบ ที่เขาต้องมีให้ต่อเธอไปจนสิ้นอายุขัย

ทำไมการขายบริการทางเพศจึงมีการขยายตัว? เพื่อที่จะตอบคำถามนี้ ขั้นต้นพวกเราต้องวิเคราะห์ลงไปในรายละเอียดว่าอะไรคือสาเหตุหลักๆที่ทำให้การขายบริการเพิ่มขึ้น นักวิทยาศาตร์และนักวิชาการฝ่ายกฎุมฎีชอบที่จะเสนอว่า การขายบริการทางเพศเป็นปรากฎการณ์ทางสังคมที่ควบคุมไม่ได้ ซึ่งเป็นผลมาจากความผิดปกติของผู้หญิงบางประเภท เหมือนกับผู้ชายบางคนที่เกิดมาเพื่อเป็นฆาตกร ผู้หญิงบางคนเกิดขึ้นมาเพื่อเป็นหญิงบริการทางเพศ คำอธิบายแบบนี้ไม่ให้ความสำคัญกับประเด็นที่ว่าผู้หญิงเหล่านี้มีสภาพความเป็นอยู่อย่างไร ทำไมพวกเธอถึงเลือกเดินเส้นทางอันไม่น่าพิสมัยเช่นนี้ แต่นักคิด นักสถิติและนักวิทยาศาสตร์ชาวมารคซิสต์ได้เสนอหลักฐานอย่างชัดเจนว่า คำอธิบายของฝ่ายกฏุมฎีนั้นผิดมหันต์

การขายบริการทางเพศ คือ ปรากฎการณ์ทางสังคมซึ่งมันมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดระหว่างสถานะความยากจนและการพึ่งพาผู้ชายในทางเศรษฐกิจบนฐานการแต่งงานและครอบครัว รากฐานของการขายบริการมันยืนอยู่บนพื้นฐานของเรื่องเศรษฐิจ ในด้านหนึ่งผู้หญิงถูกทำให้ไม่มีความมั่นคงในทางเศรษฐกิจ และ ในอีกด้านหนึ่งผู้หญิงถูกกล่อมเกลาให้เชื่อว่า ถ้าเธอยอมมีความสัมพันธ์ทางเพศกับผู้ชายไม่ว่าจะอยู่ในกรอบหรือนอกกรอบการแต่งงานเธอจะได้ของกำนัลและผลประโยชน์อื่นๆ เป็นการตอบแทน นี่คือรากฐานของปัญหานี้ นี่คือเหตุผลของการขายบริการทางเพศ

ความยากจน ความหิวโหย การขาดโอกาสและสังคมที่ไร้ความเสมอภาคของในระบบสังคมของกฎุมฎี เป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ผู้หญิงเลือกขายบริการทางเพศ สาเหตุสำคัญๆ ของการแพร่ขยายการขายบริการทางเพศคือ ค่าจ้างต่ำ สังคมที่เต็มไปความเหลื่อมล้ำ ผู้หญิงต้องพึ่งพาผู้ชายทางด้านเศรษฐกิจ และวัฒนธรรมประเพณีอันล้าหลังที่กล่อมเกลาให้ผู้หญิงยอมรับและคาดหวังของรางวัลจากผู้ชาย  ผ่านการมีความสัมพันธ์ทางเพศ

(โปรดติดตามฉบับหน้า)

[1]กระแสหลักของแนวเฟมินิสต์พยายามสู้ว่า การขายบริการทางเพศเป็นงานบริการชนิดหนึ่งในขณะที่แนวอื่นยังไม่ยอมรับข้อเสนอดังกล่าว ผู้เขียนจะลงรายละเอียดในตอนหน้า

การเคลื่อนไหวทางการเมืองของผู้หญิงกับอุดมการณ์เดือนตุลา

นักกิจกรรมหญิงได้เป็นกองหน้าร่วมเคลื่อนไหวต่อต้านชนชั้นปกครองอำมาตยาธิปไตย ร่วมคัดค้านเผด็จการทหารอย่างห้าวหาญจากปี  2508-2519 และได้เข้าร่วมการต่อสู้ในเขตป่าเขากับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (CPT) ภายหลังเหตุการณ์นองเลือด 6 ตุลาคม 2519 

โดย ยังดี  โดมพระจันทร์
           
ผ่านไป 2 ปี ในการจัดงานครบรอบ 100 ปี วันสตรีสากล นักสิทธิสตรี นักกิจกรรมสตรี นักการเมือง และสหภาพแรงงานพากันออกมาจัดงานฉลอง วันนี้สำคัญขนาดไหน ก็สำคัญที่ 100ปี มีครั้งเดียว และมาสร้างปรากฏการณ์อัปลักษณ์ในช่วงที่ประเทศไทยเรามีนายกรัฐมนตรี “ดีแต่พูด”
             
สตรีนักต่อสู้ทั่วโลกเริ่มต้นวาระนี้ด้วยภาพความรุนแรงที่กระทำต่อผู้หญิงทั่วโลก ซึ่งมีมาช้านานหลายทศวรรษ การเอารัด เอาเปรียบ กดขี่ขูดรีดทั้งทางกายและจิตใจ คือประสบการณ์ร่วมกันของผู้หญิงทั่วโลก ผ่านวัฒนธรรมการเมือง ลัทธิความเชื่อ และจารีตประเพณี ผ่านรูปแบบการค้ามนุษย์ การเอาเปรียบแรงงานฯลฯ  หญิงชายผู้รักในเสรีภาพ ความเสมอภาคและภราดรภาพ หรืออีกนัยหนึ่ง มนุษย์ผู้รักในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ต่างลุกขึ้นสู้และขานรับความสำคัญของวันสตรีสากล  แต่สำหรับประเทศไทยที่ผ่านเหตุการณ์ฆ่ากลางเมืองมาหยกๆ การเชิญอดีตนายกมือเปื้อนเลือดมาเป็นองค์ปาฐกในงาน ใช้พื้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์เป็นที่จัดกิจกรรมรวมสองวัน เป็นเรื่องที่รับกันไม่ได้  

นักกิจกรรมหญิงเป็นกองหน้าร่วมเคลื่อนไหวต่อสู้ทางชนชั้น        
             
มาถึงปีนี้ในช่วงปลายปีจะเป็นวาระครบรอบ 40 ปี 14 ตุลา หากย้อนมองประวัติศาสตร์ยุคนั้น ผู้หญิงเราจะได้เรียนรู้ว่าภายหลังการลุกขึ้นสู้ของขบวนการนักศึกษาประชาชนเมื่อ 14 ตุลา  การแสวงหาและเรียนรู้ของคนหนุ่มสาว ที่ดำเนินไปท่ามกลางเสียงระเบิดและกลิ่นควันปืน นักกิจกรรมหญิงได้เป็นกองหน้าร่วมเคลื่อนไหวต่อต้านชนชั้นปกครองอำมาตยาธิปไตย ร่วมคัดค้านเผด็จการทหารอย่างห้าวหาญจากปี  2508-2519 และได้เข้าร่วมการต่อสู้ในเขตป่าเขากับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (CPT) ภายหลังเหตุการณ์นองเลือด 6 ตุลาคม 2519 จากผลสะเทือนทางความคิดลัทธิสังคมนิยม นับเป็นประวัติการณ์ที่ผู้หญิงเข้าป่าจำนวนไม่ได้น้อยหน้าผู้ชาย ผู้หญิงได้เสียสละฝังกายในเขตงานต่างๆทั่วประเทศ
             
ขณะที่แนวทางสังคมนิยมขึ้นสู่กระแสสูง การเลือกตั้งทั่วไปของเดือนมกราคมปี 2518 มีทั้งพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย พรรคแนวร่วมสังคมนิยม และพรรคพลังใหม่ ลงแข่งในสนามเลือกตั้ง และได้รับคะแนนเสียงถึงกว่าห้าแสนคะแนนหรือ 14.4% ของคะแนนรวม แม้แต่พรรคที่ผิดกฎหมาย พรบ.คอมฯ อย่างพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศ ก็ยังได้รับการยอมรับ และมีอิทธิพลต่คนหนุ่มสาวที่อยู่ในองค์กรนักเรียน นักศึกษา
                 
เสียงเพลง “กูจะปฏิวัติ” ของวงกรรมาชนเป็นตัวอย่างงานวัฒนธรรมชิ้นหนึ่งที่เป็นที่นิยม ภาพบันทึกการแสดงที่ผู้หญิงเป็นทั้งนักร้องนักดนตรีมีปรากฏ เช่นเดียวกับกิจกรรมด้านศิลปะทุกแขนง ทั้งดนตรีพื้นบ้าน การละคร กล่าวได้ว่าในงานวัฒนธรรม ผู้หญิงมีส่วนร่วมทุกด้านทั้งปริมาณและคุณภาพ

หญิง-ชายกลายเป็นเหยื่อโศกนาฏกรรมที่ไม่เลือนไปจากความทรงจำ
                     
ป๋วย อึ๊งภากณ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่อยู่ในเหตุการณ์นองเลือดเมื่อปี พ.ศ. 2519 เขียนในบันทึกว่าของเขาว่า “ วันพุธที่ 6 ตุลาคม 2519 เวลาประมาณ 7.30 น. ตำรวจไทย โดยคำสั่งของรัฐบาลเสนีย์  ปราโมช ได้ใช้อาวุธสงครามบุกเข้าไปในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยิงไม่เลือกหน้า และมีกำลังของคณะกระทิงแดง ลูกเสือชาวบ้านและนวพล เสริม  บ้างก็เข้าไปในมหาวิทยาลัยกับตำรวจ บ้างก็ล้อมมหาวิทยาลัยอยู่ข้างนอก  เพื่อทำร้ายผู้ที่หนีตำรวจออกมาจากมหาวิทยาลัย  ผู้ที่ถูกยิงตายหรือบาดเจ็บก็ตายไปบาดเจ็บไป  คนที่หนีออกมาข้างนอกไม่ว่าจะบาดเจ็บหรือไม่ต้องเสี่ยงกับความทารุณโหดร้ายอย่างยิ่ง  บางคนถูกแขวนคอบางคนถูกราดน้ำมันแล้วเผาทั้งเป็น  คนเป็นอันมากก็ถูกซ้อมปรากฏตามข่าวทางการว่าตายไป  40  กว่าคน แต่ข่าวที่ไม่ใช่ทางการว่าตายกว่าร้อย  และบาดเจ็บหลายร้อย……”  
                     
ในจำนวนเหยื่อผู้เสียชีวิต ร่างทับร่างที่ถูกเผา ศพที่ลอยอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา เพราะถูกยิงกลางหลัง และหลายศพบนตึกขณะพาณิชย์ ก็คือนักเรียน นักศึกษาหญิง กระทิงแดงและนวพล สนุกกับการกระทำอันโหดร้ายป่าเถื่อนต่อทุกคน ที่อยู่ใกล้กับทางเข้าด้านหน้า นักศึกษาหลายคนถูกลากออกจากมหาวิทยาลัยและแขวนคอที่ต้นมะขามรอบสนามหลวง บนสนามหญ้าของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กองกำลังตำรวจตระเวนชายแดนและกองกำลังหน่วยพิเศษ ของตำรวจนครบาล บังคับให้ผู้ชุมนุมนอนคว่ำหน้าโดยถอดเสื้อออกทั้งหญิงและชาย  ขณะที่ตำรวจยิงปืนกลขู่เป็นระยะๆผ่านศีรษะของพวกเขา
                   
นักศึกษาอื่นๆ ที่พยายามจะหนีจากอาคารภายในมหาวิทยาลัยผ่านทางประตูด้านท่าพระจันทร์ ถูกตำรวจไล่ล่า นักศึกษาหญิงคณะพยาบาลศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล ปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยพยาบาลเพื่อมวลชน  ช่วงนาทีวิกฤตที่ ตชด. เข้ากวาดล้างประชาชนในธรรมศาสตร์ บางคนถูกเผาทั้งที่ยังมีลมหายใจที่ด้านหน้าของกระทรวง”ยุติธรรม” ในขณะที่มีฝูงชนโห่ร้องยินดี และเต้นไปรอบๆเปลวไฟเหมือนพีธีบูชายัน ผู้หญิงคนหนึ่งมีชิ้นส่วนของไม้เสียบช่องคลอดของเธอ ลูกเสือชาวบ้านลากคนตายหรือกำลังจะตายจากด้านหน้ามหาวิทยาลัยและทิ้งพวกเขาไว้บนท้องถนน พวกกองกำลังนอกระบบ นอกเครื่องแบบบางคนปักไม้แหลมลงบนศพในขณะที่เด็กชายยืนฉี่รดศพเหล่านั้น  พวกตำรวจในเครื่องแบบนิ่งเฉยไม่ทำอะไรเพื่อหยุดความรุนแรง
               
ผู้ที่สูญเสียอำนาจทางการเมืองในเดือนตุลาคม 2516 ได้แก่ทหารและตำรวจบางกลุ่ม  ผู้ที่เกรงว่าในระบบประชาธิปไตยจะสูญเสียอำนาจทางเศรษฐกิจไป  ได้แก่ พวกนายทุนเจ้าของที่ดินบางกลุ่ม และผู้ที่ไม่ประสงค์จะเห็นระบบประชาธิปไตยในประเทศไทย กลุ่มเหล่านี้ได้พยายามอยู่ตลอดเวลาที่จะทำลายล้างพลังต่างๆ ที่เป็นปรปักษ์แก่ตนเองด้วยวิธีต่างๆ โดยไม่ละเว้นว่าจะเป็นหญิงหรือชาย โศกนาฏกรรมนี้เลือนไปจากความทรงจำเหลือเพียงครอบครัวของผู้สูญเสียและมิตรสหายไมน่าเชื่อว่าปี 2553 เหตุการณ์บนรถนนราชประสงค์ และราชดำเนินกลับมาตอกย้ำเหตุการณ์ในอดีต  และวันนี้อำนาจรัฐฆาตกรที่สั่งฆ่าประชาชนมือเปล่าทั้งสองเหตุการณ์ยังคงลอยนวล
 
ความเข้าใจการเมืองเรื่องผู้หญิงจะเป็นสิ่งท้าทาย
             
ไม่น่าเชื่ออีกเช่นกันว่าอดีตผู้นำนักศึกษาในเหตุการณ์ 6 ตุลา 14 ตุลา  และนักกิจกรรมผู้ก่อร่างสร้างเครือข่ายผู้หญิงในอดีต มาวันนี้หลายคน หรือเกือบทั้งองค์กรได้แปรตัวไป บ้างก็เป็นนักการเมือง บ้างก็เป็น สส. พรรคประชาธิปัตย์ บ้างก็เป็นผู้นำ NGOs  หลายคนไปเป็นแกนนำพันธมิตร และแม้แต่ สว.ที่มาจากการลากตั้ง และเลือกตั้ง พวกนี้มุ่งเน้นเอื้อประโยชน์ต่อพวกพ้อง และคนชั้นสูง ออกหน้าปกป้องอมาตยาธิปไตยอย่างโจ๋งครึ่ม ขัดขวางแนวทางประชาธิปไตย และการต่อสู้ของคนเสื้อแดง ขัดขวางพลังหญิงที่เป็นไพร่          
                 
บางคนกลายเป็นผู้นำกรรมกรฝ่ายอนุรักษ์นิยม ช่วยกลุ่มพันธมิตรปิดสนามบิน และยึดทำเนียบรัฐบาล ในยุคที่มาจากการเลือกตั้ง หญิงไทยที่ตื่นจากการหลับใหล คงมีแต่บรรดาญาติวีรชน ญาติผู้ต้องหาคดีการเมืองต่างๆ และผู้หญิงที่ตื่นตัวตาสว่างในขบวนการประชาชนคนเสื้อแดง  ผู้นำหญิงในกิจกรรมเรียกร้องปล่อยตัวผู้บริสุทธิ์ และวิพากษ์ตุลาการภิวัฒน์ กับ บรรดาอาจารย์ นักวิชาการ นักกิจกรรมรุ่นใหม่เท่านั้นที่จะต่อสู้ปลดแอกตนเองได้ ความเข้าใจการเมืองเรื่องผู้หญิงจะเป็นสิ่งท้าทายให้เกิดการเรียนรู้ กลับไปสู่การรักษาวัฒนธรรมการร่วมต่อสู้บนความเสมอภาค
                     
แต่ขณะเดียวกันภาพสะท้อนในเวทีต่างๆ และช่องทางสื่อสาร การแสดงความคิดเห็น การเสวนา อภิปราย ดูเสมือนผู้หญิงยังคงมีจำนวนน้อยนิด ต่างทำตัวเป็นผู้ชมที่น่ารัก เป็นผู้ฟังที่แสนดี  โอกาสต่างๆก็ไม่เอื้ออำนวย การเป็นกองหน้าในทุกด้านดูจะหดหายไป พร้อมกับวัฒนธรรมอนุรักษ์นิยมที่สอดแทรก ให้ผู้หญิงตรึงติดกับการอยู่เบื้องหลัง บางคนคิดว่าการมีผู้นำหญิง หรือนายกหญิงก็เพียงพอแล้ว แต่ นายกหญิงคนนี้กลับห้อมล้อมด้วยทีมงาน ทีมรัฐมนตรีที่แทบจะเป็นชายล้วน กรรมาธิการทุกชุด ในสภาก็มี สส.หญิงเพียงไม่ถึง 10 % กฎหมายก้าวหน้าอย่าง กฎหมายทำแท้งเสรีก็ยังอยู่ในโหลยาดอง เสียงกรรมกรหญิงกลายเป็นเสียงเล็กๆ  บทบาทผู้หญิงทางการเมือง….อย่าให้ใครทำแทน ขณะที่เดือนมีนา และวันสตรีสากลที่ใกล้มาถึง

การเมืองเรื่องผู้หญิง….ไม่ได้เติบโตกับกับประชาธิปไตยยุคตาสว่างอย่างที่ควรจะเป็น  ปีนี้ 8 มีนาจะมีค่าราคาอะไร…..อย่างไร นี่คือคำถาม?

Fundamentalist

โดย วันลา วันวิไล

๑.
บนโลกกว้างทางไกลไร้ขอบเขต
ข้าเอานามประเทศเป็นเขตกั้น
เอาตำนานแห่งเทวาสถาบัน
เอามายาสามัญเป็นจรรยา
สดุดีกราบไหว้แต่ทวยเทพ
เผื่อจะเสพสุขสวรรค์ชั้นฟ้า
มารตีศรีกฤษณะทุรคา
ท่านคงมีเมตตามาโปรดปราน
บวงสรวงด้วยโลหิตแห่งความทุกข์
ขวัญข้าขอท่านปลุกให้ฉาดฉาน
เครื่องบำเรอเสนอสวัสดิ์นมัสการ
บุญจงดาลให้ประเสริฐอย่าเริดร้าง ฯ

๒.
ไม่เรี่ยมเร้เรไรหรอกนายท่าน
คนบ้านบ้านความติดมันติดอ่าง
พูดไม่ออกบอกไม่เป็นเห็นรางราง
ไม่มีที่ไม่มีทางจะดุ่มเดิน
ชีวิตยืนอยู่มาห้าหกรอบ
คำตอบมันตลกระหกระเหิน
แค่กินอยู่สืบพันธุ์วันวันเพลิน
ไม่กล้าเกินนอกกรอบระบอบใด
อยู่มาได้เพราะชาติศาสน์กษัตริย์
บุญที่วัดไม่เคยเกี่ยงเลี่ยงผลักไส
บุญนักแล้วได้เกิดบนแผ่นดินไทย
ขอชาติหน้าอย่าได้ไกลจากไทยเลย ฯ

ว่าด้วยทุน เล่ม 2 ภาคที่ 3 การผลิตซ้ำและหมุนเวียนของทุนสังคม(บทที่21)

บทที่ 21: การขยายการสะสม และหมุนเวียน

ในโลกแห่งความเป็นจริง การสะสมและการหมุนเวียนของทุน เกิดขึ้นในปริมาณที่ขยายใหญ่ขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ว่ามูลค่าส่วนเกินทั้งหมดถูกบริโภค

•ซึ่งแปลว่ามูลค่าส่วนเกินส่วนหนึ่งของการผลิตภาค 1 (ปัจจัยการผลิต) และภาค 2 (ปัจจัยการบริโภค) ต้องนำมาลงทุนต่อเพื่อสะสม จึงบริโภคไม่ได้

•สำหรับภาค 1 มูลค่าส่วนเกินในส่วนที่จะนำมาลงทุนต่อ มีรูปร่างเป็นปัจจัยการผลิตอยู่แล้ว นำมาใช้งานได้เลย เพื่อขยายการสะสมหมุนเวียน

•สำหรับภาค 2 มูลค่าส่วนเกินที่จะลงทุนต่อ ต้องนำมาซื้อปัจจัยการผลิตจาก ภาค 1

•ดังนั้นภาค 1 มีหน้าที่ในการขยายปัจจัยการผลิตของทั้งสองภาค

•สำหรับภาค 2 การเพิ่มการบริโภคผลผลิตที่เกิดขึ้นต้องมาจากภาคนี้ทั้งหมด และต้องอาศัยค่าจ้างของภาค 1 และภาค 2 รวมกับการบริโภคส่วนตัวของนายทุน ซึ่งการเพิ่มขึ้นตรงนี้อาจมาจากการเพิ่มจำนวนคนงานหรือค่าจ้างตามการขยายของการผลิต

•นายทุนภาค 2 ต้องออกเงินซื้อปัจจัยการผลิตเพิ่มจากภาค 1 ในขณะที่ “การลงทุนต่อ” ในทั้งสองภาค ต้องกินส่วนแบ่งมูลค่าส่วนเกินจากการบริโภค การเพิ่มปริมาณเงินจากการผลิตอาจช่วย และสำหรับนายทุนปัจเจก เขาอาจพยายามลดค่าจ้างของลูกจ้างเขาผ่านระบบร้านค้าของบริษัทที่บังคับให้ลูกจ้างใช้ซื้อสินค้าในราคาแพง เพื่อเพิ่มเงินในมือนายทุน

•การขยายการหมุนเวียนและสะสม ต้องขยายทั้งระบบ เพราะทั้งเงินและเครื่องจักรต้องมีเพิ่มขึ้นในสังคม (แรงงานด้วย) แต่เงินไม่ใช่ตัวกระตุ้นหลักในการขยาย มันเป็นเพียงน้ำมันหล่อลื้น

•การหมุนเวียนของทุนในสังคมโดยรวม เป็นภาพของการแปรตัวกลับไปกลับมาระหว่างทุนเงิน ทุนสินค้า และทุนการผลิตตลอดเวลา โดยมีทุนในแต่ละรูปแบบดำรงอยู่พร้อมๆ กัน

•การขยายการหมุนเวียนและสะสม อาศัยการออมเงินของนายทุนเพื่อรอวันลงทุนเพิ่ม แต่ระบบธนาคารทำให้เงินออมของนายทุนคนหนึ่ง กลายเป็นทุนเงินเพื่อการผลิตของนายทุนอีกคนได้

•ระบบสินเชื่อ ลดการหมุนเวียนของเงินจริง

•เวลาทุนนิยมพัฒนามากขึ้น ปริมาณมูลค่าส่วนเกินที่จะมาลงทุนเพิ่มย่อมมากขึ้นเรื่อยๆ

แถลงการณ์วันสตรีสากล 8 มีนา 56

ภาพการต่อสู้นัดหยุดงาน ของแรงงานหญิงไทรอัมพ์ ปี 51 ถ่ายโดย วัฒนะ วรรณ

ประวัติศาสตร์การต่อสู้ทางชนชั้นครั้งยิ่งใหญ่ของกรรมกรหญิงทั่วโลกได้มาบรรจบครบรอบอีกครั้งหนึ่ง นั้นก็คือวันที่ 8 มีนาที่เรียกกันว่าวันสตรีสากล  โดยเฉพาะกรรมกรหญิงในโรงงานทอผ้า ที่เมืองชิคาโก ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ถูกนายทุนในระบบทุนนิยม กดขี่ขูดรีดทารุณ เห็นกำไรสำคัญกว่าชีวิตของความเป็นมนุษย์

กรรมกรหญิงและชายไม่ต่างอะไรกับทาส ทำงานวันละหลายชั่วโมงได้ค่าจ้างแรงงานเพียงน้อยนิด สภาพการทำงานในโรงงานเลวร้ายมีการเจ็บป่วยล้มตายไร้การเหลียวแล ทำให้กรรมกรทนไม่ได้กับระบบการกดขี่ขูดรีดจึงเกิดการลุกขึ้นสู้ โดยใช้วิธีการนัดหยุดงานและเดินขบวนในวันที่ 8 มีนาคม ค.ศ.1907 การต่อสู้ในครั้งนั้นได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวางจากกรรมกรทั่วโลก สร้างความสั่นสะเทือนต่อทุนนิยมทั้งโลก และได้มีการเรียกร้องชั่วโมงการทำงานให้เหลือวันละ 8 ชั่วโมง พร้อมทั้งปรับปรุงสภาพการทำงานและสวัสดิการ รวมถึงสิทธิเสรีภาพประชาธิปไตยในการรวมตัว

วันที่ 8 มีนาคม ค.ศ.1910 มีผู้แทนสตรีจาก 18 ประเทศ ได้เข้าร่วมประชุมสมัชชาสตรีสังคมนิยม สมัยที่ 2 ที่จัดขึ้นที่เมืองโคเปนเฮเกน เสนอให้มีการทำงาน 8 ชั่วโมง ศึกษา 8 ชั่วโมง พักผ่อน 8 ชั่วโมง  ที่เรียกว่าระบบสามแปด  ค่าจ้างแรงงานระหว่างชายกับหญิงต้องเท่าเทียมกัน มีการคุ้มครองสิทธิกรรมกรหญิงและเด็ก  โดยเฉพาะนักต่อสู้สตรีที่สำคัญเธอชื่อ คลาร่า แซทกิน ซึ่งเป็นนักสังคมนิยมชาวเยอรมัน เธอเป็นผู้ยืนหยัดมาตลอดว่าการโค่นล้มทุนนิยมและการสร้างสังคมใหม่คือสังคมนิยม  จะเกิดขึ้นไม่ได้หากขาดพลังแรงงานกรรมกรหญิงและชาย ถ้าพลังแรงงานกรรมกรหญิงยังถูกกดขี่ ขูดรีดอยู่ และไม่มีสิทธิใดๆ  และเธอก็ได้เผยแพร่ความคิดสังคมนิยมไปทุกหนทุกแห่งทั่วโลก

ระบบทุนนิยม ชนชั้นปกครองชอบสอนให้ประชาชน ผู้ใช้แรงงานเคารพค่านิยมครอบครัวอนุรักษ์นิยม แต่ระบบทุนนิยมทำให้ผู้หญิงออกไปทำงานในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น ซึ่งทำให้ผู้หญิงมีพัฒนาการความคิดที่ก้าวหน้า และระบบทุนนิยมได้สร้างเงื่อนไขให้ผู้หญิงออกมาต่อสู้เพื่อการปลดแอกตนเองอยู่เสมอ

สหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอฯ และองค์กรสมาชิกและพันมิตร ส่งเสริมให้ผู้หญิงออกไปทำงานและสร้างความมั่นใจในตนเอง และต้องการเห็นชายกับหญิงร่วมกันต่อสู้ในสหภาพแรงงานหรือขบวนการประชาธิปไตย เราสนับสนุนข้อเรียกร้องเพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคม เช่น สตรีมีสิทธิทำแท้งเมื่อไม่พร้อมมีบุตร ปล่อยนักโทษการเมืองทุกคน และสร้างรัฐสวัสดิการมาตรฐานเดียวตั้งแต่เกิดจนตาย

วันสตรีสากล ชนชั้นกรรมาชีพทั้งหลายจงเจริญ
8 มีนาคม 2556

1.สหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอการตัดเย็บเสื้อผ้าและผลิตภัณฑ์หนังแห่งประเทศไทย (THE TEXTILE GARMENT AND LEATHER WORKERS FEDERATION OF THAILAND)(TWFT) 11/53 Siwanakorn Village Moo 8 Taibaan Sub-District, Muang District, Samutprakarn Province 10280 Thailand Tel & Fax (662) 02-3872429 Email: twft2524@gmail.com
2.โครงการรณรงค์เพื่อแรงงานไทย (Thai Labour Campaign)
3.องค์กรเลี้ยวซ้าย
4.องค์การแรงงานเพื่อประชาธิปไตย

leftwing