Tag Archives: กษัตริย์

จุฬาฯ สะท้อนลักษณะแย่ๆ ของสังคมไทย

ใจ อึ๊งภากรณ์

“ไอ้สัตว์ เนเน่อยู่ไหน”…ผศเรืองวิทย์ บรรจงรัตน์ ตะโกนพร้อมเดินตรงเข้าล็อคคอนักศึกษา นี่คือพฤติกรรม ของอันธพาลสลิ่มที่มีตำแหน่งเป็น “อนาจาร” มหาวิทยาลัยที่ชอบอวดชาวไทยว่ามุ่ง “สู่ความเป็นเลิศ”

คนอย่างเรืองวิทย์ และอาจารย์คนอื่นที่จุฬาฯ ที่อวยทหารและร่วมทำลายประชาธิปไตย หรือสนับสนุนระบบ SOTUS โดยไม่รู้จักเคารพนักศึกษา ทำให้มหาวิทยาลัยแห่งนี้ชื่อเป็นหมา

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสัปดาห์นี้ชี้ให้เห็นว่า “หมาวิทยาลัยจุฬา” และหลายมหาวิทยาลัยทั่วไทย เป็นแหล่งเพาะและผลิตซ้ำความคิดเผด็จการ

จากเหตุการณ์ที่พึ่งผ่านมา เราจะเห็นว่าผู้มีอำนาจในจุฬาฯ ทำผิดจรรยาบรรณการเป็นครูหลายข้อดังนี้

  1. ใช้คำหยาบคายกับนักศึกษา
  2. ใช้ความรุนแรงกับนักศึกษาถึงขั้นล็อคคอดึงผม
  3. ไม่ดูแลนิสิตนักศึกษาที่ตัวเองต้องรับผิดชอบ โดยการบังคับให้ตากฝน และตากฝนโดยไร้เหตุผลด้วย

และที่สำคัญคือกิจกรรมนี้ไม่มีผลอะไรในด้านบวกกับการพัฒนานิสิตนักศึกษาให้เป็นปัญญาชนที่มีความสามารถในการคิดเอง กิจกรรมหมอบคลานเหมือนไม่ใช่คน ต่อรูปปั้นอดีตสองกษัตริย์ เป็นการผลิตซ้ำว้ฒนธรรมทาสใต้อำนาจเผด็จการ โดยเฉพาะเพราะสองกษัตริย์ที่มีรูปปั้นตรงนั้นมีพฤติกรรมที่มีปัญหา

นอกจากการเป็นกษัตริย์เผด็จการแล้ว รัชกาลที่ ๕ มีเมียเป็นร้อย ไม่เคารพเสรีภาพของสตรี และเมื่อเมียคนหนึ่งกำลังจมน้ำตาย ไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วยเพราะกลัวโดนประหารชีวิตอันเนื่องจากการแตะตัว “ทรัพย์สิน” ของเจ้า รัชกาลที่ ๕ มีผลในการพัฒนาก่อตั้งรัฐทุนนิยมไทยเป็นครั้งแรกก็จริง แต่ไม่ได้ทำไปเพื่อประโยชน์ของประชาชนไทย ทำเพื่อเพิ่มอำนาจตนเอง และการเลิกทาสเลิกไพร่ทำไปเพื่อลดระดับค่าจ้างและปัญหาการขาดกำลังงานในไทยต่างหาก

ส่วนรัชกาลที่ ๖ เป็นกษัตริย์ที่รักหมามากกว่าประชาชน พยายามกีดกันการเกิดประชาธิปไตย และหลังจากที่ตายไปแล้ว มีการพูดกันไปทั่วว่าใช้เงินสิ้นเปลืองและเป็นที่เกลียดชังของประชาชน ในแง่ดีกษัตริย์คนนี้ช่วยปูทางไปสู่การปฏิวัติ ๒๔๗๕ ที่ล้มระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เนื่องจากการที่คนเกลียดชังกษัตริย์ไปทั่ว และการที่ใช้เงินสิ้นเปลืองจนทำให้ประเทศขาดเงินในช่วงก่อนที่ไทยจะเข้าสู่วิกฤตเศรษฐกิจโลก

ดังนั้นการบังคับให้นิสิตและอาจารย์ใหม่ต้องไปแสดงความเคารพต่อสองกษัตริย์ เป็นการบิดเบือนประวัติศาสตร์ และพยายามบังคับไม่ให้นิสิตคิดเองเป็น มันเป็นการเชิดชูพฤติกรรมเลวทรามของกษัตริย์ ซึ่งพฤติกรรมแบบนี้เราเห็นทุกวันนี้ในตัวกษัตริย์คนใหม่ ในความจริงจุฬาฯ ควรสร้างรูปปั้นวชิราลงกรณ์ไว้ข้างๆ รูปปั้นสองกษัตริย์ด้วย

ผมด่าจุฬาฯ ว่าทำตัวเป็น “หมาวิทยาลัย” ทั้งๆ ที่ผมเคยเป็นอาจารย์ที่นั้น และเติบโตมาใกล้ชิดกับจุฬาฯ ในฐานะที่เคยเป็นนักเรียนที่โรงเรียนสาธิตจุฬาฯ แต่ผมไม่เคยรักสถาบัน ไม่เคยร้องเพลงบ้าๆ เรื่องสีชมพู ผมเคารพนิสิตนักศึกษา และรักเพื่อนอาจารย์ที่มีความคิดก้าวหน้าต่างหาก

เวลาได้เป็นอาจารย์ใหม่ผมโดนบังคับให้เข้าไป “อบรม” แบบปัญญาอ่อนของจุฬาฯ ต้องยอมฟังอาจารย์ตี๋เล็ก อายุน้อยกว่าผม ล้อเลียนชื่อผมเพราะมีชื่อภาษาอังกฤษผสมไทย ตามที่พ่อแม่ผมตั้งให้ และในช่วงที่ผมสอนที่จุฬาฯ ก็มีหลายกรณีของอาจารย์ตี๋เล็กที่อยากเป็น “นายพลน้ำนม” ปรามนักศึกษาในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง เช่นแต่งเครื่องแบบผิด ใส่รองเท้าแตะเข้าห้องสมุด หรือไม่ยอมเข้าห้องเชียร์ คนหนึ่งถึงกับด่านิสิตบนรถไฟBTSด้วย อาจารย์นายพลน้ำนมเหล่านี้ พอได้ตำแหน่งที่จุฬาฯ จะกระตือรือร้นที่จะทำตัวเป็นใหญ่เพื่อปกปิดความด้อยของตนเอง พวกนี้จมอยู่ในความคิด “ถึงตากูเป็นใหญ่แล้ว” เขาไม่สนใจที่จะเคารพและพัฒนาให้นิสิตคิดเอง ที่คณะรัฐศาสตร์คนแบบนี้ไม่อยากให้นิสิตเขียนเรียงความเชิงโต้แย้ง และใครเขียนอะไรในแนวที่ไม่ตรงกับความเห็นตนเองจะโดนหักคะแนน

หลังจากที่ผมสอนที่นั้นมาหลายปี ในที่สุดผมโดนคดี 112 เพราะผู้มีอำนาจในจุฬาฯ นำหนังสือ A Coup For the Rich ของผมไปให้ตำรวจ หนังสือขายดีเล่มนี้วิจารณ์การที่ทหารใช้แนวคิดกษัตริย์ในการให้ความชอบธรรมกับรัฐประหาร ๑๙ กันยา มันเป็นหนังสือที่ปกป้องประชาธิปไตย ซึ่งเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในรอบสิบปีที่ผ่านมาทั่วประเทศไทยพิสูจน์ว่าในไทยไม่มีเสรีภาพทางวิชาการ

แต่อย่าคิดว่าจุฬาฯ เป็นมหาวิทยาลัยอนุรักษ์นิยม นั้นเป็นการมองด้านเดียวที่ไม่ตรงกับหลักฐานประวัติศาสตร์ ในความเป็นจริงจุฬาฯ เป็นพื้นที่สมรภูมิรบระหว่างฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวา ในประการแรกจิตร ภูมิศักดิ์ก็เรียนที่จุฬาฯ แต่โดนพวกล้าหลังโยนบก หลัง ๑๔ ตุลา นิสิตจุฬาฯ จากหลายคณะมีการตั้งกลุ่มฝ่ายซ้ายและหลายคนก็เข้าป่าไปร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์หลัง ๖ ตุลา นอกจากนี้มีการล้มระบบ SOTUS ในช่วงนั้นด้วย ยี่สิบปีที่แล้วมีการเปิดสอนวิชามาร์คซิสต์ที่คณะรัฐศาสตร์เป็นครั้งแรก และตอนนี้มีการเลือกนักศึกษาก้าวหน้าเข้าสภานิสิตจุฬาฯ

ความจริงมหาวิทยาลัยแห่งนี้เพียงแต่สะท้อนลักษณะทั่วไปของสังคมไทย คือผู้มีอำนาจล้าหลังป่าเถื่อน สถาบันเต็มไปด้วยความเป็นชนชั้นและความไม่เท่าเทียม มีความเหลื่อมล้ำกับพลเมืองที่ไม่ใช่คนจุฬาฯ ด้วย แต่ในขณะเดียวกันมีผู้ที่กบฏต่อระบบเพราะรักเสรีภาพประชาธิปไตย

๒๔๗๕ การปฏิวัติที่ยังไม่สำเร็จ? สู่ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์? เก็บตกจากข้อถกเถียงที่เยอรมัน

ใจ อึ๊งภากรณ์

ในวันที่ ๒๔ มิถุนายนที่ผ่านมานี้ มีการจัดเสวนาที่เมืองโคโลน ประเทศเยอรมัน ในหัวข้อ “๒๔๗๕ การปฏิวัติที่ยังไม่สำเร็จ? สู่ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์?” ….จึงมาเล่าสู่กันฟัง และในตอนท้ายจะกล่าวถึงข้อถกเถียงกับ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล และ แอนดรู  แม็กเกรเกอร์ มาร์แชลล์

ผมเปิดประเด็นด้วยการเล่าว่า อารัมภบทของรัฐธรรมนูญมีชัย โกหกว่ารัชกาลที่ ๗ “ยกประชาธิปไตยให้ประชาชน” ในความเป็นจริงกษัตริย์คนนี้ต้องถูกโค่นด้วยการปฏิวัติ ๒๔๗๕ และเหตุการณ์นี้ไม่ใช่ “รัฐประหาร” อย่างที่พวกอนุรักษ์นิยมอ้าง แต่เป็นการปฏิวัติสังคมที่ได้รับการสนับสนุนและการมีส่วนร่วมจากประชาชนไทยจำนวนมาก

ถ้าการปฏิวัติ ๒๔๗๕ “ยังไม่สำเร็จ” มันไม่สำเร็จในแง่ของการสร้างประชาธิปไตยเท่านั้น แต่ไม่ใช่เพราะไม่สามารถล้มระบบศักดินาหรือระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ระบบศักดินาถูกทำลายโดยรัชกาลที่๕ และระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ถูกล้มในการปฏิวัติ ๒๔๗๕ และหลังจากกบฏบวรเดชในปี ๒๔๗๖ ซึ่งถูกปราบโดยคณะราษฎร ฝ่ายเจ้าเลิกฝันถึงการคืนสู่อำนาจ

กษัตริย์รัชกาลที่ ๙ ร่ำรวย และเสพสุขบนหลังประชาชนก็จริง มีคนเชิดชูและหมอบคลานเข้าหาก็จริง แต่กษัตริย์คนนี้ไร้อำนาจโดยสิ้นเชิง และถูกใช้เป็นเครื่องมือโดยทหารและชนชั้นนำอื่นๆ เช่นนักการเมืองนายทุน ฯลฯ การเชิดชูกษัตริย์แบบบ้าคลั่งที่เกิดขึ้น กระทำไปเพื่อให้ความชอบธรรมกับการกระทำของทหารและชนชั้นนำคนอื่นเท่านั้น

รัชกาลที่ ๑๐ ยิ่งอ่อนแอกว่าพ่อของเขา และไม่สนใจเรื่องการเมืองและสังคมไทยเลย วชิราลงกรณ์ ต้องการเสพสุขที่เยอรมันอย่างเดียว ที่ขอแก้รัฐธรรมนูญก็เพื่อควบคุมเรื่องส่วนตัวในวังเท่านั้น

ถ้าการปฏิวัติ ๒๔๗๕ ยังไม่สำเร็จในแง่ของการสร้างประชาธิปไตย สาเหตุสำคัญมาจากการที่อาจารย์ปรีดี ผู้ก่อตั้งคณะราษฏร์ ไม่เข้าใจความสำคัญของการสร้างพรรคการเมืองของมวลชน และไปพึ่งอำนาจทหารมากเกินไปในการปฏิวัติ นี่คือที่มาของอำนาจทหารในระบบการเมืองไทย ในภายหลังเมื่ออาจารย์ปรีดีมาทบทวนความผิดพลาด เขาเคยเขียนว่าในยุคที่เขามีอำนาจ เขาไม่ค่อยเข้าใจการเมืองอย่างเพียงพอ แต่เมื่อเขาเริ่มเข้าใจมากขึ้นเขาเสียอำนาจไปแล้ว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการปฏิวัติ ๒๔๗๕ ไม่ใช่การ “ชิงสุกก่อนห่าม” แต่อย่างใด ในยุคนั้นและยุคนี้ประชาชนไทยต้องการและพร้อมที่จะมีประชาธิปไตย

ผู้ที่ทำให้เป้าหมายการสร้างประชาธิปไตยหลัง ๒๔๗๕ ไม่ประสบผลสำเร็จ คือทหารเป็นหลัก และบ่อยครั้งทหารที่ก่อรัฐประหารได้รับการสนับสนุนจากนายทุนและพวกสลิ่มชนชั้นกลางอีกด้วย

ถ้าตอนนี้เราอยู่ในยุค “สู่อำนาจสมบูรณ์” มันไม่ใช่อำนาจสมบูรณ์ของกษัตริย์ แต่เป็นการสร้าง “อำนาจสมบูรณ์” ของทหารต่างหาก ซึ่งดูได้จากรัฐธรรมนูญทหาร และการใช้มาตรา 44 ในเรื่องการเมืองและสังคมแบบนี้ นายวชิราลงกรณ์ไม่เคยแสดงความเห็นหรือความสนใจแม้แต่นิดเดียว

อำนาจของทหารที่เผด็จการประยุทธ์ต้องการจะแช่แข็งและสืบทอดไปเรื่อยๆ เห็นได้จากรัฐธรรมนูญดังนี้

  1. มีการคงไว้บทบาทและยืดวาระการทำงานของคณะทหารเผด็จการ คสช. ออกไปหลังการเลือกตั้ง โดยให้มีส่วนสำคัญในการกำหนด “ยุทธศาสตร์แห่งชาติ” ที่ผูกพันกับ “นโยบายรัฐ” ในหมวดที่ 6 “ยุทธศาสตร์แห่งชาติ” นี้เป็นเครื่องมือในการสืบทอดและแช่แข็งนโยบายของฝ่ายอนุรักษ์นิยม เพื่อไม่ให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง มีเสรีภาพที่จะกำหนดนโยบายเองตามความต้องการของประชาชน นอกจากนี้มันเป็นการเปิดช่องให้ศาลรัฐธรรมนูญจับผิด ถอดถอนนักการเมือง หรือ “วีโต้” นโยบายของรัฐบาลที่ศาลรัฐธรรมนูญตีความเองว่า “ไม่ตรงกับยุทธศาสตร์แห่งชาติ”
  2. มาตรา 5 และ 272 ให้อำนาจกับพวกเผด็จการในการเลือกนายกที่ไม่ใช่สส.
  3. เผด็จการทหารมีอำนาจแต่งตั้งวุฒิสภาทั้ง200คน, กกต., และศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งวุฒิสภาและศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ส่วนกกต.มีอำนาจในการสั่งเปลี่ยนนโยบายของพรรคการเมืองก่อนการเลือกตั้ง เพื่อให้สอดคล้องกับความคิดของทหารอนุรักษ์นิยม
  4. ระบบการเลือกตั้งและจัดจำนวนสส. ให้ประโยชน์กับพรรคขนาดกลางอย่างพรรคประชาธิปัตย์
  5. มีการห้ามไม่ให้พรรคการเมืองเสนอนโยบายที่เป็นประโยชน์กับคนจน ที่พวกสลิ่มเรียกว่า “ประชานิยม”
  6. การแก้รัฐธรรมนูญฉบับทหารอันนี้ ถ้ายึดตามกติกาของผู้ร่าง เกือบจะไม่มีโอกาสแก้ได้เลย แต่พวกทหารเผด็จการฉีกรัฐธรรมนูญตามอำเภอใจ โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญปี ๔๐ ที่ประชาชนมีส่วนในการร่างมากที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย
  7. ถ้าเทียบกับรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ แล้วจะเห็นว่ามีการลดความสำคัญของสิทธิเสรีภาพของประชาชน
  8. มีการทำลายมาตรฐานการบริการพลเมืองโดยรัฐ โดยเฉพาะในเรื่องสาธารณสุข พูดง่ายๆ มีการเสนอนโยบายที่ทำลายระบบบัตรทอง หรือที่เคยเรียกกันว่า “30 บาทรักษาทุกโรค”
  9. ในเรื่องการศึกษา มีการตัดสิทธิ์เรียนฟรีในระดับ ม.ปลาย

ดังนั้นประเทศของเรากำลังเดินถอยหลังไปสู่ระบบประชาธิปไตยครึ่งใบภายใต้ตีนทหาร

เราจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร? ประวัติศาสตร์ไทยและต่างประเทศสอนให้เรารู้ว่าถ้าประชาชนจะปลดแอกตนเองจากเผด็จการ ต้องมีการสร้างขบวนการเคลื่อนไหวของมวลชนที่รักประชาธิปไตยพร้อมกับการสร้างพรรคมวลชนของคนธรรมดา เช่นกรรมาชีพกับเกษตรกรรายย่อย ไม่มีผู้ใหญ่ที่ไหนที่จะยกสิทธิเสรีภาพให้เรา แต่ในขณะนี้แกนนำเสื้อแดงและทักษิณได้แช่แข็งขบวนการเสื้อแดงจนหมดสภาพไปแล้ว ดังนั้นเราต้องเริ่มต้นใหม่ในการสร้างขบวนการประชาธิปไตย

ประเด็นถกเถียงกับ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล และ แอนดรู  แม็กเกรเกอร์ มาร์แชลล์ ในงานเสวนานี้

เพื่อความยุติธรรมต่อ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล และ แอนดรู  แม็กเกรเกอร์ มาร์แชลล์ กรุณาไปค้นโดยตรงว่าเจ้าตัวทั้งสองมีความเห็นอย่างไรครับ…

  1. เรื่อง “อำนาจ” กษัตริย์ภูมิพล ผมเสนอมาตลอดว่ากษัตริย์ภูมิพลไม่มีอำนาจสั่งการอะไรและเป็นแค่เครื่องมือของทหาร ยิ่งกว่านั้นกษัตริย์ภูมิพลเป็นคนที่ไม่มีความกล้าที่จะพูดหรือเสนออะไรเอง มักคล้อยตามกระแสผู้มีอำนาจจริงเช่นทหารเสมอ [ดู http://bit.ly/2s0KHd4 ]ตรงนั้นหลายคนเริ่มเห็นด้วยมากขึ้น ส่วน สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เสนอว่าต้องมอง “อำนาจ” กษัตริย์ภูมิพลในลักษณะที่ไม่ใช่อำนาจสั่งการใคร และไม่ใช่อำนาจที่จับต้องได้ แต่เป็นอำนาจในลักษณะลัทธิความคิดที่ได้รับการยอมรับในสังคม แต่ผมมองว่าการพูดแบบนี้มันนามธรรมและเป็นการพูดลอยๆ พิสูจน์อะไรไม่ได้ จับต้องไม่ได้ และในที่สุดไม่มีความหมายเลย ผมนิยามว่าเป็นทฤษฏี “อำนาจแบบไสยศาสตร์” ต่างโดยสิ้นเชิงกับแนวคิดวิทยาศาสตร์ที่ติดดินและจับต้องได้ ผมมองว่าสมศักดิ์ เสนอความคิดแบบนี้เพราะไม่สามารถให้ตัวอย่างอำนาจกษัตริย์ภูมิพลเป็นรูปธรรม แต่ต้องการเชื่อต่อไปว่ามีอำนาจ สมศักดิ์มีจุดอ่อนในการปกป้องข้อเสนอของเขาเพราะนอกจากจะพิสูจน์อะไรเป็นรูปธรรมไม่ได้แล้ว ยังโจมตีผมแบบส่วนตัวว่า “ไม่เข้าใจสังคมไทย” ในทำนองที่ชวนคนมองว่าผมไม่ใช่คนไทยแท้ทำนองนั้น ซึ่งเป็นการโจมตีที่ไม่ตรงกับสภาพชีวิตผมที่เติบโตในไทยและมีพ่อเป็นคนไทย และมีลักษณะแบบเหยียดเชื้อชาติผมอีกด้วย มันไม่ใช่ข้อถกเถียงที่ใช้ปัญญาเลย

  1. สมศักดิ์เสนอว่าในสังคมไทยเริ่มมีความเห็นร่วมกันทั้งสังคมที่เชิดชูกษัตริย์ภูมิพล ตั้งแต่พฤษภา 35 และให้เหตุผลว่าคนเชื้อสายจีนในเมืองต้องการพิสูจน์ความเป็นไทยและการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมร่วมกับคนไทย คนจีนจึง “ต้องการสิ่งที่จะยึดมั่นได้” และนี่คือที่มาของอำนาจกษัตริย์ ซึ่งถ้าจริงก็คงมีอำนาจแบบ “อำนาจแบบไสยศาสตร์” ลอยๆ ในเวลาแค่สิบกว่าปีเองก่อนป่วยและหมดสภาพ แต่ปัญหาของแนวคิด สมศักดิ์ นี้คือ เขามองแค่สังคมคนชั้นกลาง มองข้ามคนส่วนใหญ่ในสังคมที่เป็นกรรมาชีพไทย คนลาว คนล้านนา คนเขมร คนมาลายู ฯลฯ ซึ่งไม่ได้ต้องการพิสูจน์อะไรแบบนั้น พูดง่ายๆ คือสำหรับ สมศักดิ์ ชนชั้นกลาง ซึ่งผมมองว่าเป็นสลิ่มต้านประชาธิปไตย เป็นกลุ่มคนที่สำคัญที่สุด ยิ่งกว่านั้นการที่มีกระแสเชิดชูกษัตริย์หลังปี 35 นั้นมันเกี่ยวกับการที่ พคท. ล่มสลายไปและแนวคิดการเมืองพคท. และแนวคิดซ้ายอ่อนลงมากกว่าอะไรอื่น มันเป็นชัยชนะทางความคิดชั่วคราวในสงครามจุดยืนที่กรัมชี่เคยพูดถึงมากกว่า และมันเป็นความพยายามของชนชั้นปกครองที่จะทำลายแนวคิดซ้ายในยุคที่เปิดกว้างให้มีการเลือกตั้งและประชาธิปไตย

 

  1. สมศักดิ์เสนอมานานแล้วว่าเสื้อเหลืองกับเสื้อแดงควรเลิกด่ากัน เพื่อสร้างฉันทามติร่วมที่ยอมรับกันได้เกี่ยวกับประชาธิปไตย เขาพูดเหมือนกับว่ามวลชนทั้งสองฝ่ายด่ากันเหมือนคนเชียร์ทีมฟุตบอลที่เป็นคู่แข่งกันเท่านั้น นี่เป็นมุมมองที่ไร้ประเด็นการเมืองโดยสิ้นเชิง เพราะความแตกแยกระหว่างเหลืองกับแดงมันมีพื้นฐานจากจุดยืนต่อนโยบายรัฐบาลทักษิณที่ช่วยยกระดับคนจนด้วยระบบสาธารณสุขถ้วนหน้า และการลงทุนเพื่อพัฒนาชีวิตคนชนบทและคนจนในเมือง โดยที่รัฐบาลสมัยนั้นมองว่าพลเมืองทุกคนควรมีหุ้นส่วนในการพัฒนาชาติ ไม่ใช่แค่คนรวยและคนชั้นกลาง ดังนั้นฉันทามติร่วมทางการเมืองคงไม่มีทางเกิดได้ และในทุกประเทศทั่วโลกก็มีความคิดที่ขัดแย้งกันเสมอในเรื่องท่าทีต่อความเหลื่อมล้ำและนโยบายเศรษฐกิจการเมือง ในเรื่องนี้ สมศักดิ์ ไม่ให้เกียรติมวลชนในขบวนการเคลื่อนไหวเสื้อแดงว่าคิดเองเป็นและไม่ใช่แค่ขี้ข้าทักษิณ และสมศักดิ์ไม่เคยมองว่าขบวนการมวลชนมีความสำคัญในการเปลี่ยนสังคม ในอดีตเขาเคยวิจารณ์ผมที่ลงไปทำงานกับกรรมาชีพไทยด้วย

  1. ในความเห็นผม ทั้ง สมศักดิ์ และ แอนดรู แม็กเกรเกอร์ มาร์แชลล์ หมกมุ่นกับนายวชิราลงกรณ์ โดยที่ แอนดรู มองว่า “ใครๆ ก็รู้ว่าสั่งถอนหมุดคณะราษฏร์” ทั้งๆ ที่ไม่มีหลักฐานอะไรเลย[ดู http://bit.ly/2oVf9Uu และ http://bit.ly/2quNSZx ] แอนดรู แสนอว่าคนไทยจำนวนมาก “ไม่เคยยอมรับการปฏิวัติ 2475” ซึ่งขัดกับหลักฐานประวัติศาสตร์ (กรุณาอ่านหนังสือของ ณัฐพล ใจจริง) และเขาอธิบายว่า “ความเป็นไทย” ทำให้คนไทยพร้อมจะหมอบคลาน ซึ่งไม่ตรงกับความจริงเกี่ยวกับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยหลายๆ รอบที่คนไทยเข้าร่วม ในแง่หนึ่งมันดูถูกพลเมืองไทยจำนวนมาก  แต่นั้นคงไม่ใช่เจตนา ส่วนการที่ สมศักดิ์ หมกมุ่นกับ วชิราลงกรณ์ และภูมิพล นำไปสู่การมองแต่พวกเจ้าเพื่อความสนุก จนไม่มีความกระตือรือร้นที่จะเสนอแนวทางการล้มเผด็จการทหาร และมรดกเผด็จการอย่างเป็นรูปธรรมเลย และไม่สนใจการจัดตั้งขบวนการเคลื่อนไหวเลย การมองแต่เรื่องเจ้าๆ ทำให้คนอัมพาต โดยเฉพาะเวลาเชื่อว่าเจ้ามีอำนาจ เพราะมองไม่ออกว่าจะล้มอย่างไร ต่างโดยสิ้นเชิงกับคนที่กำลังพยายามเคลื่อนไหวในไทยทุกวันนี้ เพื่อคัดค้านทหารในเรื่องปากท้องและเรื่องรูปธรรมหลายๆ เรื่อง ทั้งนี้เพื่อเป้าหมายการสร้างกระแสล้มเผด็จการ

 

ทั้งหมดนี้เป็นการถกเถียงทางการเมืองระหว่างสามคนที่ต้องการเห็นประชาธิปไตยเกิดขึ้นในประเทศไทย หวังว่าที่นำเสนอให้อ่านครั้งนี้จะช่วยชวนให้ท่านผู้อ่านคิดต่อและมีความเห็นของตนเอง

๒๔๗๕ ศรีบูรพา และความฝันสู่โลกใหม่

ใจ อึ๊งภากรณ์

การปฏิวัติ ๒๔๗๕ เป็นส่วนหนึ่งของความฝันที่จะก้าวสู่โลกใหม่แห่งความทันสมัยและความเท่าเทียมของมนุษย์

ในเรื่องความฝันไปสู่การปฏิวัติพลิกแผ่นดิน กุหลาบ สายประดิษฐ์ (ศรีบูรพา) เขียนไว้ในหนังสือ “แลไปข้างหน้า” ว่าหลังการปฏิวัติ ๒๔๗๕ “อำนาจที่เชื่อถือกันมาแต่โบราณกาลว่าเป็นอำนาจที่จะอยู่คู่ฟ้าไม่อาจเปลี่ยนและทำลายได้นั้น ในที่สุดก็ล้มครืนลงต่อหน้าต่อตาเขาทั้งหลาย และการเปลี่ยนแปลงนั้นก็ได้กระทำโดยมือของมนุษย์ธรรมดานั้นเอง” สรุปแล้ว “ไม่มีสิ่งใดที่ศักดิ์สิทธิ์เกินไปจนมนุษย์ธรรมดาไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงมันได้” (ศรีบูรพา “และไปข้างหน้า” ๒๕๒๖; 266-267) นี่คือคำสำคัญที่นักเคลื่อนไหวคนหนุ่มสาวในสังคมไทยปัจจุบันควรนำมาใช้ในการต่อสู้ โดยในประการแรกไม่ลืมว่าในไทยเคยมีการปฏิวัติพลิกแผ่นดิน และสองเราควรนึกถึงตัวอย่างของ “สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่ใครๆ แตะไม่ได้” เพื่อกล้าเสนอว่าในเมื่อสิ่งเหล่านี้สร้างโดยมนุษย์แต่แรก มันก็ถูกมนุษย์ธรรมดาล้มหรือเปลี่ยนไปได้ ในที่นี้ “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” ไม่ใช่แค่เรื่องกษัตริย์ แต่รวมถึง ระบบกลไกตลาดเสรี อำนาจของทหารในสังคม และระบบชนชั้น

ในหนังสือ “แลไปข้างหน้า” กุหลาบ ชวนให้เราถามต่อไปว่าความคิดเกี่ยวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์มันเกิดมาจากไหนและรับใช้ใคร เช่นในกรณีที่เด็กยากจนป่วย คนอย่างคุณลมัยมองว่า “เมื่อมันถึงที ก็ต้องปล่อยให้มันตายไป …มันไม่มีทำเนียมที่บ่าวจะใช้แพทย์ร่วมกับนาย” ….กุหลาบ สรุปหลังจากนั้นว่า “ไม่มีใครที่ซักถามคุณลมัยว่าประเพณีอันดีงามของเขาก่อรูปมาได้อย่างไร และมีใครบ้างที่ต้องการเชิญมันไว้ให้ค้ำฟ้า”  (ศรีบูรพา “และไปข้างหน้า” ๒๕๒๖; 107-108) ในยุคปัจจุบันหลังจากที่เรามีระบบรักษาพยาบาลบัตรทอง นักสังคมนิยมที่เสนอว่าเราควรเก็บภาษีจากคนรวยเพื่อพัฒนามันให้เป็นระบบรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพสูงขึ้น จะถูกประณามโดยหมอปฏิกิริยาบางคน และพวกชนชั้นกลาง ว่าเป็นพวกที่ไม่รู้จักโลกจริงหรือเป็นพวกที่ต้องการทำลายระบบสาธารณะสุข และเราทราบดีว่าพวกทหารเผด็จการและนักวิชาการที่รับใช้มัน ต้องการหมุนนาฬิกากลับ โดยเปิดช่องให้มีการ “ร่วมจ่าย” เพื่อ “ความคล่องตัว” ของระบบทุนนิยมตลาดเสรี ซึ่งถ้าเราตามแนวคิดของ กุหลาบ เราต้องตั้งคำถามว่าข้อเสนอแบบนี้ก่อรูปขึ้นมาเพื่อรับใช้ใคร และทำไมมีบางกลุ่มเช่นพรรคประชาธิปัตย์ ที่ต้องการทำลายบัตรทองมาตั้งแต่แรก

ปัญหาอันหนึ่งที่คนก้าวหน้าในไทยมักจะเกรงกลัวคือปัญหาการพูดถึงสถาบันกษัตริย์ในไทย สำหรับบางคน ความเกรงกลัวที่จะวิจารณ์สถาบันนี้กลายเป็นเรื่องคล้ายๆ ความเกรงกลัวในเชิงการกลัวสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในยุคสมัยก่อนวิทยาศาสตร์ แต่ถ้าเราหยุดนิ่งสักพัก และหันมาใช้สติปัญญาในการวิเคราะห์ เราจะพบว่าสถาบันกษัตริย์ไทยมีการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่มาสามครั้งในรอบแค่ 150 ปีที่ผ่านมา เช่นจากลักษณะศักดินา มาเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แล้วมาเป็นกษัตริย์ใต้ระบบรัฐธรรมนูญ และยิ่งกว่านั้นถ้าย้อนกลับไปศึกษาประวัติศาสตร์สมัยจอมพลป. ซึ่งไม่นานมานี้เอง จะพบว่าในจุดเริ่มต้นของระบบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ สถาบันนี้ไม่ได้รับความชื่นชมจากประชาชนและชนชั้นปกครองใหม่แต่อย่างใด ดังนั้นสมควรแล้วหรือที่เราจะต้องกลัวการเสนอรูปแบบการปกครองอื่นในไทย เช่นรูปแบบสาธารณรัฐ? การเสนอว่าความสามารถไม่ได้ถ่ายทอดทางสายเลือดแบบอัตโนมัติหยาบๆ นอกจากจะตรงกับข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และความเชื่อเรื่องสิทธิเสรีภาพในโลกสมัยใหม่แล้ว ยังเป็นการนำทางไปสู่สังคมที่มีประชาธิปไตยและการใช้สติปัญญามากขึ้นด้วย

แต่แน่นอน ตราบใดที่ทหารยังมีอำนาจที่จะใช้กฏหมายเถื่อน 112 เพื่อปกป้องสถานภาพของตนเอง ความกลัวมีเหตุผล อย่างไรก็ตามเราต้องกลับไปสู่คำเขียนของ กุหลาบ อีกครั้งว่า “ไม่มีสิ่งใดที่ศักดิ์สิทธิ์เกินไปจนมนุษย์ธรรมดาไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงมันได้” ซึ่งรวมถึงอำนาจทหารที่มวลชนสามารถล้มได้ถ้ามีการจัดตั้งอย่างเป็นระบบ

สุดท้าย ในเรื่องสถาบันกษัตริย์ กุหลาบ ก็มีคำแนะนำอีกจากหนังสือ “แลไปข้างหน้า”…. นิทัศน์พูดว่า: “สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าก็เหมือนกัน แต่เดิมท่านเป็นขุนนางชั้นหลวง … และแต่เดิมทีเดียวท่านชื่อด้วง … ดูซิเธอ … พระเจ้าแผ่นดินหรือขุนนางท่านก็มาจากคนธรรมดาเหมือนอย่างเราๆ ทั้งนั้น”  (ศรีบูรพา “แลไปข้างหน้า” ๒๕๒๖; 163) ในเมื่อกษัตริย์สืบเชื้อสายจากคนธรรมดา ถึงเวลาหรือยังที่เราควรจะร่วมกันนำกษัตริย์และราชวงศ์กลับสู่สภาพเดิมของคนธรรมดา?

สงครามอนุสาวรีย์

ใจ อึ๊งภากรณ์

นักประวัติศาสตร์หลายคน ทั้งคนไทยและชาวตะวันตก ได้เคยอธิบายความสำคัญของอนุสาวรีย์และประวัติศาสตร์ในสงครามช่วงชิงอำนาจทางการเมืองปัจจุบัน มันเป็นสิ่งที่ อันโตนิโอ กรัมชี่ นักมาร์คซิสต์ชาวอิตาลี่ เคยเรียกว่า “สงครามจุดยืน” หรือในภาษาง่ายๆ มันคือสงครามทางความคิด เพื่อผูกขาดแนวคิดของฝ่ายตนนั้นเอง

ในเรื่องหมุดคณะราษฎร การดำรงอยู่ของอนุสาวรีย์อันนี้ ก็เป็นส่วนหนึ่งของสงครามจุดยืนระหว่างฝ่ายประชาธิปไตย และฝ่ายเผด็จการ แต่มันมีความซับซ้อนและคำถามที่น่าสนใจอีกด้วย

ถ้าศึกษาประวัติศาสตร์ไทย เราจะพบจากข้อเขียนของนักประวัติศาสตร์ไทยหลายคน ว่าเคยมียุคเผด็จการทหารที่ต่อต้านเจ้า ยุคของจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นยุคที่เรามีทหารที่ต้านทั้งประชาธิปไตยและต้านระบบกษัตริย์ ผลอันเป็นรูปธรรมในแง่ของอนุสาวรีย์คืออนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ซึ่งสร้างขึ้นในยุคเผด็จการอันนี้ จริงๆ แล้วมันเป็นอนุสาวรีย์ต้านกษัตริย์มากกว่าอะไร มันเป็นสิ่งที่สร้างกลางถนน “ราชดำเนิน” คล้ายๆ การยกนิ้วกลางให้กษัตริย์ ถ้าไม่เชื่อก็ข้ามถนนไปดูว่าบนอนุสาวรีย์นี้มีภาพอะไรบ้าง มันเต็มไปด้วยภาพของสังคมไทย “สมัยใหม่” แต่ไม่มีภาพหรือสัญลักษณ์ของกษัตริย์เลย

ในยุคนั้น จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้สร้างอนุสาวรีย์ชาตินิยมอันยิ่งใหญ่ที่อยุธยา ซึ่งรวมถึงศาลากลางเก่า และการบูรณะเจดีย์ที่พังไป จริงอยู่ที่ศาลากลางเก่า มีรูปกษัตริย์สมัยอยุธยา แต่การใช้รูปปั้นกษัตริย์สมัยก่อนเพื่อสร้างกระแสชาตินิยม เป็นสิ่งที่เผด็จการทหารพม่าทำ เผด็จการในอดีตรัฐเล็กๆ ของโซเวียตก็ทำ แต่พวกนี้ไม่ได้ต้องการนำระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หรือแม้แต่ตัวกษัตริย์กลับมาแต่อย่างใด

ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ ความหมายของอนุสาวรีย์มันเปลี่ยนได้ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเดิมมีความหมายตามที่จอมพลป.ต้องการ แต่ตั้งแต่เผด็จการ สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ประชาชนไทยเปลี่ยนความหมายของมันเพื่อให้เป็นเรื่อง “ประชาธิปไตยล้วนๆ” อย่างที่เราเห็นทุกวันนี้ และเนื่องจากเผด็จการทหารทุกรุ่น รวมถึงเผด็จการของประยุทธ์ อ้างว่ามันเป็น “ประชาธิปไตย” ไม่มีทหารรุ่นไหนกล้าทุบมันทิ้ง กระแสประชาธิปไตยในประชาชนของสังคมไทยกลายเป็นกระแสที่มีพลังยิ่ง

อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยต่างจากหมุดคณะราษฎร เพราะหมุดคณะราษฎร ในความคิดของนักเคลื่อนไหวปัจจุบัน ตอนนี้ผูกไว้กับการลดอำนาจหรือยกเลิกกษัตริย์

ถ้า จอมพล ป. พิบูลสงคราม เกลียดกษัตริย์ ทำไมไม่ยกเลิกไปเลย? คำตอบคือจอมพล ป. พิบูลสงครามและพรรคพวก ไม่ได้มีอำนาจเบ็ดเสร็จ แต่ต้องคอยแย่งชิงอำนาจกับฝ่ายอื่นเสมอ ต้องประนีประนอมกับฝ่ายอนุรักษ์นิยม หนึ่งในนั้นคือพวกคลั่งเจ้า แต่ไม่ใช่ตัวกษัตริย์เอง เพราะกษัตริย์รัชกาลที่๗แพ้สงครามการแย่งชิงอำนาจ และรัชกาลที่๘และ๙ ไร้อำนาจโดยสิ้นเชิงเพราะสาเหตุที่อ่อนวัยและไม่ได้เตรียมตัวเพื่อขึ้นมาเป็นกษัตริย์เลย ฝ่ายคลั่งเจ้าหลังจากความพ่ายแพ้ในกบฏบวรเดช เริ่มค่อยๆ เข้าใจว่าไม่สามารถหมุนนาฬิกากลับไปสู่ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้ ดังนั้นสิ่งที่ฝ่ายคลั่งเจ้าต้องการคือการยกความสำคัญของกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญขึ้นมา ในที่สุดเขาก็ได้ดังใจภายใต้เผด็จการรุ่นต่อไปของจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ แต่อย่าไปหลงเข้าใจผิดนะว่าจอมพล สฤษดิ์ “คืนอำนาจให้กษัตริย์” สฤษดิ์ยกระดับกษัตริย์เพื่อเพิ่มความชอบธรรมให้กับอำนาจของตนเองเท่านั้น

อย่าลืมด้วยว่า “อำนาจ” เป็นสิ่งที่เป็นรูปธรรมเสมอ คือเป็นอำนาจที่จะกำหนดวิธีการบริหารประเทศ ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และนโยบายระหว่างประเทศ ซึ่งอยู่ในมือของทหาร ข้าราชการชั้นสูง และนักการเมืองที่ตามมา มันไม่เคยอยู่ในมือกษัตริย์มาตั้งแต่ ๒๔๗๕

หลังจากจอมพล สฤษดิ์ ทหาร ข้าราชการชั้นสูง และนักการเมืองล้วนแต่ใช้กษัตริย์เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความอนุรักษ์นิยม และหุ่นที่ให้ความชอบธรรมกับสิ่งที่พวกนี้ทำตลอด นั้นคือสาเหตุที่มีการสร้างอนุสาวรีย์รัชกาลที่ ๗ หน้ารัฐสภา ซึ่งเกิดขึ้นหลังสมัยความป่าเถื่อนของ ๖ ตุลา การนำกษัตริย์ผู้ที่ขัดขวางระบบรัฐสภาและรัฐธรรมนูญมาตั้งไว้หน้ารัฐสภา เหมือนกับเอารูปปั้นกษัตริย์อังกฤษไปไว้หน้ารัฐสภาของสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้มีการพยายามทำให้ประชาชนลืมหรือเข้าใจผิดเรื่องการปฏิวัติ ๒๔๗๕ การที่ประชาชนจำนวนมากไม่รู้จักหมุดคณะราษฏร หรืออนุสาวรีย์หลักสี่ เป็นผลพวงของความพยายามนี้ ยิ่งกว่านั้นหมุดคณะราษฎรเคยหายไปจากที่ตั้งในสมัยรัฐบาลจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งมีคำสั่งให้ย้ายหมุดดังกล่าว แต่กลับมาตั้งในที่เดิมหลังจากที่สฤษดิ์เสียชีวิตไป

ฝ่ายประชาธิปไตยมีการโต้ตอบฝ่ายอนุรักษ์นิยมด้วยการสร้างอนุสาวรีย์ ๑๔ตุลา และ๖ตุลา อันหลังตั้งไว้ในมหาวิทยาลัยธรรมศาตร์ ซึ่งมีอนุสาวรีย์ ปรีดี พนมยงค์ ผู้ก่อตั้งคณะราษฎร อีกด้วย

ปัจจุบันหลังจากที่หมุดคณะราษฎร หายไปอีกครั้งและมีหมุดอุบาทว์ “หน้าใส” เข้ามาแทนที่ หลายคนตั้งคำถามว่าใครอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ โดยที่พวกคลั้งนิยายเรื่องเจ้าเสนอว่าว ชิราลงกรณ์ เป็นผู้สั่ง แต่พวกนี้ลืมไปว่าในรอบสิบปีที่ผ่านมา พวกคลั่งเจ้าได้เคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องเพื่อทำลายประชาธิปไตยของเรา และเชิญเผด็จการทหารเข้ามา และพวกนี้มักใช้กษัตริย์เป็นสัญลักษณ์ถึงขั้นที่เอ่ยถึงระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อีกด้วย แต่พวกนี้ไม่ได้ต้องการให้กษัตริย์มีอำนาจจริง มันและพรรคพวกของมันต้องการมีอำนาจเอง และที่สำคัญคือกษัตริย์ภูมิพลในสมัยนั้นไม่ได้อยู่ในสภาพที่จะรู้เรื่องหรือกำกับอะไร และกษัตริย์วชิราลงกรณ์ไม่เคยสนใจสภาพบ้านเมืองเลย ผมคาดเดาว่าก่อนหน้านี้แกอาจไม่รู้จักหมุดคณะราษฏร์ด้วยซ้ำ

ตอนนี้มีข่าวว่าคนจาก “กลุ่ม สมาน ศรีงาม” มอบตัวกับตำรวจและสารภาพว่าถอนหมุดคณะราษฎร เรายังต้องรอดูว่ามันจริงหรือไม่ อย่างไรก็ตามมันสอดคล้องกับแนวการเมืองของพวกนี้ ดู [ http://bit.ly/2oVf9Uu ]

ก่อนที่ประยุทธ์จะทำรัฐประหาร พวกสลิ่มคลั่งเจ้าได้ก่ออาชญากรรมทางการเมืองเพื่อปูทางไปสู่เผด็จการ ในเรื่องนี้มันทำเอง ตัดสินใจเอง แต่ฝ่ายทหารก็ไม่ทำอะไรเพราะมันเป็นโอกาสที่จะทำรัฐประหาร ในเรื่องการหายไปของหมุดคณะราษฏร มันคงจะคล้ายกัน ผมมองว่าคสช.และประยุทธ์ไม่ได้สั่งถอนหมุดแต่ขี้เกียจสอบสวนหาความจริงเพราะแอบเห็นด้วย วชิราลงกรณ์ก็ไม่ได้สั่ง แต่พวกที่ทำคือพวกคลั่งเจ้าสุดขั้ว มันมีการขู่ก่อนหน้านี้ และพวกนี้เห็นว่าในช่วงปัจจุบันฝ่ายเราชอบประกอบพิธีประชาธิปไตยตรงนั้นท่ามกลางกระแสไม่เอาเจ้าที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นมันเป็น “สงครามอนุสาวรีย์” อีกรูปแบบหนึ่ง

สักวันหนึ่ง เมื่อประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน เราจะดึงอนุสาวรีย์ของพวกเจ้าลงมาให้หมด เหมือนกับที่คนทั่วโลกเคยทำ

ทำไมเผด็จการประยุทธ์น้ำลายฟูมปากเรื่องการเผยแพร่รูปและข่าวเรื่องกษัตริย์?

ใจ อึ๊งภากรณ์

หลังจากที่รัฐบาลเผด็จการทหารประกาศห้ามไม่ให้ประชาชนติดตาม ติดต่อ เผยแพร่ หรือกระทำการใดๆ ที่มีลักษณะเป็นการเผยแพร่ เนื้อหา ข้อมูล ของ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ และ แอนดรูว์ แม็กเกรเกอร์ มาร์แชล ซึ่งคำประกาศดังกล่าวไม่อาศัยหลักกฏหมายที่มีความชอบธรรมแต่อย่างใด คำถามสำคัญคือ คำประกาศดังกล่าวบ่งบอกอะไรเกี่ยวกับอำนาจทางการเมืองในไทย?

ผมไม่ทราบว่า “คุณโอ” โกรธเคืองเรื่องการเผยแพร่รูปภาพและข่าวดังกล่าวหรือไม่ อย่างที่บางท่านสงสัย แต่มันก็มีคำถามตามมาคือ ถ้าไม่อยากให้เผยแพร่ ทำไมไปโง่เดินห้างในต่างประเทศกับเมียเพื่อโชว์ลายสักและร่างกายให้กับสาธารณชน? ตรงนี้ผมไม่สามารถตอบได้ เพราะเดาใจคนเพี้ยนแบบนี้ไม่เป็น

แต่มันมีสาเหตุอันสำคัญยิ่งที่รัฐบาลเผด็จการต้องการจะคุมการเผยแพร่ของภาพและข่าวดังกล่าว เพราะมันเพิ่มความเสี่ยงต่อการอยู่รอดของเผด็จการในระยะยาว

อดีตกษัตริย์ภูมิพล ราชินี และลูกชายที่ปัจจุบันขึ้นมาเป็นกษัตริย์ มีภาพเสมือนว่ามีอำนาจ แต่แท้จริงไม่มีอำนาจ และไม่เคยมีอำนาจ มีแต่บทบาทหน้าที่ในละครใหญ่เพื่อการหลอกปกครองประชาชนโดยทหารและชนชั้นนำไทย

เวลาทหารจะก่อรัฐประหารหรือทำอะไรที่มีผลกระทบต่อสังคม มีการคลานเข้าไปหากษัตริย์ เพื่อสร้างภาพว่าไป “รับคำสั่ง” แต่แท้จริงแล้วเป็นเพียงการ “แจ้งให้ทราบ” ว่าทหารตัดสินใจทำอะไรก่อนหน้านั้น มันเป็นละครครั้งใหญ่ที่ผู้คลานมีอำนาจเหนือผู้ถูกกราบไหว้ องค์มนตรีมีไว้เพื่อเป็นกลุ่มประสานงานระหว่างส่วนต่างๆ ของชนชั้นปกครอง เช่นทหารชั้นผู้ใหญ่ นายทุนใหญ่ นักการเมืองอาวุโส หรือข้าราชการชั้นสูง และจะต้องสรุปความเห็นส่วนใหญ่ของพวกนี้ทั้งหมดเพื่อแนะแนวสั่งการให้กษัตริย์

การสร้างภาพว่ากษัตริยเป็นใหญ่ มีประโยชน์ต่อเผด็จการที่คอยบังคับให้เราจงรักภักดีต่อกษัตริย์และราชวงศ์ เพราะการจงรักภักดีดังกล่าวเป็นการจงรักภักดีต่อทหารและส่วนอื่นๆ ของชนชั้นปกครอง

ถ้าศึกษาประวัติศาสตร์จะไม่พบช่วงไหนที่กษัตริย์ภูมิพลเคยมีอำนาจสั่งการอะไรได้ อาจแสดงความเห็นบ้าง แต่บ่อยครั้งก็ไม่มีใครฟัง เช่นกรณีที่นายภูมิพลชมเผด็จการสุจินดาในปี ๒๕๓๕ หรือกรณีรัฐบาล หลัง ๖ ตุลา ๒๕๑๙ ที่มีนายกรัฐมนตรีคนโปรดของนายภูมิพล แต่อยู่ได้แค่ปีเดียว เพราะทหารและอำมาตย์อื่นมองว่ารัฐบาลนี้สุดขั้วเกินไปและกำลังสร้างปัญหา หรือแม้แต่กรณีการใช้เศรษฐกิจพอเพียงอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งไม่มีใครใช้อย่างจริงจัง แม้แต่ในสมัยรัฐบาลทักษิณ ตอนที่นายกทักษิณมีอำนาจและอิทธิพล นายภูมิพลก็ชมสงครามยาเสพติดที่ฆ่าคนบริสุทธิ์กว่าสามพันคน  และมีการร่วมธุรกิจระหว่างธนาคารไทยพาณิชย์กับบริษัท Shin Corp ของนายกทักษิณอีกด้วย

ในกรณีกษัตริย์ใหม่ “คุณโอ” ไม่เคยสนใจการเมืองและสังคมไทยเลย เพราะหมกมุ่นแต่ในการเสพสุขส่วนตัว การเรียกร้องให้แก้รัฐธรรมนูญก็เป็นตัวอย่างที่ดี เพราะมีผลกระทบกับธุระและผลประโยชน์ส่วนตัวของกษัตริย์ที่จะใช้วิธีชีวิตตามใจชอบเท่านั้น การปลดเจ้าหน้าที่รอบข้างในวังก็เช่นกัน มันไม่ต่างจากอำนาจของโจรมาเฟียท้องถิ่นตัวเล็กๆ เพราะมันไม่เกี่ยวอะไรกับอำนาจทางการเมืองที่จะกำหนดนโยบายทางสังคมการเมืองในระดับชาติ หรือนโยบายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแต่อย่างใด

การใช้สถาบันกษัตริย์โดยทหารเผด็จการ เพื่อให้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาความชอบธรรมในการแทรกแซงการเมือง จำต้องแลกกับการให้เสรีภาพกับกษัตริย์ ในเรื่องวิถีชีวิตส่วนตัว ต้องแลกกับการเอาเงินสาธารณะไปให้กษัตริย์ใช้อย่างฟุ่มเฟือย และต้องแลกกับการยกยอกษัตริย์ให้หัวพองโตด้วยการคลานและกราบไหว้ ในขณะที่อำนาจทางการเมืองและสังคมจริงอยู่ในมือทหารและพรรคพวกในหมู่ชนชั้นปกครอง

แต่ละครการสร้างความชอบธรรมให้เผด็จการนี้ขึ้นอยู่กับการสร้างภาพความน่าเชื่อถือของตัวบุคคลที่เป็นกษัตริย์ด้วย และในกรณี “คุณโอ” ความน่าเชื่อถือนี้ถูกทำลายตลอดเวลาจากพฤติกรรมของตัวเขาเอง เช่นการเดินห้างกับเมียเพื่อโชว์ลายสัก หรือพฤติกรรมอื่นๆ อีกมากมาย

ดังนั้นการเผยแพร่ภาพความจริงและข่าวเกี่ยวกับ “ผู้ที่ยืนอยู่เหนือหัวเราทั้งชาติ” จึงเป็นภัยต่อความมั่นคงของเผด็จการ แต่ไม่ใช่ภัยต่อความมั่นคงของประชาชนแม้แต่นิดเดียว และการพยายามคุมโซเชียล์มีเดีย เป็นงาน “กลิ้งหินขึ้นภูเขา” ซึ่งไม่มีวันสำเร็จ

แต่ขออนุญาตเตือนเพื่อฝูงผู้รักประชาธิปไตยหน่อย การหมกมุ่นกับพฤติกรรมในวังมากเกินไป เสี่ยงกับการเบี่ยงเบนการวางแผนการต่อสู้เพื่อล้มเผด็จการและสร้างประชาธิปไตย เพราะพุ่งเป้าไปที่ตัวปลอม และอาจทำให้เราลืมความสำคัญของการสร้างขบวนการมวลชนอีกด้วย

ทหารประกาศต่อสังคมว่าการละเมิดสตรีของวชิราลงกรณ์เป็นเรื่องน่าชื่นชม

ใจ อึ๊งภากรณ์

นายวชิราลงกรณ์ เสี่ยผู้ละเมิดสตรีและเสพสุขบนหลังเรา กำลังขึ้นมาดำรงตำแหน่งกษัตริย์คนใหม่

แต่ตั้งแต่เล็ก วชิราลงกรณ์ เป็นคนที่เรียนไม่เก่ง หรืออาจไม่สนใจเรียนก็ได้ ถ้าจะเป็นประมุขก็ควรสนใจบ้านเมืองและสนใจเรียนและศึกษาเรื่องปัญหาบ้านเมือง ควรสามารถพูดคุยด้วยสติปัญญา กับคนที่มีตำแหน่งทางการเมือง ทั้งภายในและภายนอกประเทศได้ แต่ วชิราลงกรณ์ ทำไม่ได้ ไม่เชื่อก็ไปถามคนในวงการทูตก็ได้

ประมุขควรจะเป็นคนที่มีมารยาทระดับหนึ่ง โดยเฉพาะในกิจกรรมทางการ แต่ วชิราลงกรณ์ เคยสร้างปัญหาทางการทูตกับนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นเพราะไม่พอใจในเรื่องส่วนตัว เกี่ยวกับผู้หญิง เขานำเครื่องบินที่ตนเองขับไปปิดกั้นเครื่องบินของนายกญี่ปุ่นที่ดอนเมือง และในงานเลี้ยงครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งก็ปล่อยให้หมาฟูฟูของตนเองวิ่งไปมาบนโต๊ะอาหาร ปล่อยให้หมาดมและเลียอาหารในจานของแขกผู้รับเชิญที่มีเกียรติ์ ทั้งไทยและต่างประเทศ โดยที่ไม่มองว่าเป็นการกระทำที่ผิดแต่อย่างใด เขาเป็นคนก้าวร้าว และเอาแต่ใจตนเอง

1w993qhighc0-bild

แต่ประเด็นสำคัญยิ่งกว่านั้นคือ ถ้า วชิราลงกรณ์ ขึ้นมาเป็นกษัตริย์ มันจะเป็นการตบหน้าสตรีไทย 35 ล้านคน ไม่ว่าสตรีที่ไร้จิตสำนึกจะรู้ตัวหรือไม่

การที่ วชิราลงกรณ์ หลงรักหรือหลงใคร่ผู้หญิงหลายคน ไม่ควรเป็นเรื่องผิด และควรเป็นเรื่องส่วนตัว ถ้าเขาไม่ใช้เงินเราไปเสพสุขส่วนตัว และถ้าเขาไม่ประพฤติตัวแย่ๆ และข่มขู่สตรี

ถ้าเขาอยากถ่ายรูปแฟนเปลือยกายเพื่อเก็บไว้ดูเอง ก็ไม่น่าจะผิดและน่าจะเป็นเรื่องส่วนตัวระหว่างสองคนอีก แต่ในความเป็นจริงเขาจงใจเผยแพร่ให้ทุกคนดูเพื่ออ้างตัวเป็นใหญ่และกดขี่ผู้หญิง และพอเขาเลิกกับผู้หญิงคนไหน เขาก็มีพฤติกรรมเลวทรามต่อเธอเสมอ โดยใช้เงินและตำแหน่งสาธารณะ ในการข่มขู่

ประเด็นที่เราควรพิจารณาคือ วชิราลงกรณ์ ในฐานะ “ประมุข” เป็นคนที่ไม่เคยเคารพใคร โดยเฉพาะผู้หญิง แล้วเราจะให้เขาเป็นประมุขของชาวไทยและเคารพเขาไปทำไม

วชิราลงกรณ์ เคยนั่งดื่มไวน์และกินข้าวริมสระน้ำกับอดีตเมีย ตรงนั้นไม่แปลก แต่ที่แปลกคือเมียเขาแก้ผ้าหมด ในขณะที่ วชิราลงกรณ์ สวมเสื้อผ้า และที่ยิ่งแปลกและน่ากังวลคือคนรับใช้ผู้ชายแต่งชุดราชการ และมีคนอื่นถ่ายรูปทั้งวิดีโอและภาพนิ่ง แค่นั้นไม่พอ มีการให้แฟนตนเองเปลือยกายคลานกับพื้นเพื่อรับขนมจากมือนายวชิราลงกรณ์ เหมือนเอาอาหารให้หมากิน ภาพนี้ ซึ่งปวงชนชาวไทยและชาวต่างประเทศจำนวนมากได้แลเห็นไปแล้ว เป็นภาพที่สะท้อนการไม่เคารพเพศสตรีของ วชิราลงกรณ์ และประกอบกับการปล่อยภาพเปลือยกายของสตรีคนอื่นๆ ที่วชิราลงกรณ์คบ เราต้องถือว่าเป็นการล่วงละเมิดทางเพศผ่านการมีเงินและอำนาจ

สรุปแล้วการที่เผด็จการทหารแต่งตั้ง วชิราลงกรณ์ เป็นกษัตริย์ ก็เท่ากับประกาศต่อสังคมว่าการละเมิดทางเพศเป็นเรื่องน่าชื่นชม ซึ่งไม่แปลก เพราะคนอย่างไอ้ยุทธ์มือเปื้อนเลือดก็ละเมิดสิทธิเสรีภาพของชาวไทยมาอย่างต่อเนื่อง และพร้อมจะใช้กำลังในการเข่นฆ่าคนรักประชาธิปไตย โดยเฉพาะในปี๒๕๕๓

เวลาท่านเห็นภาพริมสระน้ำ หรือภาพเปลือยกายของเหล่าแฟน หรือ “หม่อม” ของ วชิราลงกรณ์ โปรดอย่าด่าผู้หญิง โปรดเข้าใจว่าใครมีอำนาจตรงนั้น โปรดให้อภัยสตรีน้อยๆ ผู้ตัดสินใจผิด โปรดอย่าไปว่าคนที่โชว์ร่างเปลือยอันงาม เพราะนั้นก็ไม่ใช่อาชญากรรม

อย่าลืมว่าผู้เป็นแม่ เอ็นดูและยกโทษให้ลูกชายตนเองเสมอ ซึ่งไม่แปลก เพราะราชินนีไทยเป็นคนหัวรุนแรงสุดขั้ว และโง่เขลาด้วย อย่าลืมว่าเขาและลูกสาว ก็ขยันสนับสนุนพวกอันธพาลที่ก่อความรุนแรงและทำลายประชาธิปไตย อย่าลืมอีกว่าผู้เป็นพ่อ นายภูมิพล ไม่เคยยอมออกมาตักเตือนลูกชายตนเองอย่างจริงจัง สรุปแล้วมันเป็นครอบครัวชำรุดราคาแพง เหมือนราชวงศ์ทั่วโลก สมควรถูกปลดออกจากตำแหน่ง

วชิราลงกรณ์หลงตนเองจนแต่งตั้งหมาของตนให้เป็นนายพลเหนือพลเมืองธรรมดา และเมื่อหมาแสนน่าเกลียดของเขาตาย เขาสั่งให้มีงานศพที่แพงกว่างานศพที่คนธรรมดาจะมีได้

ขอฟันธงเลยว่าใครเคารพรักนายวชิราลงกรณ์คงต้องแสนจะไร้ปัญญาและขาดศักดิ์ศรีในตนเองโดยสิ้นเชิง

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ความเหมาะสมหรือความเขลาของนายวชิราลงกรณ์ ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการขึ้นมาเป็นกษัตริย์เลย เพราะอย่างที่ ทอมมัส เพน นักปฏิวัติอเมริกาสมัยสงครามกับอังกฤษ เคยเขียนไว้ในหนังสือ สิทธิของมนุษย์ “การเป็นช่างซ่อมเครื่องยนต์ย่อมอาศัยฝีมือ แต่การเป็นกษัตริย์แค่อาศัยการมีร่างก็พอ” การมี วชิราลงกรณ์ เป็นกษัตริย์ก็จะเปิดโอกาสให้ทหารเผด็จการใช้งานต่อไปเหมือนที่เคยใช้พ่อของเขา

o

ภาพข้างบนเป็นส่วนหนึ่งของละครน้ำเน่าที่เผด็จการและชนชั้นปกครองไทยสร้างมาอย่างต่อเนื่อง คือสร้างนิยายว่ากษัตริย์อยู่เหนือทุกคนแม้แต่นายพล เสร็จแล้วทหารก็ทำอะไรก็ได้ตามใจชอบโดยอ้างกษัตริย์ที่ไร้ปัญญา ใครตั้งคำถามหรือคัดค้านทหารก็กลายเป็นคนล้มเจ้าและถูกปราบโดยปริยาย

ในสังคมไทย ประชาชนถูกบังคับให้ยืนเคารพประมุข ถูกบังคับให้หมอบคลาน ถูกบังคับให้ใช้ภาษาพิเศษ ถูกบังคับให้เสียภาษีเพื่ออุดหนุนวิถีชีวิตอันร่ำรวยของประมุขและครอบครัว ทุกคนถูกบังคับให้เดือดร้อนเพราะมีการปิดถนนให้เขาเดินทางอย่างสะดวกสบาย

มันน่าสมเพชเหลือเกินที่ทักษิณพยายามกล่อมให้คนเสื้อแดงชื่นชม วชิราลงกรณ์ โดยสร้างนิยายหลอกประชาชนว่า วชิราลงกรณ์ “สนับสนุนประชาธิปไตย” เพราะในความเป็นจริง วชิราลงกรณ์ ไม่สนใจอะไรเลยที่เกี่ยวกับสังคมไทย สนใจแต่ผลประโยชน์ตนเองเท่านั้น

ทั้งหมดนี้เป็นสาเหตุสำคัญที่ วชิราลงกรณ์ ไม่ควรเป็นประมุข ไม่ควรมีอำนาจ และไม่ควรมีอิทธิพลในสังคมไทยเลย เราควรยึดทรัพย์สินมหาศาลของเขามาใช้เพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่

วชิราลงกรณ์ และคนอื่นๆ ทุกคนในตระกูลจักรี ไม่สมควรจะเสพสุขทำนาบนหลังเราต่อไป ประเทศไทยควรเป็นสาธารณรัฐ แต่อุปสรรค์หลักในการสร้างความเจริญก้าวหน้าในสังคมไทยคือกองทัพ ที่ปกป้องและใช้ระบบกษัตริย์เพื่อผลประโยชน์ของนายพลเผด็จการเท่านั้น ดังนั้นเราต้องเคลื่อนไหวเพื่อล้มเผด็จการทหารให้ได้ และสักวันเราจะมีเสรีภาพที่แท้จริง

ประเทศไทยควรเป็นสาธารณรัฐ

ใจ อึ๊งภากรณ์

จริงๆ แล้ว ในรายละเอียดของชีวิตประจำวันปัจจุบันของคนไทยส่วนใหญ่ สถาบันกษัตริย์ไม่เคยมีความสำคัญเลย เช่นเรื่องการไปประกอบอาชีพ เลี้ยงดูครอบครัว การเรียนหนังสือ หรือการผ่อนคลายพักผ่อน สถาบันกษัตริย์ไม่ได้ช่วยอะไรเราเลย และยิ่งกว่านั้น ไม่ได้เป็นแบบอย่างที่ดีด้วย โดยเฉพาะในเรื่องการเลี้ยงลูก การมีครอบครัว หรือการสอนลูกชายให้เคารพสตรี ฯลฯ

กษัตริย์ภูมิพลไม่เคยสร้างความสงบ และความมั่นคง ให้กับสังคมไทย

กษัตริย์ภูมิพลไม่ได้รักประชาชนและสร้างความสงบอยู่เย็นเป็นสุขแต่อย่างใด เมื่ออำมาตย์ฆ่าคนเสื้อแดงที่เรียกร้องประชาธิปไตยในปี ๒๕๕๓ นายภูมิพลเงียบเฉย ทั้งๆ ที่ยังมีชีวิตและสามารถพูดได้ ไม่ว่าจะอายุสูงแค่ไหน

กษัตริย์ภูมิพลผู้เป็นเศรษฐีอันดับหนึ่งของไทย คัดค้านสวัสดิการเพื่อประชาชน ส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียงที่ไม่เห็นด้วยกับการกระจายรายได้ สนับสนุนความรุนแรงในเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ และชมคนที่ทำรัฐประหาร ๑๙ กันยาและคนที่ทำลายประชาธิปไตยมาตลอด

ถ้านายภูมิพลเคยเป็นคนก้าวหน้าหรือเป็นคนดีที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม เขาจะไม่ปล่อยให้มีการหยุดวิ่งรถตามถนนหนทาง เพื่อให้ตัวเขาและญาติๆ เดินทางด้วยความสะดวกในขณะที่รถพยาบาลฉุกเฉินไม่เคยได้รับการอำนวยความสะดวกแบบนี้เลย เขาจะไม่ปล่อยให้มีการหมอบคลานต่อตัวเองเหมือนกับว่าประชาชนเป็นสัตว์หรือฝุ่นใต้ตีน และเขาจะออกมาแสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการปกป้องประชาธิปไตยและการคัดค้านกฎหมายเผด็จการต่างๆ รวมถึงกฎหมายหมิ่นกษัตริย์ด้วย สรุปแล้วนายภูมิพลเป็นคนล้าหลัง ขวางความเจริญ และไม่มีความกล้าหาญพอที่จะทำอะไรยากๆดีๆ ไม่กล้าวิจารณ์ความไม่ถูกต้องในสังคมทั้งๆ ที่เป็นประมุข และไม่มีอุดมการณ์และมนุษยธรรมเพียงพอที่จะเห็นใจประชาชนเลย มีแต่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน และคล้อยตามผู้มีอำนาจโดยเฉพาะทหารเท่านั้น

ในความเป็นจริง “ความสงบหรือความมั่นคง” ที่พวกคลั่งกษัตริย์อ้างว่านายภูมิพลช่วยสร้างในสังคมไทย คือความมั่นคงของการปกครองของอำมาตย์ ซึ่งเป็นความมั่นคงของชนชั้นที่ปกครองสังคมโดยสร้างความเหลื่อมล้ำสูงไปทั่ว ไม่ใช่ความมั่นคงอยู่เย็นเป็นสุขของพลเมืองส่วนใหญ่แต่อย่างใด

ตลอดเวลาที่สังคมเราตกอยู่ภายใต้เผด็จการทหาร สฤษดิ์ ถนอม และประภาส กษัตริย์ภูมิพลยินดีทำงานร่วมกับเผด็จการโดยไม่วิจารณ์อะไร คือภูมิพลไม่ได้ช่วยสร้างประชาธิปไตยแต่อย่างใด แต่พอนักศึกษาและประชาชนออกมาล้มเผด็จการทหารสำเร็จในวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ มีการแนะนำจากอำมาตย์ส่วนอื่นให้นายภูมิพลรีบออกมาฉวยโอกาส กอบกู้สถานการณ์สำหรับอำมาตย์ โดยการออกโทรทัศน์ และตั้ง “สภาสนามม้า” กับรัฐบาลแห่งชาติ เปิดทางให้มีการออกแบบประชาธิปไตยรัฐสภาที่รักษาอำนาจอำมาตย์ต่อไป ไม่ต่างจากระบบการเมืองที่ประยุทธ์กำลังสร้าง

หลัง ๑๔ ตุลา ๒๕๑๖ นายภูมิพลและราชวงศ์ ได้สนับสนุนฝ่ายขวาสุดขั้ว เช่น ลูกเสือชาวบ้าน และกลุ่มอื่นๆ ที่ใช้ความรุนแรงในสังคม และนำไปสู่รัฐประหาร ๖ ตุลา ๒๕๑๙ ต่อจากนั้นสังคมไทยก็เข้าสู่ยุคสงครามกลางเมืองเต็มที่ เพราะ รัฐไทยรบกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ในเหตุการณ์เหล่านี้ภูมิพลสนับสนุนพวกฝ่ายขวาและรัฐประหารเพราะมองว่าไทยมี “ประชาธิปไตยมากเกินไป” นายกรัฐมนตรีรัฐบาลหอย ขวาตกขอบ ที่ภูมิพลชื่นชมในสมัยนั้นคือ ธานินทร์ กรัยวิเชียร แต่รัฐบาลของ ธานินทร์ ซึ่งมี สมัคร สุนทราเวช เป็นรัฐมนตรีมหาดไทย ได้สร้างความแตกแยกในสังคมไทยจนฝ่ายทหารส่วนใหญ่ต้องปลดรัฐบาลนี้ออกเพียงหนึ่งปีหลัง ๖ ตุลา นี่หรือคือการสร้างความอยู่เย็นเป็นสุขของนายภูมิพลหรือ?

ในกรณีพฤษภาคม ๒๕๓๕ ในช่วงแรก นายภูมิพล แนะนำให้ประชาชนไว้ใจและสนับสนุน เผด็จการสุจินดา แต่หลังจากมีการลุกฮือขับไล่สุจินดาสำเร็จไปแล้ว ท่ามกลางการล้มตายของประชาชน นายภูมิพลก็ต้องออกมาสร้างภาพว่า ตนไกล่เกลี่ยระหว่างสุจินดากับจำลอง ภายใต้การประสานงานขององค์มนตรีเปรม ที่สำคัญคือนายภูมพลไม่เคยห้ามปรามการนองเลือด

วิกฤตการเมืองปัจจุบันที่เริ่มต้นเมื่อมีการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ และมีรัฐประหาร ๑๙ กันยา เป็นวิกฤตที่นายภูมิพลไม่ได้พยายามแก้ไขแต่อย่างใด นายภูมิพลนั่งเฉยและปล่อยให้ผู้มีอำนาจแท้ในกองทัพ ทำลายความมั่นคงและความสงบของสังคมด้วยการอ้างความชอบธรรมจากกษัตริย์ และนายภูมิพลนิ่งเฉยเวลานายอภิสิทธิ์และทหารอย่างประยุทธ์ฆ่าประชาชนมือเปล่าที่ราชประสงค์และผ่านฟ้า วิกฤตนี้เรื้อรังไปเรื่อยจนเรามีรัฐประหารรอบสองของประยุทธ์

จะเห็นได้ว่านายภูมิพลไม่เคยปกป้องประชาชนจากการถูกฆ่าโดยทหาร ไม่เคยรักษาความสงบ แต่มีหน้าที่หลักในการกอบกู้สถานการณ์ให้ชนชั้นปกครอง เมื่อประชาชนลุกฮือ เพื่อไม่ให้หลุดไปจากอิทธิพลของอำมาตย์เท่านั้น และการกระทำดังกล่าว ทำไปภายใต้คำแนะนำขององค์มนตรีและกองทัพ ซึ่งเป็นเครือข่าย “ประสานงาน” ระหว่างส่วนต่างๆ ของชนชั้นปกครองไทย เช่น ทหาร นักการเมือง ข้าราชการผู้ใหญ่ นายทุน และนักการเมือง

แล้วท่านคิดว่ากษัตริย์คนต่อไปจะดีกว่านายภูมิพลหรือ?

4w596qhighc0-bild

 ฝันไปเถิด นายวชิราลงกรณ์เป็นคนที่ค่อนข้างจะขาดความฉลาด ก้าวร้าว และไม่รู้จักความประพฤติที่สมกับการเป็นบุคคลสาธารณะ ทั้งๆ ที่อายุหกสิบกว่าแล้ว เขาสนใจแต่การเสพสุขของตนเอง และการกดขี่สตรี นายวชิราลงกรณ์จะเป็น “ลูกน้อง” ของทหารที่เชื่องกว่านายภูมิพลเสียอีก

กองทัพกับระบบกษัตริย์พันกันเหมือนงูที่แยกออกจากกันไม่ได้

%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%9d%e0%b9%89%e0%b8%b2

 ทหารเผด็จการโกงกินของไทยใช้ระบบกษัตริย์เพื่อผลประโยชน์ของพวกนายพลมานาน กษัตริย์เป็นข้ออ้างซ้ำแล้วซ้ำอีกที่จะทำรัฐประหาร ฆ่าประชาชน และปกครองประเทศอย่างป่าเถื่อน ดังนั้นถ้าเราจะมีประชาธิปไตยได้ เราต้องยกเลิกสถาบันกษัตริย์และกองทัพพร้อมกัน

ถ้าไม่มีกษัตริย์ เราจะอยู่กันอย่างไร?

ถ้าประเทศไทยไม่มีกษัตริย์ สังคมจะดีขึ้นเพราะ

  1. เราจะประหยัดงบประมาณมหาศาลที่จะนำมาพัฒนาชีวิตประชาชนทุกคน เพราะเรายกเลิกสถาบันที่ราคาแพงแต่ไม่มีประโยชน์สำหรับประชาชน
  2. ทหารจะไม่สามารถนำสถาบันกษัตริย์มาเป็นหน้ากากบังหน้าเพื่อทำลายประชาธิปไตย
  3. เราจะเริ่มสร้างมาตรฐานในระบบประชาธิปไตย และในระบบยุติธรรมได้ เพราะเราสามารถสร้างวัฒนาธรรมการเป็นพลเมืองที่ทุกคนเท่าเทียมกัน ไม่มีการหมอบคลานให้ใคร
  4. เราจะมีเสรีภาพในการใช้ปัญญา แสดงออก และร่วมกันคิดเพื่อสร้างสังคมใหม่
  5. ประชาชนจะไม่ยากลำบากเมื่อรถติดอันเนื่องมาจากขบวนเสด็จ
  6. เราสามารถนำวังต่างๆ มาเป็นสถานที่ที่ใช้ประโยชน์สำหรับคนจน เช่นเป็นบ้านพักคนชราเป็นต้น

แต่แค่การพูดหรือเขียนว่า “ประเทศไทยควรเป็นสาธารณรัฐ” จะไม่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงทางสังคมไม่เกิดโดยอัตโนมัติเหมือนดินฟ้าอากาศ มันต้องอาศัยการจัดตั้งทางการเมืองและการเคลื่อนไหวทางการเมืองเสมอ ยิ่งกว่านั้นการเป็นสาธารณรัฐไม่เพียงพอที่จะสร้างประชาธิปไตยแท้ได้ เพราะสาธารณรัฐที่เป็นเผด็จการก็มี เราจึงควรตั้งเป้าระยะยาวที่จะสร้างสาธารณรัฐที่เป็นทั้งประชาธิปไตยและใช้ระบบการเมืองสังคมนิยม

protest_icon-2_ci

คนที่มัวแต่หมอบคลานต่อผู้ใหญ่ จะคิดว่าผู้ใหญ่ในสังคมสูงส่งใหญ่โตเหลือเกิน แต่พอเราลุกขึ้นยืนเราจะมั่นใจว่าไม่มีใครดีกว่าหรือสูงเรา และประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน!