Tag Archives: กษัตริย์

7 เหตุผลที่ประเทศไทยควรเป็นสาธารณรัฐ

ใจ อึ๊งภากรณ์

rotten
เราต้องการให้ประมุข “หมาเน่า” เป็นสัญลักษณ์ของสังคมไทยหรือ?
thaiking-728x486ก
วชิราลงกรณ์ทำลายภาพลักษณ์ของสังคมไทย

พวกแก๊งเผด็จการทหาร ที่อ้างว่าตนจะปกป้องระบบกษัตริย์ด้วยชีวิต เช่นนายประยุทธ์ นายเหรียญทอง นายประวิตร และนายอภิรัชต์ กำลังปกป้องประมุข “หมาเน่า” ที่มีพฤติกรรมเลวทราม แล้วพวกนี้ยังหน้าด้านอ้างว่ากษัตริย์วชิราลงกรณ์เป็น “ศูนย์รวมดวงใจของประชาชน” และเป็น “สัญลักษณ์ของชาติไทย” เราจะยอมได้อย่างไร?

Defend Monarchy
แก๊งปกป้องประมุข “หมาเเน่า”

ถ้าประเทศไทยไม่มีกษัตริย์ สังคมจะดีขึ้นเพราะ

  1. เราจะประหยัดงบประมาณมหาศาลที่จะนำมาพัฒนาชีวิตประชาชนทุกคนได้ เพราะเรายกเลิกสถาบันที่ราคาแพงแต่ไม่มีประโยชน์สำหรับประชาชน เราสามารถนำทุนต่างๆ จากทรัพย์สินกษัตริย์มาใช้สร้างความมั่นคงในชีวิตสำหรับพลเมืองทุกคน ผ่านการสร้างรัฐสวัสดิการ และการพัฒนาโรงเรียนและสถานพยาบาล อย่าลืมว่าทรัพย์สินทั้งหมดนี้กษัตริย์และชนชั้นปกครองไทยเคยปล้นมาจากการทำงานของประชาชนในอดีต เพราะพวกราชวงศ์ไม่เคยทำงานเลย
  2. ทหารจะไม่สามารถนำสถาบันกษัตริย์มาเป็นหน้ากากบังหน้าเพื่อทำลายประชาธิปไตย เพราะทุกครั้งที่ทหารปล้นสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยไปจากเราผ่านรัฐประหาร มันอ้างเสมอว่ามันทำ “เพื่อปกป้องสถาบันกษัตริย์” และทุกครั้งที่ทหารทำรัฐประหารพวกนายพลมักจะกอบโกยทรัพยากรที่เป็นของประชาชนทุกคนเข้ากระเป๋าตนเอง การยกเลิกกษัตริย์ต้องทำควบคู่กับการลดบทบาททหารในการเมืองและการตัดงบทหารเพื่อนำมาพัฒนาชีวิตของประชาชนทุกคนอีกด้วย
  3. เราจะเริ่มสร้างมาตรฐานในระบบประชาธิปไตย และในระบบยุติธรรมได้ เพราะเราสามารถสร้างวัฒนธรรมการเป็นพลเมืองที่ทุกคนเท่าเทียมกัน ไม่มีการหมอบคลานให้ใครต่อไป อย่าลืมว่าวัตถุประสงค์สำคัญของการคงไว้สถาบันกษัตริย์ในหลายประเทศคือการกล่อมเกลาให้คนหลงเชื่อว่าบางคน “เกิดสูง” และควรมีอภิสิทธิ์ ในขณะที่พลเมืองทั้งชาติ “เกิดมาต่ำ”
  4. เราจะมีเสรีภาพในการใช้ปัญญากับการแสดงออก และร่วมกันคิดเพื่อสร้างสังคมใหม่ เพราะจะต้องยกเลิกกฏหมายแบบ 112 ที่ปิดปากประชาชน ในสังคมใหม่ผู้แทนต้องมาจากการเลือกตั้ง และผู้ที่ถือตำแหน่งสาธารณะ ต้องถูกวิจารณ์ตรวจสอบได้เสมอ
  5. ภาพลักษณ์ของสังคมไทยจะดีขึ้น ดูเป็นประชาธิปไตยสมัยใหม่ที่เคารพเพื่อนมนุษย์ แทนที่เราจะมีประมุขแบบวชิราลงกรณ์ที่โลภมาก เห็นแก่ตัว และมีพฤติกรรมเลวทรามต่อคนอื่น โดยเฉพาะสตรี ซึ่งทำให้สังคมไทยกลายเป็นอะไรที่น่าขายหน้าในสายตาคนทั่วโลก นอกจากนี้ประชาชนจะไม่ยากลำบากจากการที่รถติดเนื่องจากขบวนเสด็จ
  6. เราสามารถนำวังต่างๆ มาเป็นสถานที่ที่ใช้ประโยชน์สำหรับคนจน เช่นทำเป็นบ้านพักคนชรา หรือสถานที่ตากอากาศราคาถูกสำหรับคนทั่วไปเป็นต้น
thaiking-728x486ก
วชิราลงกรณ์ทำลายภาพลักษณ์ของสังคมไทย

แต่แค่การพูดหรือเขียนว่า “ประเทศไทยควรเป็นสาธารณรัฐ” จะไม่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงทางสังคมไม่เกิดโดยอัตโนมัติเหมือนดินฟ้าอากาศ มันต้องอาศัยการจัดตั้งทางการเมืองและการเคลื่อนไหวทางการเมืองของมวลชนเสมอ เราต้องร่วมกันสร้างกระแสเพื่อให้ไทยเป็นประชาธิปไตยแท้ เราต้องหนุนกระแสที่กำลังขยายตัวในหมู่คนที่ต้องการให้ไทยเป็นสาธารณรัฐ

คนที่มัวแต่หมอบคลานต่อผู้ใหญ่ จะคิดว่าผู้ใหญ่ในสังคมสูงส่งใหญ่โตเหลือเกิน แต่พอเราลุกขึ้นยืนเราจะมั่นใจว่าไม่มีใครดีกว่าหรือสูงเรา และประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน!

อย่างไรก็ตาม การศึกษาประเทศอื่นทั่วโลก เช่นฝรั่งเศสหรือสหรัฐ พิสูจน์ว่าการที่ไทยจะเป็นสาธารณรัฐ เพียงแต่เป็นขั้นตอนหนึ่งในการสร้างประชาธิปไตยแท้ เพราะเราต้องสู้ต่อไปเพื่อยกเลิกความเหลื่อมล้ำทางชนชั้น และปัญหาต่างๆ ของระบบทุนนิยม เช่นการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจหรือสงครามหรือการเกิดปัญหาโลกร้อน และการที่ระบบนี้เป็นเผด็จการของนายทุนในเรื่องเศรษฐกิจ เพราะประชาธิปไตยแท้คือระบบสังคมนิยม

[อ่านเพิ่มว่าทำไมเผด็จการคอมมิวนิสต์ที่เคยมีในรัสเซียหรือจีนไม่ใช่สังคมนิยม….สังคมนิยมในทัศนะของมาร์คซ์ https://bit.ly/2zoAiy5 ]

 

สัญลักษณ์แห่งความเลวทราม ปัญญาอ่อน โลภมาก และเปลืองตัง

ใจ อึ๊งภากรณ์

[ถ้าอยู่ไทยโปรดใช้ความระมัดระวังในการแดสงความเห็น]

พิธีอวยคนเลวปัญญาอ่อนได้เวียนมาถึงแล้ว พิธีแต่งตั้งวชิราลงกรณ์ถือว่าเป็นละครน้ำเน่าราคาแพงสำหรับประชาชนไทยที่ต้องจ่ายค่าพิธีเป็นล้านๆ และจ่ายไปเพื่อให้ทหารและส่วนอื่นของชนชั้นปกครองให้ความชอบธรรมกับตนเอง ในขณะที่พวกนี้ไร้ความชอบธรรมที่จะปกครองเราโดยสิ้นเชิง เพราะไม่เคยเคารพประชาชน ไม่เคยเคารพประชาธิปไตย และทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์ของคนส่วนน้อยเสมอ

thaiking-728x486ก
วชิราลงกรณ์ใส่ชุดแฟนซี “กรงบนหัว”

ตั้งแต่เป็นเด็กเล็ก วชิราลงกรณ์ เป็นคนปัญญาอ่อน ไม่สนใจเรียนหนังสือ แต่ตอนนี้บังอาจดำรงตำแหน่งเป็นประมุข แถมมีพวกอวยเจ้าเสนอว่าคนปัญญาอ่อนคนนี้เป็น “อัจฉริยะ” อย่างไรก็ตามมันหลอกใครไม่ได้ คนไทยจำนวนมากทราบความจริง และรัฐบาลกับประชาชนต่างประเทศก็ทราบดี ทูตประเทศตะวันตกและลาตินอเมริกามักซุบซิบกันว่า วชิราลงกรณ์ ไม่มีปัญญาจะพูดคุยอะไรที่เป็นสาระกับเขาในงานต่างๆ จนพวกทูตพยายามหลีกเลี่ยงที่จะพบ

ประมุขควรจะเป็นคนที่มีมารยาทระดับหนึ่ง โดยเฉพาะในกิจกรรมทางการ แต่ วชิราลงกรณ์ ไม่เคยมีมารยาทพื้นฐานต่อประชาชนไทยหรือคนอื่น ตัวอย่างที่ดีคือการไปแจกปริญญาโดยให้นักศึกษารอหลายชั่วโมงจนถึงเที่ยงคืน เพราะมันมัวแต่เสพสุข

ในงานเลี้ยงครั้งใหญ่ครั้งหนึ่ง วชิราลงกรณ์ ปล่อยให้หมาฟูฟูของตนเองวิ่งไปมาบนโต๊ะอาหาร ปล่อยให้หมาดมและเลียอาหารในจานของแขกผู้รับเชิญที่มีเกียรติ์ ทั้งไทยและต่างประเทศ โดยที่ไม่มองว่าเป็นการกระทำที่ผิดแต่อย่างใด มันไม่เคยเข้าใจว่าอะไรถูกอะไรผิด

นอกจากนี้ วชิราลงกรณ์ เคยสร้างปัญหาทางการทูตกับนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นเพราะไม่พอใจในเรื่องส่วนตัว เกี่ยวกับผู้หญิง เขาเคยนำเครื่องบินที่ตนเองขับไปปิดกั้นเครื่องบินของนายกญี่ปุ่นที่ดอนเมือง

การขึ้นมาเป็นกษัตริย์ ของวชิราลงกรณ์ เป็นการตบหน้าสตรีไทย 35 ล้านคน

การที่ วชิราลงกรณ์ หลงรักหรือหลงใคร่ผู้หญิงหลายคน ไม่ควรเป็นเรื่องผิด และควรเป็นเรื่องส่วนตัว ถ้าเขาอยากถ่ายรูปแฟนเปลือยกายเพื่อเก็บไว้ดูเอง ก็ไม่น่าจะผิดและน่าจะเป็นเรื่องส่วนตัวระหว่างสองคนอีก แต่ประเด็นที่เราควรพิจารณาคือ วชิราลงกรณ์ ในฐานะ “ประมุข” เป็นคนที่ไม่เคยเคารพใครเลย โดยเฉพาะผู้หญิง

183886_103945319685553_100002102564850_32079_4628874_n

วชิราลงกรณ์ เคยนั่งดื่มไวน์และกินข้าวริมสระน้ำกับศรีรัศมิ์ คนที่ตอนนี้เป็นอดีตเมียไปแล้ว ตรงนั้นไม่แปลก แต่ที่แปลกคือเมียเขาต้องแก้ผ้าหมด ในขณะที่ วชิราลงกรณ์ สวมเสื้อผ้า และที่ยิ่งแปลกและน่ากังวลคือคนรับใช้ผู้ชายแต่งชุดราชการ และมีคนอื่นถ่ายรูปทั้งวิดีโอและภาพนิ่ง แค่นั้นไม่พอ มีการให้แฟนตนเองเปลือยกายคลานกับพื้นเพื่อรับขนมจากมือ วชิราลงกรณ์ เหมือนเอาอาหารให้หมากิน ภาพนี้ ซึ่งปวงชนชาวไทยและชาวต่างประเทศจำนวนมากได้แลเห็นไปแล้ว เป็นภาพที่สะท้อนการไม่เคารพเพศสตรีของ วชิราลงกรณ์ และประกอบกับการปล่อยภาพเปลือยกายของสตรีคนอื่นๆ ที่ วชิราลงกรณ์ คบ เราต้องถือว่าเป็นการล่วงละเมิดทางเพศผ่านการมีเงินและอำนาจ ตรงนี้เป็นสาเหตุสำคัญที่ วชิราลงกรณ์ ไม่ควรเป็นประมุข ไม่ควรมีอำนาจ และไม่ควรมีอิทธิพลในสังคมไทย

ทำไมมีการปล่อยภาพแบบนี้ออกมา? ต้องตอบอย่างตรงไปตรงมาว่ามันไม่ใช่อุบัติเหตุ เพราะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องมาหลายปี ดังนั้นอาจเป็นวิธีควบคุมผู้หญิงให้หมดศักดิ์ศรีจนต้องพึ่งพา วชิราลงกรณ์ คนเดียว หรืออาจเป็นการที่ วชิราลงกรณ์ อยากจะอวดว่าได้ผู้หญิงสวยๆ มาหลายคนก็ได้ หรือเขาอาจมีทัศนะว่า “กูจะทำแล้วทำไม?” พยายามสร้างภาพว่าไม่มีใครแตะได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เราไม่สามารถเดาใจคนเพี้ยนที่ไร้มนุษญ์สัมพันพธ์และเคารพคนอื่นไม่เป็น

หลังจากที่วชิราลงกรณ์ได้ใช้ศรีรัศมิ์เพื่อเสพสุขทางเพศจนเบื่อ ก็ทิ้งและมีการกลั่นแกล้งอย่างต่อเนื่อง สื่อเยอรมัน (ภาพข้างล่าง) ถึงกับตั้งคำถามว่าศรีรัศมิ์ถูกขังไว้ในบ้านหรือไม่ ที่แน่นอนคือความทุกข์ของหญิงคนนี้ในปัจจุบัน

59701822_845271205817535_283699993108283392_n

และนี่คือส้วมที่ศรีรัศมิ์ถูกวชิราลงกรณ์บังคับให้ใช้ พร้อมป้าย “กูให้พวกมึง…รู้จักพอเพียง” จาก นสพ Bild เช่นกัน

59429332_1831412550293833_7012993093930582016_nส้วม

 

ล่าสุดวชิราลงกรณ์ประกาศว่าเมียอีกคนหนึ่งของเขาได้รับตำแหน่งเป็นราชินี การแต่งตั้งผู้หญิงที่ยังไม่ถูกทิ้ง ให้มีตำแหน่งสูงๆ เช่นเป็นนายพลบ้าง หรือราชินี เป็นการโยนภาระในการเลี้ยงดูปรสิตอีกคน ให้ปวงชนชาวไทย เพราะเพิ่มค่าใช้จ่ายที่เราต้องแบกรับ โดยไม่มีผลประโยชน์อะไรตกสู่สังคมและประชาชนเลย

68

การที่ “ความสามารถ” ของราชินีใหม่ที่ประโคมกันผ่านสื่อกระแสหลักเป็นเรื่องไร้สาระอย่างถึงที่สุด ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะคุณสมบัติแท้ของการมีตำแหน่งในระบบกษัตริย์มีแค่สองเรื่องเท่านั้นคือ มีเพศสัมพันธ์และสืบพันธ์ุได้ กับ ชอบเสพสุขจากการทำนาบนหลังประชาชน

อย่าลืมว่าผู้เป็นแม่ เอ็นดูและยกโทษให้ลูกชายตนเองเสมอ ซึ่งไม่แปลกเพราะราชินนีของนายภูมิพลเป็นคนหัวรุนแรงสุดขั้ว และโง่เขลาด้วย อย่าลืมว่าราชินีคนนี้และลูกสาว เคยขยันสนับสนุนพวกอันธพาลที่ก่อความรุนแรงและทำลายประชาธิปไตย อย่าลืมอีกว่าผู้เป็นพ่อ นายภูมิพล ไม่ยอมออกมาตักเตือนลูกชายตนเอง สรุปแล้วมันเป็นครอบครัวชำรุดราคาแพง เหมือนราชวงศ์ทั่วโลก สมควรถูกปลดออกจากตำแหน่ง

17880152_10154927047036154_3616575511584400172_o

 

ในเหตุการณ์นองเลือด ๖ ตุลา วชิราลงกรณ์ กับสมาชิกอื่นๆ ของราชวงศ์ชำรุดนี้ ได้เคยไปให้กำลังใจกับพวกอันธพาลลูกเสือชาวบ้าน ที่ฆ่านักศึกษาอีกด้วย

th05_03b

อย่าลืมอีกว่าในสังคมไทย ประชาชนถูกบังคับให้ยืนเคารพประมุข ถูกบังคับให้หมอบคลาน ถูกบังคับให้ใช้ภาษาพิเศษ ถูกบังคับให้เดือดร้อนเพราะมีการปิดถนนให้เขาเดินทางอย่างสะดวกสบาย และทุกคนถูกบังคับให้เสียภาษีเพื่ออุดหนุนวิถีชีวิตอันร่ำรวยของวชิราลงกรณ์ในเยอรมัน

การเลือกที่จะอยู่เยอรมันของ วชิราลงกรณ์ แสดงให้เห็นว่าเขาไม่แคร์อะไรกับสังคมไทย เพียงแต่อยากเสพสุขจากการมีตำแหน่งกษัตริย์ และมันสะท้อนอีกด้วยว่าในตัวมันเองเขาไม่มีอำนาจ แต่เป็นเครื่องมือราคาแพงของทหาร [อ่านเพิ่มเรื่องความไร้อำนาจกษัตริย์ https://bit.ly/2GcCnzj ]

พวกนายพลคลั่งเผด็จการที่ชอบทำรัฐประหาร โกงการเลือกตั้ง และใช้ความรุนแรงต่อพลเมืองไทยที่ต้องการสิทธิเสรีภาพ มักพูดเสมอว่าเขาจะปกป้องสถาบันกษัตริย์อย่างถึงที่สุด พวกนี้อ้างว่าใครที่วิจารณ์กษัตริย์เป็น “ภัยต่อความมั่นคงของชาติ” เพราะกษัตริย์เป็น “สัญลักษณ์ของชาติไทย” แต่ในความเป็นจริง กษัตริย์วชิราลงกรณ์เป็นสัญลักษณ์ของ “ชาติหมา” มากกว่า เพราะเป็นตัวอย่างของความเลวทราม การกดขี่สตรี การไม่เคารพประชาชน ความปัญญาอ่อน และความโลภมาก

ถ้าจะหาสัญลักษณ์ที่ดีของไทย เราต้องดูที่การเสียสละของประชาชนไทยที่ต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพมาอย่างต่อเนื่อง ประชาชนธรรมดาจึงควรจะร่วมกันเป็นตัวแทนของชาติมากกว่า

ดังนั้น วชิราลงกรณ์ และคนอื่นๆ ทุกคนในตระกูลจักรี ไม่สมควรจะเสพสุขทำนาบนหลังเราต่อไป ประเทศไทยควรเป็นสาธารณรัฐ

ca0BlIYE_400x400

 

สองเหตุผลว่าทำไมไทยควรเป็นสาธารณรัฐ

ใจ อึ๊งภากรณ์

[เพื่อความสะดวกในการอ่าน เชิญไปอ่านในบล็อกโดยตรง]

ประเทศทั่วโลกที่มีกษัตริย์เป็นประมุข เช่นอังกฤษ สเปน สวีเดน เนเธอร์แลนด์ หรือไทย ยังคงไว้สถาบันจากอดีตอันนี้เพื่อวัตถุประสงค์สมัยใหม่ วัตถุประสงค์หลักคือเรื่องลัทธิความคิดทางการเมืองที่เน้นว่าลำดับชนชั้นในสังคมเป็นเรื่อง “ธรรมชาติ” ที่เราเปลี่ยนไม่ได้ สถาบันกษัตริย์มีไว้เพื่อกล่อมเกลาให้ประชาชนพึงรู้ว่ามีคนเกิดสูงและเกิดต่ำ คนที่เกิดสูงมีความชอบธรรมในการกอบโกยทรัพย์สินของสังคม และในการมีบทบาทหลักในสังคม ส่วนคนที่เกิดต่ำควรเจียมตัวกับความจนและการที่ถูกกีดกันออกจากการตัดสินใจทางการเมือง เศรษฐกิจ หรือสังคม (ดู https://bit.ly/2On85jD )

วัตถุประสงค์หลักของลัทธิ “สูงต่ำ” อันนี้ไม่ใช่เพื่อเชิดชูกษัตริย์ แต่เพื่อให้ความชอบธรรมกับชนชั้นปกครองในรัฐทุนนิยมสมัยใหม่ คือนายทุน นักการเมืองฝ่ายทุน ผู้บังคับบัญชาทหาร และข้าราชการชั้นสูง

ในประเทศที่เป็นสาธารณรัฐ ชนชั้นปกครองใช้ลัทธิความคิดอื่นในการให้ความชอบธรรมกับลำดับชนชั้นที่ดำรงอยู่ ในสหรัฐจะมีการเสนอว่าคนชั้นสูงเป็นคนที่มีความสามารถพิเศษและขยันในการทำงาน ซึ่งถ้าดูพฤติกรรมและความสามารถจริงของพวกผู้นำสหรัฐก็จะเห็นว่าเป็นคำโกหก ในฝรั่งเศสจะมีการอ้างความชอบธรรมจากการปฏิวัติฝรั่งเศสและการอ้างว่าทุกคนเท่าเทียมกันแล้ว ทั้งๆ ที่ไม่จริง ในจีนก็เช่นกัน มีการอ้างว่าในระบบ “คอมมิวนิสต์” ไม่มีชนชั้น และเผด็จการของพรรคคอมมิวนิสต์เป็นตัวแทนของกรรมาชีพกับประชาชน ซึ่งไม่จริงอีก ไม่เชื่อก็ลองดูสภาพความเป็นอยู่ของคนงานจีนเมื่อเทียบกับวิถีชีวิตของครอบครัวผู้นำรัฐ

ในรายละเอียด ชนชั้นปกครองอังกฤษ สหรัฐ ฝรั่งเศส หรือจีน ไม่ได้แตกต่างกันเลย ของไทยก็เช่นกัน ล้วนแต่เป็นตัวแทนของผลประโยชน์กลุ่มทุนทั้งสิ้น และต้องการที่จะกดขี่ขูดรีดคนธรรมดา

บางคนที่อ้างว่าตัวเอง “ตาสว่าง” แต่ยังติดอยู่ในกับดักความคิดของกะลาแลนด์ จะเถียงว่า “ประเทศไทยไม่เหมือนประเทศในยุโรปหรือที่อื่น” เพื่อพยายามเสนอว่าสถาบันกษัตริย์ไทยมีความ “พิเศษ” ที่ไม่เหมือนของชาติอื่น เพราะ “เรายังมีระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์” (ดู https://bit.ly/2QgB0TJ ) คนเหล่านี้ไม่ยอมศึกษาประวัติศาสตร์ไทยและการเปลี่ยนแปลงของสถาบันกษัตริย์ตามยุคสมัย ผ่านการปฏิวัติของรัชกาลที่๕ สู่การปฏิวัติ ๒๔๗๕ และที่สำคัญคือพวกนี้ไม่ยอมศึกษาบทบาทและที่มาของสถาบันกษัตริย์สมัยใหม่ในยุโรป พวกนี้จึงมองอะไรแบบผิวเผิน คือพอได้ยินว่ากษัตริย์ไทยแต่งตั้งผู้พิพากษา หรือแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี หรือ “โปรดเกล้า” เรื่องอื่น ก็เชื่อว่ากษัตริย์มีอำนาจ แต่การแต่งตั้งหรือ “โปรดเกล้า” ในเรื่องต่างๆ ก็มีในอังกฤษตามทำเนียม ซึ่งคนไทยแบบนี้จะไม่ยอมมองและเข้าใจ มันเป็นความคิดชาตินิยมในกะลาที่ส่งเสริมโดยฝ่ายเผด็จการและชนชั้นปกครองไทย ที่ชวนให้เราไม่ศึกษาการเมืองทั่วโลกในเชิงเปรียบเทียบ “เพราะประเทศไทยพิเศษ”

การที่ไทยมีกฏหมาย 112 ที่ยังใช้อยู่ในทางปฏิบัติ และการที่มีการมอบคลาน การใช้ราชศัพท์ และการติดภาพหรืออ้างถึงกษัตริย์บ่อยๆ เป็นแค่รายละเอียดปลีกย่อย ซึ่งไม่เปลี่ยนลักษณะลึกๆ ของสถาบัน ที่เหมือนกับสถาบันกษัตริย์สมัยใหม่ทั่วโลก

ดังนั้นปัญหาใหญ่อันหนึ่งของการมีสถาบันกษัตริย์ในไทย คือการที่ทหาร นักการเมือง และนายทุน ใช้สถาบันนี้เพื่อให้ความชอบธรรมกับอภิสิทธิ์ของตนเอง ในรูปธรรมหมายความว่าทหารทำรัฐประหารแล้วอ้างว่าปกป้องกษัตริย์ได้ หรือมีการอ้างลัทธิเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อสนับสนุกแนวเสรีนิยมกลไกตลาดแบบ “มือใครยาวสาวได้สาวเอา”

ลัทธิกษัตริย์ หรือ “ลัทธิสูงต่ำ” ถูกใช้เพื่อพยายามให้ความชอบธรรมกับเผด็จการและความเหลื่อมล้ำ

แต่อย่าหลงเชื่อว่าในยุโรปชนชั้นปกครองชื่นชมประชาธิปไตยมาตลอด ในยามวิกฤตชนชั้นปกครองยุโรปพร้อมจะใช้ระบบเผด็จการเพื่อปกป้องผลประโยชน์ตนเอง ดูได้จากอดีตในเยอรมัน อิตาลี่ สเปน หรือโปรตุเกส ดูได้จากกรณีการใช้กฏหมายฉุกเฉินในอังกฤษหรือฝรั่งเศส และดูได้จากมาตรการเผด็จการที่อียูใช้กับกรีซเพื่อบังคับให้รัดเข็มขัด หรือที่รัฐสเปนใช้กับชาวคาทาลูเนีย

วชิราลงกรณ์ไม่ได้มีอำนาจสั่งการในระบบการเมืองไทย เพราะถ้าเราพิจารณาปัญหาต่างๆ เช่นเรื่องการสืบทอดอำนาจเผด็จการประยุทธ์ผ่าน “ยุทธศาสตร์แห่งชาติ20 ปี” หรือการทำลายระบบสาธารณสุขถ้วนหน้า หรือปัญหาความเหลื่อมล้ำ หรือปัญหาสิทธิสตรี หรือปัญหาสงครามในปาตานีฯลฯ กษัตริย์คนนี้ ซึ่งสอบตกอย่างต่อเนื่องในยุคเรียนหนังสือ ไม่มีความเห็นของตนเองที่ปรากฏออกมา

และก่อนที่ภูมิพลจะเสียชีวิต ภูมิพลหมดสภาพในการสื่อสารหรือทำอะไรเป็นเวลานานพอสมควร แต่ไม่มีผลกระทบอะไรเลยกับระบบการปกครองของเผด็จการไทยแม้แต่นิดเดียว ภูมิพลก็ไม่ได้สั่งการอะไรเช่นกัน (ดู https://bit.ly/2s0KHd4 )

อย่างไรก็ตามมันมีสิ่งที่วชิราลงกรณ์กระตือรือร้นที่จะสนใจ นั้นคือการเสพสุขของตนเองบนพื้นฐานความร่ำรวยมหาศาล มันคือสาเหตุที่เขาแก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้สามารถเสพสุขที่เยอรมันโดยไม่มีคนอื่นแต่งตั้งใครมาดำรงตำแหน่งเขาแทนได้ หรือการที่วชิราลงกรณ์รวบความเป็นเจ้าของทรัพย์สินต่างๆ ของสถาบัน มาเป็นของตนเองคนเดียว หรือการที่สั่งย้ายสวนสัตว์เขาดิน เพื่อเพิ่มกำไรจากการครองที่ดิน มันเกี่ยวกับความโลภที่จะเสพสุข และเป็นเรื่องชีวิตส่วนตัวเขาอย่างเดียว มันไม่เกียงกับการบริหารสังคมหรือการเมือง (ดู https://bit.ly/2IwdWxP )

ซึ่งเรื่องนี้พาเราไปสู่การพิจารณาสาเหตุที่สองที่เราควรมีระบบสาธารณรัฐ นั้นคือการที่สถาบันกษัตริย์เป็นปรสิตที่ดูดทรัพย์ของสังคมเข้ากระเป๋าตนเอง มันเป็นปัญหาในประเทศทั่วโลกที่มีกษัตริย์เป็นประมุข และในไทยถ้าเทียบทรัพย์สินของกษัตริย์กับความเป็นอยู่ของประชาชนธรรมดา มันเป็นเรื่องร้ายแรง

ถ้าเรายกเลิกสถาบันกษัตริย์ และบังคับให้คนอย่างวชิราลงกรณ์ต้องทำงานเลี้ยงชีพตนเองเหมือนคนธรรมดา เราจะสามารถใช้ทรัพยากรมหาศาลในการพัฒนาความเป็นอยู่ของคนส่วนใหญ่ได้ เราสามารถพัฒนาระบบการศึกษา ระบบสาธารณสุข และสร้างรัฐสวัสดิการได้

พูดง่ายๆ ระบบกษัตริย์ทำให้พวกสมาชิกราชวงศ์กลายเป็นคนขี้เกียจหลังยาวแบมือกอบโกย “สวัสดิการ” มหาศาลจากรัฐ โดยไม่ทำงานตลอดชีพ

ดังนั้นสองเหตุผลหลักที่เราควรมีระบบสาธารณรัฐคือ (1)มันสร้างลัทธิที่ส่งเสริมให้มีการให้ความชอบธรรมกับระบบชนชั้น ความเหลื่อมล้ำ และการกีดกันสิทธิเสรีภาพเต็มที่ของพลเมืองธรรมดา และ (2)มันสิ้นเปลืองทรัพยากรของสังคมที่ควรจะนำมาใช้เพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่

12 ปีรัฐประหาร ๑๙ กันยา

ใจ อึ๊งภากรณ์

แนวร่วมเผด็จการอนุรักษ์นิยมที่สนับสนุนการทำรัฐประหาร ๑๙ กันยา ประกอบไปด้วย ทหาร ข้าราชการชั้นสูง องค์มนตรี นักการเมืองฝ่ายค้าน (เช่นจากพรรคประชาธิปัตย์) พวกเจ้าพ่อทางการเมือง และพวกนายทุนใหญ่อย่าง สนธิ ลิ้มทองกุล และนายธนาคารต่างๆ นอกจากนี้การทำรัฐประหารครั้งนี้ได้รับการประทับตราเห็นชอบจากกษัตริย์ภูมิพล โดยที่นายภูมิพลไม่ใช่ผู้บงการ [ดู https://bit.ly/2MLmrFm ]

 

สิ่งที่แนวร่วมเผด็จการอนุรักษ์นิยมนี้ไม่พอใจคือ การขึ้นมาเป็นรัฐบาลของไทยรักไทย ได้เปลี่ยนแปลงสถานการณ์ทางการเมือง โดยที่ไทยรักไทยทำสัญญาทางสังคมกับประชาชนว่าจะมีนโยบายที่เป็นประโยชน์กับประชาชนเป็นรูปธรรม เช่นนโยบาย “สามสิบบาทรักษาทุกโรค” นโยบาย “กองทุนหมู่บ้าน” และนโยบายที่พักหนี้เกษตรกร ซึ่งรัฐบาลไทยรักไทยนำมาทำจริงๆ หลังจากที่ชนะการเลือกตั้ง เป้าหมายของไทยรักไทยคือการพัฒนาเศรษฐกิจกับสังคมไทย เพื่อให้ประเทศไทยแข่งขันในเวทีโลกได้ โดยเฉพาะหลังวิกฤติเศรษฐกิจปี ๒๕๔๐ และรัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลแรกที่มองว่าคนจนควรจะเป็น “ผู้ร่วมพัฒนา” โดยไม่มองว่าคนจนเป็น “ภาระ” หรือเป็น “คนโง่” สรุปแล้ว ไทยรักไทย สามารถทำแนวร่วมประชาธิปไตยกับประชาชนส่วนใหญ่ และครองใจประชาชนส่วนใหญ่ที่เป็นคนจน ผ่านนโยบายที่จับต้องได้ อย่างไรก็ตาม พรรคไทยรักไทย ไม่ใช่พรรคสังคมนิยม เพราะเป็นพรรคของนายทุนใหญ่ และเป็นพรรคที่มองว่าทุนนิยมไทยจะได้ประโยชน์จากการดึงประชาชนส่วนใหญ่เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นทางเศรษฐกิจ

 

นโยบายเศรษฐกิจของ ไทยรักไทย คือนโยบาย “คู่ขนาน” (Dual Track) ที่ใช้เศรษฐศาสตร์แนวเคนส์ (Keynesianism) ในระดับรากหญ้า คือใช้งบประมาณของรัฐกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างงานในระดับหมู่บ้านหรือชุมชน และใช้นโยบายตลาดเสรี (Neo-liberalism) ในระดับชาติ เช่นการเซ็นสัญญาค้าเสรีและการพยายามแปรรูปรัฐวิสาหกิจ แต่ถึงแม้ว่าแนวเศรษฐกิจแบบนี้เคยมีการใช้ในประเทศอื่นในยุคต่างๆ และไม่ใช่อะไรที่ประดิษฐ์ใหม่ และเป็นนโยบายที่พยายามแก้ปัญหาจากการที่เศรษฐกิจชะลอตัวและธนาคารต่างๆ ไม่ยอมปล่อยกู้ นักวิชาการอนุรักษ์นิยมของไทยจำนวนมากไม่เข้าใจหรือจงใจไม่เข้าใจ และประกาศว่ารัฐบาลใช้แนวเศรษฐกิจ “ระบอบทักษิณ” (Taksinomics) เหมือนกับว่านายกทักษิณเป็นคนบ้าที่เสนอนโยบายเพ้อฝันแบบแปลกๆ เพื่อประโยชน์ส่วนตน

 

แนวร่วมเผด็จการอนุรักษ์นิยม เคยชินมานานกับการมีอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจ ผ่านเครือข่าย “ผู้มีอิทธิพลนอกรัฐธรรมนูญ” เช่นทหาร องค์มนตรี เจ้าพ่อ และนายทุนใหญ่ หรือผ่านระบบการเลือกตั้งที่ใช้เงินซื้อเสียงอย่างเดียว โดยไม่มีการเสนอนโยบายอะไรเป็นรูปธรรม และไม่มีการให้ความสนใจกับคนจนแต่อย่างใด เช่นกรณีนักการเมืองพรรคประชาธิปัตย์ หรือพรรคชาติไทย เป็นต้น พวกนี้ไม่พอใจที่ทักษิณและไทยรักไทยมีอำนาจทางการเมืองผ่านสัญญาทางสังคมกับประชาชนส่วนใหญ่ เขาไม่พอใจที่รัฐบาลมีการนำกิจการใต้ดินหลายอย่างมาทำให้ถูกกฎหมาย เขาไม่พอใจที่มีการใช้งบประมาณรัฐเพื่อประโยชน์ประชาชน แทนที่จะทุ่มเทงบประมาณเพื่อทหาร พระราชวัง และคนชั้นสูงอย่างเดียว ดังนั้นเขาและนักวิชาการอนุรักษ์นิยมที่สนับสนุนเขา มักจะวิจารณ์นโยบายรัฐบาลว่า “ขาดวินัยทางการคลัง” ตามนิยามของพวกกลไกตลาดเสรีที่เกลียดชังสวัสดิการรัฐ แต่ในขณะเดียวกันเวลาพวกนี้มีอำนาจก่อนและหลังรัฐบาลทักษิณ เขาไม่เคยมองว่าการขึ้นงบประมาณทหาร “ขาดวินัยทางการคลัง” แต่อย่างใด

 

วัฒนธรรมดั้งเดิมของชนชั้นปกครองไทย คือ “วัฒนธรรมคอกหมู” ที่มีการร่วมกันหรือพลัดกันกินผลประโยชน์ที่มาจากการขยันทำงานของประชาชนชั้นล่างล้านๆ คน พวกอำมาตย์อนุรักษ์นิยมเคยชินกับระบบนี้ เขาเคยชินกับรัฐบาลพรรคผสมที่อ่อนแอและมีการพลัดเปลี่ยนรัฐมนตรีเพื่อพลัดกันกิน พวกที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งก็เคยชินกับการใช้อิทธิพลนอกรัฐธรรมนูญในการร่วมกินด้วย เพราะรัฐบาลอ่อนแอ เขาจึงไม่พอใจและเกรงกลัวเวลานายทุนใหญ่ที่เป็นนักการเมืองอย่าง ทักษิณ ชินวัตร สามารถครองใจประชาชนและเริ่มมีอำนาจสูงกว่าอภิสิทธิ์ชนคนอื่นๆ โดยใช้กระบวนการประชาธิปไตย ดังนั้นเราต้องเข้าใจว่า เวลาอำมาตย์ คนชั้นกลาง หรือพันธมิตรฯ พูดถึง “การคอร์รับชั่น”  “การผูกขาดอำนาจและผลประโยชน์” “การมีผลประโยชน์ทับซ้อน” หรือ “การใช้อำนาจเกินหน้าที่” ของทักษิณ เขาไม่ได้พูดถึงการเอารัดเอาเปรียบประชาชนธรรมดาที่มีมานาน หรือการที่ประชาชนไม่เคยมีส่วนร่วมเท่าที่ควร หรือการโกงกินของนักการเมืองทุกพรรค หรือของทหารและคนในวัง เขาหมายถึงปัญหาเฉพาะหน้าของพวกอภิสิทธิ์ชนที่เริ่มถูกเขี่ยออกจากผลประโยชน์ในคอกหมูมากกว่า นี่คือสาเหตุที่เขาทำรัฐประหาร แล้วแก้รัฐธรรมนูญจากที่เคยเป็น เพื่อลดอำนาจของรัฐบาลและพรรคการเมืองที่ได้รับเสียงข้างมาก เขาอยากหมุนนาฬิกากลับไปสู่ยุค “ประชาธิปไตยคอกหมู” ก่อนวิกฤติเศรษฐกิจปี ๒๕๓๙ นั้นเอง

 

ความไม่พอใจของแนวร่วมเผด็จการอนุรักษ์นิยม ที่ก่อตัวขึ้นมาเพื่อทำลายรัฐบาลไทยรักไทย ไม่สามารถนำไปสู่การคัดค้าน ไทยรักไทย ด้วยวิธีประชาธิปไตยได้ เพราะถ้าจะทำอย่างนั้นสำเร็จ พวกนี้จะต้องตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาที่เสนอประโยชน์กับคนจนมากกว่าที่ ไทยรักไทย เคยเสนออีก คือต้องเสนอให้เพิ่มสวัสดิการและเร่งพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของคนส่วนใหญ่ ด้วยการเพิ่มงบประมาณรัฐและการเก็บภาษีจากคนรวย นโยบายดังกล่าวเป็นนโยบายที่แนวร่วมเผด็จการอนุรักษ์นิยม เกลียดชังอย่างถึงที่สุด ดังนั้นเขาจึงหันมาเกลียดชังอำนาจการลงคะแนนเสียงของพลเมืองส่วนใหญ่ และตัดสินใจว่ามีทางเดียวเท่านั้นที่จะจัดการกับรัฐบาล ไทยรักไทย คือต้องทำรัฐประหาร

 

แต่รัฐประหารไม่ใช่สิ่งที่ทหารจะทำได้ง่ายๆ เพราะสังคมไทยพัฒนาไปไกลและมีกลุ่มต่างๆ ที่ตื่นตัวและมีพลังในสังคมมากมาย การทำรัฐประหาร ๑๙ กันยา จะต้องอาศัยการทำแนวร่วมกับคนชั้นกลาง นักวิชาการ“เสรีนิยมรถถัง” และพวกเอ็นจีโอ ที่อ้างว่าเป็น “ภาคประชาชน” นี่คือสาเหตุสำคัญที่การทำรัฐประหาร ๑๙ กันยาต้องอาศัยการร่วมมือกับขบวนการฝ่ายขวา “ฟาสซิสต์” ที่เรียกตัวเองว่า “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” ซึ่งประกอบไปด้วยนักธุรกิจสื่อคลั่งเจ้า นักเคลื่อนไหวพุทธแบบขวาตกขอบ ผู้นำแรงงาน และนักเอ็นจีโอ คือ สนธิ ลิ้มทองกุล, จำลอง ศรีเมือง, สมศักดิ์ โกศัยสุข, พิภพ ธงไชย และ สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์

 

รัฐบาล ไทยรักไทย และนายกทักษิณไม่ได้เป็นเทวดา รัฐบาลนี้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงในสงครามปราบยาเสพติด ที่คาดว่าประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ยังไม่ได้ขึ้นศาล ถูกเจ้าหน้าที่รัฐฆ่าตายเกือบสามพันคน  นอกจากนี้การฆ่าประชาชนมือเปล่าที่ตากใบ และ กรือแซะ ในภาคใต้ เป็นการก่ออาชญากรรมต่อประชาชนเช่นกัน

 

นอกจากนี้นโยบายเสรีนิยมกลไกตลาดของไทยรักไทย เช่นการเซ็นสัญญาค้าเสรีที่เพิ่มราคายาสำหรับประชาชน เป็นการทำลายประโยชน์ของระบบสามสิบบาทรักษาทุกโรค และเพิ่มภาระให้รัฐเพื่อผลประโยชน์บริษัทยาข้ามชาติ และการขายรัฐวิสาหกิจให้เอกชน เป็นนโยบายที่ขัดกับประโยชน์คนจน เพราะทำให้ประชาชนตกงาน คุณภาพการทำงานแย่ลง และเปลี่ยนรัฐวิสาหกิจไปเป็นบริษัทเอกชนที่สนใจแต่กำไรแทนการบริการและพัฒนาสังคม

19 กย

     อย่างไรก็ตาม ในระบบประชาธิปไตย ถ้าเรามีรัฐบาลที่เราไม่เห็นด้วย เราจะต้องใช้กระบวนการประชาธิปไตยในการคัดค้าน ผู้เขียนไม่เคยลงคะแนนเสียงให้ ไทยรักไทย (หรือพรรคฝ่ายค้าน) และผู้เขียนเคยประท้วงและคัดค้านรัฐบาลทักษิณในประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการใช้กลไกตลาดเสรี แต่การเปลี่ยนรัฐบาลตามกติกาประชาธิปไตยต้องไม่อาศัยรัฐประหารโดยกลุ่มคนที่ไม่เคารพประชาธิปไตย ไม่เคยสนใจสิทธิมนุษยชน และไม่เคยสนใจผลประโยชน์ของคนจน

Ji

 

อ่านเพิ่ม https://bit.ly/24tv63k

BookCover1

วชิราลงกรณ์แสดงความโลภเรื่องทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

ใจ อึ๊งภากรณ์

[ท่านใดที่อ่านผ่าน Facebook อาจอ่านได้ง่ายขึ้นถ้าเข้าไปอ่านในบล็อก ]

การรวม “สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” และ “ทรัพย์สินส่วนสาธารณะสมบัติของแผ่นดิน” กับ “ทรัพย์สินส่วนพระองค์” ภายใต้ชื่อของกษัตริย์วชิราลงกรณ์ไม่ใช่การรวบ “สมบัติของชาติ” มาเป็นของนายวชิราลงกรณ์ เพราะการปล้นสมบัติแห่งชาติเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นหลายปี แต่มาตรการนี้แสดงถึงความโลภของกษัตริย์รัชกาลที่ ๑๐

[ดู https://bit.ly/2ykQJNs , https://bbc.in/2LTUvPN ]

ทรัพย์สมบัติต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกษัตริย์ไทย มาจากการใช้อำนาจบังคับด้วยความรุนแรงมาตั้งแต่ต้นสมัยรัตนโกสินทร์ คือกษัตริย์ศักดินาใช้แรงงานบังคับและการผูกขาดผลประโยชน์การค้าเพื่อสะสมความร่ำรวยบนสันหลังประชาชน ต่อมาในสมัยรัชกาลที่๕ มีการล้มระบบศักดินาและเปลี่ยนไปเป็นระบบทุนนิยมแทน ทรัพย์สินของกษัตริย์ หรือ “กรมพระคลังข้างที่” ก็แปรไปเป็นลักษณะธุรกิจแบบทุนนิยมที่ขูดรีดประชาชนในรูปแบบใหม่ พร้อมกับการรีดไถภาษีอีกด้วย

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในทรัพย์สมบัติของกษัตริย์เกิดหลังการปฏิวัติ ๒๔๗๕ เพราะ “กรมพระคลังข้างที่” ถูกลดบทบาทมาเป็น “สำนักงานพระคลังข้างที่” และอยู่ภายใต้การดูแลของนายกรัฐมนตรีโดยตรง คือกลายเป็นหน่วยงานของรัฐ ไม่ใช่สมบัติของกษัตริย์

แต่สภาพเช่นนี้อยู่ได้ไม่นาน เพราะในปี ๒๔๙๑ รัฐบาลของควง อภัยวงศ์ จากพรรคประชาธิปัตย์และกลุ่มนิยมเจ้า ได้แก้ไขเปลี่ยนแปลงพ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ให้เป็นองค์กรนิติบุคคล คือปล้นโอนจากทรัพย์สมบัติของชาติกลับไปเป็นของกษัตริย์ อย่างไรก็ตามมีการสร้างภาพหลอกลวงว่า “สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” อิสระจากสมบัติส่วนตัวของกษัตริย์และไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

ในปีค.ศ. 2012 Simon Montlake ในนิตยสาร Forbes ได้ตั้งคำถามว่า “สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” คืออะไรกันแน่? มันไม่ใช่ส่วนหนึ่งของสำนักพระราชวัง มันไม่ใช่รัฐวิสาหกิจ และมันไม่ใช่บริษัทเอกชน แต่มันมีลักษณะพิเศษ Montlake สรุปว่า “สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” คือธุรกิจของราชวงศ์เพื่อสืบทอดสมบัติสู่สมาชิกรุ่นต่อไปของครอบครัวในอนาคต [ดู https://bit.ly/2yknoCQ ]

ในความเป็นจริงตั้งแต่สมัยกษัตริย์ภูมิพล การบริหาร “สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” อยู่ในมือของกษัตริย์อย่างผูกขาด เพราะกษัตริย์แต่งตั้งผู้บริหารทั้งหมดยกเว้นรัฐมนตรีคลังที่เข้ามานั่งเป็นประธานแต่ไม่มีอำนาจอะไร และกำไรต่างๆ ไม่ได้กลับเข้าคลังแต่อย่างใด แต่อยู่กับกษัตริย์โดยที่การบริหารสำนักงานมักจะปิดลับ พูดง่ายๆ “สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” ถือได้ว่าเป็นสมบัติของกษัตริย์ นี่คือสาเหตุที่นิตยสาร Forbes คำนวณความร่ำรวยของภูมิพลโดยบวก “สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” และ “ทรัพย์สินส่วนพระองค์”

นอกจากนี้ “ทรัพย์สินส่วนสาธารณะสมบัติของแผ่นดิน” ที่บริหารและเป็นเจ้าของวังบางแห่ง ก็ไม่ได้เป็นของประชาชนอย่างแท้จริงอีกด้วย

ดังนั้นการรวม “สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” และ “ทรัพย์สินส่วนสาธารณะสมบัติของแผ่นดิน” กับ “ทรัพย์สินส่วนพระองค์” ภายใต้ชื่อของวชิราลงกรณ์ไม่ใช่การรวบ “สมบัติของชาติ” มาเป็นของนายวชิราลงกรณ์แต่อย่างใด

แต่มันเป็นการคุมสมบัติทั้งหมดโดยวชิราลงกรณ์ เพื่อกีดกันอิทธิพลของคนรุ่นก่อนที่เคยบริหารทรัพย์สินเหล่านี้และจงรักภักดีต่อภูมิพล ซึ่งวชิราลงกรณ์ไม่ไว้ใจพวกนี้เท่าไร นอกจากนี้มันเป็นการกีดกันผลประโยชน์ของคนอื่นในครอบครัวหรือในเครือข่ายราชวงศ์เพื่อไม่ให้เข้ามาแย่งส่วนแบ่ง

แน่นอนมันบ่งบอกถึงความโลภทรัพย์ของกาฝากกษัตริย์วชิราลงกรณ์ แน่นอนมันแสดงให้เห็นว่าวชิราลงกรณ์ไม่สนใจวิธีการเนียนๆ ที่ภูมิพลเคยใช้ในการคุมทรัพย์ แน่นอนวชิราลงกรณ์มีนิสัยส่วนตัวที่น่ารังเกียจ แต่มันไม่ได้เป็นการปล้นสิ่งที่เคยเป็นของส่วนรวมเพราะมันถูกปล้นมาตั้งแต่ยุคก่อน และเราไม่ควรนำประเด็นนี้มาผูกกับความเพ้อฝันของบางคนที่มองว่าวชิราลงกรณ์เป็นคนที่มีอำนาจสูงสุดในประเทศอีกด้วย วชิราลงกรณ์เป็นแค่ประมุขที่ไร้อำนาจ อำนาจแท้อยู่ที่ทหารและนายทุน แต่วชิราลงกรณ์เป็นประมุขราคาแพง เป็นคนที่รวยที่สุดในประเทศ เป็นกษัตริย์ที่รวยเป็นอันดับต้นๆของโลก ทั้งๆ ที่ตอนนี้เริ่มยอมจ่ายภาษีในทุกส่วนของสมบัติ เพราะเมื่อก่อน “สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” ไม่ต้องจ่ายภาษีเลย

เผด็จการทหารและการสืบทอดอำนาจเผด็จการ 20 ปีผ่านยุทธศาสตร์แห่งชาติ คืออุปสรรคหลักในการสร้างประชาธิปไตย

มันมีบทสรุปเดียวจากปรากฏการณ์เรื่อง “สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” คือในอนาคตเราจะต้องยกเลิกสถาบันกษัตริย์ และยึดทรัพย์สมบัติทั้งหมดกลับมาเป็นของประชาชน เพื่อสร้างชีวิตที่ดีสำหรับพลเมืองทุกคน

สถาบันกษัตริย์จะมีความสำคัญน้อยลงในรัชกาลใหม่

ใจ อึ๊งภากรณ์

ทั้งๆ ที่งานศพของนายภูมิพลเป็นงานใหญ่โตมโหฬารที่เปลืองทรัพยากรของชาติมากมาย แต่หลังจากนี้สถาบันกษัตริย์อาจจะมีความสำคัญน้อยลงสำหรับชนชั้นปกครองไทยและกองทัพ

นายภูมิพลเป็นกษัตริย์ที่อ่อนแอ ไร้ความกล้าหาญ บทบาทหน้าที่แท้ของนายภูมิพล คือในการให้ความชอบธรรมกับทุกอย่างที่ชนชั้นปกครองไทยทำ โดยเฉพาะทหาร และนายภูมิพลเต็มใจที่จะเป็นเครื่องมือของทหารที่คอยทำรัฐประหาร กีดกันประชาธิปไตย และถ่วงความเจริญทางเศรษฐกิจของประชาชน นอกจากนี้นายภูมิพลสามารถสะสมทรัพย์สินมหาศาลจากการทำงานของประชาชน จนกลายเป็นคนที่รวยที่สุดในประเทศไทยและกษัตริย์ที่รวยที่สุดในโลก ในขณะเดียวกันนายภูมิพลก็เสนอว่า “ราษฎร” ควรพึงพอใจในความยากจนของตนเอง ผ่านลัทธิ “เศรษฐกิจพอเพียง” ที่ให้ความชอบธรรมกับลัทธิเสรีนิยมกลไกตลาดสุดขั้ว ลัทธินี้เป็นลัทธิโปรดของเผด็จการทหารและพรรคประชาธิปัตย์

แต่นายวชิราลงกรณ์แตกต่างจากพ่อ เขามีพฤติกรรมผิดเพี้ยนซึ่งทำให้คนส่วนใหญ่ รวมถึงพวกทหารและพวก “รักเจ้า” ไม่สามารถเคารพเขาได้ นอกจากนี้เขาไม่สนใจเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง หรือสังคม เพราะอยากจะเสพสุขอย่างเดียว ลักษณะแบบนี้ทำให้เขาอ่อนแอทางอำนาจยิ่งกว่าพ่ออีก และสร้างปัญหาสำหรับทหารในการใช้ตัวเขาเพื่อให้ความชอบธรรมกับเผด็จการหรือสิ่งอื่นๆ ที่ทหารทำ

ดังนั้นเผด็จการทหารกำลังแสวงหาสิ่งที่จะเข้ามาใช้งานได้แทนบทบาทเดิมของกษัตริย์ สิ่งนี้คือ “ยุทธศาสตร์แห่งชาติ”

“ยุทธศาสตร์แห่งชาติ” เป็นแผนเพื่อต่ออายุอิทธิพลของเผด็จการทหารออกไปในอนาคตอันไกล มันมีการร่างขึ้นเพื่อเป็น “หลักการศักดิ์สิทธิ์” ที่ไม่มีใครค้านได้ “ยุทธศาสตร์แห่งชาติ” นี้มีสถานภาพเหนือกฏหมายทุกฉบับและสถาบันสาธารณะทุกแห่ง ประยุทธ์กับพรรคพวกได้แต่งตั้งตนเองเป็นหัวหน้าคณะกรรมการยุทธศาสตร์แห่งชาติ โดยที่ศาลเตี้ยรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมการเลือกตั้ง จะช่วยในการบริหารและปรามคนที่คิดต่าง

“ยุทธศาสตร์แห่งชาติ” ถูกสร้างขึ้นภายใต้ข้ออ้างเท็จว่ามันจะปฏิรูปการเมือง สร้างความสามัคคีปรองดอง และป้องกันไม่ให้มีความวุ่นวาย นอกจากนี้มันเป็นหลักประกันว่า “คนดี” ที่รักและเคารพเผด็จการ จะเข้ามาบริหารบ้านเมือง

แน่นอนพวกชนชั้นปกครองไทยจะยังคงใช้ลัทธิล้าหลัง “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” ต่อไป และจะใช้กฏหมาย 112 กับคนที่ไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ทหารทำ แต่ “ยุทธศาสตร์แห่งชาติ” จะมีความสำคัญมากขึ้นจนอาจเทียบเท่าฐานะและความศักดิ์สิทธิ์ของกษัตริย์ภูมิพลในอดีต

เราไม่ควรแปลกใจที่บทบาทของกษัตริย์เปลี่ยนไป เพราะมันไม่เคยเป็นสิ่งที่แช่แข็งหยุดนิ่ง ในสมัยก่อน ๑๔ ตุลา ๒๕๑๖ การให้ความชอบธรรมกับเผด็จการทหาร จะมาจากการปลุกผีคอมมิวนิสต์ และการอ้างถึงความสำคัญของลัทธิ “ชาติ ศาสนา กษัตริย์” กษัตริย์ภูมิพลในยุคนั้นเป็นสัญญลักษณ์ของการต่อต้านคอมมิวนิสต์มากกว่าสิ่งอื่น และเป็นแค่ปัจจัยหนึ่งในลัทธิทหาร การปั้นนายภูมิพลขึ้นมาเป็นผู้อัจฉริยะในทุกด้าน และอาการคลั่งกษัตริย์และเชิดชูเขาเป็นเทวดา พึ่งเกิดขึ้นในช่วงที่คอมมิวนิสต์หมดสภาพ ในยุคนั้นนายภูมิพลกลายเป็นอะไรที่สำคัญกว่าชาติหรือศาสนาสำหรับความชอบธรรมของชนชั้นปกครอง

นอกจากนี้การใช้กฏหมาย 112 ในลักษณะที่ไม่ได้ปกป้องตัวกษัตริย์โดยตรง ก็เกิดขึ้นภายหลังรัฐประหาร ๑๙ กันยา โดยที่ทหารใช้ 112 กับคนที่วิจารณ์หรือต่อต้านรัฐประหาร และล่าสุดเราก็เห็นข่าวที่ ส.ศิวรักษ์ โดนคดี 112 เพราะเสนอว่ายุทธหัตถีของพระนเรศวรอาจไม่เคยเกิดขึ้นจริง ในกรณีนี้  ส.ศิวรักษ์ กำลังท้าทายลัทธิชาตินิยมไทยสุดขั้ว ที่ถูกสร้างขึ้นมาผ่านนิยายเรื่องกษัตริย์ในอดีต และลัทธิชาตินิยมแบบนี้ก็มีความสำคัญกับทหารพอสมควร

และทุกวันนี้มีการขยายกฏหมายเผด็จการแบบ112ไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญอีกด้วย คือถ้าใครวิจารณ์ก็มีสิทธิ์ติดคุก บทบาทของศาลรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ควบคู่กับยุทธศาสตร์แห่งชาติ และศาลนี้เคยร่วมมือกับทหารในการล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

ถ้าเราศึกษาประวัติศาสตร์ประเทศอินโดนีเซีย เราจะเห็นอะไรที่คล้ายๆ หลัก “ยุทธศาสตร์แห่งชาติ” ของประยุทธ์ นั้นคือลัทธิปัญจศีลา (Pancasila) ลัทธินี้จัดตั้งขึ้นมาเป็นลัทธิศักดิ์สิทธิ์ของชาติ โดยประธานาธิบดีซุการ์โน ต่อมามีการใช้อย่างเคร่งครัดโดยเผด็จการของนายพลซุฮาร์โต ผู้นำอินโดนีเซียที่ใช้ลัทธิปัญจศีลา มักจะเอ่ยถึงยุคความวุ่นวายหลังอินโดนีเซียได้เอกราช และในรูปธรรมปัญจศีลาถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกดขี่ปราบปรามฝ่ายซ้าย กลุ่มศาสนาที่รัฐไม่เห็นด้วย ผู้ที่ต้องการแยกประเทศเพื่ออิสรภาพ และ ถูกใช้เพื่อลดสิทธิเสรีภาพประชาธิปไตยภายใต้อำนาจเผด็จการอีกด้วย [อ่านเพิ่มบทที่ 6 เรื่องปัญจศีลา http://bit.ly/1sH06zu ]

ในกรณีไทย พวกชนชั้นปกครองฝ่ายอนุรักษ์นิยมจะสร้างความชอบธรรมกับตนเอง ด้วยการเอ่ยถึง “ยุทธศาสตร์แห่งชาติ” เหมือนกับว่ามันเป็นกฏหมายศักดิ์สิทธิ์ที่พระเจ้าบนฟ้าประทานให้ ทั้งๆ ที่มันเป็นแค่เอกสารที่พวกทหารเขียนขึ้นเอง

พูดง่ายๆ ทหารจะพยายามให้ “ยุทธศาสตร์แห่งชาติ” เป็น “กษัตริย์” รูปแบบใหม่ ส่วนกษัตริย์วชิราลงกรณ์ก็จะเสพสุขที่เยอรมันต่อไปและทหารคงหวังว่าเขาจะอยู่อย่างเงียบๆ โดยไม่สร้างข่าวอื้อฉาวบ่อยเกินไป

เผด็จการจะสำเร็จหรือไม่ในความพยายามเกี่ยวกับ “ยุทธศาสตร์แห่งชาติ”  ขึ้นอยู่กับว่าพลเมืองไทยส่วนใหญ่ยอมรับแนวของเผด็จการหรือไม่ และถ้าเราต้องการประชาธิปไตยที่แท้จริง เราจะต้องรณรงค์และสร้างขบวนการที่สามารถต่อต้านแนวคิดแบบนี้ของทหารอย่างจริงจัง

บทความยาวเรื่องนี้ภาษาอังกฤษ http://bit.ly/2xGDiSu 

เลนินกับนิยามของ “อำนาจ”

ใจ อึ๊งภากรณ์

เมื่อไม่นานมานี้ผมกับอาจารย์ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ได้ถกเถียงกันเรื่อง “อำนาจ” ของกษัตริย์ไทย ทั้งในสมัยรัชกาลที่ ๙ และ ในสมัยรัชกาลที่ ๑๐

ผมเสนอมานานแล้วกษัตริย์ไทยไม่มีอำนาจในการสั่งการ ไม่สามารถสั่งให้ทหารยิงประชาชน ไม่สามารถสั่งให้มีการทำรัฐประหาร และไม่สามารถสั่งการในเรื่องนโยบายเศรษฐกิจได้ ผมเสนอว่าทหารและชนชั้นปกครองอื่นๆ มักใช้กษัตริย์เป็นเครื่องมือในการแสวงหาความชอบธรรมในสิ่งที่พวกนี้ทำต่างหาก

ส่วน อ. สมศักดิ์ เสนอว่าเราต้องเข้าใจ “อำนาจ” ในแง่ที่ไม่ใช่อำนาจสั่งการอะไร แต่เป็นอิทธิพลทางความคิดในสังคมมากกว่า เขาจึงเชื่อว่าในยุคท้ายๆ หลังพฤษภา ๓๕  กษัตริย์ภูมิพลมีอำนาจมากที่สุดในหมู่ชนชั้นปกครองไทย

สำหรับผม เรื่องนี้มีความสำคัญในแง่ที่เราต้องเข้าใจว่ามันมีอำนาจอะไรที่เป็นอุปสรรคในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และมันมีความสำคัญในการตั้งเป้าในการล้ม “อำนาจ” ของเผด็จการ ดังนั้นการพูดลอยๆ ว่ากษัตริย์ภูมิพลเคยมีอำนาจสูงสุด เพราะมีบารมีหรืออะไรทำนองนั้น โดยไม่สนใจว่าอำนาจนี้สั่งการอะไรได้หรือไม่ ผมมองว่าเป็นคำพูดนามธรรมที่จับต้องไม่ได้ และใช้ในการออกแบบยุทธศาสตร์เพื่อการปลดแอกสังคมไทยไม่ได้อีกด้วย

แน่นอนมันมีสิ่งที่เรียกว่า “ลัทธิ” ความคิด ที่หลากหลายและดำรงอยู่ในสังคม บางลัทธิความคิด เช่นลัทธิชาตินิยม หรือลัทธิเชิดชูกษัตริย์ เป็นลัทธิล้าหลังที่ปกป้องเผด็จการ แต่ “ลัทธิ” ไม่ใช่ “อำนาจ”

ลัทธิมันช่วยให้ความชอบธรรมหรือหนุนเสริมอำนาจ ถ้าพลเมืองจำนวนมากคล้อยตามลัทธิดังกล่าว และเราน่าจะหนีไม่พ้นข้อสรุปว่าลัทธิกษัตริย์นิยมในไทย หนุนเสริมอำนาจของทหาร

ในเรื่อง “อำนาจ” มันมีข้อแตกต่างระหว่างนิยามของ “อำนาจ” ตามแนวคิดของฟูโก้ (Foucault) นักปรัชญาฝรั่งเศส กับแนวคิดของเลนิน นักปฏิวัติมาร์คซิสต์ของรัสเซีย

ฟูโก้ เสนอว่า “อำนาจ” มีอยู่ในรูปแบบต่างๆ ทั่วทุกส่วนของสังคม เมื่อมีความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ เช่นความไม่เท่าเทียมทางอำนาจระหว่างครูใหญ่กับครูธรรมดา ระหว่างครูกับนักเรียน ระหว่างผู้บริหารโรงพยาบาลกับพยาบาล หรือระหว่างหมอในโรงพยาบาลกับลูกจ้างธรรมดาอย่างผมเป็นต้น และฟูโก้เสนอว่าถ้าเราจะเข้าใจอำนาจแบบนี้เราต้องดูความคิดที่ท้าทายหรืออยู่ตรงข้ามกับอำนาจแต่ละอำนาจ เขาพูดถึงระบบ “อำนาจทางความรู้” ในสังคมที่ครอบงำเรา

ในแง่หนึ่งสิ่งที่ฟูโก้บรรยายก็มีจริง คือความไม่เท่าเทียมทางอำนาจในหลากหลายรูปแบบนี้ดำรงอยู่จริง และมันไม่ใช่สิ่งที่ เลนินหรือนักมาร์คซิสต์จะปฏิเสธ แต่ประเด็นที่เราต้องสนใจมากที่สุดคืออำนาจต่างๆ ที่หลากหลาย มันมีความสำคัญไม่เท่ากัน เพราะถ้าเราจะปฏิวัติเพื่อทำให้ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน อุปสรรคหลักคือ “อำนาจรัฐ” ที่ยืนอยู่บนพื้นฐานชนชั้นนายทุน และอำนาจนั้นมาจากการครอบครองและควบคุมปัจจัยการผลิตในสังคม มันเป็นอำนาจวัตถุนิยมที่จับต้องได้ และเป็นอำนาจรูปธรรมที่อาศัยกลุ่มคนถืออาวุธ กฏหมาย คุกและการครองสื่อ นี่คือลักษณะอำนาจรัฐในทุกประเทศทั่วโลกภายใต้ระบบทุนนิยมในโลกปัจจุบัน รวมถึงไทยด้วย

นี่คือสาเหตุที่เลนินสนใจอำนาจรัฐเป็นหลัก

กลุ่มคนที่ควบคุมอำนาจรัฐ อาจแย่งชิงอำนาจกันเอง แต่อำนาจรัฐมีความสำคัญเพราะมันนำไปสู่ความสามารถในการก่อรัฐประหาร หรือปกป้องรัฐบาลทหารเผด็จการ คนที่ล้มประชาธิปไตยในสังคมต่างๆ คนที่ทำลายการปฏิวัติอียิปต์ หรือคนที่ปราบปรามเสื้อแดง ไม่ใช่ครูใหญ่ ผู้บริหารโรงพยาบาล หรือหมอในโรงพบาบาล แต่เป็นคนที่คุมอำนาจรัฐ

ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องให้ความสำคัญกับอำนาจรัฐที่จับต้องได้ ซึ่งเป็นอำนาจในการสั่งการอย่างเป็นรูปธรรม และถ้าเราจะล้มอำนาจนี้เราต้องสร้างพรรคปฏิวัติที่ยืนอยู่บนรากฐานมวลชนกรรมาชีพผู้ทำงาน

บทความนี้อาศัยความคิดที่เสนอในหนังสือ “Lenin For Today” (2017) โดย John Molyneux. Bookmarks Publications.

อ่านเพิ่ม “รัฐกับการปฏิวัติ” ของเลนิน http://bit.ly/1QPRCP6