Tag Archives: การต่อสู้กับเผด็จการ

เหตุการณ์นองเลือด Peterloo 1819 บทเรียนจากประชาธิปไตยอังกฤษ

ใจ อึ๊งภากรณ์

ขบวนการแรงงานอังกฤษกำลังจะรำลึกเหตุการณ์นองเลือดเมื่อสองร้อยปีก่อน ซึ่งเกิดขึ้นที่ “Peterloo” เมืองแมนเชสเตอร์ และมีการนำเรื่องนี้มาทำเป็นภาพยนตร์อีกด้วย บทเรียนจากเหตุการณ์นี้มีความสำคัญกับคนชั้นล่างที่กำลังต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยทั่วโลกในยุคนี้ รวมถึงในไทยด้วย

นักวิเคราะห์กระแสหลักในไทยมักจะพูดถึงประชาธิปไตยอังกฤษว่าเป็น “แม่แบบระบบประชาธิปไตย” เหมือนกับว่าชนชั้นปกครองอังกฤษรักประชาธิปไตยและ “มอบให้” ประชาชน และอดีตนายกรัฐมนตรีทรราช มาร์กาเรต แทตเชอร์ ก็เคยชอบพูดถึง “แมกนา คาร์ตา” ว่าเป็นกำเนิดของสิทธิพลเมืองอังกฤษ ซึ่งคำพูดเหล่านี้ล้วนแต่เป็นการบิดเบือนประวัติศาสตร์ เพื่อลบประวัติแห่งการต่อสู้ของกรรมาชีพอังกฤษ

ข้อตกลง “แมกนา คาร์ตา” ในปี 1215 เป็นแค่ข้อตกลงระหว่างกษัตริย์และขุนนางเพื่อแบ่งอำนาจกัน มันไม่มีผลอะไรเลยกับพลเมืองส่วนใหญ่

ในปี 1819 อังกฤษมีวิกฤตเศรษฐกิจ ประชาชนผู้ทำงานอยู่ในสภาพย่ำแย่ ทั้งยากจน ทั้งทำงานในสภาพที่อันตรายและขาดเวลาพักผ่อน และทั้งไม่มีที่อยู่อาศัยที่มีมาตรฐานพื้นฐาน นอกจากนี้คนส่วนใหญ่ไม่มีสิทธิในการลงคะแนนเสียงเลย สิทธิทางการเมืองถูกจำกัดไว้สำหรับคนชั้นสูงซึ่งเป็น 2% ของประชากรในระบบที่เต็มไปด้วยการซื้อขายที่นั่งในรัฐสภา

เมืองแมนเชสเตอร์เป็นเมืองอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยคนงานทอผ้าและปั่นด้าย และในเดือนสิงหาคม 1819 มีการนัดชุมนุมใหญ่ของกรรมาชีพ 6 หมื่นคน ทั้งชาย หญิง และเด็ก ซึ่งมีการประเมินว่าเท่ากับครึ่งหนึ่งของประชากรแมนเชสเตอร์ ข้อเรียกร้องหลักของการชุมนุมคือเรื่องการแก้ปัญหาความยากจนและสิทธิในการเลือกตั้ง คนงานในขบวนการดังกล่าวได้เรียนบทเรียนมาว่าแค่ลงชื่อในบัญชีหางว่าวหรือการพึ่งรัฐสภาน้ำเน่าจะไม่นำไปสู่การปฏิรูปอย่างแท้จริง จึงต้องมีการสร้างขบวนการเคลื่อนไหวของมวลชนขนาดใหญ่

ในการชุมนุมครั้งนี้ ชนชั้นปกครองอังกฤษเกรงกลัวว่าจะเกิดการปฏิวัติ เพราะในยุคนั้นพึ่งมีการปฏิวัติไปที่ฝรั่งเศสและมีการลุกฮืออื่นๆ อย่างต่อเนื่อง จึงมีการส่งกองกำลังติดอาวุธเข้าไปปราบปรามอย่างโหดร้าย ปรากฏว่ามีคนตาย 18 คน และบาดเจ็บ 600 ในจำนวนผู้ตายมีเด็กเล็กและสตรีที่ตั้งครรภ์ด้วย และพวกอันธพาลของรัฐจงใจเล็งไปที่สตรีที่กล้าออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองอีกด้วย ทั้งนี้เพื่อสอนสตรีให้รู้จักเจียมตัว

เหตุการณ์นองเลือดครั้งนั้นมีผลในการปลุกการตื่นตัวของขบวนการแรงงานที่มีการเมืองก้าวหน้ามากขึ้น เขาเข้าใจดีว่าฝ่ายรัฐจะไม่ยอมอะไรง่ายๆ และพร้อมจะใช้ความรุนแรงเสมอ มันนำไปสู่ขบวนการ “ชาทิสต์” (Chartist) ซึ่งต่อสู้อย่างดุเดือดจนในที่สุดชายทุกคนได้สิทธิเลือกตั้ง และมันมีสายเชื่อมโยงกับขบวนการเรียกร้องสิทธิเลือกตั้งสำหรับสตรีอีกด้วย ในที่สุดหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง 100กว่าปีหลัง Peterloo ประชาชนอังกฤษทุกคนก็ได้สิทธิในการเลือกตั้ง แต่นั้นไม่ได้แปลว่าพลเมืองไม่ต้องต่อสู้ต่อไปเพื่อประชาธิปไตย

ในอนาคตอันใกล้ ถ้าพรรคแรงงานของ เจเรมี คอร์บิน ชนะการเลือกตั้งและลงมือใช้นโยบายฝ่ายซ้ายก้าวหน้า รัฐอังกฤษและชนชั้นปกครองจะหาทุกวิธีทางที่จะสร้างอุปสรรค์ในการดำเนินการของรัฐบาล ดังนั้นจะต้องมีขบวนการเคลื่อนไหวนอกรัฐสภาที่จะมาปกป้องนโยบายและรัฐบาลที่มาจากเสียงประชาชน การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไม่มีวันจบภายใต้ระบบทุนนิยม

99569

ในลักษณะเดียวกัน ถ้าพรรคที่ต้านเผด็จการในไทยชนะการเลือกตั้ง ฝ่ายพรรคพวกของเผด็จการจะใช้เครื่องมือต่างๆ รวมถึงยุทธศาสตร์แห่งชาติ 20 ปี เพื่อสกัดกั้นเสียงประชาชน และเราก็ทราบดีเช่นกันว่าฝ่ายตรงข้ามมีประวัติในการใช้ความป่าเถื่อนรุนแรงด้วย ดังนั้นในไทยก็ต้องมีการสร้างขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อประชาธิปไตย ที่มีรากฐานสำคัญในขบวนการสหภาพแรงงานอีกด้วย

 

Advertisements

เราจะกำจัดมรดกพิษของเผด็จการทหารอย่างไร?

ใจ อึ๊งภากรณ์

มันเป็นเรื่องดียิ่งที่พรรคอนาคตใหม่ประกาศอย่างชัดเจนว่าต้องการกำจัดมรดกของเผด็จการและป้องกันไม่ให้มีรัฐประหารอีก และเราทุกคนควรสนับสนุนเป้าหมายนี้ ไม่ว่าเราจะสนับสนุนพรรคอนาคตใหม่หรือไม่ อ่านเพิ่มตรงนี้

การกำจัดมรดกของทหาร การผลักทหารออกจากการเมือง และการป้องกันไม่ให้เกิดรัฐประหารอีก เป็นเรื่องใหญ่ที่กระทบต่ออำนาจฝ่ายอนุรักษณ์นิยมในไทย เพราะต้องมีการยกเลิกรัฐธรรมนูญทหาร ปลดนายพล ปลดสว.แต่งตั้งของทหาร ปลดศาลแต่งตั้งของทหาร ยกเลิกแผนยุทธศาสตร์แห่งชาติ ลงโทษนายพลที่กระทำผิด ลดงบประมาณทหาร และยกเลิกการเกณฑ์ทหารอีกด้วย

การยกเลิกกฏหมาย 112 ก็น่าจะเป็นส่วนหนึ่งอีก เพราะทหารมักใช้สถาบันกษัตริย์เพื่อเป็นเครื่องมือของตนเอง และใช้กฏหมาย 112 และการทำรัฐประหารคู่กันไป โดยอ้างว่าฝ่ายตรงข้ามต้องการล้มเจ้า

ลองนึกภาพดู ถ้าเกิดมีพรรคการเมืองที่ต่อต้านเผด็จการ ที่มีเสียงข้างมากในสภา ถ้าสส.เขายกมือพร้อมกันเพื่อลดบทบาททหาร ทหารจะอ่อนแอทันทีหรือไม่?

การที่พรรคการเมืองไหนชนะการเลือกตั้งและมีเสียงข้างมากในรัฐสภา ไม่สามารถสร้างอำนาจอย่างเพียงพอในการลดบทบาททหาร ทั้งนี้เพราะ “รัฐ” มีสถาบันและองค์กรต่างๆ ที่มากมาย และมีแค่รัฐสภากับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น นี้คือลักษณะทั่วไปของรัฐในระบบทุนนิยม มันไม่ใช่เรื่อง “รัฐพันลึก” ที่ลึกลับและมองไม่เห็นแต่อย่างใด เพราะพวกที่พร้อมจะต่อต้านประชาธิปไตยปรากฏตัวให้เห็นตลอดเวลา

gettyimages-688651088

ในประเทศอังกฤษ ถ้า เจเรมี คอร์บิน จากพรรคแรงงานชนะการเลือกตั้งครั้งต่อไป และผมหวังว่าจะชนะ รัฐบาลฝ่ายซ้ายของเขาจะถูกต่อต้านจากกลุ่มทุนใหญ่ซึ่งกำลังวางแผนขนทุนออกนอกประเทศ จากสื่อกระแสหลักที่เริ่มใส่ร้ายลงข่าวเท็จ จากข้าราชการประจำในกระทรวงต่างๆ ที่จะไม่ยอมร่วมมือ และจากศาลที่มักมีจุดยืนอนุรักษ์นิยม แถมยังมีนายพลขวาตกขอบคนหนึ่งที่ขู่ว่าจะทำรัฐประหารอีกด้วย สำหรับอังกฤษมันไม่ใช่เรื่องใหม่ ในอดีตรัฐบาลพรรคแรงงานของอังกฤษต้องเผชิญหน้ากับปัญหาแบบนี้ โดยเฉพาะการต่อต้านทางเศรษฐกิจจากกลุ่มทุนใหญ่ และจากไอเอ็มเอฟอีกด้วย พวกนี้ไม่เคยเคารพกติกาประชาธิปไตยเลย ในประเทศกรีซพรรคไซรีซาก็โดนกดดันจากกลุ่มทุนและสถาบันในอียู รวมถึงไอเอ็มเอฟ จนต้องกลับลำเลิกใช้นโยบายที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการ

ในกรณีไทย แรงกดดันต่อรัฐบาลที่ต้องการลดบทบาททหารจากฝ่ายปฏิกิริยา คงไม่น้อยหน้าจากกรณียุโรป

ฝ่ายซ้ายทั่วโลกเข้าใจดีว่าอำนาจที่จะมาคานกลุ่มอนุรักษ์นิยมที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งแบบนี้ ต้องมาจากการสร้างขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม ซึ่งรวมถึงสหภาพแรงงานด้วย

ในไทยอิทธิพลของทหารในการเมืองถูกลดลงหลังจากที่ประชาชนห้าแสนคนชุมนุมขับไล่เผด็จการในวันที่ ๑๔ ตุลา ๒๕๑๖ และหลังจากที่มวลชนออกมาไล่เผด็จการในปี ๒๕๓๕

ในตุรกี เกาหลีใต้ เวเนสเวลา และอาเจนทีนา มีการยับยั้งรัฐประหาร มีการลดบทบาททหารในการเมือง และมีการนำนายพลฆาตกรมาขึ้นศาลแล้วจำคุก พลังสำคัญมาจากมวลชนที่ออกมาเคลื่อนไหว

suu-kyi-rohingya

ในฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย เผด็จการถูกล้มโดยพลังมวลชน แต่ในกรณีพม่า การที่นางอองซานซูจีพยายามสลายมวลชน และส่งคนกลับบ้าน ในเหตุการณ์ 8-8-88 ทำให้เผด็จการทหารยังอยู่ต่อไปถึงทุกวันนี้ ไม่ว่าจะมีการเลือกตั้งจอมปลอมหรือไม่

29512150_1698098393566630_1691086882136188064_n

บทเรียนจากไทยและทั่วโลกสอนให้เรารู้ว่าเราจะสามารถกำจักมรดกพิษของทหารเผด็จการได้ ถ้าเราสร้างขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมที่ยิ่งใหญ่ ดังนั้นภาระสำคัญของเราในยุคนี้คือการรื้อฟื้นขบวนการแบบเสื้อแดง แต่ในรูปแบบใหม่ที่ไม่ถูกนำโดยนักการเมืองอย่างทักษิณ

พรรคอนาคตใหม่สนใจจะมีส่วนร่วมในการสร้างขบวนการแบบนี้หรือไม่?

 

การให้กำลังใจนักกิจกรรมที่โดนรังแก ไม่เพียงพอ

ใจ อึ๊งภากรณ์

การเชียร์หรือให้กำลังใจนักกิจกรรม “เดินมิตรภาพ” และ “MBK 39” หรือผู้ถูกกล่าวหา 39 คนจากการร่วมกิจกรรม “นัดรวมพลประชาชนอยากเลือกตั้งฯ” เป็นเรื่องดี แต่ไม่เพียงพอ…

ก่อนอื่นผมต้องออกตัวว่าในฐานะผู้ลี้ภัยทางการเมืองในต่างประเทศ การที่ผมเขียนเรื่องนี้แบบนี้ มันง่ายมาก เพราะผมไม่สามารถทำอะไรอย่างเป็นรูปธรรมภายในประเทศไทยได้เลย และผมเข้าใจดีว่าการจัดตั้งมวลชนและการไปร่วมเคลื่อนไหวไล่เผด็จการมันไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะผมเคยพยายามเริ่มทำในอดีต

อย่างไรก็ตาม ผมเป็นห่วงเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นในสองประเด็นใหญ่คือ

ในประการแรก เราเห็นนักกิจกรรมดีๆ ในอดีต เช่น สมยศ พฤกษาเกษมสุข หรือไผ่ดาวดิน และคนอื่นๆ อีกมากมาย ที่โดนเผด็จการทหารจับเข้าคุก โดยที่ขาดพลังมวลชนที่จะออกมากดดันให้เขาถูกปล่อยตัว สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นทั้งๆ ที่คนหลายหมื่นคน อาจมากกว่านั้นด้วยซ้ำ อยากจะเห็นการปล่อยนักโทษการเมืองทันที ประเด็นไม่ใช่ว่าไม่มีใครสนใจหรือแคร์ ประเด็นคือเรายังไม่สร้างเครื่องมือในการกดดันเผด็จการด้วยพลังอย่างแท้จริง

ในประการที่สอง ผมเป็นห่วงว่าการวนซ้ำในวิธีการเคลื่อนไหวที่เน้นแต่ตัวแทนไม่กี่คนที่ออกมาเคลื่อนไหว อย่างที่เราเห็นหลังจากที่เสื้อแดงหมดสภาพ จะไม่สามารถไล่เผด็จการประยุทธ์ และไม่สามารถทำลายมรดกการเมืองประชาธิปไตยครึ่งใบที่เผด็จการตั้งใจให้อยู่นานเป็นสิบๆ ปี

การที่ “โบว์” ณัฏฐา มหัทธนา ออกมาพูดว่าพร้อมจะเข้าคุกถ้าตำรวจยกเลิกข้อกล่าวหากับคนอื่นที่ถูกหมายเรียกจากตำรวจ อาจเป็นเจตนาส่วนตัวที่ดี แต่มันเป็นยุทธวิธีที่หันหลังให้มวลชนและการร่วมต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของมวลชน มันเป็นการนำทุกอย่างมาผูกกับตัวเองในลักษณะวีรชนปัจเจก

แนวทางแบบนี้ไม่มีวันประสบความสำเร็จในการล้มเผด็จการ และผู้หญิงที่เคยกล้าหาญคนหนึ่งในพม่า ชื่อ อองซานซูจี ก็เคยใช้วิธีนี้เช่นกัน มันจบลงด้วยการสลายพลังมวลชน และในที่สุดอองซานซูจีก็ตัดสินใจแทนประชาชนพม่าและประนีประนอมกับทหารเผด็จการ และที่แย่ยิ่งกว่านั้นคือเขามีส่วนในการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ชาวโรฮิงญาอีกด้วย

40078893482_d345d539d6_b

ผมเห็นคนโพสต์ภาพนักเคลื่อนไหว 13 คนที่เคยโดนจับในเดือนตุลาคม ๒๕๑๖ เพราะแจกใบปลิวเรียกร้องประชาธิปไตย จนการกระทำของทหารนำไปสู่การลุกฮือไล่เผด็จการครั้งยิ่งใหญ่ในวันที่ ๑๔ เดือนเดียวกัน

คนที่โพสต์ภาพนี้ พยายามเปรียบเทียบเหตุการณ์ในปี ๒๕๑๖ กับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยหวังว่าจะมีการลุกฮือไล่เผด็จการประยุทธ์ในไม่ช้า ผมเข้าใจความรู้สึกแบบนี้ และถ้าใช้อารมณ์คิด ผมก็มีความหวังเดียวกัน แต่พอใช้ปัญญาคิดมันไม่ง่ายแบบนั้น

ประเด็นที่สำคัญคือ ในปี ๒๕๑๖ มีการจัดตั้งขบวนการนักศึกษาและขบวนการแรงงานอย่างเป็นระบบโดยนักกิจกรรมฝ่ายซ้าย สิ่งนี้ทำให้มีการปลุกระดมมวลชนให้ออกมา 5 แสนคนกลางกรุงเทพฯ ซึ่งถ้าเทียบกับปัจจุบันก็คงเท่ากับมวลชนเป็นล้านๆ ในสมัยนี้

27798264_353664365041999_7619343842983816625_o

การชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีและน่าชื่นชม แต่ในยุคนี้เรายังไม่มีการจัดตั้งนักศึกษาหรือกรรมาชีพคนทำงาน ตามสถานที่ทำงาน อย่างเป็นระบบ แถมนักกิจกรรมหลายคนจงใจหันหลังให้กับการจัดตั้งมวลชนด้วย

รังสิมันต์ โรม พูดถูกเวลาเขาบอกว่าการใช้อินเตอร์เน็ดติดตามการเคลื่อนไหวไม่พอ ต้องออกมาชุมนุมจริงๆ ประเด็นที่ท้าทายเราทุกคนคือ เราจะจัดตั้งอย่างไรถึงจะเป็นจริงได้?

ถ้าไม่มีการจัดตั้งมวลชน เพื่อให้มีขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมที่มีพลัง เราไม่สามารถทำอะไรได้อย่างจริงจัง ภาระของนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไม่ใช่แค่การเรียกร้องการเลือกตั้ง หรือการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพในลักษณะนามธรรมเท่านั้น เพราะก่อนที่เราจะร่วมกันปลดแอกสังคมจากเงามืดของเผด็จการ ต้องมีการไล่คณะเผด็จการ ยกเลิกรัฐธรรมนูญทหาร ยกเลิก “ยุทธศาสตร์แห่งชาติ”ที่จะจำกัดเสรีภาพในการเลือกตั้ง และยกเลิกผลพวงทั้งหมดของพวกที่ก่อรัฐประหารสองครั้ง

ในประเทศอื่น การกดดันเผด็จการให้ปล่อยนักโทษการเมือง ก็ไม่ต่างจากไทย ในอียิปต์การเคลื่อนไหวและการนัดหยุดงานทำให้เผด็จการเกรงกลัวจนมีการปล่อยนักโทษการเมืองบางคนเมื่อเดือนที่แล้ว ตัวอย่างจากประเทศอื่นมีอีกมากมาย

บางคนอาจสงสัยว่า ถ้ามวลชนมีพลังจริง ทำไมเสื้อแดงไม่สามารถล้มเผด็จการได้ ซึ่งเป็นคำถามสำคัญที่เราต้องช่วยกันตอบ สำหรับผม ผมจะอธิบายว่าการมีมวลชนสร้างพลังก็จริง แต่ถ้าพลังนั้นไม่ถูกนำไปใช้ในทิศทางที่จะทำให้เกิดผล มันก็ล้มเหลวได้ เสื้อแดงล้มเหลวเพราะเน้นการชุมนุมยืดเยื้อ ไม่มีการเชื่อมโยงกับขบวนการแรงงานและคนหนุ่มสาวอย่างจริงจัง ไม่มีการนัดหยุดงานเพื่อเพิ่มพลัง และในที่สุดขบวนการเสื้อแดงก็ถูกพรรคพวกของทักษิณแช่แข็งจนหมดสภาพ ซึ่งสะท้อนว่าไม่มีการนำตนเองที่อิสระจากนักการเมืองอย่างทักษิณอย่างเพียงพอ สรุปแล้วการเมืองของการนำเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง

ในอดีตการเมืองของนักเคลื่อนไหวยุค ๑๔ ตุลา อิสระจากนักการเมืองกระแสหลัก แต่พอเข้าสู่วิกฤต ๖ ตุลา สามปีหลังจากนั้น การเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์ ที่ใช้ในการนำนักเคลื่อนไหวในยุคนั้น ถูกพิสูจน์ว่าบกพร่อง เพราะไม่คิดจะสู้กับเผด็จการในเมืองและไม่มีการวางแผนจะให้มีการนัดหยุดงานทั่วไป ทั้งๆ ที่ขบวนการแรงงานและขบวนการนักศึกษาในสมัยนั้นอยู่ในสภาพที่จะสามารถทำสิ่งเหล่านั้นได้ เราต้องขยันในการศึกษาประวัติศาสตร์การต่อสู้

สรุปแล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดในการต่อสู้กับเผด็จการยุคนี้คือ การสร้างพลังมวลชน และการให้ความสำคัญกับการเมืองที่จะนำการต่อสู้ได้

อ่านเพิ่มเรื่องการจัดตั้ง http://bit.ly/2C8wzD5

มวลชน เครือข่าย และการเมืองภาพรวม กับการประท้วง

ใจ อึ๊งภากรณ์

สัปดาห์นี้เราเห็นการประท้วงรัฐบาลเผด็จการโดยคนสองกลุ่ม ซึ่งแน่นอนเป็นเรื่องดีน่าชื่นชม

ดังนั้น เพื่อการเคลื่อนไหวในอนาคต หลังจากการประเมินผลของการประท้วง เราควรจะมีข้อสรุปอะไรบ้าง?

กลุ่มแรกที่อยากจะพูดถึงคือ “กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย” ซึ่งประกอบไปด้วยแกนนำคนหนุ่มสาวที่มีประวัติในการค้านเผด็จการด้วยความกล้าหาญในรอบสองสามปีที่ผ่านมา จากภาพต่างๆ ของการประท้วงเมื่อวันเสาร์ก็จะเห็นว่ามีคนออกมาร่วมประมาณร้อยกว่าคน ถ้าไม่นับนักข่าว ซึ่งเป็นเรื่องดี

ผมมีข้อเสนอที่อยากจะฝากคนหนุ่มสาวเหล่านี้ และคนอื่น สำหรับการจัดกิจกรรมในอนาคต คือการเคลื่อนไหวที่จะมีพลัง ไม่สามารถจัดได้ ถ้าเราเพียงแต่ประกาศชวนเชิญประชาชนมาร่วมผ่านสื่อมวลชนหรือโซเชียลมีเดีย ถ้าในอนาคตจะมีการจัดให้มีพลังมากขึ้น คือมีคนมาร่วมจำนวนมาก ควรจะมีการจงใจสร้างเครือข่ายและแนวร่วมอย่างจริงจังกับกลุ่มคนที่มีความคิดคล้ายๆ กัน เพื่อการขับไล่เผด็จการ พูดง่ายๆ ต้องมีการใช้เวลาเพื่อไปคุยกับคนที่มีประวัติในการค้านเผด็จการ ไม่ว่าจะเป็นอดีตคนเสื้อแดง กลุ่มสหภาพแรงงาน กลุ่มนักเคลื่อนไหวสิทธิมนุษยชน หรือกลุ่มนักศึกษาจากสถาบันที่หลากหลาย และควรมีการนัดคุยกันหลายรอบ เพื่อร่วมกันตกลงว่าจะเคลื่อนไหวด้วยกันอย่างไร และเมื่อไร นอกจากนี้ตัวแทนของทุกกลุ่มที่ร่วมกันควรจะถือว่าเป็นแกนนำของแนวร่วมใหม่อันนี้ นี่คือสิ่งที่เรียกว่า “การจัดตั้ง”

แน่นอนการทำงานแนวร่วมแบบนี้ต้องมีการประนีประนอมกันในการวางแผนแนวปฏิบัติ แต่นั้นไม่ได้แปลว่าจะมีมุมมองในหลายแง่ของการเมืองที่ต่างกันไม่ได้ จริงๆ แล้วการมีหลากหลายมุมมองทางการเมืองเป็นเรื่องดี เพราะจะนำไปสู่การถกเถียงเรื่องการเมืองภาพกว้าง ซึ่งจะให้ความสำคัญกับการเมืองแบบนี้และช่วยให้ทุกคนมีความคิดที่ชัดเจนมากขึ้น ตัวอย่างอันหนึ่งคือเรื่องการเลือกตั้ง การเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งที่ไม่ถูกเลื่อนออกไปเป็นเรื่องดี แต่เราต้องพูดกันอีกว่าเราต้องการการเลือกตั้งแบบไหน? เราต้องการ “ยุทธศาสตร์แห่งชาติ” ของทหารหรือไม่? ฯลฯ

เราไม่ควรลืมว่าประชาธิปไตย ควรจะรวมไปถึงเรื่องสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก สิทธที่จะมีค่าแรงที่เลี้ยงชีพได้ สิทธิของทุกเพศรวมถึงเกย์ ทอม ดี้ กะเทย ฯลฯ สิทธิของชาวมาเลย์มุสลิมในปาตานี สิทธิของแรงงานข้ามชาติ สิทธิในการนับถือศาสนาตามที่ปัจเจกเลือกที่จะนับถือ หรือสิทธิในการได้รับการรักษาพยาบาลและการศึกษาคุณภาพดีอย่างถ้วนหน้า

ฝังอยู่ในข้อเสนอของการสร้างขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมของผม คือความสำคัญของการสร้างพรรคของคนชั้นล่าง ซึ่งผมเขียนเรื่องนี้บ่อย หาอ่านได้ที่นี่ http://bit.ly/2nfpcVA

แต่ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อประชาธิปไตยที่เราควรจะมี จะต้องไม่จำกัดไว้ในแวดวงคนที่อยากสร้างพรรคเท่านั้น ต้องกว้างกว่านั้นอีกมาก

กลุ่มเคลือ่นไหวที่สองที่ผมอยากจะพูดถึงคือ กลุ่ม “เดินมิตรภาพ” ซึ่งเป็นกลุ่มเคลื่อนไหวของเอ็นจีโอ

คำถามแรกที่อยากจะถามคือ ทำไม“กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย” กับกลุ่ม “เดินมิตรภาพ” ไม่ออกมาร่วมกันในวันเดียวกัน มันยากนักหรือ?

หลายคนที่ต้องการประชาธิปไตยอาจแค้นจุดยืนของเอ็นจีโอในอดีตที่โบกมือเรียกทหาร แต่ถ้าเราจะเอาความแค้นแบบนี้นำการทำงานทางการเมือง มันจะกลายเป็นเรื่องการเล่นพรรคเล่นพวก ที่ผมพูดแบบนี้ไม่ใช่ว่าผมจะเสนอให้เสื้อแดงกับเสื้อเหลืองจับมือกัน อย่างที่นักวิชาการบางคนเสนอ ไม่ใช่เลย ผมมองว่าคนที่รักประชาธิปไตยร่วมมือกับคนที่ทำลายประชาธิปไตยไม่ได้ โดยเฉพาะถ้าคนกลุ่มหลังไม่เปลี่ยนใจและสำนึกความผิด ที่สำคัญคือ “สลิ่ม”ชนชั้นกลาง กับเอ็นจีโอไม่เหมือนกัน

แน่นอนในอดีต คนอย่าง นิมิตร์ เทียนอุดม จากเครือข่ายเอดส์ ซึ่งเป็นหนึ่งในแกนนำกลุ่ม “เดินมิตรภาพ” ได้เคยขึ้นเวทีพันธมิตรฯ และนิมิตร์ ได้พูดจากเวทีนี้ในทำนองดูถูกคนจนว่า ผู้ที่สนับสนุนรัฐบาลทักษิณ “ขาดข้อมูล”  ซึ่งเป็นทัศนะที่ให้ความชอบธรรมกับรัฐประหาร ที่แย่มากๆ คือ มีผู้นำ เอ็นจีโอ หลายคนเคยเสนอชื่อตนเองให้ทหาร หลังรัฐประหาร ๑๙ กันยา เพื่อหวังว่าจะได้รับการแต่งตั้งเป็น ส.ว.  ตัวอย่างเช่น เรวดี ประเสริฐเจริญสุข, นิมิตร์ เทียนอุดม, บรรจง นะแส (เครือข่ายประมงพื้นบ้าน) วิฑูรย์ เพิ่ม พงศาเจริญ (สิ่งแวดล้อม) หรือ ศยามล ไกยูรวงศ์ (มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม) เป็นต้น

แต่การที่เอ็นจีโอในช่วงนี้ออกมาค้านการสืบทอดอำนาจของเผด็จการ ก็น่าจะเป็นโอกาสที่เขาจะทบทวนจุดยืนในอดีต ทั้งๆ ที่ยังไม่มีใครออกมาพูดในที่สาธารณะอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม วิธีการเคลื่อนไหวของกลุ่ม “เดินมิตรภาพ” มีประเด็นที่ชวนให้เราตั้งคำถามได้คือ

  1. รูปแบบการเดินไกลที่ใช้เวลาหลายวันเหมาะกับการที่คนธรรมดา ที่ต้องไปทำงาน จะมาร่วมได้ไหม? คือถ้าเราจะสร้างมวลชนที่จะออกมาเคลื่อนไหวจำนวนมาก เราต้องมีรูปแบบกิจกรรมอื่น และคำถามที่สำคัญคือพวก “เดินมิตรภาพ” มีความตั้งใจจะสร้างขบวนการมวลชนหรือไม่? หรืออยากจะเคลื่อนไหวแบบเดิมๆ ต่อไป
  2. พวกเอ็นจีโอชอบพูดถึง “ชาวบ้าน” และการเดินยาวครั้งนี้อ้างว่าจัดเพื่อคุยกับชาวบ้าน แต่ชาวบ้านคือใคร? เขาเป็นชาวบ้านที่ลงคะแนนให้พรรคของทักษิณด้วยปัญญาและเหตุผลหรือไม่? นอกจากนี้เส้นทางเดินมิตรภาพ ผ่านย่านอุตสาหกรรมที่มีคนงานกรรมาชีพมากมาย ทำไมไม่มีการนัดคุยกับมวลชนสหภาพแรงงานตามเส้นทางอย่างจริงจัง?
  3. ทำไมการเดินมิตรภาพ ไม่กล้าพูดตรงๆ เรื่องการค้านเผด็จการทหาร เพราะตราบใดที่เราไม่สามารถล้มเผด็จการและกำจัดมรดกของเผด็จการ เช่นรัฐธรรมนูญทหาร หรือยุทธศาสตร์แห่งชาติ เราไม่มีวันได้สิทธิเสรีภาพอื่นๆ นอกจากนี้มีการพูดถึงกฏหมาย 112 ที่ปิดปากประชาชนหรือไม่? หรือในที่สุดมีแต่การปฏิเสธการเมืองภาพกว้างตามแนวเดิมๆ ?

สรุปแล้วผมขอเสนอว่านักเคลื่อนไหวเพื่อเสรีภาพ ควรพิจารณาเรื่องการสร้างมวลชน การขยายเครือข่ายการทำงานไปสู่กลุ่มอื่นๆ ที่เราไม่เคยร่วมด้วยในอดีต และการขยายประเด็นการเมืองไปสู่การเมืองภาพกว้าง

การพัฒนาแบบองค์รวมและต่างระดับกับสังคมไทย

ใจ อึ๊งภากรณ์

การพัฒนาแบบองค์รวมและต่างระดับ (Combined and Uneven Development) เป็นวิธีอธิบายกระบวนการพัฒนาในประเทศด้อยพัฒนาท่ามกลางกระแสทุนนิยมโลกาภิวัฒน์ คนที่เสนอแนวคิดนี้คือนักปฏิวัติมาร์คซิสต์ของรัสเซียชื่อ ลีออน ตรอทสกี

ลักษณะสำคัญของรัสเซียในสมัยก่อนการปฏิวัติปี 1917 คือมีความล้าหลังในการพัฒนา ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมถ้าเทียบกับยุโรปตะวันตก หรือสหรัฐ แต่ท่ามกลางความล้าหลังนี้มีบางส่วนที่ก้าวหน้าทันสมัยที่สุด

ประเทศล้าหลังจะเรียนรู้วิธีคิดและเทคนิคการผลิตจากประเทศที่ก้าวหน้ากว่า ผ่านกระบวนการโลกาภิวัฒน์ของทุนนิยม แต่ไม่ได้เรียนรู้ในลักษณะการเดินย้อนรอยประวัติศาสตร์ของประเทศพัฒนา เพราะประเทศล้าหลังจะได้เปรียบในแง่หนึ่งคือ สามารถรับสิ่งที่ทันสมัยที่สุดในโลกจากประเทศก้าวหน้าได้ทันที จึงมีการก้าวกระโดดสู่ความทันสมัยตามภาพรวมของทุนนิยมโลก

ตรอทสกี้เขียนว่า “มนุษย์เผ่าดั้งเดิมที่ยังใช้ชีวิตโบราณอยู่ในป่า วันนี้อาจใช้ธนูและหอก แต่พรุ่งนี้ ถ้ามีโอกาสสัมผัสกับคนจากภายนอก จะสามารถจับปืนมาใช้ได้ทันที”

อย่างไรก็ตาม การก้าวกระโดดข้ามขั้นตอนทางประวัติศาสตร์ไม่เคยเป็นเรื่อง “กฏเหล็ก” ไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ในทุกเรื่อง และบางครั้งการรับสิ่งที่ทันสมัยมาใช้โดยสังคมล้าหลัง อาจรับมาในลักษณะเพี้ยนๆ ก็ได้ เช่นการนำระบบคิดใหม่มาเสริมสร้างรูปแบบการปกครองแบบล้าหลัง กรณี รัชกาลที่๕ ในไทย เป็นตัวอย่างที่ดี คือรับรูปแบบการบริหารรัฐและเศรษฐกิจทุนนิยมมาใช้เพื่อเสริมอำนาจกษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราชย์

ถ้าประวัติศาสตร์มีกฏเหล็กทั่วไป กฏนั้นคงจะระบุว่าการพัฒนาของประวัติศาสตร์เป็นเรื่องของความไม่เท่าเทียม ต่างระดับ และความไม่แน่นอนเสมอ

ในเรื่องของความ “ต่างระดับ” ที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กับการรับสิ่งใหม่ๆ จากโลกแบบองค์รวม เราจะเห็นจากรัสเซีย ในปี 1914 คือรัสเซียยากจนกว่าสหรัฐประมาณ 10 เท่า แต่ 40% ของอุตสาหกรรมรัสเซียเป็นอุตสาหกรรมทันสมัยขนาดใหญ่ที่มีกรรมาชีพจำนวนมากในโรงงานเดียวกัน ในขณะที่เพียง 18% ของอุตสาหกรรมสหรัฐเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แต่พร้อมๆ กันนั้นรัสเซียมีความล้าหลังดำรงอยู่ คือมีชาวนากึ่งทาสเป็นล้านๆ คน ซึ่งสหรัฐไม่มี

กรรมาชีพในประเทศล้าหลังมีสิทธิ์เป็นส่วนหนึ่งของกองหน้ากรรมาชีพโลกได้ทันที ทั้งในด้านจิตสำนึก ระดับการศึกษา และฝีมือ คือไม่ต้องผ่านการพัฒนาเป็นร้อยๆปี แบบที่เคยเกิดขึ้นในตะวันตก ลูกชาวนาในไทยที่เข้าสู่ระบบโรงงาน ใช้คอมพิวเตอร์ในการทำงานได้ และคนไทยที่อยู่ในเมืองกับชนบทเรียนรู้วิธีใช้อินเตอร์เน็ดได้อย่างรวดเร็ว ไม่แพ้คนตะวันตก

แต่หลายแง่ของระบบการเมืองและสังคมในไทย ยังติดอยู่ในระดับล้าหลัง เช่นแนวคิดของชนชั้นปกครองไทย ซึ่งปัจจุบันเป็นนายทุนหรือทหาร และมองว่าพลเมืองไทยคิดเองไม่เป็น ไม่ทันสมัย “ขาดการศึกษา” และปกครองตนเองไม่ได้ ดังนั้นชนชั้นปกครองไทยจึงอาศัยการปกครองแบบกึ่งเผด็จการเป็นส่วนใหญ่ ความคิดแบบนี้นำไปสู่การมองว่าประชาชนไม่มีวุฒิภาวะพอที่จะเลือกนักการเมืองได้ การบังคับให้พลเมืองรักกษัตริย์ดุจเทวดาก็เป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดล้าหลังอันนี้ ทั้งๆ ที่กษัตริย์ไทยมีลักษณะทันสมัยในยุคปัจจุบัน คือเป็นเครื่องมือของนายทุนและทหาร

อีกแง่หนึ่งของความล้าหลังและต่างระดับของสังคมไทย คือในเรื่องความเหลื่อมล้ำระหว่างสภาพชีวิตคนธรรมดา กับพวก “ผู้ใหญ่” และชนชั้นกลางในสังคม คนไทยจำนวนมากยังยากจน เมื่อเทียบกับเศรษฐีระดับโลกของไทย และการพัฒนาระบบรัฐสวัสดิการและสิทธิพลเมืองยังไม่เกิดอย่างจริงจัง

สภาพการพัฒนาแบบองค์รวมและต่างระดับของไทย นำไปสู่ความขัดแย้งที่เราเห็นในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา และสิ่งที่เป็นตัวกระตุ้นอันหนึ่งคือวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง เพราะเมื่อมีนักการเมืองนายทุน คือทักษิณและพรรคพวก เข้ามาเสนอแผนที่จะพัฒนาชีวิตประชาชนหลังวิกฤตเศรษฐกิจ เช่นโครงการสร้างงานหรือ 30 บาทรักษาทุกโรค พลเมืองจำนวนมากชื่นชมและเทคะแนนเสียงให้ในการเลือกตั้ง ซึ่งสร้างความไม่พอใจในหมู่นักการเมืองและทหารหัวเก่าที่ไม่เข้าใจความไม่พอใจที่ดำรงอยู่ในสังคมที่พัฒนาไปไกลแล้ว

เราควรเข้าใจว่าทฤษฏี “การพัฒนาแบบองค์รวมและต่างระดับ” ของตรอทสกี้ ใช้อีกทฤษฏีหนึ่งเป็นคู่ฝาแฝด คือ “ทฤษฏีปฏิวัติถาวร” (Permanent Revolution) ทั้งตรอทสกี้ และคาร์ล มาร์คซ์ เคยอธิบายว่า ชนชั้นนายทุนในประเทศด้อยพัฒนาไม่เคยมีประวัติศาสตร์ที่ก้าวหน้าเท่านายทุนในประเทศพัฒนา เพราะไม่เคยนำการปฏิวัติล้มระบบขุนนาง นายทุนส่วนใหญ่หลังยุค 1848 เป็นนายทุนขี้ขลาด กลัวกรรมาชีพมากกว่าเกลียดขุนนาง และมุ่งที่จะอนุรักษ์ระบบโดยพร้อมจะประนีประนอมกับอำนาจเผด็จการประเภทที่ปฏิกิริยาที่สุดเสมอ

นักมาร์คซิสต์จึงเสนอว่าผู้ที่จะต้องรับภาระในการปลดแอกประชาชนในโลกปัจจุบัน จะต้องเป็นชนชั้นกรรมาชีพสมัยใหม่ที่กำลังขยายตัวทั่วโลก ชนชั้นกรรมาชีพสำคัญเพราะทำงานรวมหมู่และอยู่ในใจกลางระบบการผลิตและเศรษฐกิจทุนนิยม

สำหรับไทย แนวคิดนี้อธิบายว่าทำไมทักษิณและนักการเมืองพรรคเพื่อไทย ไม่มีวันนำการต่อสู้อย่างถึงที่สุดกับทหารและพวกอนุรักษ์นิยม เพราะเขากลัวว่าการต่อสู้ที่จะเกิดขึ้นจะไปไกลกว่าแค่การหมุนนาฬิกากลับไปสู่สภาพการเมืองก่อนรัฐประหาร ๑๙ กันยา ทักษิณและพรรคพวกมีส่วนคล้ายและอุดมการณ์ร่วมกับพวกทหารและนักการเมืองอนุรักษ์นิยม มากกว่าที่เขาจะมีกับประชาชนธรรมดา นี่คือสาเหตุที่เขาแช่แข็งการต่อสู้ของเสื้อแดงหลังยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์จนถึงทุกวันนี้

ถ้าเราจะเดินหน้าพัฒนาระบบการเมืองและสังคมไทย เราต้องสร้างพรรคและขบวนการทางสังคมของมวลชนคนชั้นล่าง โดยเฉพาะกรรมาชีพ พรรคและขบวนการนี้ต้องอิสระโดยสิ้นเชิงจากทักษิณและพรรคเพื่อไทย และเราต้องเลิกตั้งความหวังอะไรเลยกับพรรคเพื่อไทยหรือการเลือกตั้งภายใต้อำนาจทหารในอนาคต

ศาลเตี้ยไทยสร้างมาตรฐานใหม่ของความอยุติธรรม

ใจ อึ๊งภากรณ์

ศาลเตี้ยไทย หมาเลี้ยงของเผด็จการ ได้สร้างมาตรฐานใหม่อันเลวทรามของความอยุติธรรม การจำคุกอดีตรัฐมนตรีและนักการเมืองหลายคนเป็นเวลา 30-40 ปี ในคดีจำนำข้าว นับว่าเป็นการลงโทษทางการเมือง และสาเหตุหลักไม่ใช่เรื่องการกำจัดคอร์รับชั่น แต่เป็นความพยายามที่จะกำจัดนักการเมืองฝ่ายไทยรักไทย/เพื่อไทยต่างหาก ยิ่งกว่านั้นมันเป็นการพยายามฟันธงว่ารัฐบาลในอนาคตจะต้องไม่ใช้งบประมาณเพื่อช่วยประชาชนคนจนอีกด้วย

นักการเมืองที่เผด็จการมือเปื้อนเลือดของไอ้ยุทธ์ไม่ชอบ ถูกลงโทษร้ายแรงกว่าฆาตกรสามัญสามถึงสี่เท่า

แต่สำหรับฆาตกรรายใหญ่ที่สั่งฆ่าประชาชน ไม่ต้องติดคุกเลย ทุกวันนี้ประยุทธ์ อภิสิทธิ์ และสุเทพ ยังลอยนวล

นักศึกษา และนักเคลื่อนไหวธรรมดา ติดคุกเป็นสิบๆ ปี เพราะแค่เห็นต่างกับเผด็จการ หรือเพราะแค่แสดงออกและพูดความจริง

แต่สำหรับคนที่ใช้กำลังอาวุธในการยึดอำนาจ ฉีกรัฐธรรมนูญ และทำลายประชาธิปไตย คือพวกแก๊งทหารปัจจุบัน ยังไม่มีการลงโทษใครเลย และอันธพาลที่ทำลายการเลือกตั้ง คือพวกแก๊งประชาธิปัตย์และสลิ่ม ก็ไม่มีการลงโทษอะไรเลย

นักวิชาการและสื่อมวลชนที่พยายามพูดหรือเขียนความจริง โดนข่มขู่ตลอดเวลา แต่คนที่แต่งตั้งตนเองเป็นผู้นำประเทศหลังรัฐประหาน จะแหกปากพูดเท็จได้ทุกวัน และแถมไม่อายใครอีกด้วย

เรื่องคอร์รับชั่นกลายเป็นคำที่ไม่มีความหมาย เพราะเมื่อทหารคอร์รับชั่น เมื่อทหารกอบโกยผลประโยชน์เข้ากระเป๋า หรือใช้เงินของพวกเราในจำนวนมหาศาลเพื่อซื้ออาวุธที่ไม่จำเป็น เช่น รถถัง เครื่องบิน หรือเรือดำน้ำ โดยไม่มีความโปร่งใสตามกระบวนการประชาธิปไตยแต่อย่างใด มันลอยนวลเสมอ ในขณะที่โครงการจำนำข้าวที่ช่วยชาวนากลายเป็นการคอร์รับชั่น

นอกจากเรื่องสองมาตรฐานของศาลเตี้ยแล้ว ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในรอบสิบปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าฝ่ายทหาร ประชาธิปัตย์ และสลิ่มชนชั้นกลาง เป็นศัตรูของคนทำงานธรรมดา ชาวไร่ชาวนา และยากจน มันเป็นการแสดงความเกลียดชังทางชนชั้น เกลียดคนธรรมดา และเกลียดนักการเมืองที่พยายามช่วยคนจนและครองใจคนส่วนใหญ่ได้

ถ้าท่านไม่อยากใช้ชีวิตภายใต้ระบอบเผด็จการปัจจุบันนี้ เราต้องตั้งสติ มองความจริง และเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ ระบอบเผด็จการไม่เคยหายไปเอง แต่จะถูกล้มโดยพลังประชาชนที่รวมตัวกันเอง การรวมตัวต้องมีการจัดตั้งอย่างเป็นระบบอย่างที่เราเคยทำสมัยก่อน เราต้องเรียนรู้จากการล้มเผด็จการในยุค ๑๔ ตุลา การต่อสู้ของ พคท. และการต่อสู้ในช่วงพฤษภา ๓๕ เราต้องสรุปจุดเด่นจุดด้อย โดยเฉพาะการไปหวังพึ่ง “ผู้ใหญ่” ที่เป็นนักการเมืองอย่างทักษิณ หรือคนที่ตั้งตัวเป็นผู้นำเดี่ยวอย่างจำลอง และเราต้องจัดตั้งภายใต้กระบวนการที่เป็นประชาธิปไตยมากกว่ายุค พคท.

การที่ยิ่งลักษณ์ออกจากประเทศเพื่อหลีกเลี่ยงการติดคุก ในระบบที่ขาดความยุติธรรม เป็นเรื่องที่เราเข้าใจได้ แต่คนที่ “ผิดหวัง” หรือ “ฝัน” เพราะไปตั้งความหวังว่าทักษิณหรือยิ่งลักษณ์จะนำการต่อสู้ ควรจะตื่นได้แล้ว เพราะมันมีการแช่แข็งการต่อสู้โดยนักการเมืองเศรษฐีเหล่านี้มานาน แถมเผด็จการทหารอาจปล่อยให้ยิ่งลักษณ์ออกจากประเทศเพื่อลดพลังในการต่อสู้โดยคนรากหญ้าอีกด้วย

สักวันหนึ่ง ถ้าไทยจะมีความยุติธรรมและสิทธิเสรีภาพ เราต้องจับพวกที่หนีความยุติธรรมทั้งหลายเข้าคุก เช่นประยุทธ์ อภิสิทธ์ สุเทพ และคนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเผด็จการและการหมุนนาฬิกากลับไปสู่ยุคมืด แต่ถ้าเราจะทำเราต้องมีพลัง พลังนั้นจะมาจากพลังของขบวนการเคลื่อนไหวของประชาชนธรรมดา

ประเด็นคือเราจะทนอยู่ในสังคมภายใต้ระบอบกะลาแลนด์ ทนเป็นทาส ทนเป็นพลเมืองชั้นสอง หรือจะลุกขึ้นสู้และให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์และยุทธวิธีในการล้มเผด็จการหรือไม่ แค่เป็นกองเชียร์ให้กลุ่มคนเล็กๆ หรือปัจเจกกล้าหาญ ที่ออกมาแสดงจุดยืนแล้วโดนจับมันไม่พอ

๒๔๗๕ การปฏิวัติที่ยังไม่สำเร็จ? สู่ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์? เก็บตกจากข้อถกเถียงที่เยอรมัน

ใจ อึ๊งภากรณ์

ในวันที่ ๒๔ มิถุนายนที่ผ่านมานี้ มีการจัดเสวนาที่เมืองโคโลน ประเทศเยอรมัน ในหัวข้อ “๒๔๗๕ การปฏิวัติที่ยังไม่สำเร็จ? สู่ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์?” ….จึงมาเล่าสู่กันฟัง และในตอนท้ายจะกล่าวถึงข้อถกเถียงกับ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล และ แอนดรู  แม็กเกรเกอร์ มาร์แชลล์

ผมเปิดประเด็นด้วยการเล่าว่า อารัมภบทของรัฐธรรมนูญมีชัย โกหกว่ารัชกาลที่ ๗ “ยกประชาธิปไตยให้ประชาชน” ในความเป็นจริงกษัตริย์คนนี้ต้องถูกโค่นด้วยการปฏิวัติ ๒๔๗๕ และเหตุการณ์นี้ไม่ใช่ “รัฐประหาร” อย่างที่พวกอนุรักษ์นิยมอ้าง แต่เป็นการปฏิวัติสังคมที่ได้รับการสนับสนุนและการมีส่วนร่วมจากประชาชนไทยจำนวนมาก

ถ้าการปฏิวัติ ๒๔๗๕ “ยังไม่สำเร็จ” มันไม่สำเร็จในแง่ของการสร้างประชาธิปไตยเท่านั้น แต่ไม่ใช่เพราะไม่สามารถล้มระบบศักดินาหรือระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ระบบศักดินาถูกทำลายโดยรัชกาลที่๕ และระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ถูกล้มในการปฏิวัติ ๒๔๗๕ และหลังจากกบฏบวรเดชในปี ๒๔๗๖ ซึ่งถูกปราบโดยคณะราษฎร ฝ่ายเจ้าเลิกฝันถึงการคืนสู่อำนาจ

กษัตริย์รัชกาลที่ ๙ ร่ำรวย และเสพสุขบนหลังประชาชนก็จริง มีคนเชิดชูและหมอบคลานเข้าหาก็จริง แต่กษัตริย์คนนี้ไร้อำนาจโดยสิ้นเชิง และถูกใช้เป็นเครื่องมือโดยทหารและชนชั้นนำอื่นๆ เช่นนักการเมืองนายทุน ฯลฯ การเชิดชูกษัตริย์แบบบ้าคลั่งที่เกิดขึ้น กระทำไปเพื่อให้ความชอบธรรมกับการกระทำของทหารและชนชั้นนำคนอื่นเท่านั้น

รัชกาลที่ ๑๐ ยิ่งอ่อนแอกว่าพ่อของเขา และไม่สนใจเรื่องการเมืองและสังคมไทยเลย วชิราลงกรณ์ ต้องการเสพสุขที่เยอรมันอย่างเดียว ที่ขอแก้รัฐธรรมนูญก็เพื่อควบคุมเรื่องส่วนตัวในวังเท่านั้น

ถ้าการปฏิวัติ ๒๔๗๕ ยังไม่สำเร็จในแง่ของการสร้างประชาธิปไตย สาเหตุสำคัญมาจากการที่อาจารย์ปรีดี ผู้ก่อตั้งคณะราษฏร์ ไม่เข้าใจความสำคัญของการสร้างพรรคการเมืองของมวลชน และไปพึ่งอำนาจทหารมากเกินไปในการปฏิวัติ นี่คือที่มาของอำนาจทหารในระบบการเมืองไทย ในภายหลังเมื่ออาจารย์ปรีดีมาทบทวนความผิดพลาด เขาเคยเขียนว่าในยุคที่เขามีอำนาจ เขาไม่ค่อยเข้าใจการเมืองอย่างเพียงพอ แต่เมื่อเขาเริ่มเข้าใจมากขึ้นเขาเสียอำนาจไปแล้ว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการปฏิวัติ ๒๔๗๕ ไม่ใช่การ “ชิงสุกก่อนห่าม” แต่อย่างใด ในยุคนั้นและยุคนี้ประชาชนไทยต้องการและพร้อมที่จะมีประชาธิปไตย

ผู้ที่ทำให้เป้าหมายการสร้างประชาธิปไตยหลัง ๒๔๗๕ ไม่ประสบผลสำเร็จ คือทหารเป็นหลัก และบ่อยครั้งทหารที่ก่อรัฐประหารได้รับการสนับสนุนจากนายทุนและพวกสลิ่มชนชั้นกลางอีกด้วย

ถ้าตอนนี้เราอยู่ในยุค “สู่อำนาจสมบูรณ์” มันไม่ใช่อำนาจสมบูรณ์ของกษัตริย์ แต่เป็นการสร้าง “อำนาจสมบูรณ์” ของทหารต่างหาก ซึ่งดูได้จากรัฐธรรมนูญทหาร และการใช้มาตรา 44 ในเรื่องการเมืองและสังคมแบบนี้ นายวชิราลงกรณ์ไม่เคยแสดงความเห็นหรือความสนใจแม้แต่นิดเดียว

อำนาจของทหารที่เผด็จการประยุทธ์ต้องการจะแช่แข็งและสืบทอดไปเรื่อยๆ เห็นได้จากรัฐธรรมนูญดังนี้

  1. มีการคงไว้บทบาทและยืดวาระการทำงานของคณะทหารเผด็จการ คสช. ออกไปหลังการเลือกตั้ง โดยให้มีส่วนสำคัญในการกำหนด “ยุทธศาสตร์แห่งชาติ” ที่ผูกพันกับ “นโยบายรัฐ” ในหมวดที่ 6 “ยุทธศาสตร์แห่งชาติ” นี้เป็นเครื่องมือในการสืบทอดและแช่แข็งนโยบายของฝ่ายอนุรักษ์นิยม เพื่อไม่ให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง มีเสรีภาพที่จะกำหนดนโยบายเองตามความต้องการของประชาชน นอกจากนี้มันเป็นการเปิดช่องให้ศาลรัฐธรรมนูญจับผิด ถอดถอนนักการเมือง หรือ “วีโต้” นโยบายของรัฐบาลที่ศาลรัฐธรรมนูญตีความเองว่า “ไม่ตรงกับยุทธศาสตร์แห่งชาติ”
  2. มาตรา 5 และ 272 ให้อำนาจกับพวกเผด็จการในการเลือกนายกที่ไม่ใช่สส.
  3. เผด็จการทหารมีอำนาจแต่งตั้งวุฒิสภาทั้ง200คน, กกต., และศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งวุฒิสภาและศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ส่วนกกต.มีอำนาจในการสั่งเปลี่ยนนโยบายของพรรคการเมืองก่อนการเลือกตั้ง เพื่อให้สอดคล้องกับความคิดของทหารอนุรักษ์นิยม
  4. ระบบการเลือกตั้งและจัดจำนวนสส. ให้ประโยชน์กับพรรคขนาดกลางอย่างพรรคประชาธิปัตย์
  5. มีการห้ามไม่ให้พรรคการเมืองเสนอนโยบายที่เป็นประโยชน์กับคนจน ที่พวกสลิ่มเรียกว่า “ประชานิยม”
  6. การแก้รัฐธรรมนูญฉบับทหารอันนี้ ถ้ายึดตามกติกาของผู้ร่าง เกือบจะไม่มีโอกาสแก้ได้เลย แต่พวกทหารเผด็จการฉีกรัฐธรรมนูญตามอำเภอใจ โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญปี ๔๐ ที่ประชาชนมีส่วนในการร่างมากที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย
  7. ถ้าเทียบกับรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ แล้วจะเห็นว่ามีการลดความสำคัญของสิทธิเสรีภาพของประชาชน
  8. มีการทำลายมาตรฐานการบริการพลเมืองโดยรัฐ โดยเฉพาะในเรื่องสาธารณสุข พูดง่ายๆ มีการเสนอนโยบายที่ทำลายระบบบัตรทอง หรือที่เคยเรียกกันว่า “30 บาทรักษาทุกโรค”
  9. ในเรื่องการศึกษา มีการตัดสิทธิ์เรียนฟรีในระดับ ม.ปลาย

ดังนั้นประเทศของเรากำลังเดินถอยหลังไปสู่ระบบประชาธิปไตยครึ่งใบภายใต้ตีนทหาร

เราจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร? ประวัติศาสตร์ไทยและต่างประเทศสอนให้เรารู้ว่าถ้าประชาชนจะปลดแอกตนเองจากเผด็จการ ต้องมีการสร้างขบวนการเคลื่อนไหวของมวลชนที่รักประชาธิปไตยพร้อมกับการสร้างพรรคมวลชนของคนธรรมดา เช่นกรรมาชีพกับเกษตรกรรายย่อย ไม่มีผู้ใหญ่ที่ไหนที่จะยกสิทธิเสรีภาพให้เรา แต่ในขณะนี้แกนนำเสื้อแดงและทักษิณได้แช่แข็งขบวนการเสื้อแดงจนหมดสภาพไปแล้ว ดังนั้นเราต้องเริ่มต้นใหม่ในการสร้างขบวนการประชาธิปไตย

ประเด็นถกเถียงกับ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล และ แอนดรู  แม็กเกรเกอร์ มาร์แชลล์ ในงานเสวนานี้

เพื่อความยุติธรรมต่อ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล และ แอนดรู  แม็กเกรเกอร์ มาร์แชลล์ กรุณาไปค้นโดยตรงว่าเจ้าตัวทั้งสองมีความเห็นอย่างไรครับ…

  1. เรื่อง “อำนาจ” กษัตริย์ภูมิพล ผมเสนอมาตลอดว่ากษัตริย์ภูมิพลไม่มีอำนาจสั่งการอะไรและเป็นแค่เครื่องมือของทหาร ยิ่งกว่านั้นกษัตริย์ภูมิพลเป็นคนที่ไม่มีความกล้าที่จะพูดหรือเสนออะไรเอง มักคล้อยตามกระแสผู้มีอำนาจจริงเช่นทหารเสมอ [ดู http://bit.ly/2s0KHd4 ]ตรงนั้นหลายคนเริ่มเห็นด้วยมากขึ้น ส่วน สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เสนอว่าต้องมอง “อำนาจ” กษัตริย์ภูมิพลในลักษณะที่ไม่ใช่อำนาจสั่งการใคร และไม่ใช่อำนาจที่จับต้องได้ แต่เป็นอำนาจในลักษณะลัทธิความคิดที่ได้รับการยอมรับในสังคม แต่ผมมองว่าการพูดแบบนี้มันนามธรรมและเป็นการพูดลอยๆ พิสูจน์อะไรไม่ได้ จับต้องไม่ได้ และในที่สุดไม่มีความหมายเลย ผมนิยามว่าเป็นทฤษฏี “อำนาจแบบไสยศาสตร์” ต่างโดยสิ้นเชิงกับแนวคิดวิทยาศาสตร์ที่ติดดินและจับต้องได้ ผมมองว่าสมศักดิ์ เสนอความคิดแบบนี้เพราะไม่สามารถให้ตัวอย่างอำนาจกษัตริย์ภูมิพลเป็นรูปธรรม แต่ต้องการเชื่อต่อไปว่ามีอำนาจ สมศักดิ์มีจุดอ่อนในการปกป้องข้อเสนอของเขาเพราะนอกจากจะพิสูจน์อะไรเป็นรูปธรรมไม่ได้แล้ว ยังโจมตีผมแบบส่วนตัวว่า “ไม่เข้าใจสังคมไทย” ในทำนองที่ชวนคนมองว่าผมไม่ใช่คนไทยแท้ทำนองนั้น ซึ่งเป็นการโจมตีที่ไม่ตรงกับสภาพชีวิตผมที่เติบโตในไทยและมีพ่อเป็นคนไทย และมีลักษณะแบบเหยียดเชื้อชาติผมอีกด้วย มันไม่ใช่ข้อถกเถียงที่ใช้ปัญญาเลย

  1. สมศักดิ์เสนอว่าในสังคมไทยเริ่มมีความเห็นร่วมกันทั้งสังคมที่เชิดชูกษัตริย์ภูมิพล ตั้งแต่พฤษภา 35 และให้เหตุผลว่าคนเชื้อสายจีนในเมืองต้องการพิสูจน์ความเป็นไทยและการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมร่วมกับคนไทย คนจีนจึง “ต้องการสิ่งที่จะยึดมั่นได้” และนี่คือที่มาของอำนาจกษัตริย์ ซึ่งถ้าจริงก็คงมีอำนาจแบบ “อำนาจแบบไสยศาสตร์” ลอยๆ ในเวลาแค่สิบกว่าปีเองก่อนป่วยและหมดสภาพ แต่ปัญหาของแนวคิด สมศักดิ์ นี้คือ เขามองแค่สังคมคนชั้นกลาง มองข้ามคนส่วนใหญ่ในสังคมที่เป็นกรรมาชีพไทย คนลาว คนล้านนา คนเขมร คนมาลายู ฯลฯ ซึ่งไม่ได้ต้องการพิสูจน์อะไรแบบนั้น พูดง่ายๆ คือสำหรับ สมศักดิ์ ชนชั้นกลาง ซึ่งผมมองว่าเป็นสลิ่มต้านประชาธิปไตย เป็นกลุ่มคนที่สำคัญที่สุด ยิ่งกว่านั้นการที่มีกระแสเชิดชูกษัตริย์หลังปี 35 นั้นมันเกี่ยวกับการที่ พคท. ล่มสลายไปและแนวคิดการเมืองพคท. และแนวคิดซ้ายอ่อนลงมากกว่าอะไรอื่น มันเป็นชัยชนะทางความคิดชั่วคราวในสงครามจุดยืนที่กรัมชี่เคยพูดถึงมากกว่า และมันเป็นความพยายามของชนชั้นปกครองที่จะทำลายแนวคิดซ้ายในยุคที่เปิดกว้างให้มีการเลือกตั้งและประชาธิปไตย

 

  1. สมศักดิ์เสนอมานานแล้วว่าเสื้อเหลืองกับเสื้อแดงควรเลิกด่ากัน เพื่อสร้างฉันทามติร่วมที่ยอมรับกันได้เกี่ยวกับประชาธิปไตย เขาพูดเหมือนกับว่ามวลชนทั้งสองฝ่ายด่ากันเหมือนคนเชียร์ทีมฟุตบอลที่เป็นคู่แข่งกันเท่านั้น นี่เป็นมุมมองที่ไร้ประเด็นการเมืองโดยสิ้นเชิง เพราะความแตกแยกระหว่างเหลืองกับแดงมันมีพื้นฐานจากจุดยืนต่อนโยบายรัฐบาลทักษิณที่ช่วยยกระดับคนจนด้วยระบบสาธารณสุขถ้วนหน้า และการลงทุนเพื่อพัฒนาชีวิตคนชนบทและคนจนในเมือง โดยที่รัฐบาลสมัยนั้นมองว่าพลเมืองทุกคนควรมีหุ้นส่วนในการพัฒนาชาติ ไม่ใช่แค่คนรวยและคนชั้นกลาง ดังนั้นฉันทามติร่วมทางการเมืองคงไม่มีทางเกิดได้ และในทุกประเทศทั่วโลกก็มีความคิดที่ขัดแย้งกันเสมอในเรื่องท่าทีต่อความเหลื่อมล้ำและนโยบายเศรษฐกิจการเมือง ในเรื่องนี้ สมศักดิ์ ไม่ให้เกียรติมวลชนในขบวนการเคลื่อนไหวเสื้อแดงว่าคิดเองเป็นและไม่ใช่แค่ขี้ข้าทักษิณ และสมศักดิ์ไม่เคยมองว่าขบวนการมวลชนมีความสำคัญในการเปลี่ยนสังคม ในอดีตเขาเคยวิจารณ์ผมที่ลงไปทำงานกับกรรมาชีพไทยด้วย

  1. ในความเห็นผม ทั้ง สมศักดิ์ และ แอนดรู แม็กเกรเกอร์ มาร์แชลล์ หมกมุ่นกับนายวชิราลงกรณ์ โดยที่ แอนดรู มองว่า “ใครๆ ก็รู้ว่าสั่งถอนหมุดคณะราษฏร์” ทั้งๆ ที่ไม่มีหลักฐานอะไรเลย[ดู http://bit.ly/2oVf9Uu และ http://bit.ly/2quNSZx ] แอนดรู แสนอว่าคนไทยจำนวนมาก “ไม่เคยยอมรับการปฏิวัติ 2475” ซึ่งขัดกับหลักฐานประวัติศาสตร์ (กรุณาอ่านหนังสือของ ณัฐพล ใจจริง) และเขาอธิบายว่า “ความเป็นไทย” ทำให้คนไทยพร้อมจะหมอบคลาน ซึ่งไม่ตรงกับความจริงเกี่ยวกับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยหลายๆ รอบที่คนไทยเข้าร่วม ในแง่หนึ่งมันดูถูกพลเมืองไทยจำนวนมาก  แต่นั้นคงไม่ใช่เจตนา ส่วนการที่ สมศักดิ์ หมกมุ่นกับ วชิราลงกรณ์ และภูมิพล นำไปสู่การมองแต่พวกเจ้าเพื่อความสนุก จนไม่มีความกระตือรือร้นที่จะเสนอแนวทางการล้มเผด็จการทหาร และมรดกเผด็จการอย่างเป็นรูปธรรมเลย และไม่สนใจการจัดตั้งขบวนการเคลื่อนไหวเลย การมองแต่เรื่องเจ้าๆ ทำให้คนอัมพาต โดยเฉพาะเวลาเชื่อว่าเจ้ามีอำนาจ เพราะมองไม่ออกว่าจะล้มอย่างไร ต่างโดยสิ้นเชิงกับคนที่กำลังพยายามเคลื่อนไหวในไทยทุกวันนี้ เพื่อคัดค้านทหารในเรื่องปากท้องและเรื่องรูปธรรมหลายๆ เรื่อง ทั้งนี้เพื่อเป้าหมายการสร้างกระแสล้มเผด็จการ

 

ทั้งหมดนี้เป็นการถกเถียงทางการเมืองระหว่างสามคนที่ต้องการเห็นประชาธิปไตยเกิดขึ้นในประเทศไทย หวังว่าที่นำเสนอให้อ่านครั้งนี้จะช่วยชวนให้ท่านผู้อ่านคิดต่อและมีความเห็นของตนเอง