Tag Archives: การเมืองไทย

๖ ตุลา ถึง เผด็จการรัฐสภาของประยุทธ์ ภาพความป่าเถื่อนของชนชั้นปกครองไทย

ใจ อึ๊งภากรณ์

จาก กรณี “ถังแดง” ในสมัยสงครามเย็น ผ่านเหตุการณ์นองเลือด ๖ ตุลา ถึงการกราดยิงเสื้อแดง การจงใจฆ่าชาวมาเลย์มุสลิมที่ตากใบ และการอุ้มฆ่าทนายสมชาย นีละไพจิตร  สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ สหายภูชนะ สหายกาสะลอง และบิลลี่ ชนชั้นปกครองไทยมือเปื้อนเลือดจาก “อาชญากรรมรัฐ” ซ้ำแล้วซ้ำอีกและเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นได้เพราะสังคมไทยมีวัฒนธรรมลอยนวลของอาชญากรระดับสูงมานาน

ยิ่งกว่านั้นทุกวันนี้เราถูกปกครองโดยรัฐบาลที่มีอาชญากรประยุทธ์เป็นหัวหน้าอีกด้วย

bloody prayut

การปราบปรามนักศึกษาและประชาชนฝ่ายซ้ายที่ธรรมศาสตร์ ในวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ เป็นผลพวงของการลุกฮือล้มเผด็จการในวันที่ ๑๔ ตุลา สามปีก่อนหน้านั้น และรากฐานการลุกฮือของนักศึกษา กรรมาชีพ และเกษตรกรสมัยนั้น มาจากความเหลื่อมล้ำทางอำนาจการเมืองกับฐานะทางเศรษฐกิจ และสภาพสังคมที่ถูกแช่แข็งไว้ภายใต้เผด็จการ สฤษดิ์ ถนอม ประภาส คือไม่มีการพัฒนาไปสู่ประชาธิปไตย ไม่มีการปรับค่าจ้าง ไม่มีการพัฒนาสภาพการจ้างงาน และไม่มีการพัฒนาสภาพความเป็นอยู่ของเกษตรกรในชนบท ทั้งๆ ที่เศรษฐกิจก็ขยายตัว นั้นคือสาเหตุที่มวลชนในสมัย ๖ ตุลา ชื่นชมแนวสังคมนิยมในหลากหลายรูปแบบ เพราะสังคมนิยมคือแนวคิดที่ต้องการล้มเผด็จการขุนศึกและนายทุน และแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำพร้อมๆ กัน

120126_155008_01

ทุกครั้งที่ประชาชนไทยต้องการเดินหน้าเพื่อพัฒนาสังคมไทย ชนชั้นปกครองอนุรักษ์นิยมก็พร้อมจะใช้ความรุนแรงในการปิดกั้นสร้างอุปสรรค์ และชนชั้นกลางที่ได้อภิสิทธิ์ในสังคม ก็พร้อมที่จะสนับสนุนเผด็จการเสมอ ในกรณี ๖ตุลา พวกนี้ก่อม็อบเพื่อฆ่านักศึกษาและฝ่ายซ้าย และในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมาก็มีการก่อม็อบสลิ่มเพื่อทำลายประชาธิปไตยเช่นกัน

วิกฤตการเมืองและสภาพไร้ประชาธิปไตยภายใต้ “เผด็จการรัฐสภา” ของประยุทธ์ในปัจจุบัน มาจากการที่ชนชั้นปกครองซีกอนุรักษ์นิยมพร้อมจะใช้ความรุนแรงเพื่อขัดขวางความเจริญของสังคมและการพัฒนาสภาพความเป็นอยู่ของชนชั้นกรรมาชีพผู้ทำงานและเกษตรกรรายย่อย

เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องชนชั้น และใครที่ปฏิเสธความสำคัญของชนชั้นในสังคมปัจจุบัน ไม่มีวันเสนอทางออกจากปัญหานี้ได้

ประเด็นคือเราจะกำจัดวัฒนธรรมลอยนวลของอาชญากรรัฐอย่างไร?

จะพึ่งศาลและระบบยุติธรรมหรือ? ระบบตุลาการไทยถูกออกแบบเพื่อมีหน้าที่รับใช้ผู้มีอำนาจรัฐฝ่ายเดียว ไม่มีบทบาทในการสร้างความยุติธรรมหรือสิทธิเสรีภาพของพลเมืองแต่อย่างใด เราเห็นตัวอย่างมากมายในรอบสิบกว่าปีที่ผ่านมาของการใช้ศาลเพื่อเป็นเครื่องมือทางการเมืองของทหารเผด็จการ ไม่ว่าจะเป็นการล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง หรือการเลือกยุบพรรคการเมืองบางพรรค

จะอาศัยการร่างรัฐธรรมนูญใหม่หรือ? เราทราบดีว่าพวกเผด็จการพร้อมจะละเมิดรัฐธรรมนูญเสมอ และพร้อมจะฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งเมื่อทำรัฐประหาร นอกจากนี้การแก้รัฐธรรมนูญในยุคนี้เป็นไปไม่ได้ถ้าเราเล่นตามกติกาทหาร เพราะวุฒิสภาและศาลคอยปกป้องผลประโยชน์ของทหารตลอด

ประเทศไทยเป็นประเทศที่ไร้มาตรฐานสิทธิมนุษยชนโดยสิ้นเชิง รากฐานปัญหาอยู่ที่การมองว่าคนไทย ไม่ใช่ “พลเมือง” ที่เท่าเทียมกัน แนวความคิดว่าบางคน “สูง” บางคน “ต่ำ” ถูกผลิตซ้ำโดยพฤติกรรมของทหาร นักการเมือง และนายทุน ทหารระดับนายพลจึงมองว่าตนเองสามารถเข่นฆ่าประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตยได้ตามอำเภอใจ นอกจากนี้การเรียกทหารระดับสูงในสื่อว่า “บิ๊ก” และการใช้คำว่า “ท่าน” นำหน้าพวกอาชญากรรัฐ เป็นการสืบทอดวัฒนธรรมหมอบคลาน

สภาพเช่นนี้แก้ไขได้ด้วยวิธีเดียว นั้นคือการสร้างขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมนอกรัฐสภา ที่ประกอบไปด้วยคนหนุ่มสาว นักสหภาพแรงงาน และกลุ่มเกษตรกร มันต้องเป็นขบวนการของคนชั้นล่างที่นำกันเอง เพราะการละเมิดสิทธิมนุษยชนมันเป็นการละเมิดสิทธิของคนทำงานและคนจนเสมอ พวก “ผู้ใหญ่” หรือชนชั้นกลางที่มีเส้น ไม่ได้มีประสบการณ์ของการถูกลิเมิดสิทธิและการถูกเอารัดเอาเปรียบแบบนี้

ในประเทศต่างๆ ของยุโรป ในเกาหลีใต้ ในญี่ปุ่น และในหลายประเทศของลาตินอเมริกา การกำจัดวัฒนธรรมการลอยนวลหลังอาชญากรรมรัฐ และการสร้างมาตรฐานสิทธิมนุษยชน มาจากการต่อสู้เพื่อขยายพื้นที่ประชาธิปไตยโดยขบวนการเคลื่อนไหวแบบนี้ที่อาศัยพลังทางเศรษฐกิจของสหภาพแรงงาน ดังนั้นตราบใดที่เราไม่เน้นการต่อสู้ทางชนชั้นของมวลชนแบบนี้ เราจะไม่สามารถกำจัดวัฒนธรรมลอยนวล และเราจะไม่สามารถขยายพื้นที่ประชาธิปไตยอย่างยั่งยืนได้

อ่านเพิ่ม

มาร์คซิสต์วิเคราะห์ปัญหาสังคมไทย https://bit.ly/3112djA

เหตุการณ์นองเลือด ๖ ตุลา ๒๕๑๙  https://bit.ly/2cSml2g

 

เหตุการณ์นองเลือด ๖ ตุลา ไม่ได้เกิดจากคำสั่งของคนเดียว

ใจ อึ๊งภากรณ์

ถ้าเราเข้าใจสถานการณ์ทั้งภายในและภายนอกสังคมไทยและวิกฤตที่เกิดขึ้นในปี ๒๕๑๙ จะเห็นว่ายุคนั้นเป็นยุคตงามขัดแย้งอย่างหนักในสงครามเย็น มีการปะทะกันทางอุดมการณ์ระหว่างฝ่ายซ้ายที่ต่อสู้เพื่อเสรีภาพและความยุติธรรม และฝ่ายขวาที่เป็นทั้งสมาชิกของชนชั้นปกครองและผู้ที่สนับสนุนชนชั้นนี้

ถ้าเราพิจารณาบรรยากาศการปะทะกันระหว่างซ้ายกับขวา เราจะเข้าใจว่าชนชั้นปกครองไทย ทั้งชนชั้น มีความต้องการที่จะกำจัดขบวนการนักศึกษาและฝ่ายซ้าย เราจึงต้องสรุปว่า ๖ ตุลา เป็นการพยายามทำลายขบวนการสังคมนิยมในประเทศไทยโดยชนชั้นปกครองไทยทั้งชนชั้น ไม่ใช่การกระทำขององค์กร สถาบัน หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ เกือบทุกคนในชนชั้นปกครองไทยได้มีส่วนในการก่อให้เกิดเหตุการณ์นองเลือดในเวลาหลายเดือนก่อนที่จะเกิดเหตุ ไม่ว่าจะผ่านการปลุกระดม ตั้งกองกำลังนอกระบบ หรือการวางแผนทำรัฐประหาร

อย่างไรก็ตามส่วนต่างๆ ของชนชั้นปกครองไทยมีมุมมองที่อาจแตกต่างกันไปเกี่ยวกับวิธีการที่ควรจะใช้ในการสกัดขบวนการฝ่ายซ้ายไทย ฉะนั้นเราไม่ควรมองว่ามีการวาง “แผนใหญ่” เพียงแผนเดียว และมีการพยายามก่อเรื่องต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อฉวยโอกาสในการปราบปรามฝ่ายซ้าย

นักวิชาการและนักข่าวต่างประเทศ โดยเฉพาะในยุคแรกๆ หลัง ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ มีการถกเถียงกันถึงบทบาทของพระราชวังในเหตุการณ์นี้ นักวิชาการส่วนใหญ่อธิบายว่ากิจกรรมของกษัตริย์ภูมิพลและราชวงศ์มีส่วนเสริมให้เกิดวิกฤตกาลในวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ โดยวิธีการต่างๆ เช่น การสนับสนุนขบวนการลูกเสือชาวบ้าน และการไปเยี่ยมพระถนอมที่วัดบวรนิเวศน์ในปลายเดือนกันยายนอย่างเปิดเผยเป็นต้น

คนส่วนใหญ่ในแวดวงชนชั้นปกครองในยุคนั้นเห็นว่าจำเป็นที่จะต้องใช้ความรุนแรงและการปฏิบัตินอกกรอบของระบบประชาธิปไตยในการสกัดกั้นขบวนการ “สังคมนิยม” ซึ่งในสายตาของเขารวมถึงคนที่มีแนวคิดเสรีประชาธิปไตยด้วย ดังนั้นเกือบทุกส่วนของชนชั้นนำเห็นชอบกับการตั้งองค์กรลูกเสือชาวบ้าน กระทิงแดง นวพล และกลุ่มนอกระบบอื่นๆ ถึงแม้ว่าบางส่วนอาจไม่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง และบางส่วนอาจคาดไม่ถึงว่าจะเกิดอะไรขึ้นในที่สุด

เมื่อระยะเวลาผ่านไป “กลุ่มนอกระบบ” บางกลุ่มกลายเป็นเครื่องมือเฉพาะของซีกหนึ่งของชนชั้นนำเท่านั้น และสิ่งนี้ก่อให้เกิดความแตกแยกแย่งชิงผลประโยชน์กันในหมู่ชนชั้นปกครองเอง ผู้ที่วางแผนก่อรัฐประหารในวันที่ ๖ ตุลา แต่ถูก“คณะปฏิรูปการปกครอง” ตัดหน้าชิงทำรัฐประหารก่อน คือฝ่ายที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดที่สุดกับกลุ่มนอกระบบทั้งหลาย

พรรคชาติไทย (เช่น ประมาณ อดิเรกสาร และชาติชาย ชุณหะวัณ) ซีกขวาของพรรคประชาธิปัตย์ (เช่นธรรมนูญ เทียนเงิน กับ สมัคร สุนทรเวช) และนายทหารที่ใกล้ชิดกับอดีตเผด็จการจอมพลถนอม-จอมพลประภาส ได้วางแผนก่อเรื่องเพื่อเป็นข้ออ้างในการทำรัฐประหารมาตั้งแต่กลางปี ๒๕๑๙ และการนำจอมพลประภาส และจอมพลถนอมกลับเข้ามาในเมืองไทยเป็นส่วนหนึ่งของแผนนี้ แต่กลุ่มที่ยึดอำนาจจริงๆ ในบ่ายวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ภายใต้ชื่อของ “คณะปฏิรูปการปกครอง” ไม่ใช่กลุ่มเดียวกัน เป็นกลุ่มของนายทหารที่ไม่เห็นด้วยกับเครือข่าย ถนอม-ประภาส แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นทั้งสองกลุ่มมัส่วนในการก่อให้เกิดเหตุการณ์นองเลือด

ถึงแม้ว่าการปราบปรามในเช้าวันที่ ๖ ตุลาคม เป็นการกระทำต่อขบวนการนักศึกษาเป็นหลัก แต่เป้าหมายโดยรวมน่าจะเป็นการทำลาย “ฝ่ายซ้าย” ในประเทศไทยดังที่ พลตรีประมาณ อดิเรกสาร หัวหน้าพรรคชาติไทยในยุคนั้นเคยชูคำขวัญ “ขวาพิฆาตซ้าย” สิ่งหนึ่งที่ฝ่ายขวา โดยเฉพาะคนชั้นกลาง ต้องการคือการหยุดยั้งการประท้วงต่างๆ ของนักศึกษา กรรมกร และชาวนา ที่เขามองว่าก่อความไม่สงบเรียบร้อยในสังคม

นอกจากความต้องการที่จะทำลายฝ่ายซ้ายโดยตรงแล้ว ผู้นำกองทัพส่วนใหญ่คิดว่าไทยมี “ประชาธิปไตยมากเกินไป” ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ฝ่ายคอมมิวนิสต์เข้ามา ดังนั้นต้องลงมือปราบปรามพวกประชาธิปไตยด้วยทุกวิธีทาง

เป็นเรื่องดีที่มีการศึกษาเรื่อง ๖ ตุลา แต่ประเด็นหลักสำหรับยุคปัจจุบันคือ เราจะทำอย่างไรเพื่อยุติอาชญากรรมของรัฐไทยที่กระทำอย่างต่อเนื่องจนถึงยุคนี้

6 Oct

อ่านเพิ่ม “อาชญากรรมรัฐในวิกฤติการเปลี่ยนแปลง” คณะกรรมการรับข้อมูลและสืบพยานเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙  เขียนโดย ใจ อึ๊งภากรณ์ สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ และคณะ (๒๕๔๔) ISBN 9748858626  https://bit.ly/2dC7Fk2 และ  https://bit.ly/2cSml2g

รัฐประหาร ๑๙ กันยา ทำลายความก้าวหน้าของสังคมไทย

ใจ อึ๊งภากรณ์

รัฐประหาร ๑๙ กันยา ๒๕๔๙ เป็นจุดเริ่มต้นของการแช่แข็งสังคมไทย และการทำลายความก้าวหน้าที่คนจำนวนมากเคยหวังว่าจะเกิดขึ้นหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐

ในช่วง 13 ปีที่ผ่านมา มีการหมุนนาฬิกากลับสู่ความหล้าหลังของเผด็จการทหาร และมีการเสียเวลา เสียโอกาส ที่จะพัฒนาสังคมไทยให้ทันสมัยและมีความเป็นธรรม เราเสียโอกาสที่จะสร้างรัฐสวัสดิการ เราเสียโอกาสที่จะเพิ่มการมีส่วนร่วมของพลเมือง เราเสียโอกาสที่จะพัฒนาระบบการศึกษา และเราเสียโอกาสที่จะพัฒนาโครงสร้างสาธารณูปโภคและการคมนาคม และสภาพเช่นนี้ยังดำรงอยู่ทุกวันนี้ภายใต้เผด็จการรัฐสภาของประยุทธ์

19 กย

ใครบ้างในไทยมีส่วนในการทำลายความก้าวหน้าของสังคม?

แนวร่วมเผด็จการอนุรักษ์นิยมที่สนับสนุนการทำรัฐประหาร ๑๙ กันยา ๒๕๔๙ ประกอบไปด้วย ทหาร ข้าราชการชั้นสูง องค์มนตรี นักการเมืองจากพรรคประชาธิปัตย์  พวกเจ้าพ่อทางการเมือง พวกนายทุนใหญ่ และนายธนาคารหลายส่วน โดยที่แนวร่วมนี้มักอ้างความชอบธรรมโดยพูดถึงการปกป้องสถาบันกษัตริย์

กษัตริย์ภูมิพลเป็นเครื่องมือของคนกลุ่มนี้มานานและไม่เคยปกป้องประชาธิปไตยกับเสรีภาพ แต่ภูมิพลไม่เคยมีอำนาจทางการเมืองของตัวเอง

นอกจากนี้พวกที่สนับสนุนการทำลายสังคมผ่านการทำรัฐประหาร มีพวกสลิ่มชนชั้นกลางและกลุ่มเอ็นจีโอหลายกลุ่ม

สิ่งที่แนวร่วมเผด็จการอนุรักษ์นิยมนี้ไม่พอใจคือ การขึ้นมาเป็นรัฐบาลของไทยรักไทยที่เปลี่ยนแปลงสถานการณ์ทางการเมือง โดยที่ไทยรักไทยทำสัญญาทางสังคมกับประชาชนว่าจะมีนโยบายที่เป็นประโยชน์กับประชาชนเป็นรูปธรรม เช่นนโยบาย “สามสิบบาทรักษาทุกโรค” นโยบาย “กองทุนหมู่บ้าน” และนโยบายที่พักหนี้เกษตรกร ซึ่งรัฐบาลไทยรักไทยนำมาทำจริงๆ หลังจากที่ชนะการเลือกตั้ง เป้าหมายของไทยรักไทยคือการพัฒนาเศรษฐกิจกับสังคมไทย เพื่อให้ประเทศไทยแข่งขันในเวทีโลกได้ โดยเฉพาะหลังวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้งปี ๒๕๔๐ และรัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลแรกที่มองว่าคนจนควรจะเป็น “ผู้ร่วมพัฒนา” โดยไม่มองว่าคนจนเป็น “ภาระ” หรือเป็น “คนโง่” สรุปแล้ว ไทยรักไทย สามารถทำแนวร่วมประชาธิปไตยกับประชาชนส่วนใหญ่ และครองใจประชาชนส่วนใหญ่ที่เป็นคนจน ผ่านนโยบายที่จับต้องได้ อย่างไรก็ตาม พรรคไทยรักไทย ไม่ใช่พรรคสังคมนิยม หรือพรรคของคนจนหรือกรรมาชีพ เพราะเป็นพรรคของนายทุนใหญ่ และเป็นพรรคที่มองว่าทุนนิยมไทยจะได้ประโยชน์จากการดึงประชาชนส่วนใหญ่เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นทางเศรษฐกิจ

นโยบายเศรษฐกิจของ ไทยรักไทย คือนโยบาย “คู่ขนาน” (Dual Track) ที่ใช้เศรษฐศาสตร์แนวเคนส์ (Keynesianism) ในระดับรากหญ้า คือใช้งบประมาณของรัฐกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างงานในระดับหมู่บ้านหรือชุมชน และใช้นโยบายตลาดเสรี (Neo-liberalism) ในระดับชาติ เช่นการเซ็นสัญญาค้าเสรีและการพยายามแปรรูปรัฐวิสาหกิจ แต่ถึงแม้ว่าแนวเศรษฐกิจแบบนี้เคยมีการใช้ในประเทศอื่นในยุคต่างๆ และไม่ใช่อะไรที่ประดิษฐ์ใหม่ และเป็นนโยบายที่พยายามแก้ปัญหาจากการที่เศรษฐกิจชะลอตัวและธนาคารต่างๆ ไม่ยอมปล่อยกู้ นักวิชาการอนุรักษ์นิยมของไทยจำนวนมากไม่เข้าใจหรือจงใจไม่เข้าใจ และประกาศว่ารัฐบาลใช้แนวเศรษฐกิจ “ระบอบทักษิณ”  (Taksinomics) เหมือนกับว่านายกทักษิณเป็นคนบ้าที่เสนอนโยบายเพ้อฝันแบบแปลกๆ เพื่อประโยชน์ส่วนตน

แนวร่วมเผด็จการอนุรักษ์นิยม เคยชินมานานกับการมีอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจ ผ่านเครือข่าย “ผู้มีอิทธิพลนอกรัฐธรรมนูญ” เช่นทหาร องค์มนตรี เจ้าพ่อ และนายทุนใหญ่ หรือผ่านระบบการเลือกตั้งที่ใช้เงินซื้อเสียงอย่างเดียว โดยไม่มีการเสนอนโยบายอะไรเป็นรูปธรรม และไม่มีการให้ความสนใจกับคนจนแต่อย่างใด เช่นกรณีนักการเมืองพรรคประชาธิปัตย์ หรือพรรคชาติไทย เป็นต้น พวกนี้ไม่พอใจที่ทักษิณและไทยรักไทยมีอำนาจทางการเมืองผ่านสัญญาทางสังคมกับประชาชนส่วนใหญ่ เขาไม่พอใจที่รัฐบาลมีการนำกิจการใต้ดินหลายอย่างมาทำให้ถูกกฎหมาย เขาไม่พอใจที่มีการใช้งบประมาณรัฐเพื่อประโยชน์ประชาชน แทนที่จะทุ่มเทงบประมาณเพื่อทหาร และคนชั้นสูงอย่างเดียว ดังนั้นเขาและนักวิชาการอนุรักษ์นิยมที่สนับสนุนเขา มักจะวิจารณ์นโยบายรัฐบาลว่า “ขาดวินัยทางการคลัง” ตามนิยามของพวกกลไกตลาดเสรีที่เกลียดชังสวัสดิการรัฐ แต่ในขณะเดียวกันเวลาพวกนี้มีอำนาจก่อนและหลังรัฐบาลทักษิณ เขาไม่เคยมองว่าการเพิ่มงบประมาณทหาร “ขาดวินัยทางการคลัง” แต่อย่างใด

วัฒนธรรมดั้งเดิมของชนชั้นปกครองไทย คือ “วัฒนธรรมคอกหมู” ที่มีการร่วมกันหรือพลัดกันกินผลประโยชน์ที่มาจากการขยันทำงานของประชาชนชั้นล่างล้านๆ คน พวกอำมาตย์อนุรักษ์นิยมเคยชินกับระบบนี้ เขาเคยชินกับรัฐบาลพรรคผสมที่อ่อนแอและมีการพลัดเปลี่ยนรัฐมนตรีเพื่อพลัดกันกิน พวกที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งก็เคยชินกับการใช้อิทธิพลนอกรัฐธรรมนูญในการร่วมกินด้วย เขาจึงไม่พอใจและเกรงกลัวเวลานายทุนใหญ่ที่เป็นนักการเมืองอย่าง ทักษิณ ชินวัตร สามารถครองใจประชาชนและเริ่มมีอำนาจสูงกว่าอภิสิทธิ์ชนคนอื่นๆ โดยใช้กระบวนการประชาธิปไตย ดังนั้นเราต้องเข้าใจว่า เวลาพวกอนุรักษ์นิยม คนชั้นกลาง หรือพันธมิตรฯเสื้อเหลือง พูดถึง “การคอร์รับชั่น”  “การผูกขาดอำนาจและผลประโยชน์” “การมีผลประโยชน์ทับซ้อน” หรือ “การใช้อำนาจเกินหน้าที่” ของทักษิณ เขาไม่ได้พูดถึงการเอารัดเอาเปรียบประชาชนธรรมดาที่มีมานาน หรือการที่ประชาชนไม่เคยมีส่วนร่วมเท่าที่ควร หรือการโกงกินของนักการเมืองทุกพรรค หรือของทหาร เขาหมายถึงปัญหาเฉพาะหน้าของพวกอภิสิทธิ์ชนที่เริ่มถูกเขี่ยออกจากผลประโยชน์ในคอกหมูมากกว่า นี่คือสาเหตุที่เขาทำรัฐประหาร เขาอยากหมุนนาฬิกากลับไปสู่ยุค “ประชาธิปไตยคอกหมู” ก่อนวิกฤติเศรษฐกิจปี ๒๕๓๙ นั้นเอง การปฏิกูลการเมืองภายใต้เผด็จการประยุทธ์ก็เป็นเช่นนี้

ความไม่พอใจของแนวร่วมเผด็จการอนุรักษ์นิยม ที่ก่อตัวขึ้นมาเพื่อทำลายรัฐบาลไทยรักไทย ไม่สามารถนำไปสู่การคัดค้านไทยรักไทยด้วยวิธีประชาธิปไตยได้ เพราะถ้าจะทำอย่างนั้นสำเร็จ พวกนี้จะต้องตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาที่เสนอประโยชน์กับคนจนมากกว่าที่ไทยรักไทยเคยเสนออีก คือต้องเสนอให้เพิ่มสวัสดิการและเร่งพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของคนส่วนใหญ่ ด้วยการเพิ่มงบประมาณรัฐและการเก็บภาษีจากคนรวย นโยบายดังกล่าวเป็นนโยบายที่แนวร่วมเผด็จการอนุรักษ์นิยม เกลียดชังอย่างถึงที่สุด เพราะพวกนี้เป็นพวกคลั่งนโยบายเสรีนิยมกลไกตลาดสุดขั้ว หรือนโยบาย “มือใครยาวสาวได้สาวเอา” ดังนั้นเขาจึงหันมาเกลียดชังอำนาจการลงคะแนนเสียงของพลเมืองส่วนใหญ่ และตัดสินใจว่ามีทางเดียวเท่านั้นที่จะจัดการกับรัฐบาลไทยรักไทย คือต้องทำรัฐประหาร และมีการพยายามโกหกว่า “ประชาชนที่เลือกรัฐบาลทักษิณเป็นคนโง่ที่ขาดการศึกษา”

FI-fists_0

ตราบใดที่เราไม่รื้อฟื้นขบวนการเคลื่อนไหวของมวลชนเพื่อประชาธิปไตย ที่นำโดยพลเมืองระดับรากหญ้าและกรรมาชีพ เพื่อสร้างอำนาจประชาชนนอกรัฐสภา เราจะไม่มีทางหลุดพ้นจากความหล้าหลังที่มาจากรัฐประหาร ๑๙ กันยา

สถาบันกษัตริย์ไทยปฏิรูปไม่ได้ และไม่ควรพยายามปฏิรูป ไทยควรเป็นสาธารณรัฐ

ใจ อึ๊งภากรณ์

ในยุคนี้มีนักประชาธิปไตยบางคนเสนอว่าเราควร “ปฏิรูป” สถาบันกษัตริย์ [ดู https://bit.ly/2yyxH3x ] แต่สถาบันกษัตริย์ปัจจุบันภายใต้นายวชิราลงกรณ์แย่เกินไปที่จะปฏิรูปแล้ว

การเสนอให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ในที่สุดเป็นเพียงข้อเสนอให้คงไว้ระบบที่แช่แข็งความเหลื่อมล้ำ มันไม่เปิดประเด็นให้มีการถกเถียงกันในสังคมเรื่องระบบสาธารณรัฐ

ตั้งแต่นายวชิราลงกรณ์ขึ้นมาดำรงตำแหน่งกษัตริย์ สถาบันกษัตริย์และพฤติกรรมของกษัตริย์กลายเป็นละครน้ำเน่าราคาแพงสำหรับประชาชนไทยที่ต้องจ่ายแล้วจ่ายอีก เพื่อให้วชิราลงกรณ์เสพสุขในเยอรมันกับบรรดาเมียต่างๆ ของเขา และประชาชนไทยต้องจ่ายค่าเลี้ยงปรสิตคนนี้ เพื่อให้ทหารและส่วนอื่นของชนชั้นปกครองสร้างความชอบธรรมกับตนเอง ในขณะที่พวกนี้ไร้ความชอบธรรมที่จะปกครองเราโดยสิ้นเชิง เพราะไม่เคยเคารพประชาชน ไม่เคยเคารพประชาธิปไตย และทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์ของคนส่วนน้อยเสมอ

657981941

ตั้งแต่เป็นเด็กเล็ก วชิราลงกรณ์ เป็นคนปัญญาอ่อนที่เอาแต่ใจตนเอง ไม่สนใจเรียนหนังสือ แต่ตอนนี้บังอาจดำรงตำแหน่งเป็นประมุขของประเทศ คนไทยจำนวนมากทราบความจริง และรัฐบาลกับประชาชนต่างประเทศก็ทราบดีด้วย

พฤติกรรมของวชิราลงกรณ์ แสดงให้เห็นว่าเขาไม่เคยเคารพประชาชนไทยเลย แต่วชิราลงกรณ์อยากให้เราจ่ายเงินอุดหนุนวิถีชีวิตอันเลวทรามของเขา ถ้าเขาไม่เคารพเรา เราก็ไม่ต้องเคารพเขา และไม่ต้องเคารพพวกที่จงใจอวยคนเลวคนนี้ด้วย

การขึ้นมาเป็นกษัตริย์ ของวชิราลงกรณ์ เป็นการตบหน้าสตรีไทย 35 ล้านคน เพราะเขาใช้ผู้หญิงหลายคนด้วยกิริยาเหยียดหยามเพศสตรีมาตลอด

คนแบบนี้จะปฏิรูปหรือปรับตัวให้ดีขึ้นไม่ได้ มันเกินเลยจุดนั้นไปนาน ต้องปลดออกอย่างเดียว

การเลือกที่จะอยู่เยอรมันของ วชิราลงกรณ์ แสดงให้เห็นว่าเขาไม่แคร์อะไรกับสังคมไทย เพียงแต่อยากเสพสุขจากการมีตำแหน่งกษัตริย์ และมันสะท้อนอีกด้วยว่าในตัวมันเองเขาไม่มีอำนาจ แต่เป็นเครื่องมือราคาแพงของทหาร [อ่านเพิ่มเรื่องความไร้อำนาจกษัตริย์ https://bit.ly/2GcCnzj ]

2014-05-26T062442Z_555340716_GM1EA5Q13YF01_RTRMADP_3_THAILAND-POLITICS

พวกนายพลคลั่งเผด็จการที่ชอบทำรัฐประหาร โกงการเลือกตั้ง และใช้ความรุนแรงต่อพลเมืองไทยที่ต้องการสิทธิเสรีภาพ มักพูดเสมอว่าเขาจะปกป้องสถาบันกษัตริย์อย่างถึงที่สุด พวกนี้อ้างว่าใครที่วิจารณ์กษัตริย์เป็น “ภัยต่อความมั่นคงของชาติ” เพราะกษัตริย์เป็น “สัญลักษณ์ของชาติไทย” แต่ในความเป็นจริง กษัตริย์วชิราลงกรณ์เป็นสัญลักษณ์ของ “ชาติหมา” ที่พวกนายพลเผด็จการสร้างขึ้นมาด้วยการทำลายประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่อง และการเสนอประชาธิปไตยแท้ เพียงแต่เป็นภัยต่อความมั่นคงของแก๊งทหารเท่านั้น

ประเทศทั่วโลกที่มีกษัตริย์เป็นประมุข เช่นอังกฤษ สเปน สวีเดน เนเธอร์แลนด์ หรือไทย ยังคงไว้สถาบันจากอดีตอันนี้เพื่อวัตถุประสงค์สมัยใหม่ วัตถุประสงค์หลักคือเรื่องลัทธิความคิดทางการเมืองที่เน้นว่าลำดับชนชั้นในสังคมเป็นเรื่อง “ธรรมชาติ” ที่เราเปลี่ยนไม่ได้ สถาบันกษัตริย์มีไว้เพื่อกล่อมเกลาให้ประชาชนพึงรู้ว่ามีคนเกิดสูงและเกิดต่ำ คนที่เกิดสูงมีความชอบธรรมในการกอบโกยทรัพย์สินของสังคม และในการมีบทบาทหลักในสังคม ส่วนคนที่เกิดต่ำควรเจียมตัวกับความจนและการที่ถูกกีดกันออกจากการตัดสินใจทางการเมือง เศรษฐกิจ หรือสังคม

วัตถุประสงค์หลักของลัทธิ “สูงต่ำ” อันนี้ไม่ใช่เพื่อเชิดชูกษัตริย์ การเชิดชูกษัตริย์เป็นเพียงวิธีการ แต่วัตถุประสงค์หลักคือเพื่อให้ความชอบธรรมกับการกดขี่ขูดรีดของพวกนายทุนหรือทหารเผด็จการ

นี่คือสาเหตุสำคัญที่เราไม่ควรคงไว้สถาบันกษัตริย์

ถ้าเรายกเลิกสถาบันกษัตริย์ และบังคับให้คนอย่างวชิราลงกรณ์ต้องทำงานเลี้ยงชีพตนเองเหมือนคนธรรมดา เราจะสามารถใช้ทรัพยากรมหาศาลจากวังในการพัฒนาความเป็นอยู่ของคนส่วนใหญ่ได้ เราสามารถพัฒนาระบบการศึกษา ระบบสาธารณสุข และสร้างรัฐสวัสดิการได้ ระบบกษัตริย์ทำให้พวกสมาชิกราชวงศ์กลายเป็นคนขี้เกียจหลังยาวแบมือกอบโกย “สวัสดิการ” มหาศาลจากรัฐ โดยไม่ทำงานตลอดชีพ

สำหรับคนไทยภายในประเทศที่อยู่ในสังคมที่มีข้อจำกัดทางการเมือง ก็ควรรณรงค์ให้ยกเลิกกฏหมาย 112 ไปก่อน เพื่อสร้างความโปร่งใสในระบบการเมือง แต่ในที่สุดเราต้องผลักดันความคิดเรื่องสาธารณรัฐแทนที่จะพูดถึงการปฏิรูปกษัตริย์ เราควรจะปักธงประกาศว่าไทยควรเป็นสาธารณรัฐ แต่แน่นอนการประกาศแบบนี้ทำอย่างเปิดเผยไม่ได้ในประเทศไทย แต่ผมมองว่าคนที่อยู่ต่างประเทศในสังคมที่มีเสรีภาพพอสมควร มีหน้าที่ที่จะพูดในสิ่งที่คนภายในประเทศยังพูดไม่ได้

 

ประยุทธ์แก้ตัวแทนทหารที่ใช้ความรุนแรงทรมานผู้ถูกขัง

ใจ อึ๊งภากรณ์

ทหารไทยได้ใช้ความรุนแรงทรมานนักเคลื่อนไหว อับดุลเลาะ อีซอมูซอ อายุ 32 ปี ในค่ายอิงคยุทธ การทรมานและใช้ความรุนแรงกับผู้ถูกคุมขังแบบนี้ ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้น และคงจะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายตราบใดที่รัฐบาลเผด็จการรัฐสภาของประยุทธ์ยังครองอำนาจอยู่ หลังเหตุการณ์ประยุทธ์แก้ตัวแทนทหารในค่ายอิงคยุทธ โดยการโกหกว่า อับดุลเลาะ อีซอมูซอ “หน้ามืด” แล้วล้มในห้องน้ำ ประยุทธ์มือเปื้อนเลือดคนนี้ยังพูดต่อว่าคนที่ตั้งคำถามกับพฤติกรรมของทหารคง “ดูหนังมากเกินไป” แถมหัวหน้าโจรปล้นประชาธิปไตยคนนี้ยังพูดอีกว่า บางคนเน้นสิทธิมนุษยชนมากเกินไป

1563771872921
อับดุลเลาะ อีซอมูซอ (นั่งตรงกลาง) ภาพจากข่าวสด

ทหารในค่าย อิงคยุทธ ไม่คิดจะแจ้งภรรยาของ อับดุลเลาะ อีซอมูซอ หลังจากที่เขาถูกส่งตัวไปโรงพยาบาล เขาต้องทราบเมื่อไปพยายามเยี่ยมสามีที่ค่ายทหาร หลังจากนั้นญาติและเพื่อนๆ ของ อับดุลเลาะ อีซอมูซอ ที่ไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาลก็ถูกรังแกโดยทหารที่คอยถ่ายภาพและรบกวนอย่างต่อเนื่อง พฤติกรรมแบบนี้แสดงให้เห็นว่าทหารของรัฐไทย ไม่มีความเคารพต่อประชาชนมาเลย์มุสลิมในปาตานีแต่อย่างใด

หลายคนตั้งข้อสันนิษฐานว่า อับดุลเลาะ อีซอมูซอ อาจถูกทรมานโดยทหารนำถุงครอบหัวจนหายใจไม่ออก จากการตรวจร่างกายไม่พบร่องรอยของการถูกทำร้าย เอกซเรย์ไม่พบว่ามีน้ำอยู่ในปอด แต่พบว่าผู้ป่วยสมองบวม สาเหตุจากการขาดอากาศเป็นเวลานาน สมองใกล้ตาย ถ้าฟื้นได้ก็คงพิการอย่างหนัก

67535340_2408292259228649_7345892156457877504_n

พฤติกรรมของรัฐไทยในการกดขี่ปราบปรามประชาชนมาเลย์มุสลิมในปาตานี สร้างความไม่พอใจอย่างยิ่ง และเป็นสาเหตุที่ประชาชนบางส่วนตัดสินใจที่จะจับอาวุธสู้กับรัฐไทยมาอย่างต่อเนื่อง [ดู https://bit.ly/2b5aCYI ]

สื่อกระแสหลักมักสนับสนุนการกดขี่ปราบปรามของรัฐไทย และเรียกนักสู้เพื่ออิสรภาพว่าเป็น “คนร้าย” หรือ “โจใต้” แต่คนร้ายและโจรตัวจริงกำลังคุมรัฐบาลไทยอยู่ทุกวันนี้

ทั้งๆ ที่เราไม่ควรเลือกข้างรัฐไทยโดยการประณามนักต่อสู้ชาวปาตานี แต่จุดยืนของนักสังคมนิยมคือ ถ้าจะมีสันติภาพและเสรีภาพในปาตานี ขบวนการมวลชนจะต้องมีบทบาทหลัก ทั้งในปาตานี และในกรุงเทพฯ การจับอาวุธคงไม่มีวันชนะรัฐไทย แต่ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมที่เรียกร้องให้รัฐไทยถอนกำลังทหารตำรวจออกไป และที่เรียกร้องสิทธิเสรีภาพประชาธิปไตย สามารถแก้ปัญหาได้

พวกเราคงไม่แปลกใจเลยที่มีข่าวว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนสอบสวนของตำรวจได้เข้าไปในพื้นที่ค่ายอิงคยุทธ เพื่อเข้าตรวจสอบพื้นที่และรวบรวมหลักฐาน โดยได้ขอดูเทปบันทึกภาพจากกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งภายในศูนย์ซักถาม ที่มีอยู่โดยรอบ แต่ปรากฏว่า ทางเจ้าหน้าที่ค่ายอิงคยุทธ ระบุว่ากล้องวงจรปิดเสียทุกตัว!!

ในกรณีอื่นๆ ที่ตำรวจและทหารวิสามัญฆาตกรรมชาวบ้าน ไม่ว่าจะเป็นที่ปาตานี หรือกรณีชาวชนเผ่าทางเหนือของไทย กล้องวงจรปิดมัก “เสีย” เสมอ

ล่าสุด ตำรวจเชียงใหม่ได้วิสามัญฆาตกรรม ‘จะจือ จะอ่อ’ ชาวชนเผ่ามูเซอ ที่ อ.เวียงแหง มีผู้เห็นเหตุการณ์กล่าวว่า ตอนแรกพบว่าผู้ตายไม่ได้มีอาวุธปืนวางอยู่ แต่ถูกกันไม่ให้เข้าไป ภายหลังจากที่ผู้เห็นเหตุการณ์กลับไปเรียกญาติผู้ตายมาในพื้นที่ ก็ปรากฏว่าร่างของผู้ตายถูกเคลื่อนไปยังอีกจุดหนึ่ง และมีอาวุธปืนวางอยู่ข้างๆ และหลังจากที่แม่ของผู้เสียชีวิตมาเห็นเหตุการณ์ก็วิ่งเข้าไปหาร่างของลูกชาย แต่กลับถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจผลักและใช้เท้าถีบจนล้มลง ทำให้กลุ่มชาวบ้านที่เป็นผู้หญิงที่มาดูเหตุการณ์ทนดูไม่ได้ จึงได้เข้าช่วยจนเกิดเหตุการณ์ชลมุนขึ้นมา

a11

ชาวบ้านมั่นใจว่า จะจือ จะอ่อ ไม่ใช่ผู้ค้ายาเสพติดอย่างที่ตำรวจอ้าง

เราจะเห็นว่านี่คืออีกกรณีหนึ่งของการที่เจ้าหน้าที่รัฐไทยไม่แสดงความเคารพต่อประชาชนชนกลุ่มน้อย

ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยควรตระหนักว่าแนวคิดเหยียดเชื้อชาติและแนวคิดชาตินิยม ซึ่งเป็นแนวคิดกระแสหลักในสังคมเรา ทำให้การตรวจสอบพฤติกรรมของทหารและตำรวจรัฐไทย ทำได้ยากขึ้น เพราะไม่ค่อยมีใครสนใจ [ดู https://bit.ly/2YeOCT2 ] และตราบใดที่เรายังมีเผด็จการทหารที่ครองอำนาจผ่านการทำรัฐประหารและการโกงการเลือกตั้ง ความยุติธรรมและสันติภาพไม่มีวันเกิด

สส.พรรคทหารใช้วาจาเหยียดเชื้อชาติกลางสภา

กรุง ศรีวิไล สส,พรรคพลังประชารัฐ พูดจาเหยียดเชื้อชาติ รังสิมันต์ โรม,สส.พรรคอนาคตใหม่ กลางสภา แต่ไม่มีใครประท้วงหรือลงโทษไล่ออกจากสภา

กรุง ศรีวิไลพูดว่า”ผมเป็นลูกทุ่งลูกชาวนาโดยกำเนิด ไม่ใช่ลูกครึ่ง ครึ่งลูกที่ไหน ความสำคัญที่สุดในชีวิตของความเป็นคนไทยนั้นสำคัญที่สุด”

นี่คืออีกตัวอย่างว่าทำไมสังคมไทยเป็นสังคมเหยียดเชื้อชาติ

ถ้าพลเมืองไทยไม่ต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติในสังคมเรา คนไทยก็จะเป็นทาสต่อไป เพราะลัทธิเหยียดเชื้อชาติเป็นส่วนหนึ่งของการคลั่งชาติ ซึ่งดึงคนไปกราบเท้าชนชั้นปกครอง แทนที่จะมองว่าเรามีผลประโยชน์ทางชนชั้นที่ต่างจากพวกข้างบนโดยสิ้นเชิง

บทส่งท้ายเรื่องเสนอชื่ออุบลรัตน์

ใจ อึ๊งภากรณ์

[บทความนี้ควรอ่านควบคู่กับเรื่อง “ขยะการเมือง” https://bit.ly/2MTBtdV ]

หลังจากที่วชิราลงกรณ์ออกมาห้ามไม่ให้พี่สาวลงเล่นการเมือง เราเห็นปรากฏการณ์ทางการเมืองหลายอย่างที่ท้าทายจุดยืนต่างๆ

ที่ชัดเจนคือในการวิเคราะห์ส่วนใหญ่ นักวิเคราะห์เน้นแต่ดูเรื่องราวของคนข้างบนเหมือนคนติดละครน้ำเน่า แต่ไม่ค่อยมีใครตั้งคำถามที่สำคัญที่สุดคือ เราจะกำจัดผลพวงของเผด็จการและสร้างประชาธิปไตยแท้จริงอย่างไร?

คนที่มักเดินไปเดินมาโดยเงยหน้ามองแต่ข้างบน บ่อยครั้งมักจะเหยียบขี้หมา

มีบางคนที่อยู่ต่างประเทศออกมาแดสงความเห็นว่า การเสนอชื่ออุบลรัตน์ ถ้าประสพความสำเร็จจะทำให้ “ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์” เข้มแข็งมากขึ้น พวกนี้ยังไม่ทันเอ่ยปากก็ถูกพิสูจน์ว่าผิด เพราะอุบลรัตน์กับวชิราลงกรณ์มีความคิดต่างกัน

หลายคนที่สนุกกับหมกมุ่นเรื่องราวของชนชั้นสูง และพูดอยู่เรื่อยๆ ว่าวิชราลงกรณ์กำลังสร้าง“ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ใหม่” จะพันตัวเองในความขัดแย้งของทฤษฏีตนเอง เพราะพยายามอธิบายทุกอย่างจากมุมมองนี้

คำถามอันหนึ่งคือทำไมวชิราลงกรณ์ถึงออกมาห้ามพี่สาว? บางคนพยายามเสนอว่าอุบลรัตน์คงต้องขอน้องชายก่อน จริงหรือ? บางคนถามว่ากษัตริย์เปลี่ยนใจเพราะอะไร? แต่คำอธิบายง่ายๆ ที่น่าจะเป็นจริงคือ มีคนของประยุทธ์คลานเข้าไป “สั่ง” ให้วชิราลงกรณ์ออกมาห้ามอุบลรัตน์

ทำไมคำอธิบายนี้น่าเชื่อที่สุด? วชิราลงกรณ์ต้องพึ่งทหารเพื่อที่จะเป็นกษัตริย์ ถ้าไม่มีทหารวชิราลงกรณ์จะอ่อนแอถึงที่สุด บวกกับการที่ประชาชนไม่ปลื้มมากนัก ดังนั้นถ้าเขาจะเสพสุขต่อไปท่ามกลางความร่ำรวย เขาต้องทำตามความต้องการของทหาร ภูมิพลก็ไม่ต่างออกไป ได้ความมั่นคงของตำแหน่งเพราะทหาร และทหารก็พร้อมจะใช้เสมอ

ลองคิดดู ประยุทธ์ไม่พอใจมากกับการที่อุบลรัตน์ถูกเสนอชื่อโดยพรรคไทยรักษาชาติ เพราะมันไปท้าทายการผูกขาดอำนาจของเผด็จการทหาร และถ้าให้เลือกโดยไม่ถูกกดดัน ประยุทธ์กับพวกคงไม่ต้องการแชร์อำนาจกับทักษิณ ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักในการเสนอชื่ออุบลรัตน์แต่แรก ทหารจึงมีเหตุผลสูงในการสั่งวชิราลงกรณ์ให้ออกมาห้าม

แต่สำหรับวชิราลงกรณ์ นอกจากการแข่งอีโก้กับพี่สาวว่าใครจะเป็น “นัมเบอร์วัน” แล้ว วชิราลงกรณ์ไม่มีอะไรที่จะต้องกลัวจากทักษิณแต่อย่างใด เพราะทักษิณไม่ใช่พวกล้มเจ้า และมีข่าวว่าเคยจ่ายหนี้การพนันให้วชิราลงกรณ์อีกด้วย ดังนั้นถ้าไม่มีทหารออกมาบอกให้ห้ามพี่สาวก็คงไม่สนใจที่จะออกมา

นอกจากพวกหมกมุ่นในเรื่องข้างบน มีนักวิจารณ์ต่างประเทศบางคนที่หัวเราะดูถูกคนไทยว่าโง่ และทำเป็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องตลกของประเทศที่ไม่เจริญ แต่พวกเหยียดเชื้อชาติเหล่านี้ไม่เคยพยายามทำความเข้าใจเกี่ยวกับสังคมและการเมืองไทยเลย เราด่ามันได้แต่ไม่ควรไปสนใจ

มีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่มองว่าพรรคไทยรักษาชาติเล่นเกมเก่งมาก บางคนเสนอคำขวัญ “เดินหมากเดียว กินทั้งกระดาน” แต่แล้ว ภายในไม่กี่ชั่วโมงฝ่ายทหารก็ตีกลับมาด้วยการรุกฆาต บทเรียนคือในการเมืองคนที่หาทางลัดมักจบไม่ดี อย่าลืมว่าไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งครั้งแรกด้วยการทำงานหนักเพื่อครองใจประชาชน ไม่ใช่ด้วยการหาทางลัด

และถ้าจะดูภาพกว้างเราอาจคิดได้ว่าการเสนออุบลรัตน์เป็นความผิดพลาดพอๆ กับการนิรโทษกรรมเหมาเข่ง

อีกบทเรียนหนึ่งคือ “อย่าไปหวังอะไรจากชนชั้นบน” เช่นคนเสื้อแดงไม่ควรตั้งความหวังอะไรเลยกับวชิราลงกรณ์อย่างที่เคยทำ และตอนนี้ควรทบทวนการตั้งความหวังกับทักษิณอีกด้วย และไม่ควรไปหวังอะไรจากอุบลรัตน์ เพราะนั้นเป็นความคิดแบบ “ไทยเป็นทาส” มัวแต่ขอความเมตตาจากคนข้างบน

ขอเน้นว่าถ้าวิธีการของไทยรักษาชาติประสพความสำเร็จ มันจะเป็นแค่การแชร์อำนาจระหว่างทักษิณกับทหาร มันไม่ลบผลพวงของเผด็จการแต่อย่างใด

ดังนั้นเราต้องกลับมาที่ประเด็นหลักคือ เราจะกำจัดผลพวงของเผด็จการและสร้างประชาธิปไตยแท้จริงอย่างไร? ซึ่งเป็นคำถามที่ใครๆ ควรถามแต่แรก และเป็นคำถามสำคัญเพราะเราทราบดีว่าการเลือกตั้งที่จะถึงนี้จะถูกจำกัดเพื่อให้อิทธิพลเผด็จการอยู่ต่อไปอีกนาน และพลเมืองธรรมดาที่อยากเลือกพรรคของทักษิณก็ต้องการประชาธิปไตยแท้

51786591_394346794633035_8835436868259545088_n

มันมีคำตอบเดียวครับ การลบผลพวงของเผด็จการ การกำจัดอิทธิพลของทหารในการเมือง และการสร้างประชาธิปไตยแท้ ต้องทำโดยการสร้างขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยที่มีมวลชนมหาศาล ซึ่งพร้อมจะประสานการเคลื่อนไหวร่วมกับพรรคการเมืองที่อยากเห็นประชาธิปไตย จากประวัติศาสตร์ไทยเราทราบว่าขบวนการแบบนี้สร้างได้ และจะประสพความสำเร็จถ้าอิสระจากการนำของคนชั้นสูง

แต่ถ้าใครปฏิเสธโลกจริงอันนี้ และมองว่าพลเมืองไทยไม่มีปัญญาจะกำหนดอนาคตตนเองได้ มันก็ย่อมจบลงด้วยการเสนอชื่อเจ้าเพื่อแข่งกับทหาร หรือการใส่เสื้อเหลืองเพื่อโบกมือต้อนรับรัฐประหาร