Tag Archives: ความรุนแรง

Squid Game ท้าทายสภาพสังคมทุนนิยม

เมื่อไม่นานมานี้รองโฆษกตำรวจหน้าโง่ออกมาเตือนประชาชนว่าซีรีส์ Squid Game “มีพฤติกรรมรุนแรง แก่งแย่งกันเอาตัวรอด อาจเกิดการเลียนแบบ”!! ซึ่งแสดงให้เห็นว่าตำรวจคนนี้ไม่เข้าใจอะไรเลยเกี่ยวกับซีรีส์เกาหลีเรื่องนี้ แต่ยิ่งกว่านั้น ถ้าประชาชนไทยเกิดออกมาแก่งแย่งกันเพื่อเอาตัวรอด มันก็ต้องเป็นความผิดของรัฐบาลเผด็จการประยุทธ์ที่ตำรวจคอยปกป้องทุกวันด้วยความรุนแรงอีกด้วย

มันมีฉากหนึ่งใน Squid Game ที่บ่งบอกที่มาที่ไปของความคิดผู้แต่ง ฉากนั้นคือตำรวจปราบฝูงชนเกาหลีใต้กำลังใช้ความรุนแรงกับคนงานโรงงานรถยนต์ที่นัดหยุดงาน โรงงานนั้นไม่ได้จ่ายค่าแรงให้กับคนงาน เขาจึงออกมาประท้วง และเพื่อนของตัวเอกในซีรีส์ก็โดนตำรวจตีจนตาย คนเขียนเรื่องนี้อยู่ข้างกรรมาชีพผู้ที่โดนตำรวจกระทำอย่างแน่นอน

ในหลายภาคหลายตอนของเรื่อง มีการสร้างเรื่องที่เปิดโปงความขัดแย้งในความคิดมนุษย์ระหว่าง “ความสมานฉันท์” กับการ “เอาตัวรอดแบบเห็นแก่ตัวของปัจเจก” และตัวละครจะต้องคิดหนักเรื่องนี้ทุกครั้ง มันน่าจะเป็นคำถามหลักสำหรับเราทุกคนในโลกจริงด้วย

มีฉากหนึ่งที่เสียดสีระบบการเลือกตั้งในประชาธิปไตยทุนนิยม ตัวละครกำลังจะลงคะแนนว่าจะเลิกเล่นหรือไม่ คนที่มีอำนาจในSquid Game ขู่คนที่ทะเลาะกันว่าผู้คุมจะไม่ยอมให้มีการใช้กำลังโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพื่อโน้มน้าวให้ใครลงคะแนนในทางใด เสร็จแล้วผู้มีอำนาจก็เอาเงินก้อนใหญ่มาล่อให้คนเล่นเกมต่อไปโดยหวังจะซื้อเสียง

ตลอดทั้งเรื่องผู้มีอนาจจะพูดเสมอว่า “ทุกคนเท่าเทียมกัน” ทั้งๆ ที่ไม่มีความจริงเลย คือแต่ละคนที่เล่นเกมจะมีศักยภาพต่างกัน และแน่นอนคนเล่นกับผู้มีอำนาจและ “ตำรวจ” ของเขา มีอำนาจเหนือคนเล่นเสมอ

บ่อยครั้งผู้มีอำนาจจะพูดว่า “ทุกคนที่เข้าร่วมเล่น เลือกจะเล่นโดยสมัครใจ” ซึ่งไม่ต่างจากพวกที่มักพูดว่าในระบบทุนนิยมไม่มีใครถูกบังคับให้ทำงานในสถานที่ต่างๆ หรือที่มีการพูดกันว่า “ทุนนิยมทำให้ทุกคนมีเสรีภาพมีสิทธิ์เท่ากัน” ซึ่งนักสังคมนิยมจะโต้ตอบว่า “ใช่!! เสรีภาพที่จะอดอยากถ้าไม่มีงานทำ เสรีภาพที่จะนอนใต้สะพานลอยถ้าโชคร้ายไม่มีที่อยู่อาศัย”

Squid Games คือซีรีส์ที่วิจารณ์สังคมทุนนิยมอย่างแหลมคม ถ้าดูภาพรวมของเรื่อง จะเห็นว่าเศรษฐีร่ำรวยที่สุดของโลก ที่มองว่าตัวเขาเองมีสิทธิ์เหนือมนุษย์ผู้อื่นเสมอ ได้มารวมตัวกันเพื่อชมคนยากจนฆ่ากันเองเพื่อเอาตัวรอด นี่คือ “ความสนุก” ของพวกปรสิตเหล่านั้น และในฉากหนึ่งคนรวยคนหนึ่งอธิบายว่า “เศรษฐีกับคนยากจนเหมือนกันตรงที่เบื่อหน่ายกับชีวิต” แต่ในโลกแห่งความจริงความเบื่อหน่ายของคนจนมาจากการถูกทอดทิ้งหรือการที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ ต่างจากคนรวยดุจฟ้ากับดิน

คนที่เป็นตัวละครในเกม ล้วนแต่เป็นคนชั้นล่างที่ตกยาก มีแรงงานข้ามชาติจากปากีสถาน มีผู้ลี้ภัยจากเกาหลีเหนือ มีสาวที่ถูกพ่อละเมิด มีคนที่ติดการพนัน มีโจรอันธพาล ฯลฯ และบ่อยครั้งคำถามว่าจะสมานฉันท์กันหรือแก่งแย่งกันก็ปรากฏขึ้น

เวลาผู้เขียนดูเรื่องนี้จะนึกถึงสหายสังคมนิยมคนหนึ่งที่เคยทำงานทในโรงงานเหล็ก เขาจะมีจุดยืนต่อต้านหวยหรือลอตเตอรี่อย่างชัดเจน เพราะเป็นการหลอกกรรมาชีพคนจนด้วยความฝันฝันลมๆแล้งๆ Squid Game ที่เล่นเพื่อก้อนเงินใหญ่ก็ไม่ต่าง

เรื่องนี้เป็นการวิจารณ์ความเหลื่อมล้ำ ความรุนแรง และความโหดร้ายของทุนนิยมแน่นอน แต่สิ่งที่ขาดหายไปคือทางออกในการแก้ไขสถานการณ์ ซีรีส์นี้ไม่มีทางออก แต่ในโลกทุนนิยมจริงทางออกมีเสมอ เพราะกรรมาชีพทำงานในหัวใจของระบบเศรษฐกิจ ถ้าเลือกที่จะรวมตัวกันลุกขึ้นสู้ เราสามารถเอาชนะนายทุนและปรสิตต่างๆ ได้ และบ่อยครั้งก็มีการต่อสู้เกิดจริง ถึงแม้ว่าฝ่ายเรายังไม่ได้ชัยชนะในการโค่นระบบ แต่สักวันหนึ่งประชาชนจะเป็นใหญ่ในโลก!!

ใจ อึ๊งภากรณ์

มาร์คซิสต์กับ “ความรุนแรง”

เมื่อพูดถึง “ความรุนแรง” สิ่งแรกที่นักมาร์คซิสต์ต้องย้ำเสมอคือ ความรุนแรงของพวกที่กดขี่เรา (เช่น รัฐ ทหาร ตำรวจ ศาล) ไม่เหมือนความรุนแรงของคนที่ถูกกดขี่ปราบปราม ในเรื่องนี้พวก “สันติวิธี” แบบหอคอยงาช้างมักจะละเลยเสมอด้วยคำพูดในเชิง “ขอให้ทุกฝ่ายปฏิเสธความรุนแรง”

คำพูดแบบนั้นเรามักได้ยินในเรื่องความขัดแย้งในปาตานี หรือการชุมนุมของประชาชนที่เรียกร้องประชาธิปไตย สิ่งที่พวกสันติวิธีแบบหอคอยงาช้างมองข้ามเสมอคือ ฝ่ายรัฐมีกองกำลังติดอาวุธและพร้อมที่จะใช้อาวุธเหล่านั้นเสมอ ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต การที่เขาถืออาวุธไว้ปราบประชาชนเป็นการประกาศตั้งแต่แรกว่ารัฐพร้อมจะใช้ความรุนแรงเสมอ ดังนั้นข้อเรียกร้องว่า “ขอให้ทุกฝ่ายปฏิเสธความรุนแรง” ไม่มีผลกับรัฐ แต่กลับกลายเป็นคำวิจารณ์คนที่ถูกกดขี่ปราบปรามที่พยายามป้องกันตัวเท่านั้น

คนที่อยู่ในไทยที่นั่งอยู่บ้านไม่ทำอะไร แต่วิจารณ์ผู้ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย หรือประกาศว่า “เป็นห่วงน้องๆ” ที่ออกมาชุมนุม เป็นพวกมือถือสากปากถือศีล เพราะถ้าเขาไม่อยากเห็นความรุนแรงเขาจะต้องมาร่วมชุมนุม ในหลายๆ กรณีมวลชนยิ่งมากเท่าไร รัฐยิ่งไม่กล้าปราบ

ถ้าเราศึกษาประวัติศาสตร์การกดขี่ชาวมาเลย์มุสลิมที่ปาตานี เราจะเห็นว่าขบวนการติดอาวุธสู้กับรัฐไทย เกิดขึ้นหลังจากที่รัฐไทยใช้ความรุนแรงเสมอ เช่นหลังจากที่หะยีสุหลงถูกรัฐไทยอุ้มฆ่าในปี ๒๔๙๗  โดยรัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม และพลตำรวจเอก เผ่า ศรียานนท์ หรือหลังจากการลงมือฆ่าชาวมาเลย์มุสลิมไร้อาวุธที่ตากใบในปี ๒๕๔๗ โดยรัฐบาลทักษิณ

ถ้าเราศึกษาประวัติศาสตร์การจับอาวุธของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เราจะเข้าใจว่าการจับอาวุธเป็นปฏิกิริยาต่อการที่รัฐไทยเข้ามาปราบปรามด้วยความรุนแรง เช่นการจับขังหรือการฆ่าเป็นต้น

ในปัจจุบัน เมื่อเราพิจารณาการเคลื่อนไหวของ กลุ่มเยาวชนปลดแอก คณะราษฏร์ หรือ REDEM ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่ไร้อาวุธ เราจะเห็นว่ากลุ่มคนที่เตรียมอาวุธมาทำร้ายคนอื่นคือตำรวจกับทหาร และอันธพาลของฝ่ายคลั่งเจ้า การที่ตำรวจและทหารสลายการชุมนุมของผู้ที่ต้องการประชาธิปไตยเสมอ ไม่ว่าจะเป็นด้วยการฉีดน้ำใส่สารเคมี การใช้ก๊าซน้ำตา การใช้กระสุนยาง หรือการใช้กระสุนจริง (อันหลังนี้โดยเฉพาะในกรณีเสื้อแดง) ถือว่าเป็นการจงใจใช้ความรุนแรงของฝ่ายรัฐ และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น ฝ่ายรัฐปกครองด้วยอำนาจเผด็จการที่มาจากการใช้ความรุนแรงในการทำรัฐประหารแต่แรก

การที่แกนนำผู้ชุมนุมหลายๆ คนถูกรัฐจับกุมและขังในคุกด้วยกฏหมายเถื่อน112 ถือว่าเป็นการใช้ความรุนแรงโดยรัฐเพื่อปิดปากประชาชนและห้ามไม่ให้มีการแสดงออกอย่างเสรี อย่าลืมว่าคนที่กำลังโดน 112 แค่ใช้คำพูดในการเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์เท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความชอบธรรมสูงตามหลักประชาธิปไตย เขาไม่ได้ใช้ความรุนแรงแต่อย่างใด ไม่เหมือนนายกรัฐมนตรีมือเปื้อนเลือดประยุทธ์ที่เคยสั่งฆ่าเสื้อแดง และต้องรับผิดชอบกับการอุ้มฆ่าผู้เห็นต่างในยุคนี้

ดังนั้นถ้าฝ่ายผู้ชุมนุมที่เรียกร้องประชาธิปไตยพยายามป้องกันตัวหรือโกรธแค้นขึ้นมา และใช้ความรุนแรงโต้ตอบตำรวจหรือทหารมันเป็นเรื่องที่ไม่ผิด เข้าใจได้ และมาร์คซิสต์จะไม่มีวันวิจารณ์ เราจะพุ่งเป้าการวิจารณ์ไปที่รัฐบาลเผด็จการกับตำรวจทหาร

ในกรณีที่ผู้ชุมนุมชาวอเมริกันลุกขึ้นมาประท้วงในขบวนการ “Black Lives Matter” และไปเผาโรงพักที่ส่งตำรวจออกไปฆ่าคนผิวดำ เราจะไม่มีวันวิจารณ์

แต่นั้นไม่ได้หมายความว่าภายในขบวนการเคลื่อนไหว มวลชนจะไม่มีการถกเถียงกันเรื่องความฉลาดในการใช้ความรุนแรงหรือวิธีการที่จะไม่ทำให้การเคลื่อนไหวเสียการเมือง

ในเรื่องการใช้ความรุนแรงเราพูดแค่นี้ไม่ได้ มีอีกสองประเด็นสำคัญที่เราต้องพิจารณา

ประเด็นแรกคือยุทธวิธีการจับอาวุธ ที่เคยใช้โดยพรรคคอมมิวนิสต์ หรือที่ BRN ใช้ในปาตานีตอนนี้ ไม่สามารถเอาชนะรัฐไทยได้ เพราะกองกำลังของรัฐไทยมีอาวุธและจำนวนคนมากกว่า ยิ่งกว่านั้นการใช้แนวจับอาวุธมีผลทำให้มวลชนคนธรรมดาไม่มีบทบาทอะไรเลย และไม่มีส่วนในการกำหนดแนวทางต่อสู้เคลื่อนไหว เพราะพวกจับอาวุธย่อมปิดลับเสมอ มาร์คซิสต์มองว่าถ้าเราจะล้มเผด็จการหรือเปลี่ยนสังคม เราต้องอาศัยขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมของมวลชน ซึ่งไม่ได้แปลว่าเมื่อใกล้ชนะแล้วมวลชนจะไม่ติดอาวุธเพื่อป้องกันตัวจากฝ่ายรัฐเก่าที่พร้อมจะฆ่าคนจำนวนมากในการรักษาอำนาจอันไม่ชอบธรรม แต่ในกรณีนั้นแนวทางจะเน้นมวลชนเหนือการจับอาวุธ

ถ้าจะเปรียบเทียบแนวจับอาวุธกับแนวมวลชน เรามีบทเรียนสำคัญจาก Arab Spring เพราะในกรณีอียิปต์ หรือตูนิเซีย มีการเคลื่อนไหวของมวลชนที่ล้มผู้นำเผด็จการได้ แต่ในกรณีซิเรีย การใช้แนวจับอาวุธนำไปสู่สงครามกลางเมืองที่ล้มผู้นำเผด็จการไม่ได้ และแถมเปิดช่องให้ประเทศอื่นๆ เข้ามาร่วมในสงคราม จนสังคมซิเรียพังทะลาย

ประเด็นที่สองคือเรื่องการปก้องกันตัวจากความรุนแรงของฝ่ายรัฐ มาร์คซิสต์จะมองว่าถ้าเราสู้ด้วยอาวุธชนิดเดียวกับที่ผู้กดขี่เราใช้ จะไม่ได้ผลเท่าไร แต่ถ้าเราใช้พลังของมวลชนในการนัดหยุดงาน มันเป็นอาวุธที่ฝ่ายรัฐมีความลำบากมากในการปราบหรือโต้ตอบ เพราะกรรมาชีพผู้ทำงานมีความสำคัญอย่างยิ่งกับเศรษฐกิจ การนัดหยุดงานจึงเป็นอาวุธทางเศรษฐกิจที่มีพลัง และสามารถใช้ล้มเผด็จการได้

อ่านเพิ่ม

ถ้าจะไล่เผด็จการทหารต้องปลุกระดมการนัดหยุดงาน http://bit.ly/2Oh1mJz

ความสำคัญของชนชั้นกรรมาชีพ https://bit.ly/2JBhqDU

มาร์คซิสต์ กับการต่อสู้ในยุคคนหนุ่มสาว http://bit.ly/3iBPzAO

แนวคิดมาร์คซิสต์คืออะไร https://bit.ly/3s5eu42

ใจ อึ๊งภากรณ์

สังคมนิยมและความรุนแรง  กรณีศึกษาจากประเทศชิลี

ใจ อึ๊งภากรณ์

หลายคนตั้งข้อกล่าวหากับนักสังคมนิยมมาร์คซิสต์ว่าชอบใช้ความรุนแรงในการเปลี่ยนสังคม และเขาเสนอต่อไปว่าน่าจะใช้สันติวิธีแทน กรณีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศชิลีเมื่อวันที่ 11 เดือนกันยายน 1973  เป็นกรณีที่ทุกคนน่าจะศึกษา

ประเทศชิลีเป็นประเทศในทวีปอเมริกาใต้ที่มีฉายาว่าเป็น “อังกฤษ” แห่งอเมริกาใต้ ทั้งนี้เพราะเคยมีระบบประชาธิปไตยแบบทุนนิยมที่มั่นคงมาร้อยกว่าปี

allende

ในปี 1970 ประธานาธิบดี ซัลวาดอร์ อาเยนเดย์ แห่งพรรคสังคมนิยม ชนะการเลือกตั้งเป็นครั้งแรก ก่อนหน้านั้นพรรครัฐบาลล้วนแต่เป็นพรรคของนายทุน

พรรคสังคมนิยมชิลีเป็นพรรคของกรรมาชีพที่พยายามเปลี่ยนสังคมโดยสันติวิธี พรรคนี้พยายามอาศัยกลไกรัฐสภาในระบบประชาธิปไตยทุนนิยม เพื่อหวังครองอำนาจรัฐ และเมื่อพรรคสังคมนิยมชนะการเลือกตั้ง ใครๆก็เชื่อว่าคงจะสร้างสังคมนิยมได้โดยสันติวิธี

ชัยชนะของพรรคสังคมนิยมชิลีเกิดขึ้นกลางกระแสการต่อสู้ของคนชั้นล่างที่ดุเดือด ก่อนวันเลือกตั้งมีการนัดหยุดงาน 5295 ครั้ง และเกษตรกรกับคนยากจนก็ออกมาเคลื่อนไหวด้วย

allende_foto.png_1718483346

หลังจากที่ได้รับชัยชนะ ประธานาธิบดี อาเยนเดย์  ประกาศว่า “เราจะทำการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและเศรษฐกิจเพื่อสร้างระบบสังคมนิยม” นอกจากนี้เขาสัญญาว่าจะปฏิรูปที่ดินและเอาบริษัทเอกชนชั้นนำ 150 บริษัทมาเป็นของรัฐ แต่เขาเตือนต่อไปว่าทุกส่วนของสังคมจะต้องร่วมมือกัน และชนชั้นกรรมาชีพจะต้องเสียสละเพื่อสร้างแนวร่วมกับนายทุนโดยการสลายการเคลื่อนไหว และลดข้อเรียกร้อง เพราะถ้าไม่ทำแบบนั้นนายทุนจะไม่ร่วมมือ

ในปีแรกของรัฐบาลใหม่ รายได้จริงของกรรมาชีพเพิ่มขึ้น จำนวนคนตกงานลดลง โรงงาน 90 แห่ง และที่ดิน 30% ของประเทศถูกนำมาเป็นของรัฐ และเศรษฐกิจก็ขยายตัวอย่างน่าชื่นชม

สิ่งที่รัฐบาลใหม่สามารถทำเพื่อกรรมาชีพชิลี ไม่ได้อาศัยการล้มระบบทุนแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามก็ต้องนับว่ายังเป็นประโยชน์กับคนธรรมดามากพอสมควร แต่มาตรการ “ค่อยเป็นค่อยไป” ของรัฐบาล อาเยนเดย์  ไม่เป็นที่พอใจกับนายทุนเลย ฉนั้นนายทุนชิลีพยายามทำลายเศรษฐกิจด้วยการถอนทุนหรือหยุดการลงทุน และนายทุนสหรัฐพยายามห้ามไม่ให้ชิลีกู้เงินจากต่างประเทศอีกด้วย ในขณะเดียวกันสหรัฐส่งเงินไปช่วยนายทหารของกองทัพชิลี

เนื่องจาก อาเยนเดย์  ไม่ต้องการปฏิวัติยกเลิกระบบทุนนิยม ในที่สุดเขาต้องเลือกยอมประนีประนอมกับเงื่อนไขของนายทุน ในขั้นตอนแรกก็มีการชลอมาตรการที่เป็นประโยชน์กับกรรมาชีพ ต่อจากนั้นก็มีการเพิ่มอำนาจให้ฝ่ายทหารและตำรวจในการ “รักษาความสงบ”

แต่การประนีประนอมของรัฐบาลต่อฝ่ายทุนมิได้ทำให้นายทุนร่วมมือมากขึ้นแต่อย่างใด นายทุนเข้าใจดีว่ากรรมาชีพกับนายทุนร่วมมือกันไม่ได้  ฉนั้นเมื่อรัฐบาลยอมประนีประนอม นายทุนกลับมองว่าเป็นการแสดงความอ่อนแอ จึงทำให้ฝ่ายทุนรุกสู้ต่อไปด้วยการ “ปิดงาน” ไม่ยอมปล่อยรถ ของนายทุนขนส่ง ซึ่งมีผลทำให้ประชาชนขาดอาหารและสิ่งจำเป็น

กรรมาชีพพื้นฐานชิลีไม่ได้ยกธงขาวยอมแพ้ง่ายๆ คนงานพื้นฐานในเขตอุตสาหกรรมต่างๆ ได้รวมตัวกันสร้างสภาคนงานย่านอุตสาหกรรม (“คอร์โดเนส์”) เพื่อยึดรถบรรทุกจากนายทุนแล้วนำมาขนส่งสินค้าเอง ในที่สุดคนงานได้รับชัยชนะ

แต่แทนที่ประธานาธิบดี อาเยนเดย์  จะสนับสนุนการกระทำของกรรมาชีพพื้นฐาน เขากลับมองว่าเป็นการสร้างความไม่สงบซึ่งอาจนำไปสู่การปฏิวัติ ดังนั้น อาเยนเดย์  จึงสั่งให้ทหารและตำรวจสลายสภาคนงาน และที่แย่สุดคือการกระทำครั้งนั้นได้รับความเห็นชอบจากพรรคคอมมิวนิสต์สายสตาลินของประเทศชิลีที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาลอีกด้วย

หลังจากนั้นชิลีก็เข้าสู่วิกฤตทางเศรษฐกิจและการเมืองที่ร้ายแรงขึ้นเป็นลำดับ ทุกครั้งที่ฝ่ายทุนพยายามยึดอำนาจโดยอาศัยกองทัพ คนงานพื้นฐานและนายทหารชั้นล่างบางคนจะออกมาปกป้องรัฐบาลและเรียกร้องให้รัฐบาลแจกอาวุธให้คนงาน แต่รัฐบาลไม่ยอมฟังเพราะมัวแต่ประนีประนอมกับนายทุนและนายทหารชั้นผู้ใหญ่

06_Devine_B
นายพลออร์กัสโต พิโนเช

ยิ่งกว่านั้นมีการนำนายทหารชั้นผู้ใหญ่ อย่างเช่น ออร์กัสโต พิโนเช เข้ามาในคณะรัฐมนตรี

arton1546

ในที่สุด ในวันที่ 11 เดือนกันยายน 1973 กองทัพชิลีภายใต้นายพล พิโนเช ได้ทำรัฐประหารยึดอำนาจและจับสมาชิกพรรคสังคมนิยม พรรคคอมมิวนิสต์ และนักสหภาพหลายพันคน ด้วยความโหดร้ายป่าเถื่อนอย่างถึงที่สุด อาเยนเดย์และแกนนำฝ่ายซ้ายทั้งหมดที่หนีออกนอกประเทศไม่ได้ก็ถูกฆ่าตาย

Chilean-troops-make-arres-010

สรุปแล้ว ระบบสังคมนิยม ซึ่งเป็นระบบประชาธิปไตยทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ สร้างไม่ได้ถ้าอาศัยรัฐสภาและการประนีประนอมกับทหารหรือชนชั้นปกครอง เพราะฝ่ายตรงข้ามพร้อมจะใช้ความรุนแรงอย่างถึงที่สุด เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของเขาเสมอ