Tag Archives: จักรวรรดินิยม

ถึงจุดสิ้นสุดของยุคโลกาภิวัตน์?

ใจ อึ๊งภากรณ์

ปีนี้ครบรอบ 30 ปีหลังการพังลงมาของกำแพงเมืองเบอร์ลิน การสิ้นสุดของสงครามเย็น และการล้มละลายของพรรคคอมมิวนิสต์แนว “สตาลิน-เหมา” ในเกือบทุกประเทศของโลก

ในช่วงนั้นมีนักวิชาการและนักเขียนหลายคนที่มองว่า เราถึง “จุดจบแห่งประวัติศาสตร์” หรือถึง “จุดจบแห่งความขัดแย้ง” หรือถึง “จุดอวสานของรัฐชาติ” เพราะระบบทุนนิยมตลาดเสรีแบบโลกาภิวัตน์ได้สร้างเครือข่ายทุนและไฟแนนส์ไปทั่วโลก และสร้างความผูกขาดของลัทธิเสรีนิยมใหม่ (neo-liberalism) ผ่านการกดดันและบังคับให้รัฐบาลต่างๆ นำนโยบายกลไกตลาดเสรีมาใช้ ซึ่งนำไปสู่การแปรรูปรัฐวิสาหกิจเป็นบริษัทเอกชน และการลดค่าใช้จ่ายรัฐที่เป็นประโยชน์ต่อคนจนและคนทำงานธรรมดา

220px-Empire_(book)

นักเขียนฝ่ายซ้ายชื่อดัง สายอนาธิปไตย ที่เสนอว่ารัฐชาติกำลังจะหายไป และระบบจักรวรรดินิยมที่มีศูนย์กลางในประเทศใหญ่อย่างสหรัฐไม่มีแล้ว คืออันโตนิโอ เนกรี กับ ไมเคิล ฮาร์ท ซึ่งเขาเขียนไว้ในหนังสือ Empire ว่ายุคการแข่งขันระหว่างจักรวรรดินิยมสิ้นสุดลงหลังสงครามเย็น และเรากำลังเข้าสู่ยุคที่ปลอดความขัดแย้งระหว่างประเทศ

แต่พวกเราในกลุ่มและพรรคฝ่ายซ้ายสายมาร์คซิสต์มักจะมองต่างมุม และเสนอว่าจักรวรรดินิยมและความขัดแย้งระหว่างประเทศยังคงอยู่ เพียงแต่เปลี่ยนลักษณะไปเท่านั้น และสงครามกับความขัดแย้งระหว่างประเทศก็เกิดขึ้นจริงอย่างต่อเนื่องตามที่เราคาดไว้

พอถึงปี 2008 ได้เกิดวิกฤตใหญ่ของระบบทุนนิยมกลไกตลาดเสรีที่ลามจากสหรัฐสู่ยุโรปและแพร่กระจายไปทั่วโลก วิกฤตนี้เกิดจากการลดลงของอัตรากำไร แต่นโยบายกลไกตลาดเสรีและการเคลื่อนย้ายทุนจากจุดต่างๆ ของโลกอย่างเสรี ยิ้งทำให้ผลกระทบร้ายแรงมากขึ้น ซึ่งจริงๆ แล้ว “วิกฤตต้มยำกุ้ง” ที่เคยเกิดขึ้นในไทยและประเทศอื่นในภูมิภาคนี้ ก็มีลักษณะคล้ายวิกฤตใหญ่ที่ตามมาสิบปีหลังจากนั้น

ทั้งวิกฤตต้มยำกุ้งและวิกฤตปี 2008 ทำให้ความน่าเชื่อถือของนโยบายคลั่งกลไกตลาดเสรีลดลงอย่างมาก ในไทยรัฐบาลไทยรักไทยของทักษิณนำระบบเศรษฐกิจ “คู่ขนาน” มาใช้ผ่านการเพิ่มบทบาททางเศรษฐกิจของรัฐในระดับชุมชน เพื่อยกระดับคนจน ซึ่งทำให้เกิดความไม่พอใจในหมู่เสื้อเหลือง ทหาร และพวกอนุรักษ์นิยมที่คลั่งตลาดเสรี หลายคนในไทยทุกวันนี้ไม่เข้าใจว่าพวกเผด็จการทหารและประชาธิปัตย์เป็นพวกเสรีนิยมคลั่งกลไกตลาด ในขณะที่ทักษิณนิยมผสมการใช้รัฐกับกลไกตลาด

หลังวิกฤตเศรษฐกิจ 2008 การเคลื่อนย้ายทุนและการค้าระหว่างประเทศลดลงอย่างเห็นได้ชัด ในสหรัฐและยุโรปหลัง 2008 เริ่มมีการตั้งคำถามอย่างจริงจังกับกลไกตลาดเสรีในหมู่นักเศรษฐศาสตร์และนักเคลื่อนไหว แต่รัฐบาลต่างๆ ยังหน้าด้านเดินหน้าต่อไป และโอนภาระในการแก้วิกฤตให้กับประชาชนธรรมดาผ่านนโยบายรัดเข็มขัดของพวกเสรีนิยม

ความไม่พอใจที่เกิดขึ้นกลายเป็นเสียงสนับสนุนพวกขวาจัดในบางกรณี เช่นชัยชนะของดอนัลด์ ทรัมป์ ในสหรัฐ หรือการขึ้นมาของรัฐบาลขวาจัดในอิตาลี่เป็นต้น ในขณะเดียวกันพรรคการเมืองกระแสหลักของพวกเสรีนิยมเริ่มเข้าสู่วิกฤตหนักในหลายประเทศของยุโรป เช่นในเยอรมัน สแกนดิเนเวีย ฝรั่งเศส และสเปน

ในกรณีอื่นการวิจารณ์กลไกตลาดเสรีออกดอกออกผลในทางที่ก้าวหน้า เช่นในข้อเสนอเรื่อง The Green New Deal (“กรีน นิว ดีล”) ที่เสนอให้รัฐฝืนตลาดและเข้ามาแก้ปัญหาต่างๆ ที่มาจากนโยบายรัดเข็มขัดและปัญหาที่มาจากสภาพโลกร้อนพร้อมๆ กัน มีการเสนอ “กรีน นิว ดีล” ในสหรัฐและแพร่ไปสู่คานาดาและอังกฤษผ่านนักการเมืองสายซ้ายปฏิรูป

Untitled

สถานการณ์หลังวิกฤต 2008 นำไปสู่ “สงครามทางการค้า” คู่อริใหญ่คือสหรัฐกับจีน เพราะจีนเริ่มท้าทายอำนาจทางเศรษฐกิจของสหรัฐผ่านการใช้นโยบายพัฒนาเทคโนโลจีที่ก้าวหน้าและทันสมัยที่สุด บริษัท หัวเว่ย (Huawei) เป็นตัวอย่างที่ดี

huawei_0

ในขณะเดียวกันเราทราบดีว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจผูกพันอย่างใกล้ชิดกับการใช้นโยบายทางทหารของรัฐต่างๆ ซึ่งชาวมาร์คซิสต์เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “จักรวรรดินิยม” ดังนั้นความขัดแย้งระหว่างจีนกับสหรัฐมีแง่ของความขัดแย้งทางทหารด้วย โดยเฉพาะในทะเลจีนใต้

761fdce8-2e6d-11e9-80ef-0255f1ad860b_image_hires_092316

สำหรับคำถามว่าตอนนี้เราถึงจุดสิ้นสุดของยุคโลกาภิวัตน์หรือไม่ คำตอบคือ “ไม่” เพราะทุนนิยมโลกยังมีลักษณะโลกาภิวัตน์ แต่ในขณะเดียวกันมี “กลุ่มอำนาจ” หลายกลุ่มในภูมิภาคต่างๆ เช่น อียู จีน สหรัฐ ซึ่งไปกดทับผลประโยชน์ของประเทศที่เล็กกว่าแต่อยากจะโตเท่าทันประเทศเจริญ เช่นอินเดียหรืออาเจนทีนาเป็นต้น

จุดยืนของมาร์คซิสต์คือ เราต้องคัดค้านแนวชาตินิยม หรือแนวที่จะพาเราไปสนับสนุนกลุ่มอำนาจหนึ่งในความขัดแย้งกับกลุ่มอื่น และเราต้องเน้นความสมานฉันท์ในหมู่กรรมาชีพสากลเพื่อต่อสู้กับรัฐทุนนิยมในประเทศของเรา และระบบทุนนิยมทั่วโลก

[บทความนี้อาศัยเนื้อหาส่วนใหญ่จากการอภิปรายโดย Alex Callinicos หัวข้อ “Is this the end of globalisation?” ดูได้ที่นี่ https://bit.ly/2XMpE1S ]

ชาวปาเลสไตนจะมีเสรีภาพได้อย่างไร?

ใจ อึ๊งภากรณ์

เกือบทุกสัปดาห์เราจะเห็นความโหดร้ายป่าเถื่อนของรัฐบาลอิสราเอล ที่ใช้ความรุนแรงสุดขั้วในการถล่มชาวปาเลสไตน์ที่กาซา คาดว่าระหว่างมีนาคม 2018 ถึง มกราคม 2019 อิสราเอลใช้สไนเปอร์และกระสุนจริงฆ่าชาวปาเลสไตน์ที่ประท้วงโดยไร้อาวุธตรงจุดชายแดน จนมีคนเสียชีวิตถึง 250 คน และมีผู้บาดเจ็บเป็นหมื่น นอกจากนี้มีหลักฐานชัดเจนว่าทหารอิสราเอลตั้งเป้าจงใจฆ่า เด็ก คนพิการ และนักข่าวอีกด้วย ในกรณีหนึ่งเด็กอายุ 11 ถูกยิงตายเพราะแค่ตะโกนเรียกร้องเสรีภาพ

merlin_141523254_f75be117-4f2b-4184-bfef-295e89595374-articleLarge

تقرير-مجلس-حقوق-الانسان-التابع-للأمم-المتحدة-حول-مسيرات-العودة-في-قطاع-غزة

56dd29a2c77f4a70b3ef635b1aeba451_18

กาซาถูกอิสราเอลปิดล้อมมา 12 ปี โดยที่ประชาชนปาเลสไตน์ 2 ล้านคนถูกขังไว้ในพื้นที่ที่ขาดแคลนเชื้อเพลิง ยารักษาโรค ที่อยู่อาศัย และสาธารณูปโภคพื้นฐาน ในขณะเดียวกันพวก”ไซออนนิสต์”สุดขั้ว ก็ขยายการยึดพื้นที่ของชาวบ้านปาเลสไตน์อย่างต่อเนื่อง โดยที่รัฐบาลอิสราเอลคอยสนับสนุนตลอดเวลา

ล่าสุดรัฐบาลฝ่ายขวาของอิสราเอลประกาศใช้ “กฏหมายแห่งชาติ” ที่ทำให้คนปาเลสไตน์ที่อาศัยอยู่ในอิสราเอลกลายเป็นพลเมืองชั้นสอง และนายกรัฐมนตรี เนทันยาฮู ประกาศว่า “อิสราเอลคือชาติของชาวยิวเท่านั้น”

Trump-on-Middle-East-730x426

051418_ivanka-1526310465

ทุกอย่างที่อิสราเอลทำ ได้รับการสนับสนุนอย่างชัดเจนจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาของดอนัลด์ ทรัมป์ โดยที่ ทรัมป์ ประกาศย้ายสถานทูตสหรัฐไปที่เมืองเยรูซาเลม ในขณะที่สหประชาชาติและชาวโลกมองว่าเยรูซาเลมเป็นเมืองที่ต้องถูกแบ่งเป็นดินแดนของปาเลสไตน์และอิสราเอลคนละครึ่ง การย้ายสถานทูตครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณว่าสหรัฐสนับสนุนการกลืนดินแดนปาเลสไตน์โดยรัฐบาล “ไซออนนิสต์”

สหรัฐและชาติตะวันตกสนับสนุนอิสราเอลเพื่อเป็น “หมาดุเฝ้าพื้นที่ตะวันออกกลาง” โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะคอยปกป้องผลประโยชน์จักรวรรดินิยมตะวันตกในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยน้ำมัน หน้าที่ของอิสราเอลในการรับใช้ตะวันตกคือการทำลายขบวนการชาตินิยมของชาวอาหรับอย่างต่อเนื่อง มันไม่ใช่ว่าอิสราเอลหรือชาวยิวมีอำนาจเหนือรัฐบาลตะวันตกแต่อย่างใด

เราต้องเข้าใจว่ารัฐบาลอิสราเอลไม่ใช่ตัวแทนของชาวยิวทั้งหมดในโลก และลัทธิ “ไซออนนิสต์” ซึ่งเป็นลัทธิคลั่งชาติเหยียดเชื้อชาติปาเลสไตน์ ไม่ใช่สิ่งเดียวกับการเป็นยิว มันเพียงแต่เป็นแนวความคิดหนึ่งเท่านั้น ดังนั้นเราไม่ควรประณามคนยิว แต่ควรประณามรัฐบาลอิสราเอลและพวก”ไซออนนิสต์” แทน

ก่อนสงครามโลกครั้งที่สองและการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ชาวยิวโดยพวกนาซีในเยอรมัน ซึ่งทำให้ชาวยิวกว่า 6 ล้านคนถูกเข่นฆ่าอย่างโหดร้ายป่าเถื่อน แนวคิดคลั่งเชื้อชาติแบบ “ไซออนนิสต์” ไม่ค่อยเป็นที่นิยมในแวดวงชาวยิวนัก กระแสหลักในหมู่คนยิวยุโรปคือแนวสังคมนิยมและแนวมาร์คซิสต์ ส่วนยิวสาย “ไซออนนิสต์” คือพวกฝ่ายขวาชาตินิยมจัด พวกนี้ต่อต้านการต่อสู้ทางชนชั้นของกรรมาชีพ และมองว่ายิวอยู่กับคนอื่นอย่างสันติไม่ได้เพราะเขาเชื่อว่าเชื้อชาติที่ต่างกันย่อมฆ่ากันหรือขัดแย้งกันเสมอ ดังนั้นเขาเสนอว่าวิธีการปกป้องชาวยิวคือต้องสร้างชาติ “บริสุทธิ์” ของตนเองขึ้นมา สิ่งที่น่าเสียดายอย่างยิ่งคือความพ่ายแพ้ของฝ่ายซ้ายและกรรมาชีพในเยอรมัน นำไปสู่ชัยชนะของนาซีในยุค ฮิตเลอร์ และการสังหารชาวยิวถึง 6 ล้านคน เหตุการณ์นี้มีผลในการหนุนกระแสฝ่ายขวา “ไซออนนิสต์” แทนแนวมาร์คซิสต์ จนมีการก่อตั้งประเทศอิสราเอ็ลหลังสงครามโลก ปัญหาสำคัญคือ รัฐอิสราเอ็ลถูกสร้างขึ้นบนพื้นที่ที่มีคนอื่นอาศัยอยู่ คือพื้นที่ที่ชาวปาเลสไตน์และชาวยิวเคยอาศัยร่วมกันอย่างสันติมาเป็นพันๆ ปี ดังนั้นรัฐเชื้อชาติเดียวที่ถูกสร้างขึ้นต้องอาศัยการขับไล่ชาวปาเลสไตน์ 850,000 คนออกจากบ้านเกิดในเหตุการณ์ “นักบา” ในปี 1948

479
อินติฟาดาห์

เสรีภาพของชาวปาเลสไตน์จะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อมีการลุกฮือของคนชั้นล่าง เช่นใน “อินติฟาดาห์” บวกกับการสร้างแนวร่วมการต่อสู้ของคนชั้นล่างและกรรมาชีพในระดับรากหญ้าในพื้นที่ตะวันออกกลาง การปฏิวัติของมวลชนในอียิปต์ใน “อาหรับสปริง” เคยเปิดทางให้มีการช่วยเหลือชาวปาเลสไตน์ในกาซาอย่างจริงจัง ก่อนที่กองทัพอียิปต์จะทำลายการปฏิวัติดังกล่าว ตอนนี้ขบวนการปฏิวัติในซูดานและแอลจีเรีย อาจเป็นความหวังใหม่ในการปลุกกระแสเสรีภาพ

palestinian-women-protest-ap-img

ชาวปาเลสไตน์ต้องร่วมสู้กับกรรมาชีพและคนชั้นล่างในตะวันออกกลาง เพราะกรรมาชีพปาเลสไตน์ไม่มีพลังพอ มีจำนวนน้อยและส่วนใหญ่ไม่มีงานทำ และคนชั้นล่างในพื้นที่ตะวัยออกกลางมีผลประโยชน์ร่วมกันในการล้มเผด็จการที่กดขี่ตนเองในประเทศต่างๆ

4dadaf89ccd1d5de44290000-750
แกนนำ ฟะตะห์ จับมือกับอิสราเอลและสหรัฐ

อย่างไรก็ตามแกนนำทางการเมืองในปาเลสไตน์ โดยเฉพาะองค์กร “ฟะตะห์” จะหันหลังให้มวลชนชั้นล่างเสมอ และทำแนวร่วมกับชนชั้นปกครองปฏิกิริยาในตะวันออกกลางแทน และทุกครั้งที่มีวิกฤต ชนชั้นปกครองเผด็จการพวกนี้ก็จะหักหลังชาวปาเลสไตน์และไปจับมือกับสหรัฐหรืออิสราเอล ในที่สุด“ฟะตะห์” ก็ไปทำข้อตกลงยอมจำนนต่ออิสราเอล ส่วนองค์กร “ฮะมาส” ที่ดูเหมือนจะต้องการสู้กับอิสราเอลอย่างจริงจัง ก็ใช้แนวเดียวกับ “ฟะตะห์” คือเน้นคุยกับชนชั้นปกครองรอบข้าง แทนที่จะปลุกระดมการปฏิวัติรากหญ้า

763
ฮะมาส

ถ้าจะมีการสร้างสันติภาพและสิทธิเสรีภาพประชาธิปไตยในดินแดนปาเลสไตน์ รัฐอิสราเอลต้องถูกรื้อถอน เพื่อสร้างรัฐใหม่ที่เคารพความหลากหลาย และเปิดโอกาสให้ช่าวปาเลสไตน์กับชาวยิวอาศัยร่วมกันอย่างสงบโดยเป็นพลเมืองที่เท่าเทียมกัน สภาพเช่นนี้เคยมีก่อนสงครามโลกครั้งที่สองและการแทรกแซงของจักรวรรดินิยมตะวันตก

1146350198

แต่ถ้าจะเกิดขึ้นจริง ต้องมีกระแสการเมืองใหม่ในหมู่ชาวปาเลสไตน์ที่เน้นการต่อสู้จากระดับรากหญ้า และการสมานฉันท์กับการปฏิวัติของมวลชนในประเทศรอบข้าง

SudanAlgeria

เราควรคัดค้านรัฐประหารของสหรัฐในเวเนสเวลา

ใจ อึ๊งภากรณ์

อนาคตของกระบวนการปฏิรูป “โบลิวาร์”[1] ของอดีตประธานาธิบดีชาเวสในประเทศเวเนสเวลา อยู่ในสภาพวิกฤตอันเนื่องมาจากการที่สหรัฐอเมริการ่วมกับรัฐบาลตะวันตกกำลังสนับสนุนให้มีรัฐประหาร

วิกฤตนี้จะมีจุดจบได้ในสองรูปแบบ รูปแบบแรกคือจบในลักษณะที่เป็นประโยชน์กับกรรมาชีพและคนจน รูปแบบที่สองคือจบลงในลักษณะที่เอื้อประโยชน์กับจักรวรรดินิยม กลุ่มทุนใหญ่ กับคนรวย ผ่านการใช้กำลังและแนวกลไกตลาดสุดขั้ว

บทเรียนสำคัญสำหรับเราคือ “พรรคสังคมนิยมปฏิรูป ที่ไม่สามารถปฏิรูปอะไรที่เป็นประโยชน์กับประชาชนส่วนใหญ่ได้ เพราะไม่ยอมก้าวสู่กระบวนการปฏิวัติล้มอำนาจทุน ย่อมเปิดทางให้ฝ่ายขวากลับเข้ามาในที่สุด” ผมจะขออธิบายรายละเอียด…

เจ้าหน้าที่ทางทูตคนสำคัญของสหรัฐ ที่ได้รับการแต่งตั้งจากทรัมป์ให้ดูแลเรื่องรัฐประหาร คือ เอลิออด เอแบรมส์ คนนี้มีประวัติในการสนับสนุนการฆ่าประชาชนเป็นพันโดยกองกำลังฆาตกรในประเทศเอลซาลวาดอร์ มีประวัติในการหนุนพวกฝ่ายขวาในนิคารากัว โดยโกหกรัฐสภาสหรัฐในเรื่องนี้สองครั้ง และมีประวัติในการสนับสนุนรัฐประหารที่ล้มเหลวในเวเนสเวลาในปี 2002

skynews-juan-guaido-nicolas-maduro_4560239
วาน กูไอโด กับ นิโคลัส มาดูโร

ตอนนี้สหรัฐกับตะวันตกกำลังสนับสนุนความพยายามของนักการเมืองฝ่ายขวาชื่อ วาน กูไอโด ที่ประกาศว่าตนเป็น “ประธานาธิบดีที่แท้จริง” ของเวเนสเวลา แทนประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร แต่พรรคการเมืองของ วาน กูไอโด มีแค่14ที่นั่งในรัฐสภา และประชาชน80%ของประเทศไม่เคยรู้จักเขามาก่อน

พรรคฝ่ายขวาต่างๆ ในเวเนสเวลา เป็นตัวแทนของกลุ่มทุนใหญ่ คนรวยและคนชั้นกลาง ซึ่งในอดีต ก่อนที่ ฮูโก ชาเวส จะชนะการเลือกตั้งในปี 1998 มีประวัติในการปกครองประเทศด้วยความป่าเถื่อนเพื่อปกป้องอภิสิทธิ์ของตนเองและเพื่อควบคุมคนจนที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ในปี 1989 เมื่อคนจนลุกฮือเนื่องจากการใช้นโยบายรัดเข็มขัดสุดขั้ว รัฐบาลฝ่ายขวาลงมือฆ่าประชาชนมือเปล่าสองพันคนกลางเมืองคาราคัส เหตุการณ์นี้เรียกว่าการลุกฮือ Caracazo นอกจากนี้พรรคการเมืองฝ่ายขวาที่เป็นแนวร่วมพรรคฝ่ายค้านในปัจจุบัน เคยพยายามก่อรัฐประหารเพื่อล้มรัฐบาลประชาธิปไตยของ ฮูโก ชาเวส ในปี 2002 แต่ไม่สำเร็จ

โดยรวม เป้าหมายของฝ่ายขวาในเวเนสเวลา คือการหมุนนาฬิกากลับสู่ยุคที่คนจนต้องเจียมตัวกับความยากจนท่ามกลางสังคมที่เต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำและการใช้อำนาจของคนรวย ดังนั้นนักการเมืองพวกนี้ไม่ใช่นักประชาธิปไตยที่จะมาปลดแอกประชาชนแต่อย่างใด และเขายังพร้อมที่จะเป็นเครื่องมือของจักรวรรดินิยมอีกด้วย

แต่เราต้องเข้าใจด้วยว่ารัฐบาลของประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร มีส่วนในการสร้างวิกฤตร้ายแรงที่กำลังเกิดขึ้น ซึ่งมีสามสาเหตุคือ

ปัญหาเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากการพึ่งพาการส่งออกน้ำมัน ซึ่งเคยมีราคาสูงในตลาดโลก แต่ลดลงเกือบครึ่งหนึ่งในรอบสองสามปีที่ผ่านมา เงินรายได้จากการขายน้ำมันได้ถูกนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาความยากจนผ่านหน่วยงาน Las Misiones แต่พอราคาน้ำมันลดลงงบประมาณรัฐก็หายไป และรัฐบาลไม่ได้พยายามส่งเสริมการผลิตสิ่งอื่นๆ แทนน้ำมัน

screen_shot_2015-05-22_at_09.33.27
Las Misiones

ตอนนี้เกือบ 90% ของประชาชนถือว่ายากจน 3 ล้านคนย้ายไปอยู่ในประเทศอื่น และอัตราเงินเฟ้อตอนนี้สูงถึง 1.3ล้าน%!!! ซึ่งแปลว่าทุก 19 วันราคาสินค้าจะเพิ่มเท่าตัว ประชาชนคนจนขาดแคลนของใช้จำเป็น ส่วนหนึ่งมาจากการกักสินค้าโดยนายทุนเอกชน และข้าราชการในพรรครัฐบาลด้วย และการกีดกันการค้าขายโดยรัฐบาลสหรัฐตั้งแต่ปี 2017 ก็ไม่ช่วย

สาเหตุที่สองของวิกฤตคือการคอร์รับชั่นโกงกินของข้าราชการชั้นสูง นักการเมืองของพรรคสังคมนิยม PSUV และทหารระดับสูง ซึ่งร่วมกันกินกับนายทุนใหญ่ที่สนับสนุนพรรคฝ่ายค้านด้วย สิ่งเหล่านี้ทำให้คนธรรมดาเบื่อหน่ายและหมดความเชื่อมั่นในพรรครัฐบาล แต่ไม่ใช่ว่าจะชื่นชมพรรคฝ่ายค้าน

stream_img

สาเหตุที่สามของวิกฤตปัจจุบัน คือความพยายามของนักการเมืองฝ่ายขวาที่จะฉวยโอกาสกลับมาปกครองประเทศผ่านการนำการประท้วงบนท้องถนนในปี 2014 และในปัจจุบัน บ่อยครั้งมีการใช้ความรุนแรงในการประท้วง แต่รัฐบาลก็โต้ตอบด้วยความรุนแรงเช่นกัน

ขณะนี้เวเนสเวลามีสองสภา ซึ่งระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ คือ “สภาแห่งชาติ” ที่พรรคฝ่ายขวามีเสียงข้างมากมาตั้งแต่ปี 2015 และ “สภาผู้แทนประชาชน” ซึ่งพรรค PSUV ของ มาดูโร มีเสียงข้างมาก สองสภานี้กำลังแย่งอำนาจกัน

ปัญหาของประชาชนส่วนใหญ่ในเวเนสเวลาคือ กระบวนการปฏิรูป “บอลลิวา” ของอดีตประธานาธิบดี ฮูโก ชาเวส ที่ ชาเวส พยายามอ้างว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมนิยม เป็นแค่การปฏิรูปเพื่อทำให้ชีวิตคนจนดีขึ้น โดยไม่แตะอำนาจของกลุ่มทุนใหญ่หรือเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจจากระบบทุนนิยมแต่อย่างใด การปฏิรูป “จากบนลงล่าง” แบบนี้ล้มเหลวเพราะไม่ได้ทำลายระบบเดิม และเพราะพึ่งพาการส่งออกน้ำมันในตลาดโลก ซึ่งไม่ต่างจากปัญหาในประเทศ บราซิล เลย [ดู https://bit.ly/2sU4mh1 ]

chavez_legacy.jpg_1718483346

ถ้าประชาชนคนจนและกรรมาชีพในเวเนสเวลา จะกู้สถานการณ์กลับมา เพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ จะต้องมีการเคลื่อนไหวของขบวนการมวลชนรากหญ้าในรูปบบที่เคยเกิดในปีก่อนๆ ที่ผ่านมา เช่นการลุกฮือของประชาชนจำนวนมากที่ล้มรัฐประหารของฝ่ายขวาในปี 2002 การเคลื่อนไหวของกรรมาชีพเป็นล้านเพื่อต่อต้านความพยายามของนายทุนที่จะทำลายเศรษฐกิจน้ำมันระหว่างปี2002และ2003 การปลุกระดมการมีส่วนร่วมและการเคลื่อนไหวของคนธรรมดาในการสร้างและบริหาร “องค์กรแก้ไขปัญหาความยากจน” Las Misiones ซึ่งเข้ามาบริการคนจนในเรื่อง อาหารราคาถูก ระบบสาธารณสุข ที่อยู่อาศัย การปฏิรูปที่ดิน การศึกษา และปัญหาอีกมากมาย ซึ่งเกิดขึ้นในช่วง หลัง2003 สมัยที่ ชาเวส ยังมีชีวิตอยู่

TOPSHOTS-VENEZUELA-ELECTION-CAMPAGIN-MADURO

แต่ถ้าการเคลื่อนไหวของคนชั้นล่างจะสำเร็จ จะต้องปฏิเสธวัฒนธรรมการควบคุมพลังมวลชน ที่ชาเวสเริ่มใช้ผ่านพรรคสังคมนิยม PSUV และจะต้องไม่หวังพึ่งคนอย่าง นิโคลัส มาดูโร นายทหารชั้นสูง หรือผู้นำโกงกินของ PSUV

ปัญหาของพรรคสังคมนิยมเวเนสเวลา พรรคแรงงานของบราซิล และพรรคไซรีซาในกรีซ คือพรรคปฏิรูปที่ไม่สามารถปฏิรูปอะไรที่เป็นประโยชน์กับประชาชนส่วนใหญ่ได้ เพราะไม่ยอมก้าวสู่กระบวนการปฏิวัติล้มอำนาจทุน ย่อมเปิดทางให้ฝ่ายขวากลับเข้ามาในที่สุด

 

[1] ชาเวสตั้งชื่อกระบวนการปฏิรูปสังคมของเขาตาม ซิมอน โบลิวาร์ ผู้ที่มีส่วนสำคัญในการปลดแอกลาตินอเมริกาจากการปกครองของสเปน

อ่านเพิ่ม เรื่องลาตินอเมริกา https://bit.ly/2DlwMsp  เรื่องกรีซ https://bit.ly/293hWr1

 

 

การเมืองปัจจุบันในอิหร่าน

ใจ อึ๊งภากรณ์

[เพื่อความสะดวกในการอ่าน เชิญไปอ่านที่บล็อกโดยตรง]

หลายปีหลังจากการปฏิวัติล้มกษัตริย์ชาร์ในปี 1979 และการก่อตั้งสาธารณรัฐอิสลาม การเมืองภายในประเทศอิหร่านกลายเป็นเรื่องของการแข่งขันระหว่าง “ฝ่ายปฏิรูป” กับ “ฝ่ายอนุรักษ์” ในช่วงนี้ผู้นำประเทศเป็นฝ่าย “ปฏิรูป”

พวกอนุรักษ์เป็นพวกที่อยากจะคงไว้กฏหมายศาสนาและการจำกัดสิทธิเสรีภาพ ส่วนฝ่ายปฏิรูปเป็นพวกที่อยากจะเปิดกว้างมากขึ้นและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นกับตะวันตก แต่ทั้งสองฝ่ายไม่อยากเปลี่ยนโครงสร้างของระบบปัจจุบันเท่าไร

ประธานาธิบดีคนปัจจุบันคือ รูฮานี ซึ่งมาจากฝ่ายปฏิรูป แต่ภายในระบบการเมืองของอิหร่าน มีอำนาจคู่ขนาน เพราะผู้นำทางศาสนา อาลี คาห์เมนี ซึ่งไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง จะเป็นประมุขสูงสุดและมีอำนาจพอๆ กัน ประมุขสูงสุดมักจะเอียงไปทางสายอนุรักษ์

800px-Ali_Khamenei_delivers_Nowruz_message_02

ในอดีตในช่วงการเลือกตั้งปี 2009 มีการออกมาประท้วงชัยชนะของ อะห์มะดีเนจาด นักการเมืองสายอนุรักษ์ เพราะคนจำนวนมากมองว่ามีการโกงการเลือกตั้ง ดังนั้นคำขวัญสำคัญของการประท้วงครั้งนั้นคือ “คะแนนเสียงฉันหายไปไหน?” ขบวนการประท้วงที่เกิดขึ้นมีฐานในหมู่ชนชั้นกลางเป็นหลักและใช้สัญญลักษณ์สีเขียว

iranwomengreen

เมื่อต้นปีนี้ เกือบสิบปีหลังจากการประท้วงสีเขียว เกิดการประท้วงภายในประเทศอีก คราวนี้เรืองปากท้องมีความสำคัญ ประเด็นปากท้องเกี่ยวกับการขาดแคลนน้ำ และปัญหาทางเศรษฐกิจที่ทำให้ประชาชนเดือดร้อน แต่มันพัฒนาไปสู่เรื่องการเมืองอย่างรวดเร็ว

Iran Protest

เมื่อประธานาธิบดี รูฮานี ชนะการเลือกตั้งสมัยที่สองเมื่อปีที่แล้ว คนจำนวนมากหวังว่าการเจรจาและการเซ็นสัญญาระหว่างอิหร่านกับประเทศตะวันตกในเรื่องโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ที่นำไปสู่การยกเลิกการคว่ำบาตรโดยหลายประเทศ จะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น แต่มันไม่ได้เป็นไปตามคาด เบื้องหลังความไม่พอใจครั้งนี้คือการสะสมความเดือดร้อนจากนโยบายเสรีนิยมของรัฐบาลทุกชุดที่สร้างความเหลื่อมล้ำ ปัจจุบันเราเห็นคนไร้บ้านที่ต้องไปนอนในป่าช้าในขณะที่เศรษฐีสร้างบ้านเหมือนวัง 30%ของเยาวชนตกงาน และ ประชาชน10 ล้านคนอาศัยอยู่ในสลัม

นอกจากนี้นายทุนน้อยในตลาด ซึ่งเคยเป็นฐานเสียงสำคัญของชนชั้นปกครองอิหร่าน ก็ออกมาแสดงความไม่พอใจ เพราะเสียผลประโยชน์จากการขยายตัวของพวกห่างใหญ่ๆ ซึ่งเป็นผลจากนโยบายเสรีนิยมกลไกตลาดเช่นกัน

People protest in Tehran

การประท้วงรอบนี้ก้าวหน้ากว่าประท้วงของชั้นกลางในขบวนการสีเขียว เพราะคราวนี้คนจนและชนชั่นกลางระดับล่าง เรียกร้องให้ “เปลี่ยนระบบ” วัยรุ่นตกงานมีบทบาทสูงในการประท้วง ซึ่งทำให้เรานึกถึงการประท้วงที่อียิปต์และที่อื่นในปี 2010 การประท้วงครั้งนี้มีข้อเรียกร้องสุดขั้ว จนแม้แต่นักการเมืองแนวปฏิรูปก็ลังเลใจที่จะสนับสนุน

อย่างไรก็ตามคนงานไม่ค่อยมาร่วมประท้วงครั้งนี้อย่างเป็นระบบ แต่ก่อนหน้านี้มีการนัดหยุดงานจำนวนมาก ซึ่งสามารถสร้างกระแสใน 3ปีที่ผ่านมา เช่นการนัดหยุดงานของครู คนงานโรงเหล็ก และคนขับรถบรรทุก

ในขณะที่รัฐบาลเผชิญหน้ากับปัญหาภายในแบบนี้ ปัญหาต่างประเทศก็เพิ่มขึ้น เพราะอิทธิพลของอิหร่านในตะวันออกกลางขยายตัวหลังจากสหรัฐทำลายประเทศอิรัก ดังนั้นอิหร่านจึงสร้างศัตรูในรูปแบบประเทศอิสราเอล ซาอุ และสหรัฐ

สหรัฐกีดกันการขายน้ำมันของอิหร่าน และเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรโดยการฉีกทิ้งข้อตกลงนิวเคลียร์ ทุนอิหร่านกำลังไหลออกนอกประเทศ และสำหรับประชาชนธรรมดายารักษาโรคก็แพงขึ้นมหาศาล

คนรวยที่เป็นนักการเมืองหรือพรรคพวกของนักการเมือง ทั้งสายอนุรักษ์และปฏิรูป ก็แห่กันไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ และการคอร์รับชั่นก็เพิ่มขึ้น มันสร้างวิกฤตความชอบธรรมทางการเมืองให้กับรัฐ และเพิ่มความขัดแย้งระหว่างพวกที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งกับนักการเมืองเลือกตั้งอีกด้วย ทั้งหมดนี้ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างประชาชนกับสายการเมืองทั้งสองซีก ประชาชนรู้สึกผิดหวัง

วิกฤตในลัทธิการเมืองที่เคยอ้างว่าการใช้แนวอิสลามแตกต่างจากทุนนิยม ทำให้มีกระแสที่มองว่าควรแยกศาสนาออกจากการเมืองและรัฐ ทั้งๆที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้ต้านศาสนา ประมาณ 50%  ของประชาชนมองว่าสตรีควรมีสิทธิที่จะใส่ฮิญาบหรือไม่ ซึ่งปัจจุบันผู้หญิงถูกบังคับให้ใส่เวลาออกจากบ้าน

_96128906_72ab3dca-cb35-49e8-a64c-57fd94a6174e

แต่ความก้าวร้าวของรัฐบาลสหรัฐภายใต้ ทรัมป์ ในการปลุกกระแสสงคราม สร้างปัญหาให้กับคนอิหร่านที่อยากจะสู้กับรัฐ เพราะฝ่ายอนุรักษ์สามารถอ้างได้ว่าทุกคนควรสามัคคีภายใต้ภัยสงครามจักรวรรดินิยม

เราคงต้องติดตามข่าวจากอิหร่านต่อไป….

ทรัมป์ พบ คิม กับทฤษฏีจักรวรรดินิยมของเลนิน

ใจ อึ๊งภากรณ์

 

การประชุมระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กับ คิม จอง-อึน จากเกาหลีเหนือ คงลดความเครียดสำหรับคนจำนวนมากในโลก โดยเฉพาะในเกาหลีใต้กับญี่ปุ่น เพราะก่อนหน้านี้ดูเหมือนภัยจากสงครามนิวเคลียร์จะกลับมาเป็นเรื่องจริงอีกครั้งตั้งแต่การสิ้นสุดของสงครามเย็น

เราจะเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างสหรัฐกับเกาหลีเหนือได้อย่างไร? เพราะมันไม่ใช่เรื่องความขัดแย้งระหว่าง “โลกเสรี” กับ “คอมมิวนิสต์” อย่างที่นักวิเคราะห์ปัญญาอ่อนคิดเลย

LENIN Imperialism the Highest Stage of Capitalism_250

     ทฤษฏีจักรวรรดินิยมของเลนิน มีความสำคัญทุกวันนี้ในการทำความเข้าใจกับภัยสงคราม ทั้งๆ ที่มหาอำนาจเลิกใช้การล่าอาณานิคมในการกดขี่ประชากรโลกในรูปแบบเดิม เพราะทุกวันนี้ยังมีการแข่งขันทางเศรษฐกิจที่ออกมาในรูปแบบการแข่งขันทางทหาร ทฤษฏีจักรวรรดินิยมของเลนิน เน้นว่าการแข่งขันทางเศรษฐกิจแยกไม่ออกจากการแข่งขันทางทหารเสมอ

180609141740-01-merkel-trump-g7-0609-exlarge-169

     ทุกวันนี้ในด้านเศรษฐกิจ สหรัฐอเมริกาซึ่งเคยเป็นมหาอำนาจที่เข้มแข็งที่สุด เริ่มอ่อนแอเมื่อเทียบกับจีน หรือประเทศอื่นๆ ในโลกพัฒนา เช่นญี่ปุ่น หรือกลุ่มประเทศในอียู สหรัฐจึงจงใจใช้อำนาจทางทหารในการรักษาตำแหน่งในโลก สงครามในอ่าว สงครามอิรัก การแทรกแซงในซิเรีย ฯลฯ ล้วนแต่เกิดขึ้นเพราะสาเหตุนี้ และปัจจุบันความก้าวร้าวของประธานาธิบดีทรัมป์ในเรื่องเกาหลีเหนือ ก็เกี่ยวข้องกับการแข่งขันระหว่างสหรัฐกับจีน [ดู https://bit.ly/2MhgYY2 ]ยิ่งกว่านั้น การที่โลกไม่ได้แยกเป็นสองฝ่ายตามมหาอำนาจหลัก อเมริกา กับ รัสเซีย อย่างที่เคยเป็นในยุคสงครามเย็น แปลว่าประเทศขนาดกลางมีพื้นที่ในการเบ่งอำนาจ เช่นในตะวันออกกลางเป็นต้น มันทำให้โลกเราในยุคนี้ขาดเสถียรภาพและเต็มไปด้วยภัยสงคราม “สงคราม” ทางเศรษฐกิจกับการค้าระหว่างสหรัฐกับ อียู คานาดา และจีน เป็นส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์นี้ ในกรณีสหรัฐกับเกาหลีเหนือมันเป็นภัยสงครามนิวเคลียร์อีกด้วย

คิม จอง-อึน เป็นผู้นำเผด็จกการที่ขึ้นมาดำรงตำแหน่งผ่านสายเลือด คิม อิล-ซ็อง ผู้นำคนแรกของเกาหลีเหนือ ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้นำโดยสตาลินเมื่อกองทัพรัสเซียเข้ามายึดทางเหนือของเกาหลีในช่วงปลายๆ ของสงครามโลกครั้งที่สอง เกาหลีเหนือจึงกลายเป็นรัฐเผด็จการในรูปแบบที่สตาลินใช้ปกครองรัสเซีย ระบบนี้ไม่ใช่ “สังคมนิยม” หรือ “คอมมิวนิสต์” ตามแนวคิดของมาร์คซ์หรือเลนินแต่อย่างใด เพราะชนชั้นกรรมาชีพไม่ได้ปกครองตนเอง แต่กลับกลายเป็นผู้ถูกขูดรีดกดขี่ และการสถาปนารัฐมาจากกองทัพรัสเซีย ไม่ใช่การปฏิวัติของกรรมาชีพ ดังนั้นเราต้องเข้าใจว่าระบบเศรษฐกิจการเมืองของเกาหลีใต้คือ “ทุนนิยมโดยรัฐ” ที่รัฐกลายเป็นกลุ่มทุนผูกขาดแทนที่จะมีกลุ่มทุนเอกชน นอกจากนี้ คิม อิล-ซ็อง ได้เสนอแนวทาง “เศรษฐกิจพึ่งตนเอง” (จูเช) อีกด้วย

ในระยะแรกทุนนิยมโดยรัฐประสบความสำเร็จในการพัฒนาประเทศ โดยที่เกาหลีเหนือพัฒนาไปไกลกว่าเผด็จการทุนนิยมตลาดเสรีของเกาหลีใต้ แต่เมื่อระบบทุนนิยมโลกพัฒนาไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะในเรื่องโลกาภิวัฒน์ การพึ่งตนเองและระดมทุนภายในกลายเป็นจุดอ่อน จนเกาหลีเหนือยากจนลงเรื่อยๆ นี่คือสาเหตุที่ คิม จอง-อึน ปล่อยให้ทุนเอกชนทำการค้าขายลงทุนได้ และความอ่อนแอของเกาหลีเหนือ เป็นสาเหตุที่รัฐบาลเร่งพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์เพื่อปกป้องตัวเองและเอาตัวรอดจากการข่มขู่จากภายนอก

สำหรับ โดนัลด์ ทรัมป์ ท่าทีก้าวร้าวที่เคยมีกับเกาหลีเหนือ ไม่เกี่ยวอะไรเลยกับการปกป้อง “โลกเสรี” เพราะท่าทีนี้ทำให้พลเมืองในเกาหลีใต้และญี่ปุ่นเสี่ยงตายจากสงครามนิวเคลียร์ และอย่าลืมว่าสองประเทศนี้เป็นประชาธิปไตย

นโยบายของสหรัฐต่อเกาหลีเหนือเป็นแค่เครื่องมืออันหนึ่งในการแข่งขันกับจีน ซึ่งเป็นการแข่งขันเพื่อช่วงชิงอิทธิพลในเอเชีย

การข่มขู่ทางทหาร และการเจรจาทางการทูต เป็นสองด้านของเหรียญเดียวกัน และในกรณีตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งแข่งขันระหว่างมหาอำนาจต่างๆ ทรัมป์ ได้ยุยงให้อิสราเอลก้าวร้าวมากขึ้นจนประชาชนในภูมิภาคเสี่ยงภัยสงครามระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลอย่างน่าใจหาย

ในปีค.ศ. 1916 หนึ่งปีก่อนการปฏิวัติรัสเซีย เลนิน ได้เขียนหนังสือสำคัญชื่อ “จักรวรรดินิยมขั้นตอนสูงสุดของทุนนิยม”

ประเด็นสำคัญในความคิดเรื่องจักรวรรดินิยมของเลนินคือ การพัฒนาของระบบทุนนิยมทำให้กลุ่มทุนต่างๆ ใหญ่ขึ้นอย่างต่อเนื่องจนกลุ่มทุนผูกขาดเหล่านั้นกับรัฐ ทำงานในทิศทางเดียวกัน รัฐใหญ่ๆ ของโลกจะใช้อำนาจทางทหารเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มทุนในประเทศของตนเอง และมีการแบ่งพื้นที่ของโลกภายใต้อำนาจของรัฐดังกล่าวในรูปแบบอาณานิคม และที่สำคัญคือการแข่งขันระหว่างกลุ่มทุนต่างๆ และรัฐที่จับมือกับกลุ่มทุน นำไปสู่ความขัดแย้งซึ่งในที่สุดระเบิดออกมาในรูปแบบสงคราม

ความคิดกระแสหลักที่ยังสอนกันอยู่ในสถานศึกษาทุกวันนี้ มักจะอธิบายสงครามโลกครั้งที่หนึ่งว่าเกิดจากอุบัติเหตุทางการเมือง หรือการจับมือเป็นพันธมิตรสองขั้วของชาติต่างๆ ในยุโรป แต่นั้นเป็นเพียงการบรรยายอาการของ “จักรวรรดินิยม” เพราะต้นกำเนิดของสงครามมาจากความขัดแย้งทางเศรษฐกิจในระบบทุนนิยมโลก และสงครามดังกล่าวเป็นสงครามที่กลุ่มทุนใหญ่และรัฐกระทำเพื่อเพิ่มอำนาจของฝ่ายตนเองในการขูดรีดกรรมาชีพและปล้นทรัพยากรในประเทศอื่น แต่ในการทำสงครามมักมีการโกหกสร้างภาพว่าทุกสงครามเป็นการรบเพื่อ “เสรีภาพ” เพราะคนที่ต้องไปรบมักจะเป็นกรรมาชีพหรือเกษตรกร

ถ้าเราเข้าใจตรงนี้เราจะเข้าใจว่าทำไม เลนิน กับนักมาร์คซิสต์จะไม่สนับสนุนสงครามจักรวรรดินิยม และจะไม่มีวันคลั่งชาติ คำขวัญสำคัญของเลนินในยุคสงครามโลกครั้งที่หนึ่งคือ “เปลี่ยนสงครามจักรวรรดินิยมไปเป็นสงครามกลางเมืองระหว่างชนชั้น!”

สงครามไม่ได้เกิดจาก “นิสัยพื้นฐานของมนุษย์” มันเกิดจากการแย่งชิงผลประโยชน์ระหว่างรัฐต่างๆ ในระบบทุนนิยม สงครามต่างๆ ในประเทศซิเรียทุกวันนี้ และการแทรกแซงจากภายนอกเป็นตัวอย่างที่ดี ดังนั้นถ้าจะห้ามสงคราม เราต้องสร้างขบวนการเคลื่อนไหวที่โจมตีการจับมือกันระหว่างรัฐกับทุน และโจมตีระบบทุนนิยมโลกอีกด้วย

บางคนไปตั้งความหวังไว้กับองค์กรสหประชาชาติ เพื่อสร้างสันติภาพในโลก แต่สหประชาชาติเป็นเพียงสมาคมของรัฐต่างๆ ทั่วโลก โดยมหาอำนาจคุมองค์กรผ่านคณะมนตรีความมั่นคง รัฐเหล่านี้เป็นผู้ก่อสงครามแต่แรก ไม่ใช่ผู้ที่จะสร้างสันติภาพแต่อย่างใด

ในไทยเราต้องต่อต้านการแข่งกันสะสมอาวุธในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยโจมตีการซื้ออาวุธของรัฐไทยเป็นหลัก เราต้องต่อต้านการเกณฑ์ทหารด้วย และเราต้องคัดค้านการรักชาติ และหันมารักประชาชนแทน

นอกจากนี้เมื่อประชาชนปาตานีพยายามต่อสู้เพื่อปลดแอกตนเองจากอำนาจรัฐไทย เราต้องเข้าข้างเขาเสมอ ไม่ใช่ไปเชียร์กองทัพไทยซึ่งมีประวัติในการกดขี่ชาวปาตานีและประวัติการทำรัฐประหารเข่นฆ่าพลเมืองไทยเพื่อปล้นประชาธิปไตยอีกด้วย

อิสราเอล:รัฐไซออนนิสต์มือเปื้อนเลือด

ใจ อึ๊งภากรณ์

ทุกคนที่รักความเป็นธรรมต้องประณามอิสราเอลที่ใช้ความรุนแรงสุดขั้วในการถล่มชาวปาเลสไตน์ที่กาซา อิสราเอลใช้สไนเปอร์และกระสุนจริงฆ่าชาวปาเลสไตน์ที่ประท้วงโดยไร้อาวุธตรงจุดชายแดน คาดว่าเสียชีวิต 58 คน รวมถึงเด็กด้วย และมีผู้บาดเจ็บ 2,700 คน

32294158_10214101991536875_4303459507201114112_n

การยิงผู้ประท้วงที่ไร้อาวุธแบบนี้ ไม่ต่างจากอาชญากรรมที่คนอย่างประยุทธ์กระทำกับเสื้อแดงในไทย

และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่อิสราเอลทำลายชีวิตของชาวปาเลสไตน์ภายใต้ความคิด “ไซออนนิสต์” สุดขั้ว

แต่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาภายใต้ทรัมพ์ มีส่วนสำคัญในการก่ออาชญากรรมของอิสราเอลด้วย เพราะย้ายสถานทูตไปที่เมืองเยรูซาเล็ม ทั้งๆ ที่เมืองนี้ถูกสหประชาชาติแบ่งเป็นสองซีก คือซีกปาเลสไตน์กับซีกอิสราเอล และรัฐบาลส่วนใหญ่ทั่วโลกมองว่าไม่สมควรที่จะเป็นเมืองหลวงของอิสราเอล

32458048_10214124661383607_1280988826554073088_n
ภาพสร้างเพื่อประชดการเปิดสถานทูตสหรัฐใหม่โดยลูกสาวทรัมพ์

สหรัฐกับอิสราเอลร่วมกันก่ออาชญากรรมครั้งนี้ และสหรัฐถือหางให้อิสราเอลตลอด

น้ำมันในตะวันออกกลางเป็นสิ่งที่จักรวรรดินิยมต้องการควบคุมเป็นอย่างยิ่งในปลายศตวรรษที่ 20 และในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง อังกฤษทำข้อตกลงกับผู้ปกครองเมือง เมกกะ ชื่อ ชาริฟ ฮุเซน เพื่อยุให้กบฏต่ออาณาจักรเตอร์กี โดยที่อังกฤษสัญญาว่าเขาจะได้ครองพื้นที่อาหรับทั้งหมด รวมถึงปาเลสไตน์ด้วย แต่ในขณะเดียวกันอังกฤษสัญญากับพวก “ไซออนนิสต์” ว่าจะยกปาเลสไตน์ให้คนยิวจากยุโรป เพราะอังกฤษอยากให้ ไซออนนิสต์ เป็นตัวป่วนและสร้างอุปสรรค์กับการปลดแอกตนเองของชาวอาหรับ ทั้งนี้เพราะอังกฤษกลัวว่าชาวอาหรับจะเอาน้ำมันในพื้นที่ของตนเองมาเป็นทรัพยากรของชาติ แทนที่จะให้บริษัทต่างชาติครอบครอง

รัฐบาลอังกฤษแก้ปัญหาสำหรับตนเอง โดยการถอนตัวออกจากปาเลสไตน์ และปล่อยให้กองกำลังไซออนนิสต์ยึดพื้นที่จำนวนมาก โดยเข่นฆ่าชาวบ้านปาเลสไตน์อย่างโหดร้ายป่าเถื่อน ในที่สุดมีการสถาปนา “รัฐอิสราเอ็ล” ขึ้น เพื่อดูแลผลประโยชน์ตะวันตก โดยที่มหาอำนาจต่างๆ สนับสนุน การตั้งรัฐอิสราเอ็ลทำให้ชาวปาเลสไตน์จำนวนมากกลายเป็นผู้หลี้ภัยที่ต้องจากบ้านเกิดไป ในไม่ช้าอิสราเอ็ลกลายเป็น “สุนัขเฝ้าพื้นที่ตะวันออกกลาง” ให้ตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐ แต่สถานการณ์นี้ไม่ได้สร้างความสงบแต่อย่างใด

สิ่งที่เราควรเข้าใจแต่แรกคือนี่ไม่ใช่การกระทำของ “คนยิว” ทุกคน เราควรรู้อีกว่าคนยิวส่วนใหญ่ในโลกไม่ได้อาศัยอยู่ในประเทศอิสราเอ็ล หรือสนับสนุนการกระทำของรัฐอิสราเอ็ลแต่อย่างใด ในยุคนี้ยิวส่วนใหญ่ในโลกไม่เห็นด้วยกับความโหดร้ายของอิสราเอ็ล

ไซออนนิสต์” แนวคลั่งชาติปฏิกิริยาสุดขั้ว

ก่อนสงครามโลกครั้งที่สองและการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ชาวยิวโดยพวกนาซีในเยอรมัน ซึ่งทำให้ชาวยิวกว่า 6 ล้านคนถูกเข่นฆ่าอย่างโหดร้ายป่าเถื่อน แนวคิดคลั่งเชื้อชาติแบบ ไซออนนิสต์ ไม่ค่อยเป็นที่นิยมในแวดวงชาวยิวนัก กระแสหลักในหมู่คนยิวยุโรปคือแนวสังคมนิยมและแนวมาร์คซิสต์ เพราะทั้ง มาร์คซ์ ตรอทสกี และโรซา ลัคแซมเบอร์ค ล้วนแต่เป็นยิว และพรรคการเมืองฝ่ายซ้ายของยิวก็แพร่หลายไปทั่ว สายมาร์คซิสต์มองว่าชาวยิวถูกรังแกในยุโรปในลักษณะแพะรับบาปของชนชั้นนายทุนที่ต้องการเบี่ยงเบนการต่อสู้ทางชนชั้น เหมือนกับที่รัฐบาลไทยสร้างพี่น้องคนพม่าขึ้นมาเป็นแพะรับบาปในไทย ดังนั้นทางออกในการปกป้องยิวและทางออกเพื่อปลดแอกผู้ถูกกดขี่ขูดรีดทั้งหลายเป็นทางออกเดียวกัน คือกรรมาชีพทุกเชื้อชาติต้องสามัคคีต่อสู้กับนายทุนทุกเชื้อชาติ

ยิวสาย ไซออนนิสต์ คือพวกฝ่ายขวาชาตินิยมจัด พวกนี้ต่อต้านการต่อสู้ทางชนชั้นของกรรมาชีพ และมองว่ายิวอยู่กับคนอื่นอย่างสันติไม่ได้เพราะเขาเชื่อว่าเชื้อชาติที่ต่างกันย่อมฆ่ากันหรือขัดแย้งกันเสมอ ดังนั้นเขาเสนอว่าวิธีการปกป้องชาวยิวคือต้องสร้างชาติ “บริสุทธิ์” ของตนเองขึ้นมา สิ่งที่น่าเสียดายอย่างยิ่งคือความพ่ายแพ้ของฝ่ายซ้ายและกรรมาชีพในเยอรมัน นำไปสู่ชัยชนะของนาซีในยุค ฮิตเลอร์ และการสังหารชาวยิวถึง 6 ล้านคน เหตุการณ์นี้มีผลในการหนุนกระแสฝ่ายขวา “ไซออนนิสต์” แทนแนวมาร์คซิสต์ จนมีการก่อตั้งประเทศอิสราเอ็ลหลังสงครามโลก ปัญหาสำคัญคือ รัฐอิสราเอ็ลถูกสร้างขึ้นบนพื้นที่ที่มีคนอื่นอาศัยอยู่ คือพื้นที่ที่ชาวปาเลสไตน์และชาวยิวอาศัยร่วมกัน ดังนั้นรัฐเชื้อชาติเดียวที่ถูกสร้างขึ้นต้องอาศัยการขับไล่ชาวปาเลสไตน์ออกจากบ้านเกิด

เราควรสมานฉันท์กับชาวปาเลสไตน์

การต่อสู้อันยาวนานของชาวปาเลสไตน์เป็นการต่อสู้ที่ควรให้กำลังใจกับผู้ถูกกดขี่ทุกคนทั่วโลก เพราะเป็นการต่อสู้ที่ไม่เคยยอมแพ้ทั้งๆ ที่เผชิญหน้ากับกำลังอาวุธของอิสราเอ็ลที่เหนือกว่าเสมอ และอิสราเอ็ลได้รับการหนุนหลังโดยจักรสรรดินิยมอเมริกา เราทุกคนควรจะสนับสนุนชาวปาเลสไตน์อย่างเต็มที่ เพราะในรอบ 70 กว่าปีที่ผ่านมาอำนาจจักรวรรดินิยมตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ อังกฤษ หรือฝรั่งเศส ได้อาศัยสมุนรับใช้ในตะวันออกกลางในรูปแบบประเทศอิสราเอ็ล เพื่อสร้างความปั่นป่วนในหมู่ชาวอาหรับ จักรวรรดินิยมจะได้ควบคุมแหล่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดในโลกเพื่อประโยชน์ของกลุ่มทุนใหญ่

จักรวรรดินิยมกับความขัดแย้งในทะเลจีนใต้

ใจ อึ๊งภากรณ์

ทุกวันนี้เราเห็นความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ระหว่างจีน สหรัฐ ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น และเวียดนาม โดยล่าสุด ศาลอนุญาโตตุลาการถาวรที่กรุงเฮก ตัดสินว่าจีนไม่มีสิทธิ์เหนือหมู่เกาะและปะการังในทะเลจีนใต้ อย่างไรก็ตามรัฐบาลจีนปัดคำตัดสินนี้ทิ้ง และเดินหน้าต่อไปที่จะอ้างสิทธิเหนือพื้นที่เกือบทั้งหมดในทะเลจีนใต้

จีนพยายามเพิ่มความน่าเชื่อถือของการอ้างสิทธิ์นี้ โดยการสร้างเกาะประดิษฐ์ขึ้นมาบนปะการังเพื่อเป็นฐานทัพให้ทหารจีน

ถ้าเราจะเข้าใจว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นในพื้นที่นี้ เราต้องศึกษาสิ่งที่นักมาร์คซิสต์ตั้งแต่สมัยเลนินเรียกว่า “จักรวรรดินิยม”

อเล็กซ์ คาลินิคอส นักมาร์คซิสต์ชาวอังกฤษ อธิบายว่าจักรวรรดินิยมไม่ใช่การกระทำของประเทศมหาอำนาจประเทศเดียว แต่จักรวรรดินิยมเป็น “ระบบ” การแข่งขันระหว่างรัฐต่างๆ ที่มีอำนาจแตกต่างกัน การทีระบบทุนนิยมมีลักษณะการพัฒนาต่างระดับเสมอ ทำให้ศูนย์กลางของอำนาจทางเศรษฐกิจ ซึ่งเชื่อมโยงกับอำนาจทางทหาร และอำนาจในเชิงจักรวรรดินิยม มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาอย่างต่อเนื่อง มันไม่ใช่เรื่องคงที่แต่อย่างใด

ในอดีต อันโตนิโอ เนกรี กับ ไมเคิล ฮาร์ท เคยเสนอในหนังสือ Empire ว่ายุคการแข่งขันระหว่างจักรวรรดินิยมสิ้นสุดลงหลังสงครามเย็น เนกรี เป็นคนหนึ่งที่สนับสนุนสหภาพยุโรป (อียู) เพราะเชื่อว่าจะลดความขัดแย้งได้ แต่การก่อตั้งสหภาพยุโรปเป็นโครงการที่สหรัฐผลักดันแต่แรกเพื่อให้มีกลุ่มก้อนรัฐในยุโรปตะวันตกที่จะคานรัสเซีย ทุกวันนี้สหรัฐตกใจและเสียใจที่ประชาชนอังกฤษลงคะแนนเพื่อออกจากอียู การมีอียูไม่ได้ลดสงครามในโลกแต่อย่างใดเพราะอียูมีบทบาทในการทำสงครามในตะวันออกกลาง ในอัฟริกา ในยูเครน และในอดีตยูโกสลาเวีย และนอกจากนี้สหรัฐพยายามใช้อียูในการเพิ่มอิทธิพลของตนเองในโลกอีกด้วย

ถ้าจะเข้าใจสถานการณ์ในทะเลจีนตอนใต้ เราจะเห็นว่ารากฐานความขัดแย้งมาจากการที่ทุนนิยมจีนพัฒนาอย่างรวดเร็ว จนจีนกลายเป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองของโลก และแซงหน้าญี่ปุ่น ในขณะเดียวกันสหรัฐ ซึ่งเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกทางทหารและเศรษฐกิจ เริ่มถอยหลังและประสบปัญหาทั้งทางทหารและทางเศรษฐกิจ

สหรัฐแพ้สงครามในอิรักกับอัฟกานิสถาน เพราะไม่สามารถครอบครองและรักษาอิทธิพลระยะยาวในทั้งสองประเทศ อหร่าน อดีตศัตรูของสหรัฐ มีการเพิ่มอิทธิพลในพื้นที่ และในหลายประเทศของตะวันออกกลางมีสงครามต่อเนื่องขณะที่องค์กรอย่าง “ไอซิล” ก็เพิ่มบทบาท

เศรษฐกิจสหรัฐได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกปี 2008 อย่างหนัก และการขยายตัวของเศรษฐกิจตอนนี้ล้าช้า ญี่ปุ่นยิ่งมีปัญหาหนักกว่าสหรัฐอีก

ในอดีตสหรัฐจะพยายามคุมอิทธิพลในมหาสมุทรแปซิฟิกและทะเลจีน ด้วยกองทัพเรือที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ชนชั้นปกครองจีนมองว่าจีนต้องสร้างกองทัพเรือและฐานทัพในทะเลจีน เพื่อปกป้องเส้นทางการค้าขายทางทะเลที่มีความสำคัญกับจีน การขยายตัวทางทหารของจีนในทะเลจีนจึงทำให้เกิดความขัดแย้งกับสหรัฐและหลายประเทศรอบข้าง มีการสร้างแนวร่วมทางการทูตและทหารใหม่ขึ้นมา จีนจับมือกับรัสเซียอีกครั้ง สหรัฐจับมือกับเวียดนามและขยายบทบาททางทหารในญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์ มันเป็นสถานการณ์ที่อันตรายเพราะถ้าเกิดการปะทะกันระหว่างสองประเทศใด ประเทศอื่นๆ จะถูกลากเข้ามาในความขัดแย้ง และในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจโลกมีปัญหา รวมถึงเศรษฐกิจจีน การแข่งขันระหว่างรัฐต่างๆก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้น

ตอนนี้รัฐบาลสหรัฐพยายามลดบทบาทลงในตะวันออกกลาง เพื่อไปเน้นเอเชียตะวันออก แต่ความเข้มแข็งของไอซิลสร้างอุปสรรคสำหรับโครงการนี้ สหรัฐยังต้องทุ่มเทกำลังทหารในตะวันออกกลางต่อไประดับหนึ่ง

ตะวันออกกลางเป็นแหล่งน้ำมันที่สำคัญก็จริง แต่ในปัจจุบันสหรัฐพึ่งตนเองในน้ำมันได้แล้ว เนื่องจากใช้วิธีใหม่ๆ ในการสกัดน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากพื้นที่ในสหรัฐเอง

สงครามโลกครั้งที่หนึ่งและสอง เคยเกิดจากการที่ศูนย์กลางอำนาจจักรวรรดินยมในโลกเปลี่ยนไปและ เยอรมันกับญี่ปุ่นขึ้นมาท้าทายอำนาจเก่า มันเป็นสถานการณ์ที่ไร้เสถียรภาพ มันมีลักษณะคล้ายสถานการณ์ในเอเชียตะวันออกทุกวันนี้ในหลายแง่

การที่ โดนัลด์ ทรัมพ์ ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ คงจะไม่เปลี่ยนนโยบายสหรัฐในเอเชียตะวันออกเท่าไร เพียงแต่ว่า ทรัมพ์ อยากให้ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ร่วมจ่ายค่าการรักษากองทัพสหรัฐในพื้นที่เท่านั้น

ตราบใดที่มีระบบทุนนิยม เราจะมีภัยสงครามที่เกิดจากการแข่งขันระหว่างรัฐที่จับมือกับกลุ่มทุน อเล็กซ์ คาลินิคอส อธิบายว่าเราไม่สามารถเลือกข้างได้ในการแข่งขันดังกล่าว อย่าหลงคิดว่ามันเป็นความขัดแย้งทางลัทธิหรืออุดมการณ์ทางการเมือง อย่างที่ผู้นำพยายามโกหกเราเสมอ เขาโกหกแบบนี้เพื่อชักชวนให้เราสนับสนุนเขาในการทำสงครามเท่านั้น ในความจริงมันเป็นแค่การแข่งขันกันเพื่อผลประโยชน์ของชนชั้นนายทุน

การเมืองระหว่างประเทศในโลก ทั้งในปัจจุบันและในอดีต เป็นแค่ “โต๊ะกินข้าวของหมาป่า” เท่านั้น ดังนั้นเราต้องต้านสงครามและระบบขูดรีด และต้องทำแนวร่วมสากลกับประชาชนชั้นล่างทั่วโลก

[อ่านเพิ่มเรื่องการซื้อเรือดำน้ำของเผด็จการไทย http://bit.ly/2ajjUB5  และปัญหาเศรษฐกิจจีน http://bit.ly/2aEARbG ]

ใครได้ประโยชน์จากความปั่นป่วนในตะวันออกกลาง?

ใจ อึ๊งภากรณ์

ทุกวันนี้เราเห็นสภาพสงครามและความปั่นป่วนทั่วตะวันออกกลาง ประเทศซิเรียกลายเป็นสมรภูมิของการแทรกแซงโดยสหรัฐ อังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย ตุรกี อิหร่าน ซาอุ และรัฐเผด็จการต่างๆ ในอ่าวเปอร์เชียร์ แต่ละประเทศมีข้ออ้างต่างๆ นาๆ ส่วนใหญ่อ้างว่าต่อต้านการก่อการร้ายของไอซิล แต่นั้นไม่ใช่วัตถุประสงค์หลัก เพราะวัตถุประสงค์แท้คือการยืนยัน “สิทธิ” ที่จะกำหนดอนาคตของตะวันออกกลาง อย่างที่ทำกันมาร้อยกว่าปี

อิรักกลายเป็นแหล่งสู้รบระหว่างไอซิลกับรัฐบาลที่มีตะวันตกและอิหร่านหนุนหลัง เยเมนกลายเป็นแหล่งสงครามที่ประเทศซาอุดิอาเรเบียเข้าไปแทรกแซง ลิบเบียแตกเป็นส่วนๆ หลังการทำสงครามล้มกาดาฟี้

ถ้าพิจารณาว่าประเทศภายนอกสนับสนุนข้างใด ในหลากหลายสงครามที่กำลังเกิดขึ้น เราจะเห็นว่าบ่อยครั้ง “ศัตรู” หรือ “คู่แข่ง” จะจับมือกันบ้าง และปะทะกันบ้าง ตัวอย่างเช่น รัสเซีย สหรัฐ อังกฤษ ฝรั่งเศส และอิหร่าน อยู่ข้างเดียวกันในการอ้างว่าต่อต้านไอซิล แต่ขัดแย้งกันเวลาพิจารณาจุดยืนต่อรัฐบาลซิเรียเป็นต้น

ความวุ่นวายแบบนี้เข้าใจได้ ถ้าเราเข้าใจว่า “จักรวรรดินิยม” คือ “ระบบ” มันเป็นระบบการแข่งขันในระดับต่างๆ ระหว่างรัฐที่มีอำนาจแตกต่างกันในเวทีทุนนิยมโลก ดังนั้นจักรวรรดินิยมไม่ใช่แค่ประเทศเดียวหรือสองประเทศอย่างสหรัฐหรือรัสเซีย จักรวรรดินิยมคือการแข่งกัน การฉวยโอกาส และการแทรกแซงในพื้นที่ต่างๆ โดยรัฐต่างๆ ทั้งทางทหารและทางการทูต และทั้งๆ ที่แต่ละรัฐมักจะมีข้ออ้างเพื่อหลอกลวงประชาชนของตนให้ดูเหมือนมีความชอบธรรมกับสิ่งที่ชนชั้นปกครองทำ แต่มันมีต้นเหตุเดียวที่นำไปสู่การแทรกแซงดังกล่าว คือผลประโยชน์ของชนชั้นปกครองและกลุ่มทุน

นักเขียนบางคนอย่าง เนโอมี คไลน์ (Naomi Klein) อาจอ้างว่าสหรัฐจงใจสร้างความปั่นป่วนนี้ขึ้นมา เพื่อเสริมกำไรของกลุ่มทุนที่ผลิตอาวุธ แต่ถ้าเราพิจารณาอุตสาหกรรมอาวุธของสหรัฐจะพบว่ากลุ่มทุนอื่นๆ ของสหรัฐมีความสำคัญมากกว่า และบริษัทผลิตอาวุธที่ใหญ่ที่สุด บริษัทโบอิง ติดแค่อันดับ 27 ของบริษัทยักษ์ใหญ่ในสหรัฐ ในความเป็นจริงกลุ่มทุนใหญ่ของสหรัฐสร้างกำไรส่วนใหญ่ในตลาดพลเรือนทั่วโลก แต่บริษัทเหล่านี้อาศัยอำนาจของกองทัพสหรัฐเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเองในเวทีโลก

แอแลน บาดิว (Alain Badiou) นักคิดคนสำคัญของฝรั่งเศส ชี้ให้เห็นว่าการขึ้นมาขององค์กรไอซิล เป็นผลของการที่สหรัฐและประเทศอื่นๆ มีส่วนในการทำลายโครงสร้างรัฐในประเทศอิรักและซิเรีย ซึ่งก่อให้เกิด “โซน” ของการไร้อำนาจรัฐในบางภูมิภาค และช่องว่างทางอำนาจที่เกิดขึ้นนี้นำไปสู่โอกาสของไอซิลที่จะ “หากิน” ผ่านการใช้อำนาจและการปล้นขโมยทรัพยากร

นักคิดคนอื่นพูดถึงการที่บางส่วนของโลก ถูกกีดกันออกจากระบบหลักของทุนนิยมโลก เพราะประเทศเหล่านี้ไม่มีความสำคัญต่อระบบ ไมเคิล แมน (Michael Mann) เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “จักรวรรดินิยมเขี่ยออก” ที่ไม่ยอมรับประเทศยากจน และทำให้รัฐเหล่านี้เป็นรัฐชายขอบของระบบทุนนิยม

แต่ประเด็นสำคัญคือ การแทรกแซงของสหรัฐและประเทศจักรวรรดินิยมอื่นๆ เป็นการจงใจแทรกแซงตามแผนที่กำนหดไว้เพื่อสร้างผลประโยชน์ หรือเป็นการกระทำเฉพาะหน้า เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า คือมันเป็นการ “มั่ว” ไปเรื่อยๆ โดยที่ได้ผลในทิศทางที่ไม่ตั้งใจหรือไม่?

ตรงนี้เราจะเริ่มเห็นว่ามหาอำนาจอย่างสหรัฐมีขีดจำกัดมหาศาลในการกำหนดสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพราะผลจากการแทรกแซงของสหรัฐและประเทศตะวันตกในตะวันออกกลางกลับท้าทายและสร้างปัญหาให้กับสหรัฐและประเทศตะวันตกเอง สิ่งนี้เกิดขึ้นทั้งๆ ที่ตะวันตกแทรกแซงในตะวันออกกลางเพื่อหวังสร้างเสถียรภาพที่เป็นประโยชน์กับชนชั้นปกครองตะวันตก สิ่งที่เกิดจริงกลายเป็นสิ่งตรงข้าม คือกลายเป็นการฝันร้าย

การบุกอิรักและในที่สุดการแพ้สงครามจนต้องถอนตัวออก ทั้งๆ ที่ล้ม ซะดัม ฮุเซน ได้นั้น นำไปสู่สภาพไร้รัฐที่เป็นโอกาสให้ไอซิล และนำไปสู่การที่สหรัฐต้องหันมาพึ่งและจับมือกับอดีตศัตรูอย่างอิหร่าน การพยายามแทรกแซงการลุกฮือ “อาหรับสปริง” เพื่อสกัดกั้นไม่ให้เกิดการทำลายผลประโยชน์มหาอำนาจ นำไปสู่สภาพสงครามกลางเมืองในซิเรียและลิบเบีย ซึ่งเปิดช่องให้ไอซิลเติบโต และสภาพสงครามในซิเรียทำให้เกิดวิกฤตแห่งการลี้ภัย ซึ่งเริ่มทำลายเสถียรภาพของประเทศต่างๆ ในสหภาพยุโรป อย่าลืมว่าสหภาพยุโรปไม่ใช่ส่วนชายขอบของระบบทุนนิยมแต่อย่างใด

ถ้าเรากลับมาพยายามตอบคำถามที่ตั้งขึ้นในหัวข้อบทความนี้ เราจะเห็นว่าไม่มีใครได้ประโยชน์จากความปั่นป่วนในตะวันออกกลางเลย โดยเฉพาะประชาชนธรรมดาที่ต้องล้มตาย อดอยาก และลี้ภัย แต่แม้แต่มหาอำนาจเองก็ไม่ได้ประโยชน์จากสภาพเช่นนี้ที่เกิดมาจากการแทรกแซงของเขาโดยตรง สรุปแล้วในนโยบายระหว่างประเทศของประเทศมหาอำนาจต่างๆ เราจะเห็นการกระทำเฉพาะหน้า หรือการมั่วไปเรื่อยๆ เพื่อหวังสร้างผลประโยชน์ให้ตนเอง โดยไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ระยะยาวได้เลย

[บทความนี้อาศัยข้อมูลจากบทความของ Alex Callinicos “Resisting the long war” http://isj.org.uk/resisting-the-long-war/ ]

“ไอซิล” กำเนิดขึ้นอย่างไร?

ใจ อึ๊งภากรณ์

“ไอซิล” หรือ “ไอซิส” เป็นชื่อตัวย่อจากองค์กรที่เรียกตัวเองว่า “รัฐอิสลามในอิรักและเลอร์วานท์” ซึ่งเป็นกองกำลังของพวกนักรบ “ญิฮาด” อิสลามหัวรุนแรง และองค์กรนี้เป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ก่อการร้ายที่ปารีสเมื่อกลางเดือนพฤศจิกายน

ถ้าเราจะเข้าใจว่า ไอซิล เกิดขึ้นอย่างไร เราต้องเข้าใจผลของการทำสงครามของสหรัฐและอังกฤษที่บุกยึดอิรักและล้ม ซัดดัม ฮุสเซน ในปี 2003

เมื่อมีการล้มรัฐบาลของ ซัดดัม ฮุสเซน เรียบร้อยแล้ว สหรัฐไม่เอาใจใส่ในการปกป้องฟื้นฟูสังคมอิรักแต่อย่างใด และเมื่อชาวอิรักหลายกลุ่มเริ่มต่อต้านการยึดครองของสหรัฐด้วยการลุกขึ้นจับอาวุธ สหรัฐจงใจใช้นโยบาย “แบ่งแยกและปกครอง” ซึ่งสร้างความขัดแย้ง อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ระหว่างชาวอิรักนิกายชีอะห์ และนิกายซุนนี

กองกำลังแรกที่ลุกขึ้นสู้คือ “กองทัพเมห์ดี” ของมุกดาห์ อัล ซาดร์ ในเมืองซาดร์ ซึ่งเป็นกองกำลังของชาวชีอะห์ สหรัฐพยายามถล่ม “กองทัพเมห์ดี” แต่กำจัดไม่ได้ และที่สำคัญคือคุมสังคมอิรักไม่ไหว   ต่อมามีการลุกฮือของอดีตทหารและอดีตสมาชิกพรรคบะอัธของซัดดัม ฮุสเซน ทั้งๆ ที่ซัดดัมถูกประหารชีวิตไปแล้ว กลุ่มนี้เป็นชาวซุนนี

เพื่อทำลายฐานอำนาจเก่าของ ซัดดัม ฮุสเซน สหรัฐหนุนหลังนักการเมืองเชื่องสายชีอะห์ และปลดทุกคนออกจากตำแหน่งราชการที่เคยเป็นสมาชิกพรรคบะอัธ ซึ่งในสมัย ซัดดัม ข้าราชการพลเรือนและทหารต้องเป็นสมาชิกพรรค นโยบายนี้ของสหรัฐสร้างความไม่พอใจกับชาวซุนนี่ธรรมดาจำนวนมากที่ตกงานและดูเหมือนไม่มีอนาคต

สิ่งที่ซ้ำเติมปัญหาของชาวซุนี คือรัฐบาลรับใช้สหรัฐของ นูรอัล มาลาคี ในยุคนั้น ใช้นโยบายที่กีดกันและปราบปรามชาวซุนีอย่างหนัก และกองกำลังนอกระบบของชาวชีอะห์ ก็ก่ออาชญากรรมกับชาวซุนีด้วย ในไม่ช้าก็เกิดสงครามกลางเมืองระหว่างชีอะห์ กับ ซุนนี จนรัฐอิรักกลายเป็น “รัฐล้มเหลว” ที่คุมสถานการณ์ไม่ได้และบริการประชาชนไม่ได้ นี่คือสถานการณ์ “อุดมสมบูรณ์” เพื่อเพาะและสร้างองค์กรแบบ ไอซิล

ในไม่ช้าทหารระดับนายพลจากอดีตพรรคบะอัธ ซึ่งเป็นพรรคที่ไม่อิงศาสนา ก็หันไปจับมือกับกลุ่มนักรบ “ญิฮาด” เพื่อต่อต้านสหรัฐกับรัฐบาลอิรัก และเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาวซุนี แนวร่วมแปลกๆ อันนี้ มีจุดเด่นคือมีทหารที่มีประสบการณ์ในการสู้รบและการบริหารเมืองต่างๆ ร่วมกับนักรบและผู้นำศาสนาที่หัวรุนแรง ในที่สุดก็กำเนิด ไอซิล ในอิรัก

หลังการลุกฮือ “อาหรับสปริง” ก็เกิดการกบฏต่อเผด็จการของ บัชชาร อัลอะซัด ในซิเรีย ซึ่งเป็นประเทศเพื่อบ้านของอิรัก การกบฏเริ่มจากมวลชน แต่ในไม่ช้าก็เสื่อมเป็นสงครามกลางเมืองโหดร้ายที่สุดของผู้จับอาวุธ และที่แย่สุดคือจักรวรรดินิยมตะวันตก รัสเซีย และประเทศรอบข้างในตะวันออกกลางก็ต่างคนต่างเข้าไปแทรกแซง ท่ามกลางความพ่ายแพ้ของกระแส “อาหรับสปริง” ซิเรียก็เริ่มมีลักษณะของ “รัฐล้มเหลว”

ในสถานการณ์นี้ ไอซิล ยกกองกำลังจากอิรักเข้าไปแทรกแซงในซิเรีย มีการยึดแหล่งน้ำมันสำคัญ ซึ่งก่อให้เกิดรายได้สำหรับองค์กร และในอิรักก็มีการยึดอาวุธทันสมัยจากกองทัพอิรักที่หมดสภาพในการต่อสู้ เป้าหมายของไอซิล คือการสร้างรัฐอิสลามที่รวมซิเรีย อิรัก และส่วนอื่นๆ ของตะวันออกกลาง

การแทรกแซงของประเทศภายนอกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ ฝรั่งเศส รัสเซีย ซาอุ อิหร่าน ตูรกี และรัฐต่างๆ ในอ่าว ฯลฯ เป็นการแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมืองระหว่างประเทศอย่างเดียว หลายรัฐเป็นคู่แข่งและศัตรูกัน แต่ทุกรัฐประกาศว่าจะ “รบกับไอซิล” ทั้งๆ ที่ในความจริงมีการหนุนบ้าง รบบ้าง และที่แน่นอนคือการสร้างประโยชน์จากการมีไอซิล พร้อมกันนั้น ไอซิล เองก็ได้ประโยชน์ตรงนี้

ไอซิล เป็นองค์กรของนักรบปฏิกิริยาล้าหลังที่เพ้อฝันถึงสังคมในอดีต มันเกิดขึ้นในสถานการณ์ที่การลุกฮือปฏิวัติปลดแอกตนเองของประชาชนได้รับความพ่ายแพ้ องค์กรนี้ใช้ลัทธิป่าเถื่อนที่เน้นและเชิดชูความรุนแรงบวกกับเผด็จการของผู้ชายในแกนนำขององค์กร

การทิ้งระเบิด ไอซิล โดยสหรัฐ ฝรั่งเศส ตูรกี และ รัสเซีย จะไม่ทำลายอำนาจของปีศาจไอซิล ที่พวกนั้นมีส่วนร่วมในการให้กำเนิดแต่แรก มันจะยิ่งสร้างภาพของความ “กล้าหาญ” ให้ไอซิล เราจะต้องรณรงค์ให้มีการยุติสงคราม และเราจะต้องรอเวลานานพอสมควร ให้มวลชนและขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมฟื้นตัวเพื่อเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ และประชาธิปไตยอีกครั้ง

เหตุการณ์ก่อการร้ายที่ปารีส

เหตุการณ์ก่อการร้ายที่ปารีสเป็นเรื่องแย่ที่สุด และแน่นอนฝ่ายซ้ายและคนที่ต่อต้านลัทธิเหยียดสีผิวจะต้องทำงานในบรรยากาศที่ยากลำบากมากขึ้น พรรคFNฟาสซิสต์ของฝรั่งเศสและพวกเกลียดชังชาวมุสลิมหรือคนสีผิว จะฉวยโอกาสจากเหตุการณ์นี้เพื่อโจมตีคนมุสลิม ผู้ลี้ภัย และคนที่เดินทางเข้าประเทศจากที่อื่น ที่แย่อีกคือพวกกลุ่มนักรบจีฮัด ที่ก่อเหตุนี้ ต้องการสร้างการแบ่งแยกระหว่างคนผิวขาวยุโรปธรรมดา กับชาวมุสลิมธรรมดา ทั้งนี้เพื่อหวังดึงคนมุสลิมเข้ามาเป็นพรรคพวกมากขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เราชาวสังคมนิยมและนักเคลื่อนไหวที่ค้านการเหยียดสีผิว มีหน้าที่สำคัญในการรณรงค์ปกป้องสิทธิของผู้ลี้ภัย คนเข้าเมือง และพี่น้องชาวมุสลิมในประเทศของเรา และเราไม่ควรลืมเลยว่าการโจมตีป่าเถื่อนครั้งนี้ที่ปารีส ก็ไม่แย่ไปกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในอีรัก ซิเรีย เยเมน หรืออัฟกานิสถาน ซึ่งการพูดแบบนี้ไม่ได้ให้ความชอบธรรมกับสิ่งที่เกิดที่ปารีสเลย มันช่วยทำให้เราเข้าใจบริบทภาพกว้างท่ามกลางการประโคมข่าวของสื่อกระแสหลักที่ให้ความสำคัญกับชีวิตชาวตะวันตกมากกว่าชีวิตของคนที่อื่น อีกสิ่งหนึ่งที่เราไม่ควรลืมเลย ทั้งๆ ที่สื่อและรัฐบาลพยายามชวนให้เราลืม คือสภาพย่ำแย่นี้เป็นผลพวงจากระบบจักรวรรดินิยมที่ ปล้น กดขี่ ขูดรีด บุกรุก โจมตี ตะวันออกกลาง อัฟริกา และเอเชีย เพื่อผลประโยชน์กลุ่มทุน นี่คือความจริงที่เป็นสภาพพื้นฐานที่นำไปสู่การก่อการร้าย และนี่คือสาเหตุที่เราต้องคัดค้านจักรวรรดินิยม และต่อสู้เพื่อความสามัคคีในระดับสากลระหว่างกรรมาชีพและผู้ถูกกดขี่ทุกเชื้อชาติ

จอห์น มอลีนิว องค์กรสังคมนิยมสากล IST