Tag Archives: ชนชั้น

แนวคิดมาร์คซิสต์เรื่องการต่อสู้กับการกดขี่ทางเพศ

ใจ อึ๊งภากรณ์

 [เพื่อความสะดวกในการอ่าน เชิญไปอ่านที่บล็อกโดยตรง]

เราไม่สามารถสร้างสังคมใหม่แห่งสังคมนิยมได้ ถ้ากรรมาชีพชายและหญิงไม่สามัคคีกัน  และถ้าจะเกิดความสามัคคีดังกล่าว ทั้งชายและหญิง แต่โดยเฉพาะผู้ชาย ต้องสลัดความคิดกดขี่หรือดูถูกผู้หญิงออกจากหัว ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องความดีความชั่วของปัจเจก แต่เป็นเรื่องโครงสร้างสังคม และการต่อสู้ทางชนชั้น

 

มันไม่ใช่เรื่อง “ธรรมชาติ” ที่มนุษย์จะมากดขี่กัน แต่เป็นสิ่งที่มนุษย์บางคนสร้างขึ้นมาภายใต้เงื่อนไขสังคมชนชั้นในอดีต เพื่อประโยชน์ของชนชั้นปกครอง

 

นักมาร์คซิสต์คนสำคัญ ชื่อ เฟรดเดอริค เองเกิลส์ เป็นคนที่ริเริ่มการศึกษาปัญหาการกดขี่ทางเพศอย่างเป็นระบบ ในหนังสือ “กำเนิดครอบครัว ทรัพย์สินเอกชน และรัฐ”  เองเกิลส์ อธิบายว่าแรกเริ่มมนุษย์บุพกาลไม่มีชนชั้น ไม่มีรัฐ และไม่มีครอบครัว คือหญิงชายมีความสัมพันธ์อย่างเสรีตามรสนิยมของแต่ละคน ไม่มีคู่ถาวร ตอนนั้นมนุษย์ไม่มีครอบครัวแต่มีเผ่า และลูกที่เกิดมาจะทราบว่าใครเป็นแม่ แต่ไม่ทราบว่าใครเป็นพ่อ อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ไม่สำคัญเพราะเด็กๆ ทุกคนถือว่าเป็นลูกของชุมชน และทรัพย์สินทั้งหมดเป็นของส่วนรวม แบ่งกันอย่างเสมอภาคเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม ในยุคบุพกาลจะมีการเก็บของป่าและล่าสัตว์ สังคมไม่มีส่วนเกินหรือคลังอาหารใหญ่โต วันไหนได้อะไรก็มาแบ่งกันกิน แต่เมื่อมนุษย์รู้จักการเกษตรและเริ่มมีส่วนเกินมากขึ้น จะมีผู้ชายคนหนึ่งตั้งตัวเป็นใหญ่หรือตั้งตัวเป็น “พระ” และจ้างอันธพาลติดอาวุธมาเป็นลูกน้องของตน ประชาชนที่เหลือจะตกเป็นทาสและถูกบังคับให้ปลูกพืชเลี้ยงสัตว์เพื่อส่งส่วยให้ผู้ปกครอง คือมีการยึดการผลิตส่วนมาเป็นของหัวหน้า แต่ในขณะเดียวกัน การจัดระเบียบสังคมใหม่แบบนี้ ให้ประโยชน์กับคนธรรมดาบ้าง เพราะเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตจากสมัยบุพกาลเดิม และทำให้มีความมั่นคงมากขึ้นภายใต้การกดขี่

 

ภายใต้ระบบการปกครองทางชนชั้น ทรัพย์สินทั้งหมดของชุมชนที่เคยเป็นของส่วนรวม ถูกแบ่งเป็นทรัพย์สินส่วนตัว ซึ่งส่วนใหญ่ตกในมือของผู้ปกครอง ผู้หญิงถูกบังคับให้อยู่ในระบบครอบครัวที่ชัดเจน เพื่อให้ชายผู้เป็นเจ้าสามารถให้มรดกกับลูกตนเองเท่านั้น จะเห็นว่าเริ่มมีการสร้างระเบียบครอบครัวที่ระบุว่าหญิงต้องเลี้ยงลูกเป็นหลักในขณะที่ชายมีบทบาทสาธารณะ และชนชั้นปกครองมักกล่อมเกลาให้ทั้งชายและหญิงยอมรับว่าผู้ชายสำคัญกว่าผู้หญิง และผู้หญิงต้องไม่นอกใจผู้ชาย

 

ระเบียบครอบครัวนี้กลายเป็นส่วนสำคัญของแนวคิดหรือลัทธิกระแสหลักในสังคม

 

นี่คือที่มาของการกดขี่สตรีในสังคมชนชั้นปัจจุบัน ซึ่งเกิดพร้อมกับระบบการปกครอง กองกำลังอันธพาล และกฎระเบียบหรือกฎหมายที่ใช้รองรับการสร้างอำนาจ “รัฐ”

 

มันแปลว่าถ้าเราจะจัดการกับความไม่เท่าเทียมทางเพศ เราต้องจัดการกับสังคมชนชั้น และรัฐทุนนิยมปัจจุบัน แต่นั้นไม่ได้แปลว่าว่าเราต้องนิ่งเฉยและรอวันปฏิวัติ นักมาร์คซิสต์ต้องต่อสู้เพื่อการปฏิรูปเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันตลอด ซึ่งแปลว่าเราต้องรณรงค์เรื่องสิทธิเสรีภาพทางเพศ

 

ในสังคมทุนนิยมปัจจุบัน ชนชั้นนายทุนเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากการที่สังคมมองว่า หญิงเสมือนเท้าหลังที่มีหน้าที่หลักคือการเลี้ยงดูลูกและทำงานบ้าน เพราะหญิงจะได้เป็นผู้ผลิตแรงงานรุ่นต่อไปเพื่อป้อนเข้าโรงงานและสถานที่ทำงานอื่นๆ โดยที่นายทุนไม่ต้องลงทุนอะไรเลย นี่คือเงื่อนไขที่ผลิตซ้ำแนวคิดเกี่ยวกับ “ครอบครัวจารีต”

 

แต่ในขณะเดียวกันทุกสังคมไม่เคยหยุดนิ่ง มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ระบบทุนนิยมมีความต้องการที่จะขยายกิจการและจ้างงานเพิ่มตลอดเวลา จึงมีการดึงแรงงานหญิงออกไปทำงานนอกบ้านมากขึ้น ซึ่งมีผลทำให้หญิงเริ่มมีความอิสระและเรียกร้องสิทธิมากขึ้น นอกจากนี้ในสังคมไทยและที่อื่น ค่าจ้างของชายหนึ่งคน ถูกนายทุนกดไว้เพื่อเพิ่มกำไร  จึงย่อมไม่เพียงพอที่จะเลี้ยงครอบครัวได้

 

ผู้หญิงได้รับการศึกษามากขึ้น และมีความมั่นใจซึ่งมาจากการที่ออกไปทำงาน มีรายได้ของตนเอง และไม่ต้องพึ่งผู้ชาย เทคโนโลจีสมัยใหม่ก็ช่วยให้งานบ้านง่ายขึ้น และมีโรงเรียนในระดับต่างๆ ที่จะช่วยในการเลี้ยงดูเด็ก

1-116-752x440

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีผลในการพัฒนาความคิดของสตรีเพื่อต่อสู้กับการกดขี่ทางเพศ ดังนั้นระบบทุนนิยมได้สร้างเงื่อนไขให้สตรีออกมาสู้เพื่อปลดแอกตนเองด้วย แต่รัฐและนายจ้างพยายามปฏิเสธการรับผิดชอบในการจัดสถานที่เลี้ยงเด็กฟรี โดยใช้แนวคิด “หญิงเป็นเท้าหลัง” และ “บทบาทธรรมชาติของสตรี” พร้อมกันนั้นมักมีการเน้นหรือเสริมคุณค่าของ “ครอบครัวจารีต” เพื่อให้ชายกับหญิงสามัคคีกันยาก และเพื่อบังคับให้งานบ้าน และงานเลี้ยงลูกหรือคนชรา ตกอยู่กับผู้หญิง แทนที่จะเป็นภาระของส่วนรวม สรุปแล้วมันเป็นวิธีประหยัดค่าใช้จ่ายของรัฐนายทุน และลดภาษีที่เก็บจากกลุ่มทุน เพื่อเพิ่มกำไร

 

จะเห็นว่าทุนนิยมเป็นระบบที่ขัดแย้งในตัวเกี่ยวกับสภาพสตรี คือทั้งกดขี่และสร้างเงื่อนไขในการต่อสู้พร้อมกัน

 

ชาวมาร์คซิสต์จะต้องอาศัยการเพิ่มขึ้นของความมั่นใจในหมู่สตรี เพื่อช่วยกันผลักดันการต่อสู้ทางชนชั้น องค์กรจัดตั้งหรือพรรคสังคมนิยม จะต้องขยันต่อสู้ทางความคิดกับลัทธิศีลธรรมจารีตแบบคับแคบเสมอ เราต้องรณรงค์ให้กรรมาชีพเข้าใจลักษณะการกดขี่ทางเพศ และให้หญิงกับชายสามัคคีกัน พร้อมกันนั้นเราจะต้องต่อสู้เพื่อชัยชนะเล็กๆ น้อยๆ เช่นสิทธิในการทำแท้งเสรี สิทธิที่จะได้เงินเดือนเท่าเทียมกันระหว่างเพศ หรือสิทธิลาคลอด ฯลฯ ซึ่งแยกไม่ออกจากการต่อสู้เพื่อรัฐสวัสดิการ แต่ในระยะยาวเราต้องการสลายสถาบันครอบครัวที่กดขี่ผู้หญิง เราต้องการสลายระบบชนชั้น และเราต้องการล้มรัฐนายทุน  มนุษย์ทุกคน ไม่ว่าจะเพศใด จะได้มีเสรีภาพที่จะเลือกวิถีชีวิตตามรสนิยม มีเสรีภาพที่จะรักเพื่อนมนุษย์คนใดก็ได้ตามรสนิยม และมีเสรีภาพที่จะรักและดูแลเด็กๆ ของสังคมทุกคนอย่างอบอุ่น

 

2000px-Woman-power_emblem.svg

สองแนวคิดเรื่องสิทธิสตรี

 

ผู้รักความเป็นธรรมทุกคนต้องยอมรับว่าในสังคมนี้ สตรีด้อยโอกาสกว่าชาย ตัวอย่างเช่น ค่าจ้างโดยเฉลี่ยของหญิงมักต่ำกว่าชาย หญิงมักมีบทบาทเป็นผู้นำของสังคมน้อยกว่าชาย และสังคมมักจะมีค่านิยมที่ให้โอกาสกับชายมากกว่าหญิงในเรื่องความสัมพันธ์ทางเพศเป็นต้น

 

ในการอธิบายปัญหาของสตรีและทางออกในการแก้ปัญหาดังกล่าว เราจะพบว่ามีสองสำนักความคิดหลักคือ

  1. สำนักความคิด สตรีนิยม หรือแฟมินิสต์ (Feminist)
  2. สำนักความคิดแบบ สังคมนิยมลัทธิมาร์คซ์ หรือมาร์คซิสต์

 

สำนักความคิดสตรีนิยมจะเสนอว่าปัญหาของหญิงมาจากชาย คือผู้ชายทุกคนรวมหัวกันกดขี่หญิง ชายทุกคนไม่ว่าจะกรรมาชีพหรือนายทุนได้ประโยชน์จากการกดขี่หญิง ดังนั้นชายเป็นผู้กำหนดกฎกติกาทั้งหลายในสังคมที่เอาเปรียบผู้หญิง ชายบังคับให้หญิงอ่อนน้อมต่อตนเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำงานบ้าน การตัดสินใจ หรือการมีความสัมพันธ์ทางเพศ  ทฤษฎีนี้มีชื่อว่า “ทฤษฎีพ่อเป็นใหญ่” หรือ “ชายเป็นใหญ่” ฉนั้นทางออกของแนวนี้คือผู้หญิงจากทุกชนชั้นจะต้องสร้างแนวร่วมต่อต้านผู้ชาย คือหญิงไม่ว่าจะ ชั้นสูง ราชวงศ์ นายจ้าง หรือกรรมาชีพ ต้องสามัคคีกัน และพวกสำนักความคิดสตรีนิยมนี้มักเสนอว่าควรมีผู้บริหารที่เป็นสตรีมากขึ้น และเสนอว่าเราควรมี ส.ว. หรือ ส.ส. หญิงเพิ่มขึ้น โดยไม่คำนึงถึงแนวทางการเมืองของหญิงเหล่านั้น

 

สิ่งที่ฝ่ายสตรีนิยมเสนอ ถ้าดูแบบผิวเผินอาจมีความจริง แต่เมื่อเราพิจารณาลึกกว่านั้นจะมีข้อบกพร่อง เช่น แนวคิดนี้ไม่สามารถอธิบายว่าการกดขี่ทางเพศเริ่มเมื่อไรในประวัติศาสตร์มนุษย์ และไม่สามารถอธิบายได้ว่าชายที่เป็นกรรมาชีพจะได้อะไรจากการที่เมียของเขากินค่าแรงต่ำเป็นต้น นอกจากนี้แนวคิดสตรีนิยมจะทำให้ชายกับหญิงสามัคคีกันยากขึ้น ซึ่งแปลว่ากรรมาชีพผู้ทำงานหรือคนยากจนจะต่อสู้เพื่อปลดแอกตนเองจากการที่ถูกกดขี่ขูดรีดทางชนชั้นยาก

 

ในเมื่อฝ่ายสตรีนิยมเสนอเหมือนกับว่าการกดขี่ทางเพศเป็น “ธรรมชาติของชาย” หนทางที่จะแก้ไขคงเต็มไปด้วยอุปสรรคในทุกยุคทุกสมัย เพราะเราจะต้องฝืนธรรมชาติ แต่นักคิดแนวมาร์คซิสต์เช่น เองเกิลส์ อธิบายว่าการกดขี่ทางเพศไม่มีในสมัยบรรพกาล และเริ่มเกิดขึ้นเมื่อมีสังคมชนชั้น พูดง่ายๆ การกดขี่ทางเพศเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเอง และไม่ใช่เรื่องธรรมชาติ ดังนั้นมันถูกรื้อทิ้งได้

egypt_women

นักมาร์คซิสต์เชื่อว่ากรรมาชีพหญิงไม่ควรจับมือกับรัฐมนตรีชนชั้นนายทุนที่เป็น“ท่านผู้หญิง” และไม่ควรเลือก ส.ส. หรือ ส.ว. หญิงจากพวกนายทุน เพราะการกดขี่ทางเพศมาจากสังคมชนชั้น  ในระยะสั้นกรรมาชีพหญิงและชายต้องต่อสู้เพื่อสิทธิสตรี เช่นสิทธิในเนื้อตัวร่างกาย โดยเฉพาะสิทธิทำแท้ง เพราะการกดขี่หญิงสร้างความแตกแยกในขบวนการแรงงาน และไม่เป็นประโยชน์อะไรเลยกับกรรมาชีพชาย

 

การเน้นครอบครัวจารีตในสังคมชนชั้น เป็นที่มาของการดูหมิ่นและเลือกปฏิบัติต่อ ชายรักชาย หญิงรักหญิง และกะเทย ดังนั้นเราควรปกป้องสิทธิของคนเหล่านี้ที่จะมีความสัมพันธ์อย่างเสรีตามรสนิยมส่วนตัว ในยุคนี้ในแวดวงนักสิทธิสตรีมีการถกเถียงโต้แย้งกันว่า “กะเทย” ที่เป็นหญิงในร่างชาย ไม่ควรถูกมองว่าเป็น “หญิงแท้” การถกเถียงเรื่องนี้เพิ่มขึ้นในประเทศตะวันตก เพราะมีการเปลี่ยนกฏหมายให้พลเมืองเลือกว่าอยากเป็นเพศอะไรในเอกสารทางการและในชีวิตประจำวัน มันเกี่ยวข้องกับเรื่องการแยกห้องน้ำระหว่างเพศในสถานที่สาธารณะ และเรื่องการจำคุกว่ากะเทยควรจะอยู่ในคุกของนักโทษเพศอะไรด้วย

 

นักมาร์คซิสต์มองว่าเราต้องปกป้องสิทธิของเพื่อนมนุษย์ทุกคนที่จะเลือกเพศของตนเอง และกำหนดวิถีชีวิตของตนเอง เราต้องปกป้องความหลากหลายที่มีจริงในโลก และต้องปฏิเสธการนิยามว่าใครเป็นหญิงหรือชาย “แท้”

Advertisements

จุดยืนทางชนชั้นเป็นเครื่องวัดความก้าวหน้าของพรรคการเมือง

ใจ อึ๊งภากรณ์

ในบทความก่อนหน้านี้ผมได้เสนอว่าถ้าเราไม่แก้ปัญหาที่ถูกเปิดโปงออกมาในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง โดยเฉพาะสภาพการดำรงอยู่ “ทางวัตถุ” หรือ “ทางเศรษฐกิจสังคม” ของประชาชนส่วนใหญ่ในยุคปัจจุบัน ที่ขัดแย้งอย่างรุนแรงกับโครงสร้างส่วนบนของสังคมไทยที่ล้าหลังและไม่ได้เปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย และความเหลื่อมล้ำระหว่างคนส่วนใหญ่ที่ยากจนกับเศรษฐีคนรวยหรือแม้แต่คนชั้นกลางที่มีความเป็นอยู่สบาย เราจะวนเวียนอยู่ในอ่างจนเกิดวิกฤตทางการเมืองรอบใหม่

การปฏิรูปสังคมและการเมืองพื้นฐานที่จะเริ่มแก้ปัญหาเหล่านี้มีอะไรบ้าง?

ในประการแรกเราต้องสร้างรัฐสวัสดิการแบบถ้วนหน้าและครบวงจร รัฐสวัสดิการนี้ไม่ใช่การให้สวัสดิการกับคนจน มันจะต้องเป็นสิทธิของพลเมืองทุกคน โดยไม่ต้องพิสูจน์ความยากจน มันต้องครอบคลุมเรื่องที่อยู่อาศัย การรักษาพยาบาล การศึกษา และการดูแลคนชรา โดยที่พลเมืองไม่ต้องออกค่าใช้จ่ายในเรื่องการรับบริการ เพราะกองทุนในการสร้างรัฐสวัสดิการสร้างขึ้นจากการจ่ายภาษีของทุกคนในอัตราก้าวหน้า คือคนที่รายได้ต่ำจ่ายน้อย และคนรวยและกลุ่มทุนจ่ายมาก เราต้องมีการเก็บภาษีในอัตราสูงเป็นพิเศษสำหรับกลุ่มทุนใหญ่และเศรษฐี อย่างที่อาจารย์ปรีดีเคยเสนอ

การนำระบบการเก็บภาษีทางตรงแบบก้าวหน้า และการยกเลิกภาษีมูลค่าเพิ่มที่เป็นภาระสำหรับคนจน จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคมอีกด้วย

กองทุนในการสร้างรัฐสวัสดิการจะได้งบประมาณเพิ่มขึ้น ถ้าเราตัดงบประมาณทหารและสร้างสันติภาพในปาตานีผ่านการใช้วิธีทางการเมืองแทนการทหาร งบประมาณสำหรับพิธีกรรมและวิถีชีวิตของราชวงศ์ควรถูกตัดให้ “พอเพียง” เท่าเทียมกับคนธรรมดาอีกด้วย

รัฐสวัสดิการต้องถูกตรวจสอบเสมอว่าสามารถลดความเหลื่อมล้ำจริงในรูปธรรมได้หรือไม่ และถ้ายังไม่สำเร็จก็ควรมีการแก้ไขให้ดีขึ้น เราจะต้องไม่พูดว่าเรา “ให้โอกาสกับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน” เพราะคนในสังคมไม่เท่าเทียมตั้งแต่แรก คนที่ด้อยโอกาสจึงต้องได้รับการสนับสนุนมากกว่าคนที่มีโอกาส

ดังนั้นเวลาพรรคอนาคตใหม่พูดถึงการ “ให้โอกาส” กับทุกคน มันน่าจะสร้างข้อกังวลกับคนที่ต้องการเห็นรัฐสวัสดิการ

นอกจากการสร้างรัฐสวัสดิการแล้ว รัฐต้องลงทุนในการสร้างความก้าวหน้าทันสมัยของสังคม เช่นในการปรับปรุงระบบขนส่งสาธารณะ การลงทุนในพลังงานแสงแดดและลม การกำจัดมลพิษ การพัฒนาวิทยาศาสตร์ และการผลิตยารักษาโรคต่างๆ ภายในประเทศในราคาที่เหมาะสม

มาตรการในการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ต้องอาศัยการขึ้นเงินเดือนหรือค่าแรงเพื่อให้พลเมืองทุกคนอยู่ได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องอนาคต ในประเด็นนี้การแก้กฏหมายแรงงาน เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองและเพิ่มเสรีภาพของสหภาพแรงงานมีความสำคัญพอๆ กับการสร้างรัฐสวัสดิการ และมันเป็นมาตรการเพื่อเพิ่มสิทธิเสรีภาพกับประชาธิปไตยอีกด้วย

ในเรื่องที่ดิน ควรมีการปฏิรูปให้เกษตรกรมีที่ทำกินเพียงพอ และในกรณีทรัพยากรที่เป็นของส่วนรวม พลเมืองในพื้นที่ควรมีบทบาทในการร่วมบริหารการใช้อีกด้วย

และในประการสุดท้ายเราต้องช่วยกันสร้าง “ความเป็นพลเมือง” ในสังคม ควรยกเลิกการหมอบคลานกราบไหว้ การก้มหัวให้ “ผู้ใหญ่” และการใช้ภาษาที่เน้นความไม่เสมอภาคระหว่างพลเมือง เราต้องยกเลิกการใส่เครื่องแบบของข้าราชการพลเรือน โดยเฉพาะครูในโรงเรียน เราต้องสร้างค่านิยมในสังคมที่เคารพซึ่งกันและกัน ไม่ว่าพลเมืองจะมีเพศอะไรหรือเชื้อชาติอะไร

สิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นง่ายๆ แต่จะต้องอาศัยขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมที่เชื่อมโยงกับพรรคการเมืองก้าวหน้า เพื่อการผลักดันให้เกิดขึ้นจริง และเราต้องเข้าใจว่าเรื่องนี้เป็นเรื่อง “ชนชั้น” อย่างชัดเจน เพราะอภิสิทธิ์ชน นายทุน และนายทหารระดับสูง จะรวมตัวกันเพื่อคัดค้านอย่างแน่นอน

ทำไมพรรค“โพเดมอส” (Podemos) ไม่ใช่รูปแบบที่เหมาะกับไทย

ใจ อึ๊งภากรณ์

อ. ปิยบุตร แสงกนกกุล ดูเหมือนตามข้อมูลการเมืองสากลไม่ทัน เพราะพึ่งมาค้นพบพรรค“โพเดมอส” ในช่วงขาลง แล้วเสนอว่าเป็นทางออกสำหรับประเทศไทย [ดู http://bit.ly/2BTZgU8 ]

เหตุผลที่ อ.ปิยบุตรชื่นชม “โพเดมอส” มีดังนี้

  1. อ.ปิยบุตรอ้างว่า “การเมืองไทยไม่ได้มีอุดมการณ์ขวา-ซ้ายแบบยุโรป” อย่างไรก็ตามประเด็น ขวา-ซ้าย มันเป็นเรื่องชนชั้น ไม่ใช่วัฒนธรรม ในไทยมีชนชั้นให้เห็นอย่างชัดเจน และความขัดแย้งระหว่างเหลืองกับแดงเป็นเรื่องที่เกี่ยวโยงกับชนชั้นอีกด้วย
  2. อ.ปิยบุตรเสนอว่า “การเมืองไทยอยู่ในสภาวะแยกขั้วสิบกว่าปีแล้ว” ดังนั้นควรข้ามพ้นความขัดแย้งนี้ พูดง่าย เขาเสนอว่าคนรักประชาธิปไตยควรประนีประนอมกับคนที่เกลียดประชาธิปไตย ผลคือประชาธิปไตยครึ่งใบ
  3. อ.ปิยบุตรเสนอว่า โพเดมอส มีรูปแบบใหม่ แต่ในความเป็นจริงมันกลายเป็นพรรคที่ขาดประชาธิปไตยภายในและในกรณีการเรียกร้องอิสภาพของคาทาโลเนีย โพเดมอส เข้าข้างรัฐสเปนและพวกอนุรักษ์นิยมฝ่ายขวา

ขออธิบายเพิ่มว่า โพเดมอส มีปัญหาอะไรบ้างมาสองสามปีแล้วดังนี้

ในขณะที่พรรคฝ่ายซ้าย “ไซรีซา” ในกรีซ หักหลังประชาชนและยอมจำนนต่อกลุ่มทุนใหญ่ของสหภาพยุโรป โดยการยอมรับนโยบายเสรีนิยมรัดเข็มขัดที่ทำลายชีวิตของคนจนและกรรมาชีพ เราเห็นพรรค “โพเดมอส” (Podemos) ในสเปนขยับไปทางขวาภายในไม่กี่เดือนของการตั้งพรรคเมื่อสามปีก่อน และออกมาสนับสนุนจุดยืนแย่ๆ ของแกนนำ “ไซรีซา” คำถามง่ายๆ สำหรับไทยคือ เราต้องการเห็นพรรคที่ทรยศต่อผลประโยชน์ของคนจนหรือไม่?

เราต้องย้อนกลับไปดูที่มาที่ไปของการพยายามทดลองสร้างพรรคซ้ายใหม่ในยุโรปและที่อื่นๆ ในยุคนี้ ความพยายามดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อพรรคกระแสหลักทางซ้าย คือพรรคสังคมนิยมสายปฏิรูป ไม่ว่าจะเป็น “พรรคสังคมนิยมประชาธิปไตย” หรือ “พรรคแรงงาน” ในทุกประเทศของยุโรป หันไปรับนโยบายเสรีนิยมกลไกตลาดและการรัดเข็มขัดที่ให้ประโยชน์กับกลุ่มทุน นอกจากนี้มีการหันหลังให้กับการปฏิรูประบบหรือการปกป้องรัฐสวัสดิการ เรื่องมันแหลมคมยิ่งขึ้นเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลกในปี 2008 และทุกรัฐบาลไม่ว่าจะมาจากซ้ายหรือขวา ก็ยอมรับนโยบายที่ทำลายมาตรฐานชีวิตของกรรมาชีพ เพื่อพยุงและเพิ่มกำไรของกลุ่มทุนและธนาคารต่างๆ ผลคือการเพิ่มอัตราว่างงาน และการตัดสวัสดิการ แต่ในขณะเดียวกันมีการเพิ่มรายได้และทรัพย์สินให้กับคนรวย นี่คือสาเหตุที่เกิด “สูญญากาศในการเมืองฝ่ายซ้าย”

ในขณะเดียวกันความไม่พอใจของชนชั้นกลางและนายทุนน้อยต่อสภาพเศรษฐกิจ ทำให้คะแนนนิยมพรรคกระแสหลักทางขวาลดลงด้วย ซึ่งเกิด “สูญญากาศในการเมืองฝ่ายขวา” ด้วย มันเป็นสภาพอันตรายเพราะพวกฟาสซิสต์เข้ามาฉวยโอกาสได้ง่ายขึ้น

ในสเปนวิกฤตเศรษฐกิจเกิดเมื่อฟองสบู่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์แตก ซึ่งในไม่ช้าอัตราว่างงานในหมู่คนหนุ่มสาวพุ่งขึ้นถึง 60% และงานที่มีให้ทำก็เป็นงานแย่ๆ ที่จ่ายค่าจ้างต่ำ ปรากฏการณ์แบบนี้นำไปสู่การลุกฮือยึดพื้นที่กลางเมืองใหญ่ๆ เพื่อคัดค้านการรัดเข็มขัดของรัฐบาลพรรคอนุรักษ์นิยมและของพรรคสังคมนิยมปฏิรูปที่เข้ามาเป็นรัฐบาลแทนที่ในภายหลัง

การยึดพื้นที่กลางเมืองของพวกคนหนุ่มสาว “อินดิกนาดอส” (Indignados) ซึ่งแปลว่า “พวกที่โกรธเคือง” เป็นปรากฏการณ์ที่สร้างความหวังให้กับคนที่อยากต้านแนวเสรีนิยม แต่ความคิดทางการเมืองที่อยู่เบื้องหลังขบวนการนี้จะเป็นแนวอนาธิปไตย คือคัดค้านพรรคการเมือง ปฏิเสธระบบ และเลือกใช้ประชาธิปไตยทางตรงของรากหญ้าผ่านการมีส่วนร่วมในจตุรัสต่างๆ หรือพื้นที่กลางเมือง อย่างไรก็ตามการมีส่วนร่วมแบบนี้ยากลำบากสำหรับคนที่ต้องไปทำงานทุกวัน

เนื่องจาก “อินดิกนาดอส” เป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมที่ไร้การจัดตั้งในรูปแบบพรรค มันย่อมมีขาขึ้นและขาลงเป็นปกติ ตอนนี้มันหมดสภาพแล้ว

ในปลายปี 2014 กลุ่มนักวิชาการที่นำโดย พาบโล อิกเลซีอัส (Pablo Iglesias) ได้ตัดสินใจก่อตั้งพรรค “โพเดมอส” โดยอาศัยสมาชิกคนหนุ่มสาวที่เคยร่วมในขบวนการ “อินดิกนาดอส” มีการเรียนบทเรียนสำคัญจากการลุกฮือแบบกระจัดกระจายตามแนวอนาธิปไตยว่ามันไม่มีเสถียรภาพในการต่อสู้ เขาจึงร่วมกันสรุปว่า “ขบวนการต้องมีพรรค” ต่อมาในการเลือกตั้งยุโรปและเลือกตั้งท้องถิ่นของสเปน พรรคนี้ได้สส.ในสภายุโรปกับผู้แทนในสภาท้องถิ่นมาหลายคน

ถึงแม้ว่าการตั้งพรรคใหม่นี้เป็นพัฒนาการทางการเมืองที่ดี แต่มันมีปัญหาที่ตามมาเนื่องจากการปฏิเสธความสำคัญของชนชั้น แกนนำของพรรค “โพเดมอส” มองว่าเขา “ก้าวพ้นการแบ่งแยกระหว่างซ้ายกับขวา” ไปแล้ว ซึ่งในรูปธรรมแนวความคิดโพสธ์โมเดอร์นอันนี้แปลว่าพรรคพยายามปกปิดความขัดแย้งทางชนชั้นระหว่างนายทุนกับกรรมาชีพที่กำลังเพิ่มขึ้นทุกวันท่ามกลางวิกฤตและนโยบายรัดเข็มขัด คำว่า “ฝ่ายซ้าย” หมายถึงกลุ่มคนที่ยืนเคียงข้างกรรมาชีพและคนจน และคำว่า “ฝ่ายขวา” หมายถึงกลุ่มคนที่ยึดนโยบายที่เป็นประโยชน์กับกลุ่มทุนและคนรวย สรุปแล้วพรรค “โพเดมอส” มีจุดยืนที่ไม่ชัดเจนว่าสนับสนุนผลประโยชน์กรรมาชีพกับคนจน หรือสนับสนุนกลุ่มทุนและคนรวย คือพรรคพยายามเอาใจคนชั้นกลางและกรรมาชีพคนจนพร้อมกัน แต่ไม่สนใจนำการต่อสู้ของกรรมาชีพในรูปธรรมเลย และมีการดึงนักธุรกิจมาร่วมอีกด้วย

เราต้องการพรรคที่ไม่สนับสนุนผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ที่ยากจนในไทยหรือไม่?

อีกปัญหาหนึ่งของพรรค “โพเดมอส” คือการขาดประชาธิปไตยภายในในรูปธรรม เพราะในนามธรรมพรรคประกาศว่าอาศัยประชาธิปไตยทางตรง แต่เวลาลงคะแนนเสียงอาศัยการกดรับหรือไม่รับผ่านอินเตอร์เน็ดและโซเชียล์มีเดีย ผลในรูปธรรมคือไม่มีความชัดเจนว่าใครเป็นสมาชิกพรรค และคนชื่อดังที่สามารถออกความเห็นในสื่อต่างๆ ได้ดี มักจะได้ประโยชน์ มันเป็นการมีส่วนร่วมจอมปลอมที่ทำให้พรรคใช้นโยบายนำ “จากบนลงล่าง” มากขึ้น และพาบโล อิกเลซีอัส กลายเป็นหัวหน้าที่ถูกตรวจสอบไม่ได้และมีพฤติกรรมเผด็จการ

สรุปแล้วภายในไม่กี่เดือนพรรค “โพเดมอส” มีการแปรธาตุไปเป็นพรรคกระแสหลักที่ยอมรับเงื่อนไขของกลุ่มทุนมากขึ้น และเป็นพรรคที่นำโดยหัวหน้าโดยไม่มีประชาธิปไตยภายใน

ล่าสุด เมื่อคาทาโลเนียออกมาประกาศว่าอยากจะแยกตัวออกจากสเปนและตั้งสาธารณรัฐใหม่ “โพเดมอส” ก็ไปเข้าข้างรัฐสเปนและนักการเมืองอนุรักษนิยมฝ่ายขวาที่ต้องการปกป้องรัฐเดิมที่เคยสร้างในสมัยเผด็จการฟรังโก

อีกเรื่องที่เราต้องพิจารณาคือการเลือกตั้งในอนาคต เพราะเผด็จการได้ออกแบบระบบเลือกตั้งที่จำกัดเสรีภาพของพรรคการเมืองภายใต้ “ยุทธศาสตร์แห่งชาติ” มันแปลว่าการเน้นพรรคการเมืองที่สนใจแต่การเลือกตั้งในยุคนี้จะมีปัญหามาก ในระยะสั้นเราต้องการพรรคที่ทำงานกับนักเคลื่อนไหวรากหญ้า แทนที่จะไว้ใจระบบการเลือกตั้งภายใต้แผนเผด็จการ เราต้องเรียกร้องการเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตยจริง แต่ในช่วงที่ไม่มี พรรคควรเคลื่อนไหวในการสร้างขบวนการเคลื่อนไหวของมวลชน

ด้วยเหตุนี้การเสนอว่า “โพเดมอส” เป็นรูปแบบที่ดีสำหรับประเทศไทยโดย อ.ปิยบุตร เป็นการเสนอที่จะพาคนไปสู่ทางตัน และเป็นการมองข้ามผลประโยชน์ของคนชั้นล่างในไทย ทั้งเกษตรกรและกรรมาชีพ ซึ่งคนเหล่านี้เป็นคนส่วนใหญ่ของสังคม ยิ่งกว่านั้นเป็นการมักง่ายไม่ศึกษาข่าวสากลที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

ที่ตลกร้ายก็คือพรรคไทยรักไทยของทักษิณเคยเป็นพรรคที่พยายาม “ก้าวพ้นความขัดแย้งทางชนชั้น” โดยสร้างแนวร่วมระหว่างนายทุนใหญ่กับเกษตรกรรายย่อยและกรรมาชีพ

อ่านเพิ่ม http://bit.ly/2E8aTbL

 

ความคิดของ ซิกมุนด์ ฟรอยด์ กับการต่อสู้ทางชนชั้น

ใจ อึ๊งภากรณ์ เรียบเรียงจากบทความของ ซูแซน โรเซนทาล์

ซิกมุนด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) เป็นนักคิดที่มีอิทธิพลต่อจิตแพทย์ทั่วโลก แต่ในขณะที่นักวิชาการกระแสหลักถกเถียงเรื่องความคิดของ ฟรอยด์ โดยพิจารณาในลักษณะความคิดในตัวมันเองและไม่มองภาพรวมของสังคม นักสังคมนิยมจะพิจารณาการเปลี่ยนแปลงทางความคิดของ ฟรอยด์ ตามยุคสมัยในบริบทของการต่อสู้ทางชนชั้นในสังคม

ประเด็นถกเถียงเกี่ยวกับสุขภาพจิตที่น่าสนใจคือ เราควรมองว่าเป็นปัญหาส่วนตัวของปัจเจกที่ป่วยเองจากสภาพภายใน ซึ่งแปลว่าเขาจะต้องรับผิดชอบกับการป่วยเอง หรือเราควรมองว่าสังคมมีส่วนในการก่อให้เกิดปัญหาทางจิตแต่แรก ดังนั้นสังคมควรรับผิดชอบในการพยุงและรักษาบุคคลเหล่านั้น และควรมีการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนสังคมด้วย คำตอบมักจะขึ้นอยู่กับจุดยืนทางชนชั้นเสมอ

ชนชั้นนายทุนหรือชนชั้นปกครอง มักจะมองว่าโรคจิตเป็นเรื่องปัจเจก และมองว่าคนที่ป่วยเป็นโรคจิต “ป่วยเอง” จากสภาพภายใน คือเป็นการโทษเหยื่อ แต่เมื่อชนชั้นกรรมาชีพลุกขึ้นสู้ในบางยุคบางสมัย แนวความคิดที่มาจากการกบฏของคนชั้นล่าง จะมองว่าโรคจิตเป็นสิ่งที่สะท้อนสภาพสังคม และไม่ใช่เรื่องของปัจจเจกแต่อย่างใด

ฟรอยด์ เริ่มต้นอาชีพของเขาในฐานะผู้ที่ปกป้องคนที่ถูกกดขี่ในสังคม มันเป็นยุคของการต่อสู้ทางชนชั้นที่แหลมคมที่เริ่มต้นในช่วงของคอมมูนปารีส จิตแพทย์ในสมัยนั้นที่นำร่องทางความคิดคือ จอน-มาร์ติน ชาร์โคต์ เขาฟังคนไข้และสรุปว่าปัญหาโรคจิตมาจากเหตุการรุนแรงที่ก่อให้เกิดความบอบช้ำทางจิตใจ ลูกศิษย์ของเขาชื่อ พิแอร์ จาเนท พัฒนาความคิดนี้ต่อไป โดยอธิบายว่าเมื่อคนมีประสบการณ์ที่ก่อให้เกิดความบอบช้ำทางใจ จิตสำนึกของเขาจะแตกร้าว เพื่อแยกประสบการณ์ดังกล่าวออกจากความทรงจำประจำวัน ในปี 1885 ฟรอยด์ เริ่มทำงานในทีมของ ชาร์โคต์

ในเรื่องการละเมิดกายเด็กโดยผู้ใหญ่ ซึ่งในยุคปัจจุบันกลายเป็นเรื่องอื้อฉาวใหญ่ จิตแพทย์อนุรักษ์นิยมในสมัยฟรอยด์ มักจะมองว่าเด็กเป็นเจ้าจอมโกหกและมีความฝันเรื่องเพศสัมพันธ์กับผู้ใหญ่เอง มันเป็นมุมมองของพวกที่ชื่นชม “ครอบครัวจารีต” ที่ต้องการปกป้องสถาบันครอบครัว และพยายามปฏิเสธว่าผู้ใหญ่ในครอบครัวสามารถละเมิดเด็กได้

ตอนแรก ฟรอยด์ ใช้ทฤษฏีก้าวหน้าเกี่ยวกับเหตุการรุนแรงที่ก่อให้เกิดความบอบช้ำทางจิตใจ เพื่ออธิบายสาเหตุของการป่วยทางจิตในผู้ใหญ่ซึ่งเคยถูกละเมิดตอนยังเป็นเด็ก และ ฟรอยด์ จะเสนอเพิ่มว่าบ่อยครั้งผู้ป่วยจะปกปิดหรือ “พยายามลืม” การถูกละเมิดในวัยเด็ก เพื่อปกป้องคนในครอบครัว

แต่แรงกดดันจากผู้ใหญ่ในวงการจิตแพทย์ และการถูกขู่ว่าอาจล้มเหลวในอาชีพ ทำให้ ฟรอยด์ กลับคำในเรื่องการละเมิดเด็กในครอบครัว และหันมาใช้แนวคิดอนุรักษ์นิยมแทน

อย่างไรก็ตามเมื่อสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเกิดขึ้น ฟรอยด์ ก็ยังปกป้องทหารผ่านศึกที่มี “อาการผวาระเบิด” ว่าเป็นการป่วยจริง ในขณะที่พวกคลั่งชาติและนายพลระดับสูงพยายามอ้างว่าเป็นแค่อุบายของทหารขี้ขลาดที่ไม่อยากกลับไปรบ

ระหว่างปี 1917 ถึง 1970 การใช้วิธี “จิตวิเคราะห์” ของจิตแพทย์ขยายตัวอย่างรวดเร็ว แทนที่จะทำงานในโรงพยาบาลโรคจิตกับ “คนบ้า” จิตแพทย์ที่ใช้วิธีการของ “จิตวิเคราะห์” มักจะทำงานในคลินนิคส่วนตัวของตนเอง และมีลูกค้าเป็นคนมีเงิน มันเป็นโอกาสทองที่จะสะสมความร่ำรวยโดยการเน้นและค้นหาปัญหาของปัจจเจกจากภายในตัวเขาเอง แทนที่จะมองไปที่สภาพสังคมและปัญาหที่เกิดจากสังคมรอบข้าง และ ฟรอยด์ ก็สามารถสร้างชื่อเสียงและความร่ำรวยให้กับตนเองด้วยการทำงานแนว “จิตวิเคราะห์”

ในขณะเดียวกัน ท่ามกลางการอ่อนลงของกระแสการต่อสู้ทางชนชั้น หลังจากที่การปฏิวัติรัสเซียถูกทำลายโดยสตาลินและมหาอำนาจตะวันตก ฟรอยด์ ก็เริ่มกลายเป็นนักคิดปฏิกิริยามากขึ้นทุกวัน เขาเสนอว่าพฤติกรรมวิปริต หรือความประพฤติที่ไม่เข้ากับสังคมของปัจเจก มาจากการเก็บกดความรู้สึกทางเพศ โดยเฉพาะในสตรี และต้องบำบัดด้วยการค้นหาสาเหตุภายในแต่ละบุคคลด้วยวิธีจิตวิเคราะห์ นอกจากนี้ ฟรอยด์ กลัวประชาธิปไตยเพราะมองว่ามวลมนุษย์มีความรุนแรงก้าวร้าว ดังนั้นเขาเห็นด้วยกับระบบเผด็จการที่กดขี่มวลชน

ในช่วงปฏิกิริยาทางความคิดในวิชาจิตแพทย์นี้ การวิจัยในเรื่องประสบการที่ก่อให้เกิดความบอบช้ำทางจิตใจในเด็กเกือบจะยุติไป

แต่ภายหลังการลุกฮือยุค 1968 ความคิดของจิตแพทย์ก้าวหน้าเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น มีการต่อสู้เพื่อให้สังคมยอมรับ “อาการผวาระเบิด” ในทหารที่กลับมาจากเวียดนาม และขบวนการสิทธิสตรีกดดันให้มีการยอมรับว่าเด็กจำนวนมากถูกละเมิดโดยผู้ใหญ่ในครอบครัว แต่ทุกวันนี้ยังมีการถกเถียงต่อสู้ระหว่างคนที่พยายามปฏิเสธเรื่องการละเมิดเด็ก หรือคนที่อยากโทษปัจเจกที่ป่วยเป็นโรคจิต กับพวกที่เสนอว่าเราต้องมองผลกระทบที่มาจากสังคม

ข้อแตกต่างหลักระหว่างความคิดของ ฟรอยด์ กับ มาร์คซ์ คือ   ฟรอยด์ มองว่า “เพศสัมพันธ์” เป็นคุณสมบัติหลักของปัจเจกมนุษย์ ในขณะที่ มาร์คซ์ มองว่า “การทำงาน” คือลักษณะพื้นฐานของมนุษย์ที่เป็นสัตว์สังคม

“จิตวิเคราะห์” เป็นศาสตร์ที่รับใช้ชนชั้นปกครองเพราะมองแค่ปัจเจก ในขณะที่ “มาร์คซิสม์” มองมวลมนุษย์โดยไม่แยกออกจากสภาพสังคม และนักมาร์คซิสต์เสนอว่าถ้าเราจะแก้ไขสภาพปัจจุบันของมนุษย์ ต้องมีการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนสังคม

[บทความนี้อาศัยเนื้อหาจากบทความของ Susan Rosenthal

ดูได้ที่ http://socialistreview.org.uk/404/whats-wrong-sigmund-freud

และอ่านเพิ่มงานของเขาได้ที่ http://www.susanrosenthal.com ]

ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมในปัจจุบัน – จุดยืนมาร์คซิสต์

ใจ อึ๊งภากรณ์

ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม (Social Movements) คือการรวมตัวกันของมวลชนในรูปแบบขบวนการเพื่อเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง แต่การเข้าใจลักษณะของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม และความสัมพันธ์ที่อาจมีกับพรรคการเมือง และโครงสร้างของระบบการปกครอง เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันมาตลอดในยุคต่างๆ

ภายหลังการล่มสลายของพรรคคอมมิวนิสต์เผด็จการสายสตาลิน-เหมาทั่วโลกในทศวรรษ 1980 หลายฝ่ายที่เคยคัดค้านทุนนิยมหันมายอมจำนนต่อการผูกขาดของลัทธิเสรีนิยมกลไกตลาด โดยเชื่อว่าไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากทุนนิยม ปรากฏการณ์นี้นำไปสู่การสรุปโดยนักวิชาการกระแสหลักว่า มีการล่มสลายของระบบการปกครองที่เรียกตัวเองว่า “คอมมิวนิสต์” และขบวนการ “ฝ่ายซ้าย” พวกนี้มองว่าแนวทางในการสร้างพรรคการเมืองสังคมนิยมหรือคอมมิวนิสต์หมดยุคไป บางสำนักความคิดเสนอว่าการต่อสู้ทางชนชั้นหมดความสำคัญไปด้วย และเกือบทุกแนวมองว่าการวิเคราะห์แบบชนชั้นหมดความสำคัญเพราะ “อธิบายปัญหาการกดขี่ในรูปแบบต่างๆ ไม่ได้” มีการสรุปว่าขบวนการทางสังคมแบบ “ใหม่” และการเมือง “ใหม่” เป็นการเมืองแบบ “อัตลักษณ์” ที่ไม่เน้นการเปลี่ยนโครงสร้างการเมืองและเศรษฐกิจ ไม่สนใจประเด็นชนชั้น และเคลื่อนไหวหรือเรียกร้องแค่ “พื้นที่” สำหรับตนเอง อย่างกระจัดกระจาย

z-2-el1

แนวคิดแบบนี้เห็นได้ชัดในไทย ในงานเขียนของ ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร (๒๕๔๐) “ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่”

การเคลื่อนไหวของพวก เอ็นจีโอ และกลุ่มที่เรียกตนเองว่า “ภาคประชาชน” ในไทย มักจะเป็นการเคลื่อนไหวกระจัดกระจายตามสิ่งที่เขาเรียกว่า “กลุ่มปัญหา” โดยไม่เชื่อมโยงปัญหาต่างๆ เข้ามาเป็นปัญหาภาพใหญ่ของระบบ ทั้งๆ ที่ทุกปัญหามีจุดกำเนิดมาจากระบบทุนนิยมและสังคมชนชั้น ด้วยเหตุนี้ขบวนการเคลื่อนไหวและ เอ็นจีโอ แบบนี้ในไทย มักจะไม่สนใจว่าใครครองอำนาจอยู่ และไม่สนใจว่ามาจากการเลือกตั้งหรือไม่ ดังนั้นทุกวันนี้เราก็เห็นพวกนี้ไปเรียกร้องให้เผด็จการทหาร “แก้ปัญหา” ให้ตนเอง และที่แย่กว่านั้นคือการคลานเข้าไปขอมีส่วนร่วมในการปฏิกูลการเมืองของเผด็จการ โดยไม่มีจิตสำนึกทางการเมืองอะไรเลยว่าทหารทำรัฐประหารไปทำไม นี่คือสาเหตุที่นักเคลื่อนไหวส่วนใหญ่ที่มาจากซีกนี้ ไปร่วมกิจกรรมกับสลิ่มและในที่สุดต้อนรับรัฐประหาร

การเมืองที่เกิดขึ้นในยุคที่ภาคประชาชนยอมจำนนต่อการผูกขาดของเสรีนิยมกลไกตลาด เป็นการเมืองของความกระจัดกระจายที่ปฏิเสธการวิเคราะห์องค์รวม ปฏิเสธการจัดตั้งในรูปแบบองค์กรหรือพรรคการเมือง และบ่อยครั้งปฏิเสธการเมืองไปเลย มีการรับแนวคิดโพสธ์โมเดอร์น ที่คัดค้าน “การเมือง” เพราะมองว่าเป็นเพียง “มหาวาทกรรมหลอกลวง” และมีการรับแนวอนาธิปไตย ที่ปฏิเสธการจัดตั้งหรือการประสานการเคลื่อนไหวของผู้ถูกกดขี่ทั้งหมดไว้ด้วยกัน ในกรณีหลัง ถ้าดูสถานการณ์ในไทย การขยันปกป้องอิสรภาพของตนเอง และการหันหลังให้กับการจัดตั้งทางการเมืองตามแนวอนาธิปไตย นำไปสู่การเคลื่อนไหวต้านเผด็จการในเชิงสัญญลักษณ์โดยกลุ่มหลากหลายที่มีขนาดเล็ก โดยไม่มีการประสานกัน และไม่มีการสร้างพรรคหรือองค์กรมวลชนทางการเมืองเพื่อแข่งกับพรรคเพื่อไทยเลย มันเป็นต้นเหตุของความอ่อนแอของฝ่ายประชาธิปไตยในปัจจุบัน และมันเปิดทางให้คนอย่างทักษิณและพรรคพวกนำทางการเมืองต่อไปได้ และที่แย่มากคือในปัจจุบันทักษิณและ นปช. กำลังพยายามแช่แข็งการต่อสู้

ยุคใหม่ของการเมืองสากลทั่วโลก หลังวิกฤตเศรษฐกิจปีค.ศ. 2008 หลังการทำสงครามจักรวรรดินิยมในอีรัก และหลังการลุกฮือในอียิปต์และหลายประเทศของตะวันออกกลาง เป็นยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงทางความคิดรอบใหม่ คือมีการกลับไปให้ความสนใจกับแนวคิดมาร์คซิสต์และความคิดทางชนชั้นอีกครั้ง

ถ้าเราศึกษาความคิดเกี่ยวกับขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมของมาร์คซ์กับเองเกิลส์ หรือของนักมาร์คซิสต์ปัจจุบัน เราจะพบว่ามีการมองแบบองค์รวมเสมอ และการมองแบบองค์รวมนี้จะสามารถอธิบายโลกแห่งความเป็นจริงได้ดีกว่าพวกที่เคยเห่อไปนิยมการเมือง “อัตลักษณ์” และ “ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมแบบใหม่” ผมจะขอใช้ขบวนการเสื้อแดงเป็นตัวอย่างรูปธรรมในการอธิบาย

แทนที่จะมองว่ามีขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมหลายๆ องค์กรที่ไม่เกี่ยวข้องกัน เพราะเน้นการเมืองอัตลักษณ์หรือข้อเรียกร้องของตนเอง นักมาร์คซิสต์ตั้งแต่สมัยมาร์คซ์กับเองเกิลส์มองว่ามันมีขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมของคนชั้นล่างแค่ขบวนการเดียว การเคลื่อนไหวนี้ท้าทายเบื้องบนเสมอ แต่ขบวนการนี้มีหลายแขนหลายขาตามยุคต่างๆ ซึ่งแต่ละแขนขาเชื่อมกับลำตัวหลักเสมอ

ถ้าเราย้อนกลับไปศึกษาการลุกฮือที่สหรัฐในช่วงที่มีการต้านสงครามเวียดนาม เราจะเห็นว่าหลากหลายขบวนการที่เกิดขึ้นในช่วงนั้น ที่ดูเหมือนเป็นเรื่องอัตลักษณ์ เช่นขบวนการคนผิวดำ ขบวนการนักศึกษา ขบวนการต้านสงคราม ขบวนการสิทธิสตรี และขบวนการเกย์และเลสเปี้ยนฯลฯ ล้วนแต่มีมีสายเชื่อมโยงกันทั้งสิ้น มีการเรียนรู้จากกัน และขบวนการเหล่านี้ก็มีขาขึ้นลง เข้มแข็งขึ้นและอ่อนแอลง ตามคลื่นที่เหมือนกันอีกด้วย ดังนั้นการวาดภาพว่าขบวนการเหล่านี้เป็นขบวนการที่แยกส่วนจากกัน จึงเป็นภาพเท็จที่มองแค่ผิว

10318769_10152419982244925_2015312474_n

     นักมาร์คซิสต์มองว่าพลเมืองธรรมดาที่รวมตัวกันเคลื่อนไหวเพื่อแก้ปัญหาทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาใด จะท้าทายระบบและโครงสร้างอำนาจของชนชั้นปกครอง ไม่ว่ากลุ่มคนที่เคลื่อนไหวนี้จะคิดแค่ปฏิรูปการเมือง หรือคิดปฏิวัติล้มทั้งระบบ ถ้าเราจะเข้าใจเรื่องนี้เราต้องก้าวพ้นมายาคติที่สร้างกำแพงหลอกลวงที่แยกการต่อสู้ในอดีตกับปัจจุบัน หรือที่แยกประเด็นปัญหาโดยมองไม่เห็นว่าทุกปัญหามาจากแหล่งเดียวกันคือระบบทุนนิยมและโครงสร้างอำนาจของชนชั้นปกครอง พูดง่ายๆ ปัญหาที่ดิน ปัญหาป่าไม้ ปัญหาน้ำ ปัญหาสิทธิการเข้าถึงยา ปัญหาแรงงาน ปัญหาสิ่งแวดล้ม ปัญหาการกดขี่ทางเพศ ปัญหาสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย ปัญหาผู้ลี้ภัย หรือปัญหาความยากจน ล้วนแต่ผูกพันและมีต้นกำเนิดจากทุนนิยมทั้งสิ้น และที่สำคัญคือการเคลื่อนไหวที่เราเห็นทุกวันนี้เกี่ยวโยงกับการเคลื่อนไหวในอดีตตลอด อาจเรียกได้ว่าเป็นขบวนการเดียวกันก็ได้

ในไทยองค์กร เอ็นจีโอ และขบวนการชาวบ้าน นักศึกษา หรือสหภาพแรงงาน รวมถึงสมัชชาคนจน ล้วนแต่มีความผูกพันกับประวัติพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย และขบวนการเสื้อแดงก็เช่นกัน ยิ่งกว่านั้นขบวนการเสื้อแดงมีสายสัมพันธ์โดยตรงกับการลุกฮือช่วง ๑๔ ตุลา และพฤษภา ๓๕ แกนนำและนักกิจกรรมที่เราเห็นทุกวันนี้บางส่วน ก็เป็นคนที่เคยเคลื่อนไหวต้านเผด็จการและเรียกร้องประชาธิปไตยในอดีต และทั้งๆ ที่เสื้อแดงส่วนใหญ่ไม่ได้มองว่าอยากปฏิวัติล้มระบบ จำนวนคนที่อยากปฏิวัติล้มระบบอาจเพิ่มขึ้นเมื่อเขามีประสบการโดยตรงของการปราบปรามอย่างโหดร้ายของฝ่ายตรงข้าม

การต่อสู้ของพรรคคอมมิวนิสต์ การเคลื่อนไหวของ เอ็นจีโอ หรือสมัชชาคนจน และการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ล้วนแต่เป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้ทางชนชั้นระหว่างชนชั้นปกครองและประชาชนที่ถูกปกครอง การที่เสื้อแดงจำนวนมากเคยเรียกตัวเองว่า “ไพร่” สะท้อนประเด็นชนชั้นอันนี้

r10

     แน่นอน จะมีคนสงสัยทันทีว่าทำไมอดีตนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยส่วนหนึ่ง ไปเข้ากับสลิ่มและแปรตัวไปเป็นกองเชียร์ให้เผด็จการ คำตอบคือมันไม่มีอะไรแช่แข็งคงที่ โดยเฉพาะความคิดทางการเมืองของมนุษย์แต่ละคน แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ ในขณะที่มวลชนคนชั้นล่างธรรมดาสร้างขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมที่ท้าทายความไม่เป็นธรรมของระบบ ฝ่ายชนชั้นปกครองเองก็มักจัดตั้ง “ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมจากเบื้องบน” ที่มีวัตถุประสงค์ในการปกป้องระบบที่ดำรงอยู่ เสื้อเหลือง สลิ่ม หรือม็อบสุเทพเป็นตัวอย่างที่ดี

1503924_656075444436419_1930326893_n

ขบวนการเสื้อแดงไม่ใช่ “ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมจากเบื้องบน” แต่อย่างใด ทั้งๆ ที่มีการวาดภาพแบบนี้โดยพวกปฏิกิริยา และทั้งๆ ที่ทักษิณและพรรคพวกมีอิทธิพลในการนำทางความคิดมากพอสมควร ผมจะอธิบายต่อว่าทำไมเป็นเช่นนี้

ในประการแรกขบวนการเสื้อแดงมีวัตถุประสงค์ที่จะขยายพื้นที่ประชาธิปไตย ไม่ใช่ปกป้องโครงสร้างอำนาจของชนชั้นปกครองเก่า

ขบวนการเสื้อแดงเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในไทยตั้งแต่ ๒๔๗๕ ผ่าน ๑๔ ตุลา และพฤษภา ๓๕ เรื่อยมา พวกสลิ่มอาจตั้งชื่อม็อบตนเองด้วยคำว่า “ประชาธิปไตย” และอาจมีบุคคลที่เคยอยู่ในขบวนการประชาธิปไตยในอดีต แต่มันเป็นภาพลวงตาที่พิสูจน์ได้ง่ายๆ เมื่อพวกนี้ต้อนรับรัฐประหาร รับใช้ชนชั้นปกครอง และอยากหมุนนาฬิกากลับสู่ยุคมืด มันต่างจากเสื้อแดงโดยสิ้นเชิง

นักมาร์คซิสต์จะมองว่าขบวนการมวลชนที่เป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม เป็นขบวนการที่เต็มไปด้วยการถกเถียงเสมอ ในหมู่เสื้อแดงมีการถกเถียงกันว่าจะไปกับทักษิณมากน้อยแค่ไหน มีการถกเถียงกันเรื่องการสร้างพรรคใหม่หรือไม่สร้าง มีการถกเถียงกันว่าควรจะจัดเวทีแยกกับคนที่เห็นต่างหรือไม่ มีการถกเถียงกันว่าจะจับอาวุธหรือใช้แนวสันติ มีการถกเถียงกันว่าควรเข้าไปทำงานกับสหภาพแรงงานที่รักประชาธิปไตยหรือไม่ มีการถกเถียงกันว่าควรสนับสนุนสิทธิสตรี หรือสิทธิคนรักเพศเดียวกันหรือไม่ มีการถกเถียงกันเรื่องจุดยืนต่อชาวมาเลย์มุสลิมในปาตานี มีการถกเถียงกันว่าตำรวจก้าวหน้าแค่ไหน มีการถกเถียงกันว่าควรรณรงค์เรื่อง 112 หรือไม่ และมีการถกเถียงกันว่าควรจะล้มเจ้าล้มระบบ หรือแค่กลับไปสู่ยุคการเลือกตั้งสมัยไทยรักไทย ฯลฯ

ดังนั้นการมองอย่างตื้นเขินว่าเสื้อแดงเป็นเพียงเครื่องมือของทักษิณเท่านั้น จะทำให้ไม่เข้าใจอะไรเลย

เสื้อแดงมีการจัดตั้งกันเองในระดับรากหญ้าในเกือบทุกชุมชนหรือพื้นที่ แต่ในขณะเดียวกันกลุ่มการเมืองของทักษิณมีอิทธิพลในทางความคิด นี่คือความขัดแย้งจริงที่ดำรงอยู่ และสาเหตุสำคัญคือฝ่ายเสื้อแดงก้าวหน้าไม่ยอมจัดตั้งแข่งแนวกับทักษิณอย่างเป็นระบบ

นอกจากนักมาร์คซิสต์จะให้ความสำคัญกับสิ่งที่เชื่อมโยงการต่อสู้ที่ดูเหมือนแยกส่วนหลากหลาย ระหว่างยุคต่างๆ แล้ว เราจะมองสายพันธ์ระหว่างสังคมไทยกับสังคมประเทศอื่นๆ ในระดับสากลอีกด้วย การลุกฮือ ๑๔ ตุลา และการคัดค้านจักรวรรดินิยมอเมริกาในยุคนั้น เกี่ยวข้องโดยตรงกับการลุกฮือของคนหนุ่มสาวในฝรั่งเศส จีน และสหรัฐ และการต่อสู้ของชาวเวียดนาม

bread3

การลุกฮือของเสื้อแดงมีสายสัมพันธ์กับสิ่งที่เรียกกันว่า “อาหรับสปริง” ในตะวันออกกลางด้วย และไม่ใช่แค่ปรากฏการณ์การประท้วงของเสื้อแดงบางคนที่ถือขนมปัง หรือการขึ้นป้าย “นปช. อียิปต์” เท่านั้น เพราะการระเบิดออกมาของความไม่พอใจในตะวันออกกลางและไทย ไม่ว่าผู้ที่ร่วมสู้จะอธิบายด้วยศัพท์หรือภาษาอะไร เป็นความไม่พอใจต่อความเหลื่อมล้ำที่เกิดจากระบบทุนนิยมกลไกตลาดเสรี บวกกับความไม่พอใจในเผด็จการ ซึ่งทั้งสองสิ่งนี้ไปด้วยกัน ในกรณีไทยวิกฤตต้มยำกุ้ง นโยบายช่วยคนจนของไทยรักไทย และการตีกลับของเผด็จการ เป็นสิ่งที่จุดชนวน ในตะวันออกกลางสงครามจักรวรรดินิยม และสภาพความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจภายใต้เผด็จการเป็นชนวน

มันถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องนำทฤษฏีทางการเมืองใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นหลังการล่มสลายของเผด็จการคอมมิวนิสต์ ไปทิ้งในถังขยะแห่งประวัติศาสตร์

ศาสนาพุทธไปด้วยกันกับแนวมาร์คซิสต์ได้หรือไม่

ใจ อึ๊งภากรณ์

หลังจากที่ ดาไลลามะ ประกาศว่าตนเป็น “มาร์คซิสต์” เราควรจะมาพิจารณาว่าพุทธศาสนากับแนวมาร์คซิสต์มีส่วนคล้ายส่วนต่างกันตรงไหน

ทั้งปรัชญาพุทธและปรัชญามาร์คซิสต์มีจุดกำเนิดบางอย่างในปรัชญาโลกโบราณชนิดหนึ่งที่เป็นกระแสสำคัญเมื่อ 2-3 พันปีมาก่อน ปรัชญาดังกล่าวเราจะพบในอริยธรรมกรีกกับอินเดีย มีการเน้นว่าทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเสมอ มันพัฒนาไปสู่ปรัชญา “วิภาษวิธี” ของแนวมาร์คซิสต์ และเรื่อง “ไตรลักษณ์” ของศาสนาพุทธ

สำหรับวิภาษวิธีของมาร์คซิสต์ หลักสำคัญๆ คือ “การเข้าใจความจริงมาจากการมองภาพรวม” “ทุกอย่างในโลกไม่มีการแช่แข็งคงที่เพราะมีการเปลี่ยนแปลงเสมอ” “การเปลี่ยนแปลงมาจากความขัดแย้งที่ปรากฏอยู่ในภาพรวมเสมอ” “การเปลี่ยนแปลงย่อมพัฒนาจากปริมาณสู่คุณภาพ”-คือจากขั้นตอนน้อยๆไปสู่การเปลี่ยนสภาพสังคมทั้งหมด และ “เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจะมีความขัดแย้งใหม่เกิดขึ้นเสมอ

ไตรลักษณ์ของปรัชญาพุทธ เน้นการเปลี่ยนแปลงเสมอเช่นกัน และมีลักษณะ 3 ประการอันได้แก่ “อนิจจลักษณะ” ความไม่เที่ยง ทุกสิ่งในโลกย่อมมีการแปรเปลี่ยนไปเป็นธรรมดา “ทุกขลักษณะ” ความเป็นทุกข์ คือ มีความบีบคั้นด้วยอำนาจของธรรมชาติทำให้ทุกสิ่งไม่สามารถทนอยู่ในสภาพเดิมได้ตลอดไป และ “อนัตตลักษณะ” การที่ทุกสิ่งไม่สามารถบังคับบัญชาให้เป็นไปตามความต้องการได้ อาการที่แสดงถึงความไม่มีอำนาจแท้จริงในตัวเลย อาการที่แสดงถึงความด้อยสมรรถภาพโดยสิ้นเชิง

ปรัชญามาร์คซิสต์ที่เน้นว่าทุกอย่างต้องเปลี่ยนแปลง เป็นปรัชญาที่ตรงข้ามกับลัทธิของชนชั้นปกครองทั่วไปที่เน้นว่าสภาพสังคมที่เต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำ เป็นสภาพ “ธรรมชาติ” เป็นเรื่องประเพณีที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ หรือเป็นสิ่งที่ “ประทานจากฟ้า” ซึ่งเราคงคุ้นเคยในแนวคิดดของพวกอนุรักษ์นิยมในไทยที่ต้องการทำลายประชาธิปไตย ดังนั้นการเสนอว่าทุกอย่างต้องเปลี่ยนแปลงเป็นการเสนอว่าเราเปลี่ยนสังคมได้และโค่นล้มอำนาจที่กดทับเราได้เสมอ

แต่ปรัชญาพุทธ เวลาพูดว่าทุกอย่างไม่เที่ยงย่อมแปรเปลี่ยนเสมอ ไม่ได้เน้นไปที่สังคม แต่เน้นไปที่ปัจเจก เป็นการเสนอว่าเราไม่ควรยึดติดกับอะไร และยิ่งกว่านั้นเป็นการเสนอว่ามนุษย์ไม่มีอำนาจที่จะเปลี่ยนสภาพโลกภายนอกได้ เราได้แต่เปลี่ยนแปลงตัวเองให้เลิก “อยาก” หรือเลิกยึดติดรักอะไร ทั้งนี้เพื่อดับทุกข์ตามอริยสัจ4 คือ ทุกข์ สมุทัย(เหตุแห่งทุกข์) นิโรธ(การดับทุกข์ผ่านการดับความอยาก) และมรรค(การปฏิบัติรูปธรรมในการดับทุกข์)

ในการเสนอว่าทุกอย่างไม่เที่ยงและย่อมเปลี่ยนแปลงเสมอของศาสนาพุทธ ไม่ได้มีเจตนาที่จะเสนอว่าระบบการปกครองเผด็จการของไทย หรือรูปแบบคน “สูง-ต่ำ” ในไทยจะหายไปแต่อย่างใด เพราะไม่ได้สนใจตรงนี้ สนใจแต่ว่าปัจเจกจะจัดการกับสภาพที่ทนยากได้อย่างไร คือเป็นการ “ทำใจ” เหมือนการ “ทำใจ” ของคนที่ติดคุก และในเรื่องการติดคุกหรือการทำใจในสภาพที่แก้ปัญหาในระยะสั้นยากมันอาจช่วย แต่การ “ทำใจให้สงบ” จะไม่มีวันเปลี่ยนสภาพสังคมที่จับขังคนที่วิจารณ์ผู้มีอำนาจแต่อย่างใด

บางคนอาจแย้งว่า “ถ้าทุกคนปฏิบัติธรรม และไม่เบียดเบียนผู้อื่น สังคมเราจะดีขึ้น” มันเป็นแนวคิดที่เน้นการเปลี่ยนแปลงตนเองแบบปัจเจก ที่เรามักพบในเกือบทุกศาสนา แต่มันเพ้อฝันเพราะไม่คำนึงถึงโลกแห่งความเป็นจริง และที่สำคัญคือไม่พิจารณาความเหลื่อมล้ำทางอำนาจชนชั้นในสังคม มันเพียงแต่เป็นความหวังว่างเปล่า

อาจมีตัวอย่างสำคัญของพระสงฆ์ในศาสนาพุทธที่ออกมาต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและความเป็นธรรม เช่นพระสงฆ์ซีกก้าวหน้าในพม่า พระสงฆ์เสื้อแดงในไทย หรือพระสงฆ์ฝ่ายซ้ายในลาวในยุคสงครามเวียดนาม แต่มันยากที่จะอธิบายว่าการต่อสู้แบบนั้นยืนอยู่บนพื้นฐานปรัชญาพุทธที่ชัดเจน

ในหลายแง่พุทธศาสนาเป็นแนวคิดที่ชวนให้คนมองตนเอง เน้นแต่ตนเอง หรือเน้นปัจเจก การที่มีการพูดถึง “กรรม” และ “การทำบุญ” เป็นเรื่องปัจเจกเช่นกัน ไม่ใช่เรื่องสังคม

และนอกจากนี้พุทธศาสนาเป็นแนวคิดที่เน้น “การปรับความคิด” ซึ่งอาจเรียกว่าเป็นแนว “จิตนิยม” ก็ได้ ความคิดอาจเป็นจุดเริ่มต้นเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคมได้ แต่ความคิดมีพลังเหนือสภาพความจริงในโลกไม่ได้ มันไม่มีอำนาจในตัวมันเอง

ส่วนปรัชญามาร์คซิสต์เป็นแนวคิดที่เน้น “มนุษย์ในฐานะสัตว์สังคมที่อาศัยซึ่งกันและกันเสมอ” และการที่ทุกอย่างที่เกิดขึ้น แม้แต่ความคิดของมนุษย์ที่เกิดขึ้น มีความผูกพันกับสภาพโลกแห่งความเป็นจริง โดยเฉพาะวิธีเลี้ยงชีพของมนุษย์ในยุคต่างๆ นี่คือสิ่งที่เราเรียกว่า “วัตถุนิยมประวัติศาสตร์” และวิภาษวิธีย่อมใช้ร่วมกับวัตถุนิยมประวัติศาสตร์เสมอ

แทนที่มาร์คซิสต์จะเน้นปัจเจกด้านเดียว นักมาร์คซิสต์จะพูดตลอดว่า “มนุษย์เป็นผู้เปลี่ยนโลกร่วมกัน แต่ในสภาพสังคมที่ตนไม่ได้เลือกเพราะเป็นมรดกตกทอดจากยุคก่อน” พูดง่ายๆ เรารวมตัวกันเปลี่ยนสังคมได้เสมอ แต่เราต้องเข้าใจสภาพสังคมและโลกแห่งความเป็นจริงด้วย เพราะมันเป็นสิ่งที่สร้างอุปสรรคสำหรับการต่อสู้เปลี่ยนแปลงดังกล่าว และเราทำอะไรเองคนเดียวในฐานะปัจเจกไม่ได้ เราต้องร่วมกับคนอื่น

นอกจากนี้แนวมาร์คซิสต์จะอธิบายว่า บ่อยครั้งความทุกข์ของมนุษย์มาจากการถูกกดขี่ขูดรีดในระบบชนชั้น ไม่ใช่ว่าเป็นเรื่อง “ธรรมชาติ” ที่เราแก้ไม่ได้ แต่แน่นอนความทุกข์ที่มาจากสภาพอื่น เช่นการ “อกหัก” หรือผิดหวังในความรัก คงเป็นเรื่องที่ต้องแก้ด้วยวิธีอื่นที่อาจเน้นความปัจเจก

วิภาษวิธีของมาร์คซิสต์จะเสนอว่าการเปลี่ยนแปลงของสังคม มาจากความขัดแย้งทางชนชั้นในยุคต่างๆ ในยุคปัจจุบันซึ่งเป็นทุนนิยม นอกจากระบบทุนนิยมจะขัดแย้งในตัวจนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจเป็นประจำแล้ว และนอกจากความขัดแย้งระหว่างชนชั้นปกครองชาติต่างๆ ที่ก่อให้เกิดสงคราม พลังในการล้มระบบทุนนิยมอยู่ที่ชนชั้นกรรมาชีพผู้ทำงาน ซึ่งขัดแย้งกับชนชั้นนายทุนที่คุมอำนาจเศรษฐกิจและการเมือง แต่การที่กรรมาชีพจะเปลี่ยนสังคมได้ ย่อมขึ้นอยู่กับการรวมตัวจัดตั้งทางการเมืองและโอกาสในการลุกฮือ นอกจากนี้การที่ชนชั้นปกครองทั่วโลกพยายามจะลดสิทธิเสรีภาพของคนส่วนใหญ่เมื่อมีโอกาส ก็เป็นเพราะเขาต้องการกอบโกยผลประโยชน์จากเราผ่านการขูดรีด โดยไม่มีการต่อสู้กบฏต่ออำนาจเขา

ความโง่เขลาในกะลาแลนด์

ใจ อึ๊งภากรณ์

ภาพคนไทยคนนี้ ที่ใส่เสื้อติดสัญญลักษณ์ของพวกฝ่ายขวาฟาสซิสต์-นาซี ซึ่งเกลียดชังคนสีผิวอื่น สามารถสรุปความน่าสมเพชของสังคมไทยได้ดี เพราะพวก “พลังผิวขาว” ที่เป็นนาซี จะมองคนไทยว่าเป็น “ไอ้ชิ๊งค์” หรือ “ไอ้เจ็กตาตี๋” ที่ต่ำต้อยกว่าคนผิวขาว ในหลายประเทศที่กำลังมีปัญหาทางเศรษฐกิจ พวกฝ่ายขวาก็จะหาแพะรับบาป และไปโทษคนหน้าตา “ตี๋ๆ” แบบไทย เพื่อเบี่ยงเบนความโกรธแค้นของประชาชนต่อสภาพเศรษฐกิจ ทั่วยุโรป รวมถึงอังกฤษ ก็มีพรรคแบบนี้เกิดขึ้นมา

แต่คนไทยจำนวนมากที่เติบโตภายใต้กะลามะพร้าวแห่งลัทธิคลั่งชาติ จะไม่รู้เรื่องเลย มีแต่จะกราบไหว้ผู้ใหญ่ ยืนเคารพธงชาติ และร้องเพลงชาติ ในขณะที่ชนชั้นปกครองไทยทำรัฐประหาร ปิดกั้นสิทธิเสรีภาพ จับคนเข้าคุก และดูถูกประชาชนธรรมดาว่า “ไม่มีวุฒิภาวะ” ที่จะมีสิทธิ์มีเสียงหรือเลือกรัฐบาล

ยิ่งกว่านั้น ในทางเศรษฐกิจ ในขณะที่พวกชนชั้นปกครองไทยเสพสุข “ทำนาบนหลังพลเมืองส่วนใหญ่” และมีวิถีชีวิตพอๆ กับเศรษฐีจากประเทศร่ำรวย มันก็จะออกมาพูดว่า “การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำสร้างปัญหา” “การนำภาษีประชาชนมาพยุงชาวไร่ชาวสวนเป็นสิ่งที่ผิด” หรือ “การมีระบบสาธารณสุขฟรีเป็นการสิ้นเปลืองทรัพยากร” แต่มันก็ยังพยายามหลอกให้เราภูมิใจในประเทศชาติที่มันคุมและเป็นเจ้าของเบ็ดเสร็จ

ในกะลาแลนด์ ประชาชนถูกสอนให้รักชาติ ภูมิใจในความเป็นไทย ทั้งๆ ที่ไทยยังเป็นทาส มันเป็นกระบวนการ “ทำตัวเองเป็นทาส” ภายใต้การกล่อมเกลาในเรื่องชาตินิยมจากชนชั้นปกครอง คนไทยในภาพที่ใส่เสื้อ “พลังผิวขาว” ถือว่าทำตัวเองเป็นทาสอย่างสมบูรณ์

ดังนั้นคนจำนวนมากจะชื่นชมเวลาทีมฟุตบอล์ไทยชนะการแข่งขัน ทั้งๆ ที่หลายคนไม่สนใจฝีมือหรือเทคนิคในการเตะบอล์เลย

ดังนั้น ในมุมกลับกับลัทธิคลั่งชาติ มีคนรักประชาธิปไตยหลายคนที่ไปแอบชื่นชมราชินีอังกฤษเพราะที่อังกฤษไม่มี 112 ทั้งๆ ที่ราชวงศ์อังกฤษร่ำรวยมหาศาล จ่ายค่าจ้างกับคนรับใช้ต่ำ และเป็นเครื่องมือของชนชั้นปกครองที่กดขี่ประชาชนอังกฤษ

เราลืมประเด็นชนชั้น เรามองแต่ประโนชาติ เพราะฝ่ายซ้ายไทยอ่อนแอหลังการล่มสลายของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย และแม้แต่ในยุค พคท. พรรคก็ยังชูแนวชาตินิยมอีกด้วย

ผลคือคนไทยจำนวนมากไม่รู้จักสมานฉันท์สามัคคีกับคนชนชั้นเดียวกันในประเทศอื่น สิ่งที่เห็นได้ชัดคือการที่คนไทยจำนวนมากใช้คำไม่สุภาพเวลาเอ่ยถึงคนเชื้อชาติหรือสีผิวที่ต่างออกไป ลักษณะภาษาที่คนไทยจำนวนมากใช้ จะไม่ต่างจากภาษาที่พวกฝ่ายขวาฟาสซิสต์-นาซี ที่ภูมิใจใน “พลังผิวขาว” ใช้ ตัวอย่างที่ดีคือการใช้คำว่า “แขก” “ฝรั่ง” “ไอ้มืด” “ไอ้ลาว” ฯลฯ ที่คนจำนวนมากใช้โดยไม่คิดอะไรเลย เพราะในกะลาแลนด์ชนชั้นปกครองพยายามส่งเสริมให้เราไม่คิด

อีกสิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ คนไทยจำนวนหนึ่งไม่สนใจเรื่องที่มีสาระอะไรเลยที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ โดยเฉพาะประวัติศาสตร์ ดังนั้นเราจะเห็นคนใส่เสื้อฮิตเลอร์และพูดชมฮิตเลอร์โดยไม่รู้เรื่องเลย ทั้งๆ ที่ฮิตเลอร์เป็นคนที่มองว่าเชื้อชาติตะวันออกแบบไทยๆ ต่ำต้อยกว่าคนผิวขาว และฮิตเลอร์เป็นจอมเผด็จการยิ่งกว่าไอ้ยุทธิ์มือเปื้อนเลือดที่แต่งตั้งตนเองเป็นหัวหน้าในไทยเสียอีก

แต่ทั้งหมดที่ผมพูดถึงนี้ไม่ใช่ลักษณะเฉพาะของคนไทย มันมาจาการอยู่ใต้กะลามากกว่า ในสหรัฐอเมริกา คนจำนวนมากก็ไม่รู้เรื่องสิ่งที่เกิดในประเทศอื่นเช่นกัน และตำรวจสหรัฐขึ้นชื่อว่าเกลียดชังคนผิวดำและพร้อมจะฆ่าคนผิวดำโดยรู้ว่าตนเองจะไม่ถูกลงโทษ

กะลาที่ครอบหัวคนในสังคมเรา หรือในสังคมอื่น มันไม่ใช่กะลาถาวร มันยกออกได้ และในอดีตกะลาไทยก็ถูกเปิดออกมามากว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ แต่ที่สำคัญคือ แนวคิดที่จะปลดแอกคนจากการ “ทำตัวเองเป็นทาส” เป็นแนวคิดฝ่ายซ้ายสังคมนิยมที่เน้นเรื่องชนชั้นมากกว่าชาติ นี่คือสาเหตุที่เราต้องรื้อฟื้นแนวสังคมนิยมและสร้างพรรคฝ่ายซ้ายในไทย