Tag Archives: ชาวมุสลิม

ต้นกำเนิดความขัดแย้งและความรุนแรงในแคชเมียร์

ใจ อึ๊งภากรณ์

แคชเมียร์ หรือที่เรียกกันเต็มๆ ว่า “จัมมูและแคชเมียร์” เป็นพื้นที่ที่มีทหารยึดครองหนาแน่นที่สุดในโลก คาดว่าทหารอินเดีย 5 แสนคนคุมพื้นที่ที่มีประชากรแค่ 7 ล้านคน และตั้งแต่ปี 2016 กองกำลังของอินเดียได้ใช้ปืนยิงนกในการปราบการเดินขบวนประท้วงของประชาชน โดยจงใจทำให้คนตาบอด นอกจากนี้มีการอุ้มฆ่า ทรมาน และข่มขืนประชาชนชาวมุสลิม โดยทหารอินเดียอีกด้วย

pellets-640-535x472

images

ต้นกำเนิดของความขัดแย้งและความรุนแรงมาจากการปกครองของอังกฤษ ทีใช้วิธีการแบ่งแยกเพื่อปกครองมาตลอด และในยุคที่มีการยอมยกเอกราชให้อินเดีย ผลของการแบ่งแยกเพื่อปกครองนั้นก็สำแดงออกมาในความขัดแย้งนองเลือดระหว่างคนมุสลิมกับคนฮินดู

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ขณะที่ขบวนการกู้ชาติอินเดียเติบโตอย่างรวดเร็ว อังกฤษจงใจสนับสนุน “สันนิบาตมุสลิม” ที่หนุนอังกฤษในสงครามโลกและขัดขาขบวนการกู้ชาติ และเพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณ อังกฤษสัญญาว่าจะแบ่งแยกอาณานิคมอินเดีย เป็นอินเดียกับปากีสถาน ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องของ“สันนิบาตมุสลิม”  และเป็นการแบ่งแยกประเทศตามศาสนา

download
พรรคคองเกรส
download (1)
สันนิบาตมุสลิม

พอใกล้เวลาที่อังกฤษจะถอนตัวออกจากอินเดีย “พรรคคองเกรส” ที่เคยต้านอังกฤษและคัดค้านการแบ่งแยกประเทศก็เปลี่ยนใจยอมรับ สาเหตุหลักคือพรรคคองเกรสกลัวว่าถ้าไม่รีบแบ่งแยกประเทศ มวลชนชาวอินเดียจากทุกศาสนาจะสามัคคีรวมตัวกันลุกฮือ และอิทธิพลของพรรคคองเกรสจะหายไปท่ามกลางกระแสการเมืองซ้ายที่ก้าวหน้ามากกว่า

เมื่อเกิดการแบ่งแยกประเทศ ประชาชนจำนวนมากพบว่าตนอยู่ในเขต “ผิด” เพราะไม่ได้นับถือศาสนาเหมือนคนส่วนใหญ่ในเขตนั้น การปลุกระดมความเกลียดชังของคนต่างศาสนา ซึ่งมาจากนโยบายของอังกฤษ และความพยายามเบี่ยงเบนความเดือดร้อนของประชาชนไปสู่แพะรับบาปโดยนักการเมือง นำไปสู่การนองเลือด คาดว่าคนเป็นแสนเสียชีวิต และประชาชนนับล้านต้องหนีข้ามพรมแดนกัน

ประเทศใหม่สองประเทศที่เกิดขึ้น อินเดีย กับ ปากีสถาน(ซึ่งตอนนั้นรวมถึงบังคลาเทศ) กลายเป็นคู่ขัดแย้ง โดยเฉพาะในเรื่องแคชเมียร์ ปากีสถานถูกปกครองในรูปแบบเผด็จการทหารหลายปีโดยเจ้าครองที่ดินและพ่อค้าใหญ่ชาวมุสลิมมีอิทธิพลสูง ส่วนอินเดียปกครองผ่านระบบประชาธิปไตยโดย “พรรคคองเกรส” ที่อ้างว่าไม่อิงศาสนา แต่ในทางปฏิบัติมีความสัมพันธ์กับพวกที่เน้นความเป็นใหญ่ของชาวฮินดู

ในสมัยที่อินเดียกับปากีสถานได้เอกราช คนส่วนใหญ่ในจัมมูและแคชเมียร์เป็นคนมุสลิมแต่ปกครองโดยเจ้าที่นับถือศาสนาฮินดู และในขณะที่ผู้ปกครองคนนี้ไม่ยอมเลือกข้างระหว่างอินเดียกับปากีสถาน “กองโจร”ติดอาวุธจากปากีสถาน และทหารของอินเดีย ก็ข้ามพรมแดนเข้ามาเพื่อแย่งชิงพื้นที่ ในที่สุดสหประชาชาติก็แบ่งแยกแคชเมียร์ระหว่างปากีสถานกับอินเดีย โดยมีการสัญญาว่าจะมีการทำประชามติให้ประชาชนเลือกว่าอยากจะปกครองกันอย่างไร ประชามตินั้นไม่เคยเกิดขึ้น

คาดว่าคนส่วนใหญ่คงจะอยากมีประเทศอิสระของตนเองที่ไม่ขึ้นกับอินเดียหรือปากีสถาน เพราะมองว่าไม่ว่าจะอยู่ภายใต้ใครก็จะไม่มีเสรีภาพ

india-kashmir-protests_d2b59a9e-519b-11e6-8d8d-a42edc5c5383

สถานการณ์ในจัมมูและแคชเมียร์ค่อยๆ เข้าสู่ขั้นวิกฤต หลังจากที่พรรคคองเกรสแพ้การเลือกตั้ง และนเรนทรา โมดี จาก “พรรคภารตียชนตา” ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี “พรรคภารตียชนตา” เป็นพรรคของคนคลั่งศาสนาฮินดู และโมดี มีประวัติในการปลุกระดมความรุนแรงต่อชาวมุสลิมอีกด้วย

modi
นเรนทรา โมดี

ปีนี้รัฐบาลอินเดียภายใต้โมดี ได้ยกเลิกมาตรา 370 ของรัฐธรรมนูญที่ให้สิทธิในการปกครองตนเองระดับหนึ่งกับชาวแคชเมียร์ และยกเลิกมาตรา 35A ที่ปกป้องการยึดครองที่ดินของคนพื้นเมืองในแคชเมียร์ เพราะโมดีต้องการส่งเสริมให้ชาวฮินดูจากอินเดียเข้าไปถือครองที่ดิน ทั้งนี้เพื่อเพิ่มจำนวนคนฮินดูและเปิดทางให้กลุ่มทุนอินเดียเข้ามากอบโกยผลประโยชน์ ในขณะที่ประกาศนโยบายใหม่มีการจับคุมนักการเมืองและปิดระบบโทรคมนาคมพร้อมๆ กับการใช้ความรุนแรงของทหาร

pic_1565162567

พื้นที่แคชเมียร์ล้มอรอบด้วยมหาอำนาจติดอาวุธนิวเคลียร์สามประเทศคือ อินเดีย ปากีสถาน และจีน อินเดียกับปากีสถานเคยทำสงครามกันเรื่องแคชเมียร์หลายครั้ง และตอนนี้สหรัฐอเมริกาก็เข้ามามีส่วน โดยเปลี่ยนการสนับสนุนปากีสถานไปเป็นการสนับสนุนอินเดียเพื่อต้านอิทธิพลจีน

a-kashmir-man-carries-an-injured-women-during-a-clash-between-protesters-and-indian-forcess-on-eid-day

เสรีภาพแท้จริง และสันติภาพจะเกิดขึ้นกับชาวแคชเมียร์ได้ก็ต่อเมื่อคนในพื้นที่มีสิทธิที่จะกำหนดอนาคตของตนเองอย่างเสรี โดยไม่มีมหาอำนาจใดเข้ามาแทรกแซง และถ้าจะเกิดขึ้นได้ ชนชั้นกรรมาชีพในอินเดียและปากีสถานจะต้องออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านชนชั้นปกครองของตนเอง เพื่อประโยชน์ทางชนชั้น และในขณะเดียวกันต้องสมานฉันท์กับชาวแคชเมียร์

[ข้อมูลส่วนใหญ่ในการเขียนบทความนี้มาจากบทความ Kashmir: the poisoned legacy of partition. By Joseph Choonara https://bit.ly/2k6joj3 ]

คนที่ปกป้อง “พระ” อภิชาติ เป็นคนที่ไร้จิตสำนึกประชาธิปไตย

ใจ อึ๊งภากรณ์

การที่ “พระ” ที่ชื่อ อภิชาติ ถูกทหารจับสึก สร้างความไม่พอใจในหมู่คนไทยจำนวนหนึ่งที่มีทัศนะแย่ๆ ต่อชาวมุสลิม พวกคนเหล่านี้ลึกๆ แล้ว เกลียดชังชาวมาเลย์มุสลิมในภาคใต้ หรือชาวโรฮิงญาในพม่า เขาเป็นพวกเหยียดเชื้อชาติและศาสนา และการที่มีคนเสื้อแดงหลายคนรวมอยู่ในกลุ่มนี้ก็เป็นเรื่องน่าอับอายขายหน้า แต่สำหรับหลายคนมันยังไม่สายเกินไปที่จะทบทวนตนเองและยกเลิกอคติที่ตนมีต่อเชื้อชาติหรือศาสนาของคนอื่น อย่างไรก็ตามสำหรับคนอีกส่วนหนึ่งคงไม่มีปัญญาจะทบทวนตนเองได้

“เอาน้ำมันหมูกรอกปากโต๊ะอิหม่ามเลยครับ” คือตัวอย่างของคำหยาบคายที่คนแบบนี้ใช้ในโซเชียลมีเดีย

อภิชาติเป็นคนที่อ้างตัวเป็น “พระสงฆ์” แล้วปลุกระดมให้คนเกลียดชังชาวมุสลิม และไปใช้ความรุนแรงกับชุมชนมุสลิมอีกด้วย สองปีก่อนอภิชาติพูดว่า “หมดเวลาแล้วที่ชาวพุทธจะใช้คำว่า เมตตาปรานี ถ้าพระใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ถูกระเบิดหรือถูกยิงตาย 1 รูป ต้องแลกกับการไปเผามัสยิดทิ้งไป 1 มัสยิด โดยเริ่มจากภาคเหนือลงมาเรื่อยๆ”  “ถ้ากลัวก็ไปกราบเท้าแขกและยกประเทศให้” นอกจากนี้อภิชาติก็พูดทำนองว่า “แขกอิสลามบ่อนทำลายพุทธศาสนามาตลอด”

จะสังเกตเห็นว่าเขามักจะใช้คำหยาบคายและเหยียดหยามคนเชื้อสายมาเลย์หรือคนเอเชียใต้ด้วยคำว่า “แขก” เสมอ ซึ่งคนไทยจำนวนมากที่ไม่เห็นด้วยกับอภิชาติ ก็ใช้คำว่า “แขก” เช่นกัน ปรากฏการณ์แบบนี้ชี้ให้เห็นว่ากระแสเหยียดหยามทางเชื้อชาติแพร่กระจายไปทั่วสังคมไทย มันถึงเวลาแล้วที่ต้องมีการเตือนสติกัน

อภิชาติเป็นพวกที่ใช้ศาสนาพุทธเป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ลัทธิฝ่ายขวาสุดขั้ว ที่คอยปลุกระดมให้คนเกลียดมุสลิม เขาไม่ต่างจากพวกฟาสซิสต์ในยุโรป หรือพระฟาสซิสต์ในพม่าที่ชื่อวิระทู ซึ่งเป็นพระเอกของอภิชาติ วิระทูชอบปลุกระดมให้ม็อบอันธพาลชาวพุทธไปทำร้ายชาวมุสลิม โดยที่เขามีเส้นสายภายในหมู่ทหารเผด็จการพม่าอีกด้วย อภิชาติก็ชมวิระทูว่า “พูดถูก” ที่วิระทูพูดว่า ชาวโรฮิงญา “ใช้ชีวิตบนผืนแผ่นดินเราแต่ไม่สำนึกในบุญคุณของเรา”

คำพูดของ อภิชาติ และวิระทู เป็นคำพูดป่าเถื่อน แต่ยิ่งกว่านั้นเป็นการบิดเบือนประวัติศาสตร์ เพื่อให้ความชอบธรรมกับลัทธิขวาตกขอบของเขา ในความเป็นจริงทั้งชาวมาเลย์มุสลิม และชาวโรฮิงญาอาศัยในพื้นที่ที่เป็นของเขามานาน ก่อนที่รัฐบาลไทย อังกฤษ หรือพม่า จะทำการสร้างประเทศและยึดพื้นที่ของเขามาปกครอง

ในกรณีภาคใต้ รัฐบาลไทยกดขี่คนมาเลย์มุสลิมมานาน พร้อมกับใช้ความรุนแรงในการพยายามปกครอง ตั้งแต่ปี ๒๔๖๔  รัฐบาลไทยมีนโยบายบังคับให้ชาวมาเลย์มุสลิมเปลี่ยนเป็น “ไทย” ผ่านระบบการศึกษา โดยมีการห้ามใช้ภาษาของตนเองในโรงเรียนเป็นต้น ในปี ๒๔๙๑  ผู้นำสำคัญของชาวมาเลย์ชื่อ ฮัจญีสุหลง ถูกจับคุมโดยรัฐบาลไทยและในที่สุดโดนฆ่าวิสามัญ ในปีเดียวกันตำรวจไทยก่อเหตุนองเลือด ฆ่าชาวบ้านที่ บ.ตุซงญอ อ.ระแงะ จ. นราธิวาส สภาพแบบนี้ดำรงอยู่มาจนทุกวันนี้ ในวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๔๗ กองทหารและตำรวจไทยจงใจฆ่าชายมุสลิมบริสุทธิ์แปดสิบกว่าคนในเหตุการณ์ที่ตากใบ

พฤติกรรมของรัฐไทยคือต้นกำเนิดของการลุกชึ้นจับอาวุธของชาวมาเลย์มุสลิมบางคน เขาไม่ใช่โจร เขาเป็นคนที่ต้องการเสรีภาพ โจรที่แท้จริงคือเจ้าหน้าที่รัฐไทย โดยเฉพาะทหาร ซึ่งโจรรัฐไทยก็เคยฆ่าคนเชื้อชาติไทยกลางกรุงเทพฯ หลายครั้ง และใช้กำลังอาวุธในการทำรัฐประหารอีกด้วย

การที่พลเมืองไทย รวมถึงพระสงฆ์ ไม่ออกมาประท้วงต่อต้าน อภิชาติ เปิดทางให้เขาสามารถสร้างภาพการเป็นเหยื่อเมื่อทหารเผด็จการจับสึกและนำไปขัง การกระทำของทหารครั้งนี้ไม่ได้ทำเพราะมีอุดมการณ์ดีๆ อะไรเลย แต่ทำไปเพราะกลัวว่า อภิชาติ จะเพิ่มความขัดแย้งในสังคมที่ทหารจะคุมยากขึ้น และการที่ทหารจับ อภิชาติ ไม่ได้แปลว่าทหารจะไม่มีแนวคิดคล้ายๆ เขา

ประเด็นการกระทำของทหารต่อ อภิชาติ ไม่ใช่ประเด็นหลัก ในระยะยาวแนวคิดเหยียดเชื้อชาติ และแนวชาตินิยมของ อภิชาติ ช่วยปกป้องอำนาจของรัฐไทย โดยเฉพาะฝ่ายที่นิยมเผด็จการ เพราะทำให้พลเมืองไทยตาบอดถึงอาชญากรรมของรัฐไทยในภาคใต้ มันทำให้คนธรรมดาขัดแย้งกันเอง แทนที่จะมีการสร้างความสามัคคีในการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิเสรีภาพและความเท่าเทียมของทุกคน ลัทธิเหยียดเชื้อชาติเป็นอาวุธสำคัญในการแบ่งแยกและปกครอง และในการเบี่ยงเบนประเด็นความเดือดร้อนของประชาชนเพื่อไม่ให้ไปโทษชนชั้นปกครอง ในหลายแง่ ถ้าดูจากมุมมองชนชั้น คนอย่างอภิชาติไม่ต่างจาก “พระฟาสซิสต์” ที่ชื่อ อิสระ ซึ่งเป็นพระโปรดของประยุทธ์มือเปื้อนเลือด ทั้งสองใช้ลัทธิที่เอื้อกับการใช้อำนาจของเผด็จการ

สิ่งที่สำคัญเกี่ยวกับสังคมไทยคือ คนไทยจำนวนมากใช้คำว่า “แขก” ในบริบทคล้ายๆ กับ อภิชาติ ทั้งๆ ที่คนเหล่านั้นอาจไม่เห็นด้วยกับจุดยืนของ อภิชาติ และนอกจากนี้มีคนที่ปกติอยู่ในฝ่ายประชาธิปไตยที่มีทัศนะแย่ๆ เกี่ยวกับโรฮิงญาหรือคนมาเลย์มุสลิม ในกรณีภาคใต้คนเหล้านี้จะด่า “โจรใต้” โดยไม่เอาใจใส่ในการศึกษาประวัติศาสตร์ และไม่มีการวิจารณ์ฝ่ายทหารที่ก่ออาชญากรรมแต่แรก นอกจากนี้มีคนไทยจำนวนมากที่นิยมลัทธิชาตินิยม ซึ่งในบริบทสังคมไทย เป็นลัทธิที่ปกป้องอำนาจของชนชั้นปกครองอย่างเดียว

ปรากฏการณ์แบบนี้แสดงให้เห็นว่ากระแสเหยียดเชื้อชาติในไทยมีอิทธิพลลสูง และเส้นแบ่งระหว่างคนอย่าง  อภิชาติ กับคนทั่วไปที่ใช้คำว่า “แขก” ไม่ชัดเจน สาเหตุหลักคือไม่มีขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมที่รณรงค์อย่างเป็นระบบที่จะต่อต้านกระแสเหยียดเชื้อชาติในไทย และไม่มีการรณรงค์ประท้วงพฤติกรรมแย่ๆ ของ อภิชาติ ด้วย เหตุผลที่ไม่มีขบวนการมวลชนที่ต่อต้านทัศนะเหยียดเชื้อชาติในไทยก็เพราะไทยขาดพรรคฝ่ายซ้ายที่พอจะมีอิทธิพลได้ ตรงนี้เราเห็นชัดว่าไทยแตกต่างจากประเทศอื่น โดยเฉพาะประเทศในยุโรป ด้วยเหตุนี้ในเรื่องสิทธิเสรีภาพทั่วๆ ไป ไทยจะล้าหลังมาก เช่นเรื่องสิทธิในการทำแท้งเสรี ทัศนะเกี่ยวกับเรื่องเพศ ความเท่าเทียมของพลเมืองโดยไม่มีการมอบคลาน หรือในเรื่องความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจฯลฯ นอกจากนี้เราไม่มีขบวนการมวลชนของพลเมืองไทยที่ออกมาเรียกร้องให้มีการรับผู้ลี้ภัยโรฮิงญา หรือให้มีการถอนทหารตำรวจออกจากพื้นที่สามจังหวัดเพื่อสร้างสันติภาพเป็นต้น

ดังนั้นเราจำเป็นต้องคิดหาวิธีสร้างขบวนการมวลชนที่ต่อต้านทัศนะเหยียดเชื้อชาติ เพื่อชักชวนคนส่วนใหญ่ให้เลิกเหยียดเชื้อชาติหรือเลิกใช้คำอย่างเช่น “แขก” หรือ “ไอ้มืด” ฯลฯ คนเหล่านี้ไม่เคยถูกท้าทายเรื่องทัศนคติ แต่ผู้เขียนมั่นใจว่าเขาเปลี่ยนทัศนคติได้ เพราะเขาไม่ได้เป็นคนที่เห็นด้วยกับคนอย่าง อภิชาติ ยิ่งกว่านั้นเราทราบดีว่ามีคนจำนวนมาก รวมถึงกลุ่มต่างๆ เช่น “กลุ่มเพื่อนเพื่อมนุษยธรรม” ที่ไม่เห็นด้วยกับการเหยียดเชื้อชาติ แต่ไม่มีการจัดเป็นขบวนการเคลื่อนไหวของมวลชน เขาจึงมีอิทธิพลจำกัด

ขบวนการมวลชนที่ต่อต้านทัศนะเหยียดเชื้อชาติ จะต้องให้การศึกษากับคนธรรมดาให้เข้าใจต้นกำเนิดของความรุนแรงในภาคใต้ และต้องจับมือร่วมกับนักประชาธิปไตยในการต่อต้านเผด็จการทหารอีกด้วย

ถ้าเราไม่มีองค์กรมวลชนที่ทวนกระแสเหยียดเชื้อชาติในสังคม คนอย่าง อภิชาติ จะสามารถดึงคนธรรมดามาคิดเหมือนเขาได้ และสิทธิเสรีภาพประชาธิปไตยจะไม่มีวันเกิด

อ่านเพิ่ม http://bit.ly/2b5aCYI

ละครตลกร้ายของการเลือกตั้งในพม่า

ใจ อึ๊งภากรณ์

ในอดีตนักวิชาการเคยตั้งชื่อการเลือกตั้งในประเทศอินโดนีเซีย สมัยเผด็จการซุฮาร์โตว่าเป็น “ละครแห่งการเลือกตั้ง” เพราะรัฐบาลทหารของอินโดนีเซียออกแบบและจัดฉากแห่งการเลือกตั้งให้ดูดี ทั้งๆ ที่เป็นการเลือกตั้งปลอมที่ไร้เสรีภาพโดยสิ้นเชิง

การเลือกตั้งที่กำลังเกิดขึ้นในพม่าก็ไม่ต่างออกไป และยิ่งกว่านั้นมันเป็นรูปแบบการเลือกตั้งที่แก๊งไอ้ประยุทธ์มือเปื้อนพยายามที่จะลอกมาใช้ในไทยด้วย

เราควรเตือนความจำกันว่าในระบบพม่า ซึ่งอาศัยรัฐธรรมนูญที่ทหารร่างเอง กองทัพสำรองที่นั่ง 25% ในรัฐสภา และวุฒิสภาให้ตนเอง ดังนั้นพรรคการเมืองของกองทัพจะต้องชนะที่นั่งจากการเลือกตั้งแค่อีก 25% ก็จะได้เสียงข้างมาก ยิ่งกว่านั้นกองทัพได้สงวนสิทธิ์ที่จะให้นายพลดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมหาดไทย กลาโหม และรัฐมนตรีที่ควบคุมพรมแดน กองทัพมีสิทธิ์วีโต้การแก้รัฐธรรมนูญ และในกรณี “วิกฤต” กองทัพสามารถเข้ามาคุมรัฐบาลได้เสมอ นอกจากนี้ประธานาธิบดีจะถูกเลือกโดยผู้แทนในรัฐสภาจากสามชื่อที่เสนอมา สองชื่อเสนอโดยสมาชิกสภา และอีกหนึ่งชื่อเสนอโดยกองทัพ ใครได้คะแนนสูงสุดจะเป็นประธานาธิบดี และอีกสองคนจะเป็นรองประธานาธิบดี

แต่ความเลวทรามของระบบการเมืองพม่ามีมากกว่านี้ เพราะ 5% (2.5 ล้านคน ) ของประชากรพม่าที่เป็นชาวมุสลิมจะไม่มีผู้แทนเลย เพราะทั้งพรรคทหารและพรรค NLD ของอองซานซูจี ไม่ยอมให้คนมุสลิมลงสมัครรับเลือกตั้ง และในกรณีการใช้สิทธิ์เลือกตั้ง มีการเลือกปฏิบัติต่อพลเมืองพม่าที่นับถือศาสนาอิสลามอีกขั้นตอนหนึ่ง คือก่อนที่จะมีสิทธิ์เลือกตั้ง คนมุสลิมที่อยู่พม่าเป็นร้อยๆ ปี จะต้องทำบัตรทะเบียนเลือกตั้งที่ต้องระบุว่าตนเองเป็นคนเชื้อสายอินเดียหรือปากีสถาน ซึ่งทำให้คนจำนวนมากไม่ยอมไปทำบัตร เพราะมองว่าตัวเองเป็นคนพม่า ที่ร้ายสุดคือสำหรับชาวโรฮิงญาอีกครึ่งล้านคน เขาถูกตัดสิทธิ์ในการเป็นพลเมืองไปโดยสิ้นเชิง

ท่าทีของพรรค NLD ของอองซานซูจีในเรื่องนี้แย่มาก เพราะไปเล่นนโยบายคลั่งชาติและเหยียดคนมุสลิมพอๆ กับทหาร และพอๆ กับพระสงฆ์ฟาสซิสต์ที่ต้องการเผาบ้านชาวมุสลิม

นอกจากนี้ในพม่ามีนักโทษการเมืองเป็นร้อย และสหประชาชาติแถลงว่าการจำกัดสิทธิในการแสดงออกและการชุมนุม รวมถึงการจับคุมคนที่เห็นต่าง และการใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุม โดยรัฐบาลทหารท่ามกลางการเลือกตั้ง แปลว่าแม้แต่การเลือกตั้งในกรอบที่ทหารจัดไว้ ก็ยังมีปัญหา และอีกเรื่องที่เราไม่ควรลืมคือสงครามระหว่างกองทัพพม่าและชนกลุ่มน้อยในหลายพื้นที่ จะทำให้การเลือกตั้งในพื้นที่เหล่านั้นไม่เกิดขึ้น

นับว่ากองทัพพม่ารัดตัวคุมระบบการเมืองเหมือนงูเหลือมยักษ์จนประชาชนเกือบจะไม่มีสิทธิเสรีภาพเลย

ถ้าพรรคของอองซานซูจีได้เสียงข้างมากในหมู่ สส. ที่มาจากการเลือกตั้ง ซูจี ยังเสนออีกว่าจะตั้งรัฐบาลปรองดองแห่งชาติ ซึ่งแปลว่าอาจตั้งรัฐบาลรวมกับพรรคทหาร แต่ที่แน่นอนคือ จะไม่มีการสอบสวนและลงโทษนายทหารที่ก่ออาชญากรรมและละเมิดสิทธิมนุษยชนแต่อย่างใด ซึ่งคงไม่ต่างจากจุดยืนของนักการเมืองพรรคเพื่อไทยต่อทหารมือเปื้อนเลือดในไทย

การเลือกตั้งคราวนี้คงไม่มีวันแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำมหาศาลระหว่างคนจนกับคนรวย และไม่มีวันไปแตะพวกนักธุรกิจ “มีเส้น” ที่เป็นพรรคพวกของทหาร

ดังนั้นเราคงหวังว่าเสรีภาพ ประชาธิปไตย และความก้าวหน้าจะเกิดขึ้นกับพม่าหลังการเลือกตั้งไม่ได้เลย

ฝรั่งเศส “ดินแดนแห่งเสรีภาพ” จริงหรือ?

ใจ อึ๊งภากรณ์

หลังจากเหตุการณ์ฆ่านักวาดการ์ตูนที่วารสาร ชาลี เฮบโด เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และการเดินขบวนประท้วงความรุนแรงดังกล่าวที่มีประชาชนออกมาหลายล้านคน คนไทยจำนวนหนึ่งตื่นเต้นและหลงเชื่อว่าฝรั่งเศสเป็น “ดินแดนแห่งเสรีภาพ” ที่มีการปกป้องเสรีภาพในการแสดงออก บางคนพยายามอธิบายว่านี่คือผลพวงของการปฏิวัติฝรั่งเศสและแนวคิดสาธารณะรัฐที่เกิดในยุค 1789

แต่คนที่เชื่อแบบนี้ตาบอดถึงลักษณะแท้ของสังคมฝรั่งเศส

ในยุคล่าอาณานิคมที่เป็นยุคแห่ง “ทุนนิยม” ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากการปฏิวัติฝรั่งเศส และหลังจากที่มีการก่อตั้งสาธารณะรัฐที่ไม่อิงศาสนา ประเทศฝรั่งเศสเข้าไปยึดครองดินแดนในทวีปอัฟริกาและเอเชียด้วยความป่าเถื่อน ในภูมิภาคของเรา ฝรั่งเศสเข้ามาปกครอง ลาว เขมร และเวียดนาม และใช้พวกเผยแพร่ศาสนาคริสต์เพื่อเป็นเครื่องมือในการสร้างสถานการณ์เพื่อก่อสงครามอีกด้วย ชาวเวียดนาม ลาว และเขมร ถูกรัฐบาลฝรั่งเศสบังคับใช้แรงงานเหมือนไพร่ในไทย และฝรั่งเศสก็เป็นประเทศที่ริเริ่มสงครามเวียดนาม เพื่อสกัดกั้นเสรีภาพของชาวเวียดนาม

ใน อัลจีเรีย ฝรั่งเศสยึดครองสังคมมุสลิมนี้ด้วยความป่าเถื่อนเช่นกัน และมีการปราบขบวนการกู้ชาติอัลจีเรียด้วยความโหดร้ายทารุน ในปี 1961 เมื่อชาวอัลจีเรียในกรุงปารีสต้องการเดินขบวนเรียกร้องเอกราชจากฝรั่งเศส ตำรวจฝรั่งเศสก็ปราบอย่างหนัก มีการฆ่าชาวอัลจีเรียโยนลงแม่น้ำเซนกว่า 200 ศพ และจนถึงทุกวันนี้ไม่มีใครถูกลงโทษ และไม่มีการขอโทษอย่างเป็นทางการจากรัฐเลย

ที่น่าสังเกตคือ มือปืนที่ไปฆ่านักวาดการ์ตูน ชาลี เฮบโด เป็นคนที่เกิดในฝรั่งเศส แต่เป็นคนเชื้อสายอัลจีเรีย เขาเริ่มทนไม่ได้เมื่อเห็นพฤติกรรมป่าเถื่อนของสหรัฐที่ทรมานนักโทษจากตะวันออกกลางในสงครามอิรัก

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ชนชั้นปกครองฝรั่งเศสส่วนใหญ่สนับสนุนฮิตเลอร์กับพวกนาซี ในขณะที่ประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ มีการจัดตั้งเพื่อต่อต้านนาซีและฮิตเลอร์ เมื่อเยอรมันเข้ามายึดครองฝรั่งเศส เจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสจำนวนไม่น้อยมีบทบาทในการส่งชาวยิวจากฝรั่งเศสไปตายในค่ายของนาซี

ในอดีต ในปี 1894 มีเรื่องอื้อฉาว เพราะชนชั้นปกครองฝรั่งเศสยัดข้อหาเท็จใส่นายทหารชื่อ “เดรฟัส” เพราะเป็นคนยิว

ในสมัยนี้ฝรั่งเศสยังทำตัวเป็นจักรวรรดินิยม โดยใช้กองกำลังแทรกแซงในหลายประเทศของอัฟริกาและตะวันออกกลาง ล่าสุดเมื่อปี 2013 ทหารฝรั่งเศสไปเปิดศึกกับกองกำลังมุสลิมทางเหนือของประเทศมาลี และสงครามนี้ยังไม่สิ้นสุด นอกจากมาลีแล้ว ฝรั่งเศสก็แทรกแซงทางทหารในลิเบียและซิเรียอีกด้วย

ภายในสังคมฝรั่งเศสทุกวันนี้ กระแสกเหยียดสีผิวและเชื้อชาติมาแรง พรรคการเมืองที่กำลังนำในโพล์ คือพรรค “แนวร่วมชาติ” FN ซึ่งเป็นพรรคนาซี นโยบายของพรรคเหยียดทั้งชาวยิว คนมุสลิม และคนสีผิวอื่นๆ

ก่อนหน้านี้รัฐบาลฝรั่งเศสออกกฏระเบียบห้ามไม่ให้นักศึกษามุสลิมในโรงเรียนสวมผ้าฮิญาบ โดยอ้างถึงรัฐธรรมนูญที่ไม่อิงศาสนา และในมหาวิทยาลัยชั้นนำ “ซอร์บอน” มีนักศึกษาถูกไล่ออกจากห้องเลคเชอร์ เพราะสวมผ้าฮิญาบ แต่ในขณะเดียวกันไม่มีการห้ามไม่ให้นักเรียนห้อยไม้กางเขนเป็นสร้อยคอ และบางโรงเรียนอนุญาตให้แม่ชีคริสเตียนเข้ามาได้

ในปี 2010 รัฐบาลฝรั่งเศสออกกฏหมายห้ามสตรีมุสลิมสวมผ้าคลุมหน้าบูร์กาหรือ niqab ในที่สาธารณะ และหลายคนก็โดนตำรวจจับ ผ้าคลุมหน้าบูร์กาหรือ niqab ต่างจาก ฮิญาบ เพราะปิดหน้าไม่ใช่แค่คลุมผม

French police and gendarmes check identity cards of women wearing full-face veils, or niqab, as they arrived to demonstrate after calls on the internet by Islamic groups to protest over an anti-Islam video, in Lille

เมื่อปีที่แล้วมีโรงเรียนทางเหนือของฝรั่งเศสที่ไม่ยอมให้นักเรียนกินเนื้อสัตว์ชนิดอื่น เมื่อมีหมูในเมนูประจำวัน เจ้าหน้าที่อธิบายว่าถ้าเด็กไม่อยากกินหมูก็ต้องกินผัก และในเมืองหนึ่ง ผู้ว่าฯไม่ยอมให้ชาวโรมา (ยิปซี) ฝังศพเด็กเล็กที่พึ่งเสียชีวิต

ทั้งหมดนี้คือภาพรวมของสังคมฝรั่งเศสที่เราควรทราบไว้ เมื่อเราพิจารณาเหตุการณ์ฆ่านักวาดการ์ตูนที่วารสาร ชาลี เฮบโด และการเดินขบวนที่เกิดขึ้นภายหลัง ปัญหาใหญ่อันหนึ่งคือฝ่ายซ้ายฝรั่งเศสไม่เข้าใจบทบาทของศาสนาอิสลามในการเป็นความเชื่อของผู้ที่ถูกกดขี่ มาร์คซ์ เคยเขียนว่า “ศาสนาคือหัวใจในโลกที่ไร้หัวใจ” นักสังคมนิยมมาร์คซิสต์อย่างเราจะคัดค้านศาสนาในลักษณะความเชื่อ แต่เราจะปกป้องสิทธิในการนับถือศาสนา และสิทธิของคนที่ถูกกดขี่ทุกคน เราไม่เห็นด้วยกับการก่อการร้าย แต่เราจะเข้าใจว่าต้นเหตุมันมาจากจักรวรรดินิยมและการก่อสงครามของรัฐบาลตะวันตก