Tag Archives: ซิมบาบวี

ประวัติ โรเบิร์ต มูกาบี้ จากผู้นำขบวนการปลดแอกสู่เผด็จการ

โรเบิร์ต มูกาบี้ เกิดในครอบครัวยากจน แต่ด้วยความพยายามสามารถเดินทางไปเรียนในมหาวิทยาลัย ฟอร์ด แฮร์ ที่ประเทศอัฟริกาใต้ พอเรียนจบเขากลับมาที่ประเทศบ้านเกิดซึ่งตอนนั้นเป็นอาณานิคมของอังกฤษที่เรียกว่า “โรดีเชียร์ใต้” ชื่อของประเทศตอนนั้นตั้งขึ้นตามชื่อโจรล่าอาณานิคม เซซิล โรดส์

ในยุคนั้นคนผิวขาวสองแสนกว่าคนมีสิทธิในการเลือกตั้งและครองอำนาจ ในขณะที่คนผิวดำห้าล้านคนไม่มีสิทธิเสรีภาพอะไรเลย นอกจากนี้คนผิวขาวครอบครองที่ดิน 70% ของประเทศ โรดีเชียร์เป็นประเทศที่กดขี่คนผิวดำอย่างเป็นระบบ ไม่ต่างจากอัฟริกาใต้ในยุคเดียวกัน

พอ มูกาบี้ กลับมา เขาเข้าร่วมในขบวนการปลดแอกของคนผิวดำทันที เขามีส่วนสำคัญในการก่อตั้งพรรค Zimbabwe African National Union (Zanu) ในปี 1963 โดยแนวทางของพรรคคือการจับอาวุธเพื่อโค่นล้มชนชั้นปกครองผิวขาว เนื่องจากพรรค Zanu กลายเป็นพรรคผิดกฏหมายในสายตารัฐบาล มูกาบี้ต้องติดคุกหลายปี ในช่วงนั้นเขาสนใจและรับแนวการต่อสู้แบบ “สตาลิน-เหมา” จากจีน มาใช้เป็นแนวทางของพรรค

ในปี 1966 ลูกชายอายุ 3 ขวบของเขาเสียชีวิต และมูกาบี้ขออนุญาตไปงานศพ แต่นายกรัฐมนตรีเผด็จการผิวขาว เอียน สมิท ปฏิเสธ

เอียน สมิท

การกดขี่ปราบปรามขบวนการปลดแอกโดยรัฐบาล ไม่สามารถจะคุมสถานการณ์ได้ และในปี 1978 รัฐบาลของ เอียน สมิท อยู่ในสภาพวิกฤต เพราะต้องรบกับขบวนการจับอาวุธใน 6 จุดทั่วประเทศ รัฐบาลขาดกำลังทหารจนต้องเกณฑ์ชายทุกคนที่มีอายุต่ำกว่า 60 ไปรบ และต้องหาทหารรับจ้างมาเสริมอีก รัฐบาลหมดทางเลือกและต้องยอมเจรจา

ในปี 1974 มูกาบี้ ซึ่งได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรค Zanu ขณะที่ยังติดคุก ก็ถูกปล่อยเพื่อให้เข้าร่วมการเจรจาที่อังกฤษ ในกระบวนการเจรจานี้ หัวหน้าขบวนการคนผิวดำหลายคนพร้อมจะประนีประนอมและแชร์อำนาจทางการเมืองกับพรรคของ เอียน สมิท ในระบบประชาธิปไตยครึ่งใบ แต่ มูกาบี้ ไม่ยอม เขายืนยันว่าประเทศต้องเป็นประชาธิปไตย 100% และคนผิวดำต้องมีสิทธิเสรีภาพเต็มที่

อย่างไรก็ตาม มูกาบี้ ยอมประนีประนอมในเรื่องการถือครองที่ดินของคนผิวขาว โดยตกลงว่าในสิบปีแรกจะไม่มีการปฏิรูปที่ดิน ตอนนั้นเกษตรกรผิวขาวครอบครองที่ดินเกษตรที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด

ในปี 1980 มูกาบี้ กลับเข้าประเทศ และมวลชนจำนวนมากก็มาต้อนรับ ต่อจากนั้นในการเลือกตั้งปีเดียวกันพรรคของ มูกาบี้ ก็ชนะเสียงส่วนใหญ่ในรัฐสภาอย่างชัดเจน ซึ่งสร้างความหวาดกลัวในหมู่พวกเหยียดสีผิวและรัฐบาลตะวันตกโดยเฉพาะอังกฤษ คนที่เคยถูกประณามว่าเป็น “ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์” ก็ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีของประเทศ “ซิมบาบวี”

เมืองเก่าซิมบาบวี

ชื่อของประเทศใหม่นี้ตั้งตามโบราณสถานสำคัญที่พิสูจน์ว่าในอดีต ก่อนยุคล่าอาณานิคม ชาวอัฟริกาผิวดำมีอารยธรรมที่พัฒนาไปไกล แต่ประวัติศาสตร์นี้ถูกปกปิดโดยคนตะวันตกที่เข้ามาครอบครองประเทศ

รัฐบาลใหม่ของ มูกาบี้ ต้องบริหารประเทศที่เศรษฐกิจย่ำแย่ เพราะพวกคนผิวขาวจงใจทำลายก่อนที่จะเสียอาจไป แต่ในไม่ช้าสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนส่วนใหญ่ที่เป็นคนผิวดำเริ่มดีขึ้น ทั้งในเรื่องสาธารณสุข การศึกษา และการเกษตร

อย่างไรก็ตามพวกเกษตรกรรายใหญ่ผิวขาว ก็ทำทุกอย่างเพื่อกีดกันไม่ให้ชาวไร่ชาวนาผิวดำได้ที่ดินของตนเอง

ในด้านลบ รัฐบาลของมูกาบี้ ใช้กำลังทหารในการปราบปรามคู่แข่งทางการเมืองผิวดำในพรรคฝ่ายค้าน คาดว่าประชาชนในแคว้นเมธาบีลีแลนด์ถูกฆ่าตายไปสองหมื่นกว่าคน ตัวสำคัญในการปราบปรามครั้งนี้ นอกจาก มูกาบี้ คือ มันนึงกากูวา หรือ “นายจรเข้” ซึ่งพึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานาธิบดีคนใหม่โดยทหารเมื่อไม่นานมานี้เอง

กลางทศวรรษ80 เกิดวิกฤตเศรษฐกิจในระดับโลก และวิกฤตนี้เริ่มมีผลกระทบร้ายแรงต่อซิมบาบวี ในปี 1991 อัตราตกงานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในขณะที่ปริมาณสินค้าส่งออกตกต่ำ และซิมบาบวีก็หันไปพึ่งไอเอ็มเอฟและธนาคารโลก นี่คือจุดเริ่มต้นของ “สงครามกับคนจน” โดยรัฐบาลมูกาบี้ ในปี 1997-1998 มีการนัดหยุดงานทั่วไปหลายครั้ง และชุมชนต่างๆ ลุกฮือคัดค้านรัฐบาล จากนั้นก็มีการตั้งพรรคฝ่ายค้าน Movement for Democratic Change (MDC) ซึ่งในช่วงนั้นมีฐานเสียงสำคัญในขบวนการแรงงาน แต่ในยุคปัจจุบันแปรธาตุไปเป็นพรรคฝ่ายขวาที่สนับสนุนกลไกตลาดเสรี

ในปี 2000 มูกาบี้ จัดทำประชามติ เพื่อหวังเพิ่มอำนาจเบ็ดเสร็จให้กับตนเอง แต่เขาแพ้การลงคะแนนรอบนั้น ต่อมาในปี 2002 และ 2008 มีการโกงการเลือกตั้งและใช้กำลังในการปราบปรามฝ่ายค้าน เพราะ มูกาบี้ กลัวว่าจะแพ้ กลุ่มที่ถูกปราบปรามหนักสุดคือกลุ่มสังคมนิยม IST ในขณะเดียวกัน มูกาบี้ พยายามเบี่ยงเบนประเด็นทางการเมือง เพื่อหวังกลบลักษณะเผด็จการของตนเอง มีการรณรงค์ต่อต้านคนรักเพศเดียวกัน และมีการส่งพวกทหารผ่านศึกไปยึดที่ดินของคนผิวขาว ซึ่งจริงๆ แล้วควรทำแต่แรก นอกจากนี้ มูกาบี้ และครอบครัวเริ่มสะสมทรัพย์สินมหาศาลด้วยการคอร์รับชั่น และมีการวางแผนให้เมียวัยสาวเป็นประธานาธิบดีคนต่อไป

จุดอ่อนของ มูกาบี้ ที่ทำให้เขาเปลี่ยนไปจากผู้นำขบวนการปลดแอกประเทศไปเป็นทรราช คือการเมืองของที่เน้นการทำทุกอย่างจากเบื้องบน เช่นการจับอาวุธสู้ แทนที่จะอาศัยฐานอำนาจจากชนชั้นกรรมาชีพ การเมืองแบบนี้ทำให้เขาไม่สามารถต้านกระแสจักรวรรดินิยมที่เน้นนโยบายรัดเข็มขัดขององค์กรอย่าง ไอเอ็มเอฟ ได้ และต้องหันไปกดขี่ประชาชนชั้นล่างแทน

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น กลุ่มคนที่เข้ามาครองอำนาจแทนทรราชมูกาบี้ หลังรัฐประหารเมื่อเดือนที่แล้ว ก็เป็นกลุ่มคนเดิมที่เคยอยู่รอบข้าง มูกาบี้ และมีทหารเข้ามานั่งตำแหน่งรัฐมนตรี แต่ตอนนี้พวกเขาต้องการจะใช้นโยบายเสรีนิยมกลไกตลาดสุดขั้ว และกอบโกยทรัพย์สินมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นอนาคตของเสรีภาพและประชาธิปไตยแท้อยู่ในมือของมวลชนกรรมาชีพ

จากกบเลือกนายเป็นกบใต้กะลา

ใจ อึ๊งภากรณ์

สถานการณ์ปัจจุบันในประเทศซิมบาบวี หลังจากที่ทหารทำรัฐประหารยึดอำนาจจากมูกาบี เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของปัญหาการไว้ใจทหารให้ทำอะไรแทนประชาชน เพราะจริงๆ แล้ว กองทัพในรัฐทุนนิยมปัจจุบัน เป็นเครื่องมือของชนชั้นปกครอง และพวกนายพลที่คุมอำนาจในกองทัพ เป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นปกครองด้วย

ทุกวันนี้มีคนจำนวนมากที่ควรจะรู้ดีกว่านี้ ที่สนับสนุนการทำรัฐประหารในซิมบาบวี เพราะมองว่ามูกาบีเป็นทรราชที่มวลชนคนธรรมดา โดยเฉพาะกรรมาชีพ ไม่สามารถโค่นล้มเองได้ นี่คือแนวคิดของคนที่ไม่เคยเชื่อว่าคนชั้นล่างเปลี่ยนแปลงสังคมเองได้ จึงหันไปหาคนใหญ่คนโตในสังคม เพื่อตั้งความหวังว่าเขาจะเปลี่ยนแปลงสังคมให้ และแน่นอนคนใหญ่คนโตที่มีอำนาจในสังคมชนชั้นของทุกประเทศ จะเป็นสมาชิกของชนชั้นปกครองเสมอ

การละเลยที่จะวิเคราะห์และเข้าใจว่าสังคมของทุกประเทศเป็นสังคมชนชั้นในระบบทุนนิยม ทำให้คนหลอกตัวเองว่าไม่มีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ตลอดไประหว่างชนชั้นปกครองและประชาชน พวกนี้จะมองว่าบางคนที่เป็นนายทหาร หรือนักการเมือง อาจเป็น “คนดี” ที่จะทำอะไร “เพื่อชาติ” โดยไม่ตั้งคำถามว่า “ชาติ” ที่พูดถึงเป็นชาติภายใต้อำนาจของใคร ดังนั้นจะมีการยอมรับนิยามของชนชั้นปกครอง ซึ่งเป็นกระแสความคิดหลักในสังคม ว่าประชาชนทุกคนในชาติมีผลประโยชน์ตรงกันไม่ว่าจะมาจากชนชั้นใด

แต่ถ้าความคิดนี้จริง ทำไมคนใหญ่คนโตในชาติ พยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีเสมอ ซึ่งเงินภาษีดังกล่าวจะนำมาพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชนส่วนใหญ่ได้ เช่นในการสร้างระบบสาธารณสุขถ้วนหน้า การพัฒนาระบบการศึกษา หรือการพัฒนาที่อยู่อาศัย

ถ้าความคิดนี้จริง ทำไมคนใหญ่คนโตในชาติ มักคัดค้านการขึ้นค่าแรงหรือเงินเดือนของประชาชนคนทำงาน เพราะมองว่าจะมีผลเสียต่อชาติ? ทำไมเขาพร้อมจะเสพสุขในความร่ำรวยของเขาเอง ทำไมเขาไม่มีปัญหากับการใช้เงินรัฐในการสร้างวังหรือซื้ออาวุธ? ทำไมเขามักมองว่าต้องมีกฏหมายเพื่อควบคุมและจำกัดสิทธิในการแสดงออก สิทธิในการประท้วง หรือสิทธิในการนัดหยุดงานของคนธรรมดา?

ในกรณีซิมบาบวี จะมีการชื่นชมการเดินขบวนประท้วงของมวลชนเพื่อเรียกร้องให้มูกาบีออกไปหลังจากที่เกิดรัฐประหาร แต่ไม่มีการตั้งข้อสังเกตว่าทหารปล่อยให้มีการประท้วงดังกล่าว และทหารแอบสนับสนุนการประท้วงอีกด้วย นั้นไม่ได้หมายความว่าคนที่ออกมาประท้วงถูกทหารจ้างมา หรือทุกคนเป็นขี้ข้าของทหาร แต่เขาไม่รอบคอบเพียงพอ และหลงเชื่อว่าทหารจะปลดแอกประเทศ อย่างไรก็ตามทหารจะพยายามคอยจับตาดูไม่ให้มวลชนไปไกลกว่าเป้าหมายที่ทหารต้องการ

นอกจากนี้พวกทหารและประธานาธิบดีใหม่ มันนึงกากูวา เคยถูกสหประชาชาติกล่าวหาว่ามีส่วนในการปล้นทรัพยากรจากประเทศคองโก

ฝ่ายซ้ายในซิมบาบวี จึงออกใบปลิวและ หนังสือพิมพ์เพื่อชักชวนให้กรรมาชีพออกมาเคลื่อนไหวอิสระจากทหารและพวกชนชั้นปกครองเก่าที่ยังถืออำนาจอยู่

นายทหารระดับสูงของซิมบาบวี ไม่เคยมีปัญหากับมูกาบีในอดีต ตลอดเวลาที่เขาปกครองในรูปแบบเผด็จการ ทหารพึ่งมามีปัญหาเมื่อมูกาบีเตรียมโอนอำนาจให้เมียตัวเอง ซึ่งไม่ใช่พรรคพวกของทหาร นอกจากนี้ทหารก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับการคอร์รับชั่นของรัฐบาล เพราะทหารก็ร่วมกินด้วย ซึ่งไม่ต่างจากไทย

นายจรเข้

ตอนนี้ทหารสนับสนุนการตั้งรัฐบาลใหม่ภายใต้อดีตรองประธานาธิบดีมันนึงกากูวา ซึ่งคนจำนวนมากเรียกเขาว่า “นายจรเข้” เพราะเขาสามารถรอดตัวมาตลอด ก๊กของเขาในพรรคซานูพีเอฟ จึงถูกเรียกว่า “ก๊กลาคอสต์” ตามเสื้อตราจรเข้ ในอดีต “นายจรเข้” มีบทบาทในองค์กรความมั่นคงของมูกาบีที่คอยปราบปรามฝ่ายค้าน

นายจรเข้ ซึ่งเป็นนายทุน จะนำนโยบายกลไกตลาดเสรีเข้ามาใช้อย่างสุดขั้ว ซึ่งตรงข้ามกับผลประโยชน์คนธรรมดาส่วนใหญ่ และหลายคนมองว่ารัฐบาลจีน ซึ่งลงทุนมหาศาลในซิมบาบวี อาจชื่นชมนโยบายดังกล่าวอีกด้วย สรุปแล้วมวลชนที่ออกมาฉลองการทำรัฐประหาร อาจหลงคล้อยตามแนว “กบเลือกนาย” คือไม่ยอมจัดตั้งและเคลื่อนไหวเพื่อผลประโยชน์ตนเองอย่างอิสระ ในที่สุดเมื่อพึ่งทหาร ก็ได้ “จรเข้” เป็นนาย แทนทรราชมูกาบี้

นายจรเข้กับอดีตเพื่อนรัก

ในกรณีอียิปต์ หลังการลุกฮือล้มเผด็จการมูบารักและการจัดการเลือกตั้ง มีปรากฏการณ์ของการชุมนุมของมวลชนเพื่อขับไล่ประธานาธิบดีมูร์ซี่ หลังจากที่เขาไม่ยอมปฎิรูปการเมืองตามที่มวลชนฝันไว้ แต่ปัญหาคือคนจำนวนมากหลงเชื่อว่ากองทัพคือเพื่อนของประชาชนเมื่อทหารปลดมูรซี่ออก เขามองไม่เห็นหรือไม่แคร์ว่ากองทัพกำลังฉวยโอกาสไฮแจ็กกระแสการประท้วงของมวลชน เพื่อยึดอำนาจให้ตนเองในที่สุด และทุกวันนี้รัฐบาลอียิปต์เป็นรัฐบาลภายใต้อดีตนายพล ทั้งๆ ที่มีการจัดฉากการเลือกตั้ง

นั้นไม่ได้แปลว่ามวลชนไม่ควรเคลื่อนไหว เพราะอาจเปิดประตูให้มีการทำรัฐประหาร แต่ประเด็นคือเคลื่อนไหวภายใต้ชุดความคิดที่อิสระจากชนชั้นปกครองหรือไม่ เพราะถ้าไม่อิสระ ก็จะกลายเป็นปรากฏการณ์ “กบเลือกนาย”

ในไทยคนที่ควรจะรู้ดีกว่านี้จำนวนมาก เช่นนักสหภาพแรงงานในรัฐวิสาหกิจ และนักเคลื่อนไหว เอ็นจีโอ ที่วิจารณ์รัฐบาลทักษิณ และหลายคนมีเหตุผลดีในการไม่สนับสนุนรัฐบาลทักษิณ เนื่องจากนโยบายการฆ่าวิสามัญใน “สงครามยาเสพติด” และในปาตานี หรือการที่ทักษิณต้องการแปรรูปรัฐวิสาหกิจให้เป็นบริษัทเอกชน ก็ไปหลงเชื่อว่าการไปเข้ากับพวกอวยเจ้า และในที่สุดการโบกมือเรียกทหารให้ทำรัฐประหาร จะนำไปสู่สังคมที่ดีกว่า พวกนี้มีข้อแก้ตัวเสมอว่ามวลชนคนชั้นล่างไม่สามารถเปลี่ยนสังคมได้  ดังนั้นต้องไปพึ่งคนใหญ่คนโตแทน

แล้วพฤติกรรม “กบเลือกนาย” ในไทย ก็จบลงด้วย สถานการณ์ “กบใต้กะลา” ที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้