Tag Archives: ตะวันออกกลาง

อียิปต์ ประชาชนเริ่มหายกลัว

ใจ อึ๊งภากรณ์

การประท้วงเพื่อขับไล่ประธานาธิบดีนายพล เอล์ซิซี ที่เกิดขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมาในเมืองไคโร อะเล็กซานเดรีย และสุเอซ เป็นแสงสว่างท่ามกลางความมืดมัวที่ปกคลุมประเทศอียิปต์มาตั้งแต่ปี 2013 หลังจากที่การปฏิวัติลุกฮือ “อาหรับสปริง” ถูกทำลายโดยกองทัพ

7431bdc60584405eafdb3b144857fc1c_18

ในเมืองมาฮาลา ซึ่งเป็นเมืองที่มีย่านอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ก็มีการประท้วงเช่นกัน มาฮาลา เคยเป็นศูนย์กลางการประท้วงของกรรมาชีพที่ล้มมูบารัคใน“อาหรับสปริง”

ตั้งแต่กรกฏาคมปี 2013 เมื่อกองทัพไฮแจ๊กการประท้วงที่ต่อต้านประธานาธิบดี มูรซี่ จากพรรคมุสลิม และก่อรัฐประหารเพื่อตั้งคณะทหารเผด็จการ ตามด้วยการเลือกตั้งนายพล เอล์ซิซี หัวหน้ากองทัพ เป็นประธานาธิบดีท่ามกลางความสับสนของประชาชน รัฐบาลได้จับนักโทษการเมืองเข้าคุก 40,000 คน และฆ่าประชาชนกว่า 3000 คน นอกจากนี้ประชาชนหลายร้อยคนก็ “หายไป”

77937380100387640360no
ทรราชอียิปต์ได้รับคำชมจากประธานาธิบดีสหรัฐ

ปัจจุบันนี้อียิปต์มีรัฐบาล “เผด็จการรัฐสภา” ไม่ต่างจากไทย เพราะกองทัพใช้กลไกต่างๆ เพื่อโกงการเลือกตั้ง แต่ข้อแตกต่างจากไทยคือตอนนี้เริ่มมีการชุมนุมของมวลชนบนท้องถนนท่ามกลางการปราบปรามอย่างโหดร้ายของทหาร ที่ใช้ทั้งก๊าซน้ำตา กระสุนยาง และกระสุนจริง

combo-egypt-protest-politics_9c9ab2e4-ddea-11e9-a910-fb95b571a1f5

สิ่งที่จุดประกายการลุกฮือครั้งนี้ในอียิปต์ คือการใช้อินเตอร์เน็ดและโซเชียลมีเดีย เพื่อเปิดโปงการคอรรับชั่นของประธานาธิบดีนายพล เอล์ซิซี  โดยนักธุรกิจชื่อ มูฮัมหมัด อาลี ที่ลี้ภัยอยู่ต่างประเทศ มีการปลุกระดมให้คนออกมาประท้วง

แต่เบื้องหลังความโกรธแค้นของประชาชนที่นำไปสู่การลุกฮือครั้งนี้คือสภาพเศรษฐกิจ และการขาดสิทธิเสรีภาพโดยสิ้นเชิง

Protests-break-out-in-Egypt-calling-for-Sisis-removal

รัฐบาล “เผด็จการรัฐสภา” ของทหารอียิปต์ ได้ใช้นโยบายรัดเข็มขัดตามแนวเสรีนิยมสุดขั้วขององค์กร ไอเอ็มเอฟ มาตั้งแต่ปี 2016 ผลคือประชาชนหนึ่งในสามมีสถานภาพต่ำกว่าเส้นความยากจน คือมีรายได้น้อยกว่า US$1.40 ต่อวัน

เนื่องจาก มูฮัมหมัด อาลี เคยเป็นนักธุรกิจที่ร่วมมือกับเผด็จการทหารแล้วแตกแยกกับพวกนั้น วัตถุประสงค์ของเขาคงจะไม่ใช่เพื่อสร้างประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพให้กับคนส่วนใหญ่ แต่วิดีโอที่เขาโพสต์ในอินเตอร์เน็ด กลายเป็นชนวนที่ทำให้คนตัดสินใจที่จะออกมาประท้วง

5f9e5-revsoa2statement

“องค์กรสังคมนิยมปฎิวัติอียิปต์” ได้ออกแถลงการณ์ชื่นชมความกล้าหาญของประชาชนที่ออกมาประท้วง และตั้งข้อสังเกตว่าประชาชนเริ่มหายกลัว แต่ที่สำคัญคือประชาชนจะต้องจดจำบทเรียนจากการลุกฮือคราวที่แล้ว โดยเฉพาะตอนที่มีการขับไล่ประธานาธิบดี มูรซี่ เพราะในสถานการณ์แบบนี้มักจะมีคนฉวยโอกาสยึดอำนาจ แทนที่อำนาจจะตกอยู่ในมือประชาชน สิ่งที่ควรจะเป็นเป้าหมายสำคัญในการประท้วงครั้งนี้คือการผลักดันให้ทหารออกจากรัฐบาลและการเมืองโดยสิ้นเชิง ไม่ใช่แค่ขับไล่นายพล เอล์ซิซี คนเดียว

สองปีหลังการลุกฮือ “อาหรับสปริง” ประธานาธิบดี มูรซี่ จากพรรคมุสลิม ปกครองประเทศแต่ไม่ทำอะไรเพื่อเปลี่ยนระบบ และหันไปจับมือกับทหารและสหรัฐอเมริกา ประชาชนจำนวนมากจึงออกมาแสดงความไม่พอใจกับรัฐบาลในปี 2013 แต่ในยุคนั้นประชาชนจำนวนมากถูกหลอกให้ไว้ใจกองทัพ ซึ่งในที่สุดก็ยึดอำนาจและหมุนนาฬิกากลับไปสู่ยุคเผด็จการก่อนปี 2011

คราวนี้มวลชนไม่ควรไว้ใจใครที่มาจากกลุ่มอำนาจเก่าหรือกลุ่มนักธุรกิจ ประชาชนต้องนำตนเองจากรากหญ้า แต่ต้องมีการจัดตั้งทางการเมืองเพื่อสร้างการนำและเป้าหมายที่ชัดเจน ไม่ใช่ปล่อยให้มีแต่การลุกฮือตามธรรมชาติที่ไร้การจัดตั้ง

พวกเราในประเทศไทยที่กำลังต้านเผด็จการรัฐสภาของประยุทธ์ควรศึกษาสิ่งที่เกิดขึ้นในอียิปต์และที่อื่นอย่างดี และไม่หลงเชื่อว่าการค้านรัฐบาลในรัฐสภา หรือการตั้งความหวังกับ “ผู้ใหญ่” หรือนักธุกิจ จะนำไปสู่การสร้างสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย

อ่านเพิ่ม https://bit.ly/2m88j1w  และ  https://bit.ly/2l6NZgJ

ใครได้ประโยชน์จากความปั่นป่วนในตะวันออกกลาง?

ใจ อึ๊งภากรณ์

ทุกวันนี้เราเห็นสภาพสงครามและความปั่นป่วนทั่วตะวันออกกลาง ประเทศซิเรียกลายเป็นสมรภูมิของการแทรกแซงโดยสหรัฐ อังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย ตุรกี อิหร่าน ซาอุ และรัฐเผด็จการต่างๆ ในอ่าวเปอร์เชียร์ แต่ละประเทศมีข้ออ้างต่างๆ นาๆ ส่วนใหญ่อ้างว่าต่อต้านการก่อการร้ายของไอซิล แต่นั้นไม่ใช่วัตถุประสงค์หลัก เพราะวัตถุประสงค์แท้คือการยืนยัน “สิทธิ” ที่จะกำหนดอนาคตของตะวันออกกลาง อย่างที่ทำกันมาร้อยกว่าปี

อิรักกลายเป็นแหล่งสู้รบระหว่างไอซิลกับรัฐบาลที่มีตะวันตกและอิหร่านหนุนหลัง เยเมนกลายเป็นแหล่งสงครามที่ประเทศซาอุดิอาเรเบียเข้าไปแทรกแซง ลิบเบียแตกเป็นส่วนๆ หลังการทำสงครามล้มกาดาฟี้

ถ้าพิจารณาว่าประเทศภายนอกสนับสนุนข้างใด ในหลากหลายสงครามที่กำลังเกิดขึ้น เราจะเห็นว่าบ่อยครั้ง “ศัตรู” หรือ “คู่แข่ง” จะจับมือกันบ้าง และปะทะกันบ้าง ตัวอย่างเช่น รัสเซีย สหรัฐ อังกฤษ ฝรั่งเศส และอิหร่าน อยู่ข้างเดียวกันในการอ้างว่าต่อต้านไอซิล แต่ขัดแย้งกันเวลาพิจารณาจุดยืนต่อรัฐบาลซิเรียเป็นต้น

ความวุ่นวายแบบนี้เข้าใจได้ ถ้าเราเข้าใจว่า “จักรวรรดินิยม” คือ “ระบบ” มันเป็นระบบการแข่งขันในระดับต่างๆ ระหว่างรัฐที่มีอำนาจแตกต่างกันในเวทีทุนนิยมโลก ดังนั้นจักรวรรดินิยมไม่ใช่แค่ประเทศเดียวหรือสองประเทศอย่างสหรัฐหรือรัสเซีย จักรวรรดินิยมคือการแข่งกัน การฉวยโอกาส และการแทรกแซงในพื้นที่ต่างๆ โดยรัฐต่างๆ ทั้งทางทหารและทางการทูต และทั้งๆ ที่แต่ละรัฐมักจะมีข้ออ้างเพื่อหลอกลวงประชาชนของตนให้ดูเหมือนมีความชอบธรรมกับสิ่งที่ชนชั้นปกครองทำ แต่มันมีต้นเหตุเดียวที่นำไปสู่การแทรกแซงดังกล่าว คือผลประโยชน์ของชนชั้นปกครองและกลุ่มทุน

นักเขียนบางคนอย่าง เนโอมี คไลน์ (Naomi Klein) อาจอ้างว่าสหรัฐจงใจสร้างความปั่นป่วนนี้ขึ้นมา เพื่อเสริมกำไรของกลุ่มทุนที่ผลิตอาวุธ แต่ถ้าเราพิจารณาอุตสาหกรรมอาวุธของสหรัฐจะพบว่ากลุ่มทุนอื่นๆ ของสหรัฐมีความสำคัญมากกว่า และบริษัทผลิตอาวุธที่ใหญ่ที่สุด บริษัทโบอิง ติดแค่อันดับ 27 ของบริษัทยักษ์ใหญ่ในสหรัฐ ในความเป็นจริงกลุ่มทุนใหญ่ของสหรัฐสร้างกำไรส่วนใหญ่ในตลาดพลเรือนทั่วโลก แต่บริษัทเหล่านี้อาศัยอำนาจของกองทัพสหรัฐเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเองในเวทีโลก

แอแลน บาดิว (Alain Badiou) นักคิดคนสำคัญของฝรั่งเศส ชี้ให้เห็นว่าการขึ้นมาขององค์กรไอซิล เป็นผลของการที่สหรัฐและประเทศอื่นๆ มีส่วนในการทำลายโครงสร้างรัฐในประเทศอิรักและซิเรีย ซึ่งก่อให้เกิด “โซน” ของการไร้อำนาจรัฐในบางภูมิภาค และช่องว่างทางอำนาจที่เกิดขึ้นนี้นำไปสู่โอกาสของไอซิลที่จะ “หากิน” ผ่านการใช้อำนาจและการปล้นขโมยทรัพยากร

นักคิดคนอื่นพูดถึงการที่บางส่วนของโลก ถูกกีดกันออกจากระบบหลักของทุนนิยมโลก เพราะประเทศเหล่านี้ไม่มีความสำคัญต่อระบบ ไมเคิล แมน (Michael Mann) เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “จักรวรรดินิยมเขี่ยออก” ที่ไม่ยอมรับประเทศยากจน และทำให้รัฐเหล่านี้เป็นรัฐชายขอบของระบบทุนนิยม

แต่ประเด็นสำคัญคือ การแทรกแซงของสหรัฐและประเทศจักรวรรดินิยมอื่นๆ เป็นการจงใจแทรกแซงตามแผนที่กำนหดไว้เพื่อสร้างผลประโยชน์ หรือเป็นการกระทำเฉพาะหน้า เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า คือมันเป็นการ “มั่ว” ไปเรื่อยๆ โดยที่ได้ผลในทิศทางที่ไม่ตั้งใจหรือไม่?

ตรงนี้เราจะเริ่มเห็นว่ามหาอำนาจอย่างสหรัฐมีขีดจำกัดมหาศาลในการกำหนดสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพราะผลจากการแทรกแซงของสหรัฐและประเทศตะวันตกในตะวันออกกลางกลับท้าทายและสร้างปัญหาให้กับสหรัฐและประเทศตะวันตกเอง สิ่งนี้เกิดขึ้นทั้งๆ ที่ตะวันตกแทรกแซงในตะวันออกกลางเพื่อหวังสร้างเสถียรภาพที่เป็นประโยชน์กับชนชั้นปกครองตะวันตก สิ่งที่เกิดจริงกลายเป็นสิ่งตรงข้าม คือกลายเป็นการฝันร้าย

การบุกอิรักและในที่สุดการแพ้สงครามจนต้องถอนตัวออก ทั้งๆ ที่ล้ม ซะดัม ฮุเซน ได้นั้น นำไปสู่สภาพไร้รัฐที่เป็นโอกาสให้ไอซิล และนำไปสู่การที่สหรัฐต้องหันมาพึ่งและจับมือกับอดีตศัตรูอย่างอิหร่าน การพยายามแทรกแซงการลุกฮือ “อาหรับสปริง” เพื่อสกัดกั้นไม่ให้เกิดการทำลายผลประโยชน์มหาอำนาจ นำไปสู่สภาพสงครามกลางเมืองในซิเรียและลิบเบีย ซึ่งเปิดช่องให้ไอซิลเติบโต และสภาพสงครามในซิเรียทำให้เกิดวิกฤตแห่งการลี้ภัย ซึ่งเริ่มทำลายเสถียรภาพของประเทศต่างๆ ในสหภาพยุโรป อย่าลืมว่าสหภาพยุโรปไม่ใช่ส่วนชายขอบของระบบทุนนิยมแต่อย่างใด

ถ้าเรากลับมาพยายามตอบคำถามที่ตั้งขึ้นในหัวข้อบทความนี้ เราจะเห็นว่าไม่มีใครได้ประโยชน์จากความปั่นป่วนในตะวันออกกลางเลย โดยเฉพาะประชาชนธรรมดาที่ต้องล้มตาย อดอยาก และลี้ภัย แต่แม้แต่มหาอำนาจเองก็ไม่ได้ประโยชน์จากสภาพเช่นนี้ที่เกิดมาจากการแทรกแซงของเขาโดยตรง สรุปแล้วในนโยบายระหว่างประเทศของประเทศมหาอำนาจต่างๆ เราจะเห็นการกระทำเฉพาะหน้า หรือการมั่วไปเรื่อยๆ เพื่อหวังสร้างผลประโยชน์ให้ตนเอง โดยไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ระยะยาวได้เลย

[บทความนี้อาศัยข้อมูลจากบทความของ Alex Callinicos “Resisting the long war” http://isj.org.uk/resisting-the-long-war/ ]

เหตุการณ์ก่อการร้ายที่ปารีส

เหตุการณ์ก่อการร้ายที่ปารีสเป็นเรื่องแย่ที่สุด และแน่นอนฝ่ายซ้ายและคนที่ต่อต้านลัทธิเหยียดสีผิวจะต้องทำงานในบรรยากาศที่ยากลำบากมากขึ้น พรรคFNฟาสซิสต์ของฝรั่งเศสและพวกเกลียดชังชาวมุสลิมหรือคนสีผิว จะฉวยโอกาสจากเหตุการณ์นี้เพื่อโจมตีคนมุสลิม ผู้ลี้ภัย และคนที่เดินทางเข้าประเทศจากที่อื่น ที่แย่อีกคือพวกกลุ่มนักรบจีฮัด ที่ก่อเหตุนี้ ต้องการสร้างการแบ่งแยกระหว่างคนผิวขาวยุโรปธรรมดา กับชาวมุสลิมธรรมดา ทั้งนี้เพื่อหวังดึงคนมุสลิมเข้ามาเป็นพรรคพวกมากขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เราชาวสังคมนิยมและนักเคลื่อนไหวที่ค้านการเหยียดสีผิว มีหน้าที่สำคัญในการรณรงค์ปกป้องสิทธิของผู้ลี้ภัย คนเข้าเมือง และพี่น้องชาวมุสลิมในประเทศของเรา และเราไม่ควรลืมเลยว่าการโจมตีป่าเถื่อนครั้งนี้ที่ปารีส ก็ไม่แย่ไปกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในอีรัก ซิเรีย เยเมน หรืออัฟกานิสถาน ซึ่งการพูดแบบนี้ไม่ได้ให้ความชอบธรรมกับสิ่งที่เกิดที่ปารีสเลย มันช่วยทำให้เราเข้าใจบริบทภาพกว้างท่ามกลางการประโคมข่าวของสื่อกระแสหลักที่ให้ความสำคัญกับชีวิตชาวตะวันตกมากกว่าชีวิตของคนที่อื่น อีกสิ่งหนึ่งที่เราไม่ควรลืมเลย ทั้งๆ ที่สื่อและรัฐบาลพยายามชวนให้เราลืม คือสภาพย่ำแย่นี้เป็นผลพวงจากระบบจักรวรรดินิยมที่ ปล้น กดขี่ ขูดรีด บุกรุก โจมตี ตะวันออกกลาง อัฟริกา และเอเชีย เพื่อผลประโยชน์กลุ่มทุน นี่คือความจริงที่เป็นสภาพพื้นฐานที่นำไปสู่การก่อการร้าย และนี่คือสาเหตุที่เราต้องคัดค้านจักรวรรดินิยม และต่อสู้เพื่อความสามัคคีในระดับสากลระหว่างกรรมาชีพและผู้ถูกกดขี่ทุกเชื้อชาติ

จอห์น มอลีนิว องค์กรสังคมนิยมสากล IST