Tag Archives: ทักษิณ

การพัฒนาแบบองค์รวมและต่างระดับกับสังคมไทย

ใจ อึ๊งภากรณ์

การพัฒนาแบบองค์รวมและต่างระดับ (Combined and Uneven Development) เป็นวิธีอธิบายกระบวนการพัฒนาในประเทศด้อยพัฒนาท่ามกลางกระแสทุนนิยมโลกาภิวัฒน์ คนที่เสนอแนวคิดนี้คือนักปฏิวัติมาร์คซิสต์ของรัสเซียชื่อ ลีออน ตรอทสกี

ลักษณะสำคัญของรัสเซียในสมัยก่อนการปฏิวัติปี 1917 คือมีความล้าหลังในการพัฒนา ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมถ้าเทียบกับยุโรปตะวันตก หรือสหรัฐ แต่ท่ามกลางความล้าหลังนี้มีบางส่วนที่ก้าวหน้าทันสมัยที่สุด

ประเทศล้าหลังจะเรียนรู้วิธีคิดและเทคนิคการผลิตจากประเทศที่ก้าวหน้ากว่า ผ่านกระบวนการโลกาภิวัฒน์ของทุนนิยม แต่ไม่ได้เรียนรู้ในลักษณะการเดินย้อนรอยประวัติศาสตร์ของประเทศพัฒนา เพราะประเทศล้าหลังจะได้เปรียบในแง่หนึ่งคือ สามารถรับสิ่งที่ทันสมัยที่สุดในโลกจากประเทศก้าวหน้าได้ทันที จึงมีการก้าวกระโดดสู่ความทันสมัยตามภาพรวมของทุนนิยมโลก

ตรอทสกี้เขียนว่า “มนุษย์เผ่าดั้งเดิมที่ยังใช้ชีวิตโบราณอยู่ในป่า วันนี้อาจใช้ธนูและหอก แต่พรุ่งนี้ ถ้ามีโอกาสสัมผัสกับคนจากภายนอก จะสามารถจับปืนมาใช้ได้ทันที”

อย่างไรก็ตาม การก้าวกระโดดข้ามขั้นตอนทางประวัติศาสตร์ไม่เคยเป็นเรื่อง “กฏเหล็ก” ไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ในทุกเรื่อง และบางครั้งการรับสิ่งที่ทันสมัยมาใช้โดยสังคมล้าหลัง อาจรับมาในลักษณะเพี้ยนๆ ก็ได้ เช่นการนำระบบคิดใหม่มาเสริมสร้างรูปแบบการปกครองแบบล้าหลัง กรณี รัชกาลที่๕ ในไทย เป็นตัวอย่างที่ดี คือรับรูปแบบการบริหารรัฐและเศรษฐกิจทุนนิยมมาใช้เพื่อเสริมอำนาจกษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราชย์

ถ้าประวัติศาสตร์มีกฏเหล็กทั่วไป กฏนั้นคงจะระบุว่าการพัฒนาของประวัติศาสตร์เป็นเรื่องของความไม่เท่าเทียม ต่างระดับ และความไม่แน่นอนเสมอ

ในเรื่องของความ “ต่างระดับ” ที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กับการรับสิ่งใหม่ๆ จากโลกแบบองค์รวม เราจะเห็นจากรัสเซีย ในปี 1914 คือรัสเซียยากจนกว่าสหรัฐประมาณ 10 เท่า แต่ 40% ของอุตสาหกรรมรัสเซียเป็นอุตสาหกรรมทันสมัยขนาดใหญ่ที่มีกรรมาชีพจำนวนมากในโรงงานเดียวกัน ในขณะที่เพียง 18% ของอุตสาหกรรมสหรัฐเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แต่พร้อมๆ กันนั้นรัสเซียมีความล้าหลังดำรงอยู่ คือมีชาวนากึ่งทาสเป็นล้านๆ คน ซึ่งสหรัฐไม่มี

กรรมาชีพในประเทศล้าหลังมีสิทธิ์เป็นส่วนหนึ่งของกองหน้ากรรมาชีพโลกได้ทันที ทั้งในด้านจิตสำนึก ระดับการศึกษา และฝีมือ คือไม่ต้องผ่านการพัฒนาเป็นร้อยๆปี แบบที่เคยเกิดขึ้นในตะวันตก ลูกชาวนาในไทยที่เข้าสู่ระบบโรงงาน ใช้คอมพิวเตอร์ในการทำงานได้ และคนไทยที่อยู่ในเมืองกับชนบทเรียนรู้วิธีใช้อินเตอร์เน็ดได้อย่างรวดเร็ว ไม่แพ้คนตะวันตก

แต่หลายแง่ของระบบการเมืองและสังคมในไทย ยังติดอยู่ในระดับล้าหลัง เช่นแนวคิดของชนชั้นปกครองไทย ซึ่งปัจจุบันเป็นนายทุนหรือทหาร และมองว่าพลเมืองไทยคิดเองไม่เป็น ไม่ทันสมัย “ขาดการศึกษา” และปกครองตนเองไม่ได้ ดังนั้นชนชั้นปกครองไทยจึงอาศัยการปกครองแบบกึ่งเผด็จการเป็นส่วนใหญ่ ความคิดแบบนี้นำไปสู่การมองว่าประชาชนไม่มีวุฒิภาวะพอที่จะเลือกนักการเมืองได้ การบังคับให้พลเมืองรักกษัตริย์ดุจเทวดาก็เป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดล้าหลังอันนี้ ทั้งๆ ที่กษัตริย์ไทยมีลักษณะทันสมัยในยุคปัจจุบัน คือเป็นเครื่องมือของนายทุนและทหาร

อีกแง่หนึ่งของความล้าหลังและต่างระดับของสังคมไทย คือในเรื่องความเหลื่อมล้ำระหว่างสภาพชีวิตคนธรรมดา กับพวก “ผู้ใหญ่” และชนชั้นกลางในสังคม คนไทยจำนวนมากยังยากจน เมื่อเทียบกับเศรษฐีระดับโลกของไทย และการพัฒนาระบบรัฐสวัสดิการและสิทธิพลเมืองยังไม่เกิดอย่างจริงจัง

สภาพการพัฒนาแบบองค์รวมและต่างระดับของไทย นำไปสู่ความขัดแย้งที่เราเห็นในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา และสิ่งที่เป็นตัวกระตุ้นอันหนึ่งคือวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง เพราะเมื่อมีนักการเมืองนายทุน คือทักษิณและพรรคพวก เข้ามาเสนอแผนที่จะพัฒนาชีวิตประชาชนหลังวิกฤตเศรษฐกิจ เช่นโครงการสร้างงานหรือ 30 บาทรักษาทุกโรค พลเมืองจำนวนมากชื่นชมและเทคะแนนเสียงให้ในการเลือกตั้ง ซึ่งสร้างความไม่พอใจในหมู่นักการเมืองและทหารหัวเก่าที่ไม่เข้าใจความไม่พอใจที่ดำรงอยู่ในสังคมที่พัฒนาไปไกลแล้ว

เราควรเข้าใจว่าทฤษฏี “การพัฒนาแบบองค์รวมและต่างระดับ” ของตรอทสกี้ ใช้อีกทฤษฏีหนึ่งเป็นคู่ฝาแฝด คือ “ทฤษฏีปฏิวัติถาวร” (Permanent Revolution) ทั้งตรอทสกี้ และคาร์ล มาร์คซ์ เคยอธิบายว่า ชนชั้นนายทุนในประเทศด้อยพัฒนาไม่เคยมีประวัติศาสตร์ที่ก้าวหน้าเท่านายทุนในประเทศพัฒนา เพราะไม่เคยนำการปฏิวัติล้มระบบขุนนาง นายทุนส่วนใหญ่หลังยุค 1848 เป็นนายทุนขี้ขลาด กลัวกรรมาชีพมากกว่าเกลียดขุนนาง และมุ่งที่จะอนุรักษ์ระบบโดยพร้อมจะประนีประนอมกับอำนาจเผด็จการประเภทที่ปฏิกิริยาที่สุดเสมอ

นักมาร์คซิสต์จึงเสนอว่าผู้ที่จะต้องรับภาระในการปลดแอกประชาชนในโลกปัจจุบัน จะต้องเป็นชนชั้นกรรมาชีพสมัยใหม่ที่กำลังขยายตัวทั่วโลก ชนชั้นกรรมาชีพสำคัญเพราะทำงานรวมหมู่และอยู่ในใจกลางระบบการผลิตและเศรษฐกิจทุนนิยม

สำหรับไทย แนวคิดนี้อธิบายว่าทำไมทักษิณและนักการเมืองพรรคเพื่อไทย ไม่มีวันนำการต่อสู้อย่างถึงที่สุดกับทหารและพวกอนุรักษ์นิยม เพราะเขากลัวว่าการต่อสู้ที่จะเกิดขึ้นจะไปไกลกว่าแค่การหมุนนาฬิกากลับไปสู่สภาพการเมืองก่อนรัฐประหาร ๑๙ กันยา ทักษิณและพรรคพวกมีส่วนคล้ายและอุดมการณ์ร่วมกับพวกทหารและนักการเมืองอนุรักษ์นิยม มากกว่าที่เขาจะมีกับประชาชนธรรมดา นี่คือสาเหตุที่เขาแช่แข็งการต่อสู้ของเสื้อแดงหลังยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์จนถึงทุกวันนี้

ถ้าเราจะเดินหน้าพัฒนาระบบการเมืองและสังคมไทย เราต้องสร้างพรรคและขบวนการทางสังคมของมวลชนคนชั้นล่าง โดยเฉพาะกรรมาชีพ พรรคและขบวนการนี้ต้องอิสระโดยสิ้นเชิงจากทักษิณและพรรคเพื่อไทย และเราต้องเลิกตั้งความหวังอะไรเลยกับพรรคเพื่อไทยหรือการเลือกตั้งภายใต้อำนาจทหารในอนาคต

Advertisements

“ประชานิยม” ถ้อยคำอคติของชนชั้นกลาง

ใจ อึ๊งภากรณ์

ในยุคนี้ทั่วโลกมีการใช้คำว่า “ประชานิยม” หรือ Populism โดยเฉพาะเวลากล่าวถึงนักการเมืองฝ่ายขวาที่เหยียดเชื้อชาติ สีผิว และศาสนาอิสลาม ตัวอย่างเช่น ประธานาธิบดีทรัมพ์ในสหรัฐ พรรคฟาสซิสต์ในฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ และออสเตรีย หรือพรรคอิสรภาพสำหรับสหราชอาณาจักร (UKIP) ในอังกฤษ

สองนักการเมืองฟาสซิสต์จากฝรั่งเศสกับเนเธอร์แลนด์
อดีตหัวหน้าพรรค UKIP

“ประชานิยม” ที่มีการพูดถึงในยุคนี้จะถูกเรียกว่า “ประชานิยมฝ่ายขวา”

เมื่อไม่นานมานี้มีการใช้คำว่า “ประชานิยม” เพื่อกล่าวถึงพรรคไทยรักไทยและนโยบายของทักษิณ และทั้งๆ ที่รัฐบาลทักษิณไม่ได้ถูกเรียกว่าใช้นโยบาย “ประชานิยมฝ่ายขวา” แต่การใช้คำว่า “ประชานิยม” ในไทยมีส่วนคล้ายกับการใช้คำนี้ในตะวันตกในปัจจุบัน

ส่วนคล้ายที่ผมอยากจะยกมาอธิบายคือ คำว่า “ประชานิยม” นี้ในทั้งสองกรณี เป็นคำที่ปัญญาชนหรือนักวิชาการชนชั้นกลางใช้เพื่อดูถูกคนธรรมดา โดยเฉพาะกรรมาชีพและคนจน มันเป็นคำที่เต็มไปด้วยอคติของพวกที่มองว่าตัวเองฉลาดกว่า มีการศึกษามากกว่า และเข้าใจเศรษฐศาสตร์กับการเมืองมากว่าพลเมืองธรรมดา พวกนี้มองว่าชนชั้นกรรมาชีพกับคนจน ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของทุกสังคม เป็นคนโง่

ในกรณีไทย พวกนักวิชาการสลิ่มชนชั้นกลาง จะเล่านิยายว่าทักษิณ “ซื้อเสียง” ด้วยนโยบาย “ประชานิยม” ที่เป็นผลเสียต่อประเทศชาติ สำหรับพวกสลิ่มเหล่านี้การมีนโยบายสาธารณสุขถ้วนหน้าที่ทำให้พลเมืองทุกคนเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้เป็นครั้งแรก เป็นการเปลืองตัง การมีนโยบายสร้างงาน เป็นการใช้งบประมาณรัฐในทางที่ผิดและไร้วินัย การพยายามลดหนี้เกษตรกร เป็นการปล่อยให้ชาวไร้ชาวนาไม่ต้องรับผิดชอบฯลฯ ซึ่งความคิดอคติดังกล่าวสะท้อนความเห็นแก่ตัวทางชนชั้นของชนชั้นกลางและพวกชนชั้นสูง

ทุกวันนี้พรรคพวกของไอ้ยุทธ์มือเปื้อนเลือดกำลังออกแบบ “ยุทธศาสตร์ล้าหลังแห่งชาติ” เพื่อไม่ให้รัฐบาลในอนาคตใช้นโยบายที่เป็นประโยชน์สำหรับคนส่วนใหญ่ ซึ่งนับว่าเป็นการกีดกันคนธรรมดาออกจากการเมืองประชาธิปไตย พูดง่ายๆ พวกมันต้องการให้เราไม่มีทางเลือกอะไรในแง่ของนโยบายเมื่อมีการเลือกตั้ง

ในเรื่องประชานิยมนี้มันมีสองประเด็นที่น่ารักเกียจคือ ในประการแรกในระบบประชาธิปไตย พรรคการเมืองควรพยายามเสนอนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อพลเมืองส่วนใหญ่ และถ้าพลเมืองเหล่านั้นพึงพอใจและเทคะแนนให้พรรคนั้น มันก็เป็นส่วนสำคัญของกระบวนการประชาธิปไตย แต่พวกสลิ่มมองว่ารัฐบาลไม่ควรใช้เงินรัฐที่มาจากภาษีประชาชนในการพัฒนาชีวิตของคนส่วนใหญ่ สลิ่มมองว่ารัฐบาลควรเอาใจแค่ทหาร พวกในวัง คนรวย หรือชนชั้นกลางเท่านั้น อย่าลืมว่าไม่มีพวกนักวิชาการชนชั้นกลางคนไหนเลยที่โวยวายเวลารัฐบาลชวนเอาเงินประชาชนไปอุ้มหนี้เสียของธนาคารและบริษัทไฟแนนส์ ที่พวกชนชั้นกลางไปฝากเงินไว้ ในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง และไม่มีนักวิชาการสลิ่มออกมาวิจารณ์งบประมาณอันฟุ่มเฟือยไร้ประโยชน์ของทหารหรือพวกในวัง

ในประการที่สอง พลเมืองที่เทคะแนนให้พรรคการเมืองของทักษิณ ไม่ได้เป็นคนโง่ ไม่ได้ “เข้าไม่ถึงข้อมูล” และไม่ได้ถูกทักษิณซื้อแต่อย่างใด ตามที่สลิ่มและเอ็นจีโออ้าง มันเป็นการตัดสินใจบนพื้นฐานเหตุผล และถ้านโยบายต่างๆ ที่เขาสนับสนุนเป็นประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่ มันย่อมเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ เพราะเขาเป็นคนส่วนใหญ่ของชาติ

ในตะวันตกการพูดถึง “ประชานิยมฝ่ายขวา” ในยุคนี้ก็เป็นถ้อยคำที่เต็มไปด้วยอคติของปัญญาชนและนักวิชาการชนชั้นกลางเช่นกัน แน่นอนมันมีหลายส่วนของนโยบายของพวกฝ่ายขวาที่น่าเกลียดและเป็นพิษภัยต่อสังคม ซึ่งเราต้องประณามและต่อต้าน โดยเฉพาะนโยบายเหยียดเชื้อชาติ สีผิว เพศ และศาสนาอิสลาม มันเป็นแนวคิดที่สร้างความแตกแยกในหมู่ชนชั้นกรรมาชีพ และกดขี่ทำลายศักดิ์ศรีของคนที่ถูกมองว่าเป็นคน “ต่าง” หรือคน “ด้อย”

แต่บ่อยครั้งคำว่า “ประชานิยมฝ่ายขวา” ถูกใช้เพื่อให้ความหมายว่ากรรมาชีพและคนจน ไปหลงสนับสนุนนโยบายดังกล่าว เพราะพวกนี้โง่ ไร้การศึกษา และมีความคิดคับแคบ เช่นมีการเหมารวมว่าพลเมืองอังกฤษทุกคนที่ลงคะแนนเสียงเพื่อออกจากอียู รวมถึงผู้เขียนคนนี้ เป็นพวกเหยียดเชื้อชาติหมด มันมีการเหมารวมว่า ทรัมพ์ ชนะการเลือกตั้งในสหรัฐเพราะกรรมาชีพและคนจนเหยียดเชื้อชาติและกดขี่สตรี แต่คำอธิบายนี้เต็มไปด้วยเรื่องเท็จ

ในกรณีอังกฤษ การลงคะแนนเสียงเพื่อออกจากอียู เป็นการประท้วงชนชั้นปกครองจากทุกพรรคที่อยากอยู่ต่อในอียู มันเป็นการประท้วงนโยบายรัดเข็มขัดที่ทำลายชีวิตคนจำนวนมาก และที่น่าสังเกตคือนักการเมืองกระแสหลักทั้งฝ่ายสนับสนุน และฝ่ายต่อต้านอียู ร่วมกันใช้วาจาเหยียดเชื้อชาติพอๆ กัน ยิ่งกว่านั้นเวลาสำรวจความคิดเหยียดเชื้อชาติ จะพบว่าพวกสลิ่ม ชนชั้นกลางผู้ประกอบการรายย่อย และพวกคนชั้นสูง เป็นตัวดีที่เหยียดเชื้อชาติสีผิว ส่วนกรรมาชีพจะมีความคิดขัดแย้งในตัว คืออาจรับความคิดเหยียดเชื้อชาติจากสื่อ แต่ประสบการณ์สอนให้รู้ว่าต้องสามัคคีกับเพื่อนร่วมงานไม่ว่าจะเชื้อชาติอะไร

ทรัมพ์

ในสหรัฐการที่ทรัมพ์ชนะ เป็นเพราะกรรมาชีพคนจนเกลียดชังคนอย่างคลินตัน ซึ่งเป็นตัวแทนของนายทุนและชนชั้นปกครองที่ทำลายชีวิตเขาหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2008 คนเหล่านี้จึงไม่ค่อยออกไปใช้เสียงในวันเลือกตั้ง และส่วนหนึ่งอาจลงคะแนนให้ทรัมพ์เพื่อเป็นการประท้วง แต่นั้นไม่ได้แปลว่าคนจนล้าหลังคับแคบ ในความเป็นจริงประธานาธิบดีสหรัฐทุกคนมีนโยบายเลวๆ ที่ดูแลแต่คนรวยและขยันในการก่อสงคราม โอบามา เคยสร้างความหวังกับพลเมืองไม่น้อย แต่ในที่สุดคนส่วนใหญ่ต้องผิดหวัง เพราะโอบามาไม่ได้แก้ปัญหาความยากจน ไม่ได้เสนอรัฐสวัสดิการ และไม่ได้แก้ปัญหาของคนผิวดำ โดยเฉพาะในเรื่องการที่ตำรวจฆ่าวิสามัญคนผิวดำ

สรุปแล้วปรากฏการณ์ของสิ่งที่พวกปัญญาชนสลิ่มเรียกว่า “ประชานิยมฝ่ายขวา” มาจากการประท้วงของพลเมืองต่อสภาพสังคมที่พวก “ข้างบน” คอยกดทับชีวิตของเขาและไม่แคร์อะไรเลย พวกสลิ่มก็ไม่เคยสนใจสภาพความเป็นอยู่ของพลเมืองส่วนใหญ่ด้วย สาเหตุส่วนหนึ่งของกระแสฝ่ายขวามาจากการที่ฝ่ายซ้ายยังอ่อนแอเกินไปที่จะดึงคะแนนของพวกที่ไม่พอใจเพื่อไปในทางที่ก้าวหน้า ฝ่ายขวาที่เหยียดเชื้อชาติจึงสามารถฉวยโอกาสสร้างแพะรับบาปได้ แต่พวกสลิ่มก็ตัวดีในการด่าวิจารณ์ฝ่ายซ้ายอย่าง เบอร์นี แซนเดอร์ส ในสหรัฐ หรือ เจเรมี คอร์บิน ในอังกฤษ คือไม่ทำอะไรเลยเพื่อให้เกิดกระแสก้าวหน้า แค่สบายใจในการดูถูกคนจนเท่านั้น

คำว่า “ประชานิยม” ไม่ว่าจะในกรณีทักษิณ หรือกรณีพวกนักการเมืองฝ่ายขวาในตะวันตก เป็นคำที่ใช้เพื่อดูถูกคนส่วนใหญ่ของสังคม และมันปิดบังข้อเท็จจริงทางการเมืองหลายประการ ดังนั้นเราไม่ควรใช้อีกต่อไป

ประเทศไทยไม่มี “รัฐพันลึก”

ใจ อึ๊งภากรณ์

เมื่อไม่นานมานี้มีการสัมมนาที่มหาวิทยาลัยลอนดอนหัวข้อ “ประเทศไทยในวิกฤตรัฐพันลึก” โดย อูจีนี เมริเออ เสนอบทบาทและการใช้อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญและศาลอื่นในฐานะกลไกของรัฐพันลึก

[ดู http://bit.ly/25RMW44 และบทความอ.นิธิ http://bit.ly/1UMTQ1X   ท่านอาจต้องกดเข้าไปดูที่บล็อกของเลี้ยวซ้ายเพื่ออ่าน]

ทฤษฏี “รัฐพันลึก” หรือ Deep State ใช้มุมมองบกพร่องแต่แรก เพราะมองว่ามีสิ่งที่เรียกว่า “รัฐปกติ” ที่โปร่งใสและรับใช้พลเมือง ในขณะที่รัฐพันลึกเป็นกรณีพิเศษที่พบในบางประเทศ คือมีส่วนหนึ่งของรัฐที่ฝังลึกอยู่และไม่ได้ถูกตรวจสอบโดยกลไกประชาธิปไตย

ในโลกแห่งความจริง รัฐทุกรัฐในระบบทุนนิยมเป็นเครื่องมือของชนชั้นปกครองหรือชนชั้นนายทุน เป็นเครื่องมือเพื่อกดขี่ชนชั้นอื่นๆ โดยเฉพาะชนชั้นกรรมาชีพและเกษตรกรรายย่อย มันไม่รับใช้พลเมืองส่วนใหญ่แต่อย่างใด รัฐทุกรัฐในระบบทุนนิยมเข้าข้างนายทุนเสมอ เพราะปกป้องสิ่งที่เขาเรียกว่า “สิทธิในการบริหารและการเป็นเจ้าของ”ทรัพย์สินมหาศาลกับปัจจัยการผลิต ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานของการดำรงชีวิตของพลเมืองทุกคน พูดง่ายๆ คือ รัฐทุนนิยมปกป้องเผด็จการทางเศรษฐกิจของชนชั้นนายทุน นายทุนไม่เคยต้องลงสมัครรับเลือกตั้งเพื่อดำรงตำแหน่งเป็นนายทุน เขาไม่เคยมาจากคะแนนเสียงของลูกจ้างหรือประชาชนธรรมดา ตำรวจและทหาร ซึ่งเป็นกองกำลังของรัฐนี้ ถูกใช้ในการปราบปรามการนัดหยุดงานหรือการเคลื่อนไหวของประชาชนธรรมดา แต่ไม่เคยมีการใช้กองกำลังนี้เพื่อปราบปรามนายทุนที่เลิกจ้างคนงาน ปิดกิจกรรม ขนการลงทุนไปที่อื่น หรือตัดรายได้ของคนทำงาน

ในประเทศประชาธิปไตยตะวันตก นอกจากอำนาจเผด็จการทางเศรษฐกิจของนายทุนแล้ว มีหลายส่วนของรัฐที่ไม่ถูกตรวจสอบหรือเลือกมาจากเสียงประชาชน เช่นหน่วยราชการลับ ผู้พิพากษา ปลัดกระทรวงต่างๆ ผู้ว่าธนาคารชาติ หรือผู้บังคับบัญชาทหาร และหลายครั้งในอดีตมีการสร้างอุปสรรคในการทำงานของรัฐบาลฝ่ายซ้ายที่มาจากการเลือกตั้งโดยคนเหล่านี้ เช่นในกรณีรัฐบาลพรรคแรงงานของอังกฤษ

ดังนั้นรัฐบาลกับรัฐไม่ใช่สิ่งเดียวกัน และการคุมเสียงส่วนใหญ่ในรัฐสภาจนตั้งรัฐบาลได้ ไม่ได้แปลว่าคุมอำนาจรัฐ นี่คือเรื่องปกติของรัฐในระบบทุนนิยม

บางครั้งการพูดถึง “รัฐพันลึก” อาจมีประโยชน์ในการอธิบายบางส่วนของรัฐที่ตกค้างมาจากยุคเผด็จการเบ็ดเสร็จ หรือยุคฟาสซิสต์ เช่นหน่วยราชการลับที่ไม่เปลี่ยนแปลงเลยเมื่อประเทศนั้นมีประชาธิปไตย เช่นในตุรกี หรือบางประเทศในลาตินอเมริกา แต่มันไม่ตรงกับสภาพสังคมการเมืองของไทยเลย

การนิยามว่าไทยมี “รัฐพันลึก” โดย อูจีนี เมริเออ ต้องอาศัยการบิดเบือนพูดเกินความจริงเรื่องอำนาจกษัตริย์ ต้องมองข้ามการแข่งขันกันระหว่างกลุ่มต่างๆ ในกองทัพ และในหมู่ชนชั้นนำ ต้องมองข้ามความอ่อนแอและการไม่มีความอิสระเลยของตุลาการ และที่สำคัญคือต้องไม่เอ่ยถึงบทบาทมวลชนในขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมเลย

นอกจากนี้ อูจีนี เมริเออ จะสร้างภาพเท็จว่า “รัฐพันลึก” ต้านทักษิณมาแต่แรกซึ่งไม่ใช่ ในยุคแรกๆ ของรัฐบาลทักษิณ ชนชั้นนำไทยเกือบทุกส่วนชื่นชมรัฐบาลทักษิณที่สัญญาว่าจะทำให้เศรษฐกิจและสังคมทันสมัยหลังวิกฤตต้มยำกุ้งและปัญหาความขัดแย้งพฤษภาปี๓๕ ตอนนั้นนายกทักษิณ ในฐานะส่วนหนึ่งของชนชั้นปกครองนายทุน มีอิทธิพลในกองทัพ และมีอิทธิพลเหนือตุลาการและข้าราชการระดับสูง

พวกอนุรักษ์นิยมในหมู่ชนชั้นปกครองไทยเริ่มหันมาต้านทักษิณในภายหลัง เมื่อค้นพบว่าแข่งกับทักษิณไม่ได้ในเวทีประชาธิปไตยที่สร้างอำนาจทางการเมือง เพราะพวกอนุรักษ์นิยมไม่ยอมเสนอนโยบายที่จะทำให้ชีวิตประชาชนดีขึ้นด้วยเหตุที่พวกนี้คลั่งกลไกตลาดเสรี ดังนั้นเขาครองใจประชาชนธรรมดาไม่ได้

ในหมู่พวกที่มารวมตัวกันต้านทักษิณในภายหลัง มีคนจำนวนมากที่เคยเป็นแนวร่วมกับทักษิณก่อนหน้านั้น และมีคนที่เคยร่วมปราบประชาธิปไตยในอดีต สมัยสงครามเย็น ที่เข้ามาอยู่กับทักษิณอีกด้วย มันเป็นภาพพลวัตของการทำแนวร่วมชั่วคราว ที่เปลี่ยนข้างกันตามโอกาสตลอดเวลา ในหมู่ชนชั้นปกครอง มันไม่ใช่ภาพของกลุ่มก้อนบุคคลในรัฐพันลึกที่คงที่และฝังตัวอยู่กลางรัฐไทยมาตลอดแต่อย่างใด

สมาชิกอนุรักษ์นิยมในหมู่ชนชั้นปกครอง หรือที่ เมริเออ เรียกว่ารัฐพันลึก ไม่ได้เป็นห่วงว่าอภิสิทธิ์ของเขาจะหายไปอย่างที่เขาอ้าง เพราะทักษิณไม่ได้ต่อต้านอภิสิทธิ์ของคนใหญ่คนโตแต่อย่างใด เขาไม่ใช่นักสังคมนิยม ผู้ที่กลัวว่าอภิสิทธิ์ของตนจะถูกลดลง ในขณะที่คนชนบทและคนทำงานในเมืองจะสำคัญมากขึ้นคือชนชั้นกลางต่างหาก แต่นักวิชาการคนนี้ไม่พูดถึงพวกสลิ่มคนชั้นกลางเลย

สิ่งที่พวกอนุรักษ์นิยมในหมู่ชนชั้นกปครองไม่พอใจ คือการเริ่มรวบอำนาจทางการเมืองในมือทักษิณและไทยรักไทยผ่านการเลือกตั้ง

เมริเออ เสนอว่ารัฐพันลึกกำลังย้ายอำนาจของนายภูมิพลไปสู่ตุลาการในช่วงที่ใกล้หมดรัชกาล แต่นายภูมิพลไม่เคยมีอำนาจ เพียงแต่เป็นเครื่องมือเพื่อการสร้างความชอบธรรมให้กับชนชั้นปกครองโดยเฉพาะทหาร ซึ่งทหารเป็นผู้สร้างนายภูมิพลขึ้นมาจนมีภาพลวงตาว่าเหมือนพระเจ้า ทักษิณก็ใช้นายภูมิพลเช่นกัน และในยุครัฐบาลทักษิณมีการส่งเสริมความบ้าคลั่งของการสวมเสื้อเหลืองทุกสัปดาห์

การเสนอว่าพิธีสาบานตนต่อกษัตริย์ของตุลาการไทย “พิสูจน์” ว่าตุลาการต้องทำตามคำสั่งกษัตริย์เป็นเรื่องไร้สาระ เพราะถ้าเป็นจริงอังกฤษคงปกครองโดยระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์จนทุกวันนี้ กำตริย์ในระบบสมัยใหม่มีบทบาทแค่ในเชิงพิธีเท่านั้น

จริงๆ แล้วทฤษฏีรัฐพันลึกของ เมริเออ เป็นแค่อีกวิธีหนึ่งที่จะเสนอว่ากษัตริย์ไทยมีอำนาจในใจกลางรัฐ และความขัดแย้งทางการเมืองปัจจุบัน เป็นความขัดแย้งระหว่างทักษิณและกษัตริย์ ซึ่งไม่ต่างจากพวกที่พูดเกินเหตุว่านายภูมิพลสั่งการทุกอย่าง หรือแม้แต่ “ทฤษฏีเครือข่ายกษัตริย์” ของ Duncan MacCargo ที่มองข้ามพลวัตของการทำแนวร่วมชั่วคราวของชนชั้นปกครองไทย [ดู http://bit.ly/1VTFyio หน้า 84]

พวกนี้ใช้กรอบคิดร่วมกันกรอบหนึ่งคือ กรอบคิด “สตาลิน-เหมา” เรื่องขั้นตอนการปฏิวัติทุนนิยมไทย แต่บางคนอาจใช้โดยไม่รู้ตัวก็ได้ การวิเคราะห์ของนักวิชาการที่อาศัยกรอบแนวสตาลิน-เหมา ของ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เสนอว่าไทยเป็น “กึ่งศักดินา” ตามสูตรสำเร็จที่พรรคเหล่านี้ทั่วโลกใช้กัน ดังนั้นเขามักจะมองว่าความขัดแย้งที่นำไปสู่รัฐประหาร ๑๙ กันยาเป็นความขัดแย้งระหว่างนายทุนสมัยใหม่(ทักษิณ) กับระบบ “กึ่งศักดินา” ของกษัตริย์ภูมิพล โดยที่กษัตริย์เป็นผู้นำทางการเมืองที่สำคัญ

มุมมองแบบนี้จะต้องอาศัยข้อสรุปว่าการปฏิวัตินายทุนหรือที่บางคนเรียกว่า “กระฎุมพี” ยังไม่ได้ประสบความสำเร็จหรือยังไม่สมบูรณ์ในประเทศไทย   มันเป็นมุมมองบกพร่องที่เสนอการปฏิวัตินายทุนและขั้นตอนของประวัติศาสตร์ในลักษณะกลไก เป็นการสวมประวัติศาสตร์ศตวรรษที่ 18 ในยุโรปทับสถานการณ์บ้านเมืองในไทยปัจจุบัน เพราะแท้จริงแล้ว การปฏิวัติกระฎุมพีของไทย ที่ทำลายระบบศักดินาและสร้างรัฐสมัยใหม่เกิดขึ้นภายใต้การนำของกษัตริย์รัชกาลที่๕

การที่ม็อบชนชั้นกลางที่ต้านทักษิณชูธงเหลืองหรือรูปกษัตริย์ ไม่ว่าจะเป็นพันธมิตรฯ หรือม็อบสุเทพ ไม่ได้แปลว่ากษัตริย์จัดตั้งพวกนี้แต่อย่างใด การที่ทหารเผด็จการเชิดชูกษัตริย์ก็เช่นกัน ถ้าเราหลงเชื่อปรากฏการณ์เปลือกภายนอกผิวเผินแบบนี้ เราจะคิดตื้นเขินเกินไป

ในลักษณะเดียวกัน การที่พุทธอิสระใช้ความรุนแรงในการทำลายประชาธิปไตยขณะที่ห่มผ้าเหลือง ก็ไม่ได้แปลว่าพระพุทธเจ้าบงการการกระทำแย่ๆ ของพุทธอิสระแต่อย่างใด

จริงๆ แล้วรัฐบาลทักษิณ และรัฐบาลพรรคพลังประชาชนและพรรคเพื่อไทย ก็เชิดชูกษัตริย์เช่นกัน และพร้อมจะใช้กฏหมาย 112 ด้วย ข้อแตกต่างระหว่างฝ่ายเสื้อเหลืองและทหาร กับฝ่ายทักษิณ ไม่ใช่เรื่องกษัตริย์นิยมแต่อย่างใด ข้อแตกต่างแท้คือฝ่ายทักษิณสามารถใช้นโยบายเศรษฐกิจและการเมืองในการเพิ่มความชอบธรรมให้ตนเองประกอบกับการเชิดชูกษัตริย์ ในขณะที่พวกทหารและเสื้อเหลืองมีสิ่งเดียวที่เขาหวังใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมคือเรื่องความคิดกษัตริย์นิยม

ตุลาการไทย และส่วนอื่นๆ ของระบบราชการไทย มีความอ่อนแอมากและไม่เคยเป็นตัวของตัวเองเลย เพราะมัวแต่ก้มหัวรับฟังคำสั่งจากทหาร หรือคนใหญ่คนโตที่เป็นนักการเมืองตลอด นี่คือสาเหตุที่ไทยไม่มีมาตรฐานความยุติธรรม และระบบข้าราชการเต็มไปด้วยการคอร์รับชั่นและการแทรกแซงโดยผู้มีอิทธิพล กองกระดาษและเอกสารที่พลเมืองต้องกรอกเพื่อทำอะไรในระบบราชการ เป็นอาการของข้าราชการที่ไม่เคยกล้าตัดสินใจเองในเกือบทุกเรื่อง คือต้องส่งขึ้นไปให้คนใหญ่คนโตเห็นชอบเสมอ

กองทัพไทยไม่เคยสามัคคีเป็นหนึ่งเดียวและไม่มีจุดยืนคงที่ด้วย เพราะกองทัพคือแหล่งกอบโกยสำคัญของพวกนายพล การแบ่งพรรคแบ่งพวกแบบนี้ทำให้กองทัพมีอำนาจจำกัดทั้งๆ ที่สามารถล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้ ซีกต่างๆ ของกองทัพมีแนวการเมืองต่างกันด้วย ในอดีตมีนายพลที่เกลียดเจ้า หรือเป็นฝ่ายซ้าย ในปัจจุบันมีนายพลที่เห็นด้วยกับประชาธิปไตย และมีทหารที่เข้าข้างทักษณ เพียงแต่ว่ากลุ่มประยุทธ์ที่ครองอำนาจอยู่ตอนนี้เป็นกลุ่มขวาจัดเท่านั้นเอง ดังนั้นกองทัพไม่ใช่อะไรที่จะสร้างรัฐพันลึดอะไรได้

สิ่งที่มีอิทธิพลต่ออำนาจกองทัพมากที่สุดคือพลังมวลชนในขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม เพราะประวัติศาสตร์การเมืองไทยในรอบห้าสิบปีที่ผ่านมา เป็นประวัติศาสตร์ของการต่อสู้ระหว่างมวลชนกับอำนาจรัฐ มีแพ้และมีชนะ มีช่วงเผด็จการและมีช่วงประชาธิปไตย สาเหตุหนึ่งที่เผด็จการครองเมืองตอนนี้ได้ก็เพราะหลายส่วนที่เคยเป็นนักเคลื่อนไหวในขบวนการทางสังคม ไปโบกมือเรียกทหารให้ทำรัฐประหาร แต่ทุกวันนี้เผด็จการทหารยังต้องพยายามสร้างภาพลวงตาว่าจะจัดการเลือกตั้งและปฏิรูปการเมือง เพราะกลัวกระแสประชาธิปไตยในสังคมไทย

เมริเออ ยอมรับว่ากระแสประชาธิปไตยปัจจุบันทำให้พวกอนุรักษ์นิยมเลือกไปเพิ่มอำนาจตุลาการ เพราะดูดีกว่าการใช้อำนาจโดยตรงของทหารหรือกษัตริย์ แต่เขาไม่เอ่ยถึงบทบาทสำคัญของมวลชนในขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมเลย สำหรับนักวิชาการคนนี้ ช่วงที่เป็นประชาธิปไตยของไทยเป็นการ “ทดลอง” ของชนชั้นนำเท่านั้น คือทุกอย่างกำหนดจากเบื้องบน

แนว “รัฐพันลึก” อาจเป็นแนวคิดที่ใหม่และน่าตื่นเต้นสำหรับนักวิชาการหอคอยงาช้าง แต่มันไม่มีประโยชน์อะไรในการอธิบายวิกฤตการเมืองไทยเลย

อ่านเพิ่ม

http://bit.ly/1VTFyio ,  http://bit.ly/1OtUXBm , http://bit.ly/1UoSKed

อันธพาลชนะการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีฟิลิปปินส์

ใจ อึ๊งภากรณ์

ในการเลือกตั้งที่พึ่งจบลงในฟิลิปปินส์ โรดริโก ดูเตอร์เต นักการเมืองอันธพาลจากเมืองเดวาวบนเกาะมินดาเนาว์ ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีคนใหม่

ดูเตอร์เต เป็นนักการเมืองอันธพาลที่สนับสนุนมาตรการต่างๆ ที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะวิสามัญฆาตกรรมของคนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็น “อาชญากร” องค์กรสิทธิมนุษยชนกล่าวหา ดูเตอร์เต ว่าในขณะที่เป็นนายกเทศมนตรีเมืองเดวาว ดูเตอร์เต ใช้กองกำลังนอกระบบเพื่อฆ่าทิ้งอาชญากรจิ๊บจ๊อยไป 1-2 พันคน ในจำนวนนั้นมีเด็กด้วย

กองกำลังนอกระบบดังกล่าวประกอบไปด้วยมือปืนรับจ้าง ตำรวจนอกเครื่องแบบ และอดีตนักรบของพรรคคอมมิวนิสต์(สายเหมา)

หลังจากที่ได้รับเลือกตั้ง ดูเตอร์เต อวดว่าอยากจะใช้ทหารและตำรวจฆ่าวิสามัญ “ผู้กระทำความผิด” เพื่อ “แก้ปัญหา” อาชญากรรม นอกจากนี้เขาเสนอว่าควรจะนำโทษประหาร ที่เคยยกเลิกไปในปี 2006 กลับมาใช้อีก โดยใช้วิธีผูกคอตาย และสำหรับนักโทษร้ายแรงจะผูกคอจนหัวหลุดจากร่างกาย

ลักษณะการเมืองของ ดูเตอร์เต เต็มไปด้วยความขัดแย้งในตัวเอง ในขณะที่เขาอวดว่าไม่กลัวที่จะละเมิดสิทธิมนุษยชนเพื่อจัดการกับอาชญากรรม และในขณะที่เขาพูดเหยียดสตรีเพราะมองว่าการฆ่าและข่มขืนแม่ชีออสเตรเลียในคุกเป็น “เรื่องตลก” เขากลับสนับสนุนองค์กรเกย์กะเทยทอมดี้

plm-flag

ดูเตอร์เต เป็นนักการเมืองฝ่ายขวาปฏิกิริยาที่พยายามพูดแบบซ้ายๆ เพื่อดึงคะแนนนิยมจากคนจน ยุทธศาสตร์ทางการเมืองแบบนี้ถูกใช้โดยพวกฟาสซิสต์ในอดีตและปัจจุบัน แต่ ดูเตอร์เต ไม่ใช่ฟาสซิสต์ ซอนนี่ มาเลนซิโอ นักเคลื่อนไหวฝ่ายซ้ายจากพรรค “พลังมวลชน” (Partido Lakas ng Masa) เสนอว่า ดูเตอร์เต เป็นนักการเมืองที่มีลักษณะคล้ายๆ วาน เพรอน ที่เคยเป็นประธานาธิบดีอาเจนทีนา เพรอนใช้รัฐช่วยคนจน แต่นิยมวิธีการเผด็จการ เขาพยายามนำสหภาพแรงงานมาเป็นพวกเพื่อควบคุมขบวนการแรงงาน แต่ในขณะเดียวกันสนับสนุนกลุ่มทุนใหญ่ ดูเตอร์เต ไม่ได้สนใจขบวนการแรงงานฟิลิปปินส์เท่าไร แต่เขาจะผสมการเมืองฝ่ายขวากับฝ่ายซ้าย

Sonny_Melencio_web_0

ซอนนี่ มาเลนซิโอ

ดูเตอร์เต ไปจับมือกับพวกคอมมิวนิสต์สายเหมาเจ๋อตุงที่การเมืองเสื่อมจนแยกแยะอะไรไม่ได้ เพราะมัวแต่หาโอกาสเข้าถึงผู้มีอำนาจไม่ว่าการเมืองจะก้าวหน้าหรือล้าหลัง นั้นคือจุดยืนของพวกคอมมิวนิสต์สาย สตาลิน-เหมา มานาน ดูเตอร์เต ประกาศว่าจะให้ตำแหน่งรัฐมนตรีในกระทรวงสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ ปฏิรูปที่ดิน สังคมสงเคราะห์ และแรงงาน ให้กับพวกคอมมิวนิสต์เหล่านี้ แต่จะเป็นจริงแค่ไหนก็ต้องคอยดู ส่วน โฮเซ มาเรีย ซีซอน หัวหน้าพรรคคอมมิวนิสต์ที่ลี้ภัยในต่างประเทศก็ขานรับ ประกาศว่าอยากทำแนวร่วมกับดูเตอร์เต

ถ้าพวกคอมมิวนิสต์ได้ตำแหน่งเราไม่ต้องไปหวังว่าจะมีนโยบายก้าวหน้าแต่อย่างใด เพราะคอมมิวนิสต์สายเหมาในเนปาลหรือจีน หันไปรับแนวเสรีนิยมกลไกตลาดเต็มตัวแล้ว พวกนี้หมดความเป็นซ้ายไปนานแล้ว

ในฟิลิปปินส์ มันมีประวัติของการแต่งตั้งฝ่ายซ้ายเป็นรัฐมนตรีแรงงานเพื่อควบคุมแรงงานให้สยบยอม ในสมัยนางคอราซอน อากีโน มีการแต่งตั้งผู้นำจากสหภาพแรงงานฝ่ายซ้าย และพอเขาทำหน้าที่ให้นายทุนเสร็จ เขาก็ถูกปลดทิ้ง

จุดยืนของ ดูเตอร์เต เป็นจุดยืนของนักการเมือง “ขุนศึก” ที่ไม่สนใจอุดมการณ์หรือลัทธิทางการเมือง แต่ทำทุกอย่างเพื่อให้ตนเองมีอิทธิพล

หลายคนมองว่าเขาเป็นนักการเมืองที่มาจาก “ภายนอก” ของกลุ่มอภิสิทธิ์ชนที่ชอบผูกขาดการเมืองฟิลิปปินส์ แต่สหาย ซอนนี่ มาเลนซิโอ อธิบายว่ามันเป็นการเข้าใจผิด เพราะ ดูเตอร์เต มาจากตระกูลผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น ซึ่งรวมอยู่ในกลุ่มอภิสิทธิ์ชน เพียงแต่ว่าเขาไม่ได้มาจากเกาะลูซอน และไม่ทำตัวเหมือนเป็น “ผู้ดีชั้นสูง” เท่านั้นเอง และพวกนักการเมือง “ผู้ดี” ก็เป็นอันธพาลในรูปแบบเนียนๆ

สหาย ซอนนี่ มาเลนซิโอ อธิบายต่อว่าชัยชนะของ ดูเตอร์เต เป็นผลจากความเบื่อหน่ายในพรรคการเมืองกระแสหลักที่ฝ่ายก้าวหน้าเรียกกันว่า “พรรคผ้าขี้ริ้ว” โดยเฉพาะพรรคเสรีนิยมของประธานาธิบดีนอยนอย อากีโน ลูกชายของนาง คอราซอน อากีโน ซึ่งรัฐบาลของประธานาธิบดีนอยนอย อากีโน ไม่ได้ทำอะไรเลยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตสำหรับกรรมาชีพกับคนจน และไม่สามารถแก้ปัญหาอาชญากรรมที่ชนชั้นกลางเกรงกลัว นอกจากนี้ความอ่อนแอของพรรคฝ่ายซ้ายทำให้ไม่สามารถสร้างความหวังให้ประชาชนเพื่อเป็นทางเลือกอื่นได้

ซอนนี สรุปว่าฝ่ายซ้ายไม่ควรสนับสนุนทั้งสองฝ่ายคือพรรคเสรีนิยมหรือ ดูเตอร์เต ซึ่งผู้เขียนเห็นด้วย

อย่างไรก็ตามจุดยืนของพรรคมวชนมีบางส่วนที่เราควรวิจารณ์ เพราะเขามองว่าฝ่ายซ้ายต้องเดินไปเคียงข้างผู้ที่สนับสนุน ดูเตอร์เต และ “ศัตรูหลัก” ของมวลชนกรรมาชีพคือพรรคกระแสหลักแบบพรรคเสรีนิยม เขาอาจเสนอแบบนี้เพราะกลัวว่าพรรคกระแสหลักอาจอยากปลุกระดมให้มีรัฐประหาร แต่มันเป็นจุดยืนที่ไม่เป็นประโยชน์ในการสร้างกระแสฝ่ายซ้าย เพราะทั้งดูเตอร์เต และพรรคเสรีนิยมเป็นศัตรูของกรรมาชีพกับคนจน

ถ้าเปรียบกับการเมืองไทย ทักษิณมีส่วนคล้าย ดูเตอร์เต ในการละเมิดสิทธิมนุษยชนเพื่อสร้างภาพว่าเป็นผู้นำเข้มแข็ง และมีการเอาใจคนจนด้วยหลายนโยบายทั้งๆ ที่พรรคของทักษิณเป็นพรรคนายทุน แต่ทักษิณต่างจากดูเตอร์เตที่เขาไม่ใช่นักการเมืองขุนศึกหรือผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น และเขาอาจฉลาดกว่าดูเตอร์เตบ้าง เพราะมีแผนสำหรับการพัฒนาสังคม

Ji

จุดยืนของฝ่ายซ้ายอย่างเราในไทยในอดีตคือเราคัดค้านทักษิณจากจุดยืนสังคมนิยม เราไม่ไปจับมือกับพันธมิตร และเมื่อมีการทำรัฐประหารเราเสนอคำขวัญ “ไม่เอารัฐประหาร ไม่เอาทักษิณ” และเราคงไว้จุดยืนนี้มาตลอดทั้งๆ ที่เราประกาศตัวเป็นส่วนหนึ่งของคนเสื้อแดงก้าวหน้าหลังจากที่เกิดรัฐประหาร

แต่ในฟิลิปปินส์มันยังไม่มีรัฐประหาร ดังนั้นไม่จำเป็นต้องไปกอดคอกับคนที่รัก ดูเตอร์เต

DSC_0048

พรรคพลังมวลชนในฟิลิปปินส์ควรมีจุดยืน “ไม่เอาพรรคเสรีนิยม ไม่เอาดูเตอร์เต ไม่เอารัฐประหาร” เพื่อเสนอแนวสังคมนิยมเป็นทางเลือก เพราะการประกาศจุดยืนแบบนี้จะสร้างโอกาสในการถกเถียงกับคนจนที่หลงสนับสนุนดูเตอร์เต

[บทความของสหายซอนนี่ มาเลนซิโอ อ่านได้ที่นี่ http://bit.ly/1WEyXKb%5D

อ่านเพิ่มเรื่องฝ่ายซ้ายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ที่นี่ http://bit.ly/1sH06zu

ทำไมไม่มีการสร้างกระแสมวลชนเพื่อสนับสนุนวัฒนา?

ใจ อึ๊งภากรณ์

ขบวนการประชาธิปไตยไทยควรศึกษาและสรุปบทเรียนจากการคุมขัง วัฒนา เมืองสุข เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เพราะการที่ไม่มีการสร้างกระแสมวลชนเพื่อสนับสนุนวัฒนา เป็นจุดอ่อนมหาศาล การปล่อยให้กลุ่ม “พลเมืองโต้กลับ” แค่สี่ห้าคนพร้อมกับผู้สนับสนุนอีกสิบถึงยี่สิบคน เป็นผู้ออกมาประท้วง ถือว่าเป็นความผิดพลาดทางการเมืองของพวกเรา

ลองคิดดูสิ สมมุติว่าอดีต สส. พรรคเพื่อไทย และแกนนำ นปช. รวมถึงนักวิชาการฝ่ายประชาธิปไตย แกนนำขบวนการประชาธิปไตยรากหญ้า และแกนนำขบวนการแรงงานซีกก้าวหน้า ออกมาพร้อมเพรียงกัน ในจุดเดียวกันที่กรุงเทพฯ แล้วรณรงค์ให้ประชาชนไม่รับร่าง “รัฐอธรรมนูญ” เผด็จการ เพื่อเป็นการแสดงความสมานฉันท์กับ วัฒนา และเพื่อช่วยสร้างกระแสคัดค้านเผด็จการ มันจะเกิดอะไรขึ้น?

ในประการแรกมันจะให้กำลังใจกับมวลชนเป็นแสนๆ ที่จะออกมาคัดค้านเผด็จการ

ผมไม่เชื่อเลยว่าทหารจะกล้านำปืนมากราดยิงประชาชนในกรณีแบบนี้ โดยเฉพาะถ้าประกาศว่าจะโยกย้ายกลับบ้านในไม่กี่ชั่วโมง

ถ้าทหารมาจับแกนนำดังกล่าวหมดเลย จับไปขังปรับทัศนะคติเป็นอาทิตย์ ฝ่ายเผด็จการจะเสียการเมืองไปมากมายแน่นอน โดยเฉพาะในช่วงที่ใครๆ จับตาดูผู้นำประเทศไทยและการจัดประชามติ แต่ถ้าเขาไม่จับ ก็ถือว่าเป็นการฝ่าฝืนกฏหมายเถื่อนของไอ้ยุทธ์มือเปื้อนเลือดที่ประสบความสำเร็จ มันจะเป็นการเปิดพื้นที่ประชาธิปไตยอีกนิด และปูทางไปสู่สิทธิในการรณรงค์ต่อต้าน “รัฐอธรรมนูญ” ผ่านประชามติที่จะจัดขึ้น และแน่นอนกิจกรรมการเคลื่อนไหวแบบนี้จะมีความชอบธรรมสูง

26525867005_abdb936c4b

แล้วใครควรจะรับผิดชอบในเรื่องความผิดพลาดทางการเมืองที่เกิดขึ้นจากการไม่ออกมาสนับสนุน วัฒนา ในครั้งนี้?

แกนนำพรรคเพื่อไทย แกนนำนปช. และทักษิณ คงต้องมีส่วนสำคัญในการรับผิดชอบตรงนี้ แต่ใครที่หูตาสว่างและผ่านเหตุการณ์วิกฤตการเมืองไทยในรอบสิบปี คงไม่แปลกใจแต่อย่างใดที่ ทักษิณ พรรคเพื่อไทย และแกนนำนปช. ตั้งใจนอนหลับ ไม่ยอมเคลื่อนไหว ตั้งใจแช่แข็งขบวนการ เพื่อรอวันกอบโกยผลประโยชน์เมื่อทหารอนุญาตให้มีการเลือกตั้งจอมปลอมภายใต้ประชาธิปไตยครึ่งใบ

ดังนั้นเราไม่ควรไปหวังหรือผิดหวังอะไรกับพวกนั้น

แล้วใครควรทบทวนตนเองในเรื่องนี้? คำตอบง่ายๆ คือพวกเราเอง

ผมอ่านคำพูดของนักเคลื่อนไหวและนักวิชาการหลายคนที่พยายามแก้ตัวว่าทำไมไม่ควรสนับสนุนวัฒนา และทั้งหมดนั้นฟังไม่ขึ้น

บางคนบ่นว่าวัฒนามีเส้นสาย บางคนบอกว่าใกล้ชิดทักษิณเกินไป บางคนบ่นว่าเวลาคนอย่างวัฒนาโดนทหารจับสื่อมักจะสนใจ แต่เวลาผู้น้อยโดนจับไม่มีใครรู้ มันล้วนแต่เป็นข้อแก้ตัวที่ฟังไม่ขึ้น และเป็นการเล่นพรรคเล่นพวก ไม่รู้จักวิธีสร้างแนวร่วมแต่อย่างใด

ก่อนหน้าที่วัฒนาจะโดนทหารคุมขังเพื่อไปปรับทัศนะคติครั้งแรก ผมไม่เคยรู้จักเขาเลย ไม่รู้จักจุดยืนทางการเมือง ไม่รู้จักผลงานในอดีต และไม่รู้ว่าเขาเป็นคนแบบนั้น แน่นอนเขาคงไม่ใช่นักสังคมนิยมเหมือนผม แต่นั้นไม่มีความสำคัญแต่อย่างใดเลย เพราะไม่ว่า วัฒนา จะมาจากไหนอย่างไร การที่เขาในฐานะอดีต สส. ออกมาวิจารณ์เผด็จการและ “รัฐอธรรมนูญเผด็จการ” โดยดูเหมือนไม่ยอมจำนนต่อทหาร เป็นการแสดงวุฒิภาวะในการนำในครั้งนี้ และเป็นการเปิดโอกาสให้เราร่วมประท้วง ในอนาคตเขาจะยังแสดงวุฒิภาวะในการนำแบบนี้อีกหรือไม่ เราไม่รู้ และมันไม่สำคัญ การต่อสู้มันต้องข้ามพ้นเรื่องตัวบุคคลเสมอ

บางคนเสนอว่าเราไม่ควรไปร่วมลงคะแนนเสียงในประชามติภายใต้ตีนทหารครั้งนี้ ถ้ารณรงค์ให้คนจำนวนมาก เป็นล้านๆ คน งดออกเสียงไม่ไปลงคะแนนมันก็คงดี แต่ถ้าไม่สามารถมั่นใจ 100% ว่าทำได้ เราก็ควรไปลงคะแนนคัดค้าน แต่นั้นก็ไม่เกี่ยวกับว่าเราควรสนับสนุบ วัฒนา หรือไม่

จุดอ่อนของฝ่ายเรา ท่ามกลางการแช่แข็งของการต่อสู้โดยทักษิณ เพื่อไทย และ นปช. คือเราไม่สนใจการจัดตั้งขบวนการมวลชนของเราเองเลย ชื่นชมแต่การประท้วงเชิงสัญลักษณ์ของกลุ่มคนหยิบมือเดียว  ในช่วง ๑๔ ตุลา แนวความคิดของพวกเราไม่ได้ชำรุดแบบนี้

การสร้างแนวร่วมที่ก้าวหน้า โดยเฉพาะแนวร่วมเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย ต้องอาศัยการมีจุดร่วมในประเด็นเดียวคือสิทธิเสรีภาพประชาธิปไตย มันต้องมีการยอมทำงานเคลื่อนไหวกับคนที่เราไม่เห็นด้วยในหลายๆ เรื่อง แต่ที่สำคัญคือมันควรเป็นแนวร่วมสมัครใจ คือไม่มีเงื่อนไขว่าต้องทำตามใคร ถกเถียงกันได้เสมอ มีเงื่อนไขเดียวที่สำคัญที่สุดคือ เมื่อถึงเวลาก็ต้องเคลื่อนร่วมกัน แค่นั้นเอง

ถ้าพวกเราในขบวนการประชาธิปไตยไทยไม่สามารถเข้าใจหลักการต่อสู้พื้นฐานแบบนี้ได้ เราจะไปล้มเผด็จการได้อย่างไร?

น่าเสียดายที่ทักษิณไม่ใช่พวก “ล้มเจ้า”

ใจ อึ๊งภากรณ์

ตามข่าวที่ตำรวจและทหาร เข้าจับกุม นายหัสดิน อุไรไพรวัน ผู้ต้องสงสัยว่าเป็น “บรรพต” ผู้เผยแพร่คลิปเสี่ยงที่ถูกกล่าวหาว่าละเมิด ม. 112 ปรากฏว่าฝ่ายทำลายประชาธิปไตยกำลังทำงานหนัก เพื่อโยงเรื่องนี้ให้ถึงทักษิณ โดยมีการพูดถึงท่อน้ำเลี้ยงจาก “นายทุนใหญ่”

ก่อนหน้านี้สำนักข่าวสลิ่มก็โกหกอย่างหน้าด้าน เพื่อป้ายร้าย ศ.ธเนศวร์ เจริญเมือง อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ว่าเป็นบรรพต

ฝ่ายทำลายประชาธิปไตยพยายามมานาน ก่อนรัฐประหาร ๑๙ กันยา ที่จะเสนอว่าทักษิณเป็นพวก “ล้มเจ้า” ถึงขนาดที่มีการอ้างว่าทักษิณอยากเป็นประธานาธิบดี

แต่มันเป็นที่น่าเสียดายที่ทักษิณไม่ใช่ “คนล้มเจ้า” แต่อย่างใด

ในความจริงชนชั้นปกครองไทย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายทหาร ข้าราชการอนุรักษ์นิยม หรือฝ่ายทักษิณ ก็ล้วนแต่เชิดชูกษัตริย์ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือหาความชอบธรรมให้ตนเอง

ทักษิณ ยืนยันอยู่ตลอดว่าเขารักและจงรักภักดีต่อ ภูมิพลและเจ้าฟ้าชาย และในอดีตรัฐบาลของเขาก็มีส่วนสำคัญในการรณรงค์ให้คนใส่เสื้อเหลืองทุกวันจันทร์และจัดงานฉลอง 60ปี

ในหมู่ปัญญาชน “แดง” บางส่วน การวิเคราะห์ที่อาศัยกรอบการมองสังคมไทยตาม แนวสตาลิน-เหมา ของ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เสนอว่าไทยเป็น “กึ่งศักดินา” ดังนั้นเขามักจะมองว่าความขัดแย้งที่นำไปสู่รัฐประหารล่าสุด สองรอบ เป็นความขัดแย้งระหว่างนายทุนสมัยใหม่(ทักษิณ) กับระบบ “กึ่งศักดินา” ของกษัตริย์ภูมิพล โดยที่กษัตริย์เป็นผู้นำทางการเมืองที่สำคัญ

มุมมองแบบนี้จะต้องอาศัยข้อสรุปว่าการปฏิวัตินายทุนหรือที่บางคนเรียกว่า “กระฎุมพี” ยังไม่ได้ประสบความสำเร็จหรือยังไม่สมบูรณ์ในประเทศไทย   มันเป็นมุมมองที่เสนอการปฏิวัตินายทุนและขั้นตอนของประวัติศาสตร์ในลักษณะกลไก และไม่เป็นความจริง

การปฏิวัตินายทุนของไทยทำไปภายใต้การนำของรัชกาลที่ห้า และหลังจากนั้นกษัตริย์ก็แปรตัวเป็นนายทุนใหญ่ ซึ่งเป็นอยู่ทุกวันนี้ และหลังการปฏิวัติ ๒๔๗๕ กษัตริย์ไทย โดยเฉพาะนายภูมิพล ไม่มีอำนาจทางการเมืองเลย ความขี้ขลาดของนายภูมิพลในทุกเรื่อง ก็ยิ่งทำให้เขาถูกใช้เป็นเครื่องมือโดยทหารอย่างต่อเนื่อง

ภายใต้ระบบทุนนิยม การมีสถาบันกษัตริย์ มีประโยชน์เพราะเป็นส่วนหนึ่งของการย้ำว่าบางคนเกิดสูง บางคนเกิดต่ำ ความคิดแบบนี้อำนวยความสะดวกในการขูดรีดคนส่วนใหญ่ภายใต้ประชาธิปไตยครึ่งใบของทุนนิยม นี่คือสถานการณ์ในไทยและในยุโรปด้วย

การที่ทักษิณรักเจ้า เกี่ยวข้องกับการที่เขาไม่ยอมนำการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เพราะเขาสนใจแต่ที่จะกลับเข้ามาร่วมแบ่งอำนาจกับฝ่ายอำมาตย์และทหาร และไม่ต้องการให้มีการลุกขึ้นสู้เพื่อสร้างประชาธิปไตยหรือสาธารณรัฐ แต่พวกเราฝ่ายประชาธิปไตย จะต้องพยายามอย่างถึงที่สุดเพื่อสร้างรัฐไทยใหม่

วิจารณ์หนังสือ “A Kingdom in Crisis: Thailand’s Struggle for Democracy in the Twenty-First Century” ของ แอนดรูว์ แม็คเกรเกอร์ มาร์แชลล์

ใจ อึ๊งภากรณ์

หนังสือ“A Kingdom in Crisis: Thailand’s Struggle for Democracy in the Twenty-First Century” (ราชอาณาจักรท่ามกลางวิกฤต การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไทยในศตวรรษที่ 21) ของ แอนดรูว์ แม็คเกรเกอร์ มาร์แชลล์ ตั้งชื่อผิดแต่แรก เพราะเล่มนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยแต่อย่างใด

ประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่มวลชนต้องต่อสู้เพื่อได้มา แต่หนังสือเล่มนี้ไม่ได้กล่าวถึงขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมในไทยแต่อย่างใด เพราะสนใจแต่พฤติกรรมเบื้องบน อันนี้ถือว่าเป็นแนวคิดแบบชนชั้นนำที่ดูถูกมวลชนหรือประชาชนส่วนใหญ่ และ มาร์แชลล์ มักจะมีท่าทีที่ดูถูกประชาชนไทยว่าคิดเองไม่เป็น และถูกชักใยโดยผู้ใหญ่เสมอ

หนังสือของ มาร์แชลล์ เขียนด้วยมาตรฐาน วารสารซุบซิบ “ข่าวดารา” มีแต่การเน้นข่าวในราชวงศ์ เพื่อ “พิสูจน์” ว่าวิกฤตการเมืองไทยตั้งแต่การชุมนุมของพันธมิตรฯเสื้อเหลือง ผ่านรัฐประหารสองรอบ จนถึงวันนี้ เป็นเพราะมี “วิกฤตการเปลี่ยนรัชกาล”

แต่ มาร์แชลล์ ไม่เคยวิเคราะห์พลวัตและความสัมพันธ์ทางอำนาจของสถาบันกษัตริย์ ที่มีกับกองทัพ นายทุน หรือชนชั้นปกครองโดยทั่วไปในสังคมไทย เขาไม่สามารถเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของสถาบันกษัตริย์ตั้งแต่ยุคอยุธยา ผ่านรัตนโกสิน ผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในรัชกาลที่๕ สู่การปฏิวัติ ๒๔๗๕

ในเรื่องการปฏิวัติ ๒๔๗๕ มาร์แชลล์ ขุดแนวคิดอนุรักษ์นิยมของนักวิชาการล้าหลัง มาเพื่อเสนอว่ามันเป็นแค่รัฐประหารในหมู่ชนชั้นนำ โดยที่เขาไม่พิจารณางานของ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ เลย

จริงๆ แล้ว มาร์แชลล์ ไม่ยอมสำรวจงานเขียนของนักวิชาการก้าวหน้าในไทยเลย เพราะอาศัยแต่งานภาษาอังกฤษของนักวิชาการฝ่ายขวาอนุรักษ์นิยม เราคงต้องสรุปว่า มาร์แชลล์ อ่านภาษาไทยไม่ได้ หรือเลือกที่จะไม่อ้างอิงและถกเถียงกับนักวิชาการไทยที่มองต่างมุม

มาร์แชลล์ ไม่เข้าใจเรื่องการเปลี่ยนแปลงของกระแสนิยมเจ้าในอดีต เพราะมองข้ามช่วงที่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยต่อสู้กับรัฐไทย เขาเลยมองว่าปรากฏการณ์คนเสื้อแดงที่พูดกันว่า “ตาสว่าง” เป็นเรื่องใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในอดีตเลย

ข้อมูลเกี่ยวกับข้อขัดแย้งในราชวงศ์ในหนังสือเล่มนี้จะจริงหรือเท็จตรงไหนผมไม่สนใจ เพราะมันไม่อธิบายอะไรเกี่ยวกับวิกฤตไทยเลย วิกฤตไทยจริงๆ แล้ว มาจากสถานการณ์การเมืองสมัยใหม่ที่ทักษิณสร้างขึ้นหลังวิกฤตเศรษฐกิจ “ต้มยำกุ้ง” แนวร่วมที่ทักษิณสร้างกับประชาชนส่วนใหญ่ไปท้าทายนักการเมืองอนุรักษ์นิยม นายทหาร และชนชั้นนำที่ไม่ชอบประชาธิปไตยอยู่แล้ว นี่คือที่มาของการประท้วงของชนชั้นกลางและรัฐประหารของทหารและศาล

การเขียนหนังสือซุบซิบเกี่ยวกับวัง อาจสร้างความบันเทิงให้กับคนที่ชอบวารสารดารา อาจทำให้หนังสือของ มาร์แชลล์ ขายดีสำหรับคนที่อ่านภาษาอังกฤษได้ และอาจทำให้เขามีรายได้ แต่ประเด็นที่ผมยอมรับไม่ได้เลยคือเวลา มาร์แชลล์ กล่าวถึงการประท้วงของเสื้อแดงในปี ๒๕๕๓ มาร์แชลล์ สร้างนิยายว่าผู้ก่อความรุนแรงคือทักษิณ โดยมีการอ้างว่าทักษิณมี “กองกำลังชายชุดดำ” แต่ไม่มีหลักฐานข้อมูล รายละเอียด คำให้การของพยาน  หรือภาพในการพิสูจน์คำกล่าวหานี้แต่อย่างใด สรุปแล้วเป็นการฟอกตัว อภิสิทธิ์ สุเทพ ประยุทธ์ และอนุพงษ์ เพื่อให้ดูเหมือนไม่มีความผิดแต่อย่างใด

หนังสือ “ราชอาณาจักรท่ามกลางวิกฤต การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไทยในศตวรรษที่ 21” ของ แอนดรูว์ แม็คเกรเกอร์ มาร์แชลล์ เป็นงานฉาบฉวยที่เอียงไปในทิศทางปฏิกิริยา