Tag Archives: ธรรมกาย

จุดยืนมาร์คซิสต์ต่อธรรมกาย

ใจ อึ๊งภากรณ์

นักมาร์คซิสต์สังคมนิยมไม่มีศาสนา เรายึดถือแนวคิด “วัตถุนิยมประวัติศาสตร์” แทนความเชื่อในสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้ การวิเคราะห์โลกของเรากระทำไปเพื่อปฏิบัติการในการเปลี่ยนระบบ เราต้องการทำลายการกดขขี่ขูดรีดและเผด็จการ นี่คือสาเหตุที่เราไม่นับถือศาสนา และไม่เห็นด้วยกับปรัชญาศาสนา เพราะศาสนามักพาคนไปตั้งความหวังไว้กับอำนาจเบื้องสูงที่จับต้องไม่ได้ และมักจะเป็นคำสอนที่ถกเถียงด้วยเหตุผลไม่ได้อีกด้วย คือเน้นการเชื่อฟังและศรัทธาอย่างเดียว

อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ศาสนาของนักมาร์คซิสต์ มีความละเอียดอ่อนและแหลมคม

ต่อสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นกับธรรมกายในไทย เรามีสามจุดยืนที่สำคัญคือ

  1. ศาสนาควรเป็นเรื่องส่วนตัว รัฐไม่ควรเข้ามายุ่ง ศาสนาควรแยกออกจากรัฐโดยสิ้นเชิง และพลเมืองทุกคนควรมีสิทธิเต็มที่ ที่จะนับถือและปฏิบัติศาสนาตามความเชื่อของตนเอง ใครจะนับถือพุทธ โดยไม่มีสังฆราชหรือวัด ก็ควรมีเสรีภาพ ใครจะนับถือผีก็ควรมีสิทธิ์

เลนิน นักปฏิวัติรัสเซีย เคยเน้นว่า การเลือกปฏิบัติต่อคนบนพื้นฐานการนับถือศาสนา หรือไม่นับถือศาสนา เป็นสิ่งที่เราไม่ควรยอมรับ แม้แต่การระบุศาสนาในเอกสารราชการก็ไม่ควรมี และรัฐไม่ควรให้เงินสนับสนุนศาสนาใด พลเมืองที่เป็นศาสนิกชนควรลงขันสนับสนุนศาสนาของตนเองอย่างเสรี

  1. ในโลกของมนุษย์ไม่มีวิธีนับถือศาสนาที่ “แท้จริง” ศาสนาเป็นเรื่องของการปฏิบัติที่แตกต่างกันของหลากหลายมนุษย์ในยุคต่างๆ ดังนั้นทุกนิกายต้องถือว่าเป็นศาสนาแท้

คาร์ล มาร์คซ์ เคยวิจารณ์คนที่มองว่าแก่นแท้ของศาสนาอยู่ที่ “คัมภีร์” เท่านั้น  แต่ถ้าพิจารณาความคิดทางศาสนา จะเห็นว่ามันมักสะท้อนกฏระเบียบที่มนุษย์สร้างเองในบริบทต่างๆ ของสังคม และมนุษย์เป็นผู้เขียน “คัมภีร์” และตีความ “คัมภีร์” ในลักษณะหลายหลายเสมอ การถกเถียงกันระหว่างคนที่ตีความ “คัมภีร์” แตกต่างกัน เป็นเรื่องไม่มีวันจบ และในความเป็นจริงศาสนาต่างๆ จงใจให้มีการตีความหลากหลาย เพื่อเอาใจทุกคนและเพื่อขยายอิทธิพล

  1. ในสังคมที่ไร้เสรีภาพและบ่อยครั้งไร้ความหวัง คนที่นับถือศาสนา นับถือด้วยเหตุผลของเขา เขาไม่ใช่คนโง่เขลา

มาร์คซ์ เคยเขียนว่า “ความทุกข์ของมนุษย์ที่มีรูปแบบออกมาทางศาสนาคือความทุกข์จริง ศาสนาคือการประท้วงต่อความทุกข์จริงในโลก คือการถอนหายใจของผู้ถูกกดขี่ คือหัวใจในโลกที่ไร้หัวใจ คือวิญญาณในสภาพไร้วิญญาณ” แต่ มาร์คซ์ เขียนต่อว่า “ศาสนาคือฝิ่นของประชาชน” มันให้ความอบอุ่นจอมปลอมนั้นเอง

คำอธิบายนี้เป็นสิ่งที่ใช้แนะท่าทีของเราต่อชายคนที่ผูกคอตายประท้วง คสช. ได้อีกด้วย

ดังนั้นในเรื่องที่เผด็จการทหารของประยุทธ์ปราบวัดธรรมกาย เนื่องจากคสช.มองว่าเป็นกลุ่มคนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามทางการเมืองกับตนและพรรคพวกของตนเอง ซึ่งรวมถึงพระเลวของเผด็จการอย่างพุทธอิสระ  เราต้องประณาม เราต้องประณามการใช้ ม.44 ในเรื่องนี้ด้วย แม้ว่าชาวมาร์คซิสต์จะไม่สนับสนุนศาสนาใดๆ รวมถึงธรรมกาย

แน่นอน เราขอประณามพระสงฆ์ไทยและพม่าที่เหยียดหยามชาวมุสลิม และเราควรปกป้องชาวมุสลิมที่กำลังถูกกดขี่เหยียดหยามทั่วโลกในยุคนี้

ในเรื่องข้อกล่าวหาต่อพระสงฆ์ว่ากระทำความผิด ต้องมีการนำมาพิสูจน์ในศาลที่มีความยุติธรรม พระไม่ควรมีอภิสิทธิ์พิเศษ แต่ในไทยตอนนี้มีความยุติธรรมหรือไม่?

นอกจากนี้ สตรีที่ต้องการบวชเป็นพระสงฆ์ก็ควรมีเสรีภาพที่จะกระทำสิ่งนั้น กะเทยด้วย ไม่ควรมีใครที่มีอำนาจอะไรมาห้าม

ท้ายสุด เราจะพยายามชักชวนท่านผู้นับถือศาสนา ให้เปลี่ยนใจตามความสมัครใจ และเลิกนับถือศาสนาโดยสิ้นเชิง เราจะชวนให้ท่านหันมาร่วมจับมือกับเพื่อนมนุษย์ ตั้งความหวังไว้กับมนุษย์ และร่วมกันต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมให้มีเสรีภาพ ความยุติธรรม และความเท่าเทียม แต่ถ้าท่านยังไม่พร้อมจะสลัดความคิดทางศาสนาออกจากหัว เราก็ยังยินดีร่วมต่อสู้เพื่อสิ่งเหล่านี้กับท่านโดยไร้อคติ

ธรรมกายหรือพุทธะอิสระ?

ใจ อึ๊งภากรณ์

คำตอบง่ายๆคือไม่เอาทั้งสองฝ่าย ทั้งธรรมกายและพระฟาสซิสต์พุทธะอิสระ เป็นพวกล้าหลัง งมงายในเรื่องไร้สาระ แสวงหาอำนาจและความร่ำรวย และเป็นอุปสรรค์ในการปลดแอกชีวิตพลเมืองไทย

แต่ใครอยากจะงมงายตามพวกนี้ในชีวิตประจำวัน ก็เป็นเรื่องส่วนตัวถ้าไม่มีผลกระทบต่อชาวบ้าน เช่นการทำลายการเลือกตั้งหรืออะไรแบบนั้น และในกรณีแบบนั้นก็มีกฏหมายธรรมดาที่มาลงโทษอันธพาลได้ ถ้าสังคมไม่อยู่ในสภาพไร้ความยุติธรรมใต้กะลาของเผด็จการทหาร

นักมาร์คซิสต์มีประวัติอันยาวนาน ในการต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิของประชาชนที่จะเลือกนับถือศาสนาที่หลากหลาย สำหรับเราศาสนาควรเป็นเรื่องส่วนตัว ต้องแยกออกจากรัฐ ไม่ควรมีกฏหมายใดๆ หรือรัฐธรรมนูญใดๆ มาบังคับกติกาของการนับถือศาสนา และไม่ควรมีการบังคับสอนศาสนา หรือบังคับสวดมนต์ในโรงเรียน สตรีควรมีสิทธิ์บวชเป็นพระโดยไม่ต้องขออนุญาติใคร ถ้าจะมี “วันพระ” ก็ไม่ควรเป็นเรื่องที่ใช้บังคับใคร วันสำคัญทางศาสนาของบางคน ก็ควรได้รับการเคารพเท่าเทียมกันไม่ว่าจะเป็นวันของศาสนาไหน ในบัตรประชาชนหรือเอกสารอื่นๆ ไม่ควรถามว่านับถือหรือไม่นับถือศาสนาไหน ในสังคมไม่ควรให้ผู้ที่อ้างศาสนามากำหนดศีลธรรมของประชาชน เช่นการเสนอห้ามทำแท้งเพื่อควบคุมร่างสตรีเป็นต้น

การมีองค์กรของศาสนาพุทธ ที่มากำหนดควบคุมศาสนา โดยเชื่อมกับอำนาจรัฐ ไม่เคยเป็นหลักประกันว่าศาสนาจะ “ดี” ทุกวันนี้เราก็เห็นพวกมารพวกโจรห่มผ้าเหลือง เช่นสุเทพมือเปื้อนเลือด หรือพระฟาสซิสต์ที่เรียกตัวเองว่าพุทธะอิสระ ในอดีตเราก็เห็นพระฟาสซิสต์กิตติวุฑโฒที่ยุให้คนฆ่านักศึกษาในช่วง ๖ ตุลา

เสรีภาพในการนับถือศาสนา เป็นเรื่องที่ควรจะมีในสังคมประชาธิปไตย เสรีภาพในความศรัทธา และเสรีภาพในการแสดงออกก็เช่นกัน ดังนั้นเราต้องพิจารณารวมกับสิทธิเสรีภาพในการชื่นชมระบบสาธารณะ เสรีภาพในการเสนอให้ยกเลิกระบบกษัตริย์ และเสรีภาพในการวิจารณ์ผู้ถือตำแหน่งสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นกษัตริย์ นายกรัฐมนตรี หรือผู้พิพากษาและศาล

สำหรับนักมาร์คซิสต์ การวิเคราะห์ศาสนาของเรามีความละเอียดอ่อนและแหลมคม คาร์ล มาร์คซ์ มองว่ามนุษย์เป็นผู้สร้างศาสนาและสร้าง “พระเจ้า” พระพุทธรูป หรือ “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” ขึ้นมาเอง และมนุษย์เป็นคนลงมือเขียนคัมภีร์ด้วย สำหรับ มาร์คซ์ ธาตุแท้ของศาสนาคือวิธีการนำศาสนาไปปฏิบัติของคนจำนวนมาก ซึ่งมีลักษณะหลากหลาย โดยไม่ได้ถูกระบุไว้ในคัมภีร์ใด เพราะทุกคัมภีร์มีการตีความที่แตกต่างกัน

แน่นอนศาสนากลายเป็นเครื่องมือสำคัญของชนชั้นปกครอง คำสอนของศาสนาถูกเปล่งออกมาจากปากผู้ปกครองที่พยายามสอนให้เราสยบยอมและเชื่อฟัง ในขณะเดียวกันศาสนาอาจเป็นธงนำในการต่อสู้ของคนที่ถูกกดขี่

คนไทยจำนวนมากยังงมงายในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีการยกมือไหว้พระ ไหว้รูปปั้นพระพุทธรูปหรือเทวดาฮินดู ไหว้ต้นไม้ ไหว้รูปปั้นคนที่ตายไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นกษัตริย์หรือสามัญชน นี่คือภาพที่สะท้อนว่าสังคมไทยแย่ เหลื่อมล้ำ และเต็มไปด้วยการกดขี่ขูดรีด และศาสนาพุทธจะเน้นว่าเราต้องแก้ปัญหาที่ตัวเราเอง แทนที่จะรวมตัวกันแก้ไขสังคมและโค่นล้มชนชั้นปกครอง

มาร์คซ์เคยเขียนว่า “ความทุกข์ของมนุษย์ที่มีรูปแบบออกมาทางศาสนาคือความทุกข์จริง ศาสนาคือการประท้วงต่อความทุกข์จริงในโลก คือการถอนหายใจของผู้ถูกกดขี่ คือหัวใจในโลกที่ไร้หัวใจ คือวิญญาณในสภาพไร้วิญญาณ” แต่ มาร์คซ์ เขียนต่อว่า “ศาสนาคือฝิ่นของประชาชน” มันให้ความอบอุ่นจอมปลอมนั้นเอง

มาร์คซ์ อธิบายต่อว่า “การยกเลิกศาสนาที่สร้างความสุขจอมปลอม ต้องทำผ่านการต่อสู้เรียกร้องให้ทุกคนมีความสุขแท้จริงในชีวิต การเรียกร้องให้คนเลิกงมงายในสิ่งที่ไม่เป็นความจริง ต้องเป็นการเรียกร้องให้ยกเลิกสภาพสังคมที่ทำให้คนจำเป็นต้องงมงาย และการวิจารณ์ศาสนาต้องเป็นการวิจารณ์สังคมที่ทำให้มนุษย์น้ำตาคลอด้วยความทุกข์”

เมื่อเราสร้างโลกใหม่ในอนาคต มนุษย์จะเข้าถึงเนื้อแท้ของตนเอง และมีจิตสำนึกที่สะท้อนความจริงทางวิทยาศาสตร์ และในโลกนั้นศาสนาจะค่อยๆ จางหายไปท่ามกลางโลกที่มีหัวใจ วิญญาณ ศักดิ์ศรีและความอบอุ่น แต่สิ่งเหล่านั้นเกิดไม่ได้ถ้าเราไม่มีเสรีภาพ ดังนั้นเราต้องร่วมใจกันต่อต้านเผด็จการ