Tag Archives: ประชาธิปไตย

สงครามทางความคิดเรื่อง๒๔๗๕

ใจ อึ๊งภากรณ์

 ประวัติศาสตร์ทุกยุคทุกสมัยไม่ใช่แค่เรื่องของข้อมูลที่นักประวัติศาสตร์ทั้งหลาย เก็บมาเพื่อถ่ายทอดให้เรารับรู้เท่านั้น แต่ประวัติศาสตร์เป็นเครื่องมือทางการเมืองของฝ่ายต่างๆ ที่หวังเสนอแนวคิดในเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตเพื่อสนับสนุนแนวคิดของตนเองในสมัยนี้ ไม่มีตำราเรียนในโรงเรียนเล่มไหนที่ไม่ลำเอียงไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งเพื่อสนับสนุนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และบทความนี้ก็เช่นเดียวกัน ข้อเสนอในบทนี้พยายามอ้างประวัติศาสตร์เพื่อแสดงให้เราเห็นว่าสังคมไทยในปัจจุบันเปลี่ยนและพัฒนาให้ดีขึ้น โดยที่ประชาชนส่วนใหญ่สามารถมีส่วนร่วมโดยตรงได้ ไม่ใช่ว่าต้องหยุดนิ่งกับที่ตลอดไป ดังนั้นบทนี้จะพยายามแย้งแนวกระแสหลักทางความคิดของชนชั้นปกครองไทยเรื่องการปฏิวัติ ๒๔๗๕

การปฏิวัติ ๒๔๗๕ เป็นการปฏิวัติล้มรัฐทุนนิยมภายใต้เผด็จการกษัตริย์แบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไปสู่รัฐทุนนิยมภายใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจมีรูปแบบประชาธิปไตยรัฐสภาหรือเผด็จการก็ได้ เหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์ที่สำคัญและมีประโยชน์กับฝ่ายประชาชนชั้นล่างเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นขั้นตอนหนึ่งในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไทย มวลชนธรรมดาในยุคนั้นเข้าใจสิ่งนี้ดี จึงมีส่วนร่วมในการปฏิวัติ ๒๔๗๕ แต่ในยุคปัจจุบันชนชั้นปกครองไทยต้องการที่จะลดความสำคัญของเหตุการณ์นี้ เพื่อให้ประชาชนลืมว่าการปกครองระบอบประชาธิปไตยทุนนิยมในเกือบทุกประเทศมีต้นกำเนิดจากการปฏิวัติ

การปฏิวัติ ๒๔๗๕ ไม่ได้เกิดจากการนำเอา “ความคิดตะวันตก” มาใช้ในสังคมไทย แต่มาจากการที่ระบบการผลิตแบบทุนนิยมในไทยพัฒนาถึงระดับที่สามัญชน ซึ่งเข้ามามีบทบาทในระบบราชการ ไม่พอใจที่จะถูกปกครองต่อไปโดยเจ้าในรูปแบบเดิม  แนวคิดนี้ได้รับการสนับสนุนจากมวลประชาไทยมากขึ้นเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจร้ายแรงทั่วโลก และในที่สุดระบบการปกครองสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่เป็นทางผ่านชั่วคราวระหว่างระบบศักดินากับระบบรัฐสภาทุนนิยมก็หมดสิ้นจากแผ่นดินไทย

มีนักประวัติศาสตร์ไทยจำนวนไม่น้อยที่ศึกษาการปฏิวัติ ๒๔๗๕ อย่างละเอียด เช่น นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ หรือ สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ ฯลฯ บทความชิ้นนี้จะไม่บังอาจยกตัวขึ้นเพื่อแข่งกับชิ้นงานดังกล่าว      แต่จะอาศัยข้อมูลที่ผู้อื่นค้นหามาเพื่อใช้วิเคราะห์เหตุการณ์นี้จากมุมมองมาร์คซิสต์ และในการวิเคราะห์ครั้งนี้จะพิจารณาสี่นิยายที่ชนชั้นปกครองเสนอให้เราเชื่อเกี่ยวกับ ๒๔๗๕

การปฏิวัติครั้งนี้ถึงแม้ว่าจะมีรูปแบบผิวเผินที่ดูคล้ายกับการปฏิวัติฝรั่งเศสปี 1789 หรือการปฏิวัติอังกฤษปี 1640 ที่มีการล้มการปกครองที่ใช้อำนาจเด็ดขาดของกษัตริย์ เพื่อสถาปนาการปกครองรูปแบบรัฐสภาทุนนิยมของนายทุน แต่แท้จริงแล้วการปฏิวัติ ๒๔๗๕ ไม่ใช่การ “ปฏิวัติทางสังคม” ที่ล้มระบบศักดินาเพื่อไปสู่ระบบทุนนิยมแต่อย่างใด เพราะระบบศักดินาไทยถูกล้มตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ แล้ว       การปฏิวัติ ๒๔๗๕ เป็นการปฏิวัติ “ทางการเมือง” จากรัฐทุนนิยมสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปสู่รัฐทุนนิยมที่มีการปกครองแบบคณะภายใต้รัฐธรรมนูญต่างหาก [ดู http://bit.ly/2pmhLNT ]

การปฏิวัติ ๒๔๗๕ เป็นการ ชิงสุกก่อนห่ามความจริงแล้วถ้าเราพิจารณาการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองไปสู่ระบบรัฐธรรมนูญ แทนที่จะยังไม่ถึงยุคสุกงอมสำหรับเมืองไทย ต้องถือว่าไทยล้าหลังประเทศอื่นพอสมควรเพราะแม้แต่ประเทศจีนก็ปฏิวัติยกเลิกระบบจักรพรรดิไปแล้วในปี 1911   21 ปีก่อนการปฏิวัติในไทย และไม่ใช่ว่าในไทยไม่ได้มีกระแสที่เรียกร้องรัฐธรรมนูญมานาน เพราะตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๒๗ ก็ได้มีการขอรัฐธรรมนูญ

ในประเด็นความไม่พร้อมของประชาชน คณะราษฎร์เองในคำประกาศฉบับที่หนึ่ง มีความเห็นว่า รัฐบาลของกษัตริย์ ….กล่าวหมิ่นประมาทราษฎรผู้มีบุญคุณเสียภาษีอากรให้เจ้าได้กิน ว่าราษฎรมีเสียงทางการเมืองไม่ได้ เพราะราษฎรยังโง่ ถ้าราษฎรโง่ เจ้าก็โง่เพราะเป็นคนชาติเดียวกัน ที่ราษฎรรู้ไม่ถึงเจ้านั้นไม่ใช่เพราะโง่ เป็นเพราะขาดการศึกษาที่พวกเจ้าปกปิดไว้ไม่ให้เรียนเต็มที่ เพราะเกรงว่าราษฎรได้มีการศึกษาก็จะรู้ความชั่วร้ายที่ทำไว้และคงจะไม่ยอมให้ทำนาบนหลังตน

นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ได้เสนอข้อมูลที่สนับสนุนแนวคิดที่มองว่ากระแสและจิตสำนึกในส่วนสำคัญๆ ของเหล่าประชาชนไทยในยุคนั้นเห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เพราะก่อนหน้านั้นมีการตีพิมพ์บทความและเสนอฎีกาความเห็นจากประชาชนคนสามัญมากมาย โดยเฉพาะในเรื่องของวิกฤตเศรษฐกิจทุนนิยมที่มีผลกระทบต่อชีวิตประชาชนในสมัยนั้น และความไร้ประสิทธิภาพและความเห็นแก่ตัวของรัฐบาลกษัตริย์ในการแก้วิกฤตดังกล่าว

พวกที่มองว่า ๒๔๗๕ เป็นการ “ชิงสุกก่อนห่าม” มักอ้างว่าการปฏิวัติครั้งนี้นำไปสู่เผด็จการแทนที่จะมีประชาธิปไตย แต่นั้นเป็นคำโกหกของพวกที่เชียร์เผด็จการ แท้จริงแล้วเผด็จการทหารเกิดขึ้นในไทยเพราะพวกทหารหลายกลุ่มต้องการทำลายประชาธิปไตยต่างหาก และการไม่ยกเลิกเผด็จการกษัตริย์ของรัชกาลที่๗ จะไม่ช่วยแก้ปัญหานี้แต่อย่างใด เพราะเผด็จการของ ร.๗ ก็เลวพอๆ กับเผด็จการทหาร และรัชกาลที่๗ ไม่เคยมีแผนจะสละอำนาจเพื่อสร้างประชาธิปไตยสมบูรณ์

ปรีดี พนมยงค์และคณะราษฎร์เอา ความคิดตะวันตกที่ไม่เหมาะกับสังคมไทยมาใช้? กระแสการเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในคนที่ไปเรียนต่างประเทศอย่างปรีดี พนมยงค์ เพราะความจริงผู้นำส่วนใหญ่ของคณะราษฎร์ไม่ได้จบจากนอกแต่อย่างใด และปรีดีเองได้เคยตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อข้าพเจ้ากลับเมืองไทยปี ๒๔๗๐ ชนรุ่นใหม่ที่ไม่เคยไปต่างประเทศมีความตื่นตัวที่จะเปลี่ยนระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

นักวิชาการหลายคนเช่น Girling ได้เสนอว่าที่จริงแล้วในต้นศตวรรษที่ 20 อิทธิพลของกษัตริย์ไทยในชนบทเกือบจะไม่มีเลย และ Bowie รายงานว่านักมนุษยวิทยาคนหนึ่งเคยพบว่าในปี ๒๔๙๗ 61% ของคนไทยที่อยู่ในชนบทห่างไกลไม่เข้าใจความหมายของสถาบันพระมหากษัตริย์ อย่างไรก็ตามพอเข้ายุครัฐบาลของจอมพลสฤษดิ์ก็มีการฟื้นฟูค่านิยมและประเพณีในพระเจ้าแผ่นดินใหม่เพื่อหวังสร้างความชอบธรรมแก่คณะรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์

การปฏิวัติ ๒๔๗๕ เป็นการกระทำของกลุ่มชั้นนำโดยประชาชนไม่มีส่วนร่วม? มีงานวิจัยหลายชิ้นที่เสนอว่าในหมู่ประชาชนมีกระแสความต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมสูง และมีหลักฐานว่าประชาชนชั้นล่างมีส่วนร่วมในการปฏิวัติพอสมควร แม้แต่ชนชั้นกรรมาชีพก็มีการเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิเสรีภาพมาก่อนหน้าการปฏิวัติ ตัวอย่างที่ดีคือ“คณะกรรมกร”ของ ถวัติ ฤทธิเดช ที่สนับสนุนคนงานรถรางและที่มีหนังสือพิมพ์ชื่อ “กรรมกร” คณะกรรมกรถูกก่อตั้งขึ้นในปี ๒๔๖๓ และมีส่วนร่วมในการต่อสู้กับฝ่ายเจ้าในปี ๒๔๗๕ และในปราบกบฏบวรเดชปี ๒๔๗๖ เหรียญของคณะราษฎร์ที่มอบให้ผู้นำกรรมกรยังตั้งไว้ให้เราชมที่พิพิธภัณฑ์แรงงานไทย

รัชกาลที่ ๗ เป็นบิดาแห่งการปกครองประชาธิปไตยไทย? กระแสที่เสนอว่ารัชกาลที่ ๗ เป็นบิดาแห่งการปกครองประชาธิปไตย  เป็นกระแสที่ได้รับการสนับสนุนในแวดวงชนชั้นปกครองไทยในยุคหลังเหตุการณ์รุนแรง ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ซึ่งจะเห็นได้จากการที่มีการสร้างรูปปั้นรัชกาลที่ ๗ ไว้หน้าตึกใหม่ของรัฐสภาไทยในสมัยนั้น ชนชั้นปกครองต้องการที่จะลบล้างประวัติศาสตร์การต่อสู้ของมวลชนชาวไทยให้หมดไปจากจิตสำนึกของเรา การล้างจิตสำนึกของประชาชนมีหลายรูปแบบ อีกตัวอย่างคือการไม่ให้ความสำคัญกับอนุสาวรีย์การปฏิวัติ ๒๔๗๕ ที่เป็นหมุดโลหะซึ่งเคยตั้งไว้บนถนนใกล้ๆ พระรูปทรงม้า และอนุสาวรีย์ที่ระลึกถึงชัยชนะของคณะราษฎร์ในการปราบกบฏบวรเดชที่หลักสี่ [ดู http://bit.ly/2quNSZx ]

การปฏิวัติ ๒๔๗๕ เป็นเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ที่เราควรเฉลิมฉลองและรักษาไว้ในความทรงจำของพลเมืองไทย

เชิญอ่านบทความเต็มเรื่องนี้ได้ที่นี่ http://bit.ly/2pz4oul

ตอบคำถามของไอ้ยุทธ์เรื่องประชาธิปไตย คำต่อคำ

ใจ อึ๊งภากรณ์

เมื่อไม่นานมานี้ หัวหน้าคณะเผด็จการ “ยุทธ์มือเปื้อนเลือด” ได้ตั้งคำถามปัญญาอ่อนกับประชาชน…. ผมจะพยายามตอบโดยไม่หวังอะไรเลยว่ามันจะเข้าใจ

(1) ท่านคิดว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไป จะได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลหรือไม่?

ตอบ ในประการแรก ตอนนี้เรามีรัฐบาลที่ประกอบไปด้วยโจรใส่เครื่องแบบ นำโดยฆาตกร ที่ใช้อำนาจปืนในการล้มระบบประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญ มันยากที่จะเห็นรัฐบาลที่ไร้ธรรมาภิบาลมากกว่านี้ แต่ในเรื่อง “ธรรมาภิบาล” มันเป็นเรื่องจุดยืนทางการเมืองของแต่ละคน มันไม่ได้มี “ธรรมาภิบาล” ชุดเดียวที่หัวหน้าเผด็จการบ้าอำนาจหลงตนเองจะมีสิทธิ์กำหนดแต่ผู้เดียว

(2) หากไม่ได้จะทำอย่างไร?

ตอบ คนที่รักระบบประชาธิปไตย จะไว้ใจและเคารพประชาชนว่ามีวุฒิภาวะในการเลือกรัฐบาล พวกเราทั้งหลายไม่ได้โง่เหมือนนายทหารชั้นสูง ถ้าเราได้รัฐบาลที่เราไม่ชอบ เพราะคนส่วนใหญ่ไปเลือก เราสามารถรณรงค์เคลื่อนไหวให้เพื่อนพลเมืองเปลี่ยนใจได้ โดยใช้วิธีประชาธิปไตย เราไม่นิยมการโบกมือเรียกโจรให้เข้ามาปล้นบ้าน หรือดูถูกเพื่อนพลเมืองว่าโง่ อย่างที่พวกสลิ่มเคยทำ

(3) การเลือกตั้งเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่ง ของประชาธิปไตย แต่การเลือกตั้งอย่างเดียวที่ไม่คำนึงถึงอนาคตของประเทศ และเรื่องอื่นๆ เช่น ประเทศชาติจะมียุทธศาสตร์และการปฏิรูปหรือไม่นั้นเป็นความคิดทีถูกต้อง หรือไม่ถูกต้อง?

ตอบ ในประการแรก ระบบไหนไม่มีการเลือกตั้ง ต้องถือว่าเป็นเผด็จการ ทุกวันนี้เรามีเผด็จการโดยที่ประชาชนไม่ได้เลือกที่จะมี แน่นอนการเลือกตั้งรัฐบาลคงไม่พอ ควรมีการเลือกประมุขของประเทศ และควรมีการเลือกผู้พิพากษา นายพล หัวหน้าบริษัท และตำแหน่งสาธารณะอื่นๆ ด้วยวิธีการประชาธิปไตย เพื่อให้อำนาจอธิปไตยอยู่ในมือประชาชนอย่างแท้จริง ถ้าไม่เป็นอย่างนั้นเราจะได้ประมุขปัญญาอ่อนที่สนใจแต่เสพสุข ผู้พิพากษาลำเอียงที่ไม่เคยถูกตรวจสอบ นายพลบ้าอำนาจ และหัวหน้าบริษัทที่ไม่ใช่ผู้แทนของผู้ที่ทำงานผลิตมูลค่าอย่างแท้จริง

สำหรับการ “ปฏิรูป” การเมือง และยุทธศาสตร์ของประเทศชาตินั้น สิ่งที่แน่นอนคือคณะทหารเผด็จการชุดนี้ มีแผนสืบทอดอำนาจโดยการปฏิกูลการเมืองและหมุนนาฬิกากลับสู่ยุคมืด

ที่สำคัญคือ ในระบบประชาธิปไตย ทิศทางของการปฏิรูป ยุทธศาสตร์ทางการเมือง และผลประโยชน์ของชาติ เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันเสมอท่ามกลางความเห็นทางการเมืองที่หลากหลาย ไอ้ยุทธ์อาจไม่เข้าใจหลักพื้นฐานอันนี้ของประชาธิปไตยเลย ดังนั้นสมควรที่จะถูกเชิญไปปรับทัศนะคติและเรียนรู้เรื่องประชาธิปไตยจากประชาชน

(4) ท่านคิดว่า กลุ่มนักการเมือง ที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในทุกกรณี ควรจะมีโอกาสเข้ามาสู่การเลือกตั้งอีกหรือไม่ หากเข้ามาได้อีก เกิดปัญหาซ้ำอีก แล้วจะให้ใครแก้ไข และแก้ไขด้วยวิธีอะไร

ตอบ ที่ชัดเจนคือคนที่สั่งฆ่าประชาชนนับร้อย เพื่อรักษาอำนาจของกองทัพ คนที่โกหกเป็นสันดาน คนที่ใช้อำนาจเถื่อนในการยึดรัฐบาล คนที่กอบโกยผลประโยชน์จากการนั่งในตำแหน่งหลังรัฐประหาร และคนที่ไม่เคยเคารพประชาธิปไตย… คือคนอย่างไอ้ยุทธ์ และพรรคพวกนั้นเอง ไม่ควรมีโอกาสใช้อำนาจเลย

ส่วนในเรื่องว่าถ้ามีนักการเมืองที่ทำผิดมาลงสมัครรับเลือกตั้งนั้น มันต้องขึ้นอยู่กับประชาชนเสียงส่วนใหญ่ ว่าเขามองว่า “ผิด” หรือไม่ และมันต้องขึ้นอยู่กับประชาชนเสียงส่วนใหญ่ที่จะเรียกร้องหรือไม่เรียกร้องให้คนเหล่านั้นลาออก หรืออย่างน้อยมันขึ้นอยู่กับประชาชนเสียงส่วนใหญ่ที่จะไม่ลงคะแนนเสียงให้ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

ไอ้ยุทธ์อาจซื่อบื้อไม่เข้าใจระบบประชาธิปไตยเพราะเติบโตในวัฒนธรรมเผด็จการของทหาร ดังนั้นคนซื่อบื้อแบบนี้ไม่ควรอวดว่าตนเข้ามาแก้ปัญหาอะไรได้เลย แน่จริงถ้าอยากแก้ปัญหาก็ควรลงสมัครรับเลือกตั้ง…. แล้วจะรู้ว่าประชาชนคิดอย่างไรกับตัวเขา

สามปีรัฐประหารของไอ้ยุทธ์ อย่าให้มันทำให้เราชินกับเผด็จการจนเรากลายเป็นซอมบี้

ใจ อึ๊งภากรณ์

สามปีหลังรัฐประหารของไอ้ยุทธ์มือเปื้อนเลือด เราสามารถสรุปได้ว่าคณะเผด็จการทหารชุดนี้นำพาสังคมการเมืองไทยถอยหลังไปสามสิบกว่าปี

แทนที่เราจะเดินหน้าพัฒนาประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วม โดยการขยายสิทธิเสรีภาพต่างๆ และทางเลือกทางการเมืองให้หลากหลายขึ้น เช่นเปิดให้มีพรรคการเมืองฝ่ายซ้ายของกรรมาชีพ หรือพรรคการเมืองที่ให้ความสนใจกับสิทธิทางเพศ สิทธิของชนกลุ่มน้อย สิทธิของแรงงานข้ามชาติ หรือเรื่องการสร้างสันติภาพในปาตานี แทนที่เราจะมีโอกาสพัฒนาสังคมให้เป็นรัฐสวัสดิการและลดความเหลื่อมล้ำ แทนที่เราจะเดินหน้ายกเลิกกฏหมาย 112 เพื่อสร้างความโปร่งใส แทนที่เราจะลดอิทธิพลของทหารในระบบการเมือง เราต้องถูกบังคับให้ย้อนกลับไปสู่สังคมอนุรักษ์นิยมที่ไม่มีพื้นที่สำหรับพลเมือง และเราต้องเดินถอยหลังไปสู่ระบบประชาธิปไตยจอมปลอมภายใต้อำนาจของทหารและอภิสิทธิ์ชน

ทั้งหมดนี้คือผลงานของทหาร ชนชั้นนำอนุรักษ์นิยม และชนชั้นกลาง “สลิ่ม” พวกนี้อ้าง “ชาติ ศาสนากษัตริย์” เพื่อดูถูกกดขี่พลเมืองส่วนใหญ่ เขาอ้างว่าคนส่วนใหญ่ไม่พร้อมจะมีประชาธิปไตย ทั้งๆที่พลเมืองไทยธรรมดาจำนวนมากออกมาเรียกร้องสิทธิเสรีภาพซ้ำแล้วซ้ำอีก แล้วถูกทหารเข่นฆ่าอย่างเลือดเย็น ไม่ว่าจะในเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา, ๖ ตุลา, พฤษภา ๓๕ หรือในการต่อสู้ของขบวนการเสื้อแดง

การทำลายประชาธิปไตย การขังคุกนักต่อสู้คนดีๆ การข่มขู่ผู้เรียกร้องเสรีภาพจนหลายคนต้องเงียบหายไปหรือออกจากประเทศ การกอบโกยผลประโยชน์ของทหารในการคอร์รับชั่น การเพิ่มงบประมาณในเรื่องสิ้นเปลืองเช่นการซื้ออาวุธ หรือการทุ่มเทเงินประชาชนในตำแหน่งหรือพิธีกรรมสำหรับคนชั้นสูงที่รวยเกินไปอยู่แล้ว และการทำลายสวัสดิการในระบบสาธารณสุขและการศึกษาของพวกเผด็จการ ภายใต้ลัทธิเสรีนิยมกลไกตลาดแบบ “มือใครยาวสาวได้สาวเอา” ทั้งหมดนี้คือผลพวงของรัฐประหาร

แต่ตอนนี้เราเผชิญหน้ากับภัยร้ายแรงอีกชนิดหนึ่ง คือการถูกบังคับหรือกล่อมเกลาให้ชินกับสภาพเผด็จการ และการเลิกฝันนถึงสังคมใหม่ พูดง่ายๆ คือ ตอนนี้เราต้องต่อสู้อย่างถึงที่สุดกับการแปรตัวของคนจำนวนมากไปเป็น “ซอมบี้” ทางการเมืองและสังคม

ส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์การเป็นซอมบี้ มาจากการปราบปรามข่มขู่ของเผด็จการ แต่อีกส่วนที่สำคัญพอๆ กัน อาจเป็นสาเหตุหลักก็อาจว่าได้ คือการเมืองและยุทธศาสตร์ของฝ่ายเราเอง

ในประการแรกพรรคพวกของทักษิณในพรรคเพื่อไทยและแกนนำ นปช. สามารถแช่แข็งการต่อสู้ของเสื้อแดงจนขบวนการที่เคยยิ่งใหญ่เข้มแข็ง อ่อนตัวลงและหมดสภาพในการต่อสู้โดยสิ้นเชิง มันคือการหักหลังความฝันของพลเมืองหลายล้านคนที่จะเห็นเสรีภาพและสังคมใหม่ และพวกเราปล่อยให้มันเกิดขึ้น แต่เราไม่ควรแปลกใจเท่าไร เพราะทักษิณและพรรคพวกก็ไม่ได้เป็นคนก้าวหน้าที่อยากเห็นประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน เขาอาจมีความคิดทันสมัยในการแก้ปัญหาหลายอย่าง แต่เขายังต้องการปกป้องระบบชนชั้นและความเหลื่อมล้ำในสังคม

ในประการที่สอง นักต่อสู้ที่หลุดพ้นแนวคิดของทักษิณ ไปหันหลังให้กับการสร้างขบวนการมวลชน หรือขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม และหันหลังให้กับการจัดตั้งทางการเมือง เช่นการสร้างพรรคการเมืองของคนชั้นล่างอีกด้วย เขามองว่าการออกมาแสดงจุดยืนของปัจเจกไม่กี่คน ในเชิงสัญลักษณ์ จะนำมาซึ่งประชาธิปไตยและเสรีภาพ แต่คนที่กล้าสู้แบบนี้ก็โดนปราบง่าย ทุกวันนี้บางคนติดคุก ส่วนคนที่นั่งอยู่บ้านเชียร์การกระทำของวีรชนดังกล่าว ก็ไร้อำนาจที่จะปกป้องเขาและเปลี่ยนสังคม นี่คือโศกนาฎกรรมของการต่อสู้ในยุคเผด็จการไอ้ยุทธ์

พร้อมกับโศกนาฏกรรมดังกล่าว เชื้อโรคที่ทำให้คนเป็นซอมบี้ ก็ปรากฏตัวในสังคม คนที่ควรจะรู้ดีกว่านี้เริ่มเรียกผู้นำเผด็จการชั่วว่า “ลุง” หรือ บิ๊ก” นำหน้าชื่อเล่นของมัน เหมือนกับว่าพวกนี้เป็นผู้ใหญ่ใจดีหรือคนที่เราควรเคารพ บางกลุ่มเริ่มออกมาเรียกร้องให้เผด็จการแก้ปัญหาต่างๆ ให้ เหมือนกับว่ามันเป็นรัฐบาลที่มีความชอบธรรม ท่ามกลางความหดหู่หลายคนหยุดการเคลื่อนไหวทางปัญญาโดยสิ้นเชิง และหมดความหวังไปเลย หรือตั้งความหวังไว้กับการปฏิรูปการเมืองจอมปลอม และมันยากที่จะฟื้นตัวจากสภาพเช่นนี้

สภาพซอมบี้มันรักษาได้ ยังไม่สายเกินไป แต่เราต้องทำงานจัดตั้งทางความคิดแบบใต้ดิน เพื่อร่วมกันศึกษาแลกเปลี่ยนเรื่องปัญหาการเมืองและสังคม และเพื่อขยายเครือข่ายประชาธิปไตย เตรียมพร้อมที่จะปรากฏตัวในสังคมเปิดเมื่อโอกาสเหมาะสม และเพื่อเดินหน้าโค่นเผด็จการในอนาคต

ความฝันสำหรับอนาคต

ใจ อึ๊งภากรณ์

ท่ามกลางความมืดหมองในยุคเผด็จการปัจจุบัน และท่ามกลางการวางแผนของพวกทหารและฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่จะแช่แข็งความเจริญทางการเมืองในประเทศไทย เราต้องกล้าและมั่นใจในความฝันว่าเราจะสามารถร่วมกันสร้างสังคมไทยให้ดีขึ้นกว่านี้ได้ แต่เราไม่ควรฝันแบบโง่ๆ ไม่ควรหวังว่าจะมีผู้ใหญ่ที่ไหนมาทำให้ หรือฝันว่ามันจะเกิดเอง โดยที่เราไม่ลงแรงเคลื่อนไหว

อันโตนิโอ กรั่มชี่ นักมาร์คซิสต์อิตาลี่ เสนอว่าเราต้องมองเป้าหมายการต่อสู้ระยะยาวด้วยความฝันในแง่ดี แต่มองอุปสรรค์ระยะสั้นด้วยปัญญาในแง่ร้าย คือเราไม่จำเป็นต้องหลอกลวงตัวเราเองและคนอื่น ว่าการต่อสู้ระยะสั้นจะง่าย แต่ถ้าเราไม่มีความฝันเลย ไม่มีความหวังเหลืออยู่เลย เราก็จะเป็นทาสตลอดกาล

spd_20110409155625_b

ในเรื่องความฝันไปสู่การปฏิวัติพลิกแผ่นดิน กุหลาบ สายประดิษฐ์ (นามปากา “ศรีบูรพา”) ฝ่ายซ้ายไทยในอดีต เขียนไว้ในหนังสือ “แลไปข้างหน้า” ว่าหลังการปฏิวัติ ๒๔๗๕ “อำนาจที่เชื่อถือกันมาแต่โบราณกาลว่าเป็นอำนาจที่จะอยู่คู่ฟ้าไม่อาจเปลี่ยนและทำลายได้นั้น ในที่สุดก็ล้มครืนลงต่อหน้าต่อตาเขาทั้งหลาย และการเปลี่ยนแปลงนั้นก็ได้กระทำโดยมือของมนุษย์ธรรมดานั้นเอง” สรุปแล้ว “ไม่มีสิ่งใดที่ศักดิ์สิทธิ์เกินไปจนมนุษย์ธรรมดาไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงมันได้ ” นี่คือคำสำคัญที่นักเคลื่อนไหวคนหนุ่มสาวในสังคมไทยปัจจุบันควรจดจำและนำมาใช้ในการต่อสู้ โดยในประการแรกไม่ลืมว่าในไทยเคยมีการปฏิวัติพลิกแผ่นดิน หรือการล้มเผด็จการทหารมาหลายครั้ง และสอง เราควรนึกถึงตัวอย่างของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่ใครๆ บอกเราว่าแตะไม่ได้ในปัจจุบัน เพื่อกล้าเสนอและคิดว่าในเมื่อสิ่งเหล่านี้สร้างโดยมนุษย์แต่แรก มันก็ถูกมนุษย์ธรรมดาล้มหรือเปลี่ยนไปได้

ในเนื้อเรื่องของหนังสือ “แลไปข้างหน้า” กุหลาบ ชวนให้เราถามต่อไปว่าความคิดเกี่ยวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์มันเกิดมาจากไหนและรับใช้ใคร เช่นในกรณีที่เด็กยากจนป่วย และคนอย่าง “คุณลมัย” มองว่า “เมื่อมันถึงที ก็ต้องปล่อยให้มันตายไป …มันไม่มีทำเนียมที่บ่าวจะใช้แพทย์ร่วมกับนาย” ….กุหลาบ สรุปหลังจากนั้นว่า “ไม่มีใครที่ซักถามคุณลมัยว่าประเพณีอันดีงามของเขาก่อรูปมาได้อย่างไร และมีใครบ้างที่ต้องการเชิญมันไว้ให้ค้ำฟ้า” ในยุคปัจจุบันหลังจากที่เรามีระบบรักษาพยาบาลถ้วนหน้า “30 บาท” ผู้ที่เสนอว่าเราควรเก็บภาษีจากคนรวยเพื่อพัฒนามันให้เป็นระบบรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพสูงขึ้น จะถูกประณามโดยพวกปฏิกิริยาที่คลั่งกลไกตลาดเสรี กับ “เศรษฐกิจพอเพียง” ว่ามันจะทำลายแรงบันดาลใจให้คนขยันทำงาน ทุกวันนี้พวกเผด็จการที่ปล้นสิทธิเสรีภาพของเราไป กำลังพยายามที่จะหมุนนาฬิกากลับและเริ่มเก็บค่ารักษาพยาบาลในระบบ “ร่วมจ่าย” ในขณะที่มันเองกอบโกยความร่ำรวยอย่างไม่รู้จักพอ

ปัญหาอันหนึ่งที่คนก้าวหน้าในไทยมักจะเกรงกลัวคือปัญหาการพูดถึงสถาบันกษัตริย์ และการวิจารณ์ลัทธิชาตินิยม อันนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้เพราะมีการใช้กฏหมาย 112 อย่างป่าเถื่อนเหี้ยมโหด แต่เราไม่ควรปล่อยให้เผด็จการครอบงำความคิดในหัวสมองของเรา จนเรากลัว “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” จอมปลอมแบบไร้วิทยาศาสตร์ ถ้าเราหยุดนิ่งสักพัก และหันมาใช้สติปัญญาในการวิเคราะห์ เราจะพบว่าสถาบันกษัตริย์ไทยมีการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่มาสามครั้งในรอบแค่ 150 ปีที่ผ่านมา เช่นจากลักษณะศักดินา มาเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แล้วมาเป็นกษัตริย์ใต้ระบบรัฐธรรมนูญ และยิ่งกว่านั้นถ้าย้อนกลับไปศึกษาประวัติศาสตร์สมัยจอมพลป. หรือช่วงหลัง ๖ ตุลา ๒๕๑๖ ซึ่งในทางประวัติศาสตร์ไม่นานมานี้เอง จะพบว่าในยุคเหล่านั้น สถาบันนี้ไม่ได้รับความชื่นชมจากประชาชนแต่อย่างใด

ในเรื่องลัทธิชาตินิยม เราควรใช้เวลานึกคิดว่า “ชาติ” ที่เขาบังคับให้เราเคารพ เป็นชาติภายใต้การครอบครองของใคร และธงชาติไทยมีสัญลักษณ์ของพลเมืองดำรงอยู่หรือไม่

สมควรแล้วหรือที่เราจะต้องห้ามตัวเองไม่ให้ฝันว่ารูปแบบการปกครองในไทยจะต่างออกไปจากปัจจุบัน? โดยเฉพาะรูปแบบสาธารณรัฐ และการไม่คลั่งชาติ การเสนอว่าผู้นำการเมืองทุกระดับควรมาจากการเลือกตั้ง การเสนอว่าความสามารถไม่ได้ถ่ายทอดทางสายเลือดแบบอัตโนมัติหยาบๆ และการเสนอว่าผลประโยชน์คนธรรมดาตรงข้ามกับผลประโยชน์ชนชั้นปกครองในชาติเดียวกัน นอกจากจะตรงกับข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และความเชื่อเรื่องสิทธิเสรีภาพในโลกสมัยใหม่แล้ว ยังเป็นการนำทางไปสู่สังคมที่มีประชาธิปไตยและการใช้สติปัญญามากขึ้นอีกด้วย

sri_burapha_02

ในเรื่องสถาบันกษัตริย์ กุหลาบ ก็มีคำแนะนำจากหนังสือ “แลไปข้างหน้า” เช่นกัน: “สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าก็เหมือนกัน แต่เดิมท่านเป็นขุนนางชั้นหลวง … และแต่เดิมทีเดียวท่านชื่อด้วง … ดูซิเธอ … พระเจ้าแผ่นดินหรือขุนนางท่านก็มาจากคนธรรมดาเหมือนอย่างเราๆ ทั้งนั้น

แต่อย่าลืมด้วยว่าสถานะของสถาบันกษัตริย์ไทย และความศักดิ์สิทธิ์ของชาติ เป็นสถานะหลอกลวง ที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยทหาร เพื่อให้รับใช้เผด็จการ ดังนั้นเราจะต้องคิดกันว่าจะกำจัดอิทธิพลของทหารออกจากสังคมได้อย่างไร

อ่านเพิ่ม http://bit.ly/2g8nWkX

ประเทศไทยควรเป็นสาธารณรัฐ

ใจ อึ๊งภากรณ์

จริงๆ แล้ว ในรายละเอียดของชีวิตประจำวันปัจจุบันของคนไทยส่วนใหญ่ สถาบันกษัตริย์ไม่เคยมีความสำคัญเลย เช่นเรื่องการไปประกอบอาชีพ เลี้ยงดูครอบครัว การเรียนหนังสือ หรือการผ่อนคลายพักผ่อน สถาบันกษัตริย์ไม่ได้ช่วยอะไรเราเลย และยิ่งกว่านั้น ไม่ได้เป็นแบบอย่างที่ดีด้วย โดยเฉพาะในเรื่องการเลี้ยงลูก การมีครอบครัว หรือการสอนลูกชายให้เคารพสตรี ฯลฯ

กษัตริย์ภูมิพลไม่เคยสร้างความสงบ และความมั่นคง ให้กับสังคมไทย

กษัตริย์ภูมิพลไม่ได้รักประชาชนและสร้างความสงบอยู่เย็นเป็นสุขแต่อย่างใด เมื่ออำมาตย์ฆ่าคนเสื้อแดงที่เรียกร้องประชาธิปไตยในปี ๒๕๕๓ นายภูมิพลเงียบเฉย ทั้งๆ ที่ยังมีชีวิตและสามารถพูดได้ ไม่ว่าจะอายุสูงแค่ไหน

กษัตริย์ภูมิพลผู้เป็นเศรษฐีอันดับหนึ่งของไทย คัดค้านสวัสดิการเพื่อประชาชน ส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียงที่ไม่เห็นด้วยกับการกระจายรายได้ สนับสนุนความรุนแรงในเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ และชมคนที่ทำรัฐประหาร ๑๙ กันยาและคนที่ทำลายประชาธิปไตยมาตลอด

ถ้านายภูมิพลเคยเป็นคนก้าวหน้าหรือเป็นคนดีที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม เขาจะไม่ปล่อยให้มีการหยุดวิ่งรถตามถนนหนทาง เพื่อให้ตัวเขาและญาติๆ เดินทางด้วยความสะดวกในขณะที่รถพยาบาลฉุกเฉินไม่เคยได้รับการอำนวยความสะดวกแบบนี้เลย เขาจะไม่ปล่อยให้มีการหมอบคลานต่อตัวเองเหมือนกับว่าประชาชนเป็นสัตว์หรือฝุ่นใต้ตีน และเขาจะออกมาแสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการปกป้องประชาธิปไตยและการคัดค้านกฎหมายเผด็จการต่างๆ รวมถึงกฎหมายหมิ่นกษัตริย์ด้วย สรุปแล้วนายภูมิพลเป็นคนล้าหลัง ขวางความเจริญ และไม่มีความกล้าหาญพอที่จะทำอะไรยากๆดีๆ ไม่กล้าวิจารณ์ความไม่ถูกต้องในสังคมทั้งๆ ที่เป็นประมุข และไม่มีอุดมการณ์และมนุษยธรรมเพียงพอที่จะเห็นใจประชาชนเลย มีแต่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน และคล้อยตามผู้มีอำนาจโดยเฉพาะทหารเท่านั้น

ในความเป็นจริง “ความสงบหรือความมั่นคง” ที่พวกคลั่งกษัตริย์อ้างว่านายภูมิพลช่วยสร้างในสังคมไทย คือความมั่นคงของการปกครองของอำมาตย์ ซึ่งเป็นความมั่นคงของชนชั้นที่ปกครองสังคมโดยสร้างความเหลื่อมล้ำสูงไปทั่ว ไม่ใช่ความมั่นคงอยู่เย็นเป็นสุขของพลเมืองส่วนใหญ่แต่อย่างใด

ตลอดเวลาที่สังคมเราตกอยู่ภายใต้เผด็จการทหาร สฤษดิ์ ถนอม และประภาส กษัตริย์ภูมิพลยินดีทำงานร่วมกับเผด็จการโดยไม่วิจารณ์อะไร คือภูมิพลไม่ได้ช่วยสร้างประชาธิปไตยแต่อย่างใด แต่พอนักศึกษาและประชาชนออกมาล้มเผด็จการทหารสำเร็จในวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ มีการแนะนำจากอำมาตย์ส่วนอื่นให้นายภูมิพลรีบออกมาฉวยโอกาส กอบกู้สถานการณ์สำหรับอำมาตย์ โดยการออกโทรทัศน์ และตั้ง “สภาสนามม้า” กับรัฐบาลแห่งชาติ เปิดทางให้มีการออกแบบประชาธิปไตยรัฐสภาที่รักษาอำนาจอำมาตย์ต่อไป ไม่ต่างจากระบบการเมืองที่ประยุทธ์กำลังสร้าง

หลัง ๑๔ ตุลา ๒๕๑๖ นายภูมิพลและราชวงศ์ ได้สนับสนุนฝ่ายขวาสุดขั้ว เช่น ลูกเสือชาวบ้าน และกลุ่มอื่นๆ ที่ใช้ความรุนแรงในสังคม และนำไปสู่รัฐประหาร ๖ ตุลา ๒๕๑๙ ต่อจากนั้นสังคมไทยก็เข้าสู่ยุคสงครามกลางเมืองเต็มที่ เพราะ รัฐไทยรบกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ในเหตุการณ์เหล่านี้ภูมิพลสนับสนุนพวกฝ่ายขวาและรัฐประหารเพราะมองว่าไทยมี “ประชาธิปไตยมากเกินไป” นายกรัฐมนตรีรัฐบาลหอย ขวาตกขอบ ที่ภูมิพลชื่นชมในสมัยนั้นคือ ธานินทร์ กรัยวิเชียร แต่รัฐบาลของ ธานินทร์ ซึ่งมี สมัคร สุนทราเวช เป็นรัฐมนตรีมหาดไทย ได้สร้างความแตกแยกในสังคมไทยจนฝ่ายทหารส่วนใหญ่ต้องปลดรัฐบาลนี้ออกเพียงหนึ่งปีหลัง ๖ ตุลา นี่หรือคือการสร้างความอยู่เย็นเป็นสุขของนายภูมิพลหรือ?

ในกรณีพฤษภาคม ๒๕๓๕ ในช่วงแรก นายภูมิพล แนะนำให้ประชาชนไว้ใจและสนับสนุน เผด็จการสุจินดา แต่หลังจากมีการลุกฮือขับไล่สุจินดาสำเร็จไปแล้ว ท่ามกลางการล้มตายของประชาชน นายภูมิพลก็ต้องออกมาสร้างภาพว่า ตนไกล่เกลี่ยระหว่างสุจินดากับจำลอง ภายใต้การประสานงานขององค์มนตรีเปรม ที่สำคัญคือนายภูมพลไม่เคยห้ามปรามการนองเลือด

วิกฤตการเมืองปัจจุบันที่เริ่มต้นเมื่อมีการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ และมีรัฐประหาร ๑๙ กันยา เป็นวิกฤตที่นายภูมิพลไม่ได้พยายามแก้ไขแต่อย่างใด นายภูมิพลนั่งเฉยและปล่อยให้ผู้มีอำนาจแท้ในกองทัพ ทำลายความมั่นคงและความสงบของสังคมด้วยการอ้างความชอบธรรมจากกษัตริย์ และนายภูมิพลนิ่งเฉยเวลานายอภิสิทธิ์และทหารอย่างประยุทธ์ฆ่าประชาชนมือเปล่าที่ราชประสงค์และผ่านฟ้า วิกฤตนี้เรื้อรังไปเรื่อยจนเรามีรัฐประหารรอบสองของประยุทธ์

จะเห็นได้ว่านายภูมิพลไม่เคยปกป้องประชาชนจากการถูกฆ่าโดยทหาร ไม่เคยรักษาความสงบ แต่มีหน้าที่หลักในการกอบกู้สถานการณ์ให้ชนชั้นปกครอง เมื่อประชาชนลุกฮือ เพื่อไม่ให้หลุดไปจากอิทธิพลของอำมาตย์เท่านั้น และการกระทำดังกล่าว ทำไปภายใต้คำแนะนำขององค์มนตรีและกองทัพ ซึ่งเป็นเครือข่าย “ประสานงาน” ระหว่างส่วนต่างๆ ของชนชั้นปกครองไทย เช่น ทหาร นักการเมือง ข้าราชการผู้ใหญ่ นายทุน และนักการเมือง

แล้วท่านคิดว่ากษัตริย์คนต่อไปจะดีกว่านายภูมิพลหรือ?

4w596qhighc0-bild

 ฝันไปเถิด นายวชิราลงกรณ์เป็นคนที่ค่อนข้างจะขาดความฉลาด ก้าวร้าว และไม่รู้จักความประพฤติที่สมกับการเป็นบุคคลสาธารณะ ทั้งๆ ที่อายุหกสิบกว่าแล้ว เขาสนใจแต่การเสพสุขของตนเอง และการกดขี่สตรี นายวชิราลงกรณ์จะเป็น “ลูกน้อง” ของทหารที่เชื่องกว่านายภูมิพลเสียอีก

กองทัพกับระบบกษัตริย์พันกันเหมือนงูที่แยกออกจากกันไม่ได้

%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%9d%e0%b9%89%e0%b8%b2

 ทหารเผด็จการโกงกินของไทยใช้ระบบกษัตริย์เพื่อผลประโยชน์ของพวกนายพลมานาน กษัตริย์เป็นข้ออ้างซ้ำแล้วซ้ำอีกที่จะทำรัฐประหาร ฆ่าประชาชน และปกครองประเทศอย่างป่าเถื่อน ดังนั้นถ้าเราจะมีประชาธิปไตยได้ เราต้องยกเลิกสถาบันกษัตริย์และกองทัพพร้อมกัน

ถ้าไม่มีกษัตริย์ เราจะอยู่กันอย่างไร?

ถ้าประเทศไทยไม่มีกษัตริย์ สังคมจะดีขึ้นเพราะ

  1. เราจะประหยัดงบประมาณมหาศาลที่จะนำมาพัฒนาชีวิตประชาชนทุกคน เพราะเรายกเลิกสถาบันที่ราคาแพงแต่ไม่มีประโยชน์สำหรับประชาชน
  2. ทหารจะไม่สามารถนำสถาบันกษัตริย์มาเป็นหน้ากากบังหน้าเพื่อทำลายประชาธิปไตย
  3. เราจะเริ่มสร้างมาตรฐานในระบบประชาธิปไตย และในระบบยุติธรรมได้ เพราะเราสามารถสร้างวัฒนาธรรมการเป็นพลเมืองที่ทุกคนเท่าเทียมกัน ไม่มีการหมอบคลานให้ใคร
  4. เราจะมีเสรีภาพในการใช้ปัญญา แสดงออก และร่วมกันคิดเพื่อสร้างสังคมใหม่
  5. ประชาชนจะไม่ยากลำบากเมื่อรถติดอันเนื่องมาจากขบวนเสด็จ
  6. เราสามารถนำวังต่างๆ มาเป็นสถานที่ที่ใช้ประโยชน์สำหรับคนจน เช่นเป็นบ้านพักคนชราเป็นต้น

แต่แค่การพูดหรือเขียนว่า “ประเทศไทยควรเป็นสาธารณรัฐ” จะไม่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงทางสังคมไม่เกิดโดยอัตโนมัติเหมือนดินฟ้าอากาศ มันต้องอาศัยการจัดตั้งทางการเมืองและการเคลื่อนไหวทางการเมืองเสมอ ยิ่งกว่านั้นการเป็นสาธารณรัฐไม่เพียงพอที่จะสร้างประชาธิปไตยแท้ได้ เพราะสาธารณรัฐที่เป็นเผด็จการก็มี เราจึงควรตั้งเป้าระยะยาวที่จะสร้างสาธารณรัฐที่เป็นทั้งประชาธิปไตยและใช้ระบบการเมืองสังคมนิยม

protest_icon-2_ci

คนที่มัวแต่หมอบคลานต่อผู้ใหญ่ จะคิดว่าผู้ใหญ่ในสังคมสูงส่งใหญ่โตเหลือเกิน แต่พอเราลุกขึ้นยืนเราจะมั่นใจว่าไม่มีใครดีกว่าหรือสูงเรา และประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน!

ถอดรหัสแถลงการณ์ของรัฐบาลตะวันตกเกี่ยวกับประชามติไทย

ใจ อึ๊งภากรณ์

หลายคนที่อยากเห็นประชาธิปไตยไทยในไทย แต่มองไม่ออกว่าเราจะต่อสู้เพื่อสิ่งนี้อย่างไร มักจะไปตั้งความหวังว่าจะมี “อัศวินม้าขาว” มากำจัดเผด็จการให้เรา หลายคนตั้งความหวังกับสหประชาชาติ และหลายคนหลอกตนเองว่ารัฐบาลสหภาพยุโรป (อียู) หรือรัฐบาลสหรัฐ จะคอยวิจารณ์และกดดันให้รัฐบาลประยุทธ์เปิดให้มีประชาธิปไตย

แต่ความจริงในโลกไม่เป็นเช่นนั้น พิสูจน์ได้จากการถอดรหัสแถลงการณ์ต่างๆ ของรัฐบาลตะวันตกหลังผลของประชามติ

ทูตสหรัฐประจำประเทศไทยออกแถลงการณ์ดังนี้:

“หลังผลประชามติออกมา สหรัฐอเมริกา ในฐานะมิตรเก่าแก่และพันธมิตรของประเทศไทย ขอชักชวนให้รัฐบาลกลับสู่ระบบรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งโดยเร็ว และในกระบวนการนี้เราขอเรียกร้องให้ยกเลิกมาตรการต่างๆ ที่ลิดรอนสิทธิมนุษยชน รวมถึงสิทธิในการแสดงออกและการชุมนุมอย่างสันติ”

[ดู http://bit.ly/2aPzqGY ]

ส่วนผู้แทนของอียูออกแถลงการณ์ที่มีใจความดังนี้:

“สหภาพยุโรปมองว่าช่วงก่อนวันลงประชามติ มีการลิดรอนสิทธิเสรีภาพพื้นฐานอย่างมาก โดยเฉพาะในการถกเถียงแลกเปลี่ยน และมีการปิดกั้นการรณรงค์ทางการเมือง เรามองว่าเป็นเรื่องสำคัญยิ่งที่การลิดรอนสิทธิในการแสดงออกและการชุมนุมอย่างสันติ ที่กระทำอยู่ในปัจจุบัน ต้องถูกยกเลิก เพื่อให้กระบวนการทางการเมืองเปิดกว้าง ตรวจสอบได้ และประกอบไปด้วยการมีส่วนร่วม สหภาพยุโรปเรียกร้องให้ทางการไทยสร้างเงื่อนไขเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยแท้ และการเลือกตั้ง”

[ดู http://bit.ly/2auzDR7 ]

ถ้าเราอ่านดีๆ และคิดแบบลงลึก เราจะเห็นว่าไม่มีการเรียกร้องให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญเผด็จการแต่อย่างใด ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญนี้จะต่ออายุเผด็จการทหารไปนานพร้อมกับแช่แข็งอิทธิพลของกองทัพในระบบการเมืองไทย

ดังนั้นในรูปธรรมรัฐบาลตะวันตกกำลังขอให้รัฐบาลทหารไทยจัดการเลือกตั้งโดยเร็ว โดยไม่มีการรื้อถอนรัฐธรรมนูญมีชัย ซึ่งหมายความว่ารัฐบาลตะวันตกจะยอมรับระบบประชาธิปไตยครึ่งใบของประยุทธ์ถ้าแค่มีการเลือกตั้ง

ยิ่งกว่านั้นแถลงการณ์ของอียูกล่าวต่อไปว่า “พลเมืองทุกฝ่ายควรจะพูดคุยกัน และทำงานร่วมกันอย่างสันติ เพื่อบรรลุเป้าหมายของการเลือกตั้ง” ซึ่งในรูปธรรมหมายความว่ารัฐบาลอียูต้องการให้พวกเราร่วมมือกับสลิ่ม ประชาธิปัตย์ และทหาร ในกระบวนการประชาธิปไตยครึ่งใบ

จริงๆ จุดยืนของรัฐบาลตะวันตกที่มีคำสวยเรื่องประชาธิปไตยเป็นผักชีโรยหน้า ไม่ใช่เรื่องแปลก รัฐบาลหลักๆ ของประเทศในอียูเป็นรัฐบาลฝ่ายขวาของพรรคนายทุน สหรัฐก็ไม่ต่าง หลายรัฐบาลละเมิดสิทธิพลเมืองภายในประเทศ และทำสงครามในประเทศอื่นเป็นประจำ ดังนั้นเราจะไปหวังอะไรได้กับพวกนี้

สิ่งที่รัฐบาลตะวันตกอยากเห็นในประเทศไทยคือระบบที่พอจะเรียกได้ว่าเป็นประชาธิปไตย ทั้งๆ ที่ไม่เป็นจริง เขาจะได้มีความชอบธรรมในสายตาพลเมืองภายในประเทศของเขา ในการร่วมมือกับรัฐบาลไทย ทั้งในเรื่องการค้าขายและในเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ

ลึกๆ แล้วรัฐบาลตะวันตกสนใจแต่เรื่องผลประโยชน์ของกลุ่มทุนและรัฐ ในระบบจักรวรรดินิยมทั่วโลก เขาไม่สนใจสิทธิเสรีภาพของเราแต่อย่างใด

ใครที่คิดว่ารัฐบาลตะวันตกจะเป็น “อัศวินม้าขาว” ที่จะช่วยเราให้มีสิทธิเสรีภาพ กำลังหลอกตนเอง

ไม่มีใครคนอื่นที่ไหนที่จะสร้างประชาธิปไตยให้เรา ไม่ว่าจะเป็นต่างชาติ หรือนักกล้าหาญปัจเจกที่เป็นคนไทย อานาคตของเสรีภาพอยู่ที่มวลชน และเสรีภาพนั้นจะเกิดเร็วขึ้นถ้าท่านมีส่วนร่วมในการสร้างขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยที่ประกอบไปด้วยมวลชนเป็นแสน

อ่านเพิ่ม http://bit.ly/2b9bGhA

บอยคอตหรือโหวดโน?

ใจ อึ๊งภากรณ์

การเลือกว่าเราจะลงคะแนนไม่รับ “รัฐอธรรมนูญทหาร” (โหวดโน) หรืองดออกเสียง (บอยคอต) ในประชามติที่จะจัดขึ้นในอนาคต เป็นเรื่องยุทธวิธีเท่านั้น อย่างที่พวกเราหลายคนเข้าใจดี มันเป็นยุทธวิธีในยุทธศาสตร์การต่อต้านเผด็จการ

ผมขอเรียกเศษกระดาษของเผด็จการว่า “รัฐอธรรมนูญ” เพราะมันไม่ใช่รัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตยเลย [ดู  http://bit.ly/25jnpk3  ]

ทั้งสองฝ่ายในการถกเถียงว่าจะงดออกเสียงหรือกาช่อง “ไม่รับ” มีจุดยืนเหมือนกันคือต่อต้านเผด็จการและรังเกียจ รัฐอธรรมนูญ โสโครกของไอ้ยุทธ์มือเปื้อนเลือด ตรงนี้มันชัดเจน และทั้งสองฝ่ายจริงใจในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยด้วย

แต่การเลือกยุทธวิธีที่ดีที่สุดในครั้งนี้ ย่อมขึ้นอยู่กับการพิจารณาประเด็นปัญหาจากมุมมองการเมือง และมันมียุทธวิธีที่ดีที่สุดเพียงวิธีเดียวคือกาช่อง“ไม่รับ”… จะขออธิบายเหตุผล

syylar7hxfydosf3li4l

คนที่เน้นการต่อสู้เชิงสัญลักณ์แบบปัจเจก จะพิจารณาเรื่องนี้จากจุดยืนของ “ความบริสุทธิ์” คือจะเสนอเหตุผลว่าการไปลงคะแนนเสียงไม่เอารัฐอธรรมนูญทหาร เป็นการยอมรับกติกาของเผด็จการ หรือเป็นการ “ถือหางทหาร” เขาจะถามต่อไปว่า ถ้าปรากฏว่าคนส่วนใหญ่ไปลงคะแนนรับรัฐอธรรมนูญ เราก็จะพ่ายแพ้ถึงขนาด “ต้อง” ยอมรับมติเสียงส่วนใหญ่หรือไม่? พวกนี้เลยเสนอว่าเราต้องงดออกเสียงหรือบอยคอตประชามติครั้งนี้

พอพวกที่เน้นความเป็นปัจเจกแบบนี้จะนั่งเฉยอยู่บ้าน ไม่ไปร่วมกิจกรรมการเมืองที่ทหารจัดไว้ เขาจะรู้สึกดีในตัวเอง เพราะสามารถรักษาความขาวสะอาด และไม่ว่าประชามติจะออกมาอย่างไร เขาก็จะอมยิ้มมั่นใจในความถูกต้องของแนวทางตนเองในรูปแบบปัจเจก

แต่การมั่นใจในความถูกต้องของแนวทางตนเองแบบนามธรรม มันไม่เคยนำไปสู่ชัยชนะในการต่อสู้ทางสังคมเลย เพราะการต่อสู้ทางชนชั้นในสังคมทุนนิยมปัจจุบันต้องอาศัย “พลัง” และ “อำนาจ” มันอาศัยเหตุผลและศีลธรรมก็จริง เพราะเราต้องชักชวนคนจำนวนมากให้มาทางเดียวกับเราด้วยเหตุผลและศีลธรรม แต่การโบกธงของศีลธรรมหรือความถูกต้องอย่างเดียว ไม่สามารถเอาชนะพลังและอำนาจของชนชั้นปกครองได้เลย สิ่งที่จะใช้ได้ในการเผชิญหน้ากับอำนาจของทหาร หรืออำนาจของรัฐที่กดขี่เรา คือพลังมวลชนกับกระแสมวลชน และเราต้องใช้พลังนั้นในสังคม บนท้องถนน และในสถานที่ทำงานซึ่งเป็นหัวใจของเศรษฐกิจ

พูดง่ายๆ ถ้าไม่มีมวลชน เราชนะไม่ได้

ดังนั้นสำหรับนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่เน้นพลังมวลชนแทนจุดยืนปัจเจก เราจะเลือกยุทธวิธีที่สามารถครองใจมวลชนได้ดีที่สุด

ในขณะนี้การเคลื่อนไหวของมวลชนผู้รักประชาธิปไตยในไทยอ่อนแอพอสมควร เหตุผลมาจากการ “สลาย” เสื้อแดงโดยทักษิณและพรรคเพื่อไทย บวกกับการที่นักเคลื่อนไหวจำนวนมากที่ไม่ได้เดินตามทักษิณ ไม่ยอมจัดตั้งมวลชนอย่างจริงจัง แต่ตอนนี้เรามีโอกาสที่จะร่วมกันแสดงว่าเราปฏิเสธทหารผ่านประชามติ

ประชามติที่กำลังจะจัดขึ้น เป็นการเสี่ยงทางการเมืองของคณะทหารโจรมากพอสมควร เขาต้องการสร้างภาพว่าจะปรึกษาประชาชน และสร้างภาพว่าในอนาคตจะมีการเลือกตั้ง ทั้งๆ ที่เป็นการเลือกตั้งปลอม แต่เขากังวลว่าประชาชนจะคว่ำรัฐอธรรมนูญอัปลักษณ์อันนี้ ดังนั้นเราต้องใช้โอกาสนี้เพื่อพยายามคว่ำรัฐอธรรมนูญและตบหน้าทหาร

มันมีประเด็นเดียวเท่านั้นที่สำคัญในการเลือกว่าเราจะโหวดโนหรือบอยคอต ประเด็นนี้คือเรื่องของกระแสในหมู่คนส่วนใหญ่ที่รักประชาธิปไตย เราต้องยึดติดกับกระแสนี้ ไม่ว่าพรรคเพื่อไทยหรือ นปช. จะมีส่วนในกระแสนี้หรือไม่

การนำจุดยืนของพรรคเพื่อไทยหรือ นปช. มาเป็นข้ออ้างในการบอยคอตนั้นฟังไม่ขึ้น และเป็นการเล่นพรรคเล่นพวกที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่เลย แท้จริงแล้วเราควรดีใจที่แกนนำเสื้อแดง และพรรคเพื่อไทยมีส่วนในการสร้างกระแสไม่รับรัฐอธรรมนูญเลวฉบับนี้ นานๆ ที่สององค์กรนี้จะมีจุดยืนถูกต้อง

เวลาเราพิจารณาว่ากระแสตอนนี้เป็นอย่างไรในหมู่คนที่รักประชาธิปไตยทั่วประเทศ เราต้องยอมรับว่าการชวนให้คนไปลงคะแนนไม่รับรัฐอธรรมนูญมีกระแสแรงกว่าการบอยคอตหลายพันเท่า เราจึงต้องเลือกเส้นทางนี้

Untitled

เราต้องเป็นส่วนของกระแสไม่รับรัฐอธรรมนูญทหารครับ!

บางคนอาจสงสัยว่าการต่อสู้ทางชนชั้นเกี่ยวอะไรกับประชามติ มันเกี่ยวข้องแน่นอนและถ้าพูดกันจริงๆ แล้ว ปรากฏการณ์หรือการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหรือสังคมทุกชนิดเกี่ยวกับการต่อสู้ทางชนชั้นทั้งนั้น

การที่พวกนายพลและอภิสิทธิ์ชน ใช้อำนาจของกระบอกปืนและความรุนแรงเพื่อกีดกันไม่ให้คนส่วนใหญ่มีสิทธิเสรีภาพประชาธิปไตย เป็นการปราบปรามคนส่วนใหญ่ในสังคมโดยชนชั้นนายทุนในระบบทุนนิยม  ชนชั้นนายทุนหรือชนชั้นปกครองนี้ มีสมาชิกจากหลายส่วน มีทหาร นายทุนใหญ่ ข้าราชการชั้นสูงฯลฯ และชนชั้นนี้อาจไม่สามัคคีกันไปทั้งหมด อาจมีนายทุนบางส่วนไม่เห็นด้วยกับแนวทางของคนส่วนใหญ่ในชนชั้นปกครองก็ได้ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในวิกฤตการเมืองไทยปัจจุบันคือ ชนชั้นปกครองซีกอนุรักษ์กำลังใช้อำนาจเพื่อปิดกั้นโอกาสและอิทธิพลทางการเมืองของคนทำงานในเมืองและในชนบท ซึ่งเป็นกรรมาชีพและผู้ประกอบการรายย่อย ส่วนซีกสมัยใหม่ของชนชั้นปกครองที่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของเผด็จการปัจจุบัน ต้องการควบคุมเราด้วยระบบรัฐสภาและการสร้างภาพว่าเรามีส่วนร่วมเท่านั้นเอง เขาไม่ต้องการให้คนส่วนใหญ่เป็นเจ้าของประเทศอย่างแท้จริง

ท้ายสุดถ้าทหารมันสามารถ โกง ข่มขู่ หรือชักชวน หรือทำทั้งสามอย่างพร้อมกัน จนผลประชามติออกมารับรัฐอธรรมนูญของมัน เราจะทำอย่างไร? ง่ายมากครับ หลังจากที่เราเสียใจสักห้านาที เราต้องสู้ต่อไปเพื่อคัดค้านเผด็จการและระบบการเลือกตั้งจอมปลอมที่มันอยากนำเข้ามาใช้ เราจะไม่มีวันยอมรับกติกาของโจรไม่ว่าประชามติจะออกมาอย่างไร การรณรงค์ให้โหวดโนเป็นเพียงรอบหนึ่งในสงครามระยะยาวเพื่อประชาธิปไตย