Tag Archives: พรรคคอมมิวนิสต์

พรรคการเมืองที่ต้านเผด็จการควรสร้างขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม

ใจ อึ๊งภากรณ์

[ท่านใดที่อ่านผ่าน Facebook อาจอ่านได้ง่ายขึ้นถ้าเข้าไปอ่านในบล็อก ]

การที่นักการเมืองอย่าง วัฒนา เมืองสุข และ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ไปเยี่ยมและให้กำลังใจแกนนำ “คนอยากเลือกตั้ง” ที่โดนขังหลังจากการชุมนุม เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

images-771303392988.33234804_1679739312111511_4525595980254412800_n

แต่พรรคการเมืองที่ประกาศจุดยืนว่าต้านเผด็จการ และจะลบผลพวงของเผด็จการประยุทธ์ จะต้องทำมากกว่านี้ เพราะในอนาคต เมื่อมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น การเลือกตั้งดังกล่าวจะเป็น “ละครประชาธิปไตย” ภายใต้กรอบเผด็จการทหารที่ต้องการสืบทอดอำนาจไปข้างหน้าอีก 20 ปี

ทั้งรัฐธรรมนูญทหาร แผนการเมืองในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของทหาร การแต่งตั้งสว. การแต่งตั้งตุลาการ การเขียนกฏหมายเลือกตั้ง และการแต่งตั้ง กกต.ฯลฯ จะมีผลในการทำให้การเลือกตั้งไม่เสรี และไม่เป็นไปตามกติกาประชาธิปไตย เพราะจะมีการกำหนดว่าพรรคการเมืองสามารถเสนอนโยบายอะไรบ้าง และจะมีการมัดมือรัฐบาลในอนาคตที่มาจากการเลือกตั้ง

ดังนั้นการยกเลิกรัฐธรรมนูญทหาร และการลบผลพวงของเผด็จการประบุทธ์ จะเป็นเรื่องที่ “ผิดกฏหมาย” ตามคำนิยามของเผด็จการ แต่ทั้งๆ ที่ผิดกฏหมายเผด็จการ มันเป็นเรื่องที่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะมีความชอบธรรมสูงตามมาตรฐานประชาธิปไตย และการได้มาซึ่งประชาธิปไตยและเสรีภาพในทุกประเทศทั่วโลก รวมถึงไทย ล้วนแต่ผ่านกระบวนการของการฝืนกฏหมายทั้งสิ้น

อย่าลืมว่าเผด็จการของ “ประยุทธ์มือเปื้อนเลือด” ชอบอ้างว่าทำตามกฏหมายเสมอ ก็แน่นอนล่ะ!กฏหมายของมัน มันกับพรรคพวกล้วนแต่ร่างเองออกเองทั้งนั้น

ประเด็นสำคัญคือ ถ้าพรรคการเมืองที่คัดค้านเผด็จการชนะละครการเลือกตั้งในอนาคต จะเอาพลังที่ไหนมาฝืนกฏหมายเผด็จการ? คำตอบคือต้องผสมความชอบธรรมจากการชนะการเลือกตั้ง กับพลังของขบวนการมวลชนนอกรัฐสภา เพื่อไปคานเครื่องมือของเผด็จการ

สรุปแล้วพรรคการเมืองเหล่านี้ ต้องให้ความสำคัญกับการสร้างเครือข่ายมวลชนที่จะนำไปสู่ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อประชาธิปไตย แต่เรายังไม่เห็นว่าพรรคไหนให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เลย มีแต่การให้ความสำคัญกับการหาเสียงสำหรับละครการเลือกตั้งในอนาคตอย่างเดียว

การไปเยี่ยมและให้กำลังใจกับแกนนำการประท้วงที่ถูกจับเป็นเรื่องดี แต่มันต้องมีการพัฒนาไปสู่การไปร่วมประท้วงด้วย เพื่อเป็นตัวอย่างในการชักชวนมวลชนเข้ามาเพิ่ม ต้องมีการลงพื้นที่เพื่อสร้างเครือข่ายและชวนให้มวลชนออกมาอย่างต่อเนื่อง

แน่นอนฝ่ายทหารจะจับตาดูพรรคการเมืองอย่างใกล้ชิด แต่บางทีมันต้องมีการแบ่งงานกันทำในหมู่สมาชิกและแกนนำของพรรค

33424580_1680606478691461_2432532333853671424_o

ในมุมกลับนักเคลื่อนไหวที่เรียกร้องประชาธิปไตยในยุคนี้ จะต้องไม่ปฏิเสธการมีส่วนร่วมจากพรรคภายใต้ข้ออ้างว่าจะ “รักษาความบริสุทธิ์” แต่นั้นไม่ได้หมายความว่าจะต้องยอมให้กลุ่มหรือพรรคเข้ามาครอบงำ ดังนั้นการนำและแผนการทำงานต้องมาจากมติประชาธิปไตยภายในองค์กร ซึ่งดูเหมือนว่ายังไม่มีโครงสร้างที่ชัดเจนแบบนี้

นอกจากนี้การพูดถึง “ความบริสุทธิ์” มันเป็นการสร้างภาพลวงตาพอๆ กับคนที่อ้างว่าหนุ่มสาวที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์เป็นคน “บริสุทธิ์” และมันเป็นการดูถูกคนอื่นๆ เป็นล้านๆ ที่กล้าแสดงจุดยืนทางการเมืองกับพรรคการเมืองว่าเป็นคน “สกปรกที่เสียความบริสุทธ์”

ถ้าเราดูประวัติของการสร้างขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมในไทย เช่นการสร้างขบวนการแรงงาน ขบวนการชาวนา หรือการสร้างเสื้อแดง จะเห็นว่ามีการกระตุ้นและประสานงานโดยพรรคการเมือง

ในช่วง ๑๔ ตุลา จะเป็นพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย และในกรณีเสื้อแดงก็เป็นพรรคของทักษิณ

ในยุคนี้การสร้างขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อประชาธิปไตยต้องทำแบบไม่เล่นพรรคเล่นพวก ซึ่งแปลว่าต้องมีการสร้างแนวร่วมระหว่างหลายกลุ่ม ไม่ใช่คุมโดยพรรคใดหรือกลุ่มใดอย่างผูกขาด ต้องมีการเปิดกว้างยอมรับหลากหลายมุมมองภายใต้จุดยืนร่วมสำคัญๆ เกี่ยวกับการลบผลพวงของเผด็จการ

บทเรียนอันหนึ่งที่สำคัญสำหรับยุคนี้มาจากขบวนการเสื้อแดง ที่เคยเป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย มันมีสองบทเรียนที่สำคัญคือ หนึ่ง ถ้าไม่มีพรรคคอยประสานงานและกระตุ้นให้เกิดมันก็ไม่เกิดแต่แรก สอง การที่พรรคของทักษิณนำขบวนการเสื้อแดงมีผลทำให้เสื้อแดงถูกแช่แข็งและทำลายโดยนักการเมืองของทักษิณได้ เมื่อพรรคมองว่าไม่ควรเคลื่อนไหวต่อทั้งๆ ที่สังคมตกอยู่ภายใต้เผด็จการ

จริงๆ ประสบการณ์ทั่วโลกสอนให้เรารู้ว่า พรรคที่จะให้ความสนใจกับการสร้างขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมอย่างจริงจัง จากล่างสู่บน มักเป็นพรรคการเมืองฝ่ายซ้ายที่มีฐานในขบวนการสหภาพแรงงานและคนชั้นล่างโดยทั่วไป และจะเป็นพรรคที่ไม่ได้หมกมุ่นกับรัฐสภาจนลืมเรื่องอื่นๆ อีกด้วย แต่พรรคการเมืองแบบนี้ยังไม่ถูกสร้างขึ้นมาในไทยอย่างจริงจัง

 

[หลายภาพถ่ายโดย สงวน คุ้มรุ่งโรจน์ แต่เขาไม่มีส่วนในการเขียนบทความนี้  ซึ่งเป็นความเห็นของผู้เขียนคนเดียว]

Advertisements

ฝรั่งเศสพฤษภา 1968 ทุกอย่างเป็นไปได้! แต่การเมืองเป็นเรื่องชี้ขาด

ใจ อึ๊งภากรณ์

ในปีค.ศ. 1968 การประท้วงของนักศึกษาฝรั่งเศสเรื่องสภาพหอพักในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในปารีส ลามไปสู่การต่อสู้ทั่วไปของนักศึกษากับตำรวจปราบจลาจลที่ติดอาวุธ นักศึกษาเป็นหัวหอกในการต่อสู้กับกฏระเบียบและความคับแคบในสถาบันการศึกษาและในสังคมทั่วไป

2.-May

March

ในที่สุดรัฐบาลสั่งให้ตำรวจปราบจลาจล CRS ทุบตีนักศึกษาอย่างป่าเถื่อน ตำรวจปราบจลาจลจึงถูกเรียกว่าเป็นพวกนาซี ภายใต้คำขวัญ “CRS: SS!!”

altbfqyzbbby

มันกลายเป็นการท้าทายโครงสร้างอำนาจเก่าในสังคมภายใต้ประธานาธิบดีฝ่ายขวา “เดอร์โกล” จนฝรั่งเศสอยู่ในภาวะ “ปฏิวัติ” เพราะในวันรุ่งขึ้น เมื่อนักสหภาพแรงงาน เห็นความรุนแรงของตำรวจ ก็ประกาศนัดหยุดงานทั่วประเทศ 9 ล้านคน มีการยึดโรงงาน และขังฝ่ายบริหารเพื่อ “สอบสวน” ในโรงงานต่างๆ มีการเรียนแบบการยึดโรงงานจากยุคอดีตปี 1936 แต่ในปริมาณที่ใหญ่กว่า เช่นการยึดโรงงานผลิตเครื่องบิน “ซุด เอวิเอชอง” ในเมือง น่านท์ เป็นต้น ผู้บัญชาการตำรวจฝรั่งเศสถึงกับสารภาพว่า “เมื่อกรรมกรนัดหยุดงานทั่วไป มันอันตรายมากสำหรับรัฐบาล” การนัดหยุดงานทั่วไปครั้งนี้นับว่าใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ทุนนิยมโลกตอนนั้น เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นทั้งๆ ที่นักวิชาการหอคอยงาช้างหลายคนเคยวิเคราะห์ว่าชนชั้นกรรมาชีพหมดสภาพ!!

e5df280fd4f47a93e653cf5ba9562dab
กรรมาชีพโรงงานรถยนต์เรโนนัดหยุดงาน

รัฐบาลฝ่ายขวาของ “เดอร์โกล” อัมพาตเป็นเวลาสองสัปดาห์ “เดอร์โกล” เองหนีไปอยู่ค่ายทหารฝรั่งเศสในเยอรมัน แต่แทนที่พรรคคอมมิวนิสต์และผู้นำสหภาพแรงงานจะผลักดันการปฏิวัติไปข้างหน้า องค์กรเหล่านี้มีส่วนสำคัญในการเบี่ยงเบนการต่อสู้จากเรื่องการเมืองไปเป็นเรื่องปากท้องเฉพาะหน้าเท่านั้น ในที่สุดมีการทำสัญญากับรัฐบาลว่าจะขึ้นเงินเดือนคนงานและยุบรัฐสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ ซึ่งมีผลในการยุติการประท้วงของสหภาพแรงงานทั่วประเทศ สรุปแล้วในที่สุดพรรคคอมมิวนิสต์และผู้นำสหภาพแรงงานกลัวการปฏิวัติและต้องการที่จะปกป้องระบบทุนนิยม

การลุกขึ้นสู้หรือยุติการต่อสู้ของกรรมาชีพ เป็นเรื่องชี้ขาดว่าการกบฏของนักศึกษาจะประสบผลสำเร็จหรือไม่

la-lutte-continue-paris-may-1968-street-poster-t-shirt-4

อย่างไรก็ตามการกลับมาของการต่อสู้ทางชนชั้น นำไปสู่การรื้อฟื้นความคิดมาร์คซิสต์ในหมู่คนรุ่นใหม่ทั่วโลก นอกจากนี้กระแสการต่อสู้ มีผลในการเปลี่ยนวัฒนธรรม ดนตรี และค่านิยมต่างๆ และมีการกระตุ้นการต่อสู้ของกลุ่มอื่นๆ ที่ถูกกดขี่ในสังคมทั่วโลกอีกด้วย เช่นคนผิวดำ คนพื้นเมืองอเมริกา เกย์กะเทยทอมดี้ และสตรี

กระแสสู้ของนักศึกษาทั่วโลกไม่ได้ยุติหลังปี 1968 เพราะในปี 1970 มีการประท้วงของนักศึกษาสหรัฐทั่วประเทศ และมีการยึดมหาวิทยาลัยต่างๆ หลังจากที่ทหารยิงนักศึกษาตายที่มหาวิทยาลัย เคนท์ สเตด ขณะที่นักศึกษาประท้วงต่อต้านการขยายสงครามเวียดนามสู่กัมพูชา

ในประเทศไทยนักศึกษาเป็นหัวหอกในการล้มเผด็จการทหาร ถนอม ประภาส ณรงค์ ในวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ และในปีเดียวกันนักศึกษากรีซเริ่มออกมาสู้ โดยยึดวิทยาลัย โบลิเทคนิค กลางเมืองอาเทนส์ ซึ่งนำไปสู่การล้มเผด็จการทหารกรีซในที่สุด นอกจากนี้มีการเดินขบวนของนักศึกษาในอินโดนีเซีย และในเยอรมันตะวันตก

แต่หลัง 1968 ศูนย์กลางการต่อสู้ส่วนใหญ่ย้ายไปที่ขบวนการแรงงาน เช่นในอิตาลี่ปี 1969 หรือในสเปนบทบาทสำคัญของกรรมาชีพ ตั้งแต่ปี 1970 ทำให้เผด็จการ “ฟรังโก” อ่อนแอลง และในอังกฤษการนัดหยุดงานทำให้รัฐบาลพรรคอนุรักษ์นิยมถูกล้ม

ทั่วโลกชนชั้นปกครองไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้เอง แต่ต้องพึ่งพรรคแรงงาน พรรคสังคมนิยมประชาธิปไตย พรรคคอมมิวนิสต์ และสภาแรงงานต่างๆ ซึ่งยอมร่วมมือเพื่อช่วยดับไฟของการปฏิวัติ โดยในหลายประเทศมีการทำข้อตกลงระหว่างพรรคฝ่ายซ้ายกับพรรคฝ่ายขวา

ในลาตินอเมริกา มีการลุกขึ้นสู้ของนักศึกษาและแรงงานเช่นกัน ใน อาเจนทีนา มีการยึดเมือง คอร์โดบาและใน ชิลี มีการยึดที่ดินของเจ้าของที่ดินรายใหญ่ แต่กระแสนี้ถูกต้อนเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้ง ใน อาเจนทีนา มีการรณรงค์ให้อดีตเผด็จการประชานิยม เพรอน กลับมาแก้สถานการณ์ แต่แก้ไม่ได้ และเมื่อ เพรอน เสียชีวิต ทหารฝ่ายขวาก็ทำรัฐประหารป่าเถื่อน โดยเข่นฆ่านักกิจกรรมฝ่ายซ้ายหลายหมื่นคน ซึ่งไม่ต่างจากเหตุการณ์ ๖ ตุลา ที่ไทย

ใน ชิลี กระแสการต่อสู้นำไปสู่ชัยชนะของ ซัลวาดอร์ อาเยนเดย์ ผู้แทนพรรคสังคมนิยม ในการเลือกตั้งประธานาธิบดี แต่ฝ่ายขวา นายทุน ทหาร และสหรัฐอเมริกาไม่พอใจ และคอยหาทางล้มรัฐบาลด้วยการปิดกิจกรรมการขนส่ง และการพยายามทำรัฐประหาร ซึ่งในระยะแรกถูกคนงานรากหญ้าต้านสำเร็จผ่านการสร้าง “สภาคนงาน” (คอร์ดอนเนย์ Cordones) ในย่านอุตสาหกรรมต่างๆ คล้ายกับสภาคนงานในรัสเซียปี 1917 อย่างไรก็ตาม พรรคคอมมิวนิสต์และพรรคสังคมนิยม ชักชวนให้กรรมาชีพสลายการต่อสู้ เพื่อเอาใจทหารและฝ่ายขวา โดยหลงเชื่อว่าจะทำให้รัฐบาลอยู่ต่อได้ ยิ่งกว่านั้นมีการนำนายทหารชั้นผู้ใหญ่ อย่างเช่น ออร์กัสโต พิโนเช เข้ามาในคณะรัฐมนตรี แต่สามเดือนหลังจากนั้นในปี 1973 พิโนเช ยึดอำนาจ ฆ่าประธานาธิบดี และจับคุมเข่นฆ่านักสังคมนิยมและนักสหภาพแรงงานหลายพันคน

ในขณะที่พรรคปฏิรูปและสภาแรงงานในยุโรปตะวันตกพยายามกล่อมขบวนการแรงงานให้หลับนอนและเลิกสู้ ฝ่ายขวาในลาตินอเมริกายุติการต่อสู้ของแรงงานผ่านการปราบปรามอย่างนองเลือด

มีที่หนึ่งที่ประกายไฟจาก 1968 ลุกเป็นเปลวอีกครั้ง คือในประเทศปอร์ตุเกส ซึ่งมีรัฐบาลเผด็จการฟาสซิสต์มาเกือบห้าสิบปี ในกลางทศวรรษ 1970 ปอร์ตุเกสกำลังแพ้สงครามในอาณานิคมอัฟริกา และทหารระดับล่างไม่พอใจกับการต่อสู้ ดังนั้นในเดือนเมษายน 1974 มีรัฐประหารและนายพลฝ่ายขวาขึ้นมาแทนเผด็จการ “ไคทาโน” รัฐประหารนี้นำไปสู่การนัดหยุดงานตามโรงต่อเรือขนาดใหญ่ และพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านใต้ดินพรรคเดียวที่มีการจัดตั้งอย่างดี ก็พยายามตั้งตัวเป็นศูนย์กลางการเจรจาและการถ่วงดุลอำนาจระหว่างผู้นำกองทัพฝ่ายขวา กับขบวนการแรงงาน แต่ทำไม่ได้ เริ่มมีกลุ่มทหารระดับล่างและคนงานฝ่ายซ้ายที่อยากไปไกลกว่าพรรคคอมมิวนิสต์ เพื่อทำการปฏิวัติ อย่างไรก็ตามองค์กร “ซีไอเอ” ของสหรัฐ พรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยในเยอรมัน และนายทหารปฏิรูปของปอร์ตุเกส สามารถเปลี่ยนทิศทางการปฏิวัติปอร์ตุเกสไปสู่ประชาธิปไตยรัฐสภาทุนนิยมได้ โดยที่พรรคคอมมิวนิสต์ไม่ทำอะไรเลย

บทสรุปสำคัญจากยุค 1968 คือต้องมีการสร้างพรรคปฏิวัติฝ่ายซ้ายใหม่ ที่ไม่ยอมประนีประนอมกับทุนและพร้อมจะสามัคคีพลังกรรมาชีพกับการตื่นตัวของนักศึกษาและคนหนุ่มสาว

ภารกิจการสร้างพรรคแบบนี้ยังเป็นภารกิจสำคัญของเราในยุคนี้

อ่านเพิ่ม https://bit.ly/2i294Cn

และ https://bit.ly/2IeFt9a

สุธาชัยที่ผมรู้จักเป็นนักสังคมนิยม

ใจ อึ๊งภากรณ์

สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ เป็นนักสังคมนิยมปฏิวัติจนถึงวันตาย นี่คือจุดเด่นของเขาที่ผมปลิ้มที่สุด แน่นอนมนุษย์ทุกคนมีหลายด้าน และสุธาชัยก็คงไม่ต่างออกไป

นอกจากนักสังคมนิยมแล้วเขาเป็นนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เป็นเสื้อแดง เป็นนักประวัติศาสตร์ และเป็นคนชอบใส่รองเท้าแตะ เขาคงเป็นอะไรอีกมากมายที่ผมไม่รู้ เพราะเขาคงเป็นมนุษย์เต็มตัวที่มีความหลากหลายรอบด้าน

แต่ในขณะนี้ผมและสหายหลายคงกำลังกังวลว่าความเป็นนักสังคมนิยมปฏิวัติของสุธาชัยกำลังถูกลืมโดยคนที่ต้องการบิดเบือนจุดยืนของเขา บางคนกระทำไปแบบนี้เพื่อให้ความชอบธรรมกับการเปลี่ยนจุดยืนของตนเอง ในขณะที่สุธาชัยจริงๆ แล้วไม่ได้เปลี่ยนจุดยืน

เลนิน ในย่อหน้าแรกของหนังสือ “รัฐกับการปฏิวัติ” เคยเขียนว่า “ในเวลาที่บรรดานักปฏิวัติผู้ยิ่งใหญ่มีชีวิตอยู่ ชนชั้นปกครองและพรรคพวกพากันจองล้างจองผลาญพวกเขามิรู้หยุดหย่อน ต้อนรับคำสอนของพวกเขาด้วยความมุ่งร้ายอย่างป่าเถื่อน และความจงเกลียดจงชังอย่างเข้ากระดูกดำ พร้อมกับรณรงค์ใส่ร้ายป้ายสีอย่างไร้หิริโอตัปปะ ทว่าพอพวกเขาตายไปกลับบังเกิดความพยายามที่จะเนรมิตพวกเขาให้เป็นรูปเคารพที่ไร้พิษสง สวมคราบนักบุญให้กับพวกเขา ขณะเดียวกันก็กลับบั่นทอนสารัตถะแห่งคำสอนปฏิวัติ ทำให้คมปฏิวัติแห่งคำสอนบิ่นทื่อ”

ขณะนี้อาจมีคนที่มีพฤติกรรมต่อสุธาชัย อย่างที่เลนินเคยบรรยาย

ผมรู้จักสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ ก่อนที่ผมจะกลับไปสอนหนังสือที่ไทย เพราะผมอ่านหนังสือประวัติศาสตร์การเมืองไทยเล่มหนึ่งของเขา ซึ่งผมจำชื่อไม่ได้แล้ว และผมไม่ได้เอาติดตัวผมไปตอนที่ต้องย้ายบ้านจากไทยกระทันหันเมื่อแปดปีก่อน แต่เมื่อเขาติดต่อกับผมที่อังกฤษตอนนั้น ผมตื่นเต้นที่จะพบเขา และชวนมาที่บ้านที่ออคซ์ฟอร์ด เพื่อมาคุยกัน

สิ่งหนึ่งที่ผมแปลกใจเกี่ยวกับสุธาชัยตอนเขามาเยี่ยมผมเป็นครังแรกคือเขาใส่รองเท้าแตะและมีความเรียบง่ายเป็นกันเอง การใส่รองเท้าแตะในอังกฤษเป็นเรื่องน่าแปลกใจด้วยเพราะอากาศมันหนาว ตอนนั้นเขาเล่าให้ผมฟังว่าเขามาเรียนหรือวิจัยที่อังกฤษและโปรตุเกส และตอนอยู่อังกฤษเขาสมัครเป็นสมาชิก “พรรคสังคมนิยมกรรมาชีพ” (Socialist Workers Party) ที่อังกฤษ ซึ่งเป็นพรรคมาร์คซิสต์สายตรอทสกี้ และผมก็เป็นสมาชิกพรรคนี้มาตั้งแต่ปี 1977 หลังเหตุการณ์ ๖ ตุลา ด้วย เพราะตอนนั้นผมเป็นนักศึกษาที่อังกฤษ ทุกวันนี้ผมก็เป็นสมาชิกพรรคนี้ และพอมาเมืองไทยและมาสอนที่จุฬาฯ ผมก็มีส่วนในการก่อตั้ง “กลุ่มประชาธิปไตยแรงงาน” และ “เลี้ยวซ้าย”

สหายยิ้มกับสหายวิภา

สิ่งที่น่าปลื้มเกี่ยวกับสุธาชัยคือ เขาเป็นนักสากลนิยม อยู่ประเทศไหนก็เข้ากับพวกสังคมนิยมที่นั้น ทั้งๆ ที่สุธาชัยเป็นนักสังคมนิยมแบบพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยสายเหมาเจ๋อตุง ซึ่งไม่น่าจะเข้ากับสังคมนิยมสายตรอทสกี้ได้ แต่เขามองว่าควรจะสามัคคีฝ่ายซ้ายไปก่อน

เมื่อผมย้ายมาสอนที่รัฐศาสตร์จุฬาฯ ผมได้รู้จักสุธาชัยมากขึ้น เพราะเขาสอนที่มหาวิทยาลัยเดียวกัน และที่รู้จักกันดีคือผ่านการทำงานร่วมกันในการชำระประวัติศาสตร์เหตุการณ์นองเลือด ๖ ตุลา ๒๕๑๙ สุธาชัยกับผมมีอุดมการณ์ร่วมในเรื่องนี้ เพราะเราทั้งสองเป็นนักสังคมนิยม และเราชัดเจนว่าชนชั้นปกครองไทยก่ออาชญากรรมรัฐ ๖ ตุลา เพื่อพยายามกำจัดแนวสังคมนิยมออกจากสังคมไทย แต่ในเรื่องรายละเอียดว่าสังคมนิยมหมายความว่าอะไร สุธาชัยก็คงเส้นคงวาปกป้องแนวของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย รวมถึงแนวเหมาเจ๋อตุง ในขณะที่ผมชัดเจนว่าเป็นแนวตรอทสกี้ หนังสือที่เราผลิตร่วมกันชื่อ “อาชญากรรมรัฐในวิกฤติการเปลี่ยนแปลง” โดยคณะกรรมการรับข้อมูลและสืบพยานเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙  เขียนโดย ใจ อึ๊งภากรณ์ สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ และคณะ (๒๕๔๔)

แนวทางการเมืองของตรอทสกี้จะเน้นพลังชนชั้นกรรมาชีพที่ควรจะเป็นหัวหอกในการต่อสู้ และจะต่อต้านความเป็นเผด็จการของสตาลินอีกด้วย ส่วนแนวทางการเมืองของ พคท. จะเห็นด้วยกับสตาลิน และเน้นกองกำลังติดอาวุธของชาวนา [อ่านเพิ่ม http://bit.ly/2vbhXCO ]

ในช่วงวิกฤตการเมืองไทยหลังรัฐประหาร ๑๙ กันยา ผมกับสุธาชัย และประชาชนนับล้านก็อยู่ฝ่ายเดียวกันอีก คืออยู่ฝ่ายเสื้อแดงเพื่อประชาธิปไตย และผมก็ไปฟังเขาพูด และร่วมพูดกับเขาในเวทีเดียวกันหลายครั้ง นั้นเป็นอีกจุดร่วมที่เรามี แต่ในเรื่องของท่าทีต่อทักษิณ ผมกับเขาอาจต่างกันบ้าง เพราะผมไม่เคยสนับสนุนทักษิณ และไม่เคยสนับสนุนพันธมิตร ในช่วงหลังรัฐประหารสุธาชัยสนับสนุนทักษิณแต่ไม่ได้สนับสนุนทักษิณโดยไม่มีเงื่อนไขเพราะก่อนหน้านั้นเขาเคยขึ้นเวทีพันธมิตรก่อนที่จะถอนตัวออก เนื่องจากเขาชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับการเรียกร้องให้ใช้มาตรา ๗

แต่ในเรื่องการต้านเผด็จการทหารสุธาชัยชัดเจนมาก

หลังถูกทหารของประยุทธ์เรียกเข้าค่ายเพื่อพยายาม “ปรับทัศนคติ” หรือข่มขู่แบบสามัญนั้นเอง สุธาชัยเขียนว่า “ผมก็ยืนยันว่า ผมไม่ได้ต้านรัฐประหารเฉพาะครั้งนี้ การรัฐประหารตั้งแต่ 6 ตุลา 2519 เป็นต้นมา ผมไม่เคยเห็นเลยว่าจะแก้อะไรได้ มีแต่จะยิ่งขยายปัญหามากขึ้นทุกครั้ง ปัญหาบ้านเมืองคลี่คลายด้วยประชาธิปไตยทั้งนั้น”

ผมไม่สามารถอ้างว่าผมรู้จักเขาเป็นส่วนตัวดีกว่าคนอื่นได้ จริงๆ ผมไม่ใช่เพื่อนสนิทของเขา แต่ผมสามารถพูดได้ว่าสุธาชัยเป็นคนมารยาทงดงาม อาจดีกว่าผมด้วย และเขาเป็นคนไม่ถือตัว น่ารัก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นที่สำคัญที่สุดคือเขามีอุดมการณ์เพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ คือมีอุดมการณ์สังคมนิยม และต่อต้านเผด็จการทหาร

เราเสียสหายคนน่ารักของเราไปอีกคนหนึ่งแล้ว คนรุ่นใหม่คงต้องต่อสู้ต่อไปเพื่อรักษาอุดมการณ์สังคมนิยม ประชาธิปไตย และความเท่าเทียม

ทำไมฝ่ายซ้ายไทยถึงได้กลายเป็นพวกขวา?

ใจ อึ๊งภากรณ์

“ทำไมฝ่ายซ้ายไทยถึงได้กลายเป็นพวกขวา?” เป็นคำถามที่บางคนตั้งขึ้นมาในยุคนี้ แต่ก่อนที่จะขอตอบ ต้องอธิบายว่ามันเป็นเพียงบางคนเท่านั้น เพราะอดีตฝ่ายซ้ายไทยจำนวนมากเคยเข้าร่วมต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการเสื้อแดง ไม่ได้เป็นฝ่ายขวา

“พวกขวา” ในที่นี้ ผู้เขียนจะขอนิยามว่าหมายถึงพวกที่โบกมือเรียกทหารให้ทำรัฐประหารเพื่อทำลายประชาธิปไตย

ในประการแรก คนที่ตั้งคำถามแบบนี้มักจะตกอกตกใจด้วยความซื่อบื้อเมื่อเห็นคนเปลี่ยนไปตามกาลเวลา แต่ไม่ว่าคุณจะเป็นมาร์คซิสต์หรือพุทธ คุณควรจะรู้ว่าทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าจะ “ต้อง” เปลี่ยนเสมอ แต่การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องปกติ ในมุมกลับมีบางคนที่ซื่อบื้อคิดว่าถ้าในวัยหนุ่มสาวเป็นซ้าย พออายุมากขึ้นต้องเป็นขวา แต่ไม่พูดว่าถ้าในวัยหนุ่มสาวเป็นขวาจะต้องเป็นซ้ายเวลาอายุมากขึ้น!! สำหรับผู้เขียนคนนี้และเพื่อนมิตรสหายในไทยและต่างประเทศที่อายุพอๆ กัน คือย่างเข้าหกสิบกว่า ขอยืนยันว่าเป็นซ้ายมาตั้งแต่ ๖ ตุลา และทุกวันนี้ยังซ้ายอยู่ด้วยความภูมิใจ

มาร์ทิน ลูเทอร์ คิง

คาร์ล มาร์คซ์ ในวัยหนุ่มเป็นแค่เสรีชนที่เรียกร้องประชาธิปไตย แต่พออายุมากขึ้นก็จะเอียงไปทางซ้ายมากขึ้นจนถึงวันตาย มาร์ทิน ลูเทอร์ คิง เริ่มต้นเป็นผู้เรียกร้องความเท่าเทียมให้กับคนผิวดำในสหรัฐ แต่พออายุมากขึ้น ก่อนที่จะถูกยิงตาย เริ่มพูดถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสำหรับทุกคน และเริ่มพูดถึงจักรวรรดินิยม คือขยับไปทางซ้ายนั้นเอง

ในประการที่สอง อดีตฝ่ายซ้ายไทย หรือพวกที่เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทสไทย (พคท.) เป็นคนที่เคยคิดว่าลัทธิ “สตาลิน-เหมา” ของพคท. คือ “มาร์คซิสต์” หรือ”สังคมนิยม” แต่ลัทธิ “สตาลิน-เหมา” เป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับการปลดแอกมนุษย์ของนักมาร์คซิสต์ เพราะสำหรับชาวมาร์คซิสต์ การปลดแอกมนุษย์ต้องมาจากการกระทำของพลเมืองธรรมดาเองในระดับรากหญ้า โดยเฉพาะกรรมาชีพ ไม่ใช่ทำโดยคนกลุ่มน้อย แต่พคท. และพรรคคอมมิวนิสต์ทั่วโลก หลังจากที่สตาลินทำลายการปฏิวัติรัสเซียและขึ้นมามีอำนาจ กลายเป็นพรรคที่เป็นเผด็จการเหนือชนชั้นกรรมาชีพ และทุกวันนี้เราก็ยังเห็นพรรคเผด็จการเหล่านี้ปกครองประเทศจีน เวียดนาม และลาว

ดังนั้นการที่อดีตฝ่ายซ้ายไทยจะไม่เกลียดชังเผด็จการมากนัก หรือเชียร์เผด็จการทหาร ก็อาจไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงใหญ่เกินไปสำหรับบางคน

แต่เราต้องอธิบายเพิ่ม เพราะแค่นี้ไม่พอ

ในประการที่สาม อดีตฝ่ายซ้ายไทยจำนวนมากมีอาการ “อกหัก” เมื่อ พคท. และระบบเผด็จการ “คอมมิวนิสต์” ทั่วโลกล่มสลายเมื่อสามสิบปีก่อน ความผิดหวังนี้ย่อมเป็นสิ่งที่กระตุ้นให้คนทบทวนความคิด และเลือกเดินในเส้นทางใหม่ที่แตกต่างกันไป

บางคนไปปลื้มกับไทยรักไทยและทักษิณ เพราะมองว่านักการเมืองทุนนิยมที่มีนโยบายที่เป็นประโยชน์กับคนจน และลงสมัครรับเลือกตั้ง คือทางออกที่ดีกว่าการจับอาวุธเข้าป่า

บางคนคิดจะหันหลังให้กับรัฐ ปฏิเสธการพึ่งพารัฐ หรือการโค่นรัฐ และพวกนี้ก็แปรตัวไปเป็นเอ็นจีโอ เมื่อเวลาผ่านไปก็กินเงินเดือนสูงขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นคนชั้นกลาง ภายในเอ็นจีโอก็ไม่มีประชาธิปไตย มีระบบอาวุโส ไม่ต่างจาก พคท. และไปๆ มาๆ พวกนี้เริ่มมีนิสัยแบบพี่เลี้ยง คือสอนชาวบ้านจากจุดยืนชนชั้นกลางของเขา และทุกกลุ่มหันมาพึ่งพาทุนจากรัฐเพื่อทำกิจกรรม เช่นจาก “สสส” เป็นต้น ต่อมาเอ็นจีโอ ไทยจำนวนมากก็เกิดความไม่พอใจกับรัฐบาลทักษิณ เพราะนโยบายของรัฐบาลมีประสิทธิภาพมากกว่ากิจกรรมของเอ็นจีโอในการพัฒนาคนจน และรัฐบาลทักษิณชอบข่มขู่เอ็นจีโออีกด้วย เอ็นจีโอจึงกลัวว่าเขาจะไม่มีอนาคตในการทำกิจกรรม สภาพแบบนั้นทำให้เขาเปลี่ยนความคิดอีก คือหันไปดูถูกคนจนว่า “เข้าไม่ถึงข้อมูล” หรือ “โง่” เพราะไป “หลงเชื่อ” ทักษิณ ในขณะที่ข้อมูลในโลกจริงพิสูจน์ว่าคนที่เลือกพรรคไทยรักไทยไม่เคยโง่ และไม่เคยขาดข้อมูลแต่อย่างใด ในที่สุดพวกนี้ก็กลายเป็นสลิ่ม

ในประการที่สี่ อดีตฝ่ายซ้ายบางคนได้ดิบได้ดี กลายเป็นนักวิชาการหรือมีอาชีพแบบชนชั้นกลาง และหันหลังให้กับความฝันว่าจะเปลี่ยนสังคมให้มีความยุติธรรมมากขึ้น พวกนี้เริ่มสบายในการเป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นกลางและเป็นส่วนหนึ่งของระบบ ในที่สุดก็เริ่มมีทัศนคติที่ดูถูกคนจน และคิดว่าคนจนควรจะเจียมตัว จริงๆ แล้วเขาอาจมีทัศนคติแบบนี้มาตั้งแต่อยู่กับ พคท. ก็ได้ เพราะ พคท. เน้นการ “สอน” ชาวบ้านและนักศึกษาในลักษณะ “บนลงล่าง” และเมื่อใครเถียงด้วยก็จะด่าว่า “ไม่เข้าใจวิภาษวิธี” หรืออะไรแบบนั้น เพราะพรรคและ “กองทัพประชาชน” จะปลดแอกพลเมือง ไม่ใช่ว่าพลเมืองจะปลดแอกตนเอง

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ฝ่ายซ้ายไทย หรืออดีตฝ่ายซ้ายไทย จำนวนมาก ก็ยังเป็นซ้าย หรืออย่างน้อยก็ไม่ได้เป็นขวา

“ว่าด้วยทุน” ของคาร์ล มาร์คซ์ กับฝ่ายซ้ายไทย

ใจ อึ๊งภากรณ์

ทั้งๆ ที่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ถูกสถาปนาขึ้นเมื่อเกือบ 90 ปีก่อนหน้านี้ แต่ตลอดเวลาที่พรรคมีบทบาทสำคัญในการนำการต่อสู้กับเผด็จการ โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ ๖ ตุลา ๒๕๑๙ หนังสือสำคัญของ คาร์ล มาร์คซ์ ที่วิเคราะห์ระบบทุนนิยมอย่างละเอียด ไม่ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยจนถึงปี ๒๕๔๒ หลังจากที่ พคท. ล่มสลายไปสิบกว่าปี

สาเหตุสำคัญที่อธิบายปรากฏการณ์นี้คือ ตลอดเวลาที่ พคท. ยังดำรงอยู่ พรรคใช้แนว “สตาลิน-เหมา” ที่ตรงข้ามกับทฤษฏีมาร์คซิสต์ และในขณะที่พวกแนว “สตาลิน” ใช้ศัพท์ของฝ่ายซ้ายมาร์คซิสต์อย่างต่อเนื่อง แต่เนื้อหาและความหมายของคำพูดและคำเขียนของพรรคคอมมิวนิสต์ทั่วโลก ตั้งแต่ยุคสตาลิน กลับหัวหลับหางกับความหมายตามทฤษฏีมาร์คซิสต์

“สังคมนิยม” หรือ ระบบ “คอมมิวนิสติ์” ในความหมายมาร์คซิสต์คือระบบที่มาจากการปลดแอกตนเองของชนชั้นกรรมาชีพ ในระบบนี้การแบ่งแยกทางชนชั้นจะหายไป รัฐจะสลายไป และแม้แต่การปกครองก็หายไป ทั้งนี้เพราะกรรมาชีพทุกคนในสังคมจะร่วมกันกำหนดอนาคตในทุกแง่ และจะร่วมกันกำหนดว่าเราต้องผลิตอะไรเพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ ระบบของนายทุน การกดขี่ขูดรีด และการแสวงหากำไรจะสิ้นสุดลง อย่าลืมว่าระบบทุนนิยม และแม้แต่การแบ่งแยกทางชนชั้น ไม่ได้มีมาตลอดเวลาที่มนุษย์อยู่บนโลกจากอดีตถึงปัจจุบัน

แต่สตาลินทำในสิ่งตรงข้าม หลังจากที่เขายึดอำนาจในทศวรรษ1930 และทำลายการปฏิวัติปี 1917 ของพรรคบอลเชวิค และหลังจากที่เขาเข่นฆ่าผู้นำบอลเชวิคทั้งหมด สตาลินก็หันมาสร้างระบบเผด็จการของพรรคคอมมิวนิสต์เหนือชนชั้นกรรมาชีพ รัฐถูกทำให้เข้มแข็งขึ้น ระบบทุนนิยมถูกนำมาใช้ในรูปแบบ “ทุนนิยมรวมศูนย์โดยรัฐ” และกรรมาชีพรัสเซียถูกขูดรีดมูลค่าส่วนเกินอย่างโหดร้าย เพื่อผลิตอาวุธแข่งกับตะวันตก

eac06f701dc8810152d86a9d327877d2

ในรัสเซีย และประเทศต่างๆ ของยุโรปตะวันออก การอ่านและเข้าใจหนังสือ “ว่าด้วยทุน” โดยกรรมาชีพธรรมดาจะเป็นเรื่องอันตรายในสายตาชนชั้นปกครอง เพราะกรรมชีพจะเข้าใจว่าตนถูกขูดรีดในระบบชนชั้น ไม่ต่างจากกรรมาชีพในทุนนิยมของตะวันตกเลย

เหมาเจ๋อตุง ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของ สตาลิน เมื่อเดินหน้ายึดอำนาจทางการเมืองในจีน ก็ยิ่งเสริมการบิดเบือนแนวคิดมาร์คซิสต์เพิ่มขึ้น โดยเสนอว่ากรรมาชีพไม่ใช่พลังหลักในการสร้างสังคมนิยม เหมา เสนอว่าชัยชนะของพรรคจะต้องมาจากกองทัพชาวนาที่นำโดยปัญญาชนของพรรคคอมมิวนิสต์ ยิ่งกว่านั้น เหมา อธิบายว่าขั้นตอนแรกของการต่อสู้จะต้องเป็นการสถาปนารัฐชาติในระบบทุนนิยมโดยรัฐ ซึ่งถูกเรียกว่าเป็นขั้นตอน “ประชาชาติประชาธิปไตย” ทั้งๆ ที่เป็นเผด็จการแท้ๆ  ส่วนสังคมนิยมเป็นเรื่องของอนาคตอันห่างไกล

ในไทย พคท. ลอกแบบแนวคิดของเหมามาหมด และสร้างนิยายว่าไทยเป็นกึ่งเมืองขึ้นของสหรัฐและกึ่งศักดินาของชนชั้นปกครองไทย ดังนั้น พคท. เน้นการ “ปลดแอกประเทศ” และการสร้าง “ประชาชาติประชาธิปไตย” ผ่านการสามัคคีระหว่างทุกชนชั้น รวมถึงการสามัคคีชนชั้นนายทุนกับชนชั้นกรรมาชีพ ทั้งๆ ที่สองชนชั้นนี้เป็นศัตรูกัน ในความเป็นจริงไทยเป็นทุนนิยมมาตั้งแต่การปฏิวัติล้มระบบศักดินาของรัชกาลที่ ๕ และไทยไม่ได้เป็นเมืองขึ้นของสหรัฐแต่อย่างใด อำนาจของสหรัฐในภูมิภาคนี้มีลักษณะของ “จักรวรรดินิยม” ซึ่งดำรงอยู่ในระบบโลกจนถึงปัจจุบัน แต่มันไม่ใช่อำนาจของประเทศที่ล่าอาณานิคมแบบที่อังกฤษหรือฝรั่งเศสเคยทำ

แนวคิดชาตินิยมล้วนๆ ของ พคท. แปลว่าการศึกษาการต่อสู้ทางชนชั้น การขูดรีดมูลค่าส่วนเกิน หรือการเข้าใจธาตุแท้ของระบบทุนนิยม เป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับแนวทางของพรรค ดังนั้นแกนนำของพรรคไม่ต้องการให้ใครแปลหนังสือ “ว่าด้วยทุน” เป็นภาษาไทย

ยิ่งกว่านั้นแนวคิด “เหมา” ของ พคท. มีลักษณะที่ต่อต้านการเป็นปัญญาชน ไม่เหมือนกับแนวมาร์คซิสต์ที่สนับสนุนให้กรรมาชีพพัฒนาตนเองเป็น “ปัญญาชนอินทรีย์” ตามที่ กรัมชี เคยพูดถึง ในค่ายป่าของ พคท. สหายต่างๆ มีโอกาสอ่านแต่สรรนิพนธ์ของ “ประธานเหมา”

cpt2

ซัง ตะวันออก อดีตนักศึกษาที่เข้าป่า เล่าว่า “หนังสือในห้องสมุดมีไม่มากนัก ส่วนใหญ่เป็นบทแปล และหนังสือภาพ (ไชน่าพิคทอเรียล-แปลอังกฤษเป็นไทยเฉพาะคำบรรยาย) หนังสือการ์ตูนของพรรคคอมมิวนิสต์จีน เช่น “ปู่โง่ย้ายภูเขา” “ศึกษาแบบอย่างหมอเบธูน” “ศึกษาจิตใจจางซือเต๋อ” “วีรสตรีหลิวหูหลาน” ฯลฯ หนังสือทฤษฎีลัทธิมาร์คซ์แทบจะไม่มีเลย อย่าง “ว่าด้วยทุน” “แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์”  หรือ “การสร้างพรรคกรรมาชีพของเลนิน” ซึ่งถ้าใครไม่เคยอ่านก่อนเข้าป่าช่วงที่มีหนังสือแนวซ้ายพิมพ์ออกมาหลัง ๑๔ ตุลา ก็อย่าหวังว่าจะได้อ่านอีกเลย” (หนังสือ “การเมืองไทยในทัศนะลัทธิมาร์คซ์” ใจ อึ๊งภากรณ์ และคณะ ๒๕๔๓ สำนักพิมพ์ป.ร. บทที่ 8)

วันวา วันวิไล ในหนังสือ “ตะวันตกที่ตะนาวศรี” (www.2519.net) เล่าว่า “ห้องสมุดเป็นเพียงเพิงเล็กๆ … ส่วนมากเป็นสรรนิพนธ์ เหมาเจ๋อตุง …. ด้วยเหตุนี้พวกเราทุกคนจึงมีปัญญาเล็กๆ …รู้แต่เรื่องปฏิวัติ เรื่องอื่นไม่รู้ ไม่ว่าจะเป็นการเมือง การปกครอง กฏหมาย เรื่องราวของต่างประเทศ เศรษฐกิจ การศึกษา และสังคม”

อย่างไรก็ตาม ก่อนช่วง ๖ ตุลา ปัญญาชนไทยบางคน ที่ไม่ได้สังกัด พคท. ได้เคยอ่าน “ว่าด้วยทุน” จากฉบับภาษาอังกฤษ สุภา ศิริมานนท์ เป็นตัวอย่างที่ดี และเขาได้รับอิทธิพลจาก เจ. เอฟ. ฮัตเจส ซึ่งเป็นนักเศรษฐศาสตร์ฝ่ายซ้ายจากอังกฤษ ที่อาจารย์ปรีดีเชิญมาสอนลัทธิมาร์คซ์และลัทธิเศรษฐศาสตร์การเมืองอื่นๆ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และในการพูดถึงแนวมาร์คซิสต์ ฮัตเจสสัน มักจะวิจารณ์แนวเผด็จการของสตาลิน

สุภา ศิริมานนท์ ค้านพวกนักวิชาการที่อ้างอยู่เรื่อยว่าแนวมาร์คซิสต์ใช้ไม่ได้ในโลกสมัยใหม่ โดยการอธิบายว่าแนวมาร์คซิสต์มองสองด้านตลอด และมองในลักษณะที่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงเสมอ ดังนั้นระบบการวิเคราะห์แบบมาร์คซิสต์สามารถปรับตัวให้ทันสมัยตลอดเวลา

หนังสือ “ว่าด้วยทุน” ของ คาร์ล มาร์คซ์ เป็นงานที่วิวัฒนาการตลอดชีวิตของมาร์คซ์ มันไม่เคยเป็นผลงานสำเร็จรูป เพราะ มาร์คซ์ ไม่เคยหยุดวิเคราะห์และเรียนรู้ และเขาเป็นคนที่จบอะไรไม่เป็น ปิดเล่มไม่ได้ เพราะมักจะสนใจประเด็นปลีกย่อยไปเรื่อยๆ และปรับปรุงงานเก่าอย่างต่อเนื่อง ลักษณะแบบนี้ของ มาร์คซ์ สร้างความเครียดให้กับ เองเกิลส์ เพื่อนรักและผู้ร่วมงานของเขาเป็นอย่างมาก เพราะเองเกิลส์รับหน้าที่ตีพิมพ์ผลงานของ มาร์คซ์

มาร์คซ์ มองว่าทุนนิยมเป็น “ความสัมพันธ์” ระหว่างมนุษย์ในชนชั้นต่างๆ ที่มีความแปลกแยกห่างเหินสองชนิดพร้อมกันคือ (1) ความแปลกแยกระหว่างกรรมาชีพผู้ทำงาน กับระบบการผลิตที่อยู่ภายใต้การควบคุมของนายทุน และ(2) ความแปลกแยกระหว่างนายทุนแต่ละคนหรือหน่วยงาน ที่แข่งขันกันในตลาด

มาร์คซ์ ศึกษาระบบทุนนิยมเพื่อหาทางล้มทำลายมัน เป้าหมายหลักของมาร์คซ์ก็เพื่อให้กรรมาชีพสามารถสร้างสังคมนิยมได้ ดังนั้น “ว่าด้วยทุน” เป็นงานที่ผสมทฤษฏีกับการปฏิบัติเสมอ (ดู http://bit.ly/2fOSurV )

1366103357

คนไทยคนแรกที่แปล “ว่าด้วยทุน” ของคาร์ล มาร์กซ์  เป็นภาษาไทย คือ เมธี เอี่ยมวรา ในปี ๒๕๔๒ โดยเล่มหนึ่งและเล่มสองพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ธีรทรรศน์ น่าเสียดายที่ เมธี เอี่ยมวรา ไม่ได้แปลเล่มที่สามของมาร์คซ์ อย่างไรก็ตามงานสองเล่มของ เมธี เอี่ยมวรา เปิดโอกาสให้นักเคลื่อนไหวและนักศึกษาสามารถเข้าถึง “ว่าด้วยทุน” มากขึ้น

ก่อนหน้านี้ นักเคลื่อนไหวฝ่ายซ้ายในขบวนการแรงงาน สามารถใช้หนังสือของ คาร์ล มาร์กซ์ ชื่อ “แรงงาน ค่าจ้าง และเงินทุน” (เช่นฉบับสำนักพิมพ์พรรคสัจจธรรมมหาวิทยาลัยรามคำแหง ปี ๒๕๓๙) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ “ว่าด้วยทุน” หนังสือเล่มเล็กเล่มนี้ถูกใช้เพื่อศึกษาทฤษฏีมูลค่าแรงงานและการขูดรีด

ในปี ๒๕๓๘ ผมได้ย่อและเรียบเรียงงาน “ว่าด้วยทุน” ทั้งสามเล่มของ คาร์ล มาร์คซ์ เป็นภาษาไทย เพื่อให้ผู้สนใจเข้าใจงานนี้ดีขึ้น แต่งานนี้เรียกว่า “งานแปล” ไม่ได้เพราะเป็นฉบับย่อเพื่อการศึกษาเท่านั้น อ่านได้ที่นี่ http://bit.ly/129xlhF หรือ http://bit.ly/2fP0lFL

%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99-das-kapital1

พัฒนาการล่าสุดของการแปลหรือเรียบเรียง “ว่าด้วยทุน” เป็นภาษาไทย คืองานของ บุญศักดิ์ แสงระวี ซึ่งเรียบเรียงและย่อทั้งสามเล่มของ คาร์ล มาร์คซ์ ในปี ๒๕๕๙ (สำนักพิมพ์ชุมศิป์ธรรมดา) สามเล่มนี้อ่านง่ายกว่างานของ เมธี เอี่ยมวรา และคงจะเป็นประโยชน์ไม่น้อยกับ “ปัญญาชนอินทรีย์” ที่ยืนอยู่เคียงข้างคนจน

สุภา ศิริมานนท์ นักสังคมนิยมรุ่นก่อน

ใจ อึ๊งภากรณ์

เวลากล่าวถึงแนวสังคมนิยมหรือมาร์คซิสต์ในไทย หลายคนอาจคิดถึงพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) แต่นักสังคมนิยมมาร์คซิสต์ที่ไม่สังกัดสายสตาลิน-เหมา หรือ พคท. ก็มี ตัวอย่างที่ดีคือ สุภา ศิริมานนท์

บุคคลคนหนึ่งที่มีอิทธิพลกับ สุภา ศิริมานนท์ คือ เจ. เอฟ. ฮัตเจสสัน นักเศรษฐศาสตร์ฝ่ายซ้ายจากอังกฤษที่อาจารย์ปรีดีเชิญมาสอน ลัทธิมาร์คซ์กับลัทธิเศรษฐศาสตร์การเมือง ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และในการพูดถึงแนวมาร์คซิสต์ ฮัตเจสสัน วิจารณ์แนวเผด็จการของสตาลิน

แนวคิดสังคมนิยมมาร์คซิสต์ก่อตัวขึ้นท่ามกลางการต่อสู้ทางชนชั้นในยุโรป คาร์ล มาร์คซ์ และเฟรเดอริค เองเกิลส์ เริ่มต้นโดยมีจุดยืนเป็นนักประชาธิปไตยสุดขั้ว แต่ประสบการณ์การต่อสู้สอนเขาว่าประชาธิปไตยแท้ในระบบทุนนิยมมีไม่ได้เนื่องจาก “อำนาจเงียบในการขูดรีดของระบบทุน” นักมาร์คซิสต์ทั้งหลายที่เดินตามแนวและวิธีคิดแบบมาร์คซิสต์ จึงสรุปกันว่าจำเป็นที่จะต้องปฏิวัติล้มระบบเผด็จการทางชนชั้นของทุนนิยม แต่นั้นไม่ได้หมายความว่ามีการแปรเปลี่ยนความคิดไปเป็นเผด็จการอีกรูปแบบหนึ่ง ความต้องการเสรีภาพเต็มตัวในทุกแง่ของชีวิตมนุษย์เป็นหัวใจของแนวมาร์คซิสต์เสมอ ไม่ว่าจะเรื่องของความสัมพันธ์กับการทำงานและการผลิต ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์โดยทั่วไป ความสัมพันธ์ระหว่างเพศ หรือเรื่องความสร้างสรรค์ของมนุษย์ในด้านศีลปะวัฒนธรรม แม้แต่ในเรื่องการสร้างพรรคปฏิวัติ แนวมาร์คซิสต์แบบ เลนิน หรือ ตรอทสกี มองเสมอว่าต้องเต็มไปด้วยเสรีภาพในการถกเถียงภายในกรอบการจัดตั้ง

ในเรื่องเพศ เองเกิลส์ เขียนไว้ใน “กำเนิดครอบครัวฯ” ว่า “แนวโน้มเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเพศจะเป็นไปในทิศทางใดถ้าเรามีสังคมใหม่ที่เราร่วมกำหนด? สิ่งใดที่จะถูกยกเลิกหลังจากที่ได้มีการล้มล้างระบบทุนนิยมไป?  อะไรใหม่ที่จะเพิ่มเข้ามา?  คำถามเหล่านี้จะถูกตอบโดยคนอีกรุ่นหนึ่งที่เติบโตขึ้นจากวิถีการผลิตแบบใหม่  ชายรุ่นใหม่ที่ไม่เคยรู้จักการซื้อขายหญิงด้วยเงินตราหรือตำแหน่งยศศักดิ์  และอำนาจทางสังคม   หญิงรุ่นใหม่ที่รู้จักการมอบกายให้กับชายโดยมีเงื่อนไขเดียวเท่านั้นคือ  “ความรัก”    ยิ่งกว่านั้นเธอจะไม่รู้จักความกลัวว่า ถ้าไม่ยอมกระทำตามความต้องการของชายที่ตนรักจะมีผลร้ายที่ต้องเผชิญทางด้านเศรษฐกิจ  และเมื่อคนเหล่านี้ได้เติบโตขึ้นเต็มโลกใบใหม่  เขาจะไม่สนใจว่าคนยุคอดีตจะมองพฤติกรรมของเขาเช่นไร  พวกเขาจะกำหนดประเพณีการปฏิบัติ  ค่านิยมต่าง ๆ ของสังคมใหม่ขึ้นมาให้กลายเป็นวัฒนธรรมที่รับใช้มนุษย์อย่างแท้จริง”

ในการเลือกแนวทางสังคมนิยมมาร์คซิสต์สำหรับยุคนี้ ถ้าเราศึกษาภาพรวมของสังคมนิยมในลักษณะที่ สุภา ศิริมานนท์ เคยศึกษา เราจะพบว่าเราไม่ต้องจำกัดทางเลือกของเราระหว่างเผด็จการเงียบของนายทุนในระบบประชาธิปไตยทุนนิยม หรือเผด็จการสตาลิน-เหมาในระบบ “ทุนนิยมโดยรัฐ” ของพรรคคอมมิวนิสต์ แต่เราสามารถรื้อฟื้นความเข้าใจในแนวเสรีของลัทธิมาร์คซ์ดั้งเดิมได้

คนก้าวหน้าในไทยคงรู้จักคำขวัญ “รู้เขารู้เรา” ดี แต่ในการรบกับระบบทุนนิยมด้วยระบบคิดแบบลัทธิมาร์คซ์ ปรากฏว่าฝ่ายซ้ายภายใต้ พคท. ไม่เข้าใจระบบทุนนิยม และไม่รู้จักลัทธิมาร์คซ์ ประสบการณ์ส่วนใหญ่ของคนรุ่นเดือนตุลาที่ผ่านการต่อสู้ในเมืองระหว่าง ๑๔ ตุลา ๑๖ ถึง ๖ ตุลา ๑๙ แล้วเข้าป่าร่วมกับ พคท. คือการที่พรรคไม่ได้เน้นหนักการศึกษาลัทธิมาร์คซ์อย่างจริงจัง

นักมาร์คซิสต์ให้ความสำคัญกับการศึกษาและการวิเคราะห์ปรับปรุงทฤษฏีเสมอ ลัทธิ “ปฏิบัติการนิยม” ซึ่งเป็นข้ออ้างของนักกิจกรรมทั้งหลายในยุค เอ็นจีโอ เพื่อหลีกเลี่ยงการศึกษาและการอ่านหนังสือ เป็นลัทธิของคนตาบอด     สุพจน์ ด่านตระกูล เคยบอกผู้เขียนว่า กุหลาบ สายประดิษฐ์ “เสียดาย” การที่นายผีไปเข้าพรรค เพราะหลังจากเข้า พคท. ไปแล้ว ปัญญาชนหรือศีลปินจะเสียความคิดแบอิสระ และบ่อยครั้ง “คนไม่รู้กลายเป็นผู้คุมคนรู้” ในส่วนนี้ สุภา ศิริมานนท์ กับสุภัทร สุคนธาภิรมย์ มองเหมือนกันว่า พคท. ไม่เข้าใจลัทธิมาร์คซ์อย่างจริงจัง นอกจากนี้ ประวุฒิ ศรีมันตะ ซึ่งเคยเป็นสมาชิก พคท. ที่ชื่นชมแนวของพรรค บอกผมว่า พคท. ไว้ใจปัญญาชนหลายคน แต่เขายอมรับว่าพรรค ยังขาดผู้ปฏิบัติงานที่รอบรู้และ มักทำงานกับปัญญาชนอย่าง สุภา ศิริมานนท์ หรือสมัคร บุราวาส ไม่ค่อยได้

การทำงานของคนอย่างอย่าง สุภา ศิริมานนท์ มีลักษณะน่ายกย่องตรงที่พยายามค้นคว้างานประเภทต้นฉบับจากต่างประเทศ และมีการอ้างอิงงานเหล่านี้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการศึกษาลัทธิมาร์คซ์ สุภา เป็นปัญญาชนไทยคนแรกที่ศึกษา “ว่าด้วยทุน” ของมาร์คซ์อย่างจริงจัง และเป็นคนที่นำหนังสือแนวมาร์คซ์ไปแนะนำให้คนอื่นอ่านด้วย

spd_20110625150411_b

หนังสือ “แคปิตะลิสม์” (ทุนนิยม) ของ สุภา ศิริมานนท์ เริ่มต้นในการวิเคราะห์หัวใจของระบบทุนนิยมโดยเสนอว่า “ทางแห่งความสมานฉันท์ไม่มีอยู่ในระบบแคปิตะลิสม์ ชนชั้นทั้งสอง (กรรมาชีพ-นายทุน) มีสภาพเสมือนอยู่ฝ่ายละขั้วโลก ทั้งๆ ที่ตามความเป็นจริงก็อยู่ร่วมกันในสถานะปัจจุบันนี้เอง”  แต่ พคท. คงไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอนี้เพราะเรียกร้องให้กรรมกร ชาวนา และนักศึกษา สามัคคีกับนายทุนน้อยและนายทุนใหญ่เพื่อกู้ชาติ

ในการวิเคราะห์ระบบทุนนิยมของ สุภา ศิริมานนท์ มีข้อสังเกตอันหนึ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับการคอร์รัปชั่น สุภา ฟันธงว่าการคอร์รัปชั่น การปฏิบัติแบบคดโกง และการใช้อภิสิทธิ์  ล้วนแต่เป็นธรรมชาติของระบบทุนนิยมที่แสวงหากำไรสูงสุด ไม่ใช่ว่าการคอร์รัปชั่นเป็นของแปลกปลอมที่ทำให้ทุนนิยมเพี้ยนไป ซึ่งข้อสังเกตดังกล่าวตรงกับโลกจริงเมื่อพิจารณากรณีการโกงบัญชีในบริษัทยักษ์ใหญ่ทั่วโลก ในไทยพวกที่ต้อนรับรัฐประหารทหาร ก็หลงคิดว่าทหาร ซึ่งมีประวัติโกงกินมานานในระบบทุนนิยม จะเข้ามากำจัดการคอรรับชั่นได้

ในเรื่องของวิกฤตเศรษฐกิจทุนนิยม สุภา มีคำอธิบายที่ดีกว่าการโทษการคอร์รับชั่น เพราะ สุภา เชื่อเหมือน คาร์ล มาร์คซ์ ว่าวิกฤตมาจากแนวโน้มการลดลงของอัตรากำไรในระบบที่มาจากการลงทุนในเครื่องจักรมากขึ้นทุกที ในขณะที่การลงทุนจ้างงานขยายตัวช้ากว่าหรือไม่ขยายเลย สุภา เตือนให้เราระวังการรีบสรุปว่าความพินาศของระบบเงินตราหรือราคาหุ้นเป็นอาการที่แท้จริงของวิกฤต เพราะในการเข้าใจธาตุแท้ของวิกฤตเราต้องไปดูฐานะของอุตสาหกรรมมากกว่า อันนี้เป็นบทสรุปสำคัญสำหรับยุคนี้ในเมื่อใครๆ ชอบพูดถึง “วิกฤตระบบการเงิน” แทนที่จะพูดถึงวิกฤตทุนนิยมโลก นอกจากนี้ในการพิจารณาบทบาทของนายทุนเอกชนและกลไกตลาดในการ “แก้” ปัญหาวิกฤต สุภาเสนอว่ามาตราการต่างๆ ของนายทุน เช่นการเลิกจ้างหรือประหยัดค่าใช้จ่ายยิ่งทำให้วิกฤตร้ายแรงมากขึ้น ซึ่งก็ตรงกับข้อวิจารณ์ที่หลายคนมีต่อนโยบายรัดเข็มขัดของรัฐบาลต่างๆ

ในขณะที่เราสามารถเรียนรู้จาก สุภา เราไม่ควรมองข้ามปัญหาบางอย่างในการวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างทุนนิยมและสังคมนิยมของเขา เพราะมีข้อบกพร่องอยู่เนื่องจาก สุภา ไม่สามารถเข้าใจธาตุแท้ของระบบเศรษฐกิจการเมืองในรัสเซียตั้งแต่สมัยสตาลินเป็นต้นมา สุภา หลงเชื่อว่าระบบโซเวียตเป็นระบบสังคมนิยมที่มีการวางแผนที่ไม่นำไปสู่วิกฤต ถ้า สุภา มีชีวิตอยู่หลังช่วงวิกฤตของระบบโซเวียตปี 1989 ซึ่งนำไปสู่การล่มสลายของระบบนี้ทั่วโลก เขาคงต้องมานั่งทบทวนแนวคิดในส่วนนี้

สุภา ค้านพวกนักวิชาการที่อ้างอยู่เรื่อยว่าแนวมาร์คซิสต์ใช้ไม่ได้ในโลกสมัยนี้ โดยการอธิบายว่าแนวมาร์คซิสต์มองสองด้านตลอด และมองในลักษณะที่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงเสมอ ดังนั้นระบบการวิเคราะห์แบบมาร์คซิสต์สามารถปรับตัวให้ทันสมัยตลอดเวลา

ในการพิจารณาข้อดีของปัญญาชนที่ไม่สังกัด พคท. อย่าง  สุภา ศิริมานนท์  ทั้งในด้านความคิดที่ไม่เป็นกลไก หรือการศึกษาลัทธิมาร์คซ์อย่างจริงจัง เราต้องมองด้านกลับถึงจุดอ่อนด้วย เพราะเขาไม่สามารถเคลื่อนไหวอย่างมีพลังร่วมกับมวลชน และมีอุปสรรคในการถ่ายทอดแนวความคิดอย่างสม่ำเสมอ เพราะไม่มีองค์กรจัดตั้งหรือพรรค ส่วน พคท. ได้เปรียบมหาศาลในการเสนอแนวเนื่องจากมีการจัดตั้ง แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ไม่ได้เสนอแนวมาร์คซิสต์

อย่างไรก็ตามเราไม่ควรมองว่า สุภา ศิริมานนท์ ไม่มีส่วนในภาคปฏิบัติของการต่อสู้เลยเพราะ ประวุฒิ ศรีมันตะ เคยอธิบายกับผมว่า “คุณสุภาทำให้คอมมิวนิสต์หลายคนอย่างผมไม่ทุกข์ยากเกินไป” เพราะมีการช่วยหางานให้ทำในบริษัทประกันภัยอาคเนย์

อ่านเพิ่ม http://bit.ly/2g8nWkX

การปฏิวัติคิวบา

ใจ อึ๊งภากรณ์

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง และในยุคสงครามเย็น สหรัฐอเมริกามีประเทศบริวารในลาตินอเมริกา คาริเบี้ยน และเอเชีย รวมถึงไทย ประเทศเหล่านี้ปกครองโดยเผด็จการคอร์รับชั่น บ่อยครั้งกลุ่มชั้นนำประกอบไปด้วยนายทหาร เจ้าที่ดินรายใหญ่ และนักเลงทางการเมือง พวกนี้ไม่มีฐานเสียงสนับสนุนจากประชาชนเลย และพร้อมจะปราบปรามฝ่ายตรงข้ามเสมอ ความเปราะบางและความอ่อนแอของชนชั้นนำประเทศเหล่านี้ หมายความว่าเขาต้องพึ่งพาอำนาจของสหรัฐและซีไอเอ แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันทำให้การกบฏเกิดขึ้นง่าย และอาจสำเร็จถ้าสหรัฐไม่แทรกแซง

ในปี 1959 เกาะคิวบาในทะเล คาริเบี้ยน ปกครองโดยเผด็จการ บาทิสตา ในสมัยนั้นคิวบาเป็นศูนย์กลางของพวกมาเฟียในทวีปอเมริกา และขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งบริการทางเพศ  รัฐบาลโกงกินของ บาทิสตา ไม่มีความสามารถในการพัฒนาประเทศเลย ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้รัฐบาลหมดความชอบธรรมในสายตาคนส่วนใหญ่ และแม้แต่ในสายตาสหรัฐเอง

121012161842-30-castro-1012-super-169

ก่อนหน้านี้ในปี 1956 กองกำลังทหารปลดแอกชาติของ คัสโตร กับ เช กุวารา ขึ้นบกที่เกาะคิวบา แต่โดนปราบจนเหลือแค่ 20 คนที่ซ่อนตัวในป่าเขา ต่อมาในปี 1958 มีการเพิ่มจำนวนนักสู้เป็น 200 และในวันปีใหม่ปี 1959 สามารถยกทัพมายึดเมือง ฮาวานา ได้ สาเหตุที่กองกำลังเล็กๆ นี้ได้รับชัยชนะก็เพราะเกือบจะไม่มีใครเหลืออยู่ในคิวบาที่สนับสนุนรัฐบาล

che

สภาพเศรษฐกิจของคิวบาหลังจากการยึดอำนาจของ คัสโตร กับ เช กุวารา อยู่ในสภาพย่ำแย่ และรัฐบาลไม่สามารถเอาใจทุกฝ่ายในสังคมได้ ทั้งๆ ที่ตอนแรกเกือบทุกชนชั้นสนับสนุนรัฐบาลใหม่ หนึ่งปีกว่าหลังการยึดอำนาจ บริษัทน้ำมันสหรัฐไม่ยอมกลั่นน้ำมันราคาถูกจากรัสเซียให้คิวบา คัสโตร จึงยึดบริษัทน้ำมันมาเป็นของรัฐ สหรัฐโต้ตอบด้วยการเลิกสัญญาซื้อน้ำตาล ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลักของคิวบาที่สหรัฐเคยซื้อแบบผูกขาด รัฐบาล คัสโตร เลยยึดโรงงานน้ำตาล โรงไฟฟ้า และบริษัทโทรศัพท์มาเป็นของรัฐและหันมาผูกมิตรและพึ่งพารัสเซียแทน

การปฏิวัติคิวบาเป็นการปฏิวัติชาตินิยมล้วนๆ คัสโตร ต้องการกำจัดอิทธิพลของสหรัฐออกจากคิวบา และต้องการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อไม่ให้พึ่งพาน้ำตาลอย่างเดียว ในช่วงแรก คัสโตร ไม่ได้เอ่ยถึง “สังคมนิยม” แต่อย่างใด แต่เนื่องจากกลุ่มของเขาขาดมวลชน และมีการนำบริษัทเอกชนมาเป็นของรัฐ เขาเลยไปยึดพรรคคอมมิวนิสต์และมวลชนของพรรค และเริ่มประกาศว่า “ทำการปฏิวัติสังคมนิยม” ท่าทีนี้มีประโยชน์ในการผูกมิตรกับรัสเซียด้วย อย่างไรก็ตามเผด็จการคิวบา ไม่เคยเป็นสังคมนิยมมาร์คซิสต์ เพราะไม่มีเสรีภาพและประชาธิปไตยสำหรับชนชั้นกรรมาชีพและเกษตรกรเลย กรรมาชีพไม่ได้มีส่วนในการยึดอำนาจแต่อย่างใด คิวบาใช้ระบบเศรษฐกิจ “ทุนนิยมโดยรัฐ” ไม่ต่างจากรัสเซียหรือจีน ซึ่งในการพยายามครองใจประชาชนต้องมีการจัดระบบการศึกษาและสาธารณสุขให้พลเมืองทุกคน ระบบสาธารณสุขคิวบาพัฒนาไปไกลจนดีกว่าของสหรัฐอีก และมีการส่งแพทย์ไปช่วยประเทศยากจนในหลายแห่งของโลก แต่ในเรื่องอื่นๆ เช่นเสรีภาพในการนัดหยุดงาน เสรีภาพทางวัฒนธรรม และเสรีภาพทางเพศโดยเฉพาะสำหรับคนรักเพศเดียวกัน คิวบาเป็นเผด็จการแนวสตาลินของพรรคคอมมิวนิสต์ที่กดขี่ประชาชน

ความหวังของ คัสโตร ที่จะสร้างความอิสระทางการเมืองและเศรษฐกิจให้คิวบา ไม่เคยประสบความสำเร็จ เพราะหลังจากที่หันหลังให้สหรัฐ คิวบาต้องไปพึ่งพารัสเซียแทน

ในเมษายน 1961 ประธานาธิบดี เคนนาดี สั่งให้องค์กร ซีไอเอ จัดการบุกคิวบา ที่ “อ่าวหมู” พร้อมส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดไปทำลายสนามบินต่างๆ แต่ประสบความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เพราะประชาชนคิวบาออกมาต่อสู้ปกป้องรัฐบาล หลังจากนั้น สองพี่น้อง เคนนาดี้ ก็ยังพยายามทำลาย คัสโตร ต่อ แต่ไม่เคยสำเร็จ

ต่อมาในปี 1962 รัสเซียพยายามนำจรวดติดหัวนิวเคลียร์มาประจำบนเกาะ เพื่อเลงไปที่เมืองต่างๆ ของสหรัฐ เพราะสหรัฐก็มีจรวดนิวเคลียร์ในยุโรปที่เลงไปที่เมืองของรัสเซีย แต่ประธานาธิบดี เคนนาดี ไม่ยอมและพร้อมจะกดปุ่มเริ่มสงครามโลกครั้งที่สาม ในที่สุด ครุสชอฟ ยอมจำนน แต่มติของเขาเกือบไม่ผ่านการประชุมคณะกรรมการการเมืองของรัสเซีย ทั้งๆ ที่ผู้นำคิวบาผิดหวังกับการยอมจำนนของรัสเซีย เพราะเขาหวังว่าการมีจรวดนิวเคลียร์จะนำไปสู่การมีอำนาจต่อรองกับสหรัฐ และการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่เขาก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะเขาพึ่งพารัสเซีย

ch-po-rewolucji

ในระยะแรกๆ หลัง “วิกฤตจรวดคิวบา” คนอย่าง เช กุวารา พยายามเสนอแนวทาง “สมานฉันท์ปฏิวัติสากล” ใน คองโก และ โบลิเวีย เพื่อให้คิวบาไม่ต้องพึ่งพาใครอีก แต่ เช กุวารา พยายามใช้รูปแบบการปฏิวัติของคิวบาในที่อื่นที่ขาดสถานการณ์พิเศษของคิวบา ในคิวบารัฐบาลเดิมหมดความชอบธรรมในสายตาทุกฝ่าย และ คัสโตร กับกุวารา ไม่ต้องอาศัยพลังมวลชน แต่ที่ คองโก และโบลิเวีย มันไม่ได้เป็นอย่างนั้น ในที่สุดการต่อสู้ของ เช กุวารา จบลงด้วยความพ่ายแพ้และความตายในโบลิเวีย

หลังจากที่ระบบโซเวียตสิ้นสุดลงหลังสงครามเย็น คิวบาไม่สามารถพึ่งพารัสเซียได้อีก และต้องหันมาใช้ระบบทุนนิยมตลาดเสรีภายใต้เผด็จการของพรรคคอมมิวนิสต์

การเสียชีวิตของ ฟิเดล คัสโตร วันนี้อาจเปิดทางให้ชาวคิวบาหันมาทบทวนศึกษาแนวสังคมนิยมมาร์คซิสต์ ที่แตกต่างโดยสิ้นเชิงกับแนวเผด็จการสตาลิน