Tag Archives: มาร์คซิสต์

การพัฒนาแบบองค์รวมและต่างระดับกับสังคมไทย

ใจ อึ๊งภากรณ์

การพัฒนาแบบองค์รวมและต่างระดับ (Combined and Uneven Development) เป็นวิธีอธิบายกระบวนการพัฒนาในประเทศด้อยพัฒนาท่ามกลางกระแสทุนนิยมโลกาภิวัฒน์ คนที่เสนอแนวคิดนี้คือนักปฏิวัติมาร์คซิสต์ของรัสเซียชื่อ ลีออน ตรอทสกี

ลักษณะสำคัญของรัสเซียในสมัยก่อนการปฏิวัติปี 1917 คือมีความล้าหลังในการพัฒนา ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมถ้าเทียบกับยุโรปตะวันตก หรือสหรัฐ แต่ท่ามกลางความล้าหลังนี้มีบางส่วนที่ก้าวหน้าทันสมัยที่สุด

ประเทศล้าหลังจะเรียนรู้วิธีคิดและเทคนิคการผลิตจากประเทศที่ก้าวหน้ากว่า ผ่านกระบวนการโลกาภิวัฒน์ของทุนนิยม แต่ไม่ได้เรียนรู้ในลักษณะการเดินย้อนรอยประวัติศาสตร์ของประเทศพัฒนา เพราะประเทศล้าหลังจะได้เปรียบในแง่หนึ่งคือ สามารถรับสิ่งที่ทันสมัยที่สุดในโลกจากประเทศก้าวหน้าได้ทันที จึงมีการก้าวกระโดดสู่ความทันสมัยตามภาพรวมของทุนนิยมโลก

ตรอทสกี้เขียนว่า “มนุษย์เผ่าดั้งเดิมที่ยังใช้ชีวิตโบราณอยู่ในป่า วันนี้อาจใช้ธนูและหอก แต่พรุ่งนี้ ถ้ามีโอกาสสัมผัสกับคนจากภายนอก จะสามารถจับปืนมาใช้ได้ทันที”

อย่างไรก็ตาม การก้าวกระโดดข้ามขั้นตอนทางประวัติศาสตร์ไม่เคยเป็นเรื่อง “กฏเหล็ก” ไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ในทุกเรื่อง และบางครั้งการรับสิ่งที่ทันสมัยมาใช้โดยสังคมล้าหลัง อาจรับมาในลักษณะเพี้ยนๆ ก็ได้ เช่นการนำระบบคิดใหม่มาเสริมสร้างรูปแบบการปกครองแบบล้าหลัง กรณี รัชกาลที่๕ ในไทย เป็นตัวอย่างที่ดี คือรับรูปแบบการบริหารรัฐและเศรษฐกิจทุนนิยมมาใช้เพื่อเสริมอำนาจกษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราชย์

ถ้าประวัติศาสตร์มีกฏเหล็กทั่วไป กฏนั้นคงจะระบุว่าการพัฒนาของประวัติศาสตร์เป็นเรื่องของความไม่เท่าเทียม ต่างระดับ และความไม่แน่นอนเสมอ

ในเรื่องของความ “ต่างระดับ” ที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กับการรับสิ่งใหม่ๆ จากโลกแบบองค์รวม เราจะเห็นจากรัสเซีย ในปี 1914 คือรัสเซียยากจนกว่าสหรัฐประมาณ 10 เท่า แต่ 40% ของอุตสาหกรรมรัสเซียเป็นอุตสาหกรรมทันสมัยขนาดใหญ่ที่มีกรรมาชีพจำนวนมากในโรงงานเดียวกัน ในขณะที่เพียง 18% ของอุตสาหกรรมสหรัฐเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แต่พร้อมๆ กันนั้นรัสเซียมีความล้าหลังดำรงอยู่ คือมีชาวนากึ่งทาสเป็นล้านๆ คน ซึ่งสหรัฐไม่มี

กรรมาชีพในประเทศล้าหลังมีสิทธิ์เป็นส่วนหนึ่งของกองหน้ากรรมาชีพโลกได้ทันที ทั้งในด้านจิตสำนึก ระดับการศึกษา และฝีมือ คือไม่ต้องผ่านการพัฒนาเป็นร้อยๆปี แบบที่เคยเกิดขึ้นในตะวันตก ลูกชาวนาในไทยที่เข้าสู่ระบบโรงงาน ใช้คอมพิวเตอร์ในการทำงานได้ และคนไทยที่อยู่ในเมืองกับชนบทเรียนรู้วิธีใช้อินเตอร์เน็ดได้อย่างรวดเร็ว ไม่แพ้คนตะวันตก

แต่หลายแง่ของระบบการเมืองและสังคมในไทย ยังติดอยู่ในระดับล้าหลัง เช่นแนวคิดของชนชั้นปกครองไทย ซึ่งปัจจุบันเป็นนายทุนหรือทหาร และมองว่าพลเมืองไทยคิดเองไม่เป็น ไม่ทันสมัย “ขาดการศึกษา” และปกครองตนเองไม่ได้ ดังนั้นชนชั้นปกครองไทยจึงอาศัยการปกครองแบบกึ่งเผด็จการเป็นส่วนใหญ่ ความคิดแบบนี้นำไปสู่การมองว่าประชาชนไม่มีวุฒิภาวะพอที่จะเลือกนักการเมืองได้ การบังคับให้พลเมืองรักกษัตริย์ดุจเทวดาก็เป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดล้าหลังอันนี้ ทั้งๆ ที่กษัตริย์ไทยมีลักษณะทันสมัยในยุคปัจจุบัน คือเป็นเครื่องมือของนายทุนและทหาร

อีกแง่หนึ่งของความล้าหลังและต่างระดับของสังคมไทย คือในเรื่องความเหลื่อมล้ำระหว่างสภาพชีวิตคนธรรมดา กับพวก “ผู้ใหญ่” และชนชั้นกลางในสังคม คนไทยจำนวนมากยังยากจน เมื่อเทียบกับเศรษฐีระดับโลกของไทย และการพัฒนาระบบรัฐสวัสดิการและสิทธิพลเมืองยังไม่เกิดอย่างจริงจัง

สภาพการพัฒนาแบบองค์รวมและต่างระดับของไทย นำไปสู่ความขัดแย้งที่เราเห็นในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา และสิ่งที่เป็นตัวกระตุ้นอันหนึ่งคือวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง เพราะเมื่อมีนักการเมืองนายทุน คือทักษิณและพรรคพวก เข้ามาเสนอแผนที่จะพัฒนาชีวิตประชาชนหลังวิกฤตเศรษฐกิจ เช่นโครงการสร้างงานหรือ 30 บาทรักษาทุกโรค พลเมืองจำนวนมากชื่นชมและเทคะแนนเสียงให้ในการเลือกตั้ง ซึ่งสร้างความไม่พอใจในหมู่นักการเมืองและทหารหัวเก่าที่ไม่เข้าใจความไม่พอใจที่ดำรงอยู่ในสังคมที่พัฒนาไปไกลแล้ว

เราควรเข้าใจว่าทฤษฏี “การพัฒนาแบบองค์รวมและต่างระดับ” ของตรอทสกี้ ใช้อีกทฤษฏีหนึ่งเป็นคู่ฝาแฝด คือ “ทฤษฏีปฏิวัติถาวร” (Permanent Revolution) ทั้งตรอทสกี้ และคาร์ล มาร์คซ์ เคยอธิบายว่า ชนชั้นนายทุนในประเทศด้อยพัฒนาไม่เคยมีประวัติศาสตร์ที่ก้าวหน้าเท่านายทุนในประเทศพัฒนา เพราะไม่เคยนำการปฏิวัติล้มระบบขุนนาง นายทุนส่วนใหญ่หลังยุค 1848 เป็นนายทุนขี้ขลาด กลัวกรรมาชีพมากกว่าเกลียดขุนนาง และมุ่งที่จะอนุรักษ์ระบบโดยพร้อมจะประนีประนอมกับอำนาจเผด็จการประเภทที่ปฏิกิริยาที่สุดเสมอ

นักมาร์คซิสต์จึงเสนอว่าผู้ที่จะต้องรับภาระในการปลดแอกประชาชนในโลกปัจจุบัน จะต้องเป็นชนชั้นกรรมาชีพสมัยใหม่ที่กำลังขยายตัวทั่วโลก ชนชั้นกรรมาชีพสำคัญเพราะทำงานรวมหมู่และอยู่ในใจกลางระบบการผลิตและเศรษฐกิจทุนนิยม

สำหรับไทย แนวคิดนี้อธิบายว่าทำไมทักษิณและนักการเมืองพรรคเพื่อไทย ไม่มีวันนำการต่อสู้อย่างถึงที่สุดกับทหารและพวกอนุรักษ์นิยม เพราะเขากลัวว่าการต่อสู้ที่จะเกิดขึ้นจะไปไกลกว่าแค่การหมุนนาฬิกากลับไปสู่สภาพการเมืองก่อนรัฐประหาร ๑๙ กันยา ทักษิณและพรรคพวกมีส่วนคล้ายและอุดมการณ์ร่วมกับพวกทหารและนักการเมืองอนุรักษ์นิยม มากกว่าที่เขาจะมีกับประชาชนธรรมดา นี่คือสาเหตุที่เขาแช่แข็งการต่อสู้ของเสื้อแดงหลังยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์จนถึงทุกวันนี้

ถ้าเราจะเดินหน้าพัฒนาระบบการเมืองและสังคมไทย เราต้องสร้างพรรคและขบวนการทางสังคมของมวลชนคนชั้นล่าง โดยเฉพาะกรรมาชีพ พรรคและขบวนการนี้ต้องอิสระโดยสิ้นเชิงจากทักษิณและพรรคเพื่อไทย และเราต้องเลิกตั้งความหวังอะไรเลยกับพรรคเพื่อไทยหรือการเลือกตั้งภายใต้อำนาจทหารในอนาคต

Advertisements

วิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ปี ๒๕๔๐ และผลกระทบทางการเมือง

โดย ใจ อึ๊งภากรณ์

วิกฤติเศรษฐกิจ “ต้มยำกุ้ง” ที่ก่อตัวขึ้นในปี ๒๕๔๐ มีผลกระทบกับสังคมไทยไม่น้อย และเป็นต้นกำเนิดของวิกฤติการเมืองไทยที่ยังดำรงอยู่ถึงวันนี้

ในระยะสั้นธนาคารโลกรายงานว่าในปี ๒๕๔๓ จำนวนคนจนในประเทศไทยเพิ่มขึ้นจนมีทั้งหมด 13 ล้านคน ในต้นปี ๒๕๔๑ อัตราค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับโดยเฉลี่ยลดลง 12.6% และ ชั่วโมงการทำงานลดลง 4.4% ซึ่งมีผลทำให้รายได้จริงของพลเมืองลดลงถึง 19.2% สภาพเช่นนี้ถูกสะท้อนในความไม่พอใจของคนงานหลายส่วน และโรงงานแห่งหนึ่งถูกเผาเพื่อเป็นการประท้วงนายจ้าง

เมื่อรัฐบาล ชวลิต ยงใจยุทธ ต้องลดค่าเงินบาท และปิดบริษัทไฟแนนส์ที่ล้มละลาย ม็อบคนรวยที่หวงเงินออมและทรัพย์สินของตนเอง ก็ออกมาปิดถนนสีลมเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลลาออก พวกนี้ไม่ได้ถูกตำรวจไล่ตีเหมือนม็อบคนงานที่เคยปิดถนนบางนา-ตราดเพื่อประท้วงนายจ้าง และคนรวยบางคนไม่เคยมีประสบการณ์ในการไปร่วมม็อบซึ่งต้องทนแดดทนฝน เขาจึงต้องพาคนรับใช้มาบริการน้ำเย็นให้

ในขณะเดียวกันกษัตริย์ภูมิพล เศรษฐีอันดับหนึ่งของประเทศ ก็ออกมาพยุงชนชั้นปกครอง โดยเสนอแนว “เศรษฐกิจพอเพียง” เพื่อโยนความผิดให้ประชาชนธรรมดาที่กษัตริย์มองว่า “ไม่รู้จักพอ” แต่ในความจริงประชาชนไทยส่วนใหญ่ไม่เคยมีพอ คนที่ไม่รู้จักพอคือพวกนายทุน เศรษฐี และคนรวยต่างหาก

สำนักแนวคิดเศรษฐกิจชุมชนของนักวิชาการและเอ็นจีโอบางส่วน มีส่วนคล้ายคลึงกับแนวพอเพียง เพราะจุดเด่นคือเน้นว่าวิกฤติเศรษฐกิจเกิดจาก “ลัทธิบริโภคนิยม” และพูดถึง “การบริโภคในระดับเกินควร” เราต้องมองว่าแนวนี้เป็นแนวปฏิกิริยาที่ตรงข้ามกับผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ในสังคมไทยที่ยังยากจน มันเป็นความฝันที่จะหมุนนาฬิกากลับไปสู่ยุคที่ไม่เคยมีในอดีต และเป็นการเบี่ยงเบนประเด็นเพื่อไม่ให้เราโทษการกระทำของนักธุรกิจคนรวยกลุ่มเล็กๆ ที่นำเศรษฐกิจไปสู่ความหายนะ

ในการอธิบายต้นเหตุของวิกฤติ “ต้มยำกุ้ง” เราไม่ควรไปให้ความสำคัญกับพวกปัญญาอ่อนที่โทษรัฐบาลชวลิต หรือคนที่มองว่า “ความเป็นไทย” และการคอร์รับชั่นแบบไทยๆ เป็นต้นเหตุ และไม่ควรให้ความสำคัญกับแนวพอเพียง แต่มันมีสำนักความคิดทางเศรษฐกิจหลายสำนักที่พยายามอธิบายสาเหตุของวิกฤติที่เราควรศึกษา

สำนัก “เสรีนิยม” เสนอว่าการเปิดกว้างทางเศรษฐกิจตั้งแต่ยุครัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของ อานันท์ ปันยารชุน หรือก่อนหน้านั้นอีกภายใต้ ชาติชาย ชุณหวัณ สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้ โดยดึงการลงทุนเข้ามา และลดการควบคุมธนาคาร พวกเสรีนิยมอย่างเช่น อัมมาร สยามวาลา มองว่าเป็นเรื่องดี แต่มีการวิจารณ์ว่าการกำกับดูแลไม่มีประสิทธิภาพพอ ดังนั้นสำนักนี้เสนอว่าถ้าจัดระบบการควบคุมการลงทุนให้ดีขึ้นจะแก้ปัญหาได้ นักเศรษฐศาสตร์เสรีนิยมคนอื่น อย่างเช่น รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ หรือ อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์ ก็เห็นด้วยกับแนวคิดนี้

นักเศรษฐศาสตร์เสรีนิยมฝ่ายขวาตกขอบบางคน สรุปว่าวิกฤติเศรษฐกิจไทยเกิดจากการที่คนงานไทยมีค่าแรงสูงเกินไปจนไทยแข่งขันในตลาดโลกต่อไปไม่ได้ พีเทอร์ วอร์ นักเศรษฐศาสตร์ชาวออสเตรเลีย เสนอว่าค่าแรงของคนงานไทย “สูงเกินไป” ทั้งๆ ที่คนงานไทยยากจนและมีรายได้ต่ำกว่านักวิชาการทุกคน ดังนั้นรัฐบาลประชาธิปัตย์ของ ชวน หลีกภัย จึงกดค่าแรงขั้นต่ำไม่ให้มีการปรับขึ้นตามการเพิ่มขึ้นของค่าครองชีพ ในขณะเดียวกันมีการใช้งบประมาณรัฐเพื่อปกป้องเงินออมของคนรวย

โดยรวมสำนักเศรษฐศาสตร์เสรีนิยมมักจะเสนอว่าปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจไทยมาจากการที่มีการเปิดเสรีไม่พอในระยะยาว เขามักเสนอเป็นประจำให้เร่งรีบเปิดเสรีมากขึ้นเพื่อให้กลไกตลาดกำหนดทุกอย่างโดยไม่มีการแทรกแซงจากรัฐแต่อย่างใด แต่ในรูปธรรมนักเสรีนิยมทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นนักเศรษฐศาสตร์ขององค์กร ไอเอ็มเอฟ หรือนักเศรษฐศาสตร์ไทย ก็ล้วนแต่หน้าไหว้หลังหลอกในเรื่องบทบาทของรัฐทั้งสิ้น เพราะขณะที่เสนอให้มีการลดบทบาทรัฐในเรื่องสวัสดิการหรือการควบคุมมาตรฐานการจ้าง ก็เสนอให้รัฐเข้ามาใช้ภาษีประชาชนเพื่ออุ้มระบบหนี้เสียของสถาบันการเงินเอกชน

สำนัก “ชาตินิยม-เคนส์” เสนอว่าการเปิดประเทศมากเกินไปทำให้เกิดการพึ่งพาระบบโลกาภิวัตน์มากเกินควร วอลเดน เบโล จากฟิลิปปินส์ มีความเห็นว่ารูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจ “หาทางลัด” ของไทยที่เน้นการลงทุนจากภายนอกเพื่อผลิตส่งออกสู่ตลาดโลก มีข้อเสียที่ก่อให้เกิดวิกฤติเพราะพึ่งพาทุนจากต่างประเทศและระบบตลาดเสรีในโลกภายนอกมากเกินไป ดังนั้น เบโล จึงเสนอให้รัฐไทยควบคุมการเคลื่อนย้ายทุนและระดมทุนภายในมาใช้ในการเพิ่มงบประมาณค่าใช้จ่ายของรัฐเพื่อหวังกระตุ้นเศรษฐกิจ

ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจสำนักความคิดชาตินิยมกู้ชาติต้องถือว่ามีเสียงมากที่สุดในหมู่พวกที่คัดค้านนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลประชาธิปัตย์ ไม่ว่าจะเป็น “กลุ่มบัณฑิตไทย” “โครงการหนังสือวิถีทรรศน์” “กลุ่มบางจาก” หรือ “เสรีไทยใหม่” นักเขียนที่มีชื่อเสียงในกลุ่มเหล่านี้มีคนอย่าง ยุค ศรีอาริยะ ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ กัญญา ลีลาลัย และ พิทยา ว่องกูล พวกนี้เสนอให้ปิดประเทศระดมทุนจากภายในเป็นหลัก นโยบายแบบนี้ซึ่งอาจเคยใช้พัฒนาประเทศได้ในยุคอดีต ที่มีการเคลื่อนย้ายทุนและการแข่งขันทั่วโลกน้อยกว่าปัจจุบัน ล้มเหลวและใช้ไม่ได้อีกแล้ว กรณีนโยบายของรัฐบาลคอมมิวนิสต์สายสตาลินของประเทศในยุโรปตะวันออกและจีนเป็นตัวอย่างที่ดีของความล้มเหลวของแนวนี้

ในหมู่พวกกู้ชาติที่สุดขั้วที่สุดมีการเสนอว่าวิกฤตินี้เป็นแผนร้ายของสหรัฐอเมริกาที่จะทำลายเศรษฐกิจเอเซีย แต่ข้อเสนอนี้ไม่มีน้ำหนักแต่อย่างใดในเมื่อผู้นำสหรัฐเองเกรงกลัวผลกระทบของวิกฤติเอเซียที่อาจมีกับเศรษฐกิจสหรัฐ

พวกชาตินิยมเหล่านี้ไม่ปฏิเสธระบบทุนนิยมเลย และเสนอให้สร้างระบบทุนนิยมของ “ประชาชนไทย”เพื่อสกัดกั้นนายทุนต่างชาติ แต่ในรูปธรรมแนวนี้ให้ประโยชน์กับนายทุนไทยมากกว่าชนชั้นอื่นทุกชนชั้น ดังนั้นในการพยายามปลุกระดมมวลชนที่ไม่ใช่นายทุน สำนักชาตินิยมจำต้องหยิบยกนิยายจากอดีตเพื่อสร้างความงมงายในหมู่ประชาชน เช่นมีการเอ่ยอ้างถึงบทบาทของพระนเรศวรหรือพระเจ้าตากสินในการกู้ชาติ

ข้อเสนอของสองสำนักคิดหลักข้างต้น มีข้อเสียคือ เพียงแต่มองปัญหาเฉพาะหน้าและอาการของวิกฤติในระบบทุนนิยมเท่านั้น ไม่สามารถเจาะลึกถึงสาเหตุหรือต้นปัญหาของวิกฤติไทยได้ การมองปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อหารายละเอียดปลีกย่อยของวิกฤติหนึ่งไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมระบบเศรษฐกิจทุนนิยมเข้าสู่วิกฤติเป็นประจำ ทั้งๆ ที่อาจมีรายละเอียดปลีกย่อยต่างกันในยุคต่างๆ เช่นในประเทศที่มีการควบคุมการลงทุนโดยรัฐ หรือประเทศที่มีการเปิดเสรีภายใต้การตรวจสอบก็ยังเกิดวิกฤติได้ ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นสำนักแนวคิดที่เน้นแต่ปัญหาที่มาจากการหลั่งไหลเข้าออกของทุนโดยไม่มีการควบคุมดูแล ไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมในเศรษฐกิจไทยมีการทุ่มเทเงินในภาคอสังหาริมทรัพย์แต่แรก จนเกิดสภาพฟองสบู่ และทำไมพอถึงจุดๆ หนึ่งมีการถอนทุนออกจากประเทศไทยอย่างรวดเร็ว

สำนักเสรีนิยมมีข้ออ่อนด้อยมหาศาลเพราะไม่มีมาตรการอะไรเลยที่จะใช้แก้ปัญหาวิกฤติเรื้อรังของระบบทุนนิยมตลาดเสรี นอกเหนือจากการเพิ่มอัตราการขูดรีดแรงงานเพื่อแข่งขันกับประเทศอื่น

ในรูปธรรมแนวทางปิดประเทศและระดมทุนภายในเป็นแนวที่ยังไม่ปฏิเสธระบบทุนนิยม ดังนั้นประเทศที่ใช้นโยบายแบบนี้ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการแข่งขันในตลาดโลกได้ โดยเฉพาะประเทศเล็กๆ อย่างไทยที่มีตลาดและทรัพยากรจำกัด การระดมทุนจากภายในประเทศแทนที่จะอาศัยทุนมหาศาลและเทคโนโลจีที่เคลื่อนไหวอยู่รอบโลกในยุคนี้ เป็นแนวทางที่สร้างความเสียเปรียบกับประเทศเพราะการระดมทุนในรูปแบบนี้ใช้ต้นทุนสูง ค่าใช้จ่ายสูง ไม่สามารถใช้เทคโนโลจีที่ทันสมัยที่สุด และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นเป็นแนวที่อาศัยการระดมทุนจากการขูดรีดแรงงานที่ยากจนภายในประเทศในอัตราสูงขึ้น

สำนักมาร์คซิสต์ อธิบายว่ากลไกการทำงานของระบบทุนนิยม ซึ่งมีองค์ประกอบสำคัญที่มาจากการแข่งขันกอบโกยกำไรในระบบตลาด ทำให้เกิดสองเหตุการณ์ที่นำไปสู่วิกฤติคือ (1)แนวโน้มการลดลงของอัตรากำไร ที่มาจากการแข่งขันกันลงทุนในตลาดเสรี ซึ่งมีผลทำให้การลงทุนในเครื่องจักรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับการลงทุนในการจ้างงาน และในที่สุดนำไปสู่การชะลอการลงทุนใหม่ในภาคการผลิตหรือภาคบริการ (2)การผลิตล้นเกินในตลาดและการลงทุนล้นเกินในขณะที่ความต้องการแท้ของมนุษย์ยังมีอยู่

ในวิกฤตต้มยำกุ้ง การลดลงของอัตรากำไรในภาคอุตสาหกรรมส่งออกของไทย และการผลิตล้นเกินในตลาดโลก ทำให้มีการแสวงหากำไรจอมปลอมจากการปั่นหุ้นและการปั่นราคาอสังหาริมทรัพย์ จนเกิดปรากฏการณ์ฟองสบู่

แนวโน้มการลดลงของอัตรากำไรที่ก่อให้เกิดการย้ายการลงทุนไปสู่การปั่นหุ้นในตลาดหุ้นและตลาดอสังหาริมทรัพย์ จะเห็นจากงานวิจัยของ เจมส์ กลาสแมน เพราะตั้งแต่ปี ๒๕๓๓ อัตรากำไรในภาคอุตสาหกรรมไทยเริ่มลดลงจากหน่วยอัตราส่วน 0.53 เหลือ 0.37 ในปี ๒๕๓๙ และถ้าพิจารณาภาพรวมระยะยาวของเศรษฐกิจไทยจะพบว่าสัดส่วนมูลค่าผลผลิตต่อต้นทุนในประเทศไทยลดลงจาก 0.83 ในปี ๒๕๑๓ เหลือแค่ 0.65 ในปี ๒๕๓๙ ซึ่งสะท้อนถึงการเพิ่มขึ้นของราคาการลงทุนในเครื่องจักร

รายงานเศรษฐกิจของบริษัทเอกชนในเครือธนาคารกสิกรไทยและรายงานของธนาคาร “ไอเอนจีแบริ่งส์” ก็สนับสนุนข้อเสนอว่ามีการผลิตล้นเกินและการลดลงของอัตรากำไรอย่างทั่วถึง เช่นในภาคน้ำมัน โทรคมนาคม เหล็ก และกระดาษเป็นต้น

เมื่อเราสำรวจเหตุผลของวิกฤติเศรษฐกิจไทยที่ถูกเสนอโดยสำนักแนวความคิดต่างๆ และมาเปรียบเทียบกับแนวมาร์คซิสต์ แทนที่ลัทธิการเมืองและเศรษฐกิจของมาร์คซ์จะหมดสมัย จะเห็นได้ว่าลัทธิของฝ่ายทุนนิยมต่างหากที่ไม่สามารถอธิบายโลกปัจจุบันและวิกฤติของทุนนิยมได้

ทางออกสำหรับกรรมาชีพไทยที่มุมมองมาร์คซิสต์เคยเสนอคือ ในระยะสั้นจะต้องร่วมต่อสู้ทางชนชั้นเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เช่นการต่อสู้เพื่อยับยั้งการตกงาน การต่อสู้เพื่อยับยั้งการกดค่าแรง หรือการต่อสู้เพื่อยับยั้งการทำลายสวัสดิการ แต่ในระยะยาว ถ้าเราจะแก้ปัญหาที่มาจากระบบทุนนิยมเราต้องเริ่มการต่อสู้เพื่อนำระบบสังคมนิยมเข้ามาแทนทุนนิยม เราต้องเริ่มการต่อสู้เพื่อยึดอำนาจรัฐมาเป็นของมวลชนกรรมาชีพ แทนที่จะปล่อยให้อยู่ในกำมือของนายทุนและนายทหารผู้เป็นคนส่วนน้อยของสังคม การต่อสู้เปลี่ยนแปลงสังคมทุกครั้งต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงเสมอ เราต้องรู้จักประเมินพลังแท้ของฝ่ายเรา และต้องเลือกเครื่องมือในการเปลี่ยนสังคม สำหรับนักลัทธิมาร์คซ์ เครื่องมือในการเปลี่ยนแปลงสังคมคือชนชั้นกรรมาชีพ และพรรคสังคมนิยม ดังนั้นสิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ เราจะทำอย่างไรให้ชนชั้นกรรมาชีพไทยเข้มแข็ง และเราจะจัดตั้งพรรคอย่างไร

นโยบายแก้ปัญหาจากวิกฤติต้มยำกุ้งของรัฐบาลไทยรักไทย หลังชัยชนะของพรรคไทยรักไทยในการเลือกตั้งปี ๒๕๔๔ รัฐบาลทักษิณได้ใช้แนวเศรษฐกิจผสมเพื่อแก้ปัญหา คือในระดับที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจโลกมีการใช้นโยบายเสรีนิยมกลไกตลาด แต่รัฐนำการลงทุนภายในเพื่อพัฒนาเทคโนโลจีและสาธารณูปโภคให้ทันสมัย รวมถึงการสร้างระบบสาธารณสุขถ้วนหน้า เพื่อเพิ่มความสามารถของเศรษฐกิจไทยในการแข่งขัน และเพื่อพัฒนาระดับความเป็นอยู่ของประชาชน ในขณะเดียวกันในระดับชุมชนและหมู่บ้าน มีการลงทุนโดยรัฐในการสร้างงาน นี่คือสิ่งที่ไทยรักไทยเรียกว่า “นโยบายเศรษฐกิจคู่ขนาน” คือผสมแนวเสรีนิยมกับแนว “เคนส์รากหญ้า”

นโยบายดังกล่าวมีส่วนในการช่วยฟื้นเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชน มันเป็นมาตรการเฉพาะหน้า แต่มันไม่ใช่การแก้ปัญหาเรื้อรังของระบบทุนนิยมทั่วโลกที่มีปัญหาวิกฤติเป็นระยะๆ อย่างไรก็ตามผลของการใช้นโยบายดังกล่าวสร้างคะแนนนิยมให้กับทักษิณและพรรคไทยรักไทยจนส่วนอื่นๆ ของชนชั้นปกครองไทย โดยเฉพาะฝ่ายอนุรักษ์นิยม และคนชั้นกลางส่วนใหญ่ เริ่มไม่พอใจกับการเมืองประชาธิปไตยแบบใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับเสียงของเกษตรกรและกรรมาชีพ ผ่านการพัฒนาระดับความเป็นอยู่ของคนส่วนใหญ่ และในที่สุดก็นำไปสู่วิกฤติการเมืองและการปกครองภายใต้เผด็จการทหาร

อ่านเพิ่ม http://bit.ly/2t6CapR  เรื่องวิกฤติเศรษฐกิจต้อมยำกุ้ง (บทที่ 12)  http://bit.ly/2v6ndWf   เรื่องวิกฤติทุนนิยมตามแนวคิดมาร์คซิสต์ และ http://bit.ly/2tWNJ3V เรื่องแนวเสรีนิยม

การนัดหยุดงานกับการสร้างเสรีภาพ

ใจ อึ๊งภากรณ์

ท่ามกลางความมืดมนของเผด็จการที่วางแผนคุมสังคมเราในระยะยาว เราต้องตั้งคำถามว่าพลังไหนในสังคมจะปลดแอกประชาชนและสร้างเสรีภาพ?

การสร้างพลังของขบวนการสหภาพแรงงานในไทย มีความสำคัญอย่างยิ่งกับการสร้างเสรีภาพ สังคมเราจะได้ไม่ต้องวนเวียนอยู่กับเผด็จการ การทำรัฐประหาร  และสภาพความเหลื่อมล้ำทางสังคมอย่างต่อเนื่องเหมือนไม่มีจุดจบ นี่คือบทเรียนจากประเทศต่างๆ ในยุโรปตะวันตก เกาหลีใต้ ลาตินอเมริกา และอียิปต์

13124929_1181060888592867_9078848768920258106_n

แน่นอนเราไม่สามารถจะไปหวังว่า สลิ่มชนชั้นกลาง ผู้ที่เคยเป็นความหวังของใครๆ ในอดีต จะสนใจสร้างเสรีภาพ พวกเขาพิสูจน์ตนเองเป็นรูปธรรมว่าเป็นศัตรูของเสรีภาพ

อย่างไรก็ตามขบวนการแรงงานไทยตอนนี้อ่อนแอเกินไป ไร้ประสิทธิภาพในการนำตนเองเป็นส่วนใหญ่ บางครั้งถูกฝ่ายปฏิกิริยาแทรกแซง และเกือบจะไม่มีการจัดตั้งทางการเมือง บางส่วนของขบวนการมองรัฐบาลทหารว่าเป็น “ผู้อุปถัมภ์” อีกด้วย ที่สำคัญคือควบคู่กับการสร้างพลังของกรรมาชีพ เราไม่สามารถละเว้นการสร้างพรรคสังคมนิยมด้วย ดังนั้นภารกิจสำคัญของเราควรจะเป็นการสร้างพรรคสังคมนิยมของคนหนุ่มสาวมีไฟที่ลงไปทำงานกับขบวนการสหภาพแรงงาน

ทำไมกรรมาชีพมีบทบาทชี้ขาดในการสร้างประชาธิปไตย เสรีภาพ และสังคมนิยม?

ชนชั้นกรรมาชีพตามนิยมของนักมาร์คซิสต์ คือ ทุกคนที่ไร้ปัจจัยการผลิต ดังนั้นลูกจ้างทุกคนที่ไม่มีอำนาจให้คุณให้โทษถือว่าเป็นกรรมาชีพ ไม่ว่าจะเป็นกรรมกรโรงงาน พนักงานปกคอขาว คนขับรถเมล์ พนักงานในภาคบริการ พยาบาล หรือครูบาอาจารย์

3350df5709f4453fafae41703dc8a35e

ความสำคัญของชนชั้นกรรมาชีพ เป็นเพราะชนชั้นกรรมาชีพมีอำนาจซ่อนเร้นอยู่สูง เนื่องจากกรรมาชีพเป็นชนชั้นใหม่ที่ระบบทุนนิยมสร้างขึ้นมาในใจกลางของระบบ เศรษฐกิจทุนนิยมต้องอาศัยการทำงานของชนชั้นกรรมาชีพทั้งสิ้น นายทุนนายจ้างและเครื่องจักรต่าง ๆ ไม่สามารถทำงานแทนชนชั้นกรรมาชีพได้ เมื่อกรรมาชีพนัดหยุดงานทั่วประเทศ ทหารและตำรวจปราบยากกว่าการชุมนุมบนท้องถนน

ชนชั้นกรรมาชีพมีความสัมพันธ์พิเศษในระบบการผลิตทุนนิยมด้วย เพราะทุนนิยมผลักดันให้ชนชั้นกรรมาชีพเข้ามาทำงานร่วมกันในสถานที่ทำงานใหญ่ โดยที่งานของแต่ละคนต้องอาศัยพึ่งพางานของเพื่อนร่วมงานตลอด ซึ่งการทำงานแบบนี้ช่วยส่งเสริมความคิดในเรื่องผลประโยชน์ส่วนรวม ไม่เหมือนพวกนายทุนน้อย นอกจากนี้ชนชั้นกรรมาชีพเป็นคนส่วนใหญ่ในสังคมสมัยใหม่ทั่วโลกรวมถึงไทยด้วย

จะขอยกคำเขียนของนักสังคมนิยมสองคนในอดีต เพื่อขยายความเรื่องการนัดหยุดงาน และการต่อสู้ทางการเมือง

rluxemburgcpwz

บทความ “การนัดหยุดงานทั่วไป” ของ โรซา ลัคแซมเบอร์ค นักมาร์คซิสต์สตรีชาวเยอรมัน-โปแลนด์ เป็นบทความที่อธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่าง การลุกฮือโดยอัตโนมัติและเสรี กับการจัดตั้งทางการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างการต่อสู้ในเรื่องปากท้อง กับการต่อสู้ทางการเมือง

โรซา ลัคแซมเบอร์ค เขียนไว้ว่า…..“ในการนัดหยุดงานทั่วไปเราไม่สามารถแยกเศรษฐศาสตร์ออกจากการเมืองได้เลย การนัดหยุดงานทั่วไปแบบ “การเมือง” ไม่ใช่จุดสูงสุดของการต่อสู้ของสหภาพแรงงานและไม่ใช่เรื่องที่สามารถแยกออกจากการนัดหยุดงานประเภท “ปากท้อง” ได้ ถึงแม้ว่ากระบวนการของกระแสการนัดหยุดงานทั่วไปเกิดจากการต่อสู้เล็กๆ น้อยๆ ในเรื่องปากท้อง และในขณะที่มันพัฒนาไปมันผ่านหลายๆ ขั้นตอนของการประท้วงทางการเมืองก็จริง แต่มันไม่ใช่การพัฒนาในทิศทางเดียวเท่านั้น หลังจากการต่อสู้ครั้งยิ่งใหญ่ทางการเมืองทุกครั้ง กระแสลำธารแห่งการต่อสู้เล็กๆ น้อยๆ ในเรื่องปากท้องก็ย่อมเกิดขึ้น พูดง่ายๆ เรื่องปากท้อง (หรือเศรษฐกิจ) กับเรื่องการเมืองจะหนุนกันไปหนุนกันมาตลอดเวลา”

“ในเรื่องของจิตสำนึกและการนำในการต่อสู้นัดหยุดงานทั่วไป ถ้าเราเข้าใจว่าการนัดหยุดงานทั่วไปคือผลิตผลของการต่อสู้ในระยะยาวภายใต้กระแสการปฏิวัติ เราจะเข้าใจดีว่าไม่มีใครสามารถจัดตั้งมันขึ้นมาได้ และไม่มีใครที่สามารถวางแผนให้มันเกิดได้ พรรคการเมืองของฝ่ายสังคมนิยมสามารถปลุกระดมให้เกิดการประท้วงได้ แต่ไม่สามารถก่อให้เกิดกระแสการนัดหยุดงานทั่วไปและกระแสการปฏิวัติได้ ถึงแม้ว่าทิศทางการต่อสู้ในช่วงกระแสการปฏิวัติเป็นเรื่องที่กำหนดไม่ได้ แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าพรรคสังคมนิยมไม่มีภาระกิจอันใดทั้งสิ้น เพราะท่ามกลางการต่อสู้อันหลากหลายและสับสน ท่ามกลางการตัดสินใจเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับรายละเอียดปลีกย่อยของการนัดหยุดงานทั่วไป นักสังคมนิยมจะถูกเรียกร้องให้ขึ้นมามีบทบาทนำในทางการเมือง ในสถานการณ์แบบนี้หน้าที่หลักของนักสังคมนิยมคือการนำเอาพลังมหาศาลอันหลากหลายของกรรมาชีพที่ระเบิดออกมา มารวมตัวรวมพลังเพื่อยกระดับการต่อสู้ให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง”

1917-russian-revolution

บทความของ เลนิน “ว่าด้วยการนัดหยุดงาน” อธิบายถึงความสำคัญของการนัดหยุดงานในการแสดงพลังของกรรมาชีพ และเสนอว่าการนัดหยุดงานเป็น “โรงเรียนการทำสงครามทางชนชั้น” ที่เปิดหูเปิดตากรรมาชีพ แต่เลนินเน้นว่าโรงเรียนการทำสงครามแตกต่างจากสงครามจริง การนัดหยุดงานของสหภาพแรงงานสำคัญ แต่การปลดแอกมนุษย์ต้องอาศัยการจัดตั้งพรรคการเมืองและการปฏิวัติด้วย

เลนิน เขียนว่า “การนัดหยุดงานทุกครั้งเป็นเครื่องเตือนใจนายทุนว่ากรรมาชีพต่างหากที่เป็นเจ้านายแท้ของระบบ การนัดหยุดงานสอนให้กรรมาชีพเข้าใจว่า พลังอำนาจของนายจ้างและพลังอำนาจของกรรมาชีพเองเป็นไปในรูปแบบไหน มันสอนให้กรรมาชีพนึกถึงชนชั้นนายทุนทั้งชนชั้นและชนชั้นกรรมาชีพทั้งชนชั้น ไม่ใช่แค่นายจ้างของตนเองหรือเพื่อนร่วมงานของตนเองเท่านั้น เมื่อเจ้าของโรงงานที่สะสมทรัพย์เป็นล้านๆ จากงานของกรรมาชีพหลายรุ่นหลายสมัย ไม่ยอมขึ้นค่าแรงแม้แต่นิดเดียวหรือพยายามลดค่าแรง และเมื่อเขาปลดคนงานที่กล้ายืนขึ้นต่อสู้ออกจากโรงงาน จนครอบครัวกรรมาชีพหลายพันคนต้องยากลำบาก มันกลายเป็นที่ประจักษ์ว่าชนชั้นนายทุนทั้งชนชั้นคือศัตรูของกรรมาชีพทั้งชนชั้น หลายครั้งเจ้าของโรงงานจะพยายามหลอกลวงคนงาน โดยสร้างภาพว่าเขาเป็นผู้อุปถัมภ์จิตใจเมตตา แต่พอเกิดการนัดหยุดงานขึ้นภาพลวงตาหรือหน้ากากของผู้อุปถัมภ์ใจดีจะถูกกระชากหลุดไปทันที และกรรมาชีพจะเห็นว่าผู้อุปถัมภ์คือหมาป่าปลอมตัวเป็นแพะ

การนัดหยุดงานเปิดตาของกรรมาชีพให้เห็นธาตุแท้ของรัฐบาลและกฏหมายด้วย ไม่ใช่แค่ธาตุแท้ของนายจ้าง ในลักษณะเดียวกับที่นายทุนพยายามแสดงตัวเป็นผู้อุปถัมภ์ใจดีของกรรมาชีพ เจ้าหน้าที่รัฐต่างๆ และทาสรับใช้ของเขา พยายามหลอกกรรมาชีพว่ารัฐบาลเป็นกลางและมีความเป็นธรรมไม่เข้าข้างนายจ้างหรือลูกจ้าง แต่พอเกิดการนัดหยุดงานขึ้น ศาล เจ้าหน้ารัฐ ตำรวจ และแม้แต่ทหาร ก็มาที่โรงงาน ในสภาพเช่นนี้กรรมาชีพทุกคนเริ่มเห็นว่ารัฐบาลคือศัตรูร้ายของตน เพราะรัฐบาลปกป้องนายทุนและมัดมือมัดเท้ากรรมาชีพ กรรมาชีพเริ่มเข้าใจว่ากฏหมายต่างๆ ออกเพื่อผลประโยชน์คนรวยฝ่ายเดียว และเจ้าหน้าที่รัฐมีหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของพวกนี้

นี่คือสาเหตุที่นักสังคมนิยมเรียกการนัดหยุดงานว่า “โรงเรียนการทำสงคราม” ซึ่งเป็นโรงเรียนที่สอนให้กรรมาชีพทำสงครามกับศัตรู เพื่อปลดแอกประชาชนผู้ทำงานทั้งปวงจากการกดขี่ขูดรีดของเจ้าหน้าที่รัฐและพลังทุน อย่างไรก็ตาม “โรงเรียนการทำสงคราม” ไม่ใช่สงครามจริง การนัดหยุดงานเป็นเพียงแง่หนึ่งของการต่อสู้ทางชนชั้นของกรรมาชีพ จากการนัดหยุดงานของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งกรรมาชีพต้องพัฒนาการต่อสู้ไปสู่การต่อสู้ของกรรมาชีพทั้งชนชั้นเพื่อการปลดแอกตนเอง เมื่อกรรมาชีพที่มีจิตสำนึกทางชนชั้นพัฒนาตนเองเป็นนักสังคมนิยม เขาจะสร้างพรรคสังคมนิยมกรรมาชีพที่ต่อสู้เพื่อปลดปล่อยประชาชนจากการกดขี่ของรัฐบาลและจากแอกของทุน”

อ่านเพิ่ม http://bit.ly/2kX0Hdo

ความสำคัญของทฤษฎีมูลค่าแรงงานในหนังสือ “ว่าด้วยทุน”

ใจ อึ๊งภากรณ์

ตั้งแต่ทฤษฏีมูลค่าแรงงานของ คาร์ล มาร์คซ์ ถูกนำเสนอต่อชาวโลก ฝ่ายขวา รวมถึงนักวิชาการที่สนับสนุนนายทุน ก็ออกมาโจมตีคัดค้าน ทั้งนี้เพราะ ทฤษฏีนี้อธิบายการขูดรีดของระบบทุนนิยม และพิสูจน์ว่าการกอบโกยกำไรของนายทุนไม่มีความชอบธรรม ยิ่งกว่านั้นมันตั้งคำถามว่า “ทำไมต้องมีเจ้านาย ทำไมต้องมีนายทุน ทำไมต้องมีวิกฤตเศรษฐกิจ ทำไมต้องมีรัฐ ทำไมต้องมีสงคราม?”  และที่น่าสมเพชคือพวกฝ่ายซ้ายบางส่วน ที่ผิดหวังกับลัทธิสตาลิน-เหมาเพราะไม่เข้าใจว่ามันไม่ใช่แนวมาร์คซิสต์ หรือที่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลความคิดของชนชั้นปกครอง ก็เริ่มตั้งคำถามกับทฤษฏีนี้ด้วย ตัวอย่างเช่น Slavoj Zizek , Toni Negri, Michael Hardt

นักเศรษฐศาสตร์การเมืองดั้งเดิม เช่น จอห์น ล็อค, เดวิด ริคาร์โด หรือ อดัม สมิท เสนอมานานแล้วว่า “มูลค่า” มาจากการทำงานของมนุษย์ แต่ในกรณี อดัม สมิท และนักเศรษฐศาสตร์การเมืองฝ่ายทุนนิยมปัจจุบัน(พวกเสรีนิยมใหม่) มักมีการเสนอเสริมว่า ที่ดิน เครื่องจักร ทุน และการแลกเปลี่ยนค้าขายภายใต้กลไก “อุปสงค์-อุปทาน” สามารถสร้างมูลค่าได้ แต่ปัญหาสำคัญของมุมมองนี้คือ เขามองทุนนิยมในลักษณะภาพถ่ายนิ่งในเวลาใดเวลาหนึ่ง ในขณะที่ทุนนิยมเป็นระบบที่เคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นพวกนี้จะจงใจมองข้ามแรงงานที่ทำให้ที่ดินเหมาะสมกับการผลิตในอดีต หรือแรงงานที่สร้างเครื่องจักรในอดีต หรือที่มาของ “ทุน” ที่อยู่ในมือนายทุนในปัจจุบัน ซึ่งมาจากการสะสมทุนบุพกาล ผ่านการไล่คนออกจากที่ดินและบังคับให้ทำงานในโรงงานของนายทุน หรือผ่านการใช้ไพร่ ทาส หรือบังคับเก็บส่วย

ส่วนเรื่องที่มีการเสนอว่ามูลค่ามากจากการแลกเปลี่ยนในตลาดผ่านกระบวนการ อุปสงค์-อุปทาน นั้น มาร์คซ์อธิบายว่านักเศรษฐศาสตร์เหล่านี้สับสนระหว่าง “ราคาในตลาด” กับ “มูลค่า” ซึ่งเป็นสองสิ่งที่ไม่เหมือนกันทั้งๆ ที่อาจเกี่ยวข้องกัน

ทฤษฏีมูลค่าแรงงานของมาร์คซ์เสนอว่า “มูลค่า” ของสินค้าชนิดหนึ่ง ถูกกำหนดจาก “ปริมาณแรงงาน” ที่ใช้ผลิตสินค้าเหล่านั้น แต่ปริมาณแรงงานดังกล่าวมีส่วนประกอบที่มาจากเวลา (ชั่วโมงในการสร้างสินค้า) และความเข้มข้นในการทำงานอีกด้วย (ฝีมือ ความกระตือรือร้น ความขยัน) และกำหนดจากปริมาณแรงงานเฉลี่ยของทั้งสังคมในการผลิตสินค้านั้นๆ โดยพิจารณาการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงและทันสมัยอีกด้วย เพราะปริมาณแรงงานที่กำหนดมูลค่าย่อมเป็นปริมาณแรงงานที่ใช้ในกระบวนการที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

พวกนักเศรษฐศาสตร์การเมืองฝ่ายซ้ายบางคน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในสำนัก “ริคาร์โด-ใหม่” จะโจมตีทฤษฏีมูลค่าแรงงานของมาร์คซ์ เพราะ “ใช้คำนวณมูลค่าไม่ได้” แต่เขาเข้าใจผิดอย่างแรง เพราะทฤษฏีนี้ไม่ได้มีไว้วัดหรือคำนวณมูลค่าของสินค้าชิ้นหนึ่งแต่อย่างใด มันมีไว้เพื่อเข้าใจกลไกและความสัมพันธ์ต่างๆ ของระบบทุนนิยมต่างหาก

การเข้าใจ “หัวใจ” ของระบบทุนนิยมที่มี “มูลค่าจากแรงงาน” เป็นเรื่องพื้นฐาน ทำให้เราสามารถเข้าใจประเด็นอื่นๆ ที่ตามมาคือ

  1. การขูดรีดและกำไรในระบบชนชั้น
  2. วิกฤตเศรษฐกิจ
  3. รัฐ
  4. จักรวรรดินิยม
  5. การกดขี่ทางเพศหรือสีผิว/เชื้อชาติ
  6. พลังในการเปลี่ยนแปลงสังคมไปสู่สังคมนิยม
  1. การขูดรีดและกำไรในระบบชนชั้น

ในเมื่อมูลค่ามาจากการทำงานของกรรมาชีพ และไม่ได้มาจากการลงทุนของนายทุนหรือจากเครื่องจักร การที่นายทุนจ่ายค่าจ้างให้กรรมาชีพในปริมาณต่ำกว่ามูลค่าที่ผลิต และการที่นายทุนกอบโกยกำไรจากผลการทำงานของผู้อื่น ถือว่าเป็นการขโมย หรือ “ขูดรีดมูลค่าส่วนเกิน” ซึ่งย่อมไร้ความชอบธรรม พูดง่ายๆ นายทุนขโมยผลงานส่วนหนึ่งของแรงงาน และขโมยได้เพราะปัจจัยการผลิตถูกยึดมาอยู่ในมือนายทุนตั้งแต่การประกาศว่าตนเป็นเจ้าของที่ดินหรือการประกาศเก็บส่วย ฯลฯ ดังนั้นคนส่วนใหญ่ไม่มีทางเลือกนอกจากจะเป็นลูกจ้างคนอื่น และระบบนี้เป็นระบบ “ชนชั้น” เพราะคนส่วนน้อยกลุ่มหนึ่งคุมปัจจัยการผลิต ในขณะที่คนส่วนใหญ่ทำงานเป็นลูกจ้าง ระบบชนชั้นนี้สร้างความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนกับคนรวย มันไม่ใช่เรื่องธรรมชาติแต่อย่างใด และไม่ใช่เรื่องว่าใครขี้เกียจหรือขยัน ไม่ใช่เรื่องว่าใครเก่งใครโง่ มันมาจากการใช้กำลังและความรุนแรงในอดีต

  1. วิกฤตเศรษฐกิจ

ในระบบทุนนิยม นายทุนถูกบังคับโดยการแข่งขันในกลไกตลาด ให้ปรับปรุงประสิทธิภาพในการผลิตโดยการซื้อเครื่องจักรใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง แต่เครื่องจักรเหล่านี้ไม่ได้ผลิตมูลค่า มูลค่ามาจากการทำงานของลูกจ้างกรรมาชีพ เครื่องจักรเพียงแต่ช่วยเสริมประสิทธิภาพของการทำงานของกรรมาชีพ ดังนั้นการที่จะกอบโกยกำไรได้ ต้องมาจากการจ้างงาน ส่วนการซื้อเครื่องจักรแพงๆ เป็นการเพิ่มค่าผลิตที่ลดอัตรากำไร แต่มีความจำเป็นเพื่อการแข่งขัน มาร์คซ์เสนอว่าในระบบทุนนิยมมี “แนวโน้มของการลดลงของอัตรากำไร” เพราะสาเหตุดังกล่าว และการลดลงของอัตรากำไรทำให้มีการชะลอการลงทุนหรือการแห่กันไปปั่นหุ้นจนเกิดฟองสบู่ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของวิกฤตเศรษฐกิจ เช่นวิกฤตปี ๒๕๓๙ หรือปี ๒๕๕๒ และประเด็นสำคัญคือนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักอธิบายกลไกพื้นฐานที่นำไปสู่วิกฤตไม่ได้เลย มักจะตกอกตกใจเมื่อเกิดวิกฤตเสมอ และตามนิสัยใจคอของผู้ขูดรีดมูลค่าจากคนอื่น ชนชั้นนายทุนมักโยนภาระในการแก้วิกฤตไปสู่คนธรรมดาเสมอ

  1. รัฐ

ในเมื่อระบบทุนนิยมมีการขูดรีดมูลค่าส่วนเกินจากประชาชนส่วนใหญ่โดยคนส่วนน้อย ซึ่งเป็นเป็นหัวใจของระบบ สิ่งที่ชนชั้นนายทุนเกรงกลัวมากที่สุดคือการกบฏ ดังนั้นหน้าที่ของ “รัฐ” คือเพื่อเป็นองค์กร “บังคับความชอบธรรมของการขูดรีด”ผ่านศาล กฎหมาย และหน่วยติดอาวุธเช่นทหารหรือตำรวจ และรัฐมีหน้าที่กล่อมเกลาประชาชนผ่านสื่อ ศาสนา และโรงเรียน เพื่อให้ผู้ที่ถูกขูดรีดมองว่าสภาพการถูกปล้นนี้เป็นเรื่องปกติ ชอบธรรมและธรรมชาติ

  1. จักรวรรดินิยม

รัฐใดรัฐหนึ่งไม่เคยอยู่ในโลกอย่างโดดเดี่ยว ทุกรัฐเป็นส่วนหนึ่งของ “ระบบรัฐของโลก” รัฐมีหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของนายทุนที่มีฐานกิจกรรมในประเทศนั้น แต่ในขณะเดียวกันในระบบโลกาภิวัตน์กลุ่มทุนต้องการข้ามพรมแดนไปผลิตและค้าขายในรัฐอื่น ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับทุนข้ามชาติจึงเป็นความสัมพันธ์แบบวิภาษวิธี คือทั้งพึ่งพาและขัดแย้งพร้อมกัน ประเด็นสำคัญคือกลุ่มทุนต่างๆ และรัฐของมัน แข่งขันทั้งทางตลาดและทางทหารกับกลุ่มทุนและรัฐอื่น เพื่อขูดรีดแรงงานและกอบโกยมูลค่าจากกรรมาชีพทั่วโลก นี่คือรูปธรรมโลกจริงของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และในความขัดแย้งหรือการร่วมมือกันระหว่างรัฐ สภาพเศรษฐกิจ รวมถึงวิกฤตเศรษฐกิจ มีผลในการสร้างหรือเพิ่มความขัดแย้งและข้อจำกัดว่ารัฐใดจะมีอำนาจทางทหารและเศรษฐกิจในการข่มเหงรัฐอื่นแค่ไหน

ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่าง สหรัฐ รัสเซีย จีน และอียู ในโลกสมัยใหม่ที่เราเห็นกับตา คำทำนายของ Toni Negri และMichael Hardt ว่าจักรวรรดินิยมขั้วต่างๆ จะหมดไปโดยมีมหาอำนาจเดียว หรือสิ่งเขาที่เรียกว่า Empire เข้ามาแทนที่ ได้ถูกพิสูจน์ว่าไม่ตรงกับความจริงแต่อย่างใด

  1. การกดขี่ทางเพศ สีผิว/เชื้อชาติ

อคติหรือทัศนะของสังคม ในเรื่องเพศ มาจากความต้องการของนายทุนที่จะใช้ระบบครอบครัวเพื่อผลิตคนงานรุ่นใหม่ เพื่อมาใช้ขูดรีด โดยที่ผู้หญิงทำงานฟรีในครอบครัว และค่านิยมที่ส่งเสริมให้ผู้ชายคิดว่าตนเองเหนือกว่าผู้หญิง หรือค่านิยมคลั่งชาติ หรือเกลียดคนสีผิวอื่น มีประโยชน์ต่อนายทุนในการสร้างความแตกแยกในขบวนการแรงงาน ทั้งนี้เพื่อไม่ให้คนงานสามัคคีกันและสู้กับนายทุนเพื่อเอาคืนมูลค่าส่วนเกินที่ถูกขโมยไป นอกจากนี้การที่ระบบทุนนิยมพร้อมจะทำลายวิถีชีวิตเก่าๆ ของคนพื้นเมืองต่างๆ เป็นเพราะวิถีชีวิตดังกล่าวเป็นอุปสรรค์ต่อการขยายระบบขูดรีดมูลค่าจากแรงงาน

  1. พลังในการเปลี่ยนสังคมไปสู่สังคมนิยม

นักมาร์คซิสต์มองว่าชนชั้นกรรมาชีพมีพลังซ่อนเร้นในการปฏิวัติสังคมเพื่อนำไปสู่สังคมนิยม สาเหตุสำคัญที่มองแบบนี้ก็เพราะกรรมาชีพมีบทบาทหลักในการสร้างมูลค่าทั้งปวงของสังคม และแถมยังถูกบังคับให้ทำงานแบบรวมหมู่อีกด้วย ต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน และต้องรวมตัวกันเพื่อการต่อสู้ในสหภาพแรงงาน ฯลฯ

แต่นักมาร์คซิสต์ไม่เคยหลงเชื่อว่ากรรมาชีพจะมีจิตสำนึกเพื่อสังคมนิยมโดยอัตโนมัติ นั้นเป็นแนวคิดสตาลิน-เหมาต่างหาก สำหรับมาร์คซิสต์การปฏิวัติเพื่อสร้างสังคมนิยมต้องอาศัยการต่อสู้กับความคิดคับแคบเก่าๆ ที่ได้มาจากชนชั้นปกครอง นี่คือสาเหตุที่เราเน้นการสร้างพรรค เพื่อเป็นคลังความทรงจำและหน่วยรบหน่วยโฆษณาทางการเมือง

นอกจากนี้ “กรรมาชีพ” ที่เราพูดถึงว่ามีบทบาทในการสร้างมูลค่า ในโลกสมัยนี้ ไม่ใช่แค่คนทำงานในโรงงาน แต่เป็นคนที่คิดค้นเทคโนโลจี เป็นครูบาอาจารย์ที่ฝึกฝนฝีมือให้กับคนงาน เป็นพนักงานขนส่ง การเงิน หรือการค้าขาย และเป็นพนักงานในโรงพยาบาลที่รักษาสุขภาพของคนงานอีกด้วย

แต่นักวิชาการฝ่ายซ้ายอย่าง Slavoj Zizek, Toni Negri, Michael Hardt สับสนเรื่องกรรมาชีพและการผลิตมูลค่า เพราะผิดหวังในความล้าหลังของกรรมาชีพในบางยุค หรือมองว่า “มวลชนหลวมๆ” ที่จำกัดความยาก จะเป็นผู้เปลี่ยนสังคม หรือมองว่ามูลค่าผลิตจาก “เศรษฐกิจทางปัญญา” ได้ นอกจากนี้บางคนอาจสิ้นหวังไปทั้งหมดและที่สำคัญคือ คิดว่าการสร้างพรรคไม่มีประโยชน์ในการปลดแอกมนุษย์เลย แต่ไม่ว่านิสิตนักศึกษารุ่นใหม่จะมองว่าพวกนี้ “ทันสมัย” แค่ไหน แนวคิดของเขาไม่สามารถสร้างความเข้าใจในโลกจริงรอบตัวเราอย่างที่มาร์คซ์และทฤษฏีมูลค่าแรงงานของเขาสร้างได้ เราชาวมาร์คซิสต์สามารถพัฒนาและปรับปรุงมันให้ทันสมัยได้อย่างต่อเนื่อง โดยที่ไม่ต้องปฏิเสธทฤษฏีนี้ ไม่ต้องปฏิเสธพลังซ่อนเร้นของกรรมาชีพ หรือปฏิเสธประโยชน์ของการสร้างพรรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่ม http://bit.ly/2iWRQtY

มรดกมาร์คซิสต์ของ อันโตนิโอ กรัมชี่

ใจ อึ๊งภากรณ์

กรัมชี่ เป็นนักปฏิวัติมาร์คซิสต์ชาวอิตาลี่ ที่ต้องใช้เวลาในคุกฟาสซิสต์หลายปี

7_93_20070522104203

กรัมชี่ พิสูจน์ให้เห็นคุณค่าของการผลิตหนังสือพิมพ์สังคมนิยมที่เสนอบทความในลักษณะที่สอดคล้องกับการต่อสู้ของกรรมาชีพพื้นฐาน L’Ordine Nuovo กรัมชี่ เป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ที่ให้ทิศทางกับการต่อสู้ของกรรมาชีพในยุคปฏิวัติหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง กรัมชี่อธิบายว่ากรรมกรชอบอ่าน “L’Ordine Nuovo” เพราะ “เวลากรรมกรอ่าน เขาจะค้นพบส่วนดีที่สุดของตัวเขาเอง มีการตั้งคำถามและตอบคำถามที่ตรงกับปัญหาที่เขาพบอยู่ในช่วงนั้น” จะเห็นได้ว่า กรัมชี่ เน้นการนำตนเองของกรรมาชีพจากล่างสู่บน ซึ่งแตกต่างจากนักวิชาการปัจจุบันหลายคนที่พูดถึง กรัมชี่ เหมือนเป็นแนวคิด “วิชาการ” ที่ซับซ้อนจนคนธรรมดาเข้าใจยาก

กรรมาชีพยึดโรงงานในปีสีแดง
กรรมาชีพยึดโรงงานในปีสีแดง

ในงานเขียนสมัย “ปีสีแดง” ที่มีการยึดโรงงานต่างๆ กรัมชี่ จะเน้นปัญหาว่าเราจะทำอย่างไรให้การปฏิวัตินั้นนำผลประโยชน์แท้จริงมาสู่ชนชั้นกรรมาชีพทั้งในระยะสั้นและระยะยาว กรัมชี่ มองว่าคณะกรรมการคนงานในสถานที่ทำงานต่างๆ ที่ตั้งขึ้นมาหลังจากที่คนงานยึดโรงงานจากนายทุน เป็นหน่ออ่อนของรัฐกรรมาชีพในอนาคต แต่ท้ายสุดขบวนการยึดโรงงานใน “ปีสีแดง” ก็ถูกผู้นำสภาแรงงานและพรรคสังคมนิยมปฏิรูปทำลายโดยการประนีประนอมกับระบบทุน ประสบการณ์นี้พิสูจน์ให้ กรัมชี่ เห็นว่าต้องมีการจัดตั้งพรรคปฏิวัติที่แท้จริงในหมู่กรรมาชีพ กรัมชี่ จึงมีส่วนสำคัญในการตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ (PCI)

กรัมชี่ เสนอว่าต้องแสวงหาแนวทางใหม่ที่ไม่ใช่แนวทางของลัทธิสหภาพที่สู้แต่ในกรอบขององค์กรสหภาพแรงงาน และไม่ใช่แนวทางของพรรคสังคมนิยมที่มัวแต่ประนีประนอมกับระบบปัจจุบัน

ถึงแม้ว่า กรัมชี่ มองว่าแนวทางของพรรคสังคมนิยมและสภาแรงงานในยุคนั้นผิดพลาด แต่เขาก็ยังเห็นคุณค่าของแนวร่วมในหมู่ฝ่ายซ้ายด้วยกันโดยเฉพาะในสมัยที่เกิดรัฐบาลปฏิกิริยาฟาสซิสต์ของ มุสโสลีนี  ในการเสนอให้สร้างแนวร่วมกับพรรคสังคมนิยม กรัมชี่ ไม่ได้มองว่าพรรคนี้คือ “ซีกขวาของแนวคิดลัทธิกรรมาชีพ” แต่มองว่าพรรคสังคมนิยมและพรรคปฏิรูปทั้งหลายในขบวนการแรงงาน ที่ยอมรับระบบและกรอบของทุนนิยม เป็น “ซีกซ้ายของแนวคิดลัทธิชนชั้นนายทุน” งานเขียนของกรัมชี่เรื่องนี้ค่อนข้างจะสอดคล้องกับมุมมองของ เลนิน เรื่องพรรคแรงงานอังกฤษว่าเป็น “พรรคกรรมาชีพที่ใช้แนวคิดชนชั้นนายทุน”

สำหรับคนที่เสนอตลอดว่ากรรมาชีพไม่สามารถมีบทบาทนำในการต่อสู้ กรัมชี่ มองว่า “ผู้ที่คัดค้านการจัดตั้งพรรคกรรมาชีพในสถานประกอบการและสถานที่การผลิต เป็นผู้ที่มีความคิดเป็นปฏิปักษ์กับกรรมาชีพ นี่คือตัวอย่างของความคิดนายทุนน้อยที่ต้องการใช้มวลชนกรรมาชีพในการปฏิรูปสังคม แต่ไม่ต้องการการปฏิวัติสังคมโดยกรรมาชีพและเพื่อกรรมาชีพ”  แต่นักวิชาการปัจจุบันจำนวนมากที่เอ่ยถึง กรัมชี่ ไม่เคยทำงานจัดตั้งพรรคของกรรมาชีพแต่อย่างใด

มาร์คซ์ เองเกิลส์ เลนิน และ ตรอทสกี ไม่มีประสบการโดยตรงจากการทำงานในประเทศทุนนิยมประชาธิปไตยที่เจริญ ดังนั้นงานของ โรซา ลัคแซมเบอร์ค (จากเยอรมัน) และของ กรัมชี่ (จากอีตาลี่) จึงมีความสำคัญในการอธิบายว่าทำไมยังต้องมีการปฏิวัติระบบทุนนิยมเพื่อสร้างสังคมนิยมในประเทศที่พัฒนาแล้ว ทั้งๆ ที่ประเทศเหล่านี้อาจมีระบบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา

กรัมชี่ ในงาน “สมุดบันทึกจากคุก” อธิบายว่าในประเทศพัฒนาที่มีระบบประชาธิปไตยมานาน ชนชั้นปกครองจะสร้างสถาบันขึ้นมามากมายในสังคม หรือที่ กรัมชี่ เรียกว่า “ประชาสังคม” สถาบันดังกล่าวมีไว้ครอบงำความคิดของพลเมือง ดังนั้นปัญหาใหญ่ของนักมาร์คซิสต์คือ จะทำอย่างไรเพื่อแย่งชิงอิทธิพลทางความคิดหลักในสังคมที่เดิมเป็นของชนชั้นปกครอง เพื่อมาเป็นแนวคิดของชนชั้นกรรมาชีพ กรัมชี่ เรียกการต่อสู้เพื่อแย่งชิงการครองใจในทางความคิด (hegemony) ว่าเป็นสงครามจุดยืน

ในประเด็น “ประชาสังคม” นี้จะเห็นว่า ประชาสังคมของ กรัมชี่ มีความหมายแตกต่างออกไปจากการใช้คำว่า “ประชาสังคม” ในแวดวงนักวิชาการและขบวนการ เอ็นจีโอ ในปัจจุบัน เพราะ กรัมชี่ มองสถาบันของประชาสังคมในแง่ร้ายว่าเป็นเครื่องมือในการปกครองครอบงำของชนชั้นนายทุน แต่กระแสปัจจุบันมองว่าประชาสังคมเป็นเครื่องมือของฝ่ายประชาชนในการลดทอนอำนาจรัฐ อย่างไรก็ตามแนวคิดแบบนี้จบลงด้วยการไม่ท้าทายอำนาจรัฐแต่อย่างใด

กรัมชี่ มองว่าการต่อสู้เพื่อการปฏิวัติสังคมนิยมมีสองรูปแบบที่ต้องใช้ในประเทศทุนนิยมประชาธิปไตย รูปแบบแรกคือ “สงครามทางจุดยืน” (war of position) ซึ่งเป็นการต่อสู้เพื่อช่วงชิงความผูกขาดทางความคิดของชนชั้นปกครอง และรูปแบบที่สองคือ “สงครามขับเคลื่อน” (war of manoeuvre) ซึ่งเป็นขั้นตอนการยึดอำนาจรัฐผ่านการปฏิวัติสังคมนิยม

สรุปแล้ว กรัมชี่ อธิบายว่าในระบบทุนนิยมประชาธิปไตย ถ้าเราจะล้มอำนาจรัฐและสร้างสังคมนิยม เราต้องต่อสู้เพื่อขยายอิทธิพลทางการเมืองของแนวคิดกรรมาชีพเพื่อครองใจคนส่วนใหญ่และทำลายเกราะป้องกันตัวที่นายทุนสร้างขึ้นภายในสถาบันต่างๆ ของประชาสังคมในขั้นตอนแรก

กรัมชี่ เสนอว่าการต่อสู้ขั้นตอน “สงครามทางจุดยืน” เพื่อช่วงชิงอิทธิพลทางความคิดในสังคม ขบวนการปฏิวัติสังคมนิยมต้องใช้ “ปัญญาชนอินทรีย์” (organic intellectuals) ซึ่งในมุมมอง กรัมชี่ “ปัญญาชนอินทรีย์” คือปัญญาชนที่ใกล้ชิดและเติบโตจากการต่อสู้ประจำวันของกรรมาชีพ ปัญญาชนประเภทนี้ต้องเกิดขึ้นจากการพัฒนากรรมาชีพธรรมดามาเป็น “ปัญญาชนกรรมาชีพ” อย่างไรก็ตามในสงครามทางจุดยืน กรัมชี่ มองว่าเราต้องไม่ลืมปัญญาชนจากชนชั้นอื่นที่มีส่วนในการสร้างการผูกขาดทางความคิดที่เป็นปฏิปักษ์ต่อแนวกรรมาชีพ กรัมชี่ จึงเสนอว่าภาระอันหนึ่งของปัญญาชนกรรมาชีพคือการชักชวนให้ปัญญาชนจากชนชั้นอื่นเปลี่ยนความคิดมาสนับสนุนกรรมาชีพ หรืออย่างน้อย หาทางในการลดอิทธิพลของปัญญาชนดังกล่าวในสังคม

กรัมชี่ อธิบายว่าถ้าเราจะต่อสู้เพื่อเปลี่ยนความคิดของกรรมาชีพ เราต้องเริ่มต้นจากการเข้าใจว่าในสมองของคนคนเดียวกันมักจะมีความคิดขัดแย้งดำรงอยู่เสมอ ความคิดสายหนึ่งมาจากการพยายามครอบงำความคิดในสังคมโดยชนชั้นปกครอง ดังนั้นเราทุกคนจะถูกกล่อมเกลาให้เชื่อแนวคิดของนายทุนที่เรียกว่า “กระแสหลัก” ซึ่งการกล่อมเกลาดังกล่าวกระทำผ่านสถาบันใน “ประชาสังคม” เช่นโรงเรียน ศาสนา สื่อต่างๆ และแม้แต่ครอบครัวเราเอง อย่างไรก็ตาม ในสมองของเราจะมีความคิดที่ขัดแย้งกับแนวแรกดำรงอยู่เสมอ ซึ่งความคิดรูปแบบที่สองมาจากประสบการณ์ประจำวันของเรา

ตัวอย่างของความคิดที่ขัดแย้งที่ดำรงอยู่ควบคู่กันไป เช่น เราอาจถูกสั่งสอนให้รักชาติและเคารพผู้นำของประเทศ แต่ในขณะเดียวกันเราอาจเห็นผู้นำกระทำตัวในลักษณะที่กอบโกยความร่ำรวยและกดขี่ขูดรีดคนไทยกันเองเป็นต้น ถ้าความขัดแย้งในความคิดดังกล่าวดำรงอยู่แค่ในระดับความคิดเท่านั้น โดยที่คนคนนั้นไม่ทำอะไร ความคิดที่ขัดแย้งกันอาจก่อให้เกิดความสับสนจนเลือกแนวไม่ถูก ตัดสินใจไม่ได้

ถ้าเราเข้าใจลักษณะความขัดแย้งทางความคิดที่ กรัมชี่ พูดถึง เราจะเริ่มเห็นวิธีการในการเปลี่ยนความคิดของมนุษย์เพื่อมาร่วมกับขบวนการปฏิวัติสังคมนิยม กรัมชี่ อธิบายว่าแค่การป้อนความคิดจากพรรคสังคมนิยมคงไม่เพียงพอ เพราะในที่สุด ในยามปกติ ชนชั้นปกครองที่คุมปัจจัยการผลิตทางวัตถุย่อมได้เปรียบในการสื่อและครอบงำความคิดของประชาชนในสังคม นี่คือสิ่งที่ คาร์ล มาร์คซ์ เสนอมาตลอด แต่ กรัมชี่ ชี้ให้เราเห็นว่าจุดอ่อนของชนชั้นปกครองในเรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อประชาชนมีประสบการณ์ในโลกจริงที่ขัดแย้งกับสิ่งที่ถูกสั่งสอนมา โดยเฉพาะในยามที่มนุษย์จำต้องต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพและผลประโยชน์ของตนเอง

กรัมชี่ เสนอว่าเมื่อมนุษย์เริ่มต่อสู้ในทางที่ขัดกับความเชื่อหลักในสังคม เช่นการออกมานัดหยุดงานหรือการประท้วง ทั้งๆ ที่ถูกสอนมาว่าเป็นสิ่งไม่ดี มนุษย์จะมีโอกาสปรับเปลี่ยนจิตสำนึกได้ง่ายขึ้น และถ้าเกิดการปรับเปลี่ยนจิตสำนึกและความเข้าใจในโลกจากมุมมองกระแสหลักมาเป็นมุมมองของกรรมาชีพ จะเกิดเอกภาพของทฤษฏีและการปฏิบัติของชนชั้นกรรมาชีพ

ชาวมาร์คซิสต์เข้าใจว่ากลุ่มคนที่อาจเปิดกว้างในการรับความคิดใหม่ๆ ที่ทวนกระแสหลัก เช่นคนที่มีแนวโน้มที่จะรับความคิดสังคมนิยม น่าจะเป็นกรรมาชีพที่กำลังต่อสู้ ไม่ใช่กรรมาชีพที่นิ่งเฉยรับสถานการณ์ ภาระของพรรคกรรมาชีพคือการนำการเมืองแบบมาร์คซิสต์ไปสู่กรรมาชีพที่ออกมาต่อสู้ในประเด็นปากท้องประจำวัน ในขณะเดียวกันพรรคกรรมาชีพจะต้องสนับสนุนและช่วยผลักดันให้เกิดการต่อสู้ทุกรูปแบบด้วย และต้องพยายามพัฒนาจิตสำนึกจากแค่เรื่องปากท้องไปเป็นการเมืองภาพกว้างในทุกประเด็น

tft-30-p-22-c

อย่างไรก็ตามมีการบิดเบือนแนวคิดของ กรัมชี่ ในสมัยนี้ ซึ่งมักทำโดยนักวิชาการในมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่ห่างเหินจากการต่อสู้จริงของกรรมาชีพ  พวกนี้พยายามตีความข้อเขียนของกรัมชี่ในเรื่องเกี่ยวกับการต่อสู้เพื่อการครองใจทางความคิด หรือการต่อสู้ใน “สงครามทางจุดยืน” ว่าเป็นการเสนอว่าไม่จำเป็นต้องปฏิวัติเพื่อยึดอำนาจรัฐอีกแล้ว และพวกนี้มักคุยแลกเปลี่ยนเรื่องแนวคิดของ กรัมชี่ ในเสวนาวิชาการเหมือนกับว่าแนวคิดของ กรัมชี่ ไม่เกี่ยวอะไรเลยกับการต่อสู้ปฏิวัติของกรรมาชีพ เพื่อล้มทุนนิยม และสร้างสังคมนิยม

 

อ่านเพิ่ม http://bit.ly/2l0HoCy

จุดยืนมาร์คซิสต์ต่อธรรมกาย

ใจ อึ๊งภากรณ์

นักมาร์คซิสต์สังคมนิยมไม่มีศาสนา เรายึดถือแนวคิด “วัตถุนิยมประวัติศาสตร์” แทนความเชื่อในสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้ การวิเคราะห์โลกของเรากระทำไปเพื่อปฏิบัติการในการเปลี่ยนระบบ เราต้องการทำลายการกดขขี่ขูดรีดและเผด็จการ นี่คือสาเหตุที่เราไม่นับถือศาสนา และไม่เห็นด้วยกับปรัชญาศาสนา เพราะศาสนามักพาคนไปตั้งความหวังไว้กับอำนาจเบื้องสูงที่จับต้องไม่ได้ และมักจะเป็นคำสอนที่ถกเถียงด้วยเหตุผลไม่ได้อีกด้วย คือเน้นการเชื่อฟังและศรัทธาอย่างเดียว

อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ศาสนาของนักมาร์คซิสต์ มีความละเอียดอ่อนและแหลมคม

ต่อสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นกับธรรมกายในไทย เรามีสามจุดยืนที่สำคัญคือ

  1. ศาสนาควรเป็นเรื่องส่วนตัว รัฐไม่ควรเข้ามายุ่ง ศาสนาควรแยกออกจากรัฐโดยสิ้นเชิง และพลเมืองทุกคนควรมีสิทธิเต็มที่ ที่จะนับถือและปฏิบัติศาสนาตามความเชื่อของตนเอง ใครจะนับถือพุทธ โดยไม่มีสังฆราชหรือวัด ก็ควรมีเสรีภาพ ใครจะนับถือผีก็ควรมีสิทธิ์

เลนิน นักปฏิวัติรัสเซีย เคยเน้นว่า การเลือกปฏิบัติต่อคนบนพื้นฐานการนับถือศาสนา หรือไม่นับถือศาสนา เป็นสิ่งที่เราไม่ควรยอมรับ แม้แต่การระบุศาสนาในเอกสารราชการก็ไม่ควรมี และรัฐไม่ควรให้เงินสนับสนุนศาสนาใด พลเมืองที่เป็นศาสนิกชนควรลงขันสนับสนุนศาสนาของตนเองอย่างเสรี

  1. ในโลกของมนุษย์ไม่มีวิธีนับถือศาสนาที่ “แท้จริง” ศาสนาเป็นเรื่องของการปฏิบัติที่แตกต่างกันของหลากหลายมนุษย์ในยุคต่างๆ ดังนั้นทุกนิกายต้องถือว่าเป็นศาสนาแท้

คาร์ล มาร์คซ์ เคยวิจารณ์คนที่มองว่าแก่นแท้ของศาสนาอยู่ที่ “คัมภีร์” เท่านั้น  แต่ถ้าพิจารณาความคิดทางศาสนา จะเห็นว่ามันมักสะท้อนกฏระเบียบที่มนุษย์สร้างเองในบริบทต่างๆ ของสังคม และมนุษย์เป็นผู้เขียน “คัมภีร์” และตีความ “คัมภีร์” ในลักษณะหลายหลายเสมอ การถกเถียงกันระหว่างคนที่ตีความ “คัมภีร์” แตกต่างกัน เป็นเรื่องไม่มีวันจบ และในความเป็นจริงศาสนาต่างๆ จงใจให้มีการตีความหลากหลาย เพื่อเอาใจทุกคนและเพื่อขยายอิทธิพล

  1. ในสังคมที่ไร้เสรีภาพและบ่อยครั้งไร้ความหวัง คนที่นับถือศาสนา นับถือด้วยเหตุผลของเขา เขาไม่ใช่คนโง่เขลา

มาร์คซ์ เคยเขียนว่า “ความทุกข์ของมนุษย์ที่มีรูปแบบออกมาทางศาสนาคือความทุกข์จริง ศาสนาคือการประท้วงต่อความทุกข์จริงในโลก คือการถอนหายใจของผู้ถูกกดขี่ คือหัวใจในโลกที่ไร้หัวใจ คือวิญญาณในสภาพไร้วิญญาณ” แต่ มาร์คซ์ เขียนต่อว่า “ศาสนาคือฝิ่นของประชาชน” มันให้ความอบอุ่นจอมปลอมนั้นเอง

คำอธิบายนี้เป็นสิ่งที่ใช้แนะท่าทีของเราต่อชายคนที่ผูกคอตายประท้วง คสช. ได้อีกด้วย

ดังนั้นในเรื่องที่เผด็จการทหารของประยุทธ์ปราบวัดธรรมกาย เนื่องจากคสช.มองว่าเป็นกลุ่มคนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามทางการเมืองกับตนและพรรคพวกของตนเอง ซึ่งรวมถึงพระเลวของเผด็จการอย่างพุทธอิสระ  เราต้องประณาม เราต้องประณามการใช้ ม.44 ในเรื่องนี้ด้วย แม้ว่าชาวมาร์คซิสต์จะไม่สนับสนุนศาสนาใดๆ รวมถึงธรรมกาย

แน่นอน เราขอประณามพระสงฆ์ไทยและพม่าที่เหยียดหยามชาวมุสลิม และเราควรปกป้องชาวมุสลิมที่กำลังถูกกดขี่เหยียดหยามทั่วโลกในยุคนี้

ในเรื่องข้อกล่าวหาต่อพระสงฆ์ว่ากระทำความผิด ต้องมีการนำมาพิสูจน์ในศาลที่มีความยุติธรรม พระไม่ควรมีอภิสิทธิ์พิเศษ แต่ในไทยตอนนี้มีความยุติธรรมหรือไม่?

นอกจากนี้ สตรีที่ต้องการบวชเป็นพระสงฆ์ก็ควรมีเสรีภาพที่จะกระทำสิ่งนั้น กะเทยด้วย ไม่ควรมีใครที่มีอำนาจอะไรมาห้าม

ท้ายสุด เราจะพยายามชักชวนท่านผู้นับถือศาสนา ให้เปลี่ยนใจตามความสมัครใจ และเลิกนับถือศาสนาโดยสิ้นเชิง เราจะชวนให้ท่านหันมาร่วมจับมือกับเพื่อนมนุษย์ ตั้งความหวังไว้กับมนุษย์ และร่วมกันต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมให้มีเสรีภาพ ความยุติธรรม และความเท่าเทียม แต่ถ้าท่านยังไม่พร้อมจะสลัดความคิดทางศาสนาออกจากหัว เราก็ยังยินดีร่วมต่อสู้เพื่อสิ่งเหล่านี้กับท่านโดยไร้อคติ

โรซา ลัคแซมเบอร์ค สตรีนักปฏิวัติ

ใจ อึ๊งภากรณ์

นักวิชาการในปัจจุบันที่กล่าวถึง โรซา ลัคแซมเบอร์ค มักจะบิดเบือนประวัติและผลงานของสตรีนักปฏิวัติคนนี้ โดยพยายามสร้างภาพว่าเขาเป็นคนที่ปฏิเสธการต่อสู้แบบสุดขั้วตามแนวมาร์คซิสต์ ในปัจจุบันมีความพยายามจะแยกเขาออกจากนักต่อสู้มาร์คซิสต์อย่าง เลนิน หรือ ตรอทสกี้ โดยคนที่ชอบพูดว่าสังคมนิยมมันหมดยุคไปแล้ว

rosa-luxemburg

อย่างไรก็ตาม โรซา ลัคแซมเบอร์ค เป็นนักปฏิวัติที่กล้าท้าทายกระแสหลักตลอดเวลา ตอนเป็นสาววัย 27 ปี เขากล้าเขียนบทความท้าทายพวก “ผู้ใหญ่” ในพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยเยอรมัน เช่น คาร์ล เคาท์สกี และเอดวาร์ด เบิรน์สไตน์ เพราะมองว่าพวกนั้นเป็นพวกนักปฏิรูปที่ยอมจำนนต่อทุนนิยม

แนวคิดของพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยเยอรมันในยุคนั้นมีความขัดแย้งในตัว คือทั้งๆ ที่เสนอว่า “ต้องปฏิวัติล้มระบบทุนนิยม” ในรูปธรรมกิจกรรมประจำวันของพรรคจะเป็นรูปแบบการค่อยๆ กดดันให้มีการปฏิรูปทุนนิยมผ่านรัฐสภา ไม่ใช่ล้มระบบ ในที่สุดคนอย่าง เอดวาร์ด เบิรน์สไตน์ ก็เสนอว่าทฤษฏีของมาร์คซ์ และเองเกิลส์ “ผิดพลาด” ตรงที่มองว่าต้องปฏิวัติทุนนิยม เพราะ เบิรน์สไตน์ มองว่าตอนนั้นในเยอรมันสามารถค่อยๆ เปลี่ยนแปลงระบบผ่านการเลือกตั้งในรัฐสภาได้

โรซา ลัคแซมเบอร์ค เขียนไว้ในบทความ  “ปฏิรูป หรือ ปฏิวัติ?” เพื่อเถียงกับพวกสังคมนิยมอนุรักษ์นิยมที่ชอบกล่าวหานักปฏิวัติมาร์คซิสต์ว่ารอแต่วันปฏิวัติในขณะที่ไม่สนใจการต่อสู้ประจำวัน….

“สังคมนิยมมาร์คซิสต์ต่อต้านการปฏิรูปที่ค่อยเป็นค่อยไปจริงหรือ?  เราสามารถนำการปฏิวัติสังคม ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบสังคมปัจจุบันโดยสิ้นเชิงและเป็นเป้าหมายสุดท้ายของเรา มาเปรียบเทียบและหาข้อแตกต่างกับการปฏิรูปแบบค่อยเป็นค่อยไปได้หรือไม่? เราทำไม่ได้โดยเด็ดขาด!! การต่อสู้ประจำวันเพื่อการปฏิรูป เพื่อพัฒนาความเป็นอยู่ประจำวันของชนชั้นกรรมาชีพภายในกรอบของสังคมปัจจุบัน หรือการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เป็นโอกาสเดียวของชาวสังคมนิยมที่จะลงมือร่วมสู้ในสงครามชนชั้นของชนชั้นกรรมาชีพ เพื่อบรรลุจุดเป้าหมายสุดท้าย คือการยึดอำนาจทางการเมืองและการทำลายระบบการจ้างงาน สำหรับชาวสังคมนิยม การปฏิรูปทางสังคมและการปฏิวัติมีสายใยผูกพันเชื่อมโยงที่ไม่สามารถตัดขาดได้  วิธีการต่อสู้คือ ผลักดันการปฏิรูปเล็กๆน้อยๆ แต่เป้าหมายคือการปฏิวัติ”

แต่ในขณะเดียวกัน โรซา ลัคแซมเบอร์ค วิจารณ์พวกสังคมนิยมอนุรักษ์นิยมที่มองว่าการปฏิรูปค่อยเป็นค่อยไปเป็นทางเลือกใหม่ ที่ทำให้การปฏิวัติไม่จำเป็นแล้ว เขาอธิบายว่าถ้าไม่มีพลังที่จะผลักดันการปฏิวัติ การปฏิรูปจะไม่เกิดเลย…

“ชะตากรรมของประชาธิปไตย  ผูกพันกับชะตากรรมของชนชั้นกรรมาชีพ  แต่การพัฒนาประชาธิปไตยทำให้การปฏิวัติของชนชั้นกรรมาชีพหรือการยึดอำนาจทางการเมืองโดยกรรมกรไม่จำเป็น หรือเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้จริงหรือ?…การปฏิรูปกฎหมายและการปฏิวัติไม่ใช่วิธีการที่แตกต่างกันในกระบวนการทางประวัติศาสตร์ เพื่อเป้าหมายเดียวกันแต่อย่างใด มันไม่เหมือนการเลือกไส้กรอกร้อนหรือไส้กรอกเย็นในร้านค้า การปฏิรูปทางกฎหมายและการปฏิวัติเป็นปัจจัยที่แตกต่างกันในการพัฒนาสังคมชนชั้นจริง  แต่ทั้งสองจะมีผลกระทบซึ่งกันและกัน เกิดขึ้นควบคู่กันไป และในขณะเดียวกันเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกัน เหมือนขั้วโลกเหนือกับขั้วโลกใต้ หรือชนชั้นนายทุนกับชนชั้นกรรมาชีพ การปฏิรูปกฎหมายทุกชนิดเป็นผลจากการปฏิวัติ ในประวัติของชนชั้น การปฏิวัติเป็นการสร้างสรรค์ทางการเมือง การปฏิรูปจึงไม่มีพลังของมันเองที่สามารถแยกออกจากการปฏิวัติได้”

rluxemburgcpwz

นอกจากนี้ โรซา ลัคแซมเบอร์ค ย้ำเสมอว่าประชาธิปไตยภายใต้ทุนนิยมเป็นสิ่งที่เราควรต่อสู้เพื่อได้มาหรือปกป้องไว้ ทั้งๆที่มันไม่ใช่สังคมนิยม…

“ถ้ามองจากมุมมองของนายทุน บางครั้งเขาจะไม่ให้ความสำคัญกับระบบประชาธิปไตย หรือเขาอาจรำคาญกับระบบนี้ด้วยซ้ำ แต่สำหรับชนชั้นกรรมาชีพ ระบบประชาธิปไตยเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง สำคัญเพราะรูปแบบทางการเมืองที่เกิดขึ้นในระบบนี้ เช่นการบริหารตนเองและสิทธิในการลงคะแนนเสียง ชนชั้นกรรมาชีพสามารถใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการแปรรูปทุนนิยมได้ ฉะนั้นระบบประชาธิปไตยมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับชนชั้นกรรมาชีพ เนื่องจากการใช้สิทธิเสรีภาพทางประชาธิปไตยในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยเป็นทางเดียวที่จะทำให้ชนชั้นกรรมาชีพเกิดจิตสำนึกในผลประโยชน์ของชนชั้นตนเอง และภาระทางประวัติศาสตร์ของชนชั้นตนเอง ถ้าจะสรุปสั้นๆ ประชาธิปไตยไม่ได้มีความสำคัญเพราะจะทำให้การยึดอำนาจโดยชนชั้นกรรมาชีพไม่จำเป็นอีกต่อไป แต่เพราะมันทำให้การปฏิวัติยึดอำนาจดังกล่าวมีความจำเป็นและความเป็นไปได้ต่างหาก”

เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่งขึ้นในปี 1914 พวกนักสังคมนิยมที่เคยพูดในนามธรรมว่าต้านสงคราม กลับหันไปรับแนวชาตินิยมของชนชั้นนายทุนท่ามกลางกระแสปลุกสงคราม มีแต่ โรซา ลัคแซมเบอร์ค กับ สหายใกล้ชิดของเขาชื่อ คาร์ล ลีบนิค ที่กล้าค้านสงครามจนต้องติดคุก

karlandrosa

หลังสงครามสิ้นสุดลงท่ามกลางการปฏิวัติรัสเซียปี 1917 กระแสปฏิวัติในประเทศต่างๆ ของยุโรปพุ่งสูง มีการเดินขบวนของทหารเรือติดอาวุธร่วมกับคนงานท่าเรือที่เมือง เคียล์ หลังจากนั้นมีการตั้งกรรมการทหาร ในเมือง บเรเมน, แฮนโนเวอร์, โคโลน, ไลป์ซิก, ดเรสเดน และเมืองอื่นๆ อีกมากมาย ทหารชั้นล่างกับคนงานยึดเมือง มิวนิค และมีการประกาศตั้งสาธารณรัฐโซเวียดของแคว้น บาวาเรีย ซึ่งอยู่ได้หลายเดือน ส่วนในเมืองหลวง เบอร์ลิน ทหารชั้นล่างติดอาวุธร่วมกับกรรมาชีพถือธงแดงในการเดินขบวน และนักสังคมนิยมอย่าง คาร์ล ลีบนิค ปรากฏตัวที่ระเบียงพระราชวังเพื่อประกาศว่ามีการก่อตั้ง “สาธารณรัฐสังคมนิยม” และเริ่มกระบวนการ “ปฏิวัติโลก” ซึ่งทำให้พระเจ้าไคเซอร์ต้องหนีออกนอกประเทศทันที

Retuschiertes OriginalAufnahmedatum: 1919Aufnahmeort: BerlinMaterial/Technik: FotografieSystematik: Geschichte / Deutschland / 20. Jh. / Weimarer Republik / Januar-Februar 1919 / Spartakus / Liebknecht
Retuschiertes Original
Aufnahmedatum: 1919
Aufnahmeort: Berlin
Material/Technik: Fotografie
Systematik:
Geschichte / Deutschland / 20. Jh. / Weimarer Republik / Januar-Februar 1919 / Spartakus / Liebknecht

พวกสังคมนิยมเยอรมันส่วนใหญ่สองจิตสองใจเรื่องการปฏิวัติ คือแกว่งไปแกว่งมาระหว่างการปฏิวัติกับการปฏิรูประบบเดิม มีแค่ “กลุ่มสันนิบาตสบาร์ตาคัส” ของ โรซา ลัคแซมเบอร์ค กับ คาร์ล ลีบนิค เท่านั้นที่ชัดเจนว่าต้องปฏิวัติสังคมนิยม อย่างไรก็ตามกลุ่มนี้พึ่งแยกตัวออกจากพวกพรรคสังคมนิยมปฏิรูปก่อนหน้านี้ไม่นาน จึงไม่ได้มีการจัดตั้งมวลชนอย่างเป็นระบบ ในที่สุดไม่เข้มแข็งพอที่จะนำการปฏิวัติได้

ในปลายเดือนธันวาคม 1918 รัฐมนตรีมหาดไทย นอสก์ จากพรรคสังคมนิยม ตัดสินใจสร้างกองกำลังทหารรับจ้าง “ไฟรคอพส์” ที่ประกอบไปด้วยพวกอนุรักษ์นิยมคลั่งชาติ เพื่อตระเวนไปทั่วเยอรมันและปราบปรามทำลายขบวนการแรงงานและนักสังคมนิยมปฏิวัติ บางหน่วยของกองกำลังนี้เริ่มใช้ธงสวัสติกะ ซึ่งกลายเป็นสัญญลักษณ์นาซีภายใต้ฮิตเลอร์

นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของเยอรมันชื่อ เอเบอร์ด จากพรรคสังคมนิยมปฏิรูป วิ่งไปจับมือทันทีกับพวกนายพลเก่า เพื่อ “สร้างความสงบเรียบร้อย” และการสร้างความสงบเรียบร้อยสำหรับระบบทุนนิยมแปลว่าต้องจัดการกับนักปฏิวัติ อย่าง โรซา ลัคแซมเบอร์ค กับ คาร์ล ลีบนิค ซึ่งมีฐานสนับสนุนในมวลชนทหารระดับล่างและกรรมาชีพของเมือง เบอร์ลิน

ฝ่ายนายพลและรัฐบาลสร้างเรื่องให้มีการลุกฮือ เพื่อปราบปรามขบวนการปฏิวัติ จน โรซา ลัคแซมเบอร์ค กับ คาร์ล ลีบนิค ถูกฆ่าทิ้ง มีการโยนศพลงคลองในวันที่ 15 มกราคม 1919 หลังจากนั้นพวกคนชั้นกลางก็เฉลิมฉลองด้วยความดีใจและความป่าเถื่อนตามเคย

01-15b

สำหรับนักเคลื่อนไหวในไทยในยุคปัจจุบัน มันมีบทเรียนสำคัญจากชีวิต โรซา ลัคแซมเบอร์ค คือ (1) การปฏิรูปที่ทำให้สังคมเดินหน้า ต้องอาศัยพลังการต่อสู้ระดับการปฏิวัติเสมอ ไม่ใช่การประนีประนอมหรือการปรองดอง ความก้าวหน้าหลังการลุกฮือล้มเผด็จการทหารในยุค 14 ตุลา หรือพฤษภา 35 เป็นสิ่งที่พิสูจน์ความจริงอันนี้ (2) ต้องจัดตั้งองค์กรสังคมนิยมปฏิวัติให้เข้มแข็งแต่เนิ่นๆ เพราะถ้าไม่มีองค์กรณ์แบบนั้นการลุกฮือจะโดนลากเพื่อไปรับใช้อำนาจเดิม (3) นักปฏิวัติทั้งชายและหญิง โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ต้องกล้าท้าทาย “ผู้ใหญ่” ทั้งหลายที่เริ่มแปรตัวเป็นคนอนุรักษ์นิยม (4) ถ้าไม่มีการปฏิวัติล้มระบบทุนนิยมสังคมจะวนเวียนอยู่ในความป่าเถื่อนตลอดไป แต่ในขณะเดียวกันนักปฏิวัติต้องสนใจการต่อสู้เล็กๆ น้อยๆ ประจำวัน และการต่อสู้เพื่อปราธิปไตยเสมอ