Tag Archives: รัฐสวัสดิการ

พรรคอนาคตใหม่ร้อนตัว ใจ อึ๊งภากรณ์ ตอบคำโต้แย้งของ ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี

 

 มีหลายคนออกมาโต้บทความของผม “แรงงานไม่ควรหลงเลือกนายใหม่ในรูปแบบพรรคอนาคตใหม่” [ดู https://bit.ly/2yJp3Q0 ] ผมจะไม่ขอโต้ตอบ พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ ที่ไม่เข้าใจอะไรเลยเกี่ยวกับชนชั้นในโลกทุนนิยมสมัยใหม่หรือแม้แต่พรรคแรงงานอังกฤษภายใต้ เจเรมี คอร์บิน และจะไม่ขอโต้กับ จิตรา คชเดช ที่หดหู่จนยอมจำนนด้วยคำพูดว่าในไทย “การรวมตัวของคนงานมันยาก แค่จัดตั้งสหภาพแรงงาน ผลประโยชน์ใกล้ตัวที่สุดจับต้องได้ ยังยากเลย นับประสาอะไรจะตั้งพรรคการเมืองกรรมกร มันยิ่งยากกว่าหลายเท่า” สองคนนี้ได้แต่กระแนะกระแหนแบบไร้สาระ

แต่จะขอโต้ตอบ ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี เพราะการโต้แย้งของเขามีสาระ ทั้งๆ ที่เต็มไปด้วยช่องโหว่

ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี อ้างว่าพรรคอนาคตใหม่มีนโยบายสร้างรัฐสวัสดิการ แต่ในเว็บไซต์ของพรรค [ดู https://bit.ly/2ESdyvi ]  มีการเขียนเพียงแต่ว่า “พรรคอนาคตใหม่ตระหนักถึงความจำเป็นในการผลักดันให้ประเทศไทยเดินหน้าสู่การสร้างรัฐสวัสดิการที่ถ้วนหน้า ครบวงจร”

คำสำคัญในประโยคนี้คือ “ผลักดัน” และ “เดินหน้าสู่” พูดง่ายๆ มันเป็นแค่ความหวังหรือความฝันสำหรับอนาคต แต่ถ้าพรรคมีนโยบายที่จะสร้างรัฐสวัสดิการจริง จะต้องเขียนไว้ว่าพรรค “จะลงมือสร้างรัฐสวัสดิการ” โดยอธิบายว่าจะมีรายละเอียดอะไรบ้างอย่างเป็นรูปธรรม และจะสร้างภายในอายุของรัฐบาลหรือรัฐสภา คือภายใน4ปี หรือไม่ ในกรณีรัฐบาลอังกฤษหลังสงครามโลกครั้งที่สองมีการระบุอย่างชัดเจนว่าจะมีสวัสดิการอะไรบ้าง และเริ่มใช้งานเมื่อไร ในกรณีรัฐบาลไทยรักไทยก็มีนโยบายชัดเจนและเป็นรูปธรรมว่าจะเริ่มโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคเมื่อไรและจะมีหน้าตาอย่างไร

ในเว็บไซต์ของพรรคอนาคตใหม่เขียนไว้อีกว่า “พรรคจึงเร่งปรับให้ค่าใช้จ่ายการศึกษาหลังการศึกษาภาคบังคับอยู่ในอัตราที่เหมาะสมต่อการเข้าถึงของประชาชนทั่วไปและสร้างกลไกการสนับสนุนค่าใช้จ่ายสำหรับปัจเจกชนในการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย” คือไม่เรียนฟรีอย่างถ้วนหน้านั้นเอง แต่หลายประเทศในยุโรปมีการเรียนฟรีในระบบรัฐสวัสดิการ

มีการเขียนต่อว่าจะ “ขยายสิทธิและพัฒนาหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้ใกล้เคียงกับสวัสดิการของกลุ่มข้าราชการและมุ่งหวังให้คนไทยได้รับสิทธิการรักษาพยาบาลที่ไม่มีค่าใช้จ่าย” และ “ผู้มีความต้องการด้านการรักษาในโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูงและต้องรักษาต่อเนื่อง จะถูกคำนึงในฐานะสิทธิและศักดิ์ศรีของมนุษย์มากกว่าต้นทุนค่าใช้จ่าย” พูดง่ายๆ คือยังมีระบบสองมาตรฐาน และแค่หวังว่าจะฟรี ไม่ยืนยันว่าจะฟรี

แต่ในระบบรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า การรักษาพยาบาลต้องมีมาตรฐานเหมือนกันหมดและฟรีสำหรับทุกคนไม่ว่าจะมีโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูงและต้องรักษาต่อเนื่องหรือไม่

ในเรื่องภาษี การเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้า คือในอัตราสูงจากคนรวยและกลุ่มทุน เป็นเรื่องสำคัญ แต่พรรคอนาคตใหม่เขียนไว้แค่ว่า “ลดความเหลื่อมล้ำผ่านมาตรการภาษี ไม่ว่าจะเป็นภาษีมรดก ภาษีการถือครองที่ดินปริมาณสูง” ไม่มีการพูดถึงภาษีรายได้ของคนรวยและภาษีที่เก็บจากธุรกิจกลุ่มทุนที่ควรเก็บในอัตราสูง

สรุปแล้วในรูปธรรมนโยบายพรรคอนาคตใหม่ยังไปไม่ถึงรัฐสวัสดิการ และมันตรงกับที่ผมเขียนในบทความของผมว่าพรรคอนาคตใหม่ “ไม่มีข้อเสนอให้เก็บภาษีในอัตราสูงจากเศรษฐีหรือกลุ่มทุน… ไม่มีข้อเสนอเป็นรูปธรรมว่าจะสร้างรัฐสวัสดิการ”

นอกจากนี้ในเรื่องแนวคิด Negative Income Tax หรือเงินคืนภาษีให้คนรายได้น้อยกว่า 100,000บาทต่อปี เงินที่จะให้คนจนมาจากงบประมาณของรัฐ ซึ่งแปลว่ากลุ่มทุนหรือธุรกิจไม่ต้องเพิ่มค่าจ้าง ตรงนี้ ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี ไม่สามารถเถียงได้เลย

 

ในเรื่องกฏหมายแรงงาน ในบทความของผม ผมเขียนไว้ว่า “พรรคอนาคตใหม่ไม่มีข้อเสนอให้รื้อถอนกฏหมายแรงงานที่เป็นอุปสรรคต่อการเคลื่อนไหวของสหภาพแรงงาน และร่างกฏหมายแรงงานใหม่ที่ให้อำนาจกับสหภาพ” ซึ่งผมยืนยันว่าเป็นจริง ส่วน ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี แค่ชี้ไปที่นโยบายพรรคว่าจะ “รับอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 87 ว่าด้วย เสรีภาพในการสมาคมและการคุ้มครองสิทธิในการรวมตัวกัน และฉบับที่ 98 ว่าด้วยการปฏิบัติตามหลักแห่งสิทธิในการรวมตัวกันและการเจรจาต่อรอง” ซึ่งอนุสัญญาดังกล่าวไม่ได้ทำให้อุปสรรคในการนัดหยุดงานหายไป หรือเพิ่มอำนาจต่อรองให้กับสหภาพแรงงานให้เท่ากับอำนาจทุนในรูปธรรมแต่อย่างใด เพราะอนุสัญญาดังกล่าวเป็นแค่นามธรรมที่ไม่ลงรายละเอียดเลย และไม่ห้ามไม่ให้นายทุนปิดงานอีกด้วย

และเรายังไม่พูดถึงการที่พรรคอนาคตใหม่ไม่เสนอให้ยกเลิก 112 ไม่เสนอให้สตรีมีสิทธิทำแท้งเสรี และไม่เสนอให้ชาวปาตานีสามารถกำหนดอนาคตตนเองโดยไม่ต้องพิจารณาความมั่นคงของชาติ

Advertisements

รัฐไทยให้ความสำคัญกับพลเมืองน้อยเกินไป

ใจ อึ๊งภากรณ์

[เพื่อความสะดวกในการอ่าน เชิญไปอ่านที่บล็อกโดยตรง]

จากการพูดคุยกับมิตรสหายและการอ่านความเห็นของเพื่อนในโซเชียลมีเดีย ผมได้เรียนรู้และมีข้อสรุปบางอย่างจากกรณีที่ทีมหมูป่าติดอยู่ในถ้ำ และกรณีนักท่องเที่ยวจีนที่เสียชีวิตจากเรือล่มที่ภูเก็ต มันมีหลายประเด็นซ้อนกัน

ผมจะไม่ลงรายละเอียดอะไรเกี่ยวกับน้ำใจของอาสาสมัครนับร้อย ทั้งไทยและต่างประเทศ ที่ร่วมมือกันเพื่อนำเด็กๆ ออกจากถ้ำ เพราะเป็นเรื่องที่ชัดเจนและใครๆ ก็ทราบกันทั่วโลก แต่จะขอสำรวจประเด็นปัญหาที่มาจากรัฐไทย

ในประการแรกเราจะเห็นว่าเรื่อง “ความปลอดภัยของพลเมือง” เป็นเรื่องรอง (มากๆ) ในสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นมาตรการเพื่อรักษาความปลอดภัยเด็กๆ หรือความปลอดภัยในการท่องเที่ยว ผมจะไม่โทษโคชของทีมหมูป่า เพราะจะเป็นเพียงการซ้ำเติมความเจ็บปวดของคนนี้ ซึ่งแน่นอนเขาสรุปทบทวนอะไรจากเหตุการณ์ได้เอง และมันไม่ใช่เรื่องความรับผิดชอบปัจเจกด้วย มันเป็นเรื่องความรับผิดชอบของสังคมและรัฐ แต่ผมอยากจะชี้ให้เห็นว่าในประเทศตะวันตกคนที่ทำงานกับเด็กๆ ในกิจกรรมต่างๆ ต้องผ่านการฝึกฝนในเรื่องความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด กฏระเบียบต่างๆ เรื่องความปลอดภัยมีมากมาย และนอกจากนี้ถ้ามีแหล่งเที่ยวที่อาจเป็นภัยเมื่อฝนตกหนัก มันจะมีประตูกั้นไม่ให้คนเข้าไปในยามที่ไม่ปลอดภัย

สำหรับความปลอดภัยในการเดินเรือ หรือความปลอดภัยบนท้องถนน สังคมไทยมีมาตรฐานต่ำมาก เพราะไม่มีกฏระเบียบที่เคร่งครัด ไม่มีเจ้าหน้าที่คอยตรวจสอบเพียงพอ มีแต่ตำรวจที่คอยดักเก็บส่วย ไม่มีระบบคมนาคมมวลชนที่ปลอดภัย ไม่มีวันหยุดเพียงพอสำหรับคนทำงาน คนเลยเดินทางหนาแน่นในวันสงกรานต์ฯลฯ

การที่เรือล่มที่ภูเก็ต ก็เป็นเพราะไม่มีการประสานกันอย่างมีประสิทธิภาพระหว่างหน่วยงานต่างๆ ของภาครัฐ และไม่มีการคุมลักษณะของเรือท่องเที่ยวและทดสอบระบบความปลอดภัยอย่างดี จึงปล่อยให้บริษัทท่องเที่ยวหากำไรผ่านพฤติกรรมที่ไม่ปลอดภัย

ปัญหามาจากการที่รัฐไทยไม่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนธรรมดาเลย ไม่ว่าจะเป็นเด็ก นักท่องเที่ยว คนงานก่อสร้าง คนงานในโรงงานต่างๆ หรือพลเมืองทั่วไปในชีวิตประจำวัน เพราะรัฐไทยเน้นความสำคัญของคนชั้นสูงเป็นหลักเท่านั้น

การที่รัฐไทยจะให้ความสำคัญกับพลเมืองธรรมดา ย่อมมาจากพลังประชาชน เราหวังพึ่งผู้นำใจดีไม่ได้

ในประการที่สองรัฐไทยไม่มีการพัฒนาโครงสร้างและหน่วยงานต่างๆ ของสังคมเพื่อปกป้องพลเมือง ไม่มีองค์กรกู้ภัยที่นำโดยทีมคนในท้องถิ่นอย่างเป็นระบบ ทุกอย่างมักกระจุกที่ส่วนกลาง เราขาดอุปกรณ์ต่างๆ และเราไม่ควรต้องอาศัยทหารในเรื่องนี้ เพราะทหารธรรมดาไม่ได้ถูกฝึกในเรื่องการกู้ภัย และนายพลระดับสูงที่คุมกองทัพก็ไม่สนใจผลประโยชน์ของพลเมืองธรรมดาเลย หน่วยกู้ภัยควรจะเป็นหน่วยพลเรือนที่มีความเชี่ยวชาญเสมอ

เราไม่มีระบบรถพยาบาลสาธารณะในทุกท้องถิ่นที่สามารถวิ่งไปมาทุกวันในขณะที่รถคันอื่นต้องหยุดและหลีกทางให้ เรามีแต่ตำรวจที่คอยบังคับให้รถธรรมดาหลีกทางหรือหยุดจอดเพื่อให้คนชั้นสูงเดินทางไปมาเท่านั้น

ลักษณะความเหลื่อมล้ำทางอำนาจ ฐานะในสังคม และทางเศรษฐกิจ เป็นสิ่งที่รัฐไทยส่งเสริมมานาน และการทำรัฐประหาร การดูถูกคนจนและคนส่วนใหญ่โดยผู้นำรัฐกับคนชั้นกลาง แปลว่าไม่มีการให้ความสำคัญกับสิทธิพลเมืองธรรมดาที่จะได้รับการบริการอย่างดีจากรัฐและสังคม ไทยเลยไม่มีระบบรัฐสวัสดิการแบบถ้วนหน้าและครบวงจร ซึ่งอาศัยงบจากการเก็บภาษีคนรวยและกลุ่มทุนในอัตราก้าวหน้า

หลายคนได้ชมบทบาทของผู้ว่าฯจังหวัดในการประสานงานการนำเด็กหมูป่าออกจากถ้ำ และก็มีเหตุผลในการชม แต่ถ้าฟังการแถลงข่าวจะเห็นว่าเจ้าหน้าที่ได้รับอิทธิพลจากสังคมที่เหลื่อมล้ำ คือพูดขอบคุณ “ความห่วงใย” ของคนชั้นสูง ในขณะที่คนธรรมดาในไทยและทั่วโลกเป็นล้านๆ คนก็ห่วงใยติดตามสถานการณ์มาตลอด และอาสาสมัครคนธรรมดาที่มาช่วยงาน ก็ลงมือทำจริง เช่นชาวบ้านที่ซักผ้าให้นักดำน้ำเป็นต้น แต่สังคมไทยบังคับให้ต้องเริ่มต้นพูดถึงคนชั้นสูงและละเลยพลเมืองธรรมดา

ในประการที่สาม แนวคิดชาตินิยมในไทย สร้างอคติกับคน “ต่าง” ไม่ว่าจะเป็นอคติกับนักท่องเที่ยวจีนหรือเจ้าของกิจกรรมที่เป็นคนจีน หรือเรื่องการที่ไม่ยอมให้สัญชาติกับคนเป็นล้านๆ ที่อาศัยอยู่ในไทย รวมถึงเด็กบางคนและโคชในทีมหมูป่าอีกด้วย

ถึงเวลาแล้วที่เราต้องเรียกร้องให้รัฐบาลมอบสัญชาติให้ทุกคนที่ไร้สัญชาติแต่พักอยู่ในไทย

ถึงเวลาแล้วที่เราต้องช่วยกันรณรงค์ให้คนในสังคมไทยเลิกการเหยียดสีผิวหรือเชื้อชาติของคนอื่น และเลิกใช้คำที่ไม่เคารพคนต่าง

แนวคิดชาตินิยม ที่เน้น “ชาติ ศาสนา กษัตริย์” เป็นการกล่อมเกลาพลเมืองโดยทหารเผด็จการ นักการเมือง นายทุน สื่อกระแสหลัก และระบบการศึกษา เพื่อให้พลเมืองธรรมดาเคารพคนชั้นสูง แต่ละเลยเพื่อนมนุษย์คนส่วนใหญ่ มันนำไปสู่การใช้งบประมาณสำหรับกองทัพ กับคนชั้นสูงในขณะที่ละเลยคนส่วนใหญ่ มันนำไปสู่การมองว่าชาติไทยเป็นของ “ผู้ใหญ่ที่ปกครองเรา” และมันนำไปสู่การกราบไหว้คนข้างบน ในกรณีทีมหมูป่า ยังนำไปสู่การเห่อเศรษฐีต่างประเทศที่อยากดังเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวอีกด้วย เหมือนกับที่คนจำนวนมากเคารพอำนาจเงินของเศรษฐีไทย

ถ้าเราจะค่อยๆ แก้ปัญหาดังกล่าว เราจะต้องร่วมกันสร้างทั้งประชาธิปไตยและระบบสังคมนิยม เพื่อให้ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน และเพื่อให้สังคมเราเน้นความสำคัญของชีวิตพลเมือง ผ่านการทำงานเพื่อส่วนรวม

บางคนเสนอว่าน้ำใจ ความสามัคคี และมิตรภาพของคนที่เกี่ยวข้องกับการนำเด็กๆ ออกจากถ้ำ แสดงว่าคนไทยสามัคคีกันได้เพื่อลดความขัดแย้งทางการเมือง แต่นั้นเป็นข้อเสนอของคนที่อยากให้เรายอมจำนนต่อเผด็จการและการทำลายประชาธิปไตย แท้จริงแล้วน้ำใจ ความสามัคคี และมิตรภาพของทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการนำเด็กๆ ออกจากถ้ำ แสดงให้เห็นว่าเราสามารถสร้างสังคมใหม่ได้ภายใต้ประชาธิปไตยและความเท่าเทียม

จุดยืนทางชนชั้นเป็นเครื่องวัดความก้าวหน้าของพรรคการเมือง

ใจ อึ๊งภากรณ์

ในบทความก่อนหน้านี้ผมได้เสนอว่าถ้าเราไม่แก้ปัญหาที่ถูกเปิดโปงออกมาในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง โดยเฉพาะสภาพการดำรงอยู่ “ทางวัตถุ” หรือ “ทางเศรษฐกิจสังคม” ของประชาชนส่วนใหญ่ในยุคปัจจุบัน ที่ขัดแย้งอย่างรุนแรงกับโครงสร้างส่วนบนของสังคมไทยที่ล้าหลังและไม่ได้เปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย และความเหลื่อมล้ำระหว่างคนส่วนใหญ่ที่ยากจนกับเศรษฐีคนรวยหรือแม้แต่คนชั้นกลางที่มีความเป็นอยู่สบาย เราจะวนเวียนอยู่ในอ่างจนเกิดวิกฤตทางการเมืองรอบใหม่

การปฏิรูปสังคมและการเมืองพื้นฐานที่จะเริ่มแก้ปัญหาเหล่านี้มีอะไรบ้าง?

ในประการแรกเราต้องสร้างรัฐสวัสดิการแบบถ้วนหน้าและครบวงจร รัฐสวัสดิการนี้ไม่ใช่การให้สวัสดิการกับคนจน มันจะต้องเป็นสิทธิของพลเมืองทุกคน โดยไม่ต้องพิสูจน์ความยากจน มันต้องครอบคลุมเรื่องที่อยู่อาศัย การรักษาพยาบาล การศึกษา และการดูแลคนชรา โดยที่พลเมืองไม่ต้องออกค่าใช้จ่ายในเรื่องการรับบริการ เพราะกองทุนในการสร้างรัฐสวัสดิการสร้างขึ้นจากการจ่ายภาษีของทุกคนในอัตราก้าวหน้า คือคนที่รายได้ต่ำจ่ายน้อย และคนรวยและกลุ่มทุนจ่ายมาก เราต้องมีการเก็บภาษีในอัตราสูงเป็นพิเศษสำหรับกลุ่มทุนใหญ่และเศรษฐี อย่างที่อาจารย์ปรีดีเคยเสนอ

การนำระบบการเก็บภาษีทางตรงแบบก้าวหน้า และการยกเลิกภาษีมูลค่าเพิ่มที่เป็นภาระสำหรับคนจน จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคมอีกด้วย

กองทุนในการสร้างรัฐสวัสดิการจะได้งบประมาณเพิ่มขึ้น ถ้าเราตัดงบประมาณทหารและสร้างสันติภาพในปาตานีผ่านการใช้วิธีทางการเมืองแทนการทหาร งบประมาณสำหรับพิธีกรรมและวิถีชีวิตของราชวงศ์ควรถูกตัดให้ “พอเพียง” เท่าเทียมกับคนธรรมดาอีกด้วย

รัฐสวัสดิการต้องถูกตรวจสอบเสมอว่าสามารถลดความเหลื่อมล้ำจริงในรูปธรรมได้หรือไม่ และถ้ายังไม่สำเร็จก็ควรมีการแก้ไขให้ดีขึ้น เราจะต้องไม่พูดว่าเรา “ให้โอกาสกับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน” เพราะคนในสังคมไม่เท่าเทียมตั้งแต่แรก คนที่ด้อยโอกาสจึงต้องได้รับการสนับสนุนมากกว่าคนที่มีโอกาส

ดังนั้นเวลาพรรคอนาคตใหม่พูดถึงการ “ให้โอกาส” กับทุกคน มันน่าจะสร้างข้อกังวลกับคนที่ต้องการเห็นรัฐสวัสดิการ

นอกจากการสร้างรัฐสวัสดิการแล้ว รัฐต้องลงทุนในการสร้างความก้าวหน้าทันสมัยของสังคม เช่นในการปรับปรุงระบบขนส่งสาธารณะ การลงทุนในพลังงานแสงแดดและลม การกำจัดมลพิษ การพัฒนาวิทยาศาสตร์ และการผลิตยารักษาโรคต่างๆ ภายในประเทศในราคาที่เหมาะสม

มาตรการในการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ต้องอาศัยการขึ้นเงินเดือนหรือค่าแรงเพื่อให้พลเมืองทุกคนอยู่ได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องอนาคต ในประเด็นนี้การแก้กฏหมายแรงงาน เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองและเพิ่มเสรีภาพของสหภาพแรงงานมีความสำคัญพอๆ กับการสร้างรัฐสวัสดิการ และมันเป็นมาตรการเพื่อเพิ่มสิทธิเสรีภาพกับประชาธิปไตยอีกด้วย

ในเรื่องที่ดิน ควรมีการปฏิรูปให้เกษตรกรมีที่ทำกินเพียงพอ และในกรณีทรัพยากรที่เป็นของส่วนรวม พลเมืองในพื้นที่ควรมีบทบาทในการร่วมบริหารการใช้อีกด้วย

และในประการสุดท้ายเราต้องช่วยกันสร้าง “ความเป็นพลเมือง” ในสังคม ควรยกเลิกการหมอบคลานกราบไหว้ การก้มหัวให้ “ผู้ใหญ่” และการใช้ภาษาที่เน้นความไม่เสมอภาคระหว่างพลเมือง เราต้องยกเลิกการใส่เครื่องแบบของข้าราชการพลเรือน โดยเฉพาะครูในโรงเรียน เราต้องสร้างค่านิยมในสังคมที่เคารพซึ่งกันและกัน ไม่ว่าพลเมืองจะมีเพศอะไรหรือเชื้อชาติอะไร

สิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นง่ายๆ แต่จะต้องอาศัยขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมที่เชื่อมโยงกับพรรคการเมืองก้าวหน้า เพื่อการผลักดันให้เกิดขึ้นจริง และเราต้องเข้าใจว่าเรื่องนี้เป็นเรื่อง “ชนชั้น” อย่างชัดเจน เพราะอภิสิทธิ์ชน นายทุน และนายทหารระดับสูง จะรวมตัวกันเพื่อคัดค้านอย่างแน่นอน

ถ้าจะสร้างรัฐสวัสดิการในไทยต้องคัดค้านกลไกตลาดเสรี

ใจ อึ๊งภากรณ์

แนวคิดเกี่ยวกับรัฐสวัสดิการ เป็นแนวของสำนักเศรษฐกิจการเมืองสังคมนิยมประชาธิปไตยที่ตรงข้ามกับสำนักเศรษฐกิจการเมืองเสรีนิยมกลไกตลาด [ดู http://bit.ly/2tWNJ3V ]

ในการสร้างรัฐสวัสดิการขึ้นมาหลังสงครามโลกครั้งที่สองในยุโรป แนวสังคมนิยมประชาธิปไตยวางกรอบสำคัญๆ สำหรับรัฐสวัสดิการดังนี้คือ

  1. เป็นระบบถ้วนหน้า เพื่อให้เป็นสิทธิทั่วไปของพลเมือง ไม่ต้องไปขอความเมตตาหรือพิสูจน์ความจน และมีประสิทธิภาพสูงสุดในการให้บริการเนื่องจากไม่ต้องมีหลายระบบซ้อนกันและมีการประหยัดค่าใช้จ่ายในการบริหารที่มาจากการกำจัดตลาดภายในอีกด้วย
  2. เป็นระบบครบวงจร เพราะการให้สวัสดิการแบบแยกส่วนไม่สามารถแก้ปัญหาความยากจนและยกระดับฐานะทางเศรษฐกิจของพลเมืองได้ ปัญหาสังคมต่างๆ เชื่อมโยงกันตลอด เช่นถ้าเด็กๆ ขาดที่อยู่อาศัยที่ดี และรายได้พ่อแม่ต่ำเกินไป จะมีผลต่อสุขภาพอนามัยและความสำเร็จในการศึกษา
  3. เป็นระบบที่เน้นผลในการสร้างความเท่าเทียม แทนการ “ให้โอกาสเท่าเทียม” เพราะการ “ให้โอกาส” บ่อยครั้งไม่ได้สร้างความเท่าเทียมจริง เนื่องจากพลเมืองมีจุดเริ่มต้นที่ต่างกัน
  4. เป้าหมายในการสร้างรัฐสวัสดิการคือการเพิ่มเสรีภาพในสังคม โดยเฉพาะเสรีภาพในการมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่ปราศจากความกลัว เช่นความกลัวว่าการเจ็บป่วยจะนำไปสู่ความยากจน หรือความกลัวว่าจะไม่มีงานทำแล้วจะเลี้ยงครอบครัวไม่ได้

ระบบรัฐสวัสดิการเป็นระบบที่เน้นผลประโยชน์ร่วมของพลเมือง และความสมานฉันท์ระหว่างทุกคนในสังคม ไม่ใช่การเน้นการกอบโกยของปัจเจกชน และที่สำคัญคือมีการเก็บภาษีก้าวหน้าในอัตราสูงจากคนรวยและกลุ่มทุน

แนวเสรีนิยมกลไกตลาดที่รื้อฟื้นขึ้นมาเมื่อสามสิบกว่าปีที่ผ่านมา เป็นแนวคิดที่เน้นสิทธิปัจเจกของคนรวยและนายทุน เหนือสิทธิของคนธรรมดา “เสรีนิยมใหม่” นี้คือลัทธิของคนที่เน้นกลไกตลาด การขายรัฐวิสาหกิจให้เอกชน และการยกเลิกรัฐสวัสดิการ เช่นแนวของพรรคอนุรักษ์นิยมในอังกฤษและส่วนอื่นของยุโรปและในสหรัฐ

พวกเสรีนิยมใหม่ทั่วโลก มักจะวิจารณ์รัฐสวัสดิการว่าเป็นการสร้าง “ระบบอุปถัมภ์” และ “ทำลายวินัยทางการคลัง” เพราะรัฐเก็บภาษีสูงและกู้เงินมาเพื่อสร้างสวัสดิการ แทนที่จะลดภาษีให้คนรวยและหลีกทางให้บริษัทเอกชนเป็นคนกู้เงินในตลาดการเงิน พรรคประชาธิปัตย์ และนักวิชาการเสรีนิยมในไทย มักจะโจมตีการที่รัฐบาล ไทยรักไทย เคยใช้รัฐในการสร้างสวัสดิการว่าเป็นการ “ทำลายวินัยทางการคลัง” และการสร้างวัฒนธรรมพึ่งพาอุปถัมภ์

คนที่อ้างว่าจะสร้างรัฐสวัสดิการภายใต้แนวคิดเสรีนิยมกลไกตลาดเป็นคนโกหก เพราะพวกนี้ต้องการนำกลไกตลาดมาใช้ในทุกส่วนของระบบสวัสดิการ ในฐานะที่ผมทำงานในระบบสาธารณสุขของรัฐสวัสดิการอังกฤษ และในฐานะที่ผมเป็นนักสังคมนิยม ผมจะขอยกตัวอย่างจากระบบสาธารณสุข

การแยกระบบสาธารณสุขอังกฤษออกเป็นฝ่าย ‘ผู้ซื้อ’ กับ ‘ผู้ให้บริการ’ เป็นมาตรการของอดีตนายกรัฐมนตรีแทชเชอร์ เพื่อค่อยๆ ทำลายระบบรัฐสวัสดิการ และเป็นการเปิดโอกาสให้มีการตัดงบประมาณรัฐพร้อมกับดึงบริษัท “หากิน” ของเอกชนเข้ามา ผลคือมีการจ้างนักบัญชีและนักบริหารตัวเลขมากขึ้นอย่างมหาศาล แต่เงินที่เคยทุ่มเทไปในการดูแลรักษาคนไข้กลับลดลง เงินซื้อยาถูกจำกัด และจำนวนพยาบาลกับหมอก็ขาดแคลนเรื่อยมา พร้อมกันนั้นมีการกดค่าแรงให้ต่ำลง

ในระบบนี้ทุกรายละเอียดของการดูแลคนไข้จะถูกตีราคา ไม่ว่าจะเป็นการใส่สายในเส้นโลหิต การตรวจไขสันหลัง หรือการให้ยา มันเป็นระบบที่สิ้นเปลืองทรัพยากรและขาดประสิทธิภาพในการดูแลคนป่วย เพราะการทำบัญชีกลายเป็นสิ่งที่กำหนดทุกอย่าง แทนที่จะเอาความต้องการของคนไข้มาเป็นหลัก

ตลาดภายในสำหรับระบบสาธารณสุขแบบนี้ถูกนำมาใช้ในไทยในระบบสามสิบบาทที่รัฐบาลทักษิณริเริ่ม มันจึงขาดประสิทธิภาพสำหรับพลเมืองทั่วไปแต่แรก

นอกจากการเน้นตลาดภายใน เพื่อทำลายรัฐสวัสดิการแล้ว พวกเสรีนิยมกลไกตลาดมีมาตรการอื่นที่ช่วยทำให้รัฐสวัสดิการเสื่อม มีการเปลี่ยนระบบสวัสดิการจากระบบถ้วนหน้าไปสู่ระบบที่จำกัดสิทธิ และเน้นคนบางกลุ่มที่ยากจนสุด คือในที่สุดพลเมืองต้องเสียศักดิ์ศรีในการพิสูจน์ความจน และมีการจำกัดสวัสดิการต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

ในประเทศไทย นักเศรษฐศาสตร์อย่าง สมภพ มานะรังสรรค์ พวก TDRI และรัฐบาลเผด็จการทหาร จะสนับสนุนการจำกัดสิทธิในการให้สวัสดิการเพื่อประหยัดงบประมาณโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค มีการพูดกันมากขึ้นถึงการ “ร่วมจ่าย” ซึ่งเป็นการเก็บค่าบริการนั้นเอง และการที่พวกเสรีนิยมพร้อมจะใช้รัฐเพื่อเพิ่มค่าใช้จ่ายทางทหาร แต่ต้องการตัดสวัสดิการให้กับคนธรรมดา เห็นได้ชัดในกรณีรัฐบาลพรรคทหารหลังรัฐประหาร ๑๙ กันยา

ผลของนโยบายเสรีนิยมกลไกตลาดในสหรัฐเห็นได้ชัด เพราะระหว่างปี 2000-2006 เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัว 18% แต่รายได้จริงของกรรมาชีพลดลง 1.1% ส่วนคนรวยที่สุด 10% ของชาติเพิ่มรายได้ 32% ในขณะที่คนรวยสุดยอด 1% กอบโกยรายได้เพิ่มถึง 203% และพวกอันดับยอด 0.1% ของชาติ สามารถยึดทรัพย์เพิ่มขึ้น 425%  ปัญหาความเหลื่อมล้ำแบบนี้ในสหรัฐและทั่วโลกทวีคุณมากขึ้นจนถึงทุกวันนี้

ข้ออ้างเท็จว่า “รัฐสวัสดิการล้มเหลวหรือใช้ไม่ได้เพราะคนชรามีมากเกินไป”ที่เรามักได้ยิน เป็นคำโกหกของพวกเสรีนิยมที่ไม่เคารพคนทำงานรุ่นก่อนหรือคนรุ่นพ่อแม่เรานั้นเอง พวกนี้อ้างว่าสัดส่วนระหว่างคนทำงานกับคนชราลดลง เพราะคนมีแนวโน้มจะมีลูกน้อยและคนแก่มีอายุยืนยาวขึ้น แต่ในความเป็นจริงขณะที่สัดส่วนคนทำงานลดลง ประสิทธิภาพการผลิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คาดว่าใน 50 ปี ข้างหน้าคนทำงานจะเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโดยเฉลี่ยสองเท่า ซึ่งแปลว่าคนทำงานสามารถเลี้ยงดูคนชราได้มากขึ้นอีกสองเท่า นอกจากนี้ในทุกประเทศการชะลอของอัตราเกิดที่ทำให้สัดส่วนคนชราเพิ่มขึ้นเป็นปรากฏการณ์ชั่วคราวเท่านั้น

รัฐสวัสดิการสร้างได้ในประเทศไทย ถ้าเราปฏิเสธสำนักคิดเสรีนิยมกลไกตลาด แต่ถ้าจะทำจริง เราต้องมีความเข้าใจและความสนใจเรื่องการรณรงค์และพลังของขบวนการเคลื่อนไหวในสังคม เราต้องร่วมกันผนึกขบวนการประชาธิปไตยกับขบวนการที่สร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ และส่วนสำคัญของขบวนการนี้ต้องเป็นสหภาพแรงงาน นอกจากนี้คนที่มีความคิดที่จะพัฒนาสังคมไทยไปข้างหน้า แทนที่จะย่ำอยู่กับที่ในยุคหินแห่งระบบกลไกตลาด จะต้องหันมาจับมือกันเพื่อสร้างพรรคการเมืองเพื่อช่วงชิงความคิดในสังคม

ถ้าจะสร้างรัฐสวัสดิการในไทย ต้องสร้างพรรคการเมืองฝ่ายซ้าย

ใจ อึ๊งภากรณ์

ในช่วงปลายปีที่แล้วมีการจัดสัมมนาวิชาการเรื่องรัฐสวัสดิการในไทย เรื่องการเรียกร้องรัฐสวัสดิการในไทยไม่ใช่เรื่องใหม่ มีการเสนอมาตั้งแต่สมัย อ.ปรีดี หลังการปฏิวัติ ๒๔๗๕ และในยุครัฐบาลทักษิณประมาณปี ๒๕๕๑ มีการเสนอว่าไทยควรจะเป็นรัฐสวัสดิการโดย “พรรคแนวร่วมภาคประชาชน” ที่มี “กลุ่มประชาธิปไตยแรงงาน” เป็นส่วนสำคัญในการจัดตั้งขึ้นมา ในช่วงต่อจากนั้นองค์กร “เลี้ยวซ้าย” มีการรณรงค์เรื่องนี้ต่อไป [ดู http://bit.ly/2rOzlLy ]

การสร้างรัฐสวัสดิการในอังกฤษ เกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สองภายใต้รัฐบาลพรรคแรงงาน ซึ่งเป็นพรรคที่ตั้งขึ้นมาโดยสหภาพแรงงานอังกฤษ พรรคนี้ได้เสียงข้างมากหลังสงคราม เพราะประชาชนจำนวนมากมองว่าการเสียสละในสงครามจะไม่มีความหมายเลย ถ้าสภาพความเป็นอยู่ของพลเมืองไม่มีการพัฒนาให้ดีขึ้นอย่างจริงจัง พูดง่ายๆ มันมีกระแสเรียกร้องรัฐสวัสดิการในสังคมที่มาแรง โดยเฉพาะในหมู่ชนชั้นกรรมาชีพผู้ทำงาน

ก่อนหน้านั้นหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งมีการปฏิวัติสังคมนิยมในรัสเซีย และกระแสการปฏิวัติแพร่กระจายไปสู่ประเทศต่างๆ ในยุโรป มีการนัดหยุดงานทั่วไปในหลายประเทศ และมีการพยายามปฏิวัติสังคมนิยมในเยอรมันอีกด้วย ในช่วงนั้นมีทหารผ่านศึกที่ยังถืออาวุธอยู่ในมือจำนวนมาก

ด้วยเหตุนี้ เวลาสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง ชนชั้นปกครองอังกฤษเกรงกลัวพลังของกรรมาชีพจน รัฐมนตรีคนหนึ่งจากพรรคอนุรักษ์นิยมของนายทุนถึงกับพูดในรัฐสภาว่า “ถ้าเราไม่ยอมให้รัฐสวัสดิการพวกนั้นจะปฏิวัติโค่นล้มระบบ”

ในประเทศสวีเดนมีการสร้างรัฐสวัสดิการหลังสงครามโลกครั้งที่สองเช่นกัน และรัฐบาลที่นำรัฐสวัสดิการมาใช้คือรัฐบาลพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยที่มีความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับสหภาพแรงงาน ไม่ต่างจากกรณีอังกฤษ

ในทั้งสองประเทศ สิ่งที่ทำให้รัฐสวัสดิการเกิดขึ้นได้คือการมีสหภาพแรงงานและขบวนการแรงงานที่เข้มแข็ง และการที่พรรคของคนทำงานได้รับเลือกเป็นรัฐบาลท่ามกลางกระแสเรียกร้องรัฐสวัสดิการ รัฐสวัสดิการไม่ได้เกิดจากความเมตตาของนายทุนหรือรัฐแต่อย่างใด ทั้งๆ ที่รัฐสวัสดิการมีส่วนช่วยให้นายทุนสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้ พูดง่ายๆ ถ้ากรรมาชีพและพรรคการเมืองของกรรมาชีพไม่ต่อสู้เพื่อให้เกิดรัฐสวัสดิการมันก็ไม่เกิด

คนที่ปฏิเสธการสร้างพรรคการเมืองในยุคนี้ จะไม่มีวันสร้างรัฐสวัสดิการได้ เพราะจะไม่มีองค์กรทางการเมืองที่มีมวลชนจำนวนมากที่พร้อมใจกันรณรงค์ผลักดันเรื่องนี้ จะมีแต่ปัจเจกชนที่พูดถึงเท่านั้น

คนที่ฝันว่าพรรคการเมืองของฝ่ายทุนจะนำรัฐสวัสดิการแบบอังกฤษหรือสวีเดนเข้ามา ก็จะไม่มีวันสร้างรัฐสวัสดิการเช่นกัน ตัวอย่างที่ดีที่สุดสำหรับไทยคือประสบการณ์ของการมีรัฐบาลทักษิณ รัฐบาลนี้นำระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเข้ามาใช้ก็จริง แต่ไม่มีการขยับไปสู่รัฐสวัสดิการแบบครบวงจร ถ้วนหน้า และที่อาศัยการเก็บภาษีในอัตราสูงหรือก้าวหน้าจากคนรวยกับกลุ่มทุน ทักษิณเองก็เคยปฏิเสธว่าจะสร้างรัฐสวัสดิการ และสาเหตุสำคัญคือไม่ต้องการเก็บภาษีในอัตราสูงจากคนรวยหรือนายทุน ทักษิณเองก็ใช้กลไกต่างๆ ในการหลีกเลี่ยงการจ่ายภาษี

คนที่ฝันว่ารัฐบาลปฏิกิริยาของทหารเผด็จการ หรือของพรรคประชาธิปัตย์ จะสร้างรัฐสวัสดิการ เป็นคนที่หลอกตนเองอย่างเบ็ดเสร็จ เพราะทั้งทหารและพรรคประชาธิปัตย์ต่อต้านการใช้งบประมาณรัฐในการลดความเหลื่อมล้ำหรือการบริการคนส่วนใหญ่ กลุ่มโจรเหล่านี้คัดค้านแม้แต่การปฏิรูประบบสวัสดิการที่รัฐบาลทักษิณเคยทำ เขาเป็นพวกคลั่งกลไกตลาดเสรีและการกอบโกยผลประโยชน์เข้ากระเป๋าตนเอง

รัฐสวัสดิการจะไม่เกิดในไทย ถ้าทหารยังคุมอำนาจเผด็จการอยู่ หรือถ้ามีการสืบทอดอำนาจทหารผ่าน “ยุทธศาสตร์แห่งชาติ” ของพวกเผด็จการ ดังนั้นคนที่ต้องการเห็นรัฐสวัสดิการต้องต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยด้วย

การที่นักวิชาการในไทยรื้อฟื้นเรื่องรัฐสวัสดิการจากการรณรงค์ที่ผมและพรรคพวกเคยทำก่อนรัฐประหาร ๑๙ กันยา เป็นเรื่องดี แต่มันไม่พอ เพราะในรูปธรรมต้องมีการสร้างพรรคการเมืองฝ่ายซ้ายที่มีฐานในขบวนการแรงงาน และสมาชิกของพรรคนี้ต้องลงไปรณรงค์กับสมาชิกสหภาพแรงงานจำนวนมาก เพื่อให้เกิดกระแสเรียกร้องรัฐสวัสดิการในหมู่ชนชั้นกรรมาชีพไทย มันต้องกลายเป็นประเด็นหลักในการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง และมันเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่สหภาพแรงงานไทยต้องยุ่งกับการเมืองของชนชั้นตนเองมากกว่าที่เคย

การทำรัฐประหารซ้ำๆ ตั้งแต่ 19 กันยา ทำให้เศรษฐกิจไทยไม่พัฒนา

ใจ อึ๊งภากรณ์

เมื่อไม่นานมานี้ นักวิจัยทางด้านเศรษฐกิจของบริษัททุนภัทรได้รายงานว่า เศรษฐกิจไทยมีปัญหาทางด้านโครงสร้าง ซึ่งทำให้การขยายตัวของเศรษฐกิจในอัตราปัจจุบัน ไม่สามารถยกระดับฐานะความเป็นอยู่ของคนส่วนใหญ่ให้ดีขึ้นได้

ปัจจัยสำคัญที่เป็นปัญหาทางด้านโครงสร้างนี้คือ (1)ความเหยื่อมล้ำทางเศรษฐกิจระหว่างคนจนกับคนรวย ซึ่งหมายความว่าคนส่วนใหญ่ไม่ได้ประโยชน์เท่าที่ควรจากการขยายเศรษฐกิจในสิบปีที่ผ่านมา (2)การที่นายทุนไทยไม่ลงทุนในการเพิ่มประสิทธิภาพทางการผลิตผ่านการจ้างงานที่มีคุณภาพมากขึ้นและอัตราค่าแรงที่สูงขึ้น และผ่านการลงทุนในเทคโนโลจีสมัยใหม่ เพราะนายทุนไทยอาศัยแรงงานราคาถูกจากประเทศเพื่อนบ้าน (3)ภาคเกษตรในส่วนที่มีผู้ผลิตรายย่อย ขาดประสิทธิภาพที่จะสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร มีแต่ภาคเกษตรภายใต้ทุนใหญ่เท่านั้นที่มีประสิทธิภาพการผลิตสูง

ใครที่ติดตามปัญหาเศรษฐกิจของไทยก่อนและหลังวิกฤตต้มยำกุ้งปี๒๕๔๐ คงจะเข้าใจดีว่าสาเหตุหนึ่งของวิกฤตเศรษฐกิจนี้มาจากปัญหาคล้ายๆ กัน

และใครที่ติดตามนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลไทยรักไทย และรัฐบาลเพื่อไทย คงจะจำได้ดีว่ารัฐบาลเหล่านี้พยายามจะแก้ไขปัญหาโครงสร้างดังกล่าว รัฐบาลไทยรักไทยพยายามจะใช้งบประมาณรัฐในการสร้างงานในชนบท และลดความเหลื่อมล้ำ มีกองทุนหมู่บ้าน การพักชำระหนี้ให้เกษตรกร และนโยบายสามสิบบาทรักษาทุกโรค นอกจากนี้มีการพยายามลงทุนในการพัฒนาฝีมือดิจีตอลสำหรับคนรุ่นใหม่ในโรงเรียน ส่วนรัฐบาลเพื่อไทยก็มีโครงการประกันราคาข้าว มีการปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ และมีการพยายามพัฒนาโครงสร้างระบบคมนาคมให้ทันสมัย

นักการเมืองของพรรคไทยรักไทยอธิบายว่านโยบายดังกล่าวเป็นนโยบาย “คู่ขนาน” ที่ผสมแนวเคนส์ในการใช้รัฐกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับรากหญ้า และแนวเสรีนิยมกลไกตลาดในระดับที่ไทยต้องแข่งขันในตลาดโลก

แต่พวกหัวอนุรักษ์นิยม ชนชั้นกลาง พรรคประชาธิปัตย์ และทหารเผด็จการ มองว่านโยบายดังกล่าวเป็นการ “ซื้อเสียงผ่านประชานิยม” หรือเป็นการ “สิ้นเปลืองงบประมาณของชาติ” คือเป็นการกระทำที่นำไปสู่การ “ขาดวินัยทางการคลัง” ดังนั้นหลังจากที่ทหารทำรัฐประหาร ก็มีการพยายามยกเลิกหลายส่วนของนโยบายดังกล่าวผ่านลัทธิคลั่งกลไกตลาดเสรีของพวกเผด็จการ และทุกวันนี้ก็มีการพยายามออกแบบประชาธิปไตยครึ่งใบ ภายใต้ “ยุทธศาสตร์แห่งชาติ” เพื่อห้ามไม่ให้รัฐบาลในอนาคตแก้ปัญหาโครงสร้างทางเศรษฐกิจเรื้อรังที่ยังเป็นปัญหาอยู่ มีการห้ามไม่ให้รัฐบาลในอนาคตใช้นโยบายที่เพิ่มงบประมาณรัฐเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่

สำหรับพวกอนุรักษ์นิยมเหล่านี้การใช้งบประมาณรัฐในการซื้ออาวุธหรือในการจ่ายเงินมหาศาลให้ชนชั้นนำ เป็นการใช้ทรัพยากรของชาติอย่าง “ถูกวิธี”

ผลของสองรัฐประหารทหารและรัฐประหารศาลเตี้ยรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา นอกจากจะนำไปสู่การทำลายประชาธิปไตยในระยะยาวและต่ออายุอำนาจทหารแล้ว ยังเป็นการการหมุนนาฬิกากลับสู่ยุคที่ก่อให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง

ดังนั้นเราจะเห็นได้ชัดว่าการแทรกแซงการเมืองและเศรษฐกิจโดยทหาร เป็นการกระทำที่เน้นผลประโยชน์ของคนรวยและชนชั้นกลาง และทำลายผลประโยชน์ของคนทำงานธรรมดาในเมืองและในชนบท

แต่เราต้องเข้าใจอีกว่านโยบายการแก้ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยรักไทย และเพื่อไทย มันไม่เพียงพอที่จะแก้ปัญหาความยากจน และความเหลื่อมล้ำอย่างจริงจัง เพราะมีการปฏิเสธที่จะสร้างรัฐสวัสดิการ ผ่านการเก็บภาษีระดับสูงจากคนรวย [อ่านเพิ่มเรื่องรัฐสวัสดิการ http://bit.ly/2xryfF7 ]

ยิ่งกว่านั้นการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยภาครัฐ และการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต จะไม่สามารถแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดจากการแข่งขันในตลาดโลก และแนวโน้มการลดลงของอัตรากำไร ที่เป็นโรคเรื้อรังของระบบทุนนิยม [อ่านเพิ่ม http://bit.ly/2v6ndWf ]

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การเน้นกลไกตลาดเสรีอย่างเดียว และการปฏิเสธที่จะใช้งบประมาณรัฐในการเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับคนจน ตามแนวความคิดเผด็จการทหารและพรรคประชาธิปัตย์ มันเป็นนโยบายที่ยิ่งแย่กว่า

ควรยึดโรงพยาบาลเอกชนมาเป็นของรัฐ

ใจ อึ๊งภากรณ์

ระบบรักษาพยาบาลในไทยมีการแบ่งแยกหลายระบบภายใต้มาตรฐานที่แตกต่างกัน การแบ่งแยกแบบนี้สร้างความเหลื่อมล้ำและทำให้ประสิทธิภาพน้อยกว่าที่ควร

สิ่งที่จะก่อประโยชน์ให้พลเมืองส่วนใหญ่มากที่สุดคือการสร้างระบบรักษาพยาบาลระบบเดียว ที่มีมาตรฐานสูง บริการพลเมืองอย่างถ้วนหน้าไม่เลือกปฏิบัติ และใช้งบประมาณรัฐที่เก็บจากระบบภาษีทางตรงในอัตราก้าวหน้า คือใครรวยก็จ่ายมาก ใครจนจ่ายน้อยหรือไม่จ่ายเลย นอกจากนี้ควรตัดงบประมาณทหาร และตัดงบประมาณราชวังอย่างถอนรากถอนโคน ทั้งนี้เพื่อสร้างความสุขอยู่ดีกินดีให้กับประชาชน ซึ่งเป็นการสร้างความมั่นคงทางสังคมอีกด้วย

การที่ไทยมีระบบสำหรับข้าราชการ ระบบสำหรับผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม และระบบที่เดิมเรียกว่า “30 บาทรักษาทุกโรค” และยังมีระบบเอกชนสำหรับคนรวย กับคนที่มีประกันสุขภาพชั้นดีจากสถานที่ทำงาน ทำให้ระบบของไทยขาดคุณภาพและประสิทธิภาพ

การสร้างตลาดภายในโดยการแยกผู้ซื้อบริการ (Purchaser) ออกจากผู้ให้บริการ (Provider)  ทำให้รัฐบาลกลางสามารถหลีกเลี่ยงการรับผิดชอบได้ เพราะถ้าคุณภาพการบริการเลวลงก็จะกลายเป็นความผิดของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งที่ “ไม่สามารถบริหารงบประมาณได้” นอกจากนี้มันเป็นการเปิดช่องให้บริษัทเอกชนเข้ามาแสวงหากำไรผ่านการรับเหมาช่วงที่ลดค่าใช้จ่ายในการจ้างงาน ในทางปฏิบัติประชาชนส่วนใหญ่เสียประโยชน์เพราะคุณภาพการให้บริการแย่ลงเพื่อเพิ่มกำไร และที่แย่ที่สุดคือมีการทุ่มเททรัพยากรในการจ้างนักบัญชีและผู้บริหารเพิ่ม ในขณะที่ลดบุคลากรด้านการแพทย์

ในประเทศอังกฤษระหว่างปี 1981 ถึง 1996 สัดส่วนพยาบาลต่อนักบัญชีลดลงจาก 3.5 : 1 เป็น 2.5 : 1   ยิ่งกว่านั้นค่าใช้จ่ายในการบริหารระบบ ซึ่งเดิมต่ำมากคือ 5% ของงบประมาณสาธารณะสุขก่อนปี 1980 เพิ่มเป็น 12% ในปี 1999 และสาเหตุหลักคือการขยายตัวอย่างรวดเร็วของผู้บริหารจาก 1000 คนในปี 1986 เป็น 26,000 คนในปี 1995  และในขณะเดียวกันมีการกดค่าจ้างสวัสดิการของคนทำงานพื้นฐาน

ในสหรัฐอเมริกามีการโอนระบบประกันสุขภาพเข้าสู่ “องค์กรบริหารสุขภาพ” (Health Management Organisations หรือ H.M.O.) ซึ่งมีหน้าที่หลักในการควบคุมบัญชีกองทุนเพื่อเพิ่มกำไร แทนที่จะเน้นความจำเป็นในด้านสุขภาพอนามัยของผู้ประกันตน

ระบบ 30 บาทรักษาทุกโรคในไทย มีการตั้งระบบตลาดภายในและซื้อบริการจากเอกชนตั้งแต่แรก

ค่าใช้จ่ายต่อหัวในระบบสาธารณสุขแบบอิงเอกชน ที่เน้นการประกันตน แทนการเก็บภาษีในระบบถ้วนหน้าของรัฐสวัสดิการ มักจะสูงกว่าเสมอ และสาเหตุสำคัญคือการจ้างคนมาบริหารระบบอย่างสิ้นเปลือง  ระบบสาธารณสุขของสหรัฐอเมริกาที่ใช้ระบบเอกชนเป็นหลักแพงกว่าระบบอังกฤษสองเท่า เมื่อเทียบค่าใช้จ่ายต่อหัว และไม่ครอบคลุมคนจนหลายล้านคน ซึ่งหมายความว่าในด้านประสิทธิภาพของการให้บริการกับผู้มีประกัน และประสิทธิภาพในการดูแลประชากร ระบบกลไกตลาดของอเมริกาล้มเหลวโดยสิ้นเชิง

ในไทยในปัจจุบันโรงพยาบาลเอกชนและคลินิคเอกชน พึ่งพางบประมาณรัฐที่มาจากการเก็บภาษีประชาชนมากพอสมควรในหลายแง่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการพึ่งพาการให้บริการกับระบบประกันสังคมและระบบอื่นๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับภาครัฐ และที่สำคัญคือมีการพึ่งพางบประมาณรัฐที่ใช้ในระบบการศึกษาที่ฝึกฝนแพทย์พยาบาลอีกด้วย

ทั้งหมดนี้คือสาเหตุที่ควรมีการยึดทรัพยากรทางแพทย์และสาธารณสุขที่อยู่ในมือนักธุรกิจเอกชน แล้วนำมาเป็นของระบบรัฐระบบเดียว โดยไม่แบ่งแยก ที่สำคัญด้วยคือควรมีโครงสร้างการบริหารโรงพยาบาล สถานพยาบาล และคลินิคหมอในชุมชนต่างๆ ให้สะท้อนระบบประชาธิปไตย คือมีกรรมการบริหารที่มาจากฝ่ายรัฐ ฝ่ายผู้ทำงานในการบริการ คือแพทย์ พยาบาล ลูกจ้างอื่นๆ โดยเฉพาะสหภาพแรงงาน และมีกรรมการที่มาจากผู้แทนของชุมชนผ่านการเลือกตั้งอีกด้วย

เมื่อไม่นานมานี้มีบทความใน “ประชาไท” ที่กล่าวถึงความฝันที่จะสร้าง ‘โรงพยาบาลของผู้ประกันตน’  โดยอ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานประกันสังคมที่ระบุว่าจำนวนสถานพยาบาลโครงการประกันสังคมปี 2558 นั้นมีทั้งหมด 241 แห่ง ซึ่งเป็นโรงพยาบาลของรัฐ 157 แห่ง และเป็นโรงพยาบาลเอกชน 84 แห่ง และตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมาพบว่า จำนวนของโรงพยาบาลเอกชนที่เข้าร่วมโครงการประกันสังคมได้ลดจำนวนลงเรื่อย ๆ จาก 266 แห่งในปี 2550 เหลือเพียง 241 แห่งในปัจจุบัน ทั้งๆ ที่ในทางกลับกัน จำนวนผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมกลับเพิ่มขึ้นทุก ๆ ปี จากปี ปี 2550 ที่มีผู้ประกันตนจำนวน 9,182,170 คน มาเป็น 13,748,489 คน ในปี 2558

แต่ข้อเสนอให้สร้าง ‘โรงพยาบาลของผู้ประกันตน’ เป็นข้อเสนอที่ล้าหลัง ไม่ก้าวหน้า เพราะเป็นการผลิตซ้ำระบบหลายมาตรฐานที่เต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำ สิ่งที่ควรทำคือนำโรงพยายาลทุกแห่งมาเป็นของรัฐ สร้างโรงพยาบาลรัฐเพิ่มขึ้น และรวมทุกระบบรักษาพยาบาลมาเป็นระบบเดียวภายในรัฐสวัสดิการ

แต่ถ้าเราจะทำสิ่งเหล่านี้มันมีเงื่อนไขสำคัญสองประการคือ ต้องล้มเผด็จการเพื่อสร้างประชาธิปไตย และต้องสร้างความเข้มแข็งของขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองฝ่ายซ้าย เพื่อต่อสู้กับผลประโยชน์ของอภิสิทธิ์ชน