Tag Archives: สหภาพแรงงาน

สื่อเปิดโปงเบื้องหลัง อีลอน มัสก์ นายทุนหน้าเลือดที่ชอบเบ่งอำนาจ

ใจ อึ๊งภากรณ์

[เพื่อความสะดวกในการอ่าน เชิญไปอ่านที่บล็อกโดยตรง]

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีข่าวการอาละวาดผ่านทวิตเตอร์ของนายทุนเศรษฐี อีลอน มัสก์ ด้วยการใส่ร้าย  เวิร์น อันสเวิร์ธ นักดำน้ำอังกฤษที่ร่วมทีมกู้ภัย “หมูป่า” ว่าเป็นคนที่ชอบละเมิดเด็กเล็ก โดยไม่มีหลักฐานอะไรเลย สาเหตุเพราะทีมนักดำน้ำทั้งไทยและต่างประเทศสรุปว่าเรือดำน้ำขนาดเล็กของ มัสก์ ไม่เหมาะสมที่จะกู้ทีมหมูป่าที่ติดอยู่ในถ้ำได้ สาเหตุที่ไม่เหมาะสมคือมันผ่านบางจุดในถ้ำที่มีทางโค้งและช่องแคบไม่ได้

skynews-vern-unsworth-elon-musk_4363298

ก่อนหน้านี้ มัสก์ ก็ออกมาด่าอดีตผู้ว่าราชการเชียงราย ณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ว่าไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญพอที่จะออกมาพูดว่าเรือดำน้ำของ มัสก์ ใช้ไม่ได้ในกรณีถ้ำนางนอน

ข้อสรุปของหลายคน รวมถึงนักดำน้ำอังกฤษ ว่า อีลอน มัสก์ เข้ามายุ่งในเรื่องการกู้เด็กออกมาจากถ้ำ ก็เพื่อโฆษณาตนเองเท่านั้น น่าจะมีน้ำหนัก เพราะ มัสก์ ควรจะดีใจโดยไม่มีเงื่อนไขที่เด็กทุกคนและโค้ชออกมาได้อย่างปลอดภัย เหมือนคนไทยและชาวโลกนับล้านๆ แต่ มัสก์ กลับโกรธและไม่พอใจที่ข้อเสนอของตนเองถูกขัดด้วยเหตุผลและปัญญา

ก่อนหน้านี้ องค์กรข่าว Center for Investigative Reporting (CIR) ของสหรัฐ ซึ่งเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร ได้รายงานถึงสภาพการทำงานในโรงงานรถยนต์ไฟฟ้า Tesla ของ มัสก์ ว่ามีปัญหาเรื่องความปลอดภัยแบบเรื้อรัง [รายงานภาษาอังกฤษอ่านได้ที่นี่ https://bit.ly/2qGLpgf ]

CIR รายงานว่าอดีตหัวหน้าฝ่ายความปลอดภัยของบริษัทพยายามยกเรื่องอุบัติเหตุและความปลอดภัยขึ้นมาคุยกับฝ่ายบริหาร แต่ไม่มีใครสนใจ อัตราอุบัติเหตุในโรงงานของ Tesla สูงกว่าอัตราเฉลี่ยในโรงงานประกอบรถยนต์ทั่วไปของสหรัฐ คือประมาณ 8.1-8.8 ต่อคนงาน 100 คน ในปี 2017 และ2016 เทียบกับอัตรา 6.2-6.7 ในโรงงานของบริษัทอื่น และที่ Tesla มีอัตราอุบัติเหตุร้ายแรงเกือบสองเท่าอัตราเฉลี่ยของอุตสาหกรรมยานยนต์สหรัฐ ยิ่งกว่านั้นในปี 2017 หลังจากที่มีการวิจารณ์บริษัทเรื่องความปลอดภัย Tesla พยายามปกปิดอัตราจริงผ่านการไม่รายงานหลายเหตุการณ์ ซึ่งถือว่าผิดกฏหมาย

Economy Manufacturing

ปัญหาความปลอดภัยในโรงงาน Tesla มีหลายเรื่อง เช่นปัญหาสารเคมี การถูกเครื่องจักรบาด การถูกชนโดยรถยกชิ้นส่วน การถูกไฟดูด และการโดนเหล็กหลอมลวก CIR กล่าวว่าสภาพภายในโรงงานมีลักษณะวุ่นวายไร้ระเบียบและอุปกรณ์ยกเครื่องยนต์บางครั้งไม่ได้ถูกทดสอบก่อนนำมาใช้

อดีตลูกจ้างในทีมความปลอดภัยหลายคนสรุปกับ CIR ว่าบริษัทเร่งผลิตรถยนต์ โดยไม่ยอมพิจารณาความปลอดภัยของคนงาน ครั้งหนึ่งอดีตหัวหน้าฝ่ายความปลอดภัย ได้เตือนฝ่ายบริหารว่าในโรงงานมีความเสี่ยงว่าจะเกิดเหตุการณ์ระเบิดได้ แต่เขาถูกโต้ตอบว่าทุกอย่างต้องขึ้นกับเป้าหมายตัวเลขในการผลิตเป็นหลัก

CIR เปิดโปงว่าบรรยากาศที่มาจากวิธีบริหารแบบเผด็จการของ มัสก์ ภายในโรงงาน ทำให้ไม่ค่อยมีใครกล้าเถียงกับ มัสก์ และซีอีโอคนนี้ขึ้นชื่อว่าไม่ชอบกฏระเบียบและป้ายต่างๆ ที่จะเพิ่มความปลอดภัย บ่อยครั้งคนงานถูกกดดันให้ทำงานวันละ 12 ชม. สัปดาห์ละ 6 วัน เพื่อเพิ่มอัตราการผลิต

หนังสือพิมพ์ The Guardian ของอังกฤษรายงานเมื่อกลางเดือนมิถุนายนปีนี้ว่า มัสก์ ชอบสร้างภาพว่าตนเองห่วงใยลูกจ้าง แต่ในรูปธรรมไม่ทำตามคำพูด นสพ. Guardian มองว่า มัสก์ เป็นคนขี้อวด และบ่อยครั้งสิ่งที่เขาพูดไม่เป็นความจริง บริษัทของเขามีปัญหาเรื่องการละเมิดทางเพศและการเลือกปฏิบัติบนพื้นฐานสีผิวและเพศ ทั้งๆ ที่ มัสก์ ชอบประกาศว่าเขาต่อต้านสิ่งเหล่านี้ และการเร่งอัตราการผลิตทำให้ลูกจ้างคนหนึ่งพูดออกมาว่าบางวันต้องเลือกระหว่างการพักเพื่อไปกินอาหารกับการเข้าห้องน้ำ [บทความภาษาอังกฤษดูได้ที่นี่ https://bit.ly/2K2hnjq ]

ในบทความอีกชิ้นหนึ่งของ The Guardian จากเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว มีการรายงานว่ามีความพยามที่จะนำสหภาพแรงงานประกอบรถยนต์เข้ามาในโรงงานของ Tesla เนื่องจากปัญหาต่างๆ เช่นเรื่องความปลอดภัยและการบังคับให้คนงานทำโอที และเราไม่ควรแปลกใจที่ มัสก์ พยายามต้านสหภาพด้วยการใส่ร้ายต่างๆ นาๆ เดิมโรงงานแห่งนี้เคยเป็นของบริษัท GM และตอนนั้นมีสหภาพแรงงาน แต่เมื่อขายให้ Tesla และรับคนงานเข้ามาใหม่ ปรากฏว่าไม่มีสหภาพแรงงาน [บทความภาษาอังกฤษดูได้ที่นี่ https://bit.ly/2ljDiDj ]

ทั้งหมดนี้คือเบื้องหลังนายทุนเศรษฐีหน้าเลือดที่ชื่อ อีลอน มัสก์ และเราคงโล่งใจที่มันไม่มีบทบาทในการนำเด็กๆ ออกมาจากถ้ำ

 

 

Advertisements

ฝรั่งเศสพฤษภา 1968 ทุกอย่างเป็นไปได้! แต่การเมืองเป็นเรื่องชี้ขาด

ใจ อึ๊งภากรณ์

ในปีค.ศ. 1968 การประท้วงของนักศึกษาฝรั่งเศสเรื่องสภาพหอพักในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในปารีส ลามไปสู่การต่อสู้ทั่วไปของนักศึกษากับตำรวจปราบจลาจลที่ติดอาวุธ นักศึกษาเป็นหัวหอกในการต่อสู้กับกฏระเบียบและความคับแคบในสถาบันการศึกษาและในสังคมทั่วไป

2.-May

March

ในที่สุดรัฐบาลสั่งให้ตำรวจปราบจลาจล CRS ทุบตีนักศึกษาอย่างป่าเถื่อน ตำรวจปราบจลาจลจึงถูกเรียกว่าเป็นพวกนาซี ภายใต้คำขวัญ “CRS: SS!!”

altbfqyzbbby

มันกลายเป็นการท้าทายโครงสร้างอำนาจเก่าในสังคมภายใต้ประธานาธิบดีฝ่ายขวา “เดอร์โกล” จนฝรั่งเศสอยู่ในภาวะ “ปฏิวัติ” เพราะในวันรุ่งขึ้น เมื่อนักสหภาพแรงงาน เห็นความรุนแรงของตำรวจ ก็ประกาศนัดหยุดงานทั่วประเทศ 9 ล้านคน มีการยึดโรงงาน และขังฝ่ายบริหารเพื่อ “สอบสวน” ในโรงงานต่างๆ มีการเรียนแบบการยึดโรงงานจากยุคอดีตปี 1936 แต่ในปริมาณที่ใหญ่กว่า เช่นการยึดโรงงานผลิตเครื่องบิน “ซุด เอวิเอชอง” ในเมือง น่านท์ เป็นต้น ผู้บัญชาการตำรวจฝรั่งเศสถึงกับสารภาพว่า “เมื่อกรรมกรนัดหยุดงานทั่วไป มันอันตรายมากสำหรับรัฐบาล” การนัดหยุดงานทั่วไปครั้งนี้นับว่าใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ทุนนิยมโลกตอนนั้น เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นทั้งๆ ที่นักวิชาการหอคอยงาช้างหลายคนเคยวิเคราะห์ว่าชนชั้นกรรมาชีพหมดสภาพ!!

e5df280fd4f47a93e653cf5ba9562dab
กรรมาชีพโรงงานรถยนต์เรโนนัดหยุดงาน

รัฐบาลฝ่ายขวาของ “เดอร์โกล” อัมพาตเป็นเวลาสองสัปดาห์ “เดอร์โกล” เองหนีไปอยู่ค่ายทหารฝรั่งเศสในเยอรมัน แต่แทนที่พรรคคอมมิวนิสต์และผู้นำสหภาพแรงงานจะผลักดันการปฏิวัติไปข้างหน้า องค์กรเหล่านี้มีส่วนสำคัญในการเบี่ยงเบนการต่อสู้จากเรื่องการเมืองไปเป็นเรื่องปากท้องเฉพาะหน้าเท่านั้น ในที่สุดมีการทำสัญญากับรัฐบาลว่าจะขึ้นเงินเดือนคนงานและยุบรัฐสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ ซึ่งมีผลในการยุติการประท้วงของสหภาพแรงงานทั่วประเทศ สรุปแล้วในที่สุดพรรคคอมมิวนิสต์และผู้นำสหภาพแรงงานกลัวการปฏิวัติและต้องการที่จะปกป้องระบบทุนนิยม

การลุกขึ้นสู้หรือยุติการต่อสู้ของกรรมาชีพ เป็นเรื่องชี้ขาดว่าการกบฏของนักศึกษาจะประสบผลสำเร็จหรือไม่

la-lutte-continue-paris-may-1968-street-poster-t-shirt-4

อย่างไรก็ตามการกลับมาของการต่อสู้ทางชนชั้น นำไปสู่การรื้อฟื้นความคิดมาร์คซิสต์ในหมู่คนรุ่นใหม่ทั่วโลก นอกจากนี้กระแสการต่อสู้ มีผลในการเปลี่ยนวัฒนธรรม ดนตรี และค่านิยมต่างๆ และมีการกระตุ้นการต่อสู้ของกลุ่มอื่นๆ ที่ถูกกดขี่ในสังคมทั่วโลกอีกด้วย เช่นคนผิวดำ คนพื้นเมืองอเมริกา เกย์กะเทยทอมดี้ และสตรี

กระแสสู้ของนักศึกษาทั่วโลกไม่ได้ยุติหลังปี 1968 เพราะในปี 1970 มีการประท้วงของนักศึกษาสหรัฐทั่วประเทศ และมีการยึดมหาวิทยาลัยต่างๆ หลังจากที่ทหารยิงนักศึกษาตายที่มหาวิทยาลัย เคนท์ สเตด ขณะที่นักศึกษาประท้วงต่อต้านการขยายสงครามเวียดนามสู่กัมพูชา

ในประเทศไทยนักศึกษาเป็นหัวหอกในการล้มเผด็จการทหาร ถนอม ประภาส ณรงค์ ในวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ และในปีเดียวกันนักศึกษากรีซเริ่มออกมาสู้ โดยยึดวิทยาลัย โบลิเทคนิค กลางเมืองอาเทนส์ ซึ่งนำไปสู่การล้มเผด็จการทหารกรีซในที่สุด นอกจากนี้มีการเดินขบวนของนักศึกษาในอินโดนีเซีย และในเยอรมันตะวันตก

แต่หลัง 1968 ศูนย์กลางการต่อสู้ส่วนใหญ่ย้ายไปที่ขบวนการแรงงาน เช่นในอิตาลี่ปี 1969 หรือในสเปนบทบาทสำคัญของกรรมาชีพ ตั้งแต่ปี 1970 ทำให้เผด็จการ “ฟรังโก” อ่อนแอลง และในอังกฤษการนัดหยุดงานทำให้รัฐบาลพรรคอนุรักษ์นิยมถูกล้ม

ทั่วโลกชนชั้นปกครองไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้เอง แต่ต้องพึ่งพรรคแรงงาน พรรคสังคมนิยมประชาธิปไตย พรรคคอมมิวนิสต์ และสภาแรงงานต่างๆ ซึ่งยอมร่วมมือเพื่อช่วยดับไฟของการปฏิวัติ โดยในหลายประเทศมีการทำข้อตกลงระหว่างพรรคฝ่ายซ้ายกับพรรคฝ่ายขวา

ในลาตินอเมริกา มีการลุกขึ้นสู้ของนักศึกษาและแรงงานเช่นกัน ใน อาเจนทีนา มีการยึดเมือง คอร์โดบาและใน ชิลี มีการยึดที่ดินของเจ้าของที่ดินรายใหญ่ แต่กระแสนี้ถูกต้อนเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้ง ใน อาเจนทีนา มีการรณรงค์ให้อดีตเผด็จการประชานิยม เพรอน กลับมาแก้สถานการณ์ แต่แก้ไม่ได้ และเมื่อ เพรอน เสียชีวิต ทหารฝ่ายขวาก็ทำรัฐประหารป่าเถื่อน โดยเข่นฆ่านักกิจกรรมฝ่ายซ้ายหลายหมื่นคน ซึ่งไม่ต่างจากเหตุการณ์ ๖ ตุลา ที่ไทย

ใน ชิลี กระแสการต่อสู้นำไปสู่ชัยชนะของ ซัลวาดอร์ อาเยนเดย์ ผู้แทนพรรคสังคมนิยม ในการเลือกตั้งประธานาธิบดี แต่ฝ่ายขวา นายทุน ทหาร และสหรัฐอเมริกาไม่พอใจ และคอยหาทางล้มรัฐบาลด้วยการปิดกิจกรรมการขนส่ง และการพยายามทำรัฐประหาร ซึ่งในระยะแรกถูกคนงานรากหญ้าต้านสำเร็จผ่านการสร้าง “สภาคนงาน” (คอร์ดอนเนย์ Cordones) ในย่านอุตสาหกรรมต่างๆ คล้ายกับสภาคนงานในรัสเซียปี 1917 อย่างไรก็ตาม พรรคคอมมิวนิสต์และพรรคสังคมนิยม ชักชวนให้กรรมาชีพสลายการต่อสู้ เพื่อเอาใจทหารและฝ่ายขวา โดยหลงเชื่อว่าจะทำให้รัฐบาลอยู่ต่อได้ ยิ่งกว่านั้นมีการนำนายทหารชั้นผู้ใหญ่ อย่างเช่น ออร์กัสโต พิโนเช เข้ามาในคณะรัฐมนตรี แต่สามเดือนหลังจากนั้นในปี 1973 พิโนเช ยึดอำนาจ ฆ่าประธานาธิบดี และจับคุมเข่นฆ่านักสังคมนิยมและนักสหภาพแรงงานหลายพันคน

ในขณะที่พรรคปฏิรูปและสภาแรงงานในยุโรปตะวันตกพยายามกล่อมขบวนการแรงงานให้หลับนอนและเลิกสู้ ฝ่ายขวาในลาตินอเมริกายุติการต่อสู้ของแรงงานผ่านการปราบปรามอย่างนองเลือด

มีที่หนึ่งที่ประกายไฟจาก 1968 ลุกเป็นเปลวอีกครั้ง คือในประเทศปอร์ตุเกส ซึ่งมีรัฐบาลเผด็จการฟาสซิสต์มาเกือบห้าสิบปี ในกลางทศวรรษ 1970 ปอร์ตุเกสกำลังแพ้สงครามในอาณานิคมอัฟริกา และทหารระดับล่างไม่พอใจกับการต่อสู้ ดังนั้นในเดือนเมษายน 1974 มีรัฐประหารและนายพลฝ่ายขวาขึ้นมาแทนเผด็จการ “ไคทาโน” รัฐประหารนี้นำไปสู่การนัดหยุดงานตามโรงต่อเรือขนาดใหญ่ และพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านใต้ดินพรรคเดียวที่มีการจัดตั้งอย่างดี ก็พยายามตั้งตัวเป็นศูนย์กลางการเจรจาและการถ่วงดุลอำนาจระหว่างผู้นำกองทัพฝ่ายขวา กับขบวนการแรงงาน แต่ทำไม่ได้ เริ่มมีกลุ่มทหารระดับล่างและคนงานฝ่ายซ้ายที่อยากไปไกลกว่าพรรคคอมมิวนิสต์ เพื่อทำการปฏิวัติ อย่างไรก็ตามองค์กร “ซีไอเอ” ของสหรัฐ พรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยในเยอรมัน และนายทหารปฏิรูปของปอร์ตุเกส สามารถเปลี่ยนทิศทางการปฏิวัติปอร์ตุเกสไปสู่ประชาธิปไตยรัฐสภาทุนนิยมได้ โดยที่พรรคคอมมิวนิสต์ไม่ทำอะไรเลย

บทสรุปสำคัญจากยุค 1968 คือต้องมีการสร้างพรรคปฏิวัติฝ่ายซ้ายใหม่ ที่ไม่ยอมประนีประนอมกับทุนและพร้อมจะสามัคคีพลังกรรมาชีพกับการตื่นตัวของนักศึกษาและคนหนุ่มสาว

ภารกิจการสร้างพรรคแบบนี้ยังเป็นภารกิจสำคัญของเราในยุคนี้

อ่านเพิ่ม https://bit.ly/2i294Cn

และ https://bit.ly/2IeFt9a

จุดยืนทางชนชั้นเป็นเครื่องวัดความก้าวหน้าของพรรคการเมือง

ใจ อึ๊งภากรณ์

ในบทความก่อนหน้านี้ผมได้เสนอว่าถ้าเราไม่แก้ปัญหาที่ถูกเปิดโปงออกมาในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง โดยเฉพาะสภาพการดำรงอยู่ “ทางวัตถุ” หรือ “ทางเศรษฐกิจสังคม” ของประชาชนส่วนใหญ่ในยุคปัจจุบัน ที่ขัดแย้งอย่างรุนแรงกับโครงสร้างส่วนบนของสังคมไทยที่ล้าหลังและไม่ได้เปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย และความเหลื่อมล้ำระหว่างคนส่วนใหญ่ที่ยากจนกับเศรษฐีคนรวยหรือแม้แต่คนชั้นกลางที่มีความเป็นอยู่สบาย เราจะวนเวียนอยู่ในอ่างจนเกิดวิกฤตทางการเมืองรอบใหม่

การปฏิรูปสังคมและการเมืองพื้นฐานที่จะเริ่มแก้ปัญหาเหล่านี้มีอะไรบ้าง?

ในประการแรกเราต้องสร้างรัฐสวัสดิการแบบถ้วนหน้าและครบวงจร รัฐสวัสดิการนี้ไม่ใช่การให้สวัสดิการกับคนจน มันจะต้องเป็นสิทธิของพลเมืองทุกคน โดยไม่ต้องพิสูจน์ความยากจน มันต้องครอบคลุมเรื่องที่อยู่อาศัย การรักษาพยาบาล การศึกษา และการดูแลคนชรา โดยที่พลเมืองไม่ต้องออกค่าใช้จ่ายในเรื่องการรับบริการ เพราะกองทุนในการสร้างรัฐสวัสดิการสร้างขึ้นจากการจ่ายภาษีของทุกคนในอัตราก้าวหน้า คือคนที่รายได้ต่ำจ่ายน้อย และคนรวยและกลุ่มทุนจ่ายมาก เราต้องมีการเก็บภาษีในอัตราสูงเป็นพิเศษสำหรับกลุ่มทุนใหญ่และเศรษฐี อย่างที่อาจารย์ปรีดีเคยเสนอ

การนำระบบการเก็บภาษีทางตรงแบบก้าวหน้า และการยกเลิกภาษีมูลค่าเพิ่มที่เป็นภาระสำหรับคนจน จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคมอีกด้วย

กองทุนในการสร้างรัฐสวัสดิการจะได้งบประมาณเพิ่มขึ้น ถ้าเราตัดงบประมาณทหารและสร้างสันติภาพในปาตานีผ่านการใช้วิธีทางการเมืองแทนการทหาร งบประมาณสำหรับพิธีกรรมและวิถีชีวิตของราชวงศ์ควรถูกตัดให้ “พอเพียง” เท่าเทียมกับคนธรรมดาอีกด้วย

รัฐสวัสดิการต้องถูกตรวจสอบเสมอว่าสามารถลดความเหลื่อมล้ำจริงในรูปธรรมได้หรือไม่ และถ้ายังไม่สำเร็จก็ควรมีการแก้ไขให้ดีขึ้น เราจะต้องไม่พูดว่าเรา “ให้โอกาสกับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน” เพราะคนในสังคมไม่เท่าเทียมตั้งแต่แรก คนที่ด้อยโอกาสจึงต้องได้รับการสนับสนุนมากกว่าคนที่มีโอกาส

ดังนั้นเวลาพรรคอนาคตใหม่พูดถึงการ “ให้โอกาส” กับทุกคน มันน่าจะสร้างข้อกังวลกับคนที่ต้องการเห็นรัฐสวัสดิการ

นอกจากการสร้างรัฐสวัสดิการแล้ว รัฐต้องลงทุนในการสร้างความก้าวหน้าทันสมัยของสังคม เช่นในการปรับปรุงระบบขนส่งสาธารณะ การลงทุนในพลังงานแสงแดดและลม การกำจัดมลพิษ การพัฒนาวิทยาศาสตร์ และการผลิตยารักษาโรคต่างๆ ภายในประเทศในราคาที่เหมาะสม

มาตรการในการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ต้องอาศัยการขึ้นเงินเดือนหรือค่าแรงเพื่อให้พลเมืองทุกคนอยู่ได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องอนาคต ในประเด็นนี้การแก้กฏหมายแรงงาน เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองและเพิ่มเสรีภาพของสหภาพแรงงานมีความสำคัญพอๆ กับการสร้างรัฐสวัสดิการ และมันเป็นมาตรการเพื่อเพิ่มสิทธิเสรีภาพกับประชาธิปไตยอีกด้วย

ในเรื่องที่ดิน ควรมีการปฏิรูปให้เกษตรกรมีที่ทำกินเพียงพอ และในกรณีทรัพยากรที่เป็นของส่วนรวม พลเมืองในพื้นที่ควรมีบทบาทในการร่วมบริหารการใช้อีกด้วย

และในประการสุดท้ายเราต้องช่วยกันสร้าง “ความเป็นพลเมือง” ในสังคม ควรยกเลิกการหมอบคลานกราบไหว้ การก้มหัวให้ “ผู้ใหญ่” และการใช้ภาษาที่เน้นความไม่เสมอภาคระหว่างพลเมือง เราต้องยกเลิกการใส่เครื่องแบบของข้าราชการพลเรือน โดยเฉพาะครูในโรงเรียน เราต้องสร้างค่านิยมในสังคมที่เคารพซึ่งกันและกัน ไม่ว่าพลเมืองจะมีเพศอะไรหรือเชื้อชาติอะไร

สิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นง่ายๆ แต่จะต้องอาศัยขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมที่เชื่อมโยงกับพรรคการเมืองก้าวหน้า เพื่อการผลักดันให้เกิดขึ้นจริง และเราต้องเข้าใจว่าเรื่องนี้เป็นเรื่อง “ชนชั้น” อย่างชัดเจน เพราะอภิสิทธิ์ชน นายทุน และนายทหารระดับสูง จะรวมตัวกันเพื่อคัดค้านอย่างแน่นอน

ธนาธร เผยจุดยืนนายทุนที่กดขี่สิทธิแรงงาน

ใจ อึ๊งภากรณ์

ในรายการสดของ The Standard http://bit.ly/2DI5maR ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ พูดชัดเจนเลยว่าเขาเห็นด้วยกับ “สิทธิ” นายทุนในการกดขี่สิทธิแรงงาน มันเป็นครั้งแรกที่เราได้รับความชัดเจนตรงนี้

เขาเล่าว่าในอดีตเมื่อสหภาพแรงงานในโรงงานไทยซัมมิทเรียกร้องโบนัสเท่าเทียมกับสำนักงานใหญ่ ธนาธร และบริษัทซัมมิทตัดสินใจปิดโรงงานและไล่คนงานทุกคนออก เพื่อสกัดกั้นไม่ให้มีการนัดหยุดงาน พร้อมกันนั้น ธนาธร อ้างว่าได้ “ทำตามกฏหมายแรงงาน” และแก้ตัวว่าเขาปฏิบัติ “อย่างเป็นธรรม” ต่อสหภาพแรงงาน

นอกจากนี้เราทราบจากข่าว “ประชาไท” ว่าบริษัทไทยซัมมิทอีสเทิร์น ซีบอร์ด ออโต้พาร์ท อินดัสตรี ได้สั่งเลิกจ้างงานคนงาน 50 คนในวันที่ 26 ธันวาคม 2549 เพราะได้ไปสมัครเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานฟอร์ดและมาสด้า ประเทศไทย และทางบริษัทเกรงว่าจะทำให้ลูกจ้างมีอำนาจต่อรองกับบริษัทมากขึ้นหากมีสหภาพแรงงานแบบนี้

ส่วนปัญหาที่ผมเคยพูดว่าเกิดกับลูกจ้างบริษัท “ซัมมิท” ธนาธร อธิบายว่าไม่เกี่ยวกับบริษัท “ไทยซัมมิท” ของเขา

ในแวดวงนักสิทธิมนุษยชนและนักสหภาพแรงงานสากล การปิดโรงงานที่กำลังจะนัดหยุดงาน ไล่คนงานออกหมด แล้วรับคนกลับมาทำงานเฉพาะในส่วนที่ยอมจำนนต่อบริษัท หรือการเลิกจ้างคนงานด้วยเหตุที่ต้องการสร้างสหภาพแรงงานที่เข้มแข็งมากขึ้น ถือว่าเป็นพฤติกรรมหน้าเลือดของนายทุนที่ต่อต้านสิทธิแรงงานอย่างชัดเจน มันเป็นนโยบายของพรรคการเมืองฝ่ายขวาทั่วโลกที่จะให้ความชอบธรรมกับพฤติกรรมแบบนี้

การอ้างของ ธนาธร ว่าเขาให้ความเป็นธรรม เพราะทำตามกฏหมายแรงงานไทย เป็นเรื่องที่ฟังไม่ขึ้น เพราะกฏหมายแรงงานไทยในปัจจุบันมันละเมิดสิทธิแรงงานไปในตัว ไม่เคยให้เสรีภาพเต็มที่ในการเคลื่อนไหว ก่อตั้งสหภาพ หรือเสรีภาพเต็มที่ในการนัดหยุดงานเลย กฏหมายนี้เป็นมรดกตกทอดจากยุคเผด็จการไทยในหลายสิบปี ที่ผ่านมาตั้งแต่ยุค สฤษดิ์ ธนะรัชต์

ธนาธร คงอยากแช่แข็งกฏหมายแรงงานให้อยู่ต่อแบบนี้

การอ้างว่า “ต้องปิดโรงงาน” เพื่อปกป้องกำไรของบริษัทตนเอง แสดงว่า ธนาธร ยืนอยู่เคียงข้างผลประโยชน์นายทุนและตรงข้ามกับผลประโยชน์ของคนทำงานธรรมดา นี่คือเรื่องชนชั้นอย่างชัดเจน

คำพูดแก้ตัวและพฤติกรรมของ ธนาธร พิสูจน์อย่างชัดเจนว่า “พรรคอนาคตใหม่” คงไม่ต้องการสร้างอนาคตใหม่ให้กับกรรมาชีพผู้ทำงาน อนาคตใหม่ของพวกนักการเมืองหน้าใหม่แบบนี้ จะไม่รวมถึงการเพิ่มสิทธิเสรีภาพให้กับคนส่วนใหญ่ จะไม่รวมถึงการลบผลพวงของเผด็จการทหารออกไปจากระบบแรงงานสัมพันธ์ และจะไม่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของตนเองของแรงงานจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นคนรุ่นใหม่อีกด้วย

ธนาธร มองว่าการเรียกร้องโบนัสของสหภาพแรงงานในโรงงานไทยซัมมิทในครั้งนั้นมัน “มากเกินไป” แต่เขาไม่ตรวจสอบตนเองและตั้งคำถามว่าเงินเดือนสูงของเขาเองมาจากการทำงานของใคร และทำไมเขาจะมี “สิทธิ์” ที่จะรับเงินเดือนสูงกว่าคนธรรมดาทั่วประเทศ

มันชวนให้ตีความได้ว่าพรรคอนาคตใหม่จะไม่สนับสนุนการเพิ่มอัตราค่าแรงทั่วประเทศให้คนทำงานสามารถมีชีวิตที่ดีได้เท่ากับพวกชนชั้นกลาง เพราะทุกอย่างต้องขึ้นกับเงื่อนไขการเพิ่มกำไรของกลุ่มทุน มันชวนให้ตีความได้อีกว่าพรรคนี้คงจะไม่สนับสนุนการเก็บภาษีในอัตราสูงจากเศรษฐีและกลุ่มทุนใหญ่ เพื่อสร้างรัฐสวัสดิการอีกด้วย

สรุปแล้วสำหรับ พรรคอนาคตใหม่ ของธนาธร มันเป็นไปไม่ได้เลยว่าจะเป็นความหวังสำหรับคนส่วนใหญ่ที่เป็นกรรมาชีพผู้ทำงาน

fight2

การนัดหยุดงานกับการสร้างเสรีภาพ

ใจ อึ๊งภากรณ์

ท่ามกลางความมืดมนของเผด็จการที่วางแผนคุมสังคมเราในระยะยาว เราต้องตั้งคำถามว่าพลังไหนในสังคมจะปลดแอกประชาชนและสร้างเสรีภาพ?

การสร้างพลังของขบวนการสหภาพแรงงานในไทย มีความสำคัญอย่างยิ่งกับการสร้างเสรีภาพ สังคมเราจะได้ไม่ต้องวนเวียนอยู่กับเผด็จการ การทำรัฐประหาร  และสภาพความเหลื่อมล้ำทางสังคมอย่างต่อเนื่องเหมือนไม่มีจุดจบ นี่คือบทเรียนจากประเทศต่างๆ ในยุโรปตะวันตก เกาหลีใต้ ลาตินอเมริกา และอียิปต์

13124929_1181060888592867_9078848768920258106_n

แน่นอนเราไม่สามารถจะไปหวังว่า สลิ่มชนชั้นกลาง ผู้ที่เคยเป็นความหวังของใครๆ ในอดีต จะสนใจสร้างเสรีภาพ พวกเขาพิสูจน์ตนเองเป็นรูปธรรมว่าเป็นศัตรูของเสรีภาพ

อย่างไรก็ตามขบวนการแรงงานไทยตอนนี้อ่อนแอเกินไป ไร้ประสิทธิภาพในการนำตนเองเป็นส่วนใหญ่ บางครั้งถูกฝ่ายปฏิกิริยาแทรกแซง และเกือบจะไม่มีการจัดตั้งทางการเมือง บางส่วนของขบวนการมองรัฐบาลทหารว่าเป็น “ผู้อุปถัมภ์” อีกด้วย ที่สำคัญคือควบคู่กับการสร้างพลังของกรรมาชีพ เราไม่สามารถละเว้นการสร้างพรรคสังคมนิยมด้วย ดังนั้นภารกิจสำคัญของเราควรจะเป็นการสร้างพรรคสังคมนิยมของคนหนุ่มสาวมีไฟที่ลงไปทำงานกับขบวนการสหภาพแรงงาน

ทำไมกรรมาชีพมีบทบาทชี้ขาดในการสร้างประชาธิปไตย เสรีภาพ และสังคมนิยม?

ชนชั้นกรรมาชีพตามนิยมของนักมาร์คซิสต์ คือ ทุกคนที่ไร้ปัจจัยการผลิต ดังนั้นลูกจ้างทุกคนที่ไม่มีอำนาจให้คุณให้โทษถือว่าเป็นกรรมาชีพ ไม่ว่าจะเป็นกรรมกรโรงงาน พนักงานปกคอขาว คนขับรถเมล์ พนักงานในภาคบริการ พยาบาล หรือครูบาอาจารย์

3350df5709f4453fafae41703dc8a35e

ความสำคัญของชนชั้นกรรมาชีพ เป็นเพราะชนชั้นกรรมาชีพมีอำนาจซ่อนเร้นอยู่สูง เนื่องจากกรรมาชีพเป็นชนชั้นใหม่ที่ระบบทุนนิยมสร้างขึ้นมาในใจกลางของระบบ เศรษฐกิจทุนนิยมต้องอาศัยการทำงานของชนชั้นกรรมาชีพทั้งสิ้น นายทุนนายจ้างและเครื่องจักรต่าง ๆ ไม่สามารถทำงานแทนชนชั้นกรรมาชีพได้ เมื่อกรรมาชีพนัดหยุดงานทั่วประเทศ ทหารและตำรวจปราบยากกว่าการชุมนุมบนท้องถนน

ชนชั้นกรรมาชีพมีความสัมพันธ์พิเศษในระบบการผลิตทุนนิยมด้วย เพราะทุนนิยมผลักดันให้ชนชั้นกรรมาชีพเข้ามาทำงานร่วมกันในสถานที่ทำงานใหญ่ โดยที่งานของแต่ละคนต้องอาศัยพึ่งพางานของเพื่อนร่วมงานตลอด ซึ่งการทำงานแบบนี้ช่วยส่งเสริมความคิดในเรื่องผลประโยชน์ส่วนรวม ไม่เหมือนพวกนายทุนน้อย นอกจากนี้ชนชั้นกรรมาชีพเป็นคนส่วนใหญ่ในสังคมสมัยใหม่ทั่วโลกรวมถึงไทยด้วย

จะขอยกคำเขียนของนักสังคมนิยมสองคนในอดีต เพื่อขยายความเรื่องการนัดหยุดงาน และการต่อสู้ทางการเมือง

rluxemburgcpwz

บทความ “การนัดหยุดงานทั่วไป” ของ โรซา ลัคแซมเบอร์ค นักมาร์คซิสต์สตรีชาวเยอรมัน-โปแลนด์ เป็นบทความที่อธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่าง การลุกฮือโดยอัตโนมัติและเสรี กับการจัดตั้งทางการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างการต่อสู้ในเรื่องปากท้อง กับการต่อสู้ทางการเมือง

โรซา ลัคแซมเบอร์ค เขียนไว้ว่า…..“ในการนัดหยุดงานทั่วไปเราไม่สามารถแยกเศรษฐศาสตร์ออกจากการเมืองได้เลย การนัดหยุดงานทั่วไปแบบ “การเมือง” ไม่ใช่จุดสูงสุดของการต่อสู้ของสหภาพแรงงานและไม่ใช่เรื่องที่สามารถแยกออกจากการนัดหยุดงานประเภท “ปากท้อง” ได้ ถึงแม้ว่ากระบวนการของกระแสการนัดหยุดงานทั่วไปเกิดจากการต่อสู้เล็กๆ น้อยๆ ในเรื่องปากท้อง และในขณะที่มันพัฒนาไปมันผ่านหลายๆ ขั้นตอนของการประท้วงทางการเมืองก็จริง แต่มันไม่ใช่การพัฒนาในทิศทางเดียวเท่านั้น หลังจากการต่อสู้ครั้งยิ่งใหญ่ทางการเมืองทุกครั้ง กระแสลำธารแห่งการต่อสู้เล็กๆ น้อยๆ ในเรื่องปากท้องก็ย่อมเกิดขึ้น พูดง่ายๆ เรื่องปากท้อง (หรือเศรษฐกิจ) กับเรื่องการเมืองจะหนุนกันไปหนุนกันมาตลอดเวลา”

“ในเรื่องของจิตสำนึกและการนำในการต่อสู้นัดหยุดงานทั่วไป ถ้าเราเข้าใจว่าการนัดหยุดงานทั่วไปคือผลิตผลของการต่อสู้ในระยะยาวภายใต้กระแสการปฏิวัติ เราจะเข้าใจดีว่าไม่มีใครสามารถจัดตั้งมันขึ้นมาได้ และไม่มีใครที่สามารถวางแผนให้มันเกิดได้ พรรคการเมืองของฝ่ายสังคมนิยมสามารถปลุกระดมให้เกิดการประท้วงได้ แต่ไม่สามารถก่อให้เกิดกระแสการนัดหยุดงานทั่วไปและกระแสการปฏิวัติได้ ถึงแม้ว่าทิศทางการต่อสู้ในช่วงกระแสการปฏิวัติเป็นเรื่องที่กำหนดไม่ได้ แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าพรรคสังคมนิยมไม่มีภาระกิจอันใดทั้งสิ้น เพราะท่ามกลางการต่อสู้อันหลากหลายและสับสน ท่ามกลางการตัดสินใจเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับรายละเอียดปลีกย่อยของการนัดหยุดงานทั่วไป นักสังคมนิยมจะถูกเรียกร้องให้ขึ้นมามีบทบาทนำในทางการเมือง ในสถานการณ์แบบนี้หน้าที่หลักของนักสังคมนิยมคือการนำเอาพลังมหาศาลอันหลากหลายของกรรมาชีพที่ระเบิดออกมา มารวมตัวรวมพลังเพื่อยกระดับการต่อสู้ให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง”

1917-russian-revolution

บทความของ เลนิน “ว่าด้วยการนัดหยุดงาน” อธิบายถึงความสำคัญของการนัดหยุดงานในการแสดงพลังของกรรมาชีพ และเสนอว่าการนัดหยุดงานเป็น “โรงเรียนการทำสงครามทางชนชั้น” ที่เปิดหูเปิดตากรรมาชีพ แต่เลนินเน้นว่าโรงเรียนการทำสงครามแตกต่างจากสงครามจริง การนัดหยุดงานของสหภาพแรงงานสำคัญ แต่การปลดแอกมนุษย์ต้องอาศัยการจัดตั้งพรรคการเมืองและการปฏิวัติด้วย

เลนิน เขียนว่า “การนัดหยุดงานทุกครั้งเป็นเครื่องเตือนใจนายทุนว่ากรรมาชีพต่างหากที่เป็นเจ้านายแท้ของระบบ การนัดหยุดงานสอนให้กรรมาชีพเข้าใจว่า พลังอำนาจของนายจ้างและพลังอำนาจของกรรมาชีพเองเป็นไปในรูปแบบไหน มันสอนให้กรรมาชีพนึกถึงชนชั้นนายทุนทั้งชนชั้นและชนชั้นกรรมาชีพทั้งชนชั้น ไม่ใช่แค่นายจ้างของตนเองหรือเพื่อนร่วมงานของตนเองเท่านั้น เมื่อเจ้าของโรงงานที่สะสมทรัพย์เป็นล้านๆ จากงานของกรรมาชีพหลายรุ่นหลายสมัย ไม่ยอมขึ้นค่าแรงแม้แต่นิดเดียวหรือพยายามลดค่าแรง และเมื่อเขาปลดคนงานที่กล้ายืนขึ้นต่อสู้ออกจากโรงงาน จนครอบครัวกรรมาชีพหลายพันคนต้องยากลำบาก มันกลายเป็นที่ประจักษ์ว่าชนชั้นนายทุนทั้งชนชั้นคือศัตรูของกรรมาชีพทั้งชนชั้น หลายครั้งเจ้าของโรงงานจะพยายามหลอกลวงคนงาน โดยสร้างภาพว่าเขาเป็นผู้อุปถัมภ์จิตใจเมตตา แต่พอเกิดการนัดหยุดงานขึ้นภาพลวงตาหรือหน้ากากของผู้อุปถัมภ์ใจดีจะถูกกระชากหลุดไปทันที และกรรมาชีพจะเห็นว่าผู้อุปถัมภ์คือหมาป่าปลอมตัวเป็นแพะ

การนัดหยุดงานเปิดตาของกรรมาชีพให้เห็นธาตุแท้ของรัฐบาลและกฏหมายด้วย ไม่ใช่แค่ธาตุแท้ของนายจ้าง ในลักษณะเดียวกับที่นายทุนพยายามแสดงตัวเป็นผู้อุปถัมภ์ใจดีของกรรมาชีพ เจ้าหน้าที่รัฐต่างๆ และทาสรับใช้ของเขา พยายามหลอกกรรมาชีพว่ารัฐบาลเป็นกลางและมีความเป็นธรรมไม่เข้าข้างนายจ้างหรือลูกจ้าง แต่พอเกิดการนัดหยุดงานขึ้น ศาล เจ้าหน้ารัฐ ตำรวจ และแม้แต่ทหาร ก็มาที่โรงงาน ในสภาพเช่นนี้กรรมาชีพทุกคนเริ่มเห็นว่ารัฐบาลคือศัตรูร้ายของตน เพราะรัฐบาลปกป้องนายทุนและมัดมือมัดเท้ากรรมาชีพ กรรมาชีพเริ่มเข้าใจว่ากฏหมายต่างๆ ออกเพื่อผลประโยชน์คนรวยฝ่ายเดียว และเจ้าหน้าที่รัฐมีหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของพวกนี้

นี่คือสาเหตุที่นักสังคมนิยมเรียกการนัดหยุดงานว่า “โรงเรียนการทำสงคราม” ซึ่งเป็นโรงเรียนที่สอนให้กรรมาชีพทำสงครามกับศัตรู เพื่อปลดแอกประชาชนผู้ทำงานทั้งปวงจากการกดขี่ขูดรีดของเจ้าหน้าที่รัฐและพลังทุน อย่างไรก็ตาม “โรงเรียนการทำสงคราม” ไม่ใช่สงครามจริง การนัดหยุดงานเป็นเพียงแง่หนึ่งของการต่อสู้ทางชนชั้นของกรรมาชีพ จากการนัดหยุดงานของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งกรรมาชีพต้องพัฒนาการต่อสู้ไปสู่การต่อสู้ของกรรมาชีพทั้งชนชั้นเพื่อการปลดแอกตนเอง เมื่อกรรมาชีพที่มีจิตสำนึกทางชนชั้นพัฒนาตนเองเป็นนักสังคมนิยม เขาจะสร้างพรรคสังคมนิยมกรรมาชีพที่ต่อสู้เพื่อปลดปล่อยประชาชนจากการกดขี่ของรัฐบาลและจากแอกของทุน”

อ่านเพิ่ม http://bit.ly/2kX0Hdo

ทำไมขบวนการแรงงานสหรัฐถึงหลงสนับสนุนพรรคเดโมแครท

ใจ อึ๊งภากรณ์

ในปี 1932 ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ทุนนิยม พวกเอียงซ้ายในสหรัฐมองว่ามีประกายไฟของแสงสว่างเกิดขึ้น เมื่อ ฝรังคลิน ดี โรสเวลท์ จากพรรคเดโมแครท ชนะการเลือกตั้งและขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี

1936rooseveltposterframed

     ในยุคนั้นและในยุคปัจจุบันมีคนจำนวนมากสับสนเกี่ยวกับธาตุแท้ของนโยบาย New Deal หรือ “ข้อตกลงใหม่” ของรัฐบาล โรสเวลท์

RooseveltNewDeal_LG

     ในปลายปี 1932 สถานการณ์ในสหรัฐแย่จนหลายฝ่ายพร้อมจะพิจารณามาตรการใหม่ๆ ไม่ว่าจะแปลกประหลาดแค่ไหน ประธานาธิบดี โรสเวลท์ จึงออกกฏหมาย โดยใช้อำนาจพิเศษในการใช้รัฐควบคุมระบบทุนนิยม มีการหนุนเงินออมในธนาคารเอกชน ควบคุมราคาสินค้า เพิ่มการผลิตโดยใช้รัฐวิสาหกิจ เริ่มโครงการสร้างงานให้คนตกงาน และมาตรการบางอย่างเพื่อสนับสนุนสหภาพแรงงาน เพื่อให้สหภาพต่อรองกับนายจ้างให้ขึ้นค่าจ้างสะดวกมากขึ้น ซึ่งทำให้กำลังซื้อในสังคมเพิ่มขึ้น โดยมีความหวังว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจ ถ้าเทียบกับนโยบายของรัฐบาลก่อนๆ ที่ได้แต่ปราบคนจน มันดูเหมือนว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่

แต่ โรสเวลท์ ไม่ใช่นักสังคมนิยม และพรรคของเขาเป็นพรรคนายทุนที่สนับสนุนพวกเจ้าของที่ดินรายใหญ่ในภาคใต้ที่กีดกันสิทธิของคนผิวดำ ที่สำคัญคือ โรสเวลท์ เชื่อในความสำคัญของ “วินัยทางการคลัง” ตามสูตรของพวกเสรีนิยมกลไกตลาด คือเขาพยายามจำกัดค่าใช้จ่ายและงบประมาณของรัฐให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ในระยะแรกดูเหมือนนโยบายของ โรสเวลท์ ใช้ได้ผล มีการเพิ่มระดับการผลิตอย่างรวดเร็ว และจำนวนคนตกงานลดลงจาก 13.7 ล้านในปี 1933 เป็น 12 ล้าน ในปี 1935 แต่ระดับการตกงานก็ยังสูงผิดปกติ ต่อมาในปี 1937 เกิดวิกฤตเศรษฐกิจรอบใหม่ โดยที่การผลิตลดลงอย่างรวดเร็วเป็นประวัติศาสตร์

อย่างไรก็ตาม ในช่วงก่อน 1937 ที่เศรษฐกิจเริ่มดีขึ้นบ้าง และมีมาตรการบางอย่างที่ช่วยสหภาพแรงงาน กระแสการต่อสู้และความมั่นใจของแรงงานในการเผชิญหน้ากับนายจ้างเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในปี 1934 นักเคลื่อนไหวฝ่ายซ้ายจากพรรคสังคมนิยมสาย ตรอทสกี และพรรคคอมมิวนิสต์สาย สตาลิน มีบทบาทสำคัญในการนำการต่อสู้ของแรงงานที่ได้ชัยชนะ เช่นในระบบขนส่งของเมือง มินิแอปอลิส ในท่าเรือเมือง แซนแฟรนซิสโก และในโรงงานชิ้นส่วนรถยนต์ที่ โทเลโด

กระแสการต่อสู้ของคนงานนี้นำไปสู่การจัดตั้งสภาแรงงานใหม่ CIO (Congress of Industrial Unions “สภาแรงงานอุตสาหกรรม”) และการต่อสู้เพื่อขยายสมาชิกสหภาพแรงงาน บวกกับการพัฒนาสภาพการจ้างงานทั่วสหรัฐ มีการใช้ยุทธวิธีการยึดโรงงาน เช่นในปี 1936 ในโรงงานยางรถยนต์ ไฟร์สโตน และ กุดเยียร์ และในบริษัทประกอบรถยนต์ยักษ์ใหญ่ GM มีการยึดโรงงานที่เมืองฟลิ้นท์ รัฐมิชิแกน จนคนงาน 150,000 คนร่วมยึดโรงงาน GM ต่อมาหนึ่งเดือนหลังจากนั้น คนงานเกือบ 200,000 คนในสถานประกอบการ 247 แห่ง ยึดโรงงาน และในปี 1937 คนงานห้าแสนคนใช้วิธีการนี้ด้วย สรุปแล้วคนงานเกือบสองล้านคนออกมาต่อสู้ และมีการขยายจำนวนสมาชิกสหภาพจาก 2 ล้านเป็น 7 ล้านคน

Flint-Sit-Down-Strike

     การลุกฮือต่อสู้ของคนงานสหรัฐ มีผลต่อวัฒนธรรมในสังคม เพราะคนจำนวนมากหันมาให้ความสำคัญกับการร่วมมือกันต่อสู้และความสมานฉันท์ แทนการแข่งขันกันระหว่างปัจเจก แต่สิ่งที่เป็นอุปสรรค์สำคัญในการเปลี่ยนสังคมไปอย่างถอนรากถอนโคน คือความคิดทางการเมืองของผู้นำแรงงาน และพรรคคอมมิวนิสต์สายสตาลินของสหรัฐ

ผู้นำแรงงานใน CIO ทุกคนทั้งที่เป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ และที่ไม่เป็น มองว่าต้องไว้ใจพรรค เดโมแครท และ โรสเวลท์ เพราะ มองว่าเขา “เป็นเพื่อนคนงาน” แต่ถึงแม้ว่า โรสเวลท์ ยินดีที่จะให้สหภาพแรงงานหาเสียงให้ตนในวันเลือกตั้ง เขาไม่ได้มองว่าเขาต้องตอบแทนบุญคุณแรงงานเลย และพร้อมจะปราบสหภาพถ้าจำเป็น

_73001998_hammersickle

     ก่อนหน้านี้พรรคคอมมิวนิสต์ ในช่วง “ยุคที่สาม” ของสตาลิน ได้แต่วิจารณ์ โรสเวลท์ ว่าหลอกลวงคนงาน แต่พอมีคำสั่งจากรัสเซียให้เปลี่ยนนโยบายมาสร้างแนวร่วมข้ามชนชั้น ตามกระแสในยุโรปช่วง 1936 พรรคคอมมิวนิสต์สหรัฐกลายเป็นกองเชียร์ของพรรค เดโมแครท ผลคือการต่อสู้ทางชนชั้นในสหรัฐเบาลงในช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจรอบใหม่ และในช่วงที่โลกกำลังขยับเข้าสู่สงครามโลกรอบสอง และการที่พรรคคอมมิวนิสต์เชียร์พรรคนายทุนแบบพรรค เดโมแครท ทำให้แรงงานในสหรัฐหลงตั้งความหวังกับพรรคนี้เป็นเวลานานจนถึงทุกวันนี้

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง และในยุคสงครามเย็น พรรคคอมมิวนิสต์ในสหรัฐถูกปราบปรามอย่างหนัก ทั้งโดยการใช้ตำรวจกับนายจ้าง และโดยการปลุกผีคอมมิวนิสต์ซึ่งสร้างกระแสต้านสังคมนิยมในสังคมทั่วไป

นักสังคมนิยมกับการทำงานในสหภาพแรงงาน

ใจ อึ๊งภากรณ์

ถ้าเราจะเปลี่ยนแปลงสังคมและร่วมกันปลดแอกตนเองจากอำนาจเผด็จการ เราต้องสนใจ “พลัง” ที่เราจะต้องใช้ในการเผชิญหน้ากับกองทัพ ตำรวจ นายทุน และส่วนอื่นๆ ของอำมาตย์

ที่แล้วมาในไทย จะมีการใช้สองวิธีการในการต่อสู้คือ การจับอาวุธในยุคพรรคคอมมิวนิสต์ (พคท.) และการเน้นมวลชนบนท้องถนนในช่วง ๑๔ ตุลา พฤษภา ๓๕ และในสมัยที่เสื้อแดงชุมนุม แต่ทั้งสองรูปแบบการต่อสู้นี้มีจุดอ่อนและนำไปสู่ความพ่ายแพ้ อย่างไรก็ตามการเน้นพลังมวลชนบนท้องถนน เป็นก้าวสำคัญที่เราคงต้องใช้ในอนาคต ส่วนการจับอาวุธนั้นมีปัญหามากเพราะฝ่ายตรงข้ามมีอาวุธมากกว่าเรา และมันเป็นรูปแบบการต่อสู้ที่ดึงมวลชนจำนวนมากเข้ามาร่วมไม่ได้ ซึ่งเราจะเห็นปัญหานี้จากสมัย พคท. และในปัจจุบันเมื่อเราพิจารณากองกำลังในปาตานี

การอาศัยพลังมวลชนของเสื้อแดงสำคัญมาก แต่มีจุดอ่อนสองประการคือ 1.แกนนำมาจากฝ่ายทักษิณที่ต้องการประนีประนอมมากกว่าที่จะสู้ และ 2.ไม่มีการอาศัยพลังกรรมาชีพผู้ทำงานแต่อย่างใด

ชนชั้นกรรมาชีพผู้ทำงานมีพลังซ่อนเร้นมหาศาล เพราะมูลค่าทุกบาทที่ผลิตขึ้นในสังคมมากจากการทำงานของกรรมาชีพ และมันรวมไปถึงระบบขนส่ง ระบบธนาคาร การผลิตแจกจ่ายไฟฟ้า การบริการสาธารณะสุข และการบริการในระบบการศึกษาด้วย มันไม่ใช่แค่เรื่องการผลิตต่างๆ ในโรงงานเท่านั้น

หลายครั้งในประเทศอื่นมีการอาศัยพลังชนชั้นกรรมาชีพในการเปลี่ยนสังคม หรือแม้แต่ในการกดดันต่อสู้ทางการเมือง เช่นการปฏิวัติรัสเซีย การล้มมูบารักในอียิปต์ การสร้างรัฐสวัสดิการและประชาธิปไตยในยุโรป และการสร้างประชาธิปไตยในเกาหลีใต้

ดังนั้นนักสังคมนิยมจะต้องให้ความสำคัญในเรื่องการนำทางการเมือง ด้วยการสร้างพรรคที่อิสระจากนายทุนและชนชั้นสูง และการอาศัยพลังของชนชั้นกรรมาชีพผู้ทำงาน มันแปลว่านักสังคมนิยมต้องทำงานในสหภาพแรงงานทั่วประเทศ เพราะสหภาพแรงงานเป็นส่วนที่ก้าวหน้าที่สุดของชนชั้นกรรมาชีพ

อย่างไรก็ตามเวลานักสังคมนิยมทำงานในสหภาพแรงงาน มันไม่ควรจะเป็นในรูปแบบการ “ลงไปช่วยคนงาน” เพราะนั้นคือวิธีการของ เอ็นจีโอ ที่มองว่าตนเองเป็น “พี่เลี้ยง” ที่จะช่วยคนงาน “ที่อ่อนแอและน่าสงสาร”

นักสังคมนิยมควรเป็นส่วนหนึ่งของกรรมาชีพและสหภาพแรงงาน เราควรทำงานในสถานที่ทำงานต่างๆ และปลุกระดมจากภายใน ในระยะแรกเราอาจต้องทำงานจากภายนอก แต่ในช่วงนั้นต้องเน้นการสร้างนักสังคมนิยมที่เป็นกรรมาชีพ เพื่อให้เขาทำงานในสหภาพและสถานที่ทำงานของเขาเอง

แน่นอนนักสังคมนิยมจะต้องมีส่วนในการสร้างความเข้มแข็งของสหภาพแรงงาน และต้องมีส่วนในการสนับสนุนการประท้วงเรียกร้องเกี่ยวกับปัญหาปากท้อง เช่นเรื่องค่าจ้าง โบนัส และสภาพการจ้างอื่นๆ แต่ถ้าทำแค่นั้น เราก็เป็นแค่ “นักสหภาพแรงงาน” และผู้ที่เป็นแค่ “นักสหภาพแรงงาน” จะมองว่าองค์กรจัดตั้งหลักคือสหภาพแรงงาน ไม่ใช่พรรคซ้ายสังคมนิยม และเราจะก้าวข้ามปัญหาภายในรั้วสถานที่ทำงานเพื่อไปสนใจสังคมภายนอกไม่ได้

เมื่อนักสหภาพแรงงานใช้แนวคิดที่เน้นแต่องค์กรสหภาพ ซึ่งเรียกว่า “ลัทธิสหภาพ” มันจะต้องมีการประนีประนอมกับสมาชิกทุกคนในสถานที่ทำงาน ซึ่งในโลกแห่งความเป็นจริงจะมีจุดยืนและแนวคิดที่หลากหลาย บางคนจะอนุรักษ์นิยมรับแนวคิดนายทุนและชนชั้นปกครอง บางคนอาจอยากต่อรองต่อสู้เพื่อเรื่องปากท้อง และอีกส่วนหนึ่งอาจอยากเปลี่ยนสังคมให้ดีขึ้น ถ้าเราสู้แบบ “ลัทธิสหภาพ” เราจะต้องประนีประนอมกับทั้งสามส่วน ซึ่งแปลว่าการนำของเราจะไม่ก้าวหน้า ไม่เลยขอบเขตของสังคมปัจจุบันแต่อย่างใด

ดังนั้นเวลานักสังคมนิยมทำงานในสหภาพแรงงาน เราต้องเน้นการปลุกระดมทางการเมืองเสมอ และต้องเน้นการพยายามดึงสมาชิกสหภาพที่ก้าวหน้าที่สุด เข้ามาเป็นสมาชิกพรรคซ้าย พร้อมๆ กับการต่อสู้เรื่องปากท้อง

การปลุกระดมทางการเมืองแปลว่าต้องมีการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ผ่านสื่อของพรรค และผ่านกลุ่มศึกษาของพรรค ซึ่งต่างจากกลุ่มศึกษาของสหภาพที่เน้นแต่เรื่องปากท้อง การศึกษาทางการเมืองของพรรคต้องครอบคลุมการวิเคราะห์ลักษณะสังคมไทยและสังคมต่างประเทศ ต้องเรียนบทเรียนจากประวัติศาสตร์ไทยและทั่วโลก ต้องศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมืองมาร์คซิสต์ ต้องศึกษาธาตุแท้ของชนชั้นและของรัฐ

การศึกษาแบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในไทย เพราะในสมัย พคท. ก็มีการเน้นการศึกษาแบบนั้น ไม่ว่าผมอาจมีข้อถกเถียงกับแนวการเมืองของ พคท. มากน้อยแค่ไหน แต่มันเป็นการศึกษาทางการเมืองเพื่อจัดตั้งพรรค ซึ่งหลังการล่มสลายของ พคท. นักปฏิบัติการต่างๆ พากันหันหลังให้เรื่องนี้ เพื่อทำงานแบบพี่เลี้ยงในรูปแบบ เอ็นจีโอ ที่ปฏิเสธเรื่องการเมืองเพื่อเน้นประเด็นปากท้องอย่างเดียว นี่คือที่มาของความอ่อนแอของขบวนการแรงงานไทยในปัจจุบัน และมันเป็นผลทำให้ขบวนการประชาธิปไตยอ่อนแอไปด้วย นี่คือสิ่งที่เราต้องลงมือแก้ไข