Tag Archives: สหภาพแรงงาน

นักสหภาพแรงงานกับไวรัสโคโรน่า

ใจ อึ๊งภากรณ์

ไวรัสโคโรน่าที่ระบาดทั่วโลกอยู่ในขณะนี้มีชื่อทางการว่า “severe acute respiratory syndrome coronavirus 2” (SARS-CoV-2) และไข้หวัดที่ติดจากไวรัสนี้เรียกว่า coronavirus disease (COVID-19) [ดู https://bit.ly/38swwC6 ]

nn_mal_coronavirus_spreads_to_US_200121_1920x1080.focal-760x428

SARS-CoV-2 เป็นไวรัสพันธุ์ใหม่ที่พึ่งเริ่มแพร่หลายระหว่างมนุษย์ เดิมมาจากสัตว์ป่าที่นำมาขายร่วมกับเนื้อสัตว์อื่นๆ ในตลาดสดที่เมืองอู่ฮั่นประเทศจีน โคโรน่าไวรัสเกิดขึ้นตามธรรมชาติในสัตว์ และจะไม่ลามไปถึงมนุษย์ยกเว้นในกรณีพิเศษ เช่นเมื่อมีการแปรพันธุ์ในสัตว์ป่าแล้วถูกขายแบบผิดกฏหมายในตลาดสด นักวิทยาศาสตร์สงสัยว่าค้างคาวอาจมีส่วนสำคัญในกรณีไวรัสชนิดนี้ แต่อาจมีสัตว์ชนิดอื่นที่รับเชื้อจากค้างคาวและมาแพร่ให้มนุษย์อีกที

ไข้หวัดซาร์ ( SARS – severe acute respiratory syndrome) และ ไข้หวัดเมอร์ส (MERS – Middle East respiratory syndrome ) ซึ่งเคยระบาดจนเป็นข่าว เป็นไข้หวัดที่เกิดจากไวรัสตระกูลโคโรน่าเช่นกัน  ไข้หวัดซาร์ แพร่สู่มนุษย์ผ่านแมวป่าที่ติดเชื้อจากค้างคาว และไวรัสเมอร์ส ตรวจพบครั้งแรกที่ประเทศซาอุดีอาระเบีย โดยเชื้อนี้มาจากค้างคาวแล้วติดอูฐ ก่อนแพร่ไปยังชายชาวซาอุฯ

คาดว่าอัตราการตายจากการป่วยเป็น COVID-19 อยู่ที่ประมาณ 2% ของผู้ป่วย ซึ่งสองเท่าอัตราการตายจากไข้หวัดใหญ่ธรรมดา ผู้ที่เสี่ยงตายมากที่สุดคือคนที่เป็นโรคหัวใจและเบาหวานและมีอายุสูง ในบางกรณีคนที่อายุไม่มากอาจตายจากการที่เขามีระบบต้านทานเชื้อที่แรงเกินไป ดูเหมือนเด็กไม่ค่อยติด

อัตราการตายจากไข้หวัดซาร์สูงกว่าคือ 10% ของผู้ป่วย และไข้หวัดเมอร์สสูงถึง 30% แต่ COVID-19 แพร่ระบาดง่ายกว่า

เราไม่ควรจะกลัวเกินเหตุจนเตรียมตัวไม่ได้ ที่สำคัญคือควรเลือกอ่านสื่อที่ไว้ใจได้และมีคุณภาพ แทนที่จะตกใจกับข่าวปลอมในโซเชียล์มีเดีย คาดว่าคนส่วนใหญ่จะไม่มีอาการหนักกว่าหวัดธรรมดา แต่ถ้าใครมีอาการหนักในแง่ของการหายใจด้วยความยากลำบาก และคนที่มีร่างกายอ่อนแอ หรือเป็นคนอายุสูง จะต้องเข้าโรงพยาบาล เพื่อให้ได้รับความช่วยเหลือในการหายใจ

191217-hand-washing-stock-cs-906a_f4b26951f71188739ce7617acf4cb093.fit-760w

วิธีป้องกันการระบาดของไข้หวัดคือการรักษาความสะอาด ควรล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่ โดยเฉพาะเวลาถึงที่ทำงาน กลับบ้าน หรือก่อนกินอะไร ควรปิดปากเวลาไอหรือจามด้วยกระดาษทิชชูหรือกระดาษชำระ ใช้กระดาษแล้วควรทิ้งทันที ก่อนล้างมือไม่ควรเอานิ้วแตะปาก ตา หรือจมูก พยายามไม่เข้าใกล้ผู้ที่มีอาการป่วย การใส่หน้ากากจะช่วยบ้างแต่ป้องกันจริงๆ ไม่ได้

เนื่องจากไข้หวัดเกิดจากไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) ไม่มีประโยชน์ในการฆ่าเชื้อไวรัส สิ่งที่มีประโยชน์มากที่สุดในการฆ่าไวรัสคือระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเราตามธรรมชาติ และการกินยาลดไข้ธรรมดา อย่างไรก็ตามถ้าเป็นไข้หวัดแล้วเกิดโรคแทรกเช่นปอดอักเสบที่มาจากเชื้อบักเตรี ยาปฏิชีวนะจะมีประโยชน์

ท่าทีของนักสหภาพแรงงานต่อปัญหาไข้หวัดโคโรน่า

  1. สหภาพแรงงานควรเรียกร้องให้รัฐบาลประชาสัมพันธ์ข้อมูลเกี่ยวกับไวรัสโคโรน่าอย่างตรงไปตรงมา ข้อมูลต้องมีมาตรฐานวิทยาศาสตร์และเข้าใจง่าย เพื่อให้คนป้องกันตัวได้ นอกจากนี้รัฐบาลควรเปิดศูนย์รับสายโทรศัพท์พิเศษ เพื่อให้ประชาชนปรึกษาเจ้าหน้าที่อนามัยได้ รัฐบาลต้องออกมาอธิบายว่าได้เตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับไข้หวัดอย่างไร เช่นรายละเอียดเกี่ยวกับมาตรการในโรงพยาบาลต่างๆ อุปกรณ์สำหรับตรวจพันธุ์ไวรัส อุปกรณ์สำหรับการป้องกันเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาล อุปกรณ์สำหรับการรักษาคนไข้และห้องพิเศษตามที่ต่างๆ และโครงการการอบรมเจ้าหน้าที่
  2. สหภาพแรงงานพนักงานสาธารณสุขต้องเรียกร้องให้โรงพยาบาลทุกแห่งมี “พี พี อี” (PPE) ซึ่งประกอบไปด้วยหน้ากากที่ปิดหน้าทั้งหมด หน้ากากปิดจมูก เสื้อคลุมยาว และถุงมือ เพราะแค่หน้ากากอนามัยธรรมดาใช้ทำอะไรไม่ได้    c9c722d89862494da86212e6863e5578_18
  3. เราต้องไม่มีอคติต่อเพื่อนแรงงานข้ามชาติ แรงงานไทยที่กลับจากที่อื่น หรือนักท่องเที่ยว เราต้องต่อสู้กับการเหยียดเชื้อชาติที่แบ่งแยกขบวนการแรงงานและชนชั้นกรรมาชีพ และเบียงเบนประเด็นจากการที่รัฐบาลไม่ทำหน้าที่ปกป้องประชาชน
  4. ถ้ามีวิกฤตการระบาดของไข้หวัด รัฐบาลควรออกประกาศให้โรงพยาบาลทุกแห่งรับคนป่วยด้วยไข้หวัดในขั้นตอนแรกโดยไม่เลือกปฏิบัติกับคนที่ถือบัตรทองหรือไม่มีเงินจ่าย และมาตรการนี้ควรใช้กับโรงพยาบาลเอกชนและรัฐทั้งหมด
  5. สหภาพแรงงานต้องเรียกร้องกับนายจ้างและรัฐบาล ว่าถ้าใครที่มีไข้และอาการของไข้หวัดเขาไม่ควรกังวลว่าจะถูกตัดค่าจ้างถ้าไม่ไปทำงาน รัฐบาลต้องมีการปกป้องคนป่วย เพื่อไม่ให้คนป่วยจำใจไปทำงานแล้วแพร่เชื้อ เรื่องนี้สำคัญมากสำหรับคนทำงานธรรมดา
  6. มาตรการเผด็จการเช่นการปิดเมืองมักไม่มีผลเท่าไร เพราะไม่มีที่ไหนที่ทำได้อย่างจริงจัง และประชาชนในเมืองทุกแห่งต้องได้รับอาหารและของใช้ประจำวัน บ่อยครั้งการใช้มาตรการแบบนี้กระทำไปเพื่อให้รัฐบาล “ดูดี” เพราะสร้างภาพความเข้มงวด วิธีที่ดีกว่าคือการพัฒนาระบบสาธารณสุขให้สามารถรับมือกับปัญหาได้ ความโปร่งใสของรัฐบาล และการให้ข้อมูลกับประชาชน พลเมืองจะได้มีส่วนร่วมในการช่วยกันลดความร้ายแรงของโรคและการระบาด ฉนั้นเราควรรณรงค์ให้มีการสร้างบรรยากาศที่ชักชวนให้คนป่วยไม่ต้องกลัวหรือหลบหนี เพราะมั่นใจได้ว่าจะได้รับการดูแลอย่างดี

ลักษณะของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมทำให้การระบาดของโรคภัยไข้เจ็บหนักขึ้น และคนที่เป็นเหยื่อมักจะเป็นคนจนและคนทำงานธรรมดา สภาพบ้านที่อยู่อาศัยที่แออัด การจำกัดงบประมาณในระบบสาธารณสุขเพื่อเพิ่มงบทหารและงบสำหรับคนชั้นสูง และการที่บริษัทยาข้ามชาติไม่ยอมลงทุนล่วงหน้าในวัคซีนเพราะคิดแต่เรื่องกำไร ล้วนแต่เป็นปัญหาที่มาจากระบบทุนนิยม

Medical business or prices concept. Making money in pharmaceutical industry or high medical expenses. Also drug dealing, dealer or trade. Dollar sign written with pills spilled from a medicine bottle.

ในระยะยาว เราต้องต่อสู้เพื่อสร้างรัฐสวัสดิการและความเท่าเทียม สู้เพื่อระบบสังคมนิยม ซึ่งแน่นอนต้องเป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย เผด็จการรัฐสภาของประยุทธ์ไม่สามารถปกป้องพลเมืองจากภัยไข้หวัดหรือภัยจากฝุ่นละอองเพราะมีแนวคิดคับแคบอนุรักษ์นิยมแบบทหาร ชอบแต่จะสั่งแต่คิดอะไรใหม่ๆไม่เป็น และไม่ไว้ใจประชาชน ดังนั้นนักสหภาพแรงงานต้องเข้าร่วมกับขบวนการไล่ประยุทธ์

 

จะรออะไรอีก? เมื่อนักศึกษานำทาง คนทำงานควรตาม ลงถนนร่วมกัน!!

ในเมื่อนักศึกษาจากหลายๆ สถาบันทั่วประเทศออกมาแสดงพลังประท้วงการยุบพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งเป็นการทำลายประชาธิปไตยอีกขั้นตอนหนึ่ง โดยเผด็จการรัฐสภาของประยุทธ์ คนทำงาน นักสหภาพแรงงาน อดีตเสื้อแดง และประชาชนทั่วไปที่รักประชาธิปไตย….ควรวางแผนลงถนนร่วมกับคนหนุ่มสาวที่นำทางให้เราแล้ว

58525-728x546

49579356928_c4b624afdb_k

49583284531_afa9faa7f5_b

49588263307_6852e3839b_b

87050886_3965432330137236_6425129018772684800_o

49585215417_1dd10602a5_h

49587901378_37c8a8b6b4_b

ภาพจากประชาไท

ถึงเวลานานแล้วที่นักเคลื่อนไหวแรงงานต้องสร้าง “ขบวนการแรงงาน”

ใจ อึ๊งภากรณ์

ในรอบสองสามเดือนที่ผ่านมามีข่าวการเลิกจ้างแรงงานโดยที่หลายบริษัทไม่ยอมจ่ายค่าชดเชย หรือมีการจงใจเลิกจ้างแกนนำสหภาพแรงงานเพื่อหวังล้มสหภาพ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมอะไหล่รถยนต์ การตัดเย็บเสื้อผ้า หรืออุตสาหกรรมอื่นๆ

แต่ในทุกกรณีสหภาพแรงงานและคนงานขาดการต่อสู้ และขาดการหนุนช่วยข้ามรั้วสถานประกอบการจากแรงงานอื่น จนคนงานกลายเป็นเหยื่อที่ต้องไปร้องขอความช่วยเหลือจากรัฐบาล “เผด็จการรัฐสภา”หรือองค์กรอื่นๆ ของรัฐ หรือจากพรรคการเมืองของฝ่ายทุนอย่างพรรคอนาคตใหม่

สภาพเช่นนี้ในไทยแสดงให้เห็นว่าในประเทศของเราเกือบจะพูดได้ว่าเราไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “ขบวนการแรงงาน”

ขบวนการแรงงานที่เข้มแข็งจะเน้นการต่อสู้และความสมานฉันท์ระหว่างสหภาพแรงงานต่างๆ จะพยายามจัดการนัดหยุดงานพร้อมๆ กันหลายที่ และตัวอย่างที่ดีคือการนัดหยุดงานทั่วไปที่พึ่งเกิดขึ้นที่อินเดีย ที่มีกรรมาชีพออกมาหยุดงานกัน 250 ล้านคน

ที่มาของสภาพย่ำแย่นี้ในไทย ไม่ใช่ “ลักษณะพิเศษของสังคมไทย” หรือนิยายเรื่องไทยไม่มีระบบชนชั้น หรือเรื่อง “แนวคิดศักดินาที่ฝังลึกอยู่ในสมองคนธรรมดา”

ในอดีต ในสมัยที่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย(พคท.)รุ่งเรือง เรามีสิ่งที่เรียกว่า “ขบวนการแรงงาน” เพราะมีนักเคลื่อนไหวของพรรคตั้งเป้าในการทำงานการเมืองภายในสถานที่ทำงานต่างๆ และมีการสร้างสหภาพแรงงานที่มีเครือข่ายเชื่อมโยงกัน ถ้าใครสนใจเรื่องนี้ก็ควรจะไปอ่านหนังสือ “ใต้ธงปฏิวัติ ประวัติศาสตร์พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย” โดย สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ และคณะ

20191220_194854

     ในช่วงก่อนและหลัง ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ นักศึกษาที่เคลื่อนไหวเพื่อสังคมก็มีบทบาทในการปลุกระดม และประสานงานร่วมกับขบวนการแรงงาน และหลายคนได้รับอิทธิพลมาจาก พคท. ทั้งโดยตรงและทางอ้อม

ทุกวันนี้มรดกของ พคท. ในขบวนการแรงงานยังหลงเหลืออยู่บ้างในรูปแบบ เครือข่ายสหภาพแรงงาน “กลุ่มย่าน” แต่อยู่ในลักษณะอ่อนแอลงเป็นอย่างมาก

แง่สำคัญของการจัดตั้งกรรมาชีพในสหภาพแรงงานของ พคท. คือการที่พยายามเชื่อมคนงานในโรงงานและภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ข้ามรั้วโรงงานและระหว่างสหภาพแรงงานที่แตกต่างกัน เพื่อให้มีการต่อสู้ร่วมกัน เช่นการนัดหยุดงานพร้อมกัน และที่สำคัญคือการพยายามสร้างการต่อสู้สมานฉันท์ที่ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน นี่คือความสำคัญของการสร้างองค์กรสหภาพแรงงานกลุ่มย่านต่างๆ โดย พคท.

แต่หลังจากที่ พคท. เริ่มล่มสลาย และนักกิจกรรมต่างๆ หันไปทำงานในองค์กรเอ็นจีโอ นอกจากจะมีการเน้นชาวบ้านในชนบทแล้ว คนที่ยังทำงานในสายแรงงาน กลายพันธุ์ไปเป็นคนที่ทำงานในรูปแบบการกุศล คือเน้นการช่วยเหลือผู้ที่ตกยากหรือผู้ที่เป็นเหยื่อ มากกว่าที่จะปลุกระดมให้มีสหภาพแรงงานที่เน้นการต่อสู้ทางชนชั้น ในที่สุดองค์กรเอ็นจีโอสายแรงงานกลายเป็นองค์กรคล้ายๆ ธุรกิจขนาดเล็ก ที่ขอทุนจากรัฐบาล เพื่อช่วยเหลือคนจน มันแตกต่างโดยสิ้นเชิงจากสมัย พคท. และที่แย่สุดคือไม่มีการเน้นหรือพูดถึงการนัดหยุดงาน ไม่มีการพูดถึงการเมืองหรือเรื่องชนชั้น และไม่เน้นการต่อสู้ของสหภาพแรงงานที่เข้มแข็งเลย

เราจะเห็นได้ว่าความอ่อนแอของขวนการแรงงานไทยในยุคนี้ จนเรียกได้ว่าไม่มีขบวนการ มาจากเรื่องการเมืองล้วนๆ

ขบวนการแรงงาน

     นักต่อสู้สหภาพแรงงานในไทยยังไม่หมดสิ้น ยังมีคนดีๆ ที่ต้องการต่อสู้ไม่น้อย เป้าหมายของคนเหล่านี้ควรจะเป็นการสร้างขบวนการแรงงานที่มีพลัง แต่สิ่งเหล่านี้ไม่มีวันเกิดถ้ามัวแต่ไปเน้นการสัมมนาในโรงแรมเรื่อง “สิทธิแรงงาน” ที่จัดขึ้นด้วยงบจากเอ็นจีโอหรือหน่วยงานของรัฐ

การประชุมและการศึกษาที่จะนำไปสู่การสร้างขบวนการแรงงานที่แท้จริง ต้องเป็นการศึกษาทางการเมืองในเรื่องวิธีการปลุกระดมคนในสหภาพแรงงาน เรื่องการนัดหยุดงาน และเรื่องความสำคัญของการเคลื่อนไหวแสดงความสมานฉันท์ข้ามรั้วสถานประกอบการ และการเมืองที่ควรศึกษามากกว่านี้คือการเมืองของชนชั้นกรรมาชีพในมิติสากล ซึ่งต้องประกอบไปด้วยเรื่องเศรษฐศาสตร์การเมือง พรรคการเมืองของกรรมาชีพ และขบวนการฝ่ายซ้ายสากลในอดีตกับปัจจุบัน

ในอดีตเราเคยทำได้ ดังนั้นทุกวันนี้เราก็เริ่มทำได้เช่นกัน

Dxcc29yW0AQEpBn

อ่านเพิ่ม: กรรมาชีพไทยกับการต่อสู้ทางการเมืองเพื่อสังคมใหม่ หน้าที่ของนักสังคมนิยมในยุคปัจจุบัน  https://bit.ly/2MBfQzc

เราเรียนรู้อะไรได้บ้างจากการลุกฮือของมวลชนทั่วโลก

ใจ อึ๊งภากรณ์

ในรอบเดือนที่ผ่านมามีการประท้วงของมวลชนในหลายประเทศของโลก ในทุกกรณีประเด็นลึกๆ ที่สร้างความโกรธแค้นของมวลชนมีจุดร่วม ทั้งๆ ที่ประกายไฟที่นำไปสู่การประท้วงอาจแตกต่างกัน และไม่มีการประสานกันระหว่างผู้ชุมนุมในประเทศต่างๆ แต่อย่างใด

8c28952358d6402da804eb83814f4f27_18
ฮ่องกง

ในฮ่องกง การประท้วงรอบปัจจุบันมาจากความไม่พอใจกับกฏหมายส่ง “คนร้าย” ข้ามพรมแดน ซึ่งคนจำนวนมากมองว่าจะถูกใช้เป็นเครื่องมือโดยเผด็จการพรรคคอมมิวนิสต์จีนในการปราบปรามคนที่ไม่เห็นด้วยกับเผด็จการจีนในฮ่องกง แต่ถ้าเราสำรวจภาพกว้างและประวัติศาสตร์ เราจะเห็นว่าความไม่พอใจในการปกครองที่ไร้ประชาธิปไตยในฮ่องกง ที่ออกแบบมาโดยรัฐบาลอังกฤษกับจีน เป็นกระแสมานานตั้งแต่เหตุการณ์ฆ่าผู้ประท้วงจีนที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน และกระแสนี้ก่อให้เกิดขบวนการประชาธิปไตยที่ใช้ร่ม เป็นสัญลักษณ์ ความไร้ประชาธิปไตยในฮ่องกง ตั้งแต่สมัยอังกฤษมาถึงยุคปัจจุบัน เกี่ยวข้องโดยตรงกับการพยายามกดขี่ประชาชนให้สงบท่ามกลางความยากจนและความเหลื่อมล้ำเพื่อขูดรีดส่วนเกินจากกรรมาชีพ และมันสอดคล้องกับเป้าหมายในการขูดรีดแรงงานของเผด็จการจีนด้วย การเมืองกับเศรษฐกิจแยกออกจากกันไม่ได้ [อ่านเพิ่ม https://bit.ly/2qB7h0l ]

72453624_10156651317591966_7480245532409987072_o
ชิลี

ในชิลี การประท้วงไล่รัฐบาลของนายทุนในปัจจุบัน เป็นการต่อยอดกระแสการประท้วงของนักศึกษาในสมัยรัฐบาลพรรคสังคมนิยม สิ่งที่จุดประกายการประท้วงรอบนี้คือการขึ้นค่าโดยสารในระบบขนส่งมวลชน แต่ประเด็นลึกๆ ที่สร้างความไม่พอใจในหมู่พลเมืองมานานคือนโยบายเสรีนิยมกลไกตลาด ที่เพิ่มความเหลื่อมล้ำอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยเผด็จการทหารมหาโหดของนายพลพิโนเช รัฐบาลปัจจุบันของฝ่ายขวา และรัฐบาลชุดก่อนของพรรคสังคมนิยม ล้วนแต่ใช้นโยบายแบบนี้ ดังนั้นเวลาประชาชนมากกว่าหนึ่งล้านคนประท้วงกลางเมืองหลวงเมื่อไม่นานมานี้ และสหภาพแรงงานมีบทบาทสำคัญในการประท้วงด้วย ประเด็นหลักคือการต่อต้านนโยบายรัดเข็มขัดที่มาจากลัทธิเสรีนิยมกลไกตลาด และผลพวงจากเผด็จการนายพลพิโนเชในอดีต [อ่านเพิ่มเรื่องเผด็จการในชิลี https://bit.ly/2NZAF8i ]

f7ef7923de30459bba3228c2f8a88069_18
เลบานอน

ในเลบานอน การประท้วงเพื่อขับไล่รัฐบาล เริ่มจากการค้านข้อเสนอของรัฐบาลที่จะเก็บภาษีจากการใช้วอตส์แอปป์ แต่ประเด็นลึกๆ ที่สร้างความไม่พอใจในหมู่ประชาชนคือนโยบายรัดเข็มขัดที่มาจากลัทธิเสรีนิยมกลไกตลาด บวกกับการที่ระบบการเมืองเลบานอนถูกพรรคการเมืองกระแสหลักแช่แข็งในระบบการเมืองที่แบ่งแยกตามเชื้อชาติศาสนา จนประชาชนธรรมดารู้สึกว่าไม่มีเสรีภาพจริงเพราะผู้นำทางการเมืองจากซีกเชื้อชาติศาสนาต่างๆ ฮั้วกันกดขี่ประชาชนธรรมดา และ 1% ของคนที่รวยที่สุดคุม 50.5% ของทรัพย์สินทั้งหมดของประเทศ

000_1LL3RJ-e1571596008689-640x400

ปรากฏการณ์ในเลบอนอนในขณะนี้ถือว่าเป็นประวัติศาสตร์สำคัญ เพราะมวลชนออกมาประท้วงท่ามกลางความสามัคคีข้ามเชื้อชาติศาสนา และมีการเน้นประเด็นชนชั้น ในอดีตผู้นำทางการเมืองที่เน้นเชื้อชาติศาสนา และมหาอำนาจต่างชาติ สามารถสร้างความแตกแยกระหว่างพลเมืองกลุ่มต่างๆ ได้ ทั้งนี้เพื่อผลประโยชน์ตนเองเท่านั้น

นอกจากตัวอย่างที่พึ่งกล่าวถึง ในรอบเดือนที่ผ่านมามีการประท้วงของมวลชนเพื่อขับไล่รัฐบาลใน ปวยร์โตรีโก กินี เอกวาดอร์ เฮติ อิรัก กับแอลจีเรีย และมีการรื้อฟื้นการประท้วงใน อียิปต์ กับซูดาน นอกจากนี้ใน กาตาลุญญา มีการประท้วงของมวลชนที่แสวงหาเสรีภาพจากสเปนเพื่อปกครองตนเอง ในกรณีหลังมวลชนไม่พอใจกับรัฐธรรมนูญยุคเผด็จการที่ยังใช้อยู่และเป็นเครื่องมือในการปราบปรามผู้ที่ต้องการแยกตัวออกจากรัฐสเปน

711aa2a618878ae58d6ab1984c2c1c4fd0ae40f6
กินี

จุดร่วมของการประท้วงที่เกิดขึ้นในยุคนี้ที่พึ่งกล่าวถึง คือการที่ระบบทุนนิยมที่ยังไม่ฟื้นตัวจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกปี 2008 ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนธรรมดาที่จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ และพรรคการเมืองกระแสหลัก ทั้งขวาและซ้ายปฏิรูป ไม่ยอมคัดค้านนโยบายเสรีนิยมกลไกตลาดที่สร้างความเหลื่อมล้ำมหาศาล บ่อยครั้งสถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นในระบบการเมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย หรือมีลักษณะกึ่งเผด็จการ หรือยังมีผลพวงของเผด็จการฝังลึกอยู่ในสังคม

Haiti
เฮติ

การลุกฮือของมวลชนอาจเกิดในลักษณะที่ไร้การนำทางการเมืองจากฝ่ายซ้าย เช่นในชิลี เพราะพรรคสังคมนิยมปฏิรูปต่างๆ ที่เคยเป็นรัฐบาลไม่ยอมท้าทายโครงสร้างของทุนนิยม และในกรณี บราซิล กับ เวเนสเวลา อาศัยราคาทรัพยากรธรรมชาติเช่นน้ำมันหรือแร่ธาตุที่ขึ้นสูงแบบชั่วคราว เพื่อพยายามแก้ปัญหาความยากจน แต่พอราคาสินค้าส่งออกตกต่ำก็หันไปใช้นโยบายรัดเข็มขัด

บางครั้งในสถานการณ์แบบนี้พรรคการเมืองฝ่ายขวาสุดขั้วสามารถฉวยโอกาสได้ เช่นใน บราซิล กับ อินเดีย แต่การฉวยโอกาสของฝ่ายขวาทำได้ยากเมื่อมวลชนคนธรรมดาออกมาประท้วง เพราะท่ามกลางวิกฤตของทุนนิยมโลก ชนชั้นกรรมาชีพโลกขยายตัวไปเป็นคนส่วนใหญ่ไปแล้วและมีส่วนร่วมในการประท้วง

72369120_2608381949211853_1324092946538037248_o
กาตาลุญญา

งานวิจัยชิ้นใหญ่โดยนักวิชาการชาวนอร์เวย์เกี่ยวกับการประท้วงของมวลชนในรอบ 100 ปีถึงยุคปัจจุบันค้นพบว่าการประท้วงที่มีส่วนร่วมหรือนำโดยสหภาพแรงงานและมวลชนกรรมาชีพมักจะมีประสิทธิภาพสูงสุดในการล้มรัฐบาล ผลักดันการปฏิรูปเปลี่ยนแปลง และขยายพื้นที่ประชาธิปไตย พูดง่ายๆ มันมีพลังมากกว่าการประท้วงของเกษตรกรหรือชนชั้นกลาง

ผลงานจากการวิจัยนี้ช่วยพิสูจน์ความล้มเหลวของทฤษฏีรัฐศาสตร์กระแสหลักที่ผมเคยวิจารณ์ [ดู https://bit.ly/33yfdhj ]

สิ่งที่เราเห็นในยุคปัจจุบันคือการประท้วงใหญ่ของมวลชน บ่อยครั้งมีส่วนร่วมโดยกรรมาชีพและสหภาพแรงงาน แต่ขาดการนำทางการเมืองของพรรคซ้ายปฏิวัติที่เสนอแนวทางที่จะล้มรัฐทุนนิยม และข้ามพ้นทุนนิยมไปสู่ระบบใหม่ที่ตอบสนองความต้องการของคนส่วนใหญ่ได้

อ่านเพิ่ม:

ลาตินอเมริกา https://bit.ly/2DlwMsp

บราซิล https://bit.ly/36XfDA6

ซูดานกับแอลจีเรีย https://bit.ly/36SxEj5

อียิปต์ ประชาชนเริ่มหายกลัว https://bit.ly/36NCEoO

นักเคลื่อนไหวไทยควรร่วมต้านปัญหาโลกร้อน

ใจ อึ๊งภากรณ์

ในวันที่ 20 กันยายนปีนี้ นักสหภาพแรงงานในประเทศต่างๆ จะออกมาเคลื่อนไหวเพื่อต้านปัญหาโลกร้อนที่เกิดจากการเผาเชื้อเพลิงคอร์บอน เช่นถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซ

greta_finland_twitter

การประท้วงระดับโลกครั้งนี้เกิดจากการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องของนักศึกษาและคนหนุ่มสาวในรอบปีที่ผ่านมา คนที่มีชื่อเสียงในการจุดประกายเรื่องนี้คือสาวสวีเดนชื่อ เกรตา ธันเบิร์ก​ (Greta Thunberg) นักศึกษาในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยหลายแห่งในประเทศต่างๆ ได้เดินออกจากห้องเรียนในวันศุกร์ทุกเดือนเพื่อกดดันให้รัฐบาลต่างๆ ให้ความสำคัญกับวิกฤตโลกร้อนที่กำลังก่อตัวขึ้น ต่อมาก็เกิดการประท้วงใหญ่ที่ใช้วิธีสันติ เช่นการปิดถนน ขององค์กร Extinction Rebellion ในหลายประเทศ

exr2

เกรตาและพรรคพวกได้ประกาศเรียกร้องให้คนทำงานและผู้ใหญ่อื่นๆ “นัดหยุดงานทั่วไป” ในวันศุกร์ที่ 20 กันยายน เพื่อเป็นพลังสำคัญในการกดดันรัฐบาลและกลุ่มทุน ดังนั้นนักเคลื่อนไหว นักสหภาพแรงงาน และคนอื่นๆ กำลังเตรียมตัวประท้วงในวันนั้น สหภาพแรงงานบางกลุ่มในเยอรมัน อังกฤษ ออสเตรเลีย และประเทศอื่นๆ กำลังวางแผนเพื่อเดินออกจากสถานที่ทำงาน บางคนจะนัดหยุดงาน บางคนจะลาพักร้อน และบางคนอาจออกมาตอนพักเที่ยง ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในที่ทำงานต่างๆ และการออกมาประท้วงในวันที่ 20 กันยายน คงจะเป็นแค่จุดเริ่มต้นของการต่อสู้ที่จะใช้เวลา

D8Kz5kCXYAEjyZz

ในรอบหลายปีที่ผ่านมามีการประท้วงใหญ่ในประเทศต่างๆ ในเรื่องปัญหาโลกร้อน คนจำนวนมากในปัจจุบันเริ่มหูตาสว่างมากขึ้น และเข้าใจว่าปัญหาโลกร้อนเป็นปัญหาที่เกี่ยวโยงกับความยุติธรรมทางสังคมและผลประโยชน์ชนชั้น เพราะต้นสาเหตุของปัญหามาจากการกอบโกยกำไรโดยกลุ่มทุน และการที่รัฐบาลต่างๆ ปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มทุนเหล่านี้ ตัวอย่างที่ดีคือรัฐบาลของ ดอนัลด์ ทรัมป์ ในสหรัฐ ที่ปฏิเสธข้อสรุปของนักวิทยาศาสตร์ในเรื่องเชื้อเพลิงคาร์บอนกับปัญหาโลกร้อน นอกจากนี้ผลร้ายของโลกร้อนในด้านภูมิอากาศ เช่นพายุ น้ำท่วม อุณหภูมิที่สูงขึ้น หรือฝนแล้ง ล้วนแต่มีผลกระทบกับคนจนมากกว่าคนรวย

FlatMapStillFinal_nasa-e1549853874827

การแก้ปัญหาโลกร้อนคงจะมีผลกระทบกับกำไรกลุ่มทุนแน่นอน โดยเฉพาะกลุ่มทุนที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน ถ่านหิน หรือการประกอบรถยนต์ แต่มันสามารถสร้างงานให้คนทำงานได้ เช่นในเรื่องการผลิตวิธีปั่นไฟฟ้าจากลมหรือแสงแดด การสร้างทางรถไฟความเร็วสูงเพื่อเพิ่มการขนส่งมวลชนแทนรถยนต์ส่วนตัวหรือเครื่องบิน หรือผ่านการปรับบ้านเรือนและตึกทำงานให้ประหยัดพลังงานมากขึ้นเป็นต้น

ดังนั้นเราไม่สามารถแยกการเคลื่อนไหวเรื่องโลกร้อนออกจากการต่อสู้ทางชนชั้นได้ และยิ่งกว่านั้น ชนชั้นกรรมาชีพในประเทศต่างๆ มีพลังทางเศรษฐกิจที่สามารถกดดันให้มีการแก้ปัญหาอย่างจริงจังได้ผ่านการนัดหยุดงาน นี่คือความสำคัญของการที่เกรตาและพรรคพวกประกาศเรียกร้องให้มีการ “นัดหยุดงานทั่วไป” ในวันศุกร์ที่ 20 กันยายน

ปัญหาโลกร้อนเกิดจากการสะสมก๊าซในบรรยากาศโลกประเภทที่ปิดบังไม่ให้แสงอาทิตย์ถูกสะท้อนกลับออกจากโลกได้ ความร้อนจึงสะสมมากขึ้น ก๊าซหลักที่เป็นปัญหาคือคาร์บอนไดออคไซท์ (CO2) แต่มีก๊าซอื่นๆ ด้วย ที่สร้างปัญหา นักวิทยาศาสตร์คาดว่าก่อนที่จะมีการปฏิวัติอุตสาหกรรมในโลก ปริมาณ CO2 ในบรรยากาศมีประมาณ 280 ppm (ppm CO2 คือหน่วย CO2 ต่อหนึ่งล้านหน่วยของบรรยากาศ) แต่ปัจจุบันเพิ่มเป็น 385 ppm ซึ่งทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่ม 0.2 องศาทุกสิบปี

ผลคือน้ำแข็งในขั้วโลกเริ่มละลาย เกิดภูมิอากาศที่แปรปรวนอย่างหนัก ไฟไม้ป่าเพิ่มขึ้น ผลผลิตทางเกษตรลดลง และมีการสูญพันธ์ของสัตว์จำนวนมาก รวมถึงแมลงที่มีความสำคัญสำหรับการผสมเกสรดอกไม้ เพื่อให้มีการออกผล

3.1.1-Temperature-rise_1280x720

ในยุคนี้นักวิทยาศาสตร์ชั้นนำทั่วโลก เช่นจากองค์กรสากล IPCC ของสหประชาชาติ แนะนำว่าต้องมีการลดอัตราการผลิตก๊าซ CO2 อย่างเร่งด่วน ในปลายปี ๒๕๖๑ IPCC เสนอว่าเรามีเวลาแค่ 12 ปี ที่จะควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิดวิกฤตร้ายแรงที่สุด และ IPCC เตือนว่าต้องมีการเปลี่ยน “ระบบเศรษฐกิจ” อย่างถอนรากถอนโคน

ก๊าซ CO2 นี้ถูกผลิตขึ้นเมื่อมีการเผาเชื้อเพลิงคาร์บอน เช่นถ่านหิน น้ำมัน หรือก๊าซธรรมชาติ และแหล่งผลิต CO2 หลักๆ คือโรงไฟฟ้าที่เผาถ่านหิน/น้ำมัน/ก๊าซ และระบบขนส่งที่ใช้น้ำมัน โดยเฉพาะรถยนต์ส่วนตัวและเครื่องบิน

tnews_1558141107_1624

บางคนมักพูดว่า “เราทุกคน” ทำให้โลกร้อน ยังกับว่า “เรา” มีอำนาจในระบบทุนนิยมที่จะกำหนดทิศทางการลงทุน การพูดแบบนี้เป็นการเบี่ยงเบนประเด็น โยนให้พลเมืองยากจนรับผิดชอบแทนนายทุน เขาเสนอว่า “เรา” จึงต้องลดการใช้พลังงานในลักษณะส่วนตัว ในขณะที่นายทุนกอบโกยกำไรต่อไปได้ มันเป็นแนวคิดล้าหลังที่ใช้แก้ปัญหาโลกร้อนไม่ได้ เพราะไม่แตะระบบอุตสาหกรรมใหญ่ และโครงสร้างระบบคมนาคมเลย

พวกเสรีนิยมกลไกตลาดมีหลายข้อเสนอที่เขาอ้างว่าจะแก้ปัญหาได้ แต่ในโลกจริงจะไม่มีผลเลย เช่นการซื้อขาย “สิทธิที่จะผลิตCO2” ซึ่งเป็นแค่การให้สิทธิกับบริษัทใหญ่ในการผลิตต่อไปแบบเดิม เพราะเขาจะสามารถซื้อ “สิทธิ์ที่จะผลิต CO2”จากประเทศหรือบริษัทที่ยังไม่พัฒนา หรือข้อเสนอว่าต้องใช้ “กลไกราคา” ในการชักชวนให้ทุกฝ่ายลด CO2 แต่กลไกราคาที่เขาเสนอ จะไม่มีวันมีผล เพราะต้องแข่งกับผลประโยชน์กำไรของบริษัทน้ำมัน ซึ่งทำไม่ได้ และการขึ้นราคาน้ำมันหรือเชื้อเพลิงคาร์บอนอื่นๆ ก็แค่ทำให้คนจนซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ มีปัญหาเดือดร้อน

youth-climate-strike-may-24-2019-007-May-25-2019-011
ประท้วงโลกร้อนที่ฟิลิปปินส์ ถ้าเขาทำได้ เราก็ทำได้ในไทย

นักสังคมนิยมเข้าใจว่าต้นตอปัญหาไม่ได้อยู่ที่อุตสาหกรรมหรือความโลภของมนุษย์ส่วนใหญ่ที่ยังยากจน ไม่ว่าจะเป็นคนในประเทศพัฒนาหรือในประเทศยากจน ปัญหาไม่ได้มาจากการที่เราไม่มีเทคโนโลจีที่จะผลิตพลังงานโดยไม่ทำลายโลก เทคโนโลจีเหล่านี้เรามีอยู่แล้ว เช่นการปั่นไฟฟ้าจากลมหรือแรงคลื่นในทะเล และการผลิตไฟฟ้าจากแสงแดด ปัญหามาจากระบบทุนนิยมกลไกตลาดที่ตาบอดถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม และตาบอดถึงความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ส่วนใหญ่ เพราะมุ่งแต่แข่งขันกันเพื่อเพิ่มกำไรอย่างเดียว

จะเห็นว่าเราต้องปฏิวัติสังคมเพื่อแก้ปัญหาโลกร้อน แต่นั้นไม่ได้หมายความว่าเราต้องรอให้มีกระแสปฏิวัติก่อนที่จะทำอะไรได้ ในช่วงนี้เราต้องรณรงค์ ผ่านขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมและพรรคการเมืองก้าวหน้าให้มีการเลิกผลิต CO2 และเลิกใช้เชื้อเพลิงคาร์บอนทุกชนิด ต้องมีการใช้พลังงานทางเลือก และส่งเสริมการขนส่งมวลชนอย่างเช่นรถไฟไฟฟ้า และต้องมีการประหยัดพลังงาน แต่อย่าไปหวังว่าตามลำพังผู้นำโลกจะทำในสิ่งเหล่านี้เลย และในไทยการที่เรายังมีเผด็จการทหารที่อาศัยกลไกรัฐสภา ก็เป็นอุปสรรคในการแก้ปัญหาโลกร้อนเช่นกัน

นี่คือสาเหตุที่นักเคลื่อนไหวในไทยจะต้องสร้างขบวนการต้านโลกร้อน และร่วมประท้วงในวันที่ 20 กันยายน

 

อ่านเพิ่ม สิ่งแวดล้อม โลกร้อน และ Anthropocene https://bit.ly/2QMpL6F

 

 

การจัดตั้งกรรมาชีพไทยในทางการเมือง

ใจ อึ๊งภากรณ์

ในอดีตแกนนำเสื้อแดงที่มีรากฐานการกำเนิดมาจากพรรคไทยรักไทย ซึ่งเป็นพรรคนายทุน ไม่เคยเห็นความสำคัญของการขยายการจัดตั้งของขบวนการเสื้อแดงสู่ขบวนการแรงงานเลย และการจัดตั้งของนักเคลื่อนไหวฝ่ายซ้ายในขบวนการแรงงานอ่อนแอเกินไปที่จะทำให้สหภาพแรงงานต่างๆ เคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยร่วมกับเสื้อแดง ถ้าจัดตั้งได้จะมีการสำแดงพลังทางเศรษฐกิจของแรงงาน ผ่านการนัดหยุดงาน และพิสูจน์ความสำคัญของแรงงานในการต่อสู้กับเผด็จการ สถานการณ์นี้เป็นจุดอ่อนสำคัญของเสื้อแดง และช่วยเปิดโอกาสให้รัฐบาลอภิสิทธิ์และทหารเข่นฆ่าประชาชนที่ผ่านฟ้าและราชประสงค์เมื่อปี ๒๕๕๓ ในที่สุดมันเปิดโอกาสให้เผด็จการเข้ามาครองเมืองหลายปี

ถ้าเราเปรียบเทียบกับกรณีการประท้วงล้มเผด็จการมูบารักในอียิปต์ เมื่อต้นปี ๒๕๕๔ เราจะเห็นว่าก่อนหน้านั้นหลายปี ขบวนการฝ่ายซ้ายอียิปต์ทำงานใต้ดินเพื่อเสริมสร้างขบวนการสหภาพแรงงานที่อิสระจากรัฐ จนมีกระแสนัดหยุดงานครั้งใหญ่สี่ปีก่อนการประท้วงล้มมูบารัก  ต่อมาการออกมานัดหยุดงานของสหภาพคู่ขนานกับการประท้วงที่จตุรัสทาห์เรีย เป็นเงื่อนไขชี้ขาดที่ทำให้กองทัพอียิปต์ตัดสินใจเขี่ยมูบารักออกไปก่อนที่ประชาชนจะเขี่ยนายพลออกไปด้วยและทำการปฏิวัติสังคม แต่นั้นก็ยังไม่พอ เพราะในที่สุดทหารก็กลับมาครองเมืองอีกรอบ ซึ่งแสดงว่าฝ่ายซ้ายอียิปต์อ่อนแอเกินไปที่จะนำกรรมาชีพในการปฏิวัติล้มระบบ

การล้มเผด็จการของคนผิวขาวในอัฟริกาใต้ใช้พลังกรรมาชีพที่นัดหยุดงานเป็นกำลังหลัก การล้มเผด็จการคอมมิวนิสต์สายสตาลินในโปแลนด์ก็เช่นกัน

นอกจากกรรมาชีพไทยจะไม่มีการจัดตั้งโดยคนเสื้อแดงและไม่มีการนัดหยุดงานเพื่อล้มเผด็จการแล้ว สหภาพแรงงานไทยในรอบสามสิบปีที่ผ่านมา ไม่เคยพยายามตั้งพรรคการเมืองอิสระของกรรมาชีพและเกษตรกรเลย

เวลาที่นักวิชาการหรือนักเคลื่อนไหวแรงงานพูดถึง “ความอ่อนแอ” ของขบวนการแรงงาน เขามักจะชี้ไปที่สัดส่วนของแรงงานที่เป็นสมาชิกสหภาพ ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 3-4%  หรืออาจมีการพูดถึงการที่มีหลายสภาและสหภาพแรงงานซึ่ง “ขาดเอกภาพ” แต่ทั้งๆ ที่สองเรื่องนี้มีผลบ้างในการกำหนดความเข้มแข็งของแรงงาน มันไม่ใช่ประเด็นหลัก

ประเด็นหลักที่นำไปสู่ความอ่อนแอในขบวนการแรงงานคือ “การเมือง” เพราะการเมืองของขบวนการแรงงานเป็นเข็มทิศที่ชี้ทางไปสู่วิธีการจัดตั้ง และยุทธวิธีในการใช้พลังทางเศรษฐกิจเพื่อผลประโยชน์ของแรงงาน ทั้งในเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม

ในอดีตนักสังคมนิยมในพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) เคยให้ความสำคัญในการจัดตั้งแรงงาน แต่หลังจากที่พรรคเริ่มหันไปเน้นการจับอาวุธในป่า การทำงานสายแรงงานถูกลดความสำคัญลง พอถึงยุค “ป่าแตก” และการล่มสลายของ พคท. ปัญญาชนและนักเคลื่อนไหวที่มีส่วนในการจัดตั้งแรงงานลดน้อยลงจนเกือบจะไม่เหลือ และ เอ็นจีโอ ก็เข้ามาแทนที่

กลุ่ม “พี่เลี้ยง” เอ็นจีโอ ที่เข้าไป “ช่วย” แรงงานมีแนวโน้มจะเสนอให้คนงานทำตามกฎหมายนายทุนในระบบ “แรงงานสัมพันธ์” และไม่คิดต่อสู้ทางชนชั้นอย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างที่ดีคือองค์กร ACILS/Solidarity Center ซึ่งได้รับทุนจากสหรัฐอเมริกาเพื่อ “พัฒนาแรงงาน” องค์กรนี้ไม่เคยสนับสนุนการนัดหยุดงานเลย ทั้งๆ ที่การนัดหยุดงานเป็นวิธีหลักในการต่อสู้ของแรงงาน อีกองค์กรหนึ่งที่ให้เงินสหภาพแรงงาน คือ มูลนิธิ Friedrich Ebert Stiftung (FES.) ของเยอรมัน แนวคิดของ FES. จะเน้นการแยกบทบาทระหว่างสหภาพแรงงาน ที่เขามองว่าควรต่อสู้เพื่อเรื่องปากท้อง กับพรรคการเมืองที่ลงสมัครรับเลือกตั้งในรัฐสภา จุดยืนนี้สอดคล้องกับกฏหมายของชนขั้นปกครองไทยที่มองว่าสหภาพแรงงานไม่ควรยุ่งการเมือง ในรูปธรรมผลของแนวคิดแบบนี้คือ ไม่มีการจัดตั้งทางการเมืองในขบวนการแรงงาน และสหภาพแรงงานจะไม่ออกมานัดหยุดงานในประเด็นการเมืองเลย

นอกจากนี้ เอ็นจีโอ มักเน้นการทำงานกับกลุ่มคนงานที่พ่ายแพ้ไปแล้ว ซึ่งถึงแม้ว่าเป็นงานสังคมสงเคราะห์ที่จำเป็นต้องทำ แต่ไม่มีผลในการพัฒนาความเข้มแข็งของขบวนการแรงงานเลย และที่สำคัญประสบการณ์จากทั่วโลกพิสูจน์ให้เห็นว่าองค์กร เอ็นจีโอ ไม่มีประสิทธิภาพในการสร้างความเข้มแข็งของขบวนการแรงงานเท่ากับพรรคการเมืองของฝ่ายซ้าย  เพราะพรรคฝ่ายซ้ายสามารถประสานและเสริมพลังของขบวนการแรงงานในด้านความคิดทางการเมือง เพื่อให้นักสหภาพนำตนเองแทนที่จะพึ่ง “พี่เลี้ยง” และพึ่งเงินจากภายนอก และในกรณีที่สหภาพแรงงานเข้มแข็งจริง จะไม่มีการพึ่งพา เอ็นจีโอ เลย เช่นในเกาหลีใต้ ขบวนการแรงงานเข้มแข็งจนองค์กร เอ็นจีโอ มักจะเป็นฝ่ายมาขอพลังความช่วยเหลือจากสหภาพแรงงาน K.C.T.U.

SKOREA-LABOUR-MAYDAY

ในยุคปัจจุบัน นอกจากผู้นำสภาแรงงานระดับชาติแล้ว องค์กรสภาแรงงานสากลต่างๆ เริ่มพยายามเข้ามาจัดตั้งแรงงานในประเทศไทยมากขึ้น การที่สภาสากลช่วยให้คนงานไทยตั้งสหภาพแรงงานในสถานที่ทำงานที่ไม่มีสหภาพแรงงาน เป็นเรื่องดี แต่ในทางการเมืองสภาแรงงานสากลเหล่านี้จะไม่ส่งเสริมการนัดหยุดงานเพื่อเป้าหมายทางการเมืองเลย และจะไม่มีผลอะไรเลยในการปกป้องผู้นำสหภาพแรงงานในไทยที่ถูกเลิกจ้าง ทั้งนี้เพราะสภาแรงงานสากลทุกแห่งนำโดยเจ้าหน้าที่ “แรงงานข้าราชการ” ที่ห่างเหินจากขบวนการแรงงานจริงในทุกประเทศ เราจะเห็นว่าในประเทศที่มีสหภาพแรงงานเข้มแข็ง อย่างเช่นในยุโรปตะวันตก หรือเกาหลีใต้ สภาแรงงานสากลเกือบจะไม่มีบทบาทอะไรเลย

somsak2

ในอดีตความอ่อนแอทางการเมืองของขบวนการแรงงานไทย เปิดช่องให้คนอย่าง สมศักดิ์ โกศัยสุข นำการเมืองปฏิกิริยาของพันธมิตรเสื้อเหลือง เข้ามาในบางส่วนของขบวนการแรงงาน เช่นในรัฐวิสาหกิจรถไฟ และไฟฟ้า และในบางส่วนของย่านอุตสาหกรรมเอกชนในภาคตะวันออกใกล้เมืองระยองเป็นต้น แต่แนวคิดเสื้อเหลืองของสมศักดิ์ ขัดกับผลประโยชน์พื้นฐานของกรรมาชีพไทยโดยสิ้นเชิง เพราะพาคนไปต่อสู้เพื่อสนับสนุนเผด็จการ แทนที่จะสู้เพื่อผลประโยชน์คนจน

นักสังคมนิยมควรเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการกรรมาชีพและสหภาพแรงงาน ไม่ใช่เป็นปัญญาชนในหอคอยงาช้าง เราควรทำงานในสถานที่ทำงานต่างๆ และปลุกระดมจากภายใน ในระยะแรกเราอาจต้องทำงานจากภายนอก แต่ในช่วงนั้นต้องเน้นการสร้างนักสังคมนิยมที่เป็นกรรมาชีพ เพื่อให้เขาทำงานในสหภาพและสถานที่ทำงานของเขาเอง

cihzjudj5hpnxj92grjmitbujspbiiaoll

แน่นอนนักสังคมนิยมจะต้องมีส่วนในการสร้างความเข้มแข็งของสหภาพแรงงาน และต้องมีส่วนในการสนับสนุนการประท้วงเรียกร้องเกี่ยวกับปัญหาปากท้อง เช่นเรื่องค่าจ้าง โบนัส และสภาพการจ้างอื่นๆ แต่ถ้าทำแค่นั้น เราก็เป็นแค่ “นักสหภาพแรงงาน” และผู้ที่เป็นแค่ “นักสหภาพแรงงาน” จะมองว่าองค์กรจัดตั้งหลักคือสหภาพแรงงาน ไม่ใช่พรรคซ้ายสังคมนิยม และเราจะก้าวข้ามปัญหาภายในรั้วสถานที่ทำงานเพื่อไปสนใจสังคมภายนอกไม่ได้

การปลุกระดมทางการเมืองแปลว่าต้องมีการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ผ่านสื่อของพรรค และผ่านกลุ่มศึกษาของพรรค ซึ่งต่างจากกลุ่มศึกษาของสหภาพที่เน้นแต่เรื่องปากท้องหรือกฏหมายแรงงาน การศึกษาทางการเมืองของพรรคต้องครอบคลุมการวิเคราะห์ลักษณะสังคมไทยและสังคมต่างประเทศ ต้องเรียนบทเรียนจากประวัติศาสตร์ไทยและทั่วโลก ต้องศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมืองมาร์คซิสต์ ต้องศึกษาธาตุแท้ของชนชั้นและของรัฐ เราต้องสนใจศิลปะวัฒนธรรม ต้องสนใจวิทยาศาสตร์ และเราต้องพร้อมที่จะร่วมกันค้นหาคำตอบสำหรับปัญหาทุกเรื่องในชีวิตมนุษย์

การศึกษาแบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในไทย เพราะในสมัย พคท. ก็มีการเน้นการศึกษาแบบนั้น ไม่ว่าเราอาจมีข้อถกเถียงกับแนวการเมืองของ พคท. มากน้อยแค่ไหน แต่มันเป็นการศึกษาทางการเมืองเพื่อจัดตั้งพรรค ซึ่งหลังการล่มสลายของ พคท. นักปฏิบัติการต่างๆ พากันหันหลังให้เรื่องนี้ เพื่อทำงานแบบพี่เลี้ยงในรูปแบบ เอ็นจีโอ ที่ปฏิเสธเรื่องการเมืองเพื่อเน้นประเด็นปากท้องอย่างเดียว นี่คือที่มาของความอ่อนแอของขบวนการแรงงานไทยในปัจจุบัน และมันเป็นผลทำให้ขบวนการประชาธิปไตยอ่อนแอไปด้วย นี่คือสิ่งที่เราต้องลงมือแก้ไข

[อ่านเพิ่ม https://bit.ly/2MBfQzc ]

 

ปัญหาลัทธิสหภาพในขบวนการแรงงานไทย

ใจ อึ๊งภากรณ์

ในประวัติศาสตร์ของขบวนการแรงงานสากล แนว “ลัทธิสหภาพ” (Syndicalism) จะเน้นการเคลื่อนไหวผ่านองค์กรสหภาพแรงงานอย่างเดียว แนวนี้มีรูปแบบหลากหลายที่ซับซ้อน พวกที่มองว่าควรเคลื่อนไหวในเรื่องปากท้องอย่างเดียวและไม่กล่าวถึงการเมือง คือพวกลัทธิสหภาพฝ่ายขวา ซึ่งในไทยได้รับอิทธิพลพอสมควรจากการปกครองของเผด็จการทหาร ที่พยายามห้ามไม่ให้สหภาพแรงงานสนใจเรื่องการเมือง

แต่ในขณะเดียวกันมีลัทธิสหภาพฝ่ายซ้าย ซึ่งอาจเป็นฝ่ายซ้ายปฏิวัติด้วย พวกนี้มองว่าการเมืองกับเศรษฐกิจปากท้องแยกออกจากกันไม่ได้ และเขาอาจต้องการปฏิวัติล้มทุนนิยม อย่างไรก็ตามเขาจะต่างจากแนวมาร์คซิสต์ของ มาร์คซ์ เองเกิลส์ เลนิน ตรอดสกี้ โรซา ลัคแซมเบอร์ค และกรัมชี่ ตรงที่เขาไม่เห็นด้วยกับการสร้างพรรคปฏิวัติ ดังนั้นแทนที่จะสร้างพรรคเขามองว่าสหภาพแรงงานเป็นเครื่องมือในการต่อสู้เพื่อสังคมนิยมได้ นี่คือการเมืองของนักเคลื่อนไหวสหภาพแรงงานฝ่ายซ้ายในไทยส่วนใหญ่

ขบวนการแรงงานไทยขาดนักเคลื่อนไหวสังคมนิยมที่จะทำงานเป็นระบบ ในบางแห่งมีนักต่อสู้ที่อยากเห็นแรงงานสู้จริง แต่นักสู้แรงงานเหล่านี้เลือกใช้ “ลัทธิสหภาพฝ่ายซ้ายปฏิวัติ” เขาจะส่งเสริมการนัดหยุดงาน และการจัดตั้งกลุ่มย่านข้ามรั้วโรงงาน แต่จะไม่เห็นด้วยกับการนำ “การเมืองภาพกว้าง” ที่ “ไม่เกี่ยวกับแรงงาน” เข้าสู่ขบวนการแรงงาน เช่นเรื่องสิทธิสตรี สิทธิคนรักเพศเดียวกันหรือคนข้ามเพศ ปัญหาภาคใต้ ปัญหาโลกร้อน ปัญหาในระบบการศึกษา หรือประเด็นการเมืองสากลปัจจุบัน หรือแม้แต่วิธีการตั้งพรรคการเมืองที่อิสระจากนายทุนเป็นต้น

ประสบการณ์จากขบวนการแรงงานและขบวนการสังคมนิยมทั่วโลกในอดีตและปัจจุบัน สอนให้เราเข้าใจปัญหาของการใช้สหภาพแรงงานเป็นองค์กรต่อสู้อย่างเดียว โดยไม่สร้างพรรค คือในประการแรกเขาไม่สามารถจัดตั้งกลุ่มอื่นๆ ที่ไม่ใช่คนงาน เช่นนักศึกษา คนกลุ่มน้อย หรือคนที่อยากรณรงค์เรื่อง 112 เป็นต้น มันนำไปสู่การเน้นประเด็นการเมืองปากท้องอย่างเดียวด้วย ทั้งๆ ที่ในนามธรรมอาจกล่าวถึง “เลนิน” หรือโจมตีระบบทุนนิยม

ในประการที่สององค์กรสหภาพแรงงานต้องการรับทุกคนในสถานที่ทำงานเข้ามาเป็นสมาชิก ซึ่งแน่นอนรวมถึงคนที่มีความคิดฝ่ายขวาตามชนชั้นปกครองและคนที่ยังขี้เกียจคิดอีกด้วย และแกนนำของสหภาพจะต้องปกป้องความสามัคคีภายในสหภาพระดับหนึ่ง เพราะกลัวว่าจะแพ้การเลือกตั้งและหลุดจากตำแหน่งในสหภาพ จึงไม่สามารถถกเถียงแนวคิดอย่างตรงไปตรงมาได้ตลอดเวลา ไม่เหมือนพรรคหรือกลุ่มการเมืองที่ทำงานภายในสหภาพ

ในประการที่สาม ถ้านักลัทธิสหภาพแบบนี้แพ้การเลือกตั้ง หรือถูกเลิกจ้างเขาอาจจะไม่มีองค์กรเหลือเลย ประเด็นนี้เป็นปัญหาด้วยเวลาคนงานไม่มีความมั่นใจในการต่อสู้ หรือไม่ยอมนัดหยุดงานในช่วงหนึ่ง ซึ่งจะทำให้กิจกรรมทางการเมืองลดลง ไม่เหมือนพรรคปฏิวัติที่ทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่องได้ โดยเฉพาะการจัดกลุ่มศึกษาและการรณรงค์ในเรื่องต่างๆ

ในประการสุดท้ายสหภาพแรงงานไม่สามารถยึดอำนาจรัฐได้ เพราะเป็นองค์กรที่สร้างขึ้นมาเพื่อต่อรองกับนายจ้างในระบบทุนนิยม ไม่สามารถประสานการทำงานระหว่างทุกซีกทุกส่วนของสังคมที่ก้าวหน้าเพื่อยึดอำนาจรัฐ

ปัญหาการพึ่งพรรคนายทุนของพวกลัทธิสหภาพ

ผลสำคัญอันหนึ่งของการใช้ลัทธิสหภาพแทนการสร้างพรรค คือการไปพึ่งพรรคนายทุนอย่างพรรคอนาคตใหม่ หรือพรรคไทยรักไทยในอดีต แต่แรงงานไม่ควรหลงเลือก “นายใหม่” แบบนี้

99569

ในแวดวงนักสหภาพแรงงานมักจะมีการตั้งคำถามกันว่า “จะอยู่อย่างเป็นทาส หรือจะร่วมกันต่อสู้?” การที่แรงงานไม่สร้างพรรคของกรรมาชีพเอง และคอยเดินตามก้นพรรคนายทุน ไม่ว่าจะเป็นพรรคนายทุนหน้าเก่าอย่างไทยรักไทย/เพื่อไทย หรือพรรคนายทุนหน้าใหม่อย่างอนาคตใหม่ แปลว่ากรรมาชีพจะอยู่อย่างเป็นทาสและเป็นแค่ “กบเลือกนาย” ตลอด  แรงงานต้องมีศักดิ์ศรีมากกว่านั้น

แนวสังคมนิยมมาร์คซิสต์กับขบวนการแรงงานไทย

นักสังคมนิยมควรเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการกรรมาชีพและสหภาพแรงงาน เราควรทำงานในสถานที่ทำงานต่างๆ และปลุกระดมจากภายในและภายนอก

พรรคกรรมาชีพ

ในทุกสหภาพแรงงานจะมีคนสามกลุ่มใหญ่ๆ ถ้าแบ่งตามแนวความคิด กลุ่มแรกเป็นพวกที่มีความคิดอนุรักษ์นิยมและหมอบคลานต่อนายทุนกับผู้มีอำนาจ กลุ่มที่สองเป็นพวกที่มีความคิดกบฏอยากต่อสู้กับนายจ้างและความไม่เป็นธรรม อาจมีความคิดสังคมนิยม หรืออย่างน้อยต้องการประชาธิปไตยแท้ และกลุ่มที่สาม ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ จะมีความคิดที่ผสมแนวจากทั้งสองขั้วหรืออาจยังไม่มีโอกาสที่จะคิดอะไรมาก หน้าที่ของนักสังคมนิยมคือการพยายามดึงกลุ่มตรงกลางที่ประกอบไปด้วยคนส่วนใหญ่ ให้เปลี่ยนความคิดมาเป็นฝ่ายซ้าย

ถ้าจะชักชวนและดึงกรรมาชีพส่วนใหญ่ให้เห็นด้วยกับฝ่ายซ้าย มันต้องมีการจัดตั้งในองค์กรทางการเมือง พรรคกรรมาชีพสังคมนิยมนั้นเอง

0cf37-gramsci

นักปฏิวัติมาร์คซิสต์อิตาลี่ชื่อ อันโตนิโอ กรัมชี่ เคยอธิบายว่านักปฏิบัติการของพรรคสังคมนิยมไม่สามารถชักชวนให้คนงานมาเป็นฝ่ายซ้าย ถ้ามัวแต่ป้อนทฤษฏีและแนวคิดเหมือนการป้อนอาหารให้เด็ก มันต้องมีการเคลื่อนไหวคนถึงจะเริ่มตาสว่าง ดังนั้นนักสังคมนิยมจะต้องร่วมต่อสู้เคลื่อนไหว และพูดถึงทฤษฏีทางการเมืองที่ช่วยอธิยายแนวทางในการต่อสู้อย่างเป็นรูปธรรมเสมอ

พรรคกรรมาชีพที่ควรจะถูกสร้างขึ่นในไทยตอนนี้ควรจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร? ในประการแรกมันควรจะเป็นพรรคสังคมนิยมที่ให้ความสำคัญกับการสร้างรากฐานในชนชั้นกรรมาชีพ แต่ในขณะเดียวกันบ่อยครั้งต้องอาศัยคนหนุ่มสาวที่เป็นนักศึกษาไฟแรง หรือ “เตรียมกรรมาชีพ” นั้นเอง เพราะคนหนุ่มสาวแบบนี้มีเวลาที่จะศึกษาและอ่าน และไม่เหนื่อยเกินไปจากการทำงานหนัก ควรมีปัญญาชนเข้าร่วมด้วย แต่ที่สำคัญคือต้องมีการสร้างกรรมาชีพให้นำตนเอง ที่คิดเอง เป็นปัญญาชนกรรมาชีพ และช่วยสอนคนอื่นได้ และสมาชิกส่วนใหญ่ควรจะเป็นคนทำงานที่เคลื่อนไหวในสหภาพแรงงานของตนเอง

แน่นอนพรรคจะต้องอิสระจากอิทธิพลของชนชั้นที่มีอำนาจในสังคมปัจจุบัน ดังนั้นจะต้องอิสระจากนายทุนและมีจุดยืนในการรักษาผลประโยชน์ของคนชั้นกรรมาชีพ พรรคจึงก็ต้องมีจุดยืนต้านนโยบายเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมกลไกตลาด นโยบายที่นำไปสู่การกดค่าแรง หรือแนวคิดชาตินิยมที่มองว่าเราต้องสามัคคีกับนายทุนและทหารเป็นต้น

ความชัดเจนของจุดยืนพรรค ไม่ได้มีไว้เพื่ออวดความบริสุทธิ์ แต่มีไว้เพื่อเป็นเครื่องมือในการขยายความคิดและปลุกระดมในหมู่มวลชนภายนอกพรรค จุดยืนของพรรคต้องมาจากการถกเถียงกันอย่างเสรีภายในพรรค โดยไม่มีใครที่เป็นอภิสิทธิ์ชน แต่พอถกเถียงกันแล้ว เมื่อมีการลงมติ ลูกพรรคควรจะทำตามมติเสียงส่วนใหญ่

พรรคจะต้องผสมผสานสองยุทธศาสตร์เข้าด้วยกันคือ ต้องร่วมต่อสู้เพื่อพัฒนาสภาพความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวัน หรือเรื่องปากท้อง เข้ากับเรื่องการเมืองภาพกว้าง

[อ่านเพิ่ม https://bit.ly/2MBfQzc ]

 

หุ่นยนต์จะทำให้เกิดระบบการผลิตที่ไร้คนงานหรือไม่?

ใจ อึ๊งภากรณ์

สมัยนี้มักมีบางคนที่เสนอว่าในยุคเทคโนโลจีหุ่นยนต์ การผลิตต่างๆ จะไม่อาศัยคนงานอีกต่อไป และกรรมาชีพจะถูกปลดออกจากงานจนสูญพันธุ์หรืออ่อนแอ คนอีกส่วนหนึ่งเสนอว่าในสภาพเช่นนี้มนุษย์ทุกคนจะไม่ต้องทนทุกข์ทรมานในการไปทำงานหรือการทำงานบ้าน

ข้อเสนอเหล่านี้ ซึ่งกลายป็นกระแสในสื่อมวลชน ล้วนแต่เป็นการพูดเกินเหตุ

AIMan

ในประการแรกมันเป็นการพูดเกินเหตุเพราะการนำเทคโนโลจีสมัยใหม่เข้ามาในระบบการผลิตของทุนนิยม เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องอยู่แล้วตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ในขั้นตอนแรกมีการนำพลังงานน้ำ และไอน้ำเข้ามาในการทอผ้าในโรงงานอุตสาหกรรมที่เมืองแมนเชสเตอร์ ซึ่งการพัฒนาเทคโนโลจีแบบนี้นำไปสู่การทำลายอาชีพของ “ช่างฝีมือ” ที่ทอผ้าด้วยมือที่บ้าน จนเกิดขบวนการทุบเครื่องจักร Luddites แต่ในที่สุดเทคโนโลจีใหม่ๆ ก็เข้ามาอย่างต่อเนื่อง

02Insider-Rudy-1-facebookJumbo
ระบบ “เหล็กร้อน”

ในอุตสาหกรรมการพิมพ์ ซึ่งเคยเป็นอาชีพแรกของผม ตอนที่ผมทำงานในปี 1978 การพิมพ์วารสารวิชาการยังใช้ระบบ “เหล็กร้อน” หรือ “ตัวพิมพ์แบบร้อน” คือคนจัดหน้าจะใช้เครื่องคล้ายๆ เครื่องพิมพ์ดีด ซึ่งเชื่อมกับระบบหลอมโลหะที่ผลิตแม่พิมพ์ แต่ในเวลาไม่กี่ปีมีการนำระบบคอมพิวเตอร์และการถ่ายรูปมาสร้างแม่พิมพ์สมัยใหม่ ในยุคนั้นคนงานในออฟฟิสส่วนใหญ่จะใช้เครื่องพิมพ์ดีดไฟฟ้า ไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ประจำโต๊ะอย่างที่มีในปัจจุบัน

Open-plan-Phil-Whitehouse-Flickr-2017020604562217

ในอดีตการทำงานต่างๆ ในออฟฟิส โรงพยาบาล หรือสถานที่การศึกษามักจะใช้ปากกากับกระดาษ แต่ตอนนี้แม้แต่งานในโรงพยาบาลของพยาบาลมักจะเริ่มใช้คอมพิวเตอร์ที่เข็นไปหาคนไข้

ประเด็นสำคัญคือ การวิวัฒนาการของเทคโนโลจีสมัยใหม่ ที่เปลี่ยนลักษณะการทำงาน และลดจำนวนคนงานหรือเพิ่มผลผลิตในหลายสาขา ตั้งแต่สมัยปฏิวัติอุตสาหกรรม มันต่างจากการนำหุ่นยนต์เข้ามาหรือไม่ มันเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพที่เทียบเท่าการปฏิวัติอุตสาหกรรมจริงหรือ? ผมว่าไม่ใช่ เพราะมันก็แค่ต่อยอดเทคโนโลจีคอมพิวเตอร์เพื่อยกระดับขึ้นอีกขั้นเท่านั้น

00chinaford6-superJumbo

ในประการที่สองนายทุนผลิตอะไรไม่ได้ถ้าไม่มีคนงาน หุ่นยนต์ทำงานไม่ได้ถ้าไม่มีคนงานคอยคุม และคนงานต้องสร้างและซ่อมหุ่นยนต์เหล่านี้ แน่นอนมันเป็นโอกาสที่นายจ้างจะลดคนงานและผลิตสินค้าเร็วขึ้นในปริมาณสูงขึ้น แต่มันยังต้องมีการผลิตไฟฟ้า ขนส่งเครื่องหุ่นยนต์ไปสู่โรงงาน และก่อสร้างโรงงาน

นอกจากนี้งานในภาคบริการ เช่นโรงพยาบาล สถานที่การศึกษา ร้านค้า โรงแรม ร้านอาหาร หรือระบบไฟแนนส์กับธนาคาร ก็ยังต้องอาศัยมนุษย์

ที่สำคัญคือการลดจำนวนคนงานในสถานที่ต่างๆ เป็นสิ่งที่จะทำให้คนงานแต่ละคนมีอำนาจต่อรองกับนายจ้างสูงขึ้น เพราะถ้ามีการจัดตั้งโดยสหภาพแรงงาน คนงานแค่สิบคนอาจทำให้ระบบการผลิตยุติได้ผ่านการนัดหยุดงาน

นอกจากนี้ถ้ามีการลดปริมาณงานที่คนต้องทำลง อันเนื่องจากการใช้หุ่นยนต์ จนทุกคนในสังคมไม่ต้องทำงานเต็มเวลาอีกต่อไป กรรมาชีพและสหภาพแรงงานต้องเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ตัดชั่วโมงการทำงานให้ทุกคนโดยไม่ตัดค่าจ้างเลย เพราะนายทุนไม่มีวันอาสาที่จะทำอย่างนี้ นายทุนจะพึงพอใจที่จะจ้างคนงานน้อยลงและให้ที่เหลือตกงานและยากจน ดังนั้นมันอาจเป็นเวทีใหม่สำหรับการต่อสู้ทางชนชั้นเพื่อแย่งผลผลิตและมูลค่าในสังคม และในกรณีไทยชัวโมงการทำงานสูงเกินไปอยู่แล้ว นอกจากนี้รายได้ของคนธรรมดาต่ำเกินไป มันต้องมีการต่อสู้ที่นำโดยพรรคสังคมนิยมเพื่อช่วงชิงผลประโยชน์จากคนข้างบนที่เป็นคนส่วนน้อย 1%

ในประการที่สาม การตัดจำนวนคนงานและการลงทุนเพิ่มในหุ่นยนต์จะทำให้บริษัทแข่งขันได้ดีขึ้น แต่มันเป็นเรื่องชั่วคราว เพราะในระยะยาวเมื่อบริษัทคู่แข่งลงทุนในเทคโนโลจีแบบเดียวกัน มันจะมีผลทำให้อัตรากำไรลดลง เนื่องจากกำไรมาจากความแตกต่างระหว่างค่าจ้างกับราคาสินค้า กำไรมาจากการขูดรีดแรงงาน หุ่นยนต์สร้างกำไรไม่ได้ มันได้แต่ช่วยคนงานให้ทำงานในลักษณะที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่ออัตรากำไรลดลงเศรษฐกิจก็จะเวียนเข้าสู่วิกฤตอีก เพราะนายทุนจะลังเลใจในการลงทุนและอาจสร้างภาวะฟองสบู่อีกด้วย เหมือนกับที่เกิดเป็นประจำในระบบทุนนิยมอยู่แล้ว

 

ทำไมเครื่องจักรสร้างกำไรไม่ได้

สำหรับคนที่ไม่เชื่อว่าเครื่องจักรหรือหุ่นยนต์สร้างกำไรไม่ได้ จะขออธิบายเพิ่มโดยอาศัยทฤษฏีมูลค่าแรงงานของมาร์คซ์…. (อ่านเพิ่ม https://bit.ly/2zozGbS )

มูลค่าทั้งปวงในโลกมาจากการทำงานของมนุษย์ในการแปรทรัพยากรธรรมชาติเป็นผลผลิตหรือสินค้า มูลค่าของสินค้าจะสะท้อนเวลาหรือปริมาณการทำงานของมนุษย์ในการผลิตสินค้าดังกล่าว นี่คือสิ่งที่ทำให้เราสามารถรู้ได้ว่าสินค้าอย่างปากกาแลกเปลี่ยนกับสินค้าอย่างหนังสือในปริมาณแค่ไหน

ราคาของเครื่องจักรหรือหุ่นยนต์ที่นายทุนลงทุนซื้อ จะสะท้อนปริมาณแรงงานที่ใช้ในการผลิตเครื่องจักรหรือหุ่นยนต์ และปริมาณแรงงานในอดีตที่ใช้ในการผลิตเครื่องมือที่ใช้ประกอบการผลิต เวลานายทุนใช้เครื่องจักรหรือหุ่นยนต์ในการผลิตสินค้า ราคาของเครื่องจักรหรือหุ่นยนต์จะค่อยๆ ถูกระบายไปในราคาของสินค้าและผู้ซื้อสินค้าจะจ่าย เครื่องจักรหรือหุ่นยนต์ที่นายทุนซื้อ สร้างกำไรหรือทำให้นายทุนขาดทุนไม่ได้

แต่เครื่องจักรหรือหุ่นยนต์สามารถช่วยให้ลูกจ้างทำงานในลักษณะที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งสำคัญสำหรับการแข่งขันในระบบตลาด

กำไรมาจากข้อแตกต่างระหว่างราคาขายของสินค้ากับเงินค่าจ้างที่จ่ายให้ลูกจ้าง หลังหักค่าวัตถุดิบรวมถึงสัดส่วนของราคาเครื่องจักรหรือหุ่นยนต์ นี่คือ “มูลค่าส่วนเกิน” ที่น่ายทุนขูดรีดมาจากแรงงาน

ดังนั้นกำไรมาจากการ “ขูดรีด” การทำงานของลูกจ้าง ไม่ได้มาจากเครื่องจักรซึ่งทำอะไรเองไม่ได้ถ้าไม่มีมนุษย์ นี่คือสาเหตุที่นายจ้างและรัฐของนายทุนพยายามกีดกันการนัดหยุดงาน การนัดหยุดงานทำให้การผลิตยุติและนายทุนจะไม่ได้กำไร

ส่วนเรื่องปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจที่มาจากการลดลงของอัตรากำไรเนื่องจากการลงทุนในเครื่องจักรที่สูงขึ้น เชิญอ่านที่นี่ https://bit.ly/2v6ndWf

 

สรุปแล้ว ในยุคเทคโนโลจีหุ่นยนต์ การผลิตต่างๆ จะไม่นำไปสู่สภาพที่ไร้คนงาน และการสูญพันธุ์หรือความอ่อนแอของกรรมาชีพ อย่างไรก็ตามสหภาพแรงงานควรจะต่อสู้กับนายทุน เพื่อให้ผลของเทคโนโลจีใหม่ ที่ลดจำนวนคนงาน มีผลดีกับประชาชนในการลดชั่วโมงการทำงานอย่างถ้วนหน้าพร้อมกับการรักษารายได้ที่ดี

สภาพกรรมาชีพในสหรัฐ

ใจ อึ๊งภากรณ์

กรรมาชีพในสหรัฐอเมริกาไม่ได้สูญพันธ์หรือไร้อำนาจต่อรองอย่างที่นักวิชาการและสื่อกระแสหลักเสนอ แต่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของระบบทุนนิยม ที่มีมาตั้งแต่กำเนิดของระบบนี้ รูปแบบและสภาพการทำงานได้เปลี่ยนไป

ในสหรัฐอเมริกากรรมาชีพทั้งหมดนับเป็นสัดส่วน 63% ของประชากร โดยที่ชนชั้นกลางมีประมาณ 36% และนายทุนใหญ่ 1%

โดยทั่วไปสถานที่ทำงานใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเกิดจากการที่กลุ่มทุนในอุตสาหกรรมประเภทหนึ่งรวมกันเป็นบริษัทที่โตขึ้น สภาพเช่นนี้เกิดขึ้นทั้งๆ ที่มีการนำระบบรับเหมาช่วงเข้ามาสำหรับหลายกิจกรรมที่เชื่อมกับการผลิต เพราะระบบรับเหมาช่วงทำให้เกิดบริษัทยักษ์ใหญ่เฉพาะทางอีกด้วย

ในโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนคนงานลดลง แต่สาเหตุหลักไม่ใช่เพราะกลุ่มทุนย้ายฐานการผลิตไปสู่ประเทศที่มีค่าจ้างต่ำอย่างที่ประธานาธิบดีทรัมป์และคนอื่นชอบอ้าง สาเหตุหลักมาจากการที่นายทุนผลักดันการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิต ซึ่งทำให้ลดคนงานแต่เพิ่มผลผลิต ซึ่งมีผลทำให้การขูดรีดแรงงานหนักขึ้น สภาพการทำงานแย่ลง และกำไรของนายทุนเพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกันความหนาแน่นของทุนที่ใช้ลงทุนในสถานที่ทำงานแต่ละแห่งจะเพิ่มขึ้น

us-auto-workers-on-line

วิธีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตที่เพิ่มอัตราการขูดรีดมีหลายวิธี แต่ที่สำคัญคือการผลิตรูปแบบใหม่ที่ตัดค่าใช้จ่ายสิ้นเปลืองออก ผ่านระบบที่เรียกว่าการผลิต “ลีน” (Lean Production) เช่นการเปลี่ยนกะทำงานในบริษัทประกอบรถยนต์ “จีเอ็ม” ที่เปลี่ยนกะทำงานจากวันละ 8 ชม. 5 วันต่อสัปดาห์ (จันทร์ถึงศุกร์) ไปเป็นการทำงานวันละ 10 ชม. 4 วันต่อสัปดาห์ โดยนับวันเสาร์-อาทิตย์เป็นวันธรรมดาและไม่จ่ายค่าโอที

การเปลี่ยนกะทำงานแบบนี้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และเพิ่มกำไรให้นายทุน และมีการปรับเปลี่ยนกะทำงานในภาคบริการเช่นในโรงพยาบาลอีกด้วย

พร้อมกันนั้นจะมีระบบสอดแนมตรวจสอบการทำงานของคนงานทุกคน โดยใช้เทคโนโลจี “ไอที” สมัยใหม่ ซึ่งหมายความว่าคนงานจะพักผ่อนลำบากและถูกติดตามตลอดเวลา ซึ่งวิธีการนี้ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม ระบบการขนส่ง และแม้แต่ในโรงพยาบาล

Nurses

ในกรณีโรงพยาบาล เวลาพยาบาลใช้คอมพิวเตอร์บันทึกข้อมูลเกี่ยวกับคนไข้ หัวหน้างานสามารถดูว่าดูแลคนไข้กี่คนในระยะเวลาเท่าไร หรือสำหรับคนทำงานแอดมินในโรงพยาบาล หัวหน้างานสามารถตรวจสอบว่ารับโทรศัพท์บ่อยแค่ไหนหรือทำงานอื่นเร็วแค่ไหน ในกรณีคนทำงานในโกดัง จะมีระบบตรวจสอบว่าเคลื่อนย้ายสินค้ากี่ชิ้นในเวลาเท่าไร

การเปลี่ยนแปลงของสภาพการทำงานแบบนี้ทำให้คุณภาพชีวิตของกรรมาชีพแย่ลงและเพิ่มความเครียด

อีกวิธีที่นายทุนใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตคือระบบ “ทันเวลาพอดี” (Just In Time) คือในโรงงานต่างๆ จะลดต้นทุนโดยที่ไม่ต้องลงทุนเก็บชิ้นส่วนที่ใช้ในการผลิตนานเกินไป ชิ้นส่วนจะถูกส่งมาให้ทันการผลิตในช่วงสั้นๆ และในโกดังที่ป้อนการผลิตในโรงงานต่างๆ หรือป้อนห้างร้าน จะมีระบบ “เข้าออกในวันเดียวกัน” (Cross-Docking) คือรถบรรทุกจะส่งของให้โกดัง และโกดังจะส่งต่อสู่เป้าหมายปลายทางในวันเดียวกัน

ระบบนี้มีผลทำให้กรรมาชีพมีพลังต่อรองสูงขึ้น เพราะถ้าส่วนหนึ่งนัดหยุดงาน ระบบการผลิต หรือการค้าขายจะหยุดทันทีเพราะไม่มีชิ้นส่วนหรือสินค้าสำรอง มันทำให้เราเห็นว่าในยุคนี้มี “สายประกอบการ” ทั้งภายในสถานประกอบการ และภายนอกที่เชื่อมกับระบบโกดังและการขนส่งอีกด้วย นอกจากนี้ในโรงงานอุตสาหกรรมที่มีคนงานน้อยลง คนงานแต่ละคนมีความสำคัญและอำนาจต่อรองสูงขึ้น

ภาคอุตสาหกรรมแยกไม่ออกจากภาคบริการ เพราะพึ่งพาซึ่งกันและกัน ในขณะที่คนงานในโรงงานอุตสาหกรรมลดลง คนงานในภาค “โลจิสติก” (logistics) เพิ่มขึ้น เช่นคนงานในโกดัง และคนงานขนส่งสินค้า คาดว่าทั่วประเทศคนงานในภาคนี้มีถึง 4 ล้านคน

workers-compensation-logistics-warehouse

ในชานเมืองใหญ่ๆ เช่นเมือง Chicago, Los Angeles หรือ New York มี “กลุ่มโลจิสติก” ขนาดใหญ่ที่เชื่อมกับโรงงานอุตสาหกรรม บริษัทขายของทางอินเตอร์เน็ด และห้างร้านขนาดใหญ่ และที่เมือง Chicago กลุ่มโลจิสติกมีการจ้างคนงานสองแสนคนในโกดัง ตัวเลขนี้ไม่รวมคนที่ขับรถขนส่งสินค้า

xpo_equipment_on-road-city1

นอกจากโลจิสติกแล้ว ภาคบริการประกอบไปด้วยคนทำงานในสถานการศึกษา ธนาคารกับไฟแนนส์ การขนส่งมวลชน และโรงพยาบาล คาดว่าลูกจ้างในโรงพยาบาลมีถึง 4.4 ล้านคน และที่สำคัญคือภาคบริการนี้ไม่สามารถย้ายฐานการผลิตไปสู่ประเทศอื่นได้เนื่องจากลักษณะงานบวกกับความเข้มข้นของการลงทุน

e5c7613e79b239ed68390596044f9745

ลักษณะของงานในภาคบริการ มักจะเป็นงานที่จ่ายค่าจ้างต่ำและโอกาสที่จะเลื่อนขั้นสำหรับลูกจ้างจะมีน้อย นอกจากนี้มีการใช้คนงานในลักษณะยืดหยุ่น คือส่วนหนึ่งไม่ได้มีชั่วโมงการทำงานที่เต็มเวลาหรือมั่นคง ซึ่งบ่อยครั้งคนงานจะเป็นคนอายุน้อยที่พึ่งจบการศึกษา หรืออาจเป็นสตรีที่ต้องการงานไม่เต็มเวลาเพื่อเลี้ยงลูก แต่ทั้งๆ ที่มีการประโคมข่าวว่า “ในยุคนี้งานประจำกำลังหายไปหมด” ตัวเลขจริงชี้ให้เห็นว่าสัดส่วนการทำงานแบบที่ไร้ความมั่นคง (Precarious Work) ไม่ได้เปลี่ยนแปลงเท่าไร คือคงอยู่ที่ 15% ของกำลังงานทั้งหมดในช่วง10ปีระหว่าง1995-2005 แต่จำนวนคนงานทั้งหมดเพิ่มขึ้น ซึ่งทำให้คนงานที่ไร้ความมั่นคง และคนงานที่มีงานประจำเพิ่มขึ้นพร้อมๆ กัน

ในภาพรวมมันไม่ได้มีส่วนหนึ่งของประชาชนที่ขาดความมั่นคงตลอดไป แต่คนงานทุกคนอาจมีประสบการณ์ของการทำงานที่ขาดความมั่นคงในช่วงหนึ่งของชีวิต และเนื่องจากสหรัฐไม่มีรัฐสวัสดิการ ประชาชนสูงอายุหลังเกษีณ เป็นผู้ที่ขาดความมั่นคงมากพอสมควร

38591-full

ความเหลื่อมล้ำในสหรัฐเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปี 1980 คือคน 10% ที่รวยที่สุดเพิ่มส่วนแบ่งทรัพย์สินจาก 30% ในปี1970 เป็น 50% ในปี2005 ความเหลื่อมล้ำนี้สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างทุนกับแรงงาน คือถ้าวัดสัดส่วน “กำไรต่อค่าจ้าง” จะเห็นว่าเพิ่มจาก 21 ในปี 1975 เป็น 36 ในปี 2011 ตัวเลขนี้ชี้ให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นของอัตราการขูดรีดส่วนเกินจากกรรมาชีพโดยนายทุน

6.6.16portsphoto

สำหรับโอกาสที่จะจัดตั้งสหภาพแรงงานและส่งเสริมการต่อสู้ทางชนชั้น การมีสถานที่ทำงานที่ใหญ่ขึ้น และมีการลงทุนสูงขึ้น และลักษณะของระบบโลจิสติก เป็นโอกาสทอง เพราะทำให้ก่อตั้งสหภาพแรงงานง่ายขึ้นและคนงานมีอำนาจต่อรองสูงขึ้น แต่เงื่อนไขทางวัตถุแบบนี้ไม่พอที่จะทำให้เพิ่มการต่อสู้ทางชนชั้นได้ สิ่งที่ต้องเกิดขึ้นพร้อมๆ กันคืองานการจัดตั้งภายในสหภาพแรงงานในระดับรากหญ้า พร้อมกับการจัดตั้งทางการเมืองที่อิสระจากพรรคเดโมแครต ในอดีตผู้นำแรงงานระดับสูงไม่ยอมนำการต่อสู้และมัวแต่ไปตีสนิทกับนักการเมืองพรรคเดโมแครต ซึ่งเป็นพรรคการเมืองของนายทุนอย่างชัดเจน และถ้าเราเข้าใจว่า ทรัมป์ ไม่ได้ชนะเพราะได้คะแนนเสียงส่วนใหญ่ของกรรมาชีพ แต่ชนะเพราะกรรมาชีพจำนวนมากไม่ยอมออกมาลงคะแนนเสียงเลยในวันเลือกตั้ง เพราะเบื่อหน่ายกับสองพรรคใหญ่และสภาพความเหลื่อมล้ำในสังคม เราจะเห็นว่าในยุคนี้นักเคลื่อนไหวมีโอกาสที่จะก่อตั้งพรรคสังคมนิยมหรือพรรคแรงงานเพื่อจัดตั้งคนงานในสถานที่ทำงานให้ออกมาต่อสู้

[ข้อมูลส่วนใหญ่ในบทความนี้มาจากหนังสือ “On New Terrain. How Capital is Reshaping the Battleground of Class War. โดย Kim Moody – Haymarket Books, Chicago 2017. ]

frontcover-f_large-2fb8dd7e1e725035417e691ea490dc17

การทำลายมาตรฐานการจ้างงานในเยอรมัน

ใจ อึ๊งภากรณ์

ปัญหาความเสื่อมในคุณภาพชีวิตและมาตรฐานการทำงานของกรรมาชีพเยอรมัน อธิบายปรากฏการณ์หลายอย่างที่เกิดขึ้นกับเยอรมันได้ มันอธิบาย “ความสำเร็จ” ในการส่งออกซึ่งสร้างกำไรมหาศาลให้กับกลุ่มทุนเยอรมัน แต่เกิดขึ้นบนสันหลังกรรมาชีพ มันอธิบายว่าทำไมธนาคารต่างๆ ของเยอรมันพร้อมจะปล่อยเงินกู้ให้กับประเทศที่ยากจนกว่าในยุโรป เช่นกรีซ เพื่อระบายสินค้าส่งออกของเยอรมัน มันอธิบายว่าทำไมหลังจากนั้น เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลกปี 2008 รัฐบาลเยอรมันเป็นหัวหอกในการบังคับใช้นโยบายรัดเข็มขัดในกรีซ เพื่อเอาเงินกู้นั้นคืนมา ซึ่งทำให้ประชาชนกรีซต้องยากลำบาก และล่าสุดมันอธิบายว่าทำไมในสังคมเยอรมัน ประชาชนจำนวนมากไม่พอใจกับพรรคกระแสหลัก และบางคนพร้อมจะเชื่อการเป่าหูที่เบี่ยงเบนประเด็นไปสู่การโทษผู้ลี้ภัย คนมุสลิม และคนต่างชาติที่ทำงานในเยอรมัน ซึ่งมีผลทำให้พรรคนาซีเยอรมันกลับมาได้คะแนนเสียงในรัฐสภาเป็นครั้งแรกหลังสงครามโลก

AfD+hitler

ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สองภายใต้สงครามเย็น เยอรมันถูกแบ่งออกเป็นสองซีก เยอรมันตะวันตกภายใต้อิทธิพลของสหรัฐ ฝรั่งเศส กับอังกฤษ และเยอรมันตะวันออกภายใต้อิทธิพลรัสเซีย

ในสมัยนั้นการเมืองกระแสหลักในเยอรมันตะวันตกส่งเสริมให้รัฐมีบทบาทสูง มีการสร้างระบบรัฐสวัสดิการและระบบแรงงานสัมพันธ์ เพื่อให้ทุนนิยมขยายตัวและพัฒนาสังคมภายใต้สันติภาพทางชนชั้น รายได้และมาตรฐานการทำงานของกรรมาชีพเยอรมันก็ดีขึ้นตามลำดับ พร้อมกันนั้นนายทุนก็สามารถเพิ่มกำไรและปริมาณการส่งออกได้ มันสร้างวัฒนธรรมการร่วมมือกันระหว่างสหภาพแรงงานกับนายทุนจนผู้นำสหภาพเลิกสนใจการต่อสู้ผ่านการนัดหยุดงาน

แต่พอถึงปลายทศวรรษที่ 70 ระบบเศรษฐกิจโลกเริ่มเข้าสู่วิกฤตทุนนิยมเรื้อรังท่ามกลางการลดลงของอัตรากำไร ดังนั้นทั่วโลกมีการรื้อฟื้นแนวเสรีนิยมกลไกตลาดและแนวคิดที่ต่อต้านบทบาทรัฐในเศรษฐกิจ เช่นการต่อต้านรัฐสวัสดิการ และการต่อต้านมาตรฐานการจ้างงานที่ดี ทั้งนี้เพื่อพยายามกู้อัตรากำไรให้นายทุน [ดู https://bit.ly/2tWNJ3V]ในยุคทศวรรษที่ 80 และ 90 เริ่มมีการตัดงบประมาณในรัฐสวัสดิการและการส่งเสริมการขายรัฐวิสาหกิจ อัตราการว่างงานค่อยๆ เพิ่มขึ้น แต่สภาพชีวิตของคนธรรมดาในเยอรมันยังไม่ถึงขั้นวิกฤต

พร้อมกันนั้นระบบเผด็จการสตาลินก็ล่มสลายในรัสเซียกับยุโรปตะวันออก ซึ่งนำไปสู่การรวมประเทศเยอรมันเป็นประเทศเดียวหลัง 1989 และทั้งๆ ที่การรวมประเทศทำให้รัฐเยอรมันต้องลงทุนมหาศาลในการพัฒนาเยอรมันตะวันออกให้มีมาตรฐานเท่ากับตะวันตก แต่กลุ่มทุนเยอรมันได้ประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิตสู่ภูมิภาคที่มีค่าจ้างต่ำในเยอรมันตะวันออกกับส่วนอื่นของอดีตประเทศคอมมิวนิสต์ ดังนั้นกลุ่มทุนเยอรมันสามารถประคองอัตราการส่งออกได้ แต่อัตราการว่างงานในเยอรมันซีกตะวันออกสูงมาก เพราะอุตสาหกรรมเก่าจากยุคเผด็จการสตาลินล้มเหลว

Gerhardschroeder
แกร์ฮาร์ท ชเรอเดอร์

พอถึงปี 2003 รัฐบาลแนวร่วมระหว่างพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยและพรรคกรีน ภายใต้นายกรัฐมนตรี แกร์ฮาร์ท ชเรอเดอร์ (Gerhard Schröder) หันหลังให้กับความคิดเดิมที่เน้นรัฐสวัสดิการและแรงงานสัมพันธ์ที่ดี เพื่อรับแนวเสรีนิยมมาเต็มๆ และเปิดศึกกับขบวนการแรงงาน เพื่อเพิ่มผลประโยชน์ให้กับกลุ่มทุน การหักหลังชนชั้นกรรมาชีพและรับแนวเสรีนิยมกลไกตลาดโดยพรรคสังคมนิยมปฏิรูปหรือพรรคแรงงานเกิดขึ้นทั่วยุโรป และมีการแก้ตัวโดยที่นักวิชาการหลายคน[1]โกหกว่าเป็น“แนวทางที่สาม” ระหว่างแนวที่เน้นรัฐกับแนวที่คลั่งตลาด ในความจริงมันเป็นการรับแนวคลั่งตลาดมาเต็มตัว ในอังกฤษรัฐบาลของ โทนี แบลร์ ที่อ้างว่าเป็น “พรรคแรงงานใหม่” ก็ส่งเสริมนโยบายแบบนี้เช่นกัน

ในเยอรมัน แกร์ฮาร์ท ชเรอเดอร์ เสนอนโยบาย “วาระ2010” (Die Agenda 2010) มีการตัดสวัสดิการต่างๆ แบบถอนรากถอนโคน มีการทำลายกฏหมายที่ปกป้องความมั่นคงของการทำงานเพื่อให้นายจ้างสามารถไล่คนออกง่ายขึ้น และมีการนำระบบรับเหมาช่วงและการจ้างคนงานชั่วคราว มาใช้ในบริษัทต่างๆ ในหลายบริษัทเกือบครึ่งหนึ่งของคนงานเป็นคนงานชั่วคราวที่ไร้สิทธิ์และสวัสดิการที่ดี ในบางกรณีคนงานชั่วคราวได้รับค่าจ้างแค่ครึ่งหนึ่งของคนงานประจำ มีการลดการใช้ระบบเจรจาระหว่างนายจ้างและสหภาพแรงงานในกรรมการลูกจ้างของบริษัทต่างๆ ในปี 2014 แค่ 28% และ 15% ของบริษัทในซีกตะวันตกและตะวันออกได้รับค่าจ้างมาตรฐานที่มาจากการเจรจากับสหภาพแรงงาน นอกจากนี้คนงานจากประเทศอื่นในอียูที่เข้ามาทำงานเกือบจะไม่ได้สวัสดิการอะไรเลย คนงานที่แย่ที่สุดคือคนงานที่ไม่มีสหภาพแรงงานในสถานที่ทำงาน

german-workers

ท่ามกลางการเปิดศึกกับกรรมาชีพของชนชั้นปกครองเยอรมัน ผู้นำสหภาพแรงงานหมูอ้วนหลายคนที่เคยชินกับการเจรจาแทนการนำการต่อสู้ ก็ยอมจำนนโดยปลอบใจตัวเองและสมาชิกสหภาพว่าอย่างน้อยก็สามารถรักษาผลประโยชน์อะไรบางอย่าง อย่างไรก็ตามในหลายบริษัทก็มีกรณีที่สหภาพแรงงานพยายามต่อสู้เพื่อเพิ่มมาตรฐานการจ้างงานสำหรับคนงานชั่วคราวในระบบรับเหมาช่วง และคนงานที่มีรายได้ต่ำ เช่นการนัดหยุดงานของสหภาพแรงงาน Verdi กับ NGG ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับภาคบริการและระบบการศึกษา

GERMANY-US-UNIONS-RETAIL-STRIKE-IT-AMAZON

สรุปแล้วตั้งแต่ทศวรรษ 90 กรรมาชีพเยอรมันได้ส่วนแบ่งของผลผลิตที่ตัวเองผลิตน้อยลง ทั้งๆ ที่ประสิทธิภาพการผลิตเพิ่มสูงขึ้น และแน่นอนนายทุนได้ประโยชน์มากขึ้น ซึ่งทำให้ความเหลื่อมล้ำในสังคมเยอรมันเพิ่มขึ้นอีกด้วย ในปี 2012 25% ของคนงานเยอรมันมีรายได้ต่ำกว่ารายได้ที่ถือว่าอยู่ในระดับยากจน และในหมู่ลูกหลานของคนชั้นกลาง มีกระแสความกลัวในเรื่องความมั่นคงในชีวิต

นี่คือรากฐานของการกลับมาของกระแสการเมืองฟาสซิสต์ โดยเฉพาะในปัจจุบันที่พรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยเข้าไปร่วมรัฐบาลกับพรรคของนายทุนและมีนโยบายที่เหมือนกัน

a53ee86f43e24999be6547d254e9230d_18
พรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยเข้าไปร่วมรัฐบาลกับพรรคของนายทุน

แม้แต่ “พรรคซ้าย” (Die Linke) ก็มีปัญหาในการครองใจคนที่ประสพความยากลำบาก เพราะไปเน้นเรื่องการเจรจาในรัฐสภาแทนที่จะนำการต่อสู้ของสหภาพแรงงานหรือขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อคัดค้านนโยบายรัดเข็มขัดของพวกเสรีนิยมสุดขั้ว

dlinke
พรรคซ้าย

มันเปิดโอกาสให้พวกนาซีหรือฟาสซิสต์ในพรรค AfD (Alternative für Deutschland) สามารถเบี่ยงเบนความทุกข์ของประชาชนไปสู่การต่อต้านผู้ลี้ภัย คนต่างชาติ หรือคนมุสลิม ทั้งๆ ที่ความทุกข์ของประชาชนมาจากนโยบายเสรีนิยมที่เอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุน

1018316866
สส.พรรคนาซี

[อ่านเพิ่ม: Oliver Nachtwey (2018) “Germany’s Hidden Crisis. Social Decline in the Heart of Europe”. Verso Books.]

[1] เช่น Anthony Giddens และ Thomas Meyer ในกรณี Thomas Meyer องค์กร FES ในไทยเคยเชิญคนนี้มาเพื่อคุยกับนักสหภาพแรงงานไทยและชักชวนให้ชื่นชมแนวทางที่สามและสร้างพรรคแรงงานที่ยอมรับกลไกตลาดเสรี โดยมีการตีพิมพ์หนังสือ “อนาคตของสังคมประชาธิปไตย”