Tag Archives: สังคมนิยม

โรคระบาด ทุนนิยม กับกลไกตลาด ทำไมสังคมนิยมแก้ปัญหาได้

ใจ อึ๊งภากรณ์

ในขณะที่ประชาชนทั่วโลกล้มตายเป็นหมื่นและป่วยเป็นแสนจากไข้หวัดโคโรนา มีนายทุนบางคนที่หน้าด้านคว้าประโยชน์จากโรคระบาดนี้ ตัวอย่างเช่น Bill Ackman นายทุนเฮดจ์ฟันด์ที่พนันในตลาดหุ้นและรวยขึ้น $2.6 พันล้าน ส่วน Jeff Bezos เจ้าของบริษัทอเมซอน สามารถกอบโกย $5.3 พันล้านจากการขายหุ้นในบริษัทของตนเอง

ท่ามกลางวิกฤตโควิดในออสเตรเลียมีการเลิกจ้างพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชน 600 คนเพราะมีการยกเลิกผ่าตัดที่ไม่เกี่ยวกับโควิด

ท่ามกลางวิกฤตโควิดในสหรัฐอเมริกา ประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในโลก คนทำงานธรรมดาเป็นล้านกำลังจะถูกยกเลิกประกันสุขภาพเพราะตกงานจากโควิด อันนี้ไม่รวมประชาชนเป็นล้านที่ไม่มีประกันแต่แรก นอกจากนี้บริษัทประกันเอกชนมีความเชื่องช้าในการอนุญาตทุกขั้นตอนของการรักษาคนไข้โควิดแย่ยิ่งกว่าระบบราชการเสียอีก

นี่คือใบหน้าแท้ของระบบกลไกตลาดเสรีของทุนนิยมท่ามกลางวิกฤตโรคระบาดที่เป็นภัยต่อประชาชนทั่วโลก

ในรอบสามสิบกว่าปีที่ผ่านมา นักการเมืองและนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักทั่วโลก ชอบสอนเราอย่างต่อเนื่องว่า “กลไกตลาดเป็นสิ่งที่สร้างประสิทธิภาพในสังคม และตอบสนองมนุษย์ได้ดีกว่าการวางแผนแบบสังคมนิยม” แต่วิกฤตโควิดเป็นอีกกรณีหนึ่งที่เปิดโปงว่ากลไกตลาดเสรีของทุนนิยมไร้ประสิทธิภาพสำหรับประชาชนส่วนใหญ่โดยสิ้นเชิง (ดู เสรีนิยม กลไกตลาด และรัฐ https://bit.ly/2tWNJ3V )

ในเรื่องวัคซีน กลไกตลาดเสรีและการที่บริษัทยาขนาดใหญ่เป็นของเอกชนที่แสวงหากำไรอย่างเดียว แปลว่าไม่มีการพยายามพัฒนาวัคซีนต้านไวรัสชนิดต่างๆ ไว้ล่วงหน้า ซึ่งจะลดเวลาที่จะผลิตวัคซีนต้านโคโรนาอย่างมาก สาเหตุคือตราบใดที่ไม่มีการระบาดทั่วโลกมันไม่มีกำไรในการพัฒนาวัคซีนไว้ล่วงหน้า และยิ่งกว่านั้นเมื่อมีการผลิตวัคซีนได้ คนที่ยากจนที่สุดในประเทศที่จนที่สุดของโลกจะไม่สามารถเข้าถึงวัคซีนได้ แม้แต่ในสหรัฐนักการเมืองบางคนออกมาพูดโดยไร้ความละอายว่าคนจนในสหรัฐอาจเข้าไม่ถึงวัคซีนเมื่อมีการผลิตเสร็จแล้ว

เราต้องบอกนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักว่าทฤษฏี “อุปสงค์คานอุปทาน พ่อมึงสิ!!!”

ในประเทศพัฒนาอย่างอิตาลี่และสเปน ที่มียอดคนเสียชีวิตสูงมากในเดือนมีนาคม นโยบายรัดเข็มขัดของนักการเมืองที่ชื่นชมตลาดเสรี นำไปสู่การทำลายระบบสาธารณสุขอย่างต่อเนื่อง ในอังกฤษก็เช่นกัน สาเหตุหลักมาจากการที่นักการเมืองโยนภาระหนี้เอกชนและรัฐ ที่มาจากวิกฤตเศรษฐกิจปี2008 ลงบนสันหลังกรรมาชีพ ทั้งในแง่ของการตัดค่าจ้างและการตัดการบริการทางสังคม และวิกฤษเศรษฐกิจนั้นเกิดขึ้นแต่แรกจากระบบกลไกตลาดเสรีของทุนนิยม (ดูบทความเรื่องวิกฤตเศรษฐกิจ https://bit.ly/2v6ndWf )

Covid crash

หลังจากที่เกิดการระบาดของโควิด และมีการปิดประเทศและสถานที่ทำงาน คาดว่าจะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่ร้ายแรงกว่าปี 2008 อีก

ในประเทศยากจนของโลก ประชาชนยากจนเพราะองค์กรอย่างเช่นไอเอ็มเอฟ บังคับให้รัฐบาลรัดเข็มขัดและรีดไถประชาชน เพื่อจ่ายหนี้ให้ธนาคารต่างๆ ในตะวันตก คาดว่ามีการโอนเงินและทรัพยากรไปสู่ประเทศพัฒนาอย่างมาก และทุกอย่างที่ทำไป ทำโดยอ้างความชอบธรรมจากแนวกลไกตลาดเสรี ยิ่งกว่านั้นประเทศยากจนที่สุดมักจะถูกละเลยจากการลงทุนในยุคโลกาภิวัตน์ ซึ่งทำให้ยิ่งยากจนลง และถ้าแค่นี้ไม่พอ ระบบชนชั้นที่ดำรงอยู่ทั่วโลกแปลว่าพวกนักการเมือง คนใหญ่คนโต และนายทุนพื้นเมืองในประเทศเหล่านั้น ใช้อำนาจกอบโกยทรัพยากรมาเป็นของตนเองในขณะที่คนจนกำลังจะตาย

PRI_147654490
บางคนเสพสุข
1402467731-pic0-o
บางคนติดคุก

 

33-10-728x410
ภาพจากบทความในมติชน

แม้แต่ในไทย คนใหญ่คนโตเสพสุขกับเมียน้อยและคนใช้ในโรงแรมห้าดาวราคาแพง และพวกทหารก็พยายามกอบโกยเงินทองต่อไปและพยายามซื้ออาวุธ ในขณะที่คนธรรมดามีวิกฤต มันพิสูจน์ว่าประชาชนต้องลุกขึ้นโค่นล้มพวกปรสิตเหล่านี้ให้หมดไป

เราเรียกพวกข้างบนว่าเป็น “ปรสิต” ได้ เพราะเมื่อเกิดวิกฤตโควิด เราเห็นชัดว่าพวกนี้ไม่ได้ทำอะไรที่เป็นประโยชน์กับสังคมเลย คนที่ทำประโยชน์จริงในสังคมคือ พยาบาล หมอ พนักงานขนส่ง คนทำความสะอาด พนักงานในร้านค้าที่ขายของจำเป็น และชาวไร่ชาวนาที่ผลิตอาหารให้เรากิน ฯลฯ กรรมาชีพกับเกษตรกรนั้นเอง

6004723_031120-kgo-health-care-workers-coronavirus-img_Image_00-00-47,17

house-keeper1

ในสมัยก่อนเวลาเราชาวมาร์คซิสต์เสนอว่ากรรมาชีพสร้างทุกอย่างที่จำเป็นสำหรับมนุษย์ (ดู ทฤษฏีมูลค่าแรงงาน https://bit.ly/2zozGbS ) พวกกระแสหลักจะชอบสอนเราว่ามันไม่ใช่อย่างนั้น เราต้องไปกราบไหว้นายทุนและเครื่องจักรแทน แต่ตอนนี้เราเห็นว่านายทุนและเครื่องจักร และชนชั้นปกครองไม่ได้ทำอะไรที่เป็นประโยชน์กับเราเลย กรรมาชีพต่างหากที่สร้างโลก

ตัวอย่างของความไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาลทหารที่เป็นเผด็จการรัฐสภาไทยปัจจุบัน เห็นได้จากการที่มาตรการต่างๆ เช่นการแจกเงินให้คนจน หรือการปิดสถานที่ทำงาน ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็น รัฐบาลประยุทธ์กระทำไปด้วยความโง่เขลาอย่างถึงที่สุด เพราะนอกจากเงินที่แจกไป ไม่พอและไม่ทั่วถึงทุกคนแล้ว มาตรการแบบนี้นำไปสู่การแย่งกันเข้าคิวแบบแออัด เพื่อลงทะเบียนหรือขึ้นรถกลับต่างจังหวัด ซึ่งจะนำไปสู่การระบาดของโควิดมากขึ้น ทั้งนี้เพราะไม่มีการวางแผนอะไรเลยเพื่อปกป้องประชาชน

QATYrz-1

dFQROr7oWzulq5FZUErgPS6GRV0vjJAaHUkkRyA2rDXFtleUJhUHEseCQzOZAAqjNZQ

และอย่าลืมว่าเมื่อวิกฤตโควิดจบลง ชนชั้นปกครองทั่วโลกจะพยายามไถเงินจากเราเพื่ออุดหนี้รัฐบาล แทนที่จะเก็บภาษีจากกลุ่มทุนและคนรวย

บทเรียนสำคัญคือ ในเมื่อพวกนั้นไม่สนใจปกป้องเรา เราต้องรวมตัวกันเพื่อปกป้องเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง โดยใช้ขบวนการเคลื่อนไหวในสังคมกับชุมชน และสหภาพแรงงาน

ที่มาของไวรัสที่ก่อให้เกิดโควิด

ไวรัสโคโรน่าที่ระบาดทั่วโลกอยู่ในขณะนี้มีชื่อทางการว่า “severe acute respiratory syndrome coronavirus 2” (SARS-CoV-2) และไข้หวัดที่ติดจากไวรัสนี้เรียกว่า โควิด19 หรือ coronavirus disease (COVID-19)

ไวรัสโคโรน่ามีตามธรรมชาติในสัตว์อย่างเช่นค้างคาว แต่สามารถกระโดดไปสู่มนุษย์ได้ง่ายขึ้นเมื่อระบบเกษตรอุตสาหกรรมของทุนนิยมตลาดเสรีขยายตัวไปทั่วโลก ในจีนเริ่มมีการส่งเสริมอุตสาหกรรมเลี้ยงและจับสัตว์ป่า เพื่อนำมาขายในตลาดสดมากขึ้น ถ้าตลาดสดขายค้างคาวตัวเป็นๆ ขี้ข้างคาวที่เต็มไปด้วยไวรัสจะสัมผัสกับอาหารอื่นและมนุษย์ได้ แต่มันไม่ใช่แค่ปัญหาของจีน

ก่อนหน้านี้ไข้หวัดนก และไข้หวัดหมู ซึ่งเกิดจากไวรัสอีกประเภท ได้ระบาดบ่อยขึ้นในประเทศตะวันตก เพราะมีการเลี้ยงไก่และหมูในลักษณะอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นแหล่งเพาะเชื้อชั้นดี

ในกรณีไข้หวัดซาร์ ( SARS – severe acute respiratory syndrome) และ ไข้หวัดเมอร์ส (MERS – Middle East respiratory syndrome ) ซึ่งเคยระบาดจนเป็นข่าว มันเป็นไข้หวัดที่เกิดจากไวรัสตระกูลโคโรน่าเช่นเดียวกับโควิด ไข้หวัดซาร์ แพร่สู่มนุษย์ผ่านแมวป่าในตลาดที่ติดเชื้อจากค้างคาว และไวรัสเมอร์ส ตรวจพบครั้งแรกที่ประเทศซาอุดีอาระเบีย โดยเชื้อนี้มาจากค้างคาวแล้วติดอูฐ ก่อนแพร่ไปยังชายชาวซาอุฯ ตอนนี้ในตะวันออกกลางมีการเลี้ยงอูฐแบบอุตสาหกรรมเช่นกัน

การที่ระบบเกษตรอุตสาหกรรมขยายเข้าไปสู่แหล่งธรรมชาติ ยิ่งทำให้สัตว์ป่าเข้ามาสัมผัสมนุษย์มากขึ้น เช่นในกรณีโรคอีโบลา การขยายสวนสวนปาล์มในอัฟริกา ทำให้ค้างคาวเข้ามาอาศัยในต้นปาล์มจนมนุษย์ได้รับเชื้อไวรัสอีโบลา

เราจะเห็นได้ว่าระบบทุนนิยมตลาดเสรีที่ทำให้มีการขยายของระบบเกษตรอุตสาหกรรม ทำให้ประชาชนโลกเสี่ยงกับโรคระบาดร้ายแรงมากขึ้น

ปัจจัยอื่นของทุนนิยมที่ทำให้โรคระบาดร้ายแรงเกิดขึ้น

แต่ไหนแต่ไร การขยายตัวของระบบทุนนิยมไปทั่วโลก ภายใต้กลไกตลาดเสรีและความเหลื่อมล้ำทางชนชั้น ทำให้เกิดสภาพเมืองขนาดยักษ์ที่เป็นที่อยู่อาศัยของพลเมืองกรรมาชีพจำนวนมาก สภาพแออัดของเมืองต่างๆ เช่นในจีน อินเดีย ลาตินอเมริกา และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงไทย ทำให้เชื้อไวรัสสามารถกระโดดระหว่างคนจำนวนมาได้ง่ายขึ้น ดังนั้นสภาพที่อยู่อาศัยคุณภาพต่ำที่ดำรงอยู่ทั่วโลกเป็นปัจจัยสำคัญของการแพร่ระบาดของโรค

495E72401F6942B59E755B13168BCD1E

นอกจากที่อยู่อาศัยแล้ว ภายใต้ระบบทุนนิยม นักการเมืองกระแสหลักและเผด็จการต่างๆ ทั่วโลก มองว่าการใช้เงินรัฐเพื่อพัฒนาระบบสาธารณสุขที่มีคุณภาพ สำคัญน้อยกว่าการอุ้มกำไรกลุ่มทุน ค่าใช้จ่ายทางทหาร หรือค่าใช้จ่ายสำหรับอภิสิทธิ์ชน ดังนั้นระบบสาธารณสุขทั่วโลกไม่พร้อมที่จะรับมือกับวิกฤตโควิด

อีกปัจจัยหนึ่งของทุนนิยมที่ทำให้โรคระบาดแรงขึ้นคือลัทธิทางการเมืองแบบล้าหลังอนุรักษ์นิยม ที่มองว่าชีวิตคนธรรมดาไร้ค่าเมื่อเทียบกับชีวิตของชนชั้นปกครอง ในแง่หนึ่งเราเห็นจากความรุนแรงที่รัฐบาลต่างๆ ใช้เพื่อควบคุมคนจน เช่นการฉีกน้ำผสมคลอรีนใส่คนงานจากต่างจังหวัดในอินเดีย เหมือนกับเป็นผักเป็นปลา หรือการใช้ความรุนแรงเพื่อควบคุมประชาชนในอัฟริกาทางใต้

safe_image

ในอังกฤษนักการเมืองล้าหลังบางคนมองว่าถ้าคนแก่ตายจากโควิดก็จะเป็นประโยชน์เพราะลดภาระต่อสังคม

ในอดีตลัทธิการเมืองแบบอนุรัษ์นิยมที่ชวนให้คนเกลียดชังเกย์ นำไปสู่การเพิกเฉยของรัฐบาลต่างๆ ทั่วโลกต่อการระบดของเอดส์ ซึ่งทำให้โรคนี้ร้ายแรงขึ้นสำหรับทั้งชายและหญิง

แนวความคิดลัทธิอนุรักษ์นิยมเหล่านี้ ล้วนแต่เป็นความคิดทางการเมืองที่ออกแบบเพื่อให้ปกป้องระบบทุนนิยมด้วยการสร้างค่านิยมต่างๆ (ดูการกดขี่ทางเพศ https://bit.ly/2QQr5VX )

สังคมนิยมคือทางออก

เราจะเห็นว่าระบบทุนนิยมพาเราไปสู่วิกฤตร้ายแรงเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นการระบาดของโควิด วิกฤตเศรษฐกิจ หรือวิกฤตโลกร้อน และระบบเศรษฐกิจกลไกตลาดแก้วิกฤตเหล่านี้ไม่ได้เลย ตรงกันข้าม ระบบเศรษฐกิจกลไกตลาดสร้างปัญหาแต่แรก

คาร์ล มาร์คซ์ เคยเขียนไว้ในหนังสือว่าด้วยทุนเล่ม3 ว่า “อุปสรรค์หลักของระบบทุนนิยมคือทุน” พูดง่ายๆ กลไกภายในของระบบทุนนิยมขัดแย้งกับการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจของมนุษย์ในระยะยาว (ดู ว่าด้วยทุน https://bit.ly/2iWRQtY )

การรื้อถอนปฏิวัติระบบทุนนิยมเพื่อสร้างสังคมนิยมเท่านั้นที่จะสร้างความอยู่ดีกินดีให้พลเมืองทั่วโลกและยับยั้งภัยจากการระบาดของโรคร้ายแรง ภัยจากวิกฤตเศรษฐกิจ ภัยจากสงครามจักรวรรดินิยม และภัยจากวิกฤตโลกร้อน

สังคมนิยมที่พูดถึงนี้ไม่ใช่สิ่งเดียวกับระบบเผด็จการในเกาหลีเหนือ หรือระบบเผด็จการ “ทุนนิยมโดยรัฐ”ที่เคยมีในจีน รัสเซีย หรือคิวบา ก่อนที่ประเทศเหล่านี้เปลี่ยนไปใช้แนวกลไกตลาด (ดู ปัญหาของลัทธิสตาลินในขบวนการคอมมิวนิสต์สากลและผลกระทบต่อพรรคไทย https://bit.ly/2Mj3bSy  และ  สังคมนิยมในทัศนะของมาร์คซ์ https://bit.ly/2zoAiy5 )

สังคมนิยมคือระบบที่พลเมืองทั่วไปร่วมกันบริหารสังคมเพื่อตอบสนองความต้องการของคนส่วนใหญ่

ก่อนที่จะถึงจุดนั้นเราต้องมีข้อเรียกร้องระยะสั้นให้รัฐหันมาใช้ทรัพยากรและมาตรการต่างๆ ที่จะเป็นประโยชน์กับคนชั้นล่างเพื่อปกป้องประชาชนจากโควิด (ดู https://bit.ly/2UA37Cx ) และเราต้องต่อสู้เพื่อล้มรัฐบาลเผด็จการรัฐสภาของประยุทธ์ เพราะรัฐบาลนี้ไร้ความสามารถในการปกป้องประชาชน

ข้อเรียกร้องระยะกลางควรจะเป็นเรื่องการสร้างรัฐสวัสดิการที่ครบวงจรผ่านการเก็บภาษีก้าวหน้าและการตัดงบประมาณทหาร

แต่ในระยะยาวต้องมีการวางแผนสังคม เพื่อสร้างที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพ สร้างงานภายใต้มาตรฐานที่เท่าเทียมกันสำหรับทุกคนและลดชั่วโมงการทำงาน ยึดบริษัทเอกชนทุกแห่งมาเป็นของส่วนรวมภายใต้การบริหารของกรรมาชีพเอง ยกเลิกระบบเกษตรอุตสาหกรรม ยกเลิกการใช้เชื้อเพลิงคาร์บอน ฯลฯ ซึ่งถ้าจะเป็นจริงได้ต้องมีขบวนการปฏิวัติที่เชื่อมโยงพรรคปฏิวัติกับมวลชนในขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม

Against Dictatorship

เราจะเปลี่ยนแปลงสังคมไม่ได้ถ้าเรามัวแต่หมอบคลาน

หลังวิกฤตโควิด เราจะยอมเดินกลับไปสู่สังคมเก่าเดิมๆ เหมือนถูกจูงแบบวัวกับควายจริงหรือ?

ไวรัสโคโรน่าอู่ฮั่น (WN-CoV) กับท่าทีของนักสังคมนิยม

ใจ อึ๊งภากรณ์

ไวรัสโคโรน่าอู่ฮั่น (WN-CoV) เป็นไวรัสพันธุ์ใหม่ที่พึ่งเริ่มแพร่หลายระหว่างมนุษย์ เดิมมาจากสัตว์ป่าที่นำมาขายร่วมกับเนื้อสัตว์อื่นๆ ในตลาดสดที่เมืองอู่ฮั่นประเทศจีน ลักษณะของไวรัสใหม่นี้ การระบาด และความร้ายแรง ยังไม่ชัดเจน แต่เราไม่ควรจะกลัวเกินเหตุ ที่สำคัญคือควรเลือกอ่านสื่อที่ไว้ใจได้และมีคุณภาพ แทนที่จะตกใจกับข่าวปลอมในโซเชียล์มีเดีย

โคโรน่าไวรัสเกิดขึ้นตามธรรมชาติในสัตว์ และจะไม่ลามไปถึงมนุษย์ยกเว้นในกรณีพิเศษ เช่นเมื่อมีการแปรพันธุ์ในสัตว์ป่าแล้วถูกขายแบบผิดกฏหมายในตลาดสด นักวิทยาศาสตร์สงสัยว่าค้างคาวมีส่วนสำคัญในกรณีไวรัสชนิดนี้

nn_mal_coronavirus_spreads_to_US_200121_1920x1080.focal-760x428

ไข้หวัดซาร์ ( SARS – severe acute respiratory syndrome) และ ไข้หวัดเมอร์ส (MERS – Middle East respiratory syndrome ) ซึ่งเคยระบาดจนเป็นข่าว เป็นไข้หวัดที่เกิดจากไวรัสตระกูลโคโรน่าเช่นกัน

ไข้หวัดซาร์ แพร่สู่มนุษย์ผ่านแมวป่าที่ติดเชื้อจากค้างคาว และไวรัสเมอร์ส ตรวจพบครั้งแรกที่ประเทศซาอุดีอาระเบีย โดยเชื้อนี้มาจากค้างคาวแล้วติดอูฐ ก่อนแพร่ไปยังชายชาวซาอุฯ

นอกจากนี้โคโรน่าไวรัสพันธุ์อื่นในมนุษย์ทำให้เป็นหวัดธรรมดาที่ไม่ร้ายแรง

191217-hand-washing-stock-cs-906a_f4b26951f71188739ce7617acf4cb093.fit-760w

วิธีป้องกันการระบาดของไข้หวัดคือการรักษาความสะอาด ควรล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่ ควรปิดปากเวลาไอหรือจาม และพยายามไม่เข้าใกล้ผู้ที่มีอาการป่วย การใส่หน้ากากจะช่วย

200122213126-coronavirus-fears-markets-02-exlarge-169

เนื่องจากไข้หวัดเกิดจากไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) ไม่มีประโยชน์ในการฆ่าเชื้อไวรัส สิ่งที่มีประโยชน์มากที่สุดในการฆ่าไวรัสคือระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเราตามธรรมชาติ และการกินยาลดไข้ธรรมดา อย่างไรก็ตามถ้าเป็นไข้หวัดแล้วเกิดโรคแทรกเช่นปอดอักเสบ ที่มาจากเชื้อบักเตรี ยาปฏิชีวนะจะมีประโยชน์ นอกจากนี้ถ้าใครมีอาการหนักในแง่ของการหายใจด้วยความยากลำบาก และคนที่มีร่างกายอ่อนแอ หรือเป็นคนอายุสูง จะต้องเข้าโรงพยาบาล เพื่อให้ได้รับความช่วยเหลือในการหายใจ

tdy_sat_jmf_coronavirus_200125_1920x1080.focal-760x428

คนที่มีอาการไม่ร้ายแรง ควรหลีกเลี่ยงการไปหาหมอหรือเข้าโรงพยาบาลถ้าเป็นไปได้ เพราะจะทำให้วิกฤตโรคระบาดร้ายแรงขึ้นในชุมชน และถ้าป่วยไม่ควรใช้ระบบขนส่งมวลชน

ท่าทีของนักสังคมนิยมต่อปัญหาไข้หวัด

  1. เราควรเรียกร้องให้รัฐบาลประชาสัมพันธ์ข้อมูลเกี่ยวกับไวรัสโคโรน่าอู่ฮั่น ข้อมูลต้องมีมาตรฐานวิทยาศาสตร์และเข้าใจง่าย เพื่อให้คนป้องกันตัวได้ นอกจากนี้รัฐบาลควรเปิดศูนย์รับสายโทรศัพท์พิเศษ เพื่อให้ประชาชนปรึกษาเจ้าหน้าที่อนามัยได้Mental-health-helpline
  2. เราไม่ควรมองนักท่องเที่ยวจีนด้วยอคติ หรือการเหยียดเชื้อชาติ
  3. เราควรเรียกร้องให้รัฐบาลออกมาอธิบายว่าได้เตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับไข้หวัดอย่างไร เช่นรายละเอียดเกี่ยวกับมาตรการในโรงพยาบาลต่างๆ อุปกรณ์สำหรับตรวจพันธุ์ไวรัส อุปกรณ์สำหรับการป้องกันเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาล อุปกรณ์สำหรับการรักษาคนไข้และห้องพิเศษตามที่ต่างๆ โครงการการอบรมเจ้าหน้าที่ และอุปกรณ์เพื่อให้ประชาชนป้องกันตนเอง เช่นหน้ากากและสิ่งจำเป็นสำหรับการล้างมือ
  4. ถ้ามีวิกฤตการระบาดของไข้หวัด รัฐบาลควรออกประกาศให้โรงพยาบาลทุกแห่งรับคนป่วยด้วยไข้หวัดในขั้นตอนแรกโดยไม่เลือกปฏิบัติกับคนที่ถื่อบัตรทองหรือไม่มีเงินจ่าย และมาตรการนี้ควรใช้กับโรงพยาบาลเอกชนและรัฐ
  5. มาตรการการปิดเมืองมักไม่มีผล เพราะไม่มีที่ไหนที่ทำได้อย่างจริงจัง และประชาชนในเมืองทุกแห่งต้องได้รับอาหารและของใช้ประจำวัน มันเป็นการใช้มาตรการเผด็จการที่แค่เพิ่มความหวาดกลัว บ่อยครั้งมาตรการแบบนี้กระทำไปเพื่อให้รัฐบาล “ดูดี” เพราะสร้างภาพความเข้มงวด แต่ในความเป็นจริงไม่ได้ลดความร้ายแรงของโรคแต่อย่างใด การปิดเมืองต่างๆ ในจีนไม่ได้ทำให้โรคหยุดระบาด วิธีที่ดีกว่าคือการพัฒนาระบบสาธารณสุขให้สามารถรับมือกับปัญหาได้ ความโปร่งใสของรัฐบาล และการให้ข้อมูลกับประชาชน พลเมืองจะได้มีส่วนร่วมในการช่วยกันลดความร้ายแรงของโรคและการระบาด บางคนที่ติดเชื้อและสามารถแพร่เชื้ออาจไม่มีไข้ ดังนั้นการวัดไข้ที่ด่านต่างๆ จะมีประสิทธิภาพจำกัด ฉนั้นเราควรรณรงค์ให้มีการสร้างบรรยากาศที่ชักชวนให้คนป่วยไม่ต้องกลัวหรือหลบหนี เพราะมั่นใจได้ว่าจะได้รับการดูแลอย่างดี
  6. ใครที่มีไข้และอาการของไข้หวัดไม่ควรกังวลว่าจะถูกตัดค่าจ้างถ้าไม่ไปทำงาน รัฐบาลต้องมีการปกป้องคนป่วย เพื่อไม่ให้คนป่วยจำใจไปทำงานแล้วแพร่เชื้อ

ในระยะยาว เราต้องต่อสู้เพื่อสร้างรัฐสวัสดิการและความเท่าเทียม ซึ่งแน่นอนต้องเป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย เผด็จการรัฐสภาของประยุทธ์ไม่สามารถปกป้องพลเมืองจากภัยไข้หวัดหรือภัยจากฝุ่นละอองเพราะมีแนวคิดคับแคบอนุรักษ์นิยมแบบทหาร ชอบแต่จะสั่งแต่คิดอะไรใหม่ๆไม่เป็น และไม่ไว้ใจประชาชน

 

สังคมนิยมและความรุนแรง  กรณีศึกษาจากประเทศชิลี

ใจ อึ๊งภากรณ์

หลายคนตั้งข้อกล่าวหากับนักสังคมนิยมมาร์คซิสต์ว่าชอบใช้ความรุนแรงในการเปลี่ยนสังคม และเขาเสนอต่อไปว่าน่าจะใช้สันติวิธีแทน กรณีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศชิลีเมื่อวันที่ 11 เดือนกันยายน 1973  เป็นกรณีที่ทุกคนน่าจะศึกษา

ประเทศชิลีเป็นประเทศในทวีปอเมริกาใต้ที่มีฉายาว่าเป็น “อังกฤษ” แห่งอเมริกาใต้ ทั้งนี้เพราะเคยมีระบบประชาธิปไตยแบบทุนนิยมที่มั่นคงมาร้อยกว่าปี

allende

ในปี 1970 ประธานาธิบดี ซัลวาดอร์ อาเยนเดย์ แห่งพรรคสังคมนิยม ชนะการเลือกตั้งเป็นครั้งแรก ก่อนหน้านั้นพรรครัฐบาลล้วนแต่เป็นพรรคของนายทุน

พรรคสังคมนิยมชิลีเป็นพรรคของกรรมาชีพที่พยายามเปลี่ยนสังคมโดยสันติวิธี พรรคนี้พยายามอาศัยกลไกรัฐสภาในระบบประชาธิปไตยทุนนิยม เพื่อหวังครองอำนาจรัฐ และเมื่อพรรคสังคมนิยมชนะการเลือกตั้ง ใครๆก็เชื่อว่าคงจะสร้างสังคมนิยมได้โดยสันติวิธี

ชัยชนะของพรรคสังคมนิยมชิลีเกิดขึ้นกลางกระแสการต่อสู้ของคนชั้นล่างที่ดุเดือด ก่อนวันเลือกตั้งมีการนัดหยุดงาน 5295 ครั้ง และเกษตรกรกับคนยากจนก็ออกมาเคลื่อนไหวด้วย

allende_foto.png_1718483346

หลังจากที่ได้รับชัยชนะ ประธานาธิบดี อาเยนเดย์  ประกาศว่า “เราจะทำการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและเศรษฐกิจเพื่อสร้างระบบสังคมนิยม” นอกจากนี้เขาสัญญาว่าจะปฏิรูปที่ดินและเอาบริษัทเอกชนชั้นนำ 150 บริษัทมาเป็นของรัฐ แต่เขาเตือนต่อไปว่าทุกส่วนของสังคมจะต้องร่วมมือกัน และชนชั้นกรรมาชีพจะต้องเสียสละเพื่อสร้างแนวร่วมกับนายทุนโดยการสลายการเคลื่อนไหว และลดข้อเรียกร้อง เพราะถ้าไม่ทำแบบนั้นนายทุนจะไม่ร่วมมือ

ในปีแรกของรัฐบาลใหม่ รายได้จริงของกรรมาชีพเพิ่มขึ้น จำนวนคนตกงานลดลง โรงงาน 90 แห่ง และที่ดิน 30% ของประเทศถูกนำมาเป็นของรัฐ และเศรษฐกิจก็ขยายตัวอย่างน่าชื่นชม

สิ่งที่รัฐบาลใหม่สามารถทำเพื่อกรรมาชีพชิลี ไม่ได้อาศัยการล้มระบบทุนแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามก็ต้องนับว่ายังเป็นประโยชน์กับคนธรรมดามากพอสมควร แต่มาตรการ “ค่อยเป็นค่อยไป” ของรัฐบาล อาเยนเดย์  ไม่เป็นที่พอใจกับนายทุนเลย ฉนั้นนายทุนชิลีพยายามทำลายเศรษฐกิจด้วยการถอนทุนหรือหยุดการลงทุน และนายทุนสหรัฐพยายามห้ามไม่ให้ชิลีกู้เงินจากต่างประเทศอีกด้วย ในขณะเดียวกันสหรัฐส่งเงินไปช่วยนายทหารของกองทัพชิลี

เนื่องจาก อาเยนเดย์  ไม่ต้องการปฏิวัติยกเลิกระบบทุนนิยม ในที่สุดเขาต้องเลือกยอมประนีประนอมกับเงื่อนไขของนายทุน ในขั้นตอนแรกก็มีการชลอมาตรการที่เป็นประโยชน์กับกรรมาชีพ ต่อจากนั้นก็มีการเพิ่มอำนาจให้ฝ่ายทหารและตำรวจในการ “รักษาความสงบ”

แต่การประนีประนอมของรัฐบาลต่อฝ่ายทุนมิได้ทำให้นายทุนร่วมมือมากขึ้นแต่อย่างใด นายทุนเข้าใจดีว่ากรรมาชีพกับนายทุนร่วมมือกันไม่ได้  ฉนั้นเมื่อรัฐบาลยอมประนีประนอม นายทุนกลับมองว่าเป็นการแสดงความอ่อนแอ จึงทำให้ฝ่ายทุนรุกสู้ต่อไปด้วยการ “ปิดงาน” ไม่ยอมปล่อยรถ ของนายทุนขนส่ง ซึ่งมีผลทำให้ประชาชนขาดอาหารและสิ่งจำเป็น

กรรมาชีพพื้นฐานชิลีไม่ได้ยกธงขาวยอมแพ้ง่ายๆ คนงานพื้นฐานในเขตอุตสาหกรรมต่างๆ ได้รวมตัวกันสร้างสภาคนงานย่านอุตสาหกรรม (“คอร์โดเนส์”) เพื่อยึดรถบรรทุกจากนายทุนแล้วนำมาขนส่งสินค้าเอง ในที่สุดคนงานได้รับชัยชนะ

แต่แทนที่ประธานาธิบดี อาเยนเดย์  จะสนับสนุนการกระทำของกรรมาชีพพื้นฐาน เขากลับมองว่าเป็นการสร้างความไม่สงบซึ่งอาจนำไปสู่การปฏิวัติ ดังนั้น อาเยนเดย์  จึงสั่งให้ทหารและตำรวจสลายสภาคนงาน และที่แย่สุดคือการกระทำครั้งนั้นได้รับความเห็นชอบจากพรรคคอมมิวนิสต์สายสตาลินของประเทศชิลีที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาลอีกด้วย

หลังจากนั้นชิลีก็เข้าสู่วิกฤตทางเศรษฐกิจและการเมืองที่ร้ายแรงขึ้นเป็นลำดับ ทุกครั้งที่ฝ่ายทุนพยายามยึดอำนาจโดยอาศัยกองทัพ คนงานพื้นฐานและนายทหารชั้นล่างบางคนจะออกมาปกป้องรัฐบาลและเรียกร้องให้รัฐบาลแจกอาวุธให้คนงาน แต่รัฐบาลไม่ยอมฟังเพราะมัวแต่ประนีประนอมกับนายทุนและนายทหารชั้นผู้ใหญ่

06_Devine_B
นายพลออร์กัสโต พิโนเช

ยิ่งกว่านั้นมีการนำนายทหารชั้นผู้ใหญ่ อย่างเช่น ออร์กัสโต พิโนเช เข้ามาในคณะรัฐมนตรี

arton1546

ในที่สุด ในวันที่ 11 เดือนกันยายน 1973 กองทัพชิลีภายใต้นายพล พิโนเช ได้ทำรัฐประหารยึดอำนาจและจับสมาชิกพรรคสังคมนิยม พรรคคอมมิวนิสต์ และนักสหภาพหลายพันคน ด้วยความโหดร้ายป่าเถื่อนอย่างถึงที่สุด อาเยนเดย์และแกนนำฝ่ายซ้ายทั้งหมดที่หนีออกนอกประเทศไม่ได้ก็ถูกฆ่าตาย

Chilean-troops-make-arres-010

สรุปแล้ว ระบบสังคมนิยม ซึ่งเป็นระบบประชาธิปไตยทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ สร้างไม่ได้ถ้าอาศัยรัฐสภาและการประนีประนอมกับทหารหรือชนชั้นปกครอง เพราะฝ่ายตรงข้ามพร้อมจะใช้ความรุนแรงอย่างถึงที่สุด เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของเขาเสมอ

 

การปฏิวัติชาตินิยมของเหมาเจ๋อตุง

ใจ อึ๊งภากรณ์

ผู้นำจีนเคยอ้างเสมอว่าการปฏิวัติของ เหมาเจ๋อตุง ในปี 1949 เป็นการปฏิวัติ “สังคมนิยม” และพรรคคอมมิวนิสต์ของไทยเราก็เคยเชื่อทำนองนี้เหมือนกัน แต่ในการปฏิวัติของ เหมาเจ๋อตุง ชนชั้นกรรมาชีพจีนไม่มีส่วนร่วมแต่อย่างใดเลย

แท้จริงแล้วการปฏิวัติจีน เป็นการปฏิวัติชาตินิยม ที่อาศัยกองกำลังชาวนาแต่นำโดยปัญญาชนที่เป็นแกนนำของพรรคคอมมิวนิสต์

mao-zedong-1

ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีนมักอ้างว่าสาเหตุที่การปฏิวัติจีนอาศัยกองทัพของชาวนา ก็เพราะจีนแตกต่างจากประเทศในยุโรปตรงที่คนส่วนใหญ่เป็นชาวนา แต่เหตุผลนี้ฟังไม่ขึ้น

ในรัสเซียสมัยปฏิวัติสังคมนิยมที่นำโดยชนชั้นกรรมาชีพในปี 1917 รัสเซียเป็นประเทศด้อยพัฒนา มีชาวนาถึง 160 ล้านคน และกรรมาชีพเพียง 3 ล้านคน (จีนในปี 1918 มีกรรมาชีพถึง 11 ล้านคน) แต่ เลนิน เข้าใจดีว่าชาวนาสร้างสังคมนิยมไม่ได้  เพราะชาวนาเสมือนผู้ประกอบการรายย่อยแบบปัจเจกชน ที่ไม่ต้องการรวมพลังการผลิตของทุนนิยมสมัยใหม่ไว้ภายใต้การควบคุมของส่วนรวม

e473d155df92683097a487b44f77dc23_w479_h293

นอกจากนี้การที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนหันมาใช้กองทัพของชาวนาก็เพราะความผิดพลาดของพรรคเอง ที่ไปรวมตัวเข้ากับพรรค ก๊กมินตั๋ง ของนายทุนจีน ซึ่งจบลงด้วยการปราบปรามคอมมิวนิสต์อย่างโหดร้ายป่าเถื่อนในปี 1927 ความผิดพลาดนี้มาจากนโยบายการสร้างแนวร่วมกับนายทุนของสตาลินในรัสเซียที่เสนอต่อพรรคคอมมิวนิสต์ในต่างประเทศ

หลังจากที่ถูกปราบ พรรคคอมมิวนิสต์จีนภายใต้เหมาจึงตัดสินใจหนีออกจากเมืองไปหาชาวนา ถ้าเปรียบเทียบกับพรรค บอลเชอร์วิค ของเลนิน  จะเห็นได้ว่า เลนินปฏิเสธแนวร่วมกับนายทุนตลอด    และเมื่อพรรคของเลนินถูกปราบปราม จะไม่หนีออกไปหาชาวนา แต่จะหลบซ่อนอยู่กับกรรมาชีพตามเมืองหรือบางครั้งหนีออกนอกประเทศ

ในวันที่ 11 มกราคม 1949 เพียง 9 เดือนก่อนชัยชนะ ของเหมาในจีน พรรคจีนมีคำสั่งกับกรรมาชีพดังนี้

“เราหวังว่ากรรมกรและพนักงานต่างๆ คงจะทำงานต่อไปอย่างปกติ เจ้าหน้าที่ของพรรคก๊กมินตั๋งในทุกระดับและตำรวจ จะต้องทำหน้าที่ต่อไปและเชื่อฟังคำสั่งจากกองทัพปลดแอก…”

maozedong1949.xinhua

ข้อสรุปคือ การปฏิวัติจีนในปี 1949 เป็นการปฏิวัติแบบ “ชาตินิยมกู้ชาติ” ไม่ใช่การปฏิวัติสังคมนิยม และหลังการปฏิวัติ ผู้ครองอำนาจจริงคือผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ เพราะชนชั้นกรรมาชีพและชาวนาไม่มีส่วนในการปกครองตนเองเลย ที่เห็นได้ชัดคือ หลังการปฏิวัติจีนไม่มีการตั้ง “สภาคนงาน” หรือแม้แต่ “สภาชาวนา”  กลไกในการปกครองตนเองจึงไม่มี ลักษณะแท้ของรัฐจีนคือ เผด็จการของพรรคข้าราชการเหนือประชาชน

การปฏิวัติยึดอำนาจของพรรคคอมมิวนิสต์จีน สำเร็จได้เพราะพรรคนายทุนจีนในพรรคก๊กมินตั๋ง หมดสภาพ และญี่ปุ่นพึ่งแพ้สงคราม

ชัยชนะของ เหมาเจ๋อตุง นำไปสู่การปลดแอกจีนจากมหาอำนาจจักรวรรดินิยม ซึ่งทำให้สหรัฐอเมริกาเกรงกลัวว่า “คอมมิวนิสต์” จะยึดโลก     และที่สำคัญคือชัยชนะของ เหมาเจ๋อตุง เปิดประตูให้มีการพัฒนาประเทศภายใต้ระบบ “ทุนนิยมโดยรัฐ” ซึ่งในที่สุดทำให้จีนกลายเป็นมหาอำนาจอย่างที่เห็นทุกวันนี้

แต่สำหรับกรรมาชีพและเกษตรกรจีน การกดขี่ขูดรีดยังไม่สิ้นสุด

ทุนนิยมโดยรัฐในจีน

หลังการปฏิวัติ การบริโภคของประชาชนผู้ยากจน มีความสำคัญน้อยกว่าการผลิตเพื่อสะสมทุนโดยรัฐ ซึ่งเห็นได้จากข้อมูลสัดส่วนของรายได้ชาติที่นำไปลงทุนในอุตสาหกรรม ในปี 1952 การลงทุนใช้รายได้ของชาติประมาณ 15.7% และปี 1956 ใช้ ถึง 22.8 %  และการลงทุนในการผลิตอาวุธใช้ 18.1% ของรายได้ชาติในปี 1952 และในปี 1955 เพิ่มถึง 16.2% ในเมื่อจีนมีภาระในการลงทุนทางอุตสาหกรรมและการลงทุนทางทหารสูง แน่นอนรายได้ของกรรมาชีพย่อมเพิ่มช้ากว่าอัตราการผลิต ซึ่งถือว่าการขูดรีดแรงงานในยุคนี้ค่อนข้างสูง

ถ้าเราตรวจดูข้อมูลที่เปรียบเทียบประสิทธิภาพการทำงานของกรรมาชีพกับรายได้ของคนงาน จะเห็นว่าอัตราการขูดรีดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปี 1953, 1954 และ 1955 ประสิทธิภาพการทำงานเพิ่มขึ้น 13%, 15% และ 10% แต่ค่าแรงเพิ่มแค่ 5%, 2.6% และ 0.6% ตามลำดับ

การขูดรีดชาวนายิ่งหนักกว่าการขูดรีดแรงงานอุตสาหกรรมอีก  ระหว่างกรกฎาคม 1954 ถึง มิถุนายน 1955 รัฐได้เก็บภาษีในรูปแบบข้าวสารและผลิตผลอื่นๆ 52 ล้านต้น หรือ 30% ของผลิตผลเกษตรทั้งหมดของชาติ

ในระบบทุนนิยมโดยรัฐ รัฐข้าราชการพรรคคอมมิวนิสต์ เน้นการลงทุนในอุตสาหกรรมและการผลิตอาวุธ เพื่อสร้างจีนขึ้นมาเป็นมหาอำนาจ ในขณะที่กรรมาชีพและเกษตรกรถูกขูดรีดอย่างหนักเพื่อการสะสมทุนดังกล่าว ระบบนี้ไม่ใช่สังคมนิยม แต่เป็นรูปแบบหนึ่งของทุนนิยม

ความผิดพลาดของ เหมา หลังการปฏิวัติ

เหมาเจ๋อตุง อาจนำการปฏิวัติชาตินิยมจีนถึงจุดสำเร็จ แต่ในการบริหารประเทศภายหลัง เหมาไร้ประสิทธิภาพโดยสิ้นเชิง ในปี 1958 เหมาเสนอให้แก้ปัญหาความด้อยพัฒนาของจีนด้วยวิธีทาง “จิตใจ” เหมาเสนอให้มีการ “ก้าวกระโดดครั้งยิ่งใหญ่” เพื่อให้จีนทันตะวันตกภายใน5-7ปี!! ไม่มีการคำนึงถึงสภาพความเป็นจริงของเศรษฐกิจจีนแต่อย่างใด วิธีการที่เหมาใช้คือการรณรงค์ให้คนงานทำงานวันละ 18 ชั่วโมงโดยไม่มีวันหยุด ยกเลิกการพักกินข้าว บังคับให้ชาวนาทำนาร่วม และสร้างเตาหลอมเหล็กในทุกหมู่บ้าน ผลของการ “ก้าวกระโดดครั้งยิ่งใหญ่” คือเศรษฐกิจจีนพัง คนอดตาย 20 ล้านคน และในที่สุดผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์พยายามกีดกันไม่ให้เหมามีบทบาทในการนำอีก

แต่เหมาไม่ยอมแพ้ง่ายๆ ในปี 1966 เหมาจึงหันมาปลุกระดมคนหนุ่มสาวไฟแรงที่ไม่พอใจกับเจ้าหน้าที่คอมมิวนิสต์ซึ่งเริ่มมีลักษณะแบบขุนนาง มีการตั้งกองกำลังแดง และมีการเชิดชูเหมาเหมือนพระเจ้า ผลของ “การปฏิวัติวัฒนธรรม” ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นสงครามภายในพรรคคอมมิวนิสต์ คือเกิดสงครามกลางเมืองทั่วประเทศ เศรษฐกิจยิ่งทดถอย และในที่สุดผู้นำจีนต้องใช้กองทัพในการปราบปรามกองกำลังแดงและคนหนุ่มสาว คาดว่าตายเป็นหมื่นและคนหนุ่มสาว 17 ล้านคนถูกส่งไป “อบรมใหม่” ในชนบท เรื่องราวของยุคสมัยนั้นหาอ่านได้ในหนังสือหลายเล่มเช่นเรื่อง หงษ์ป่า

chinese-red-guards

เหมาอาจชนะการปฏิวัติวัฒนธรรมชั่วคราว แต่เมื่อเหมาตายในปี 1976 พรรคพวกของเขา ที่เรียกกันภายหลังว่า “แก๊งสี่คน” ก็ถูกกำจัดไปและ เติ้ง เสี่ยว ผิง ก็ขึ้นมามีอำนาจ สองปีต่อมามีการประกาศใช้นโยบายเศรษฐกิจใหม่ คือหันหน้าเข้าสู่กลไกตลาดเสรีนั้นเอง

ปัจจุบันจีนเป็นประเทศทุนนิยมตลาดเสรีภายใต้เผด็จการของพรรคคอมมิวนิสต์

tiananmen-square

ในปี 1989 หลังกำแพงมืองเบอร์ลินถูกพังทลาย สงครามเย็นก็สิ้นสุดลงท่ามกลางการล่มสลายของเผด็จการคอมมิวนิสต์แนวสตาลินในรัสเซียและยุโรปตะวันออก นักศึกษาและกรรมาชีพจีนที่ไม่พอใจกับสภาพความเป็นอยู่มานานจึงได้กำลังใจและออกมาเรียกร้องสิทธิเสรีภาพที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน  มีการร้องเพลง “แองเตอร์นาซิอองนาล” ของฝ่ายสังคมนิยม ซึ่งสะท้อนว่านักศึกษาส่วนหนึ่งผิดหวังกับรัฐบาลจีนที่ไม่สร้างสังคมนิยมจริงๆ ที่ตอบสนองความต้องการของประชาชน แต่เผด็จการพรรคคอมิวนิสต์ใช้กำลังทหารปราบปรามนักศึกษาและกรรมาชีพอย่างรุนแรง

image

กรรมาชีพจีนในสมัยนี้

ระหว่างปี 1978 และ 2015 คนรวยที่สุด10% ในจีน เพิ่มการครองสัดส่วนของรายได้ชาติ จาก 27% เป็น41% ในขณะที่คนธรรมดาที่จนที่สุด 50% ของประเทศ ครองสัดส่วนของรายได้ชาติลดลง จาก 27% เหลือเพียง 15% ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่าทุนนิยมกลไกตลาดเสรีในจีนมีผลในการเพิ่มความเหลื่อมล้ำอย่างถึงที่สุด

ในยุคปัจจุบัน กรรมาชีพจีนมีประมาณ 800 ล้านคน ซึ่งกระจุกอยู่ตามเมืองสำคัญๆ เขตอ่าวแม่น้ำไข่มุก มีประชากร 69 ล้านคน เขตนี้เป็นศูนย์กลางการผลิตของบริษัทไอที และการประกอบรถยนต์ โดยที่เชื่อมโยงกับระบบไฟแนนส์และท่าเรือของฮ่องกง เศรษฐกิจในเขตนี้ขยายตัวอย่างรวดเร็วจนโตกว่าเศรษฐกิจอินโดนีเซีย และมีการดึงเกษตรกรจากชนบทมาเป็นกรรมาชีพเป็นล้านๆ คน

China-Inequality

อย่างไรก็ตามทั้งๆ ที่มีการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ความเหลื่อมล้ำในถูมิภาคนี้สูงมาก และคนงานใหม่ที่อพยพเข้ามาจากชนบท 63.8% ต้องทำงาน 7 วันโดยไม่มีวันหยุด โดยชั่วโมงการทำงานต่อสัปดาห์เฉลี่ยประมาณ 56 ชั่วโมง

สภาพเช่นนี้นำไปสู่การฆ่าตัวตายในโรงงาน Foxconn แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือนำไปสู่การต่อสู้ของกรรมาชีพ ในหนึ่งปีที่ผ่านมามีการนัดหยุดงานเกิดขึ้น 1,100 ครั้ง เกือบครึ่งหนึ่งในภาคก่อสร้าง และนักศึกษาจีนจาก 20 มหาวิทยาลัยก็มาสนับสนุนช่วยคนงานทั้งๆ ที่มักโดนปราบปรามจากรัฐ

headley_chinaprotests_rtr2uqft

อนาคตของการสร้างเสรีภาพ ความเท่าเทียม และประชาธิปไตยในจีน อยู่ในมือของกรรมาชีพและนักศึกษา

7 เหตุผลที่ประเทศไทยควรเป็นสาธารณรัฐ

ใจ อึ๊งภากรณ์

rotten
เราต้องการให้ประมุข “หมาเน่า” เป็นสัญลักษณ์ของสังคมไทยหรือ?
thaiking-728x486ก
วชิราลงกรณ์ทำลายภาพลักษณ์ของสังคมไทย

พวกแก๊งเผด็จการทหาร ที่อ้างว่าตนจะปกป้องระบบกษัตริย์ด้วยชีวิต เช่นนายประยุทธ์ นายเหรียญทอง นายประวิตร และนายอภิรัชต์ กำลังปกป้องประมุข “หมาเน่า” ที่มีพฤติกรรมเลวทราม แล้วพวกนี้ยังหน้าด้านอ้างว่ากษัตริย์วชิราลงกรณ์เป็น “ศูนย์รวมดวงใจของประชาชน” และเป็น “สัญลักษณ์ของชาติไทย” เราจะยอมได้อย่างไร?

Defend Monarchy
แก๊งปกป้องประมุข “หมาเเน่า”

ถ้าประเทศไทยไม่มีกษัตริย์ สังคมจะดีขึ้นเพราะ

  1. เราจะประหยัดงบประมาณมหาศาลที่จะนำมาพัฒนาชีวิตประชาชนทุกคนได้ เพราะเรายกเลิกสถาบันที่ราคาแพงแต่ไม่มีประโยชน์สำหรับประชาชน เราสามารถนำทุนต่างๆ จากทรัพย์สินกษัตริย์มาใช้สร้างความมั่นคงในชีวิตสำหรับพลเมืองทุกคน ผ่านการสร้างรัฐสวัสดิการ และการพัฒนาโรงเรียนและสถานพยาบาล อย่าลืมว่าทรัพย์สินทั้งหมดนี้กษัตริย์และชนชั้นปกครองไทยเคยปล้นมาจากการทำงานของประชาชนในอดีต เพราะพวกราชวงศ์ไม่เคยทำงานเลย
  2. ทหารจะไม่สามารถนำสถาบันกษัตริย์มาเป็นหน้ากากบังหน้าเพื่อทำลายประชาธิปไตย เพราะทุกครั้งที่ทหารปล้นสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยไปจากเราผ่านรัฐประหาร มันอ้างเสมอว่ามันทำ “เพื่อปกป้องสถาบันกษัตริย์” และทุกครั้งที่ทหารทำรัฐประหารพวกนายพลมักจะกอบโกยทรัพยากรที่เป็นของประชาชนทุกคนเข้ากระเป๋าตนเอง การยกเลิกกษัตริย์ต้องทำควบคู่กับการลดบทบาททหารในการเมืองและการตัดงบทหารเพื่อนำมาพัฒนาชีวิตของประชาชนทุกคนอีกด้วย
  3. เราจะเริ่มสร้างมาตรฐานในระบบประชาธิปไตย และในระบบยุติธรรมได้ เพราะเราสามารถสร้างวัฒนธรรมการเป็นพลเมืองที่ทุกคนเท่าเทียมกัน ไม่มีการหมอบคลานให้ใครต่อไป อย่าลืมว่าวัตถุประสงค์สำคัญของการคงไว้สถาบันกษัตริย์ในหลายประเทศคือการกล่อมเกลาให้คนหลงเชื่อว่าบางคน “เกิดสูง” และควรมีอภิสิทธิ์ ในขณะที่พลเมืองทั้งชาติ “เกิดมาต่ำ”
  4. เราจะมีเสรีภาพในการใช้ปัญญากับการแสดงออก และร่วมกันคิดเพื่อสร้างสังคมใหม่ เพราะจะต้องยกเลิกกฏหมายแบบ 112 ที่ปิดปากประชาชน ในสังคมใหม่ผู้แทนต้องมาจากการเลือกตั้ง และผู้ที่ถือตำแหน่งสาธารณะ ต้องถูกวิจารณ์ตรวจสอบได้เสมอ
  5. ภาพลักษณ์ของสังคมไทยจะดีขึ้น ดูเป็นประชาธิปไตยสมัยใหม่ที่เคารพเพื่อนมนุษย์ แทนที่เราจะมีประมุขแบบวชิราลงกรณ์ที่โลภมาก เห็นแก่ตัว และมีพฤติกรรมเลวทรามต่อคนอื่น โดยเฉพาะสตรี ซึ่งทำให้สังคมไทยกลายเป็นอะไรที่น่าขายหน้าในสายตาคนทั่วโลก นอกจากนี้ประชาชนจะไม่ยากลำบากจากการที่รถติดเนื่องจากขบวนเสด็จ
  6. เราสามารถนำวังต่างๆ มาเป็นสถานที่ที่ใช้ประโยชน์สำหรับคนจน เช่นทำเป็นบ้านพักคนชรา หรือสถานที่ตากอากาศราคาถูกสำหรับคนทั่วไปเป็นต้น
thaiking-728x486ก
วชิราลงกรณ์ทำลายภาพลักษณ์ของสังคมไทย

แต่แค่การพูดหรือเขียนว่า “ประเทศไทยควรเป็นสาธารณรัฐ” จะไม่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงทางสังคมไม่เกิดโดยอัตโนมัติเหมือนดินฟ้าอากาศ มันต้องอาศัยการจัดตั้งทางการเมืองและการเคลื่อนไหวทางการเมืองของมวลชนเสมอ เราต้องร่วมกันสร้างกระแสเพื่อให้ไทยเป็นประชาธิปไตยแท้ เราต้องหนุนกระแสที่กำลังขยายตัวในหมู่คนที่ต้องการให้ไทยเป็นสาธารณรัฐ

คนที่มัวแต่หมอบคลานต่อผู้ใหญ่ จะคิดว่าผู้ใหญ่ในสังคมสูงส่งใหญ่โตเหลือเกิน แต่พอเราลุกขึ้นยืนเราจะมั่นใจว่าไม่มีใครดีกว่าหรือสูงเรา และประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน!

อย่างไรก็ตาม การศึกษาประเทศอื่นทั่วโลก เช่นฝรั่งเศสหรือสหรัฐ พิสูจน์ว่าการที่ไทยจะเป็นสาธารณรัฐ เพียงแต่เป็นขั้นตอนหนึ่งในการสร้างประชาธิปไตยแท้ เพราะเราต้องสู้ต่อไปเพื่อยกเลิกความเหลื่อมล้ำทางชนชั้น และปัญหาต่างๆ ของระบบทุนนิยม เช่นการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจหรือสงครามหรือการเกิดปัญหาโลกร้อน และการที่ระบบนี้เป็นเผด็จการของนายทุนในเรื่องเศรษฐกิจ เพราะประชาธิปไตยแท้คือระบบสังคมนิยม

[อ่านเพิ่มว่าทำไมเผด็จการคอมมิวนิสต์ที่เคยมีในรัสเซียหรือจีนไม่ใช่สังคมนิยม….สังคมนิยมในทัศนะของมาร์คซ์ https://bit.ly/2zoAiy5 ]

 

จุดอ่อนพรรคสามัญชนคือแนวคิดเศรษฐศาสตร์แบบเอ็นจีโอ – การแก้ปัญหาโลกร้อนจะไม่ทำให้คนตกงาน

ใจ อึ๊งภากรณ์

เมื่อไม่นานมานี้ เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ แกนนำพรรคสามัญชน เขียนบทความที่เสนอว่าการพัฒนาที่พยายามปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อต้านปัญหาโลกร้อน จะทำให้แรงงานจำนวนมากว่างงานหรือมีรายได้น้อยลง [ดู https://bit.ly/2BUMtUj ] แต่ข้อเสนอนี้ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด จะขออธิบายรายละเอียดต่อข้างล่าง

นอกจากนี้มีการเขียนว่าขบวนการเสื้อกั๊กเหลืองในฝรั่งเศส ออกมาต้าน “นโยบายแก้ปัญหาโลกร้อน” ของรัฐบาลฝรั่งเศส แต่ในความเป็นจริงรัฐบาลฝ่ายขวาของฝรั่งเศสพยายามขึ้นภาษีน้ำมัน เพื่อรีดไถเงินจากคนธรรมดาในขณะที่ไม่มีมาตรการการแก้ปัญหาโลกร้อนที่แท้จริง และรัฐบาลยังลดภาษีให้คนรวยและบริษัทใหญ่อีกด้วย [ดูบทความของผมเกี่ยวกับเสื้อกั๊กเหลือง https://bit.ly/2XyuNab]

เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ ยังเสนอต่อไปว่าเราไม่ควรให้ความสำคัญกับการขยายตัวของเศรษฐกิจและตัวเลข GDP หรือ “ผลิตผลมวลรวม” เพราะการพัฒนาที่ไม่เป็นธรรมทั้งหลายมักหนุนเสริม GDP และพร้อมกันนั้นเขาวิจารณ์สหภาพแรงงานไทยที่ไม่ค่อยแสดงความเห็นในเรื่องแบบนี้อีกด้วย นี่คือแนวเอ็นจีโอชัดๆ และมาจากกลุ่มคนที่ไม่ลงไปปลุกระดมให้การศึกษาทางการเมืองกับขบวนการแรงงานอีกด้วย

Small-Is-Beautiful-Cover
จิ๋วแต่แจ๋ว

ความเห็นของ เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ สะท้อนแนวคิดของพรรคสามัญชนที่ยังจมอยู่ในแนวคิด “เศรษฐกิจชุมชน” และ “คำตอบอยู่ที่หมู่บ้าน” ตามวิธีคิดเอ็นจีโอ มันเป็นแนวคิดที่มีมุมมองคับแคบ ไม่ศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมืองของฝ่ายซ้ายหรือมาร์คซิสต์ที่วิจารณ์ทุนนิยมจากจุดยืนกรรมาชีพคนทำงาน และไม่สนใจพลเมืองส่วนใหญ่ที่ทำงานในเมืองอีกด้วย แนวคิดพรรคสามัญชนสอดคล้องกับแนวเศรษฐศาสตร์จิ๋วแต่แจ๋ว ที่เป็นแนวกรีนฝ่ายขวาที่เกลียดคนธรรมดาเพราะมองว่ามนุษย์ทุกคนทำลายสิ่งแวดล้อมไม่ว่าจะอยู่ชนชั้นใด

GreenJobs2

ในเรื่องมาตรการที่จะแก้ปัญหาโลกร้อน โดยการลดการเผาเชื้อเพลิงคอร์บอนนั้น แทนที่มันจะทำลายงานและทำให้กรรมาชีพมีรายได้น้อยลง มันสามารถที่จะสร้างงานคุณภาพให้ประชาชนเป็นล้านๆ ได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าผู้บริหารสังคมยึดถื่อผลประโยชน์ของกรรมาชีพและคนจนหรือไม่ ประเด็นใหญ่คืออำนาจในการควบคุมเศรษฐกิจจะอยู่ในมือชนชั้นใด ถ้าอยู่ในมือของนายทุนใหญ่และคนอย่าง ดอนัลด์ ทรัมป์ โลกเราคงฉิบหายแน่

GettyImages-613835366-1280x720
ทรัมป์ไม่เชื่อเรื่องปัญหาโลกร้อน

มาตรการสำคัญในการแก้ปัญหาโลกร้อนมีหลายอย่าง เช่น การสร้างวิธีผลิตไฟฟ้าจากแสงแดดและลม โดยผลิตอุปกรณ์เองภายในประเทศ การสร้างระบบรถไฟความเร็วสูงที่ใช้ไฟฟ้าจากลมและแสงแดด แทนการใช้เครื่องบินระหว่างเมืองต่างๆ การสร้างระบบขนส่งมวลชนในเมืองที่ใช้ไฟฟ้าและไม่เก็บค่าบริการจากประชาชน การสร้างโรงเรียนและโรงพยาบาลชั้นดีเพื่อบริการประชาชนในทุกชุมชน เพื่อลดระยะทางที่ต้องผู้คนต้องเดินทาง การสร้างตึกที่ไม่อมความร้อนมากเกินไปโดยมีโครงสร้างที่กันแสงแดดและเปิดให้อากาศถ่ายเท เพื่อประหยัดพลังงานที่ใช้กับเครื่องปรับอากาศ และการพัฒนาบ้านเรือนและตึกสถานที่ทำงานที่มีอยู่แล้วให้มีสภาพแบบนี้อีกด้วย ฯลฯ

climatejobscover

โครงการแบบนี้ล้วนแต่จะสร้างงานที่มีคุณภาพและความหมายให้กับประชาชนจำนวนมาก และมีการเสนอนโยบายอย่างละเอียดและเป็นรูปธรรมโดยสหภาพแรงงานในอังกฤษและที่อื่น [ดู https://bit.ly/2DMkGrq ] ซึ่งดูเหมือนคนของพรรคสามัญชนไม่ติดตามข่าวหรือข้อมูลสากลจากสื่อก้าวหน้าเลย อันนี้ก็เป็นนิสัยของนักกิจกรรมเอ็นจีโอมานาน

52461564_327215004590008_7594824578283601920_n

ในเรื่องความสำคัญของ GDP หรือ “ผลิตผลมวลรวม” มันสำคัญเพราะมันเป็นเครื่องชี้วัดการขยายตัวของเศรษฐกิจ ถ้าเศรษฐกิจหดตัวคนธรรมดาจะตกงานและเดือดร้อน แต่แน่นอนเราไม่สามารถดูแค่เรื่อง GDP อย่างเดียวโดยไม่ให้ความสำคัญกับการกระจายรายได้หรือความเหลื่อมล้ำ เรื่องนี้ก็กลับมาสู่เรื่องอำนาจในการควบคุมระบบทุนนิยมอีก เพราะถ้าปล่อยให้เศรษฐกิจอยู่ในมือนายทุนมันต้องมีความเหลื่อมล้ำเป็นธรรมดา ดังนั้นเราต้องเพิ่มพลังของกรรมาชีพคนทำงานเพื่อต่อรองกับนายทุน และในที่สุดยึดอำนาจการควบคุมเศรษฐกิจมาอยู่ในมือประชาชนธรรมดา เราต้องเดินหน้าสร้างระบบสังคมนิยมแทนทุนนิยม แต่พรรคสามัญชนไม่ค่อยพูดถึงเรื่องนี้เลย

jobsjusticeclimate

แทนที่จะพูดถึงเศรษฐกิจชุมชน เศรษฐกิจจิ๋วแต่แจ๋ว หรือเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งล้วนแต่มีจุดร่วม เราต้องเข้าใจว่าประชาชนไทยจำนวนมากมีความยากจนและมีความไม่เพียงพอ ประเด็นคือเราจะใช้อำนาจอะไรเพื่อกำกับการขยายตัวของเศรษฐกิจให้ลดความเหลื่อมล้ำและปกป้องสิ่งแวดล้อม

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การวิจารณ์พรรคสามัญชนในบทความนี้ ไม่ควรถูกตีความว่าเราควรสนับสนุนพรรคทหารหรือพรรคที่อวยทหารแต่อย่างใด ผู้เขียนเสนอว่าในวันเลือกตั้งประชาชนที่รักประชาธิปไตยควรเลือกพรรคในเครือข่ายพรรคเพื่อไทย พรรคอนาคตใหม่ หรือพรรคสามัญชน

 

คลังบทความแนวสังคมนิยมว่าด้วยการเมืองยุคปัจจุบัน

ใจ อึ๊งภากรณ์

เชิญอ่านและใช้คลังบทความของผม ที่ใช้แนวสังคมนิยมมาร์คซิสต์วิเคราะห์ปัญหาต่างๆ ในโลกสมัยใหม่

200 ปีหลังยุคของคาร์ล มาร์คซ์ แนวคิดมาร์คซิสต์เป็นสิ่งที่ไม่เคยตาย และไม่ใช่เรื่องของการท่องหนังสือของมาร์คซ์จากอดีต

นักมาร์คซิสต์สมัยใหม่จะต้องสนใจปัญหาภาพรวมทั่วโลกในลักษณะหลากหลาย และยิ่งกว่านั้นนักมาร์คซิสต์เป็นผู้ผสมทฤษฏีกับการปฏิบัติเสมอ ทั้งนี้เพื่อเข้าใจและเปลี่ยนแปลงโลกอย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้นนักมาร์คซิสต์จะต้องให้ความสำคัญกับการสร้างพรรคปฏิวัติสังคมนิยมและการต่อสู้ประจำวันอย่างต่อเนื่อง

ลาตินอเมริกา https://bit.ly/2DlwMsp

 

สิ่งแวดล้อม โลกร้อน และ Anthropocene https://bit.ly/2QMpL6F

 

ความคิดมาร์คซิสต์ในโลกสมัยใหม่

200ปี คาร์ล มาร์คซ์ https://bit.ly/2xJqMnn      

การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในไทย https://bit.ly/2BYxAyd

ว่าด้วยทุน https://bit.ly/2iWRQtY

วิกฤตเศรษฐกิจ https://bit.ly/2v6ndWf

ทฤษฏีมูลค่าแรงงาน https://bit.ly/2zozGbS

การเมืองไทย https://bit.ly/2t6CapR

สังคมนิยมในทัศนะของมาร์คซ์ https://bit.ly/2zoAiy5

 

การกดขี่ทางเพศ https://bit.ly/2QQr5VX

รัฐสวัสดิการ https://bit.ly/2rOzlLy

การศึกษา https://bit.ly/2I9u7ki

ปาตานี https://bit.ly/2b5aCYI

 

เพิ่มเติม

Trotsky https://bit.ly/2zCPB5h

Rosa https://bit.ly/2DtwQWo

 

marx-virsam