Tag Archives: สิทธิสตรี

จุดเด่นจุดด้อยของทฤษฎี “การผลิตซ้ำทางสังคม” ในการทำความเข้าใจกับการกดขี่ทางเพศ

ใจ อึ๊งภากรณ์

ตั้งแต่ทศวรรษที่  80 การศึกษาในมหาวิทยาลัยเรื่องการกดขี่ทางเพศ หรือปัญหาสิทธิสตรี ถูกครอบงำโดยพวก “เฟมินิสต์” ฝ่ายขวาที่เน้นแนวคิด “ชายเป็นใหญ่” (Patriarchy) โดยตัดแนวคิดเรื่องชนชั้นออกไปและหันหลังให้กับทฤษฎีมาร์คซิสต์ที่เต็มไปด้วยงานเขียนเรื่องการกดขี่ทางเพศ สาเหตุหลักที่พวกแนวคิดชายเป็นใหญ่ครอบงำการศึกษาได้ ก็เพราะการต่อสู้ทางชนชั้นของขบวนการแรงงานอ่อนตัวลงชั่วคราวในตะวันตกหลังการลุกฮือ 1968

พวกเฟมินิสต์ฝ่ายขวามีอิทธิพลสูงในสหรัฐ และแนวคิดแบบนี้ก็ลามเข้ามาในแวดวงสตรีศึกษาของไทย มุมมอง “ชายเป็นใหญ่” เสนอว่าผู้หญิงควรจะสามัคคีข้ามชนชั้นเพื่อสู้กับแนวคิดของผู้ชาย มันนำไปสู่การเสนอว่าการมีชนชั้นนำเพศสตรี หัวหน้างานเพศสตรี หรือนักการเมืองเพศสตรี เป็นเรื่องดีสำหรับผู้หญิงทุกชนชั้นไม่ว่าสตรีที่เข้ามามีบทบาทนำจะมีจุดยืนทางการเมืองอย่างไร แต่ในความเป็นจริงกรรมาชีพหญิง พนักงานหญิง และผู้หญิงยากจน ไม่เคยได้ประโยชน์จากการที่สตรีบางคนขึ้นมามีอำนาจ เพราะผลประโยชน์ทางชนชั้นของสตรีที่เป็นชนชั้นนำจะแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับสตรีธรรมดา

ในประเทศไทยการที่ยิ่งลักษณ์ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ได้ทำให้สตรีไทยมีสิทธิ์ทำแท้งเสรี และไม่ได้ปลดแอกกรรมาชีพหญิงจากการถูกกดขี่ขูดรีดแต่อย่างใด การที่หัวหน้าองค์กร “ไอเอ็มเอฟ” เคยเป็นสตรีฝ่ายขวาที่คลั่งกลไกตลาด ไม่ได้ทำให้องค์กรนี้เลิกตัดสวัสดิการและทำลายฐานะทางเศรษฐกิจของสตรีล้านๆ คนทั่วโลกผ่านนโยบายรัดเข็มขัด

ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาพวกเฟมินิสต์แนว “ชายเป็นใหญ่” ได้พัฒนาทฤษฎีโดยนำแนวคิดเข้ามาใหม่สองแนวคิดคือ “ทฤษฎีเอกสิทธิ์” (Privilege Theory) กับ “ทฤษฎีลัคนาภาวะ” หรือ “ทฤษฎีสภาวะทับซ้อน” (Intersectionality) ทั้งสองทฤษฎีนี้ลดความสำคัญของเรื่องชนชั้น

“ทฤษฎีเอกสิทธิ์” เสนอว่าชายผิวขาวทุกคน ไม่ว่าจะจนหรือรวย ไม่ว่าจะเป็นกรรมกรหรือนายทุน มีเอกสิทธิ์พิเศษเหนือคนอื่นที่มีสีผิวต่างออกไป หรือคนอื่นที่ไม่ใช่เพศชาย หรือเป็นคนพิการ ฯลฯ

ส่วน  “ทฤษฎีลัคนาภาวะ” หรือ “ทฤษฎีสภาวะทับซ้อน” เสนอว่าทุกคนที่ถูกกดขี่ (คนที่ไม่ใช่ชายผิวขาว) จะถูกกดขี่ในหลากหลายรูปแบบเนื่องจาก เพศ สีผิว ชนชั้น สภาพร่างกาย ฯลฯ

จุดร่วมของสองแนวคิดนี้คือการเสนอว่ากรรมาชีพ หรือสตรี หรือคนที่ถูกกดขี่ทั้งหลาย ไม่สามารถรวมตัวกันต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพได้ เพราะทุกคนที่สภาวะที่แตกต่างกัน อีกจุดร่วมหนึ่งคือการปฏิเสธว่าการกดขี่ทั้งหลายในโลกปัจจุบันมาจากระบบทุนนิยม โดยมีการเสนอว่าการกดขี่มาจากนิสัยใจคอของชายเป็นหลัก นอกจากนี้การลดความสำคัญของชนชั้นเป็นการปฏิเสธพลังหลักในที่จะเปลี่ยนสังคม คือพลังของขบวนการแรงงาน

ในปี 1983 นักมาร์คซิสต์สหรัฐชื่อ Lise Vogel ได้เขียนหนังสือชื่อ Marxism and the Oppression of Women เพื่อดึงนักสิทธิสตรีกลับมาสู่แนวมาร์คซิสต์

Women's Lib

ในอดีตมาร์คซิสต์อย่าง เองเกิลส์ ได้เสนอว่าการกดขี่ทางเพศไม่ใช่เรื่องธรรมชาติ และไม่ใช่ธรรมชาติของชาย แต่เกิดขึ้นในสังคมมนุษย์เมื่อเกิดสังคมชนชั้น และมาร์คซิสต์อย่าง Chris Harman, Brenner และคนอื่นๆ ได้อธิบายว่าระบบทุนนิยมสร้างค่านิยมทางสังคมที่เสนอว่าผู้หญิงควรจะทำหน้าที่หลักในการเลี้ยงลูก เพื่อลดค่าใช้จ่ายสำหรับนายทุนในการผลิตคนงานรุ่นใหม่ ค่านิยมนี้นำไปสู่ “ลัทธิ” หรือแนวคิดที่มองว่าสตรีเป็นพลเมืองชั้นสอง ซึ่งเป็นเครื่องมือในการกดขี่ทางเพศ [ดู มาร์คซิสต์กับการกดขี่ทางเพศ https://bit.ly/2QQr5VX ]

woman

แนวคิดกดขี่ทางเพศนี้มีความสำคัญมากขึ้นในยุคที่ระบบทุนนิยมต้องการให้ผู้หญิงไปทำงานนอกบ้าน เพื่อผลิตส่วนเกินให้นายทุน เพราะทำให้สตรีถูกกดดันให้ทำสองหน้าที่ คือทำงานนอกบ้านและทำงานในครัวเรือนพร้อมกัน

640x390_638923_1426200224

ดังนั้นลัทธิกดขี่ทางเพศในระบบทุนนิยม เป็นเครื่องมือในการที่นายทุนบังคับให้ผู้หญิงในครอบครัวทำหน้าที่ “ผลิตซ้ำทางสังคม” หรือผลิตคนงานรุ่นใหม่นั้นเอง มันเป็นการผลักภาระสู่ครอบครัวปัจเจก แทนที่จะเป็นภาระของทุกคนในสังคมร่วมกัน

หนังสือของ Lise Vogel มีประโยชน์ในการกู้คำอธิบายมาร์คซิสต์กลับมา และการเน้นว่าการกดขี่ทางเพศในสังคมปัจจุบันมาจากระบบทุนนิยม แต่ข้อเสียคือ Vogel หันหลังให้ เองเกิลส์ โดยการเสนอว่าสภาพทางชีววิทยาของเพศหญิง ทำให้ผู้หญิงต้องถอนตัวออกจากระบบการผลิตในสังคมและต้องพึ่งผู้ชายตั้งแต่กำเนิดของมนุษย์ ซึ่งไม่ตรงกับหลักฐานทางประวัติศาสตร์และการเปลี่ยนแปลงในฐานะของผู้หญิงในโลกปัจจุบันอีกด้วย ข้อเสนออันนี้ของ Vogel นำไปสู่การเสนอว่าสตรีทุกชนชั้นต้องสามัคคีกัน แทนที่จะสามัคคีกรรมาชีพชายกับหญิง มีการลดความสำคัญของชนชั้นนั้นเอง

ในยุคนี้มีการพูดถึงทฤษฎี “การผลิตซ้ำทางสังคม” ในลักษณะที่ ผสมเรื่อง “การกดขี่” เข้ากับ “การขูดรีด” จนกลายเป็นเรื่องเดียวกัน คือมีการเสนอว่างานของผู้หญิงในครัวเรือนเป็นการ “ขูดรีดส่วนเกิน” ชนิดหนึ่งไม่ต่างจากการขูดรีดในระบบการผลิตของสังคมทุนนิยม เพียงแต่ว่ามันเกิดขึ้นในครอบครัวปัจเจก

แต่การผสมเรื่อง “การกดขี่” กับ “การขูดรีด” เป็นการทำให้ลัทธิกดขี่ทางเพศกลายเป็นสิ่งเดียวกันกับการผลิตส่วนเกินในเศรษฐกิจซึ่งไม่ใช่

ความคิดแบบนี้ของเฟมมินิสต์รุ่นใหม่บางคนที่อ้างถึง Vogel ในลักษณะผิดเพี้ยน นำไปสู่การ “นัดหยุดงานของสตรี” ในสเปนเป็นต้น แต่การ “นัดหยุดงานของสตรี” ไม่ได้ท้าทายโครงสร้างอำนาจในสังคมทุนนิยมแต่อย่างใด เพียงแต่ทำให้คู่ของสตรีที่หยุดงานต้องเลี้ยงลูกหรือทำอาหารแทนในวันนั้นเท่านั้น

ทฤษฎี “การผลิตซ้ำทางสังคม” อย่างที่พวกนี้เสนอ มีผลทำให้ลดความสำคัญของชนชั้น และลดความสำคัญของขบวนการแรงงานหรือชนชั้นกรรมาชีพ โดยเน้นแค่การประท้วงบนท้องถนนเท่านั้น แต่บทเรียนจากทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นซูดาน หรือฮ่องกง ชี้ให้เห็นว่าเมื่อขบวนการแรงงานเข้ามามีบทบาทสำคัญในขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมและการประท้วง การประท้วงจะมีพลังมากขึ้น เพราะกรรมาชีพมีพลังทางเศรษฐกิจที่จะล้มระบบทุนนิยมได้

13124929_1181060888592867_9078848768920258106_n

อ่านเพิ่มเรื่องทฤษฎี “การผลิตซ้ำทางสังคม”  https://bit.ly/31j6lKY

สถาบันกษัตริย์ไทยปฏิรูปไม่ได้ และไม่ควรพยายามปฏิรูป ไทยควรเป็นสาธารณรัฐ

ใจ อึ๊งภากรณ์

ในยุคนี้มีนักประชาธิปไตยบางคนเสนอว่าเราควร “ปฏิรูป” สถาบันกษัตริย์ [ดู https://bit.ly/2yyxH3x ] แต่สถาบันกษัตริย์ปัจจุบันภายใต้นายวชิราลงกรณ์แย่เกินไปที่จะปฏิรูปแล้ว

การเสนอให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ในที่สุดเป็นเพียงข้อเสนอให้คงไว้ระบบที่แช่แข็งความเหลื่อมล้ำ มันไม่เปิดประเด็นให้มีการถกเถียงกันในสังคมเรื่องระบบสาธารณรัฐ

ตั้งแต่นายวชิราลงกรณ์ขึ้นมาดำรงตำแหน่งกษัตริย์ สถาบันกษัตริย์และพฤติกรรมของกษัตริย์กลายเป็นละครน้ำเน่าราคาแพงสำหรับประชาชนไทยที่ต้องจ่ายแล้วจ่ายอีก เพื่อให้วชิราลงกรณ์เสพสุขในเยอรมันกับบรรดาเมียต่างๆ ของเขา และประชาชนไทยต้องจ่ายค่าเลี้ยงปรสิตคนนี้ เพื่อให้ทหารและส่วนอื่นของชนชั้นปกครองสร้างความชอบธรรมกับตนเอง ในขณะที่พวกนี้ไร้ความชอบธรรมที่จะปกครองเราโดยสิ้นเชิง เพราะไม่เคยเคารพประชาชน ไม่เคยเคารพประชาธิปไตย และทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์ของคนส่วนน้อยเสมอ

657981941

ตั้งแต่เป็นเด็กเล็ก วชิราลงกรณ์ เป็นคนปัญญาอ่อนที่เอาแต่ใจตนเอง ไม่สนใจเรียนหนังสือ แต่ตอนนี้บังอาจดำรงตำแหน่งเป็นประมุขของประเทศ คนไทยจำนวนมากทราบความจริง และรัฐบาลกับประชาชนต่างประเทศก็ทราบดีด้วย

พฤติกรรมของวชิราลงกรณ์ แสดงให้เห็นว่าเขาไม่เคยเคารพประชาชนไทยเลย แต่วชิราลงกรณ์อยากให้เราจ่ายเงินอุดหนุนวิถีชีวิตอันเลวทรามของเขา ถ้าเขาไม่เคารพเรา เราก็ไม่ต้องเคารพเขา และไม่ต้องเคารพพวกที่จงใจอวยคนเลวคนนี้ด้วย

การขึ้นมาเป็นกษัตริย์ ของวชิราลงกรณ์ เป็นการตบหน้าสตรีไทย 35 ล้านคน เพราะเขาใช้ผู้หญิงหลายคนด้วยกิริยาเหยียดหยามเพศสตรีมาตลอด

คนแบบนี้จะปฏิรูปหรือปรับตัวให้ดีขึ้นไม่ได้ มันเกินเลยจุดนั้นไปนาน ต้องปลดออกอย่างเดียว

การเลือกที่จะอยู่เยอรมันของ วชิราลงกรณ์ แสดงให้เห็นว่าเขาไม่แคร์อะไรกับสังคมไทย เพียงแต่อยากเสพสุขจากการมีตำแหน่งกษัตริย์ และมันสะท้อนอีกด้วยว่าในตัวมันเองเขาไม่มีอำนาจ แต่เป็นเครื่องมือราคาแพงของทหาร [อ่านเพิ่มเรื่องความไร้อำนาจกษัตริย์ https://bit.ly/2GcCnzj ]

2014-05-26T062442Z_555340716_GM1EA5Q13YF01_RTRMADP_3_THAILAND-POLITICS

พวกนายพลคลั่งเผด็จการที่ชอบทำรัฐประหาร โกงการเลือกตั้ง และใช้ความรุนแรงต่อพลเมืองไทยที่ต้องการสิทธิเสรีภาพ มักพูดเสมอว่าเขาจะปกป้องสถาบันกษัตริย์อย่างถึงที่สุด พวกนี้อ้างว่าใครที่วิจารณ์กษัตริย์เป็น “ภัยต่อความมั่นคงของชาติ” เพราะกษัตริย์เป็น “สัญลักษณ์ของชาติไทย” แต่ในความเป็นจริง กษัตริย์วชิราลงกรณ์เป็นสัญลักษณ์ของ “ชาติหมา” ที่พวกนายพลเผด็จการสร้างขึ้นมาด้วยการทำลายประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่อง และการเสนอประชาธิปไตยแท้ เพียงแต่เป็นภัยต่อความมั่นคงของแก๊งทหารเท่านั้น

ประเทศทั่วโลกที่มีกษัตริย์เป็นประมุข เช่นอังกฤษ สเปน สวีเดน เนเธอร์แลนด์ หรือไทย ยังคงไว้สถาบันจากอดีตอันนี้เพื่อวัตถุประสงค์สมัยใหม่ วัตถุประสงค์หลักคือเรื่องลัทธิความคิดทางการเมืองที่เน้นว่าลำดับชนชั้นในสังคมเป็นเรื่อง “ธรรมชาติ” ที่เราเปลี่ยนไม่ได้ สถาบันกษัตริย์มีไว้เพื่อกล่อมเกลาให้ประชาชนพึงรู้ว่ามีคนเกิดสูงและเกิดต่ำ คนที่เกิดสูงมีความชอบธรรมในการกอบโกยทรัพย์สินของสังคม และในการมีบทบาทหลักในสังคม ส่วนคนที่เกิดต่ำควรเจียมตัวกับความจนและการที่ถูกกีดกันออกจากการตัดสินใจทางการเมือง เศรษฐกิจ หรือสังคม

วัตถุประสงค์หลักของลัทธิ “สูงต่ำ” อันนี้ไม่ใช่เพื่อเชิดชูกษัตริย์ การเชิดชูกษัตริย์เป็นเพียงวิธีการ แต่วัตถุประสงค์หลักคือเพื่อให้ความชอบธรรมกับการกดขี่ขูดรีดของพวกนายทุนหรือทหารเผด็จการ

นี่คือสาเหตุสำคัญที่เราไม่ควรคงไว้สถาบันกษัตริย์

ถ้าเรายกเลิกสถาบันกษัตริย์ และบังคับให้คนอย่างวชิราลงกรณ์ต้องทำงานเลี้ยงชีพตนเองเหมือนคนธรรมดา เราจะสามารถใช้ทรัพยากรมหาศาลจากวังในการพัฒนาความเป็นอยู่ของคนส่วนใหญ่ได้ เราสามารถพัฒนาระบบการศึกษา ระบบสาธารณสุข และสร้างรัฐสวัสดิการได้ ระบบกษัตริย์ทำให้พวกสมาชิกราชวงศ์กลายเป็นคนขี้เกียจหลังยาวแบมือกอบโกย “สวัสดิการ” มหาศาลจากรัฐ โดยไม่ทำงานตลอดชีพ

สำหรับคนไทยภายในประเทศที่อยู่ในสังคมที่มีข้อจำกัดทางการเมือง ก็ควรรณรงค์ให้ยกเลิกกฏหมาย 112 ไปก่อน เพื่อสร้างความโปร่งใสในระบบการเมือง แต่ในที่สุดเราต้องผลักดันความคิดเรื่องสาธารณรัฐแทนที่จะพูดถึงการปฏิรูปกษัตริย์ เราควรจะปักธงประกาศว่าไทยควรเป็นสาธารณรัฐ แต่แน่นอนการประกาศแบบนี้ทำอย่างเปิดเผยไม่ได้ในประเทศไทย แต่ผมมองว่าคนที่อยู่ต่างประเทศในสังคมที่มีเสรีภาพพอสมควร มีหน้าที่ที่จะพูดในสิ่งที่คนภายในประเทศยังพูดไม่ได้

 

สัญลักษณ์แห่งความเลวทราม ปัญญาอ่อน โลภมาก และเปลืองตัง

ใจ อึ๊งภากรณ์

[ถ้าอยู่ไทยโปรดใช้ความระมัดระวังในการแดสงความเห็น]

พิธีอวยคนเลวปัญญาอ่อนได้เวียนมาถึงแล้ว พิธีแต่งตั้งวชิราลงกรณ์ถือว่าเป็นละครน้ำเน่าราคาแพงสำหรับประชาชนไทยที่ต้องจ่ายค่าพิธีเป็นล้านๆ และจ่ายไปเพื่อให้ทหารและส่วนอื่นของชนชั้นปกครองให้ความชอบธรรมกับตนเอง ในขณะที่พวกนี้ไร้ความชอบธรรมที่จะปกครองเราโดยสิ้นเชิง เพราะไม่เคยเคารพประชาชน ไม่เคยเคารพประชาธิปไตย และทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์ของคนส่วนน้อยเสมอ

thaiking-728x486ก
วชิราลงกรณ์ใส่ชุดแฟนซี “กรงบนหัว”

ตั้งแต่เป็นเด็กเล็ก วชิราลงกรณ์ เป็นคนปัญญาอ่อน ไม่สนใจเรียนหนังสือ แต่ตอนนี้บังอาจดำรงตำแหน่งเป็นประมุข แถมมีพวกอวยเจ้าเสนอว่าคนปัญญาอ่อนคนนี้เป็น “อัจฉริยะ” อย่างไรก็ตามมันหลอกใครไม่ได้ คนไทยจำนวนมากทราบความจริง และรัฐบาลกับประชาชนต่างประเทศก็ทราบดี ทูตประเทศตะวันตกและลาตินอเมริกามักซุบซิบกันว่า วชิราลงกรณ์ ไม่มีปัญญาจะพูดคุยอะไรที่เป็นสาระกับเขาในงานต่างๆ จนพวกทูตพยายามหลีกเลี่ยงที่จะพบ

ประมุขควรจะเป็นคนที่มีมารยาทระดับหนึ่ง โดยเฉพาะในกิจกรรมทางการ แต่ วชิราลงกรณ์ ไม่เคยมีมารยาทพื้นฐานต่อประชาชนไทยหรือคนอื่น ตัวอย่างที่ดีคือการไปแจกปริญญาโดยให้นักศึกษารอหลายชั่วโมงจนถึงเที่ยงคืน เพราะมันมัวแต่เสพสุข

ในงานเลี้ยงครั้งใหญ่ครั้งหนึ่ง วชิราลงกรณ์ ปล่อยให้หมาฟูฟูของตนเองวิ่งไปมาบนโต๊ะอาหาร ปล่อยให้หมาดมและเลียอาหารในจานของแขกผู้รับเชิญที่มีเกียรติ์ ทั้งไทยและต่างประเทศ โดยที่ไม่มองว่าเป็นการกระทำที่ผิดแต่อย่างใด มันไม่เคยเข้าใจว่าอะไรถูกอะไรผิด

นอกจากนี้ วชิราลงกรณ์ เคยสร้างปัญหาทางการทูตกับนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นเพราะไม่พอใจในเรื่องส่วนตัว เกี่ยวกับผู้หญิง เขาเคยนำเครื่องบินที่ตนเองขับไปปิดกั้นเครื่องบินของนายกญี่ปุ่นที่ดอนเมือง

การขึ้นมาเป็นกษัตริย์ ของวชิราลงกรณ์ เป็นการตบหน้าสตรีไทย 35 ล้านคน

การที่ วชิราลงกรณ์ หลงรักหรือหลงใคร่ผู้หญิงหลายคน ไม่ควรเป็นเรื่องผิด และควรเป็นเรื่องส่วนตัว ถ้าเขาอยากถ่ายรูปแฟนเปลือยกายเพื่อเก็บไว้ดูเอง ก็ไม่น่าจะผิดและน่าจะเป็นเรื่องส่วนตัวระหว่างสองคนอีก แต่ประเด็นที่เราควรพิจารณาคือ วชิราลงกรณ์ ในฐานะ “ประมุข” เป็นคนที่ไม่เคยเคารพใครเลย โดยเฉพาะผู้หญิง

183886_103945319685553_100002102564850_32079_4628874_n

วชิราลงกรณ์ เคยนั่งดื่มไวน์และกินข้าวริมสระน้ำกับศรีรัศมิ์ คนที่ตอนนี้เป็นอดีตเมียไปแล้ว ตรงนั้นไม่แปลก แต่ที่แปลกคือเมียเขาต้องแก้ผ้าหมด ในขณะที่ วชิราลงกรณ์ สวมเสื้อผ้า และที่ยิ่งแปลกและน่ากังวลคือคนรับใช้ผู้ชายแต่งชุดราชการ และมีคนอื่นถ่ายรูปทั้งวิดีโอและภาพนิ่ง แค่นั้นไม่พอ มีการให้แฟนตนเองเปลือยกายคลานกับพื้นเพื่อรับขนมจากมือ วชิราลงกรณ์ เหมือนเอาอาหารให้หมากิน ภาพนี้ ซึ่งปวงชนชาวไทยและชาวต่างประเทศจำนวนมากได้แลเห็นไปแล้ว เป็นภาพที่สะท้อนการไม่เคารพเพศสตรีของ วชิราลงกรณ์ และประกอบกับการปล่อยภาพเปลือยกายของสตรีคนอื่นๆ ที่ วชิราลงกรณ์ คบ เราต้องถือว่าเป็นการล่วงละเมิดทางเพศผ่านการมีเงินและอำนาจ ตรงนี้เป็นสาเหตุสำคัญที่ วชิราลงกรณ์ ไม่ควรเป็นประมุข ไม่ควรมีอำนาจ และไม่ควรมีอิทธิพลในสังคมไทย

ทำไมมีการปล่อยภาพแบบนี้ออกมา? ต้องตอบอย่างตรงไปตรงมาว่ามันไม่ใช่อุบัติเหตุ เพราะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องมาหลายปี ดังนั้นอาจเป็นวิธีควบคุมผู้หญิงให้หมดศักดิ์ศรีจนต้องพึ่งพา วชิราลงกรณ์ คนเดียว หรืออาจเป็นการที่ วชิราลงกรณ์ อยากจะอวดว่าได้ผู้หญิงสวยๆ มาหลายคนก็ได้ หรือเขาอาจมีทัศนะว่า “กูจะทำแล้วทำไม?” พยายามสร้างภาพว่าไม่มีใครแตะได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เราไม่สามารถเดาใจคนเพี้ยนที่ไร้มนุษญ์สัมพันพธ์และเคารพคนอื่นไม่เป็น

หลังจากที่วชิราลงกรณ์ได้ใช้ศรีรัศมิ์เพื่อเสพสุขทางเพศจนเบื่อ ก็ทิ้งและมีการกลั่นแกล้งอย่างต่อเนื่อง สื่อเยอรมัน (ภาพข้างล่าง) ถึงกับตั้งคำถามว่าศรีรัศมิ์ถูกขังไว้ในบ้านหรือไม่ ที่แน่นอนคือความทุกข์ของหญิงคนนี้ในปัจจุบัน

59701822_845271205817535_283699993108283392_n

และนี่คือส้วมที่ศรีรัศมิ์ถูกวชิราลงกรณ์บังคับให้ใช้ พร้อมป้าย “กูให้พวกมึง…รู้จักพอเพียง” จาก นสพ Bild เช่นกัน

59429332_1831412550293833_7012993093930582016_nส้วม

 

ล่าสุดวชิราลงกรณ์ประกาศว่าเมียอีกคนหนึ่งของเขาได้รับตำแหน่งเป็นราชินี การแต่งตั้งผู้หญิงที่ยังไม่ถูกทิ้ง ให้มีตำแหน่งสูงๆ เช่นเป็นนายพลบ้าง หรือราชินี เป็นการโยนภาระในการเลี้ยงดูปรสิตอีกคน ให้ปวงชนชาวไทย เพราะเพิ่มค่าใช้จ่ายที่เราต้องแบกรับ โดยไม่มีผลประโยชน์อะไรตกสู่สังคมและประชาชนเลย

68

การที่ “ความสามารถ” ของราชินีใหม่ที่ประโคมกันผ่านสื่อกระแสหลักเป็นเรื่องไร้สาระอย่างถึงที่สุด ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะคุณสมบัติแท้ของการมีตำแหน่งในระบบกษัตริย์มีแค่สองเรื่องเท่านั้นคือ มีเพศสัมพันธ์และสืบพันธ์ุได้ กับ ชอบเสพสุขจากการทำนาบนหลังประชาชน

อย่าลืมว่าผู้เป็นแม่ เอ็นดูและยกโทษให้ลูกชายตนเองเสมอ ซึ่งไม่แปลกเพราะราชินนีของนายภูมิพลเป็นคนหัวรุนแรงสุดขั้ว และโง่เขลาด้วย อย่าลืมว่าราชินีคนนี้และลูกสาว เคยขยันสนับสนุนพวกอันธพาลที่ก่อความรุนแรงและทำลายประชาธิปไตย อย่าลืมอีกว่าผู้เป็นพ่อ นายภูมิพล ไม่ยอมออกมาตักเตือนลูกชายตนเอง สรุปแล้วมันเป็นครอบครัวชำรุดราคาแพง เหมือนราชวงศ์ทั่วโลก สมควรถูกปลดออกจากตำแหน่ง

17880152_10154927047036154_3616575511584400172_o

 

ในเหตุการณ์นองเลือด ๖ ตุลา วชิราลงกรณ์ กับสมาชิกอื่นๆ ของราชวงศ์ชำรุดนี้ ได้เคยไปให้กำลังใจกับพวกอันธพาลลูกเสือชาวบ้าน ที่ฆ่านักศึกษาอีกด้วย

th05_03b

อย่าลืมอีกว่าในสังคมไทย ประชาชนถูกบังคับให้ยืนเคารพประมุข ถูกบังคับให้หมอบคลาน ถูกบังคับให้ใช้ภาษาพิเศษ ถูกบังคับให้เดือดร้อนเพราะมีการปิดถนนให้เขาเดินทางอย่างสะดวกสบาย และทุกคนถูกบังคับให้เสียภาษีเพื่ออุดหนุนวิถีชีวิตอันร่ำรวยของวชิราลงกรณ์ในเยอรมัน

การเลือกที่จะอยู่เยอรมันของ วชิราลงกรณ์ แสดงให้เห็นว่าเขาไม่แคร์อะไรกับสังคมไทย เพียงแต่อยากเสพสุขจากการมีตำแหน่งกษัตริย์ และมันสะท้อนอีกด้วยว่าในตัวมันเองเขาไม่มีอำนาจ แต่เป็นเครื่องมือราคาแพงของทหาร [อ่านเพิ่มเรื่องความไร้อำนาจกษัตริย์ https://bit.ly/2GcCnzj ]

พวกนายพลคลั่งเผด็จการที่ชอบทำรัฐประหาร โกงการเลือกตั้ง และใช้ความรุนแรงต่อพลเมืองไทยที่ต้องการสิทธิเสรีภาพ มักพูดเสมอว่าเขาจะปกป้องสถาบันกษัตริย์อย่างถึงที่สุด พวกนี้อ้างว่าใครที่วิจารณ์กษัตริย์เป็น “ภัยต่อความมั่นคงของชาติ” เพราะกษัตริย์เป็น “สัญลักษณ์ของชาติไทย” แต่ในความเป็นจริง กษัตริย์วชิราลงกรณ์เป็นสัญลักษณ์ของ “ชาติหมา” มากกว่า เพราะเป็นตัวอย่างของความเลวทราม การกดขี่สตรี การไม่เคารพประชาชน ความปัญญาอ่อน และความโลภมาก

ถ้าจะหาสัญลักษณ์ที่ดีของไทย เราต้องดูที่การเสียสละของประชาชนไทยที่ต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพมาอย่างต่อเนื่อง ประชาชนธรรมดาจึงควรจะร่วมกันเป็นตัวแทนของชาติมากกว่า

ดังนั้น วชิราลงกรณ์ และคนอื่นๆ ทุกคนในตระกูลจักรี ไม่สมควรจะเสพสุขทำนาบนหลังเราต่อไป ประเทศไทยควรเป็นสาธารณรัฐ

ca0BlIYE_400x400

 

ราชวงศ์ไทยเป็นส่วนหนึ่งของอุปสรรค์ในการปลดแอกสตรี

ใจ อึ๊งภากรณ์

ข่าวเรื่องการขู่ใช้ 112 กับคนที่วิจารณ์ชุดผ้าไหมสีฟ้าที่ สิริวัณณวรีนารีรัตน์ ออกแบบให้ โศภิดา ใส่เข้าร่วมงาน Thai Night ที่เกี่ยวข้องกับการประกวดนางงามจักรวาลหรือ “มิสยูนิเวิร์ส” กลายเป็นเรื่องอื้อฉาวไปทั่วโลก แต่เรื่องการประกวดนางงามจักรวาล มันมีเรื่องแย่ๆ มากกว่านั้น

mARaBFpWW6RFqEqY

นักสิทธิสตรีเข้าใจมาเป็นสิบๆ ปีแล้วว่าการประกวดนางงาม เป็นการมองว่าผู้หญิงเป็นแค่ “ก้อนเนื้อ” ที่จะมาโชว์กันเพื่อความสุขของชายบางคนที่มีอำนาจ มันเป็นประเพณีน้ำเน่าที่ช่วยผลิตซ้ำความคิดล้าหลังว่าผู้หญิงมีแค่ร่างกายตนเองที่จะใช้ในสังคม ไม่มีสติปัญญาและความสามารถเท่าผู้ชาย มันย้ำแนวคิดว่าผู้หญิงควรเป็นเท้าหลังตลอดกาล

ในยุคปัจจุบันขบวนการประท้วง #MeToo มีส่วนในการเปิดโปงการที่ชายผู้มีอำนาจในการให้คุณให้โทษในงานแบบนี้หรือในแวดวงการบันเทิง มักจะใช้อำนาจในการละเมิดผู้หญิงทางเพศอีกด้วย

Sarit Prayut

ในอดีตจอมเผด็จการ สฤษดิ์ ธนะรัชต์ หรือ “จอมพลผ้าขาวม้าแดง” ผู้เป็นแบบอย่างให้กับประยุทธ์มือเปื้อนเลือดทรราชปัจจุบัน มักจะนำนางงามต่างๆ ของไทยมาเป็นเมียน้อย โดยอาศัยอำนาจปืนและเงินทองของสังคมที่ได้มาผ่านการทำรัฐประหาร

สรุปแล้วการประกวดนางงามหรืองานประกวด “ก้อนเนื้อ” อื่นๆ ควรถูกยกเลิกไปนานแล้ว และเราไม่ควรไปชื่นชมหรือเศร้าใจจากการที่สตรีไทยได้หรือไม่ได้ตำแหน่งจากการประกวดแบบนี้

นอกจากคำถามว่าพวกแฟมินนิสต์ไทยหายไปไหน? จมอยู่ในกะลากับพวกสลิ่มหรือยังไง? เราต้องถามเหล่าพรรคการเมือง โดยเฉพาะพรรคที่อ้างว่าเป็นของคนรุ่นใหม่ ว่าทำไมเงียบเฉยกับงานที่ทำให้สตรีเป็นก้อนเนื้อ? หรือพวกพรรคเหล่านี้ไม่สนใจสิทธิสตรีอย่างแท้จริง?

แน่นอนบางคนคงจะถูกพวกแนวคิด “หลังเฟมินิสต์” หรือ Post-Feminist เป่าหูว่าการประกวดนางงาม หรือการโชว์นมของผู้หญิง เป็นวิธีที่สตรีจะสร้างอำนาจกับตนเอง…. ถุย!!  แนวคิด “หลังเฟมินิสต์” เป็นเพียงข้ออ้างของสตรีชนชั้นกลางที่มีฐานะดีและไม่อยากต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมอีกต่อไป มันเป็นการยอมจำนนต่อการกดขี่ทางเพศ โดยที่พวกผู้หญิงชนชั้นกลางหลงตัวเองว่าสามารถใช้ทรัพย์สินของตนเองเพื่อซื้อการปลดแอกตัวเองแบบปัจเจก [อ่านเพิ่ม https://bit.ly/2QI9Wl3 ]

ในเรื่องการประกวดนางงามจักรวาล เราต้องวิจารณ์การที่สมาชิกราชวงศ์ไทยมีส่วนในการเชิดชูงาน “ก้อนเนื้อ” นี้ด้วย แล้วยังพยายามหา “ความดีความชอบ” จากการออกแบบชุด ที่ใครๆ คงทำได้แต่ห้ามใครวิจารณ์

แต่ใครที่รู้จักสถาบันกษัตริย์ไทยดี คงทราบว่านายวชิราลงกรณ์ กษัตริย์คนปัจจุบัน ก็เป็นคนที่ละเมิดสิทธิสตรีอย่างเป็นระบบ เราจึงไม่ควรแปลกใจในพฤติกรรมของ สิริวัณณวรีนารีรัตน์

นายวชิราลงกรณ์ไม่ได้ละเมิดสิทธิสตรีเพราะมีแฟนหลายคน แต่เขาละเมิดสิทธิสตรีเพราะตั้งใจให้คนอื่นถ่ายภาพเปลือยของแฟนแล้วไปปล่อยในอินเตอร์เน็ด ยิ่งกว่านั้นวิดีโอ “ริมสระ” แสดงให้เห็นว่านายวชิราลงกรณ์ใช้อำนาจของตนเองเพื่อให้แฟนเปลือยกายแล้วทำท่าเหมือนหมา และที่แย่สุดคือพฤติกรรมของวชิราลงกรณ์ต่ออดีตแฟนอีกด้วย มันเป็นการใช้อำนาจเพื่อดูถูกสตรี

ผมอดสงสัยไม่ได้ว่าพลเมืองไทยหลายคน โดยเฉพาะสตรีไทย ที่ยืนเคารพหรือกราบไหว้นาย วชิราลงกรณ์ ตั้งใจจะทำตัวเป็นทาสหรือยังไง

ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องสรุปว่าระบบกษัตริย์และราชวงศ์ไทยอย่างที่พบอยู่ในปัจจุบัน เป็นอุปสรรค์ต่อการสร้างความเท่าเทียมของสตรี หรือความเท่าเทียมทางเพศ เราควรยกเลิกการประกวดนางงาม ยกเลิกกฏหมาย 112 และยกเลิกสถาบันกษัตริย์

พรรคการเมืองกับสิทธิทางเพศ

ใจ อึ๊งภากรณ์

เมื่อไม่นานมานี้มีสหายท่านหนึ่งตั้งคำถามในโซเชียลมีเดียว่าทำไมพรรคการเมืองไทยไม่ค่อยสนใจประเด็นสิทธิทางเพศอย่างจริงจัง โดยเฉพาะสิทธิของคนรักเพศเดียวกัน และสิทธิของคนข้ามเพศ

หลายคนเมื่อพูดถึงคนที่เป็นคนรักเพศเดียวกัน หรือคนข้ามเพศ  มักจะพูดในทำนองทีตลกขบขัน  หรือมองว่าเป็นคนที่ผิดจากมนุษย์ธรรมดา แต่สำหรับนักสังคมนิยม เราตั้งคำถามว่า “เกย์  ทอม ดี้ กะเทย เป็นมนุษย์เพี้ยน หรือ ระบบมันเพี้ยน?” และเราตอบเองว่าปัญหาอยู่ที่ระบบทุนนิยมและชนชั้น เพราะระบบปัจจุบันเน้นครอบครัวจารีตแบบผัวเมียพ่อแม่ ซึ่งแนวคิดนี้กีดกันสิทธิทางเพศของคนรักเพศเดียวกัน ของคนข้ามเพศ และของสตรี ผู้มีอำนาจในระบบทุนนิยมพยายามสร้างให้สังคมมีเพียงสองเพศเท่านั้น  เพศอื่น ๆ ที่ดำรงอยู่ในสังคม  ถูกมองว่าเป็นเรื่องผิดปกติเป็นเรื่องแปลกประหลาด  ทั้ง ๆ ที่มันไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดเลย  สังคมไทยและสังคมเอเซียแถบนี้มีคน “เพศที่สาม” มาพันๆ ปี สังคมตะวันตกก็เช่นกัน

เหตุผลที่มีแนวคิดครอบครัวจารีตคือ มันเกี่ยวข้องกับการผลิตมนุษย์รุ่นต่อไป  มันเกี่ยวกับความต้องการแรงงานรุ่นต่อไปแบบราคาถูก คือยกให้เป็นเรื่องภาระปัจเจกในการเลี้ยงเด็กของสังคม โดยผู้หญิงต้องรับภาระนี้เป็นหลัก

แต่เมื่อทุนนิยมพัฒนามากขึ้นและดึงผู้หญิงเข้าไปในสถานที่ทำงานมากขึ้น เพราะขาดแคลนกำลังงาน ผู้หญิงเหล่านั้นมั่นใจที่จะพึ่งตนเอง และมั่นใจมากขึ้นที่จะรวมตัวกับผู้หญิงคนอื่นในการเรียกร้องสิทธิ การเรียกร้องสิทธิของมวลชนในรูปแบบนี้ให้กำลังใจกับ เกย์ ทอม ดี้ กะเทย คนผิวดำ และคนที่ถูกกดขี่อื่นๆ เพื่อที่จะลุกขึ้นเรียกร้องสิทธิของตนเองด้วย เราเห็นปรากฏการณ์นี้ทั่วโลก และในสังคมไทยด้วย

นี่คือสาเหตุที่ชนชั้นปกครองเริ่มยอมในเรื่องสิทธิทางเพศบางส่วน แต่พยายามปกป้องครอบครัวจารีตในเวลาเดียวกัน

บ่อยครั้งการต่อสู้ของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมจะขึ้นๆ ลงๆ ตามกระแสสากล สิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งคือพรรคการเมืองที่ปลุกระดมคนในสังคมเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง พร้อมจะอธิบายว่าทำไมเราต้องสู้เพื่อสิทธิต่างๆ พร้อมจะอธิบายว่าจะสู้อย่างไร และพร้อมจะเถียงกับคนที่เห็นต่างเสมอ

แต่พรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยในไทย ทั้งพรรคเก่าและใหม่ ไม่ทำในสิ่งนี้ บางพรรคอาจพูดในนามธรรมว่าทุกคนควรมีสิทธิทางเพศ พูดถึงความเสมอภาค และบางพรรค เช่นพรรคอนาคตใหม่ หรือพรรคเพื่อชาติ พูดว่าควรแก้กฏหมาย แต่บ่อยครั้งมีการพูดแบบคลุมเครือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่อง “ละเอียดอ่อนในสังคม” ซึ่งคงเป็นแนวทางสู่การประนีประนอมกับฝ่ายอนุรักษ์นิยม ที่สำคัญคือพรรคการเมืองส่วนใหญ่ไม่กล้ารณรงค์เรื่องนี้อย่างชัดเจนหรือปลุกระดมมวลชนให้เปลี่ยนความคิด เพราะภายในพรรคยังไม่เป็นเอกภาพเรื่องนี้ และกลัวว่าจะเสียคะแนนเสียงจากประชาชนในวันเลือกตั้ง พรรคส่วนใหญ่จึงเดินตามกระแสที่มีอยู่ในสังคมซึ่งได้รับอิทธิพลจากความคิดจารีตนิยม [ดูข่าวประชาไท https://bit.ly/2DYsbuU ]

_104244121_23143247613_a12de7eb1b_h
ภาพโดย WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI

ถ้าจะพูดกันถึงรูปธรรม มันมีหลายเรื่องที่ถกกันในสังคมไทยตอนนี้ เช่นร่างพ.ร.บ.คู่ชีวิต ที่ตกค้างมาจากยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ นักกิจกรรมหลายคนต้องการเห็นการผ่าน พ.ร.บ.นี้ เพราะจะเปิดโอกาสให้คนรักเพศเดียวกันจดทะเบียนเป็น “คู่ชีวิต” ได้ แต่มีนักเคลื่อนไหวและนักวิจัยอีกหลายคน เช่นชวินโรจน์ ธีรพัชรพร ที่ชี้ว่า พ.ร.บ. นี้ให้สิทธิกับคนรักเพศเดียวกันน้อยกว่าการจดทะเบียนสมรสระหว่างชายกับหญิง เช่นสิทธิที่จะร่วมกันเลี้ยงลูกที่มาจากวิธีการต่างๆ  สิทธิที่จะลดภาษี สิทธิในสวัสดิการสังคม สิทธิที่จะใช้นามสกุลร่วมกัน ฯลฯ [ดู https://bbc.in/2P5xn1T ]

ส่วน ฉันทลักษณ์ รักษาอยู่ ที่ปรึกษามูลนิธิเพื่อสิทธิและความเป็นธรรมทางเพศ เสนอว่าควรแก้กฎหมายสมรส ให้เปลี่ยนคำจาก “ชาย-หญิง” เป็นการจดทะเบียนระหว่าง “บุคคล” ก็น่าจะทำให้สิทธิเท่าเทียมกันมากขึ้น

tumblr_inline_o9agfteDw41tgknjf_1280.png.cf

และสำหรับสิทธิของคนข้ามเพศ (“กะเทย”) หรือคนที่ไม่อยากจำกัดตัวเองว่าเป็นเพศอะไร คณาสิต พ่วงอำไพ นักกิจกรรมภาคี “นอนไบนารี” (ไม่มีแค่สองเพศ) อธิบายว่าร่างพ.ร.บ.คู่ชีวิตไม่ให้อะไรกับคนเหล่านี้

ในประเทศตะวันตกเริ่มมีการต่อสู้ของคนข้ามเพศ เพื่อให้มีสิทธิเลือกเพศที่ตนเองต้องการในเอกสารทางการ เพื่อให้มีสิทธิ์เลือกเข้าห้องน้ำตามเพศที่ตัวเองเลือก และสำหรับคนที่ต้องติดคุกก็เพื่อที่จะเลือกอยู่คุกตามเพศที่ตนเลือกเช่นกัน แต่เป็นที่น่าสลดใจที่พวกสิทธิสตรีคับแคบล้าหลังบางคน ไม่พอใจกับการเรียกร้องสิทธิของคนข้ามเพศ เพราะอ้างว่ามันจะทำให้ความเป็นผู้หญิงหมดความหมาย

ที่แน่นอนก็คือในไทย ยังไม่มีพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย ที่ชูประเด็นนี้และพร้อมจะต่อสู้เพื่อสิทธิทางเพศอย่างถ้วนหน้า ซึ่งนอกจากสิทธิของคนรักเพศเดียวกัน คนข้ามเพศ และคนไม่เลือกเพศแล้ว ยังต้องรวมถึงสิทธิทำแท้งเสรีสำหรับสตรีอีกด้วย

42864387_1048457538658557_5369240746756931584_n

เราชาวสังคมนิยมมองว่า ไม่ว่ามนุษย์ในสังคมจะเลือกเป็นเพศอะไร หรือเลือกที่จะรักเพศอะไร อย่างไร นับเป็นสิทธิที่ชอบธรรมอันดับแรกที่สามารถเลือกได้  และพวกเราที่ต้องการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมในสังคมจะต้องสนับสนุนสิทธิดังกล่าวอย่างไม่มีเงื่อนไข ตราบใดที่คนรักเพศเดียวกัน คนข้ามเพศ หรือสตรี ไม่มีสิทธิเต็มตัว สังคมเราไม่มีวันมีประชาธิปไตยและเสรีภาพสมบูรณ์ นี่คืออีกสาเหตุหนึ่งที่เราควรมีพรรคสังคมนิยม

 

แนวคิดมาร์คซิสต์เรื่องการต่อสู้กับการกดขี่ทางเพศ

ใจ อึ๊งภากรณ์

 [เพื่อความสะดวกในการอ่าน เชิญไปอ่านที่บล็อกโดยตรง]

เราไม่สามารถสร้างสังคมใหม่แห่งสังคมนิยมได้ ถ้ากรรมาชีพชายและหญิงไม่สามัคคีกัน  และถ้าจะเกิดความสามัคคีดังกล่าว ทั้งชายและหญิง แต่โดยเฉพาะผู้ชาย ต้องสลัดความคิดกดขี่หรือดูถูกผู้หญิงออกจากหัว ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องความดีความชั่วของปัจเจก แต่เป็นเรื่องโครงสร้างสังคม และการต่อสู้ทางชนชั้น

 

มันไม่ใช่เรื่อง “ธรรมชาติ” ที่มนุษย์จะมากดขี่กัน แต่เป็นสิ่งที่มนุษย์บางคนสร้างขึ้นมาภายใต้เงื่อนไขสังคมชนชั้นในอดีต เพื่อประโยชน์ของชนชั้นปกครอง

 

นักมาร์คซิสต์คนสำคัญ ชื่อ เฟรดเดอริค เองเกิลส์ เป็นคนที่ริเริ่มการศึกษาปัญหาการกดขี่ทางเพศอย่างเป็นระบบ ในหนังสือ “กำเนิดครอบครัว ทรัพย์สินเอกชน และรัฐ”  เองเกิลส์ อธิบายว่าแรกเริ่มมนุษย์บุพกาลไม่มีชนชั้น ไม่มีรัฐ และไม่มีครอบครัว คือหญิงชายมีความสัมพันธ์อย่างเสรีตามรสนิยมของแต่ละคน ไม่มีคู่ถาวร ตอนนั้นมนุษย์ไม่มีครอบครัวแต่มีเผ่า และลูกที่เกิดมาจะทราบว่าใครเป็นแม่ แต่ไม่ทราบว่าใครเป็นพ่อ อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ไม่สำคัญเพราะเด็กๆ ทุกคนถือว่าเป็นลูกของชุมชน และทรัพย์สินทั้งหมดเป็นของส่วนรวม แบ่งกันอย่างเสมอภาคเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม ในยุคบุพกาลจะมีการเก็บของป่าและล่าสัตว์ สังคมไม่มีส่วนเกินหรือคลังอาหารใหญ่โต วันไหนได้อะไรก็มาแบ่งกันกิน แต่เมื่อมนุษย์รู้จักการเกษตรและเริ่มมีส่วนเกินมากขึ้น จะมีผู้ชายคนหนึ่งตั้งตัวเป็นใหญ่หรือตั้งตัวเป็น “พระ” และจ้างอันธพาลติดอาวุธมาเป็นลูกน้องของตน ประชาชนที่เหลือจะตกเป็นทาสและถูกบังคับให้ปลูกพืชเลี้ยงสัตว์เพื่อส่งส่วยให้ผู้ปกครอง คือมีการยึดการผลิตส่วนมาเป็นของหัวหน้า แต่ในขณะเดียวกัน การจัดระเบียบสังคมใหม่แบบนี้ ให้ประโยชน์กับคนธรรมดาบ้าง เพราะเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตจากสมัยบุพกาลเดิม และทำให้มีความมั่นคงมากขึ้นภายใต้การกดขี่

 

ภายใต้ระบบการปกครองทางชนชั้น ทรัพย์สินทั้งหมดของชุมชนที่เคยเป็นของส่วนรวม ถูกแบ่งเป็นทรัพย์สินส่วนตัว ซึ่งส่วนใหญ่ตกในมือของผู้ปกครอง ผู้หญิงถูกบังคับให้อยู่ในระบบครอบครัวที่ชัดเจน เพื่อให้ชายผู้เป็นเจ้าสามารถให้มรดกกับลูกตนเองเท่านั้น จะเห็นว่าเริ่มมีการสร้างระเบียบครอบครัวที่ระบุว่าหญิงต้องเลี้ยงลูกเป็นหลักในขณะที่ชายมีบทบาทสาธารณะ และชนชั้นปกครองมักกล่อมเกลาให้ทั้งชายและหญิงยอมรับว่าผู้ชายสำคัญกว่าผู้หญิง และผู้หญิงต้องไม่นอกใจผู้ชาย

 

ระเบียบครอบครัวนี้กลายเป็นส่วนสำคัญของแนวคิดหรือลัทธิกระแสหลักในสังคม

 

นี่คือที่มาของการกดขี่สตรีในสังคมชนชั้นปัจจุบัน ซึ่งเกิดพร้อมกับระบบการปกครอง กองกำลังอันธพาล และกฎระเบียบหรือกฎหมายที่ใช้รองรับการสร้างอำนาจ “รัฐ”

 

มันแปลว่าถ้าเราจะจัดการกับความไม่เท่าเทียมทางเพศ เราต้องจัดการกับสังคมชนชั้น และรัฐทุนนิยมปัจจุบัน แต่นั้นไม่ได้แปลว่าว่าเราต้องนิ่งเฉยและรอวันปฏิวัติ นักมาร์คซิสต์ต้องต่อสู้เพื่อการปฏิรูปเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันตลอด ซึ่งแปลว่าเราต้องรณรงค์เรื่องสิทธิเสรีภาพทางเพศ

 

ในสังคมทุนนิยมปัจจุบัน ชนชั้นนายทุนเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากการที่สังคมมองว่า หญิงเสมือนเท้าหลังที่มีหน้าที่หลักคือการเลี้ยงดูลูกและทำงานบ้าน เพราะหญิงจะได้เป็นผู้ผลิตแรงงานรุ่นต่อไปเพื่อป้อนเข้าโรงงานและสถานที่ทำงานอื่นๆ โดยที่นายทุนไม่ต้องลงทุนอะไรเลย นี่คือเงื่อนไขที่ผลิตซ้ำแนวคิดเกี่ยวกับ “ครอบครัวจารีต”

 

แต่ในขณะเดียวกันทุกสังคมไม่เคยหยุดนิ่ง มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ระบบทุนนิยมมีความต้องการที่จะขยายกิจการและจ้างงานเพิ่มตลอดเวลา จึงมีการดึงแรงงานหญิงออกไปทำงานนอกบ้านมากขึ้น ซึ่งมีผลทำให้หญิงเริ่มมีความอิสระและเรียกร้องสิทธิมากขึ้น นอกจากนี้ในสังคมไทยและที่อื่น ค่าจ้างของชายหนึ่งคน ถูกนายทุนกดไว้เพื่อเพิ่มกำไร  จึงย่อมไม่เพียงพอที่จะเลี้ยงครอบครัวได้

 

ผู้หญิงได้รับการศึกษามากขึ้น และมีความมั่นใจซึ่งมาจากการที่ออกไปทำงาน มีรายได้ของตนเอง และไม่ต้องพึ่งผู้ชาย เทคโนโลจีสมัยใหม่ก็ช่วยให้งานบ้านง่ายขึ้น และมีโรงเรียนในระดับต่างๆ ที่จะช่วยในการเลี้ยงดูเด็ก

1-116-752x440

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีผลในการพัฒนาความคิดของสตรีเพื่อต่อสู้กับการกดขี่ทางเพศ ดังนั้นระบบทุนนิยมได้สร้างเงื่อนไขให้สตรีออกมาสู้เพื่อปลดแอกตนเองด้วย แต่รัฐและนายจ้างพยายามปฏิเสธการรับผิดชอบในการจัดสถานที่เลี้ยงเด็กฟรี โดยใช้แนวคิด “หญิงเป็นเท้าหลัง” และ “บทบาทธรรมชาติของสตรี” พร้อมกันนั้นมักมีการเน้นหรือเสริมคุณค่าของ “ครอบครัวจารีต” เพื่อให้ชายกับหญิงสามัคคีกันยาก และเพื่อบังคับให้งานบ้าน และงานเลี้ยงลูกหรือคนชรา ตกอยู่กับผู้หญิง แทนที่จะเป็นภาระของส่วนรวม สรุปแล้วมันเป็นวิธีประหยัดค่าใช้จ่ายของรัฐนายทุน และลดภาษีที่เก็บจากกลุ่มทุน เพื่อเพิ่มกำไร

 

จะเห็นว่าทุนนิยมเป็นระบบที่ขัดแย้งในตัวเกี่ยวกับสภาพสตรี คือทั้งกดขี่และสร้างเงื่อนไขในการต่อสู้พร้อมกัน

 

ชาวมาร์คซิสต์จะต้องอาศัยการเพิ่มขึ้นของความมั่นใจในหมู่สตรี เพื่อช่วยกันผลักดันการต่อสู้ทางชนชั้น องค์กรจัดตั้งหรือพรรคสังคมนิยม จะต้องขยันต่อสู้ทางความคิดกับลัทธิศีลธรรมจารีตแบบคับแคบเสมอ เราต้องรณรงค์ให้กรรมาชีพเข้าใจลักษณะการกดขี่ทางเพศ และให้หญิงกับชายสามัคคีกัน พร้อมกันนั้นเราจะต้องต่อสู้เพื่อชัยชนะเล็กๆ น้อยๆ เช่นสิทธิในการทำแท้งเสรี สิทธิที่จะได้เงินเดือนเท่าเทียมกันระหว่างเพศ หรือสิทธิลาคลอด ฯลฯ ซึ่งแยกไม่ออกจากการต่อสู้เพื่อรัฐสวัสดิการ แต่ในระยะยาวเราต้องการสลายสถาบันครอบครัวที่กดขี่ผู้หญิง เราต้องการสลายระบบชนชั้น และเราต้องการล้มรัฐนายทุน  มนุษย์ทุกคน ไม่ว่าจะเพศใด จะได้มีเสรีภาพที่จะเลือกวิถีชีวิตตามรสนิยม มีเสรีภาพที่จะรักเพื่อนมนุษย์คนใดก็ได้ตามรสนิยม และมีเสรีภาพที่จะรักและดูแลเด็กๆ ของสังคมทุกคนอย่างอบอุ่น

 

2000px-Woman-power_emblem.svg

สองแนวคิดเรื่องสิทธิสตรี

 

ผู้รักความเป็นธรรมทุกคนต้องยอมรับว่าในสังคมนี้ สตรีด้อยโอกาสกว่าชาย ตัวอย่างเช่น ค่าจ้างโดยเฉลี่ยของหญิงมักต่ำกว่าชาย หญิงมักมีบทบาทเป็นผู้นำของสังคมน้อยกว่าชาย และสังคมมักจะมีค่านิยมที่ให้โอกาสกับชายมากกว่าหญิงในเรื่องความสัมพันธ์ทางเพศเป็นต้น

 

ในการอธิบายปัญหาของสตรีและทางออกในการแก้ปัญหาดังกล่าว เราจะพบว่ามีสองสำนักความคิดหลักคือ

  1. สำนักความคิด สตรีนิยม หรือแฟมินิสต์ (Feminist)
  2. สำนักความคิดแบบ สังคมนิยมลัทธิมาร์คซ์ หรือมาร์คซิสต์

 

สำนักความคิดสตรีนิยมจะเสนอว่าปัญหาของหญิงมาจากชาย คือผู้ชายทุกคนรวมหัวกันกดขี่หญิง ชายทุกคนไม่ว่าจะกรรมาชีพหรือนายทุนได้ประโยชน์จากการกดขี่หญิง ดังนั้นชายเป็นผู้กำหนดกฎกติกาทั้งหลายในสังคมที่เอาเปรียบผู้หญิง ชายบังคับให้หญิงอ่อนน้อมต่อตนเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำงานบ้าน การตัดสินใจ หรือการมีความสัมพันธ์ทางเพศ  ทฤษฎีนี้มีชื่อว่า “ทฤษฎีพ่อเป็นใหญ่” หรือ “ชายเป็นใหญ่” ฉนั้นทางออกของแนวนี้คือผู้หญิงจากทุกชนชั้นจะต้องสร้างแนวร่วมต่อต้านผู้ชาย คือหญิงไม่ว่าจะ ชั้นสูง ราชวงศ์ นายจ้าง หรือกรรมาชีพ ต้องสามัคคีกัน และพวกสำนักความคิดสตรีนิยมนี้มักเสนอว่าควรมีผู้บริหารที่เป็นสตรีมากขึ้น และเสนอว่าเราควรมี ส.ว. หรือ ส.ส. หญิงเพิ่มขึ้น โดยไม่คำนึงถึงแนวทางการเมืองของหญิงเหล่านั้น

 

สิ่งที่ฝ่ายสตรีนิยมเสนอ ถ้าดูแบบผิวเผินอาจมีความจริง แต่เมื่อเราพิจารณาลึกกว่านั้นจะมีข้อบกพร่อง เช่น แนวคิดนี้ไม่สามารถอธิบายว่าการกดขี่ทางเพศเริ่มเมื่อไรในประวัติศาสตร์มนุษย์ และไม่สามารถอธิบายได้ว่าชายที่เป็นกรรมาชีพจะได้อะไรจากการที่เมียของเขากินค่าแรงต่ำเป็นต้น นอกจากนี้แนวคิดสตรีนิยมจะทำให้ชายกับหญิงสามัคคีกันยากขึ้น ซึ่งแปลว่ากรรมาชีพผู้ทำงานหรือคนยากจนจะต่อสู้เพื่อปลดแอกตนเองจากการที่ถูกกดขี่ขูดรีดทางชนชั้นยาก

 

ในเมื่อฝ่ายสตรีนิยมเสนอเหมือนกับว่าการกดขี่ทางเพศเป็น “ธรรมชาติของชาย” หนทางที่จะแก้ไขคงเต็มไปด้วยอุปสรรคในทุกยุคทุกสมัย เพราะเราจะต้องฝืนธรรมชาติ แต่นักคิดแนวมาร์คซิสต์เช่น เองเกิลส์ อธิบายว่าการกดขี่ทางเพศไม่มีในสมัยบรรพกาล และเริ่มเกิดขึ้นเมื่อมีสังคมชนชั้น พูดง่ายๆ การกดขี่ทางเพศเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเอง และไม่ใช่เรื่องธรรมชาติ ดังนั้นมันถูกรื้อทิ้งได้

egypt_women

นักมาร์คซิสต์เชื่อว่ากรรมาชีพหญิงไม่ควรจับมือกับรัฐมนตรีชนชั้นนายทุนที่เป็น“ท่านผู้หญิง” และไม่ควรเลือก ส.ส. หรือ ส.ว. หญิงจากพวกนายทุน เพราะการกดขี่ทางเพศมาจากสังคมชนชั้น  ในระยะสั้นกรรมาชีพหญิงและชายต้องต่อสู้เพื่อสิทธิสตรี เช่นสิทธิในเนื้อตัวร่างกาย โดยเฉพาะสิทธิทำแท้ง เพราะการกดขี่หญิงสร้างความแตกแยกในขบวนการแรงงาน และไม่เป็นประโยชน์อะไรเลยกับกรรมาชีพชาย

 

การเน้นครอบครัวจารีตในสังคมชนชั้น เป็นที่มาของการดูหมิ่นและเลือกปฏิบัติต่อ ชายรักชาย หญิงรักหญิง และกะเทย ดังนั้นเราควรปกป้องสิทธิของคนเหล่านี้ที่จะมีความสัมพันธ์อย่างเสรีตามรสนิยมส่วนตัว ในยุคนี้ในแวดวงนักสิทธิสตรีมีการถกเถียงโต้แย้งกันว่า “กะเทย” ที่เป็นหญิงในร่างชาย ไม่ควรถูกมองว่าเป็น “หญิงแท้” การถกเถียงเรื่องนี้เพิ่มขึ้นในประเทศตะวันตก เพราะมีการเปลี่ยนกฏหมายให้พลเมืองเลือกว่าอยากเป็นเพศอะไรในเอกสารทางการและในชีวิตประจำวัน มันเกี่ยวข้องกับเรื่องการแยกห้องน้ำระหว่างเพศในสถานที่สาธารณะ และเรื่องการจำคุกว่ากะเทยควรจะอยู่ในคุกของนักโทษเพศอะไรด้วย

 

นักมาร์คซิสต์มองว่าเราต้องปกป้องสิทธิของเพื่อนมนุษย์ทุกคนที่จะเลือกเพศของตนเอง และกำหนดวิถีชีวิตของตนเอง เราต้องปกป้องความหลากหลายที่มีจริงในโลก และต้องปฏิเสธการนิยามว่าใครเป็นหญิงหรือชาย “แท้”

ทำไมสตรีไทยต้องมีสิทธิทำแท้งเสรี

ใจ อึ๊งภากรณ์

เนื่องในวันสตรีสากลปีนี้ กรมอนามัย เปิดเผยว่าแต่ละปีทั่วโลกมีการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัยประมาณ 20 ล้านคน ส่งผลให้ผู้หญิงกว่า 70,000 คน เสียชีวิตจากการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัย ปัญหานี้สำคัญมากสำหรับสตรีไทย โดยเฉพาะกรรมาชีพและคนจนในชนบท

shutterstock_216264961

ทั้งๆ ที่กฎหมายไทยอนุญาตให้ผู้หญิงยุติการตั้งครรภ์ได้ในบางกรณี เช่นที่ผู้หญิงตั้งครรภ์มีปัญหาสุขภาพกาย หรือปัญหาสุขภาพจิต หรือตั้งครรภ์เนื่องจากการถูกข่มขืนเป็นต้น แต่การที่คนจนจะเข้าถึงบริการการทำแท้งที่ปลอดภัยมีข้อจำกัดมาก เพราะแพทย์กับพยาบาลอาจมีอคติส่วนตัวที่นำมาตัดสินการตัดสินใจของคนผู้หญิงที่ตั้งท้อง นอกจากนี้โรงพยาบาลที่ให้บริการการทำแท้งฟรีเกือบจะไม่มี

สำหรับสตรีชนชั้นกลางหรือคนชั้นสูงที่มีเงิน การทำแท้งเป็นทางเลือกที่ง่ายกว่ากรรมาชีพและคนจน ดังนั้นเราจะเข้าใจได้ว่าทำไมขบวนการแรงงานในภาคสิ่งทอของไทย มีข้อเรียกร้องให้สตรีทุกคนมีสิทธิ์ทำแท้งเสรีโดยไม่ต้องจ่ายเงิน

ถ้าพิจารณาประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะพบว่ามีแค่สองประเทศเท่านั้นที่ยอมให้ผู้หญิงมีสิทธิเหนือเนื้อตัวร่างกายของตนเองโดยยอมให้มีสิทธิทำแท้งเสรี สองประเทศนั้นคือสิงคโปร์ และเวียดนาม

ในเวียดนามนอกจากผู้หญิงจะมีสิทธิ์ทำแท้งแล้ว ในช่วงแรกหลังการรวมประเทศในปี 1975 มีการพัฒนาการบริการของรัฐในเรื่องสุขภาพอนามัยสำหรับสตรี ซึ่งรวมถึงการบริการในด้านการคุมกำเนิดอีกด้วย และกฎหมายคุ้มครองสุขภาพอนามัยของประชาชนปี 1989 เน้นว่าผู้หญิงมีสิทธิที่จะเลือกทำแท้ง และได้รับการบริการในทุกด้านที่เกี่ยวกับสุขภาพสตรี ต่อมาในปี 1991 มีการออกกฎระเบียบให้ผู้หญิงลางานเพื่อทำแท้ง ซึ่งเป็นประเด็นที่มักถูกมองข้าม

กรณีเวียดนาม ที่มีเสรีภาพในการทำแท้ง เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ เพราะเวียดนามเป็นประเทศที่ค่อนข้างจะยากจนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่สถานภาพของผู้หญิงในเรื่องสุขภาพเจริญพันธ์ค่อนข้างดี เมื่อเทียบกับประเทศไทยสตรีไทยยังเสี่ยงภัยมากกว่าสตรีเวียดนามเพราะไม่มีสิทธิทำแท้งเสรี

ในประเทศที่มีสิทธิทำแท้งเสรี อัตราการทำแท้งไม่ได้สูงไปกว่าประเทศที่จำกัดการทำแท้งตามกฏหมายหรือตามค่านิยม เพราะในประเทศที่ไม่มีสิทธิทำแท้งเสรี ผู้หญิงส่วนใหญ่จำเป็นต้องแอบไปทำแท้งที่อันตราย และไม่ใช่ว่าในประเทศที่เสรีกว่าผู้หญิงจะ “สําส่อน” หรือ ไม่พยายามคุมกำเนิดแต่อย่างใด จริงๆ แล้วคำว่า “สำส่อน” เป็นคำที่ใช้ดูถูกผู้หญิงโดยพวกอนุรักษ์นิยมประเภทมือถือสากปากถือศีล

สิทธิของสตรีที่จะควบคุมร่างกายตนเอง โดยไม่มีนักการเมือง พระ ผู้พิพากษา หรือพวกอนุรักษ์นิยมหัวไดโนเสาร์ มาควบคุม เป็นสิทธิพลเมืองพื้นฐาน “สิทธิเหนือเนื้อตัวร่างกาย” นี้ หมายถึงสิทธิที่จะตั้งท้องหรือไม่ และสิทธิที่จะยุติการตั้งท้องถ้าไม่พร้อม สิทธิในการทำแท้งอย่างปลอดภัยนั้นเอง

พวกที่อ้าง “ศีลธรรม” เพื่อนำความคิดของตนเอง มาบังคับใช้กับคนอื่น โดยสนับสนุนกฎหมายที่จำกัดการทำแท้งอย่างที่มีอยู่ในไทยในปัจจุบัน เป็นพวกที่ใช้เผด็จการเพื่อกดขี่คนอื่น เพราะถ้าคุณเป็นสตรีที่ไม่เห็นด้วยกับการทำแท้งคุณก็ไม่ต้องทำ แต่คุณไม่มีสิทธิ์เหนือร่างกายผู้หญิงคนอื่นที่คิดต่าง ถ้าคุณเป็นผู้ชายคุณมีสิทธิ์พูดและคิด แต่ไม่มีสิทธิ์อะไรทั้งสิ้นในบังคับผู้หญิงไม่ให้ทำแท้ง คนที่อยากเผด็จการกับร่างกายสตรี เป็นพวกที่นิยมระบบทาส เพราะการใช้อำนาจเหนือร่างกายผู้อื่นคือระบบทาส

นอกจากนี้พวกที่อ้าง “ศีลธรรม” ในการห้ามทำแท้ง เป็นพวกสองมาตรฐาน เพราะเน้นสิทธิจอมปลอมของทารกที่ยังไม่เกิดเหนือสิทธิแม่ แต่ยิ่งกว่านั้นพวกนี้เป็นคนที่ให้ความชอบทำกับการมีกองทัพเพื่อฆ่าคน และมักจะให้ความชอบธรรมกับการฆ่าผู้รักประชาธิปไตยโดยทหาร นอกจากนี้พวกที่คัดค้านการทำแท้งมักจะสนับสนุนโทษประหารชีวิตอีกด้วย

คาดว่าในประวัติศาสตร์ของประชาชนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงไทย ในยุคก่อนที่จะมีการค้นพบวิธีคุมกำเนิด การทำแท้งเป็นวิธีการปกติของผู้หญิงในการจำกัดจำนวนบุตร

ในอดีตมีความพยายามหลายครั้งที่จะเปลี่ยนกฏหมายทำแท้งของไทย เช่นหลัง ๑๔ ตุลา หรือในช่วงรัฐบาลเปรม หัวหอกในการจำกัดสิทธิสตรีไทยในการทำแท้งในยุคนั้นคือ จำลอง ศรีเมือง ที่เป็นแกนนำแก๊งเสื้อเหลือง จำลอง คนนี้เคยเป็นทหารรับจ้างเพื่อฆ่าคนในลาว เป็นคนที่มีส่วนในเหตุการณ์นองเลือด ๖ ตุลา และเป็นคนที่เคลื่อนไหวเพื่อล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

การที่เราเคยมีนายกรัฐมนตรีสตรี ไม่ทำให้สิทธิสตรีคืบหน้าแต่อย่างใดในไทย ยิ่งลักษณ์ไม่เคยออกมาสนับสนุนสิทธิทำแท้ง หรือวิจารณ์พวกที่ใช้วาจาเหยียดเพศ ดังนั้นมันเป็นเรื่องจุดยืนทางการเมือง และเรื่องชนชั้นเป็นหลัก เพราะในขณะที่คนจนหรือกรรมาชีพในโรงงานต้องเสี่ยงกับการทำแท้งอย่างไม่ปลอดภัยในสถานที่เถื่อน หรือเสี่ยงกับการติดหนี้มหาศาลเพื่อไปทำแท้งในคลินิก คนรวยและลูกสาวของครอบครัวชั้นสูง สามารถใช้เงินซื้อการทำแท้งปลอดภัยในไทยหรือในต่างประเทศ และเขาทำเป็นประจำ

นอกจากเรื่องชนชั้นแล้ว สิทธิการทำแท้งเสรีเป็นเรื่องสำคัญสำหรับสตรีคนรุ่นใหม่อีกด้วย เพราะเขาอยู่ในกลุ่มที่มักจะเสี่ยงกับการตั้งท้อง

นี่คือสาเหตุที่เราต้องสนับสนุนการรณรงค์ของสหภาพแรงงานไทยเพื่อสิทธิทำแท้งเสรี ขบวนการแรงงานไทยเคยพัฒนาสิทธิสตรีอย่างเป็นรูปธรรมในอีดต เช่นสิทธิลาคลอด ในยุคที่มีการตั้งพรรคการเมืองใหม่ๆ และพูดกันถึงคนรุ่นใหม่ การที่พรรคจะมีหรือไม่มีนโยบายเรื่องนี้จะเป็นเครื่องชี้วัดความก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรม

สตรีกับพระธาตุ  “หมากับคนจีน(และผู้หญิง) ห้ามเข้า”

ใจ อึ๊งภากรณ์

[บทความเก่า ตีพิมพ์ในวารสาร ADAY ๒๓ กรกฏาคม ๒๕๔๗]

ก่อนสงครามโลกครั้งที่สองซึ่งเป็นยุคที่เจ้าอาณานิคมตะวันตกแบ่งกันปกครองเมืองต่าง ๆ ในประเทศจีน ในย่านคนรวยของชาวตะวันตก จะมีป้ายเขียนว่า “ห้ามหมากับคนจีนเข้าโดยเด็ดขาด”… ในกรุงเทพฯในศตวรรษที่ 21 บางครั้งเราจะเห็นป้ายตามข้างถนนที่เขียนไว้ว่า “คนงานต่างด้าวเป็นอาชญากรที่นำเชื้อโรคเข้ามาในประเทศ” ในสหรัฐอเมริกาในทศวรรษที่ 50 รถเมล์สาธารณะมักจะติดป้ายว่า “ห้ามคนผิวดำนั่งหน้า” ในเยอรมันภายใต้นาซีมีการติดป้าย “ห้ามคนยิวเข้า” ตามส่วนต่าง ๆ ของเมือง และตามวัดวาอารามบางแห่งในภาคเหนือของประเทศไทยทุกวันนี้ ยังติดป้าย “ห้ามผู้หญิงเข้า”

สาเหตุที่วัดวาอารามห้ามผู้หญิงเข้าไปใน “สถานที่ศักดิ์สิทธิ์” ก็เพราะชาวพุทธคับแคบ หัวโบราณ ที่ติดป้ายเหล่านั้น  มองว่าผู้หญิงสกปรก  พวกนี้มองว่าประจำเดือนของผู้หญิงเป็นเรื่องสกปรกเช่นกัน  ทั้ง ๆ ที่ประจำเดือนของผู้หญิงเป็นวัฏจักรธรรมชาติของร่างกายสตรี  ที่รักษาสภาพความพร้อมและสดชื่นของร่างหญิงที่จะเลี้ยงลูกในครรภ์  การที่พวกชาวพุทธประเภทนี้มองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งโสโครก แสดงว่าเขาไม่เข้าใจข้อมูลพื้นฐานที่เป็นวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์  งมงายอยู่ในความโง่เขลาทางปัญญา  แต่ที่ร้ายกว่านั้นจมอยู่ในอคติต่อเพศสตรี เพศแม่ โดยมองว่าชายดีเลิศกว่าเสมอ  เราต้องถามว่าชายพวกนี้ และหญิงที่ถูกหลอกให้เชื่อแบบนี้ จนส่งเสริมสนับสนุนให้มีการติดป้ายแบบที่ดูถูกผู้หญิงตามวัดวาอาราม เคยถ่ายอุจาระ หรือ อาเจียน หรือ ขับปัจสาวะบ้างหรือไม่ในชีวิต?  และหลังจากเขาทำสิ่งเหล่านั้นเขาล้างมือหรือเปล่าก่อนเข้าวัด?  เพราะอย่างน้อยชาวมุสลิมซึ่งเป็นกลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ถูกสังคมไทยเหยียดหยาม เขาล้างมือแน่

ทำไมวัดวาอารามในภาคเหนือของประเทศไทย ไม่ติดป้ายว่า คนเบียดเบียนคนอื่น เช่น นายทุนที่ขูดรีด เจ้าพ่อที่ใช้ความรุนแรง  ข้าราชการที่โกงกิน  ตำรวจที่ยิงคนทิ้งโดยไม่ขึ้นศาล นักการเมืองที่โกหกประชาชน  หรือคนที่ก่อสงคราม ฯลฯ  ห้ามเข้า”? ผู้หญิงสกปรกกว่าพวกนั้นหรือ? คำตอบง่าย ๆ ก็คือ ศาสนาพุทธนิกายล้าหลังประเภทที่เราเจอในบางส่วนของภาคเหนือ  สอดคล้องกับผลประโยชน์ของผู้ที่เบียดเบียนคนส่วนใหญ่ในสังคม  ชนชั้นปกครองนั่นเอง  และในสังคมชนชั้นพวกนี้ไม่ว่าจะเป็นเจ้าเมืองล้านนาในอดีต  หรือชนชั้นนายทุนในปัจจุบัน  ได้ประโยชน์จากการกดขี่ผู้หญิง

ในขณะที่ศาสนาพุทธประเภทนั้นมองว่าผู้หญิงโสโครกและต่ำต้อย แต่ในอีกด้านหนึ่งที่ไม่ค่อยมีการพูดถึง  ศาสนาพุทธได้ดูดกินส่วนเกินที่ผลิตโดยผู้หญิง มาเป็นประโยชน์ เพราะผู้หญิงเป็นเพศที่ทำบุญมากที่สุดในสังคมไทย  แต่ผู้หญิงไม่มีสิทธิที่จะมีบทบาทสำคัญในพุทธศาสนา  มีการกีดกันไม่ให้ผู้หญิงบวชเป็นพระ  โดยอาศัยข้ออ้างเหลวไหลว่าผู้หญิง  รักษาวินัยไม่เป็น  ทั้ง ๆ ที่ผู้หญิงในฐานะที่เป็นเพศที่ถูกกดขี่มากที่สุด  เข้าใจดีว่า “ความอดทน” คืออะไร

การมองว่าผู้หญิงเป็นพลเมืองชั้นสอง เป็นคนโสโครก สอดคล้องกับการบังคับให้ผู้หญิงรับภาระหลักในงานบ้าน  และการเลี้ยงดูลูก  โดยมีการกีดกันบทบาทของผู้หญิงในการเป็นผู้นำของสังคมภายนอกบ้าน  เรื่องนี้เป็นเรื่องเดียวกับทัศนะคติคับแคบเกี่ยวกับ  เกย์ กะเทย ทอม ดี้  และเป็นเรื่องเดียวกับทัศนะคับแคบต่อพี่น้องคนงานพม่า  หรือคนชนเผ่า  เพราะการเหยียดหยาม  ”ผู้อื่น”  ที่ไม่ใช่ “ไทยแท้” เป็นวิธีการบังคับให้เขายอมทำงานประเภทสกปรก  และอันตรายโดยที่ได้รับค่าจ้างแรงงานต่ำ  แต่ที่สำคัญที่สุดคือมันเป็นวิธีการปลุกระดม ให้คนธรรมดาส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นชายหญิง  กะเทย  คนพม่า หรือ คนบนดอย แตกแยกกัน  เพราะตราบใดที่เราแตกแยกกัน  เราจะไม่สามัคคีโค่นล้มระบบงี่เง่านี้

ที่เมืองจีนเขาต้องมีการปฏิวัติ ป้ายเหยียดหยามมันจึงถูกดึงลงมา

กรณีความไม่พอใจของผู้ที่อ้างว่าเป็น ”พุทธศาสนิกชน” ต่อข้อวิพากษ์วิจารณ์ ของ สว.ระเบียบรัตน์  ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด  เพราะความคิดคับแคบและปฏิกิริยามีมานานในการตีความศาสนาพุทธของคนบางกลุ่ม  ในประเด็นนี้มีพุทธศาสนิกชนอีกส่วนหนึ่งตีความในด้านตรงข้าม  เขามองว่าศาสนาพุทธเป็นปรัชญาของ สิทธัตถะ ผู้นำการกบฏเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมในสังคมวรรณะของอินเดีย พุทธจึงเปิดกว้าง  ส่วนผู้รักความเป็นธรรมอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่นับถือศาสนาเลย  อาจจะมองว่า สิทธัตถะ  ละเว้นความรับผิดชอบต่อลูกเมียโดยการออกบวช เช่น ในวรรณกรรมของ ศรีดาวเรือง หรือในภาพยนต์ เรื่อง “ซันซาร่า” อันเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพระสงฆ์ธิเบตที่หลงรักผู้หญิง

ทัศนะคติที่น่าสลดใจที่สุดมาจากผู้ที่ควรจะรู้ดีกว่านี้ คือสายชุมชนในภาคเหนือ เช่นธเนศวร์ เจริญเมือง ที่งมงายในท้องถิ่นนิยม และการปกป้องภูมิปัญญาชาวบ้านอย่างสุดขั้ว จนไม่สามารถแยกแยะได้ว่าอะไรก้าวหน้า หรืออะไรกดขี่ผู้หญิง และไม่สามารถแยกแยะอีกด้วยว่าวัฒนธรรม “โบราณ” ของล้านนาเป็นวัฒนธรรมของคนชนชั้นสูงหรือวัฒนธรรมของชาวบ้านกันแน่  ส่วนใหญ่วัดวาอารามที่เหยียดหยามสตรี มักจะเป็นวัดวาอาราม”ทอง”ของคนชั้นสูง ไม่ใช่วัดเล็ก ๆ ของชาวบ้านในหมู่บ้านต่าง ๆ

ในเรื่องของท่าทีของเจ้าล้านนาในอดีต มีนักมานุษยวิทยาท่านหนึ่งที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องภาคเหนือของประเทศไทย  เคยไปสัมภาษณ์ผู้เฒ่าผู้แก่เกี่ยวกับทัศนะคติของเขาที่มีต่อเจ้าเมืองเดิม นักวิชาการคนนี้ค้นพบว่าชาวบ้านล้านนา  เกลียดชังเจ้าครองเมืองเก่าเพราะมองว่าเมื่อพวกนี้เสด็จผ่านถิ่นของตน เขามักจะฉุดลูกสาวชาวบ้านไปข่มขืน  นี่เป็นวัฒนธรรมที่เราควรจะไปปกป้องหรือไม่?

อย่างไรก็ตาม แม้แต่ชาวบ้านเองก็ยังสามารถมีอคติแคบๆ ตามความคิดชุมชนโบราณ กรณีอคติคับแคบของชาวบ้านต่อเด็กๆ ติดเชื้อ HIV เป็นตัวอย่างที่ดี มีชุมชนบางแห่งในภาคเหนือที่พยายามขับไล่เด็กติดเชื้อออกจากโรงเรียนในหมู่บ้าน เพราะไม่มีจิตสำนึกเรื่องสิทธิเสรีภาพและไม่เข้าใจข้อมูลพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ในเรื่องวิธีการแพร่ระบาดของ HIV เป็นต้น

เมื่อไม่นานมานี้ในการสัมมนาที่จุฬาฯ ในโอกาสครบรอบ 72 ปี การปฏิวัติ 2475 มีนักเอ็นจีโอสายชุมชนคนหนึ่งพูดโจมตีวิทยาศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่ที่เขามองว่าเป็น “ศาสตร์ของตะวันตก” สิ่งที่คนนี้พูดมันผิดตั้งแต่แรก เพราะวิทยาศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่มีรากฐานจากศาสตร์ของชาวอาหรับและชาวจีนในยุคที่ชาวตะวันตกจมอยู่ในความโง่ของชุมชนโบราณ นอกจากนี้การปฏิเสธวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ที่พยายามเข้าใจ “องค์รวม” ของปัญหาหรือวิธีการรักษาด้วยยาพร้อมกับวิธีการักษาด้วยการพัฒนาสภาพชีวิตโดยรวม เป็นสิ่งที่ก้าวหน้าและเป็นประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่ และมุมมองว่ามีสิ่งที่เรียกว่า “ตะวันตก” และ “ตะวันออก” ก็เป็นทัศนะคติ “ตะวันตก” แต่แรก แต่ยุคนี้คน “ตะวันออก” นำมาใช้เพื่อพิสูจน์อย่างโง่ๆ ว่าเราต่างจากตะวันตก

ตัวอย่างของการคลั่งชาติ หรือท้องถิ่นนิยมสุดขั้ว ที่เป็นพิษภัยต่อคนธรรมดา คือนโยบายของรัฐบาลประธานาธิบดี อุมเบเค ในอัฟริกาใต้ เพราะอุมเบเคเสนอว่าการวิเคราะห์ว่าโรคเอดส์มาจากไวรัส HIV และรักษาด้วยยาต้านไวรัส “เป็นมุมมองตะวันตกที่หลอกลวงให้คนในอัฟริกาให้ซื้อยาต้านไวรัสจากบริษัทยาข้ามชาติ” นโยบายนี้มีผลด้านเดียวเท่านั้น คือทำให้คนจนในอัฟริกาใต้ที่ติดเชื้อ HIV ตายโดยไม่จำเป็น เพราะรัฐบาลไม่ยอมใช้งบประมาณในการแจกจ่ายยาต้านไวรัสมาหลายปี โชคดีที่นักเคลือนไหวทางสังคมสามารถกดดันให้รัฐบาลเปลี่ยนนโยบายในที่สุด

วิทยาศาสตร์ไม่ใช่ความคิดตะวันตกหรือตะวันออก และไม่ใช่ ”ความคิดของชาย” อย่างที่พวกแฟมินิสต์สุดขั้วบางกลุ่มเสนอ มันเป็นวิธีการทำความเข้าใจกับโลกที่พยายามใช้เหตุผลและข้อมูลมากที่สุด แน่นอนบ่อยครั้งวิทยาศาสตร์จะถูกใช้โดยคนชั้นนำหรือกลุ่มทุนในทางที่ผิด เช่นในการกอบโกยกำไร หรือในการทำสงคราม แต่นั้นไม่ใช่ข้อบกพร่องของวิทยาศาสตร์ มันเป็นข้อบกพร่องของระบบอำนาจในสังคมชนชั้นต่างหาก

ในลักษณะเดียวกัน ประชาธิปไตยและอุดมคติเกี่ยวกับความเท่าเทียมกันของมนุษย์และสิทธิเสรีภาพ ไม่ใช่ทัศนะ “ฝรั่ง” หรือทัศนะของคนที่ไม่ใช่ไทยหรือล้านนา มันเป็นอุดมการณ์ของเพื่อนมนุษย์ทั่วโลกที่ร่วมกันต่อสู้มานานเพื่อให้เรารอดพ้นจากสภาพความเป็นสัตว์และพัฒนาตนเองขึ้นมาเป็นมนุษย์เต็มตัว เราต้องฟันธงไปเลยว่า ถ้ามันมีความเชื่อใดๆ หรือวัฒนธรรมชุมชนใดๆ ที่มองว่าหญิงเป็นเพศต้อยต่ำ ความเชื่อแบบนี้ล้าหลังและเป็นอุปสรรคต่อการพ้นสภาพความเป็นสัตว์ของมนุษย์ ยิ่งกว่านั้น อย่างที่ เลนิน เคยตั้งข้อสังเกต: “ชนชาติใดที่ยอมให้ชนชั้นปกครองของตนเองนำผู้อื่นมาเป็นทาส ย่อมไม่มีวันปลดปล่อยตนเองได้” ในกรณีนั้นเลนินกำลังพูดถึงชนชั้นกรรมาชีพอังกฤษที่ยอมให้สังคมอังกฤษดูถูกคนไอริช แต่เราสามารถขยายไปสู่คนไทยได้ เพราะถ้าคนไทย ไม่ว่าจะมาจากภาคใด เชิดชูการกดขี่สตรี คนไทยก็จะยังเป็นทาสต่อไป ไม่มีวันปลดปล่อยตนเองได้

แล้ว “ขบวนการสิทธิสตรีไทย” หายไปไหนอีกแล้ว? ทำไมไม่ออกมาสนับสนุน ส.ว. ระเบียบรัตน์ และร่วมกันด่าความคับแคบของสังคมวัดในภาคเหนือ? เป็นเพราะอะไรที่ไม่มีการออกมาหนุนกัน เพราะขบวนการสิทธิสตรีกลายเป็นศพภายใต้แนวคิด “หลังทันสมัย” ที่มองว่า “ไม่มีผิดไม่มีถูก” ใช่ไหม? นั่งคุยกันในหอคอยงาช้างถึงวาทกรรมที่กดขี่สตรี แต่เมื่อมีป้ายด่าผู้หญิง กลับ มือไม้อ่อน….

บางคนอาจสงสัยว่าทำไมนักมาร์คซิสต์สนใจในสิทธิเสรีภาพของสตรีที่จะเข้าวัด บางคนอาจคิดว่าเราคงไม่อยากให้ใครเข้าวัดเลยในเมื่อเราไม่เห็นด้วยกับปรัชญาของศาสนาใดๆ ก็จริงนะ เพื่อนมาร์คซิสต์คนหนึ่งของผมถึงกับพูดว่า “ทำไมไปเรียกร้องตรงนี้? ทำไมไม่เผาวัดทิ้งไปเลย?” “ใจเย็นๆ” ผมบอกเขา นอกจากจะเสียดายโบราณสถานสวยงามแล้ว อันโตนีโอ กรัมชี่ นักมาร์คซิสต์อิตาลี่เคยอธิบายว่านักปฏิวัติสังคมต้องสนใจการช่วงชิงความคิดในทุกแง่ทุกมุมของสังคมเพื่อไม่ให้ “ประชาสังคม” กลายเป็นเกราะป้องกันอภิสิทธิ์ของชนชั้นปกครอง สรุปแล้วแม้แต่ในเรื่องของศาสนานักสังคมนิยมก็ต้องเป็นปากเสียงของเพื่อนมนุษย์ผู้ถูกกดขี่ทั้งหลาย ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นได้ชัดว่า นักสังคมนิยมมาร์คซิสต์เป็นผู้ต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพในการนับถือศาสนาอย่างแท้จริง เราต่างจากพวกคับแคบในชนชั้นปกครองไทยที่มองว่าควรมีกระทรวงวัฒนธรรมหรือกระทรวงศาสนา  เพราะเรามองว่าความเชื่อของปัจเจก  ในเรื่องของศาสนา  ถ้าไม่เบียดเบียนกดขี่ผู้อื่น เป็นสิทธิเสรีภาพของปัจเจกเสมอ  รัฐไม่ควรยุ่งเกี่ยวแต่อย่างใด

เมื่อไม่นานมานี้รัฐบาลไทยจัดทัศนะศึกษานอกพื้นที่ให้กับมุสลิมภาคใต้  เพื่อให้ไปศึกษาวัฒนธรรมวิถีชีวิตของภาคกลางและภาคอื่น ๆ โดยอ้างว่าเป็นการ“ส่งเสริมให้ชาวภาคใต้มีทัศนะเปิดกว้าง”  การกระทำดังเกล่าของรัฐไทย  เป็นการพยายามแก้ปัญหาผิดจุด  จริง ๆ แล้วรัฐบาลไทยควรจะนำนักการเมือง ข้าราชการ พลเมือง ทหาร ไปศึกษาความดีงามของวิถีชีวิตชาวมุสลิมต่างหาก  และในกรณีความคับแคบของศาสนิกชนบางกลุ่มในภาคเหนือ  ขอเสนอให้รัฐบาลไทยจัดทัศนะศึกษาให้กับพวกนี้  เพื่อเรียนรู้ถึงความคิดเกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพทางเพศ  ในท้องถิ่นอื่น ๆ ที่ก้าวหน้ากว่าด้วย

ตอแหล “ฟิตเนส”

ใจ อึ๊งภากรณ์

คลิปวิดีโองานเซ็กส์ในฟิตเนส ที่กำลังแชร์กันไปทั่ว เปิดโปงความตอแหลของเผด็จการทหารในอีกแง่หนึ่งเมื่อเจ้าหน้าที่รัฐประกาศว่าจะมีการสอบสวน

ในความเป็นจริงนายทหาร นักธุรกิจ และข้าราชการชั้นสูง ในวัยกลาง มักจะซื้อเพศสัมพันธ์จากสตรีอ่อนวัยที่ยากจนกว่าตนเองเป็นประจำ ในงานเลี้ยงทหารก็มักจะมีสาวเปลือยที่มาแสดงร่างตนเองท่ามกลางชายใส่เครื่องแบบ

เจ้าฟ้าชายไทยก็ขึ้นชื่อมานานในการนำภาพเปลือยของแฟนตนเองไปโชว์ให้ชาวโลกดู

ลึกๆ แล้วสิ่งที่เผด็จการทหารและชนชั้นปกครองไทย “รับไม่ได้” ไม่ใช่พฤติกรรมที่ไม่เคารพสตรีแบบนี้ หรือพฤติกรรมที่มองว่าคนธรรมดาถูกซื้อเพื่อมาทำอะไรก็ได้ นั้นไม่ใช่ปัญหาถ้าไม่ประกาศออกมา และมันเป็นทัศนะของคนชั้นสูงไทยมาตลอด สิ่งที่เขารับไม่ได้คือการเปิดเรื่องนี้ออกมาในที่สาธารณะ เพราะเผด็จการมือเปื้อนเลือดของไอ้ยุทธ์มันกำลังขยันสร้างภาพเท็จว่ามันเต็มไปด้วยศีลธรรมและความดี

เราก็ทราบดีว่าเผด็จการทหารชุดนี้ตรงข้ามกับความดีงาม นอกจากการไม่เคารพสตรีแล้ว พวกมันมองว่าการเข่นฆ่าเสื้อแดงที่รักประชาธิปไตย “ไม่ผิด” เขามองว่าการจ่ายเงินเดือนสูงๆ จากหลายๆ ตำแหน่งให้ตนเอง “ไม่เป็นการคอร์รับชั่น” เขามองว่าการปล้นอำนาจอธิปไตยและเสรีภาพจากประชาชนผ่านรัฐประหาร “ไม่ผิด”และพวกมันมองว่าการโกหกในทุกเรื่องเป็น “เรื่องดี”

แต่ถ้ากลับมาเรื่องงานเซ้กส์ในฟิตเนส จะมีบางคนสงสัยว่า “มันผิดตรงไหน”? สำหรับชาวสังคมนิยม การที่ชายรวยอายุวัยกลาง ซื้อเซ็กส์จากสาวๆ อายุน้อย เป็นเรื่องน่ารังเกียจและไม่เป็นการเคารพสตรี

ถ้ามันมีงานเซ้กส์ที่ทุกฝ่ายยินยอมเพราะชอบหรือรักกัน และไม่มีการซื้อขายร่าง เรื่องแบบนี้จะไม่ผิดอะไรทั้งสิ้น ไม่ว่าผู้ใหญ่แต่ละคนจะอายุเท่าไร และไม่ว่าแต่ละคนจะเป็นเพศไหนด้วย แต่ถ้าเป็นงานแบบนั้นพวกถือศีลธรรมจอมปลอมก็จะออกมาด่าว่าเป็นการ “มั่วเซ็กส์” และคำด่าจะพุ่งไปที่ผู้หญิงเป็นหลัก เพราะในไทยมีผู้หญิงดี กับผู้หญิงขายบริการ… ประเทศเราตอแหลและสองมาตรฐานมานาน

ผู้ลี้ภัยที่เคยถูกข่มขืน ถูกบังคับให้คลอดลูกในไอร์แลนด์

ใจ อึ๊งภากรณ์

 

ประเทศไอร์แลนด์เป็นประเทศที่ยังมีพวกพระศาสนาคริสต์ล้าหลังครอบงำสังคม ดังนั้นการทำแท้งยังผิดกฏหมาย เรื่องอื้อฉาวล่าสุดคือมีสตรีผู้ลี้ภัยที่เคยถูกข่มขืน ถูกศาลบังคับให้คลอดลูกผ่านการผ่าตัดทั้งๆ ที่ขอทำแท้ง นับว่าเป็นตัวอย่างความโหดร้ายทารุณที่สุดของกฏหมายห้ามทำแท้ง อย่างไรก็ตามเรื่องแบบนี้อาจเป็นสิ่งที่จุดประกายการรณรงค์ในไอร์แลนด์ให้สตรีมีสิทธิทำแท้งเสรีรอบต่อไป

ในไอร์แลนด์กฏหมายห้ามทำแท้งบังคับให้สตรีถูกผ่าตัดโดยไม่ยินยอม หรือบังคับให้สตรีตายขณะคลอดลูกในกรณีก่อนหน้านี้ ในไทยกฏหมายห้ามทำแท้งบังคับให้สตรีต้องไปทำแท้งเถื่อนซึ่งเสี่ยงต่อชีวิต

Protesters in Ireland

     สิทธิของสตรีที่จะควบคุมร่างกายตนเอง โดยไม่มีนักการเมือง พระ ผู้พิพากษา หรือพวกอนุรักษ์นิยมหัวไดโนเสาร์ มาควบคุม เป็นสิทธิมนุษยชนหรือสิทธิพลเมืองพื้นฐาน “สิทธิเหนือเนื้อตัวร่างกาย” นี้ หมายถึงสิทธิที่จะตั้งท้องหรือไม่ และสิทธิที่จะยุติการตั้งท้องถ้าไม่พร้อม สิทธิในการทำแท้งอย่างปลอดภัยนั้นเอง

พวกที่อ้าง “ศีลธรรม” เพื่อนำความคิดของตนเอง มาบังคับใช้กับคนอื่น โดยสนับสนุนกฎหมายห้ามทำแท้งอย่างที่มีอยู่ในไทยหรือไอร์แลนด์ในปัจจุบัน เป็นพวกที่ใช้เผด็จการเพื่อกดขี่คนอื่น เพราะถ้าคุณเป็นสตรีที่ไม่เห็นด้วยกับการทำแท้งคุณก็ไม่ต้องทำ แต่คุณไม่มีสิทธิ์เหนือร่างกายผู้หญิงคนอื่นที่คิดต่าง ถ้าคุณเป็นผู้ชายคุณมีสิทธิ์พูดและคิด แต่ไม่มีสิทธิ์อะไรทั้งสิ้นในการสนับสนุนการบังคับผู้หญิงไม่ให้ทำแท้ง คนที่อยากเผด็จการกับร่างกายสตรี เป็นพวกที่นิยมระบบทาส เพราะการใช้อำนาจเหนือร่างกายผู้อื่นคือระบบทาส

พวกที่อ้าง “ศีลธรรม” ในการห้ามทำแท้ง เป็นพวกสองมาตรฐาน เพราะเน้น “สิทธิจอมปลอมของทารกที่ยังไม่เกิด” เหนือ “สิทธิแม่” แต่ยิ่งกว่านั้นพวกนี้เป็นคนที่ให้ความชอบทำกับการมีกองทัพเพื่อฆ่าคน และให้ความชอบธรรมกับการฆ่าผู้รักประชาธิปไตยโดยทหาร นอกจากนี้พวกที่คัดค้านการทำแท้งมักจะสนับสนุนโทษประหารชีวิตอีกด้วย

ในอดีตหัวหอกในการจำกัดสิทธิสตรีไทยในการทำแท้งคือ จำลอง ศรีเมือง ที่เป็นหัวหน้าแก๊งพันธมิตรฯ จำลอง คนนี้เคยเป็นทหารรับจ้างเพื่อฆ่าคนในลาว เป็นคนที่มีส่วนในเหตุการณ์นองเลือด ๖ ตุลา และเป็นคนที่เคลื่อนไหวเพื่อล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง พรรคพวกของเขามองว่าพลเมืองไทยมี “ประชาธิปไตยมากเกินไป”

ม็อบสุเทพเคยใช้วาจาที่เหยียดสตรี ในการด่านายกยิ่งลักษณ์ พวกนี้เป็นพวกที่ต่อต้านประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพทุกชนิด

แต่การที่เราเคยมีนายกรัฐมนตรีสตรี ไม่ทำให้สิทธิสตรีคืบหน้าแต่อย่างใดในไทย ยิ่งลักษณ์ไม่เคยออกมาสนับสนุนสิทธิทำแท้ง หรือวิจารณ์พวกที่ใช้วาจาเหยียดเพศ และไม่ทำอะไรเพื่อกำจัดพวกทหารเผด็จการ

สิทธิการทำแท้งเป็นเรื่องชนชั้น เพราะในขณะที่คนจนหรือกรรมาชีพในโรงงานต้องเสี่ยงกับการทำแท้งอย่างไม่ปลอดภัยในสถานที่เถื่อน หรือเสี่ยงกับการติดหนี้มหาศาลเพื่อไปทำแท้งในคลินิก คนรวยและลูกสาวของครอบครัวเบื้องบนชั้นสูง สามารถใช้เงินซื้อการทำแท้งปลอดภัยในไทยหรือในต่างประเทศ และเขาทำเป็นประจำ

นี่คือสาเหตุที่เราต้องเน้นและสนับสนุนการรณรงค์ของสหภาพแรงงานไทย ที่เคยพัฒนาสิทธิสตรีอย่างเป็นรูปธรรมในอีดต เช่นสิทธิลาคลอด และเราต้องสนับสนุนข้อเรียกร้องของขบวนการแรงงานในปัจจจุบัน เพื่อให้สตรีไทยมีสิทธิทำแท้ง

พวกอนุรักษ์นิยมเสื้อเหลืองโกหกว่าการทำแท้งกับการมีเพศสัมพันธ์แบบ “สำซ่อน” เกี่ยวโยงกัน แต่เราต้องเปิดเผยความจริงว่าสตรีส่วนใหญ่ที่เลือกทำแท้งในไทยและที่อื่น เป็นคนที่มีคู่ถาวร จำนวนมากมีลูกแล้วด้วย แต่จุดร่วมคือไม่พร้อมจะตั้งท้อง

ถ้าพิจารณาประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะพบว่ามีแค่สองประเทศเท่านั้นที่ยอมให้ผู้หญิงมีสิทธิเหนือเนื้อตัวร่างกายตนเอง โดยยอมให้มีสิทธิทำแท้งเสรี สองประเทศนั้นคือสิงคโปร์ และเวียดนาม

กรณีเวียดนาม ที่มีเสรีภาพในการทำแท้ง เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ เพราะเวียดนามเป็นประเทศที่ค่อนข้างจะยากจนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่สถานภาพของผู้หญิงในเรื่องสุขภาพเจริญพันธ์ค่อนข้างดี เมื่อเทียบกับประเทศไทย ในประเทศที่มีสิทธิ์ทำแท้งเสรี ผู้หญิงจะสามารถทำแท้งในโรงพยาบาลที่มีมาตรฐาน ซึ่งสร้างความปลอดภัยกับผู้หญิง