Tag Archives: อนุสาวรีย์

สงครามทางความคิดเรื่อง๒๔๗๕

ใจ อึ๊งภากรณ์

 ประวัติศาสตร์ทุกยุคทุกสมัยไม่ใช่แค่เรื่องของข้อมูลที่นักประวัติศาสตร์ทั้งหลาย เก็บมาเพื่อถ่ายทอดให้เรารับรู้เท่านั้น แต่ประวัติศาสตร์เป็นเครื่องมือทางการเมืองของฝ่ายต่างๆ ที่หวังเสนอแนวคิดในเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตเพื่อสนับสนุนแนวคิดของตนเองในสมัยนี้ ไม่มีตำราเรียนในโรงเรียนเล่มไหนที่ไม่ลำเอียงไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งเพื่อสนับสนุนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และบทความนี้ก็เช่นเดียวกัน ข้อเสนอในบทนี้พยายามอ้างประวัติศาสตร์เพื่อแสดงให้เราเห็นว่าสังคมไทยในปัจจุบันเปลี่ยนและพัฒนาให้ดีขึ้น โดยที่ประชาชนส่วนใหญ่สามารถมีส่วนร่วมโดยตรงได้ ไม่ใช่ว่าต้องหยุดนิ่งกับที่ตลอดไป ดังนั้นบทนี้จะพยายามแย้งแนวกระแสหลักทางความคิดของชนชั้นปกครองไทยเรื่องการปฏิวัติ ๒๔๗๕

การปฏิวัติ ๒๔๗๕ เป็นการปฏิวัติล้มรัฐทุนนิยมภายใต้เผด็จการกษัตริย์แบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไปสู่รัฐทุนนิยมภายใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจมีรูปแบบประชาธิปไตยรัฐสภาหรือเผด็จการก็ได้ เหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์ที่สำคัญและมีประโยชน์กับฝ่ายประชาชนชั้นล่างเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นขั้นตอนหนึ่งในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไทย มวลชนธรรมดาในยุคนั้นเข้าใจสิ่งนี้ดี จึงมีส่วนร่วมในการปฏิวัติ ๒๔๗๕ แต่ในยุคปัจจุบันชนชั้นปกครองไทยต้องการที่จะลดความสำคัญของเหตุการณ์นี้ เพื่อให้ประชาชนลืมว่าการปกครองระบอบประชาธิปไตยทุนนิยมในเกือบทุกประเทศมีต้นกำเนิดจากการปฏิวัติ

การปฏิวัติ ๒๔๗๕ ไม่ได้เกิดจากการนำเอา “ความคิดตะวันตก” มาใช้ในสังคมไทย แต่มาจากการที่ระบบการผลิตแบบทุนนิยมในไทยพัฒนาถึงระดับที่สามัญชน ซึ่งเข้ามามีบทบาทในระบบราชการ ไม่พอใจที่จะถูกปกครองต่อไปโดยเจ้าในรูปแบบเดิม  แนวคิดนี้ได้รับการสนับสนุนจากมวลประชาไทยมากขึ้นเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจร้ายแรงทั่วโลก และในที่สุดระบบการปกครองสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่เป็นทางผ่านชั่วคราวระหว่างระบบศักดินากับระบบรัฐสภาทุนนิยมก็หมดสิ้นจากแผ่นดินไทย

มีนักประวัติศาสตร์ไทยจำนวนไม่น้อยที่ศึกษาการปฏิวัติ ๒๔๗๕ อย่างละเอียด เช่น นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ หรือ สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ ฯลฯ บทความชิ้นนี้จะไม่บังอาจยกตัวขึ้นเพื่อแข่งกับชิ้นงานดังกล่าว      แต่จะอาศัยข้อมูลที่ผู้อื่นค้นหามาเพื่อใช้วิเคราะห์เหตุการณ์นี้จากมุมมองมาร์คซิสต์ และในการวิเคราะห์ครั้งนี้จะพิจารณาสี่นิยายที่ชนชั้นปกครองเสนอให้เราเชื่อเกี่ยวกับ ๒๔๗๕

การปฏิวัติครั้งนี้ถึงแม้ว่าจะมีรูปแบบผิวเผินที่ดูคล้ายกับการปฏิวัติฝรั่งเศสปี 1789 หรือการปฏิวัติอังกฤษปี 1640 ที่มีการล้มการปกครองที่ใช้อำนาจเด็ดขาดของกษัตริย์ เพื่อสถาปนาการปกครองรูปแบบรัฐสภาทุนนิยมของนายทุน แต่แท้จริงแล้วการปฏิวัติ ๒๔๗๕ ไม่ใช่การ “ปฏิวัติทางสังคม” ที่ล้มระบบศักดินาเพื่อไปสู่ระบบทุนนิยมแต่อย่างใด เพราะระบบศักดินาไทยถูกล้มตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ แล้ว       การปฏิวัติ ๒๔๗๕ เป็นการปฏิวัติ “ทางการเมือง” จากรัฐทุนนิยมสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปสู่รัฐทุนนิยมที่มีการปกครองแบบคณะภายใต้รัฐธรรมนูญต่างหาก [ดู http://bit.ly/2pmhLNT ]

การปฏิวัติ ๒๔๗๕ เป็นการ ชิงสุกก่อนห่ามความจริงแล้วถ้าเราพิจารณาการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองไปสู่ระบบรัฐธรรมนูญ แทนที่จะยังไม่ถึงยุคสุกงอมสำหรับเมืองไทย ต้องถือว่าไทยล้าหลังประเทศอื่นพอสมควรเพราะแม้แต่ประเทศจีนก็ปฏิวัติยกเลิกระบบจักรพรรดิไปแล้วในปี 1911   21 ปีก่อนการปฏิวัติในไทย และไม่ใช่ว่าในไทยไม่ได้มีกระแสที่เรียกร้องรัฐธรรมนูญมานาน เพราะตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๒๗ ก็ได้มีการขอรัฐธรรมนูญ

ในประเด็นความไม่พร้อมของประชาชน คณะราษฎร์เองในคำประกาศฉบับที่หนึ่ง มีความเห็นว่า รัฐบาลของกษัตริย์ ….กล่าวหมิ่นประมาทราษฎรผู้มีบุญคุณเสียภาษีอากรให้เจ้าได้กิน ว่าราษฎรมีเสียงทางการเมืองไม่ได้ เพราะราษฎรยังโง่ ถ้าราษฎรโง่ เจ้าก็โง่เพราะเป็นคนชาติเดียวกัน ที่ราษฎรรู้ไม่ถึงเจ้านั้นไม่ใช่เพราะโง่ เป็นเพราะขาดการศึกษาที่พวกเจ้าปกปิดไว้ไม่ให้เรียนเต็มที่ เพราะเกรงว่าราษฎรได้มีการศึกษาก็จะรู้ความชั่วร้ายที่ทำไว้และคงจะไม่ยอมให้ทำนาบนหลังตน

นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ได้เสนอข้อมูลที่สนับสนุนแนวคิดที่มองว่ากระแสและจิตสำนึกในส่วนสำคัญๆ ของเหล่าประชาชนไทยในยุคนั้นเห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เพราะก่อนหน้านั้นมีการตีพิมพ์บทความและเสนอฎีกาความเห็นจากประชาชนคนสามัญมากมาย โดยเฉพาะในเรื่องของวิกฤตเศรษฐกิจทุนนิยมที่มีผลกระทบต่อชีวิตประชาชนในสมัยนั้น และความไร้ประสิทธิภาพและความเห็นแก่ตัวของรัฐบาลกษัตริย์ในการแก้วิกฤตดังกล่าว

พวกที่มองว่า ๒๔๗๕ เป็นการ “ชิงสุกก่อนห่าม” มักอ้างว่าการปฏิวัติครั้งนี้นำไปสู่เผด็จการแทนที่จะมีประชาธิปไตย แต่นั้นเป็นคำโกหกของพวกที่เชียร์เผด็จการ แท้จริงแล้วเผด็จการทหารเกิดขึ้นในไทยเพราะพวกทหารหลายกลุ่มต้องการทำลายประชาธิปไตยต่างหาก และการไม่ยกเลิกเผด็จการกษัตริย์ของรัชกาลที่๗ จะไม่ช่วยแก้ปัญหานี้แต่อย่างใด เพราะเผด็จการของ ร.๗ ก็เลวพอๆ กับเผด็จการทหาร และรัชกาลที่๗ ไม่เคยมีแผนจะสละอำนาจเพื่อสร้างประชาธิปไตยสมบูรณ์

ปรีดี พนมยงค์และคณะราษฎร์เอา ความคิดตะวันตกที่ไม่เหมาะกับสังคมไทยมาใช้? กระแสการเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในคนที่ไปเรียนต่างประเทศอย่างปรีดี พนมยงค์ เพราะความจริงผู้นำส่วนใหญ่ของคณะราษฎร์ไม่ได้จบจากนอกแต่อย่างใด และปรีดีเองได้เคยตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อข้าพเจ้ากลับเมืองไทยปี ๒๔๗๐ ชนรุ่นใหม่ที่ไม่เคยไปต่างประเทศมีความตื่นตัวที่จะเปลี่ยนระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

นักวิชาการหลายคนเช่น Girling ได้เสนอว่าที่จริงแล้วในต้นศตวรรษที่ 20 อิทธิพลของกษัตริย์ไทยในชนบทเกือบจะไม่มีเลย และ Bowie รายงานว่านักมนุษยวิทยาคนหนึ่งเคยพบว่าในปี ๒๔๙๗ 61% ของคนไทยที่อยู่ในชนบทห่างไกลไม่เข้าใจความหมายของสถาบันพระมหากษัตริย์ อย่างไรก็ตามพอเข้ายุครัฐบาลของจอมพลสฤษดิ์ก็มีการฟื้นฟูค่านิยมและประเพณีในพระเจ้าแผ่นดินใหม่เพื่อหวังสร้างความชอบธรรมแก่คณะรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์

การปฏิวัติ ๒๔๗๕ เป็นการกระทำของกลุ่มชั้นนำโดยประชาชนไม่มีส่วนร่วม? มีงานวิจัยหลายชิ้นที่เสนอว่าในหมู่ประชาชนมีกระแสความต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมสูง และมีหลักฐานว่าประชาชนชั้นล่างมีส่วนร่วมในการปฏิวัติพอสมควร แม้แต่ชนชั้นกรรมาชีพก็มีการเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิเสรีภาพมาก่อนหน้าการปฏิวัติ ตัวอย่างที่ดีคือ“คณะกรรมกร”ของ ถวัติ ฤทธิเดช ที่สนับสนุนคนงานรถรางและที่มีหนังสือพิมพ์ชื่อ “กรรมกร” คณะกรรมกรถูกก่อตั้งขึ้นในปี ๒๔๖๓ และมีส่วนร่วมในการต่อสู้กับฝ่ายเจ้าในปี ๒๔๗๕ และในปราบกบฏบวรเดชปี ๒๔๗๖ เหรียญของคณะราษฎร์ที่มอบให้ผู้นำกรรมกรยังตั้งไว้ให้เราชมที่พิพิธภัณฑ์แรงงานไทย

รัชกาลที่ ๗ เป็นบิดาแห่งการปกครองประชาธิปไตยไทย? กระแสที่เสนอว่ารัชกาลที่ ๗ เป็นบิดาแห่งการปกครองประชาธิปไตย  เป็นกระแสที่ได้รับการสนับสนุนในแวดวงชนชั้นปกครองไทยในยุคหลังเหตุการณ์รุนแรง ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ซึ่งจะเห็นได้จากการที่มีการสร้างรูปปั้นรัชกาลที่ ๗ ไว้หน้าตึกใหม่ของรัฐสภาไทยในสมัยนั้น ชนชั้นปกครองต้องการที่จะลบล้างประวัติศาสตร์การต่อสู้ของมวลชนชาวไทยให้หมดไปจากจิตสำนึกของเรา การล้างจิตสำนึกของประชาชนมีหลายรูปแบบ อีกตัวอย่างคือการไม่ให้ความสำคัญกับอนุสาวรีย์การปฏิวัติ ๒๔๗๕ ที่เป็นหมุดโลหะซึ่งเคยตั้งไว้บนถนนใกล้ๆ พระรูปทรงม้า และอนุสาวรีย์ที่ระลึกถึงชัยชนะของคณะราษฎร์ในการปราบกบฏบวรเดชที่หลักสี่ [ดู http://bit.ly/2quNSZx ]

การปฏิวัติ ๒๔๗๕ เป็นเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ที่เราควรเฉลิมฉลองและรักษาไว้ในความทรงจำของพลเมืองไทย

เชิญอ่านบทความเต็มเรื่องนี้ได้ที่นี่ http://bit.ly/2pz4oul

Advertisements

สงครามอนุสาวรีย์

ใจ อึ๊งภากรณ์

นักประวัติศาสตร์หลายคน ทั้งคนไทยและชาวตะวันตก ได้เคยอธิบายความสำคัญของอนุสาวรีย์และประวัติศาสตร์ในสงครามช่วงชิงอำนาจทางการเมืองปัจจุบัน มันเป็นสิ่งที่ อันโตนิโอ กรัมชี่ นักมาร์คซิสต์ชาวอิตาลี่ เคยเรียกว่า “สงครามจุดยืน” หรือในภาษาง่ายๆ มันคือสงครามทางความคิด เพื่อผูกขาดแนวคิดของฝ่ายตนนั้นเอง

ในเรื่องหมุดคณะราษฎร การดำรงอยู่ของอนุสาวรีย์อันนี้ ก็เป็นส่วนหนึ่งของสงครามจุดยืนระหว่างฝ่ายประชาธิปไตย และฝ่ายเผด็จการ แต่มันมีความซับซ้อนและคำถามที่น่าสนใจอีกด้วย

ถ้าศึกษาประวัติศาสตร์ไทย เราจะพบจากข้อเขียนของนักประวัติศาสตร์ไทยหลายคน ว่าเคยมียุคเผด็จการทหารที่ต่อต้านเจ้า ยุคของจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นยุคที่เรามีทหารที่ต้านทั้งประชาธิปไตยและต้านระบบกษัตริย์ ผลอันเป็นรูปธรรมในแง่ของอนุสาวรีย์คืออนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ซึ่งสร้างขึ้นในยุคเผด็จการอันนี้ จริงๆ แล้วมันเป็นอนุสาวรีย์ต้านกษัตริย์มากกว่าอะไร มันเป็นสิ่งที่สร้างกลางถนน “ราชดำเนิน” คล้ายๆ การยกนิ้วกลางให้กษัตริย์ ถ้าไม่เชื่อก็ข้ามถนนไปดูว่าบนอนุสาวรีย์นี้มีภาพอะไรบ้าง มันเต็มไปด้วยภาพของสังคมไทย “สมัยใหม่” แต่ไม่มีภาพหรือสัญลักษณ์ของกษัตริย์เลย

ในยุคนั้น จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้สร้างอนุสาวรีย์ชาตินิยมอันยิ่งใหญ่ที่อยุธยา ซึ่งรวมถึงศาลากลางเก่า และการบูรณะเจดีย์ที่พังไป จริงอยู่ที่ศาลากลางเก่า มีรูปกษัตริย์สมัยอยุธยา แต่การใช้รูปปั้นกษัตริย์สมัยก่อนเพื่อสร้างกระแสชาตินิยม เป็นสิ่งที่เผด็จการทหารพม่าทำ เผด็จการในอดีตรัฐเล็กๆ ของโซเวียตก็ทำ แต่พวกนี้ไม่ได้ต้องการนำระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หรือแม้แต่ตัวกษัตริย์กลับมาแต่อย่างใด

ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ ความหมายของอนุสาวรีย์มันเปลี่ยนได้ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเดิมมีความหมายตามที่จอมพลป.ต้องการ แต่ตั้งแต่เผด็จการ สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ประชาชนไทยเปลี่ยนความหมายของมันเพื่อให้เป็นเรื่อง “ประชาธิปไตยล้วนๆ” อย่างที่เราเห็นทุกวันนี้ และเนื่องจากเผด็จการทหารทุกรุ่น รวมถึงเผด็จการของประยุทธ์ อ้างว่ามันเป็น “ประชาธิปไตย” ไม่มีทหารรุ่นไหนกล้าทุบมันทิ้ง กระแสประชาธิปไตยในประชาชนของสังคมไทยกลายเป็นกระแสที่มีพลังยิ่ง

อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยต่างจากหมุดคณะราษฎร เพราะหมุดคณะราษฎร ในความคิดของนักเคลื่อนไหวปัจจุบัน ตอนนี้ผูกไว้กับการลดอำนาจหรือยกเลิกกษัตริย์

ถ้า จอมพล ป. พิบูลสงคราม เกลียดกษัตริย์ ทำไมไม่ยกเลิกไปเลย? คำตอบคือจอมพล ป. พิบูลสงครามและพรรคพวก ไม่ได้มีอำนาจเบ็ดเสร็จ แต่ต้องคอยแย่งชิงอำนาจกับฝ่ายอื่นเสมอ ต้องประนีประนอมกับฝ่ายอนุรักษ์นิยม หนึ่งในนั้นคือพวกคลั่งเจ้า แต่ไม่ใช่ตัวกษัตริย์เอง เพราะกษัตริย์รัชกาลที่๗แพ้สงครามการแย่งชิงอำนาจ และรัชกาลที่๘และ๙ ไร้อำนาจโดยสิ้นเชิงเพราะสาเหตุที่อ่อนวัยและไม่ได้เตรียมตัวเพื่อขึ้นมาเป็นกษัตริย์เลย ฝ่ายคลั่งเจ้าหลังจากความพ่ายแพ้ในกบฏบวรเดช เริ่มค่อยๆ เข้าใจว่าไม่สามารถหมุนนาฬิกากลับไปสู่ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้ ดังนั้นสิ่งที่ฝ่ายคลั่งเจ้าต้องการคือการยกความสำคัญของกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญขึ้นมา ในที่สุดเขาก็ได้ดังใจภายใต้เผด็จการรุ่นต่อไปของจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ แต่อย่าไปหลงเข้าใจผิดนะว่าจอมพล สฤษดิ์ “คืนอำนาจให้กษัตริย์” สฤษดิ์ยกระดับกษัตริย์เพื่อเพิ่มความชอบธรรมให้กับอำนาจของตนเองเท่านั้น

อย่าลืมด้วยว่า “อำนาจ” เป็นสิ่งที่เป็นรูปธรรมเสมอ คือเป็นอำนาจที่จะกำหนดวิธีการบริหารประเทศ ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และนโยบายระหว่างประเทศ ซึ่งอยู่ในมือของทหาร ข้าราชการชั้นสูง และนักการเมืองที่ตามมา มันไม่เคยอยู่ในมือกษัตริย์มาตั้งแต่ ๒๔๗๕

หลังจากจอมพล สฤษดิ์ ทหาร ข้าราชการชั้นสูง และนักการเมืองล้วนแต่ใช้กษัตริย์เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความอนุรักษ์นิยม และหุ่นที่ให้ความชอบธรรมกับสิ่งที่พวกนี้ทำตลอด นั้นคือสาเหตุที่มีการสร้างอนุสาวรีย์รัชกาลที่ ๗ หน้ารัฐสภา ซึ่งเกิดขึ้นหลังสมัยความป่าเถื่อนของ ๖ ตุลา การนำกษัตริย์ผู้ที่ขัดขวางระบบรัฐสภาและรัฐธรรมนูญมาตั้งไว้หน้ารัฐสภา เหมือนกับเอารูปปั้นกษัตริย์อังกฤษไปไว้หน้ารัฐสภาของสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้มีการพยายามทำให้ประชาชนลืมหรือเข้าใจผิดเรื่องการปฏิวัติ ๒๔๗๕ การที่ประชาชนจำนวนมากไม่รู้จักหมุดคณะราษฏร หรืออนุสาวรีย์หลักสี่ เป็นผลพวงของความพยายามนี้ ยิ่งกว่านั้นหมุดคณะราษฎรเคยหายไปจากที่ตั้งในสมัยรัฐบาลจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งมีคำสั่งให้ย้ายหมุดดังกล่าว แต่กลับมาตั้งในที่เดิมหลังจากที่สฤษดิ์เสียชีวิตไป

ฝ่ายประชาธิปไตยมีการโต้ตอบฝ่ายอนุรักษ์นิยมด้วยการสร้างอนุสาวรีย์ ๑๔ตุลา และ๖ตุลา อันหลังตั้งไว้ในมหาวิทยาลัยธรรมศาตร์ ซึ่งมีอนุสาวรีย์ ปรีดี พนมยงค์ ผู้ก่อตั้งคณะราษฎร อีกด้วย

ปัจจุบันหลังจากที่หมุดคณะราษฎร หายไปอีกครั้งและมีหมุดอุบาทว์ “หน้าใส” เข้ามาแทนที่ หลายคนตั้งคำถามว่าใครอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ โดยที่พวกคลั้งนิยายเรื่องเจ้าเสนอว่าว ชิราลงกรณ์ เป็นผู้สั่ง แต่พวกนี้ลืมไปว่าในรอบสิบปีที่ผ่านมา พวกคลั่งเจ้าได้เคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องเพื่อทำลายประชาธิปไตยของเรา และเชิญเผด็จการทหารเข้ามา และพวกนี้มักใช้กษัตริย์เป็นสัญลักษณ์ถึงขั้นที่เอ่ยถึงระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อีกด้วย แต่พวกนี้ไม่ได้ต้องการให้กษัตริย์มีอำนาจจริง มันและพรรคพวกของมันต้องการมีอำนาจเอง และที่สำคัญคือกษัตริย์ภูมิพลในสมัยนั้นไม่ได้อยู่ในสภาพที่จะรู้เรื่องหรือกำกับอะไร และกษัตริย์วชิราลงกรณ์ไม่เคยสนใจสภาพบ้านเมืองเลย ผมคาดเดาว่าก่อนหน้านี้แกอาจไม่รู้จักหมุดคณะราษฏร์ด้วยซ้ำ

ตอนนี้มีข่าวว่าคนจาก “กลุ่ม สมาน ศรีงาม” มอบตัวกับตำรวจและสารภาพว่าถอนหมุดคณะราษฎร เรายังต้องรอดูว่ามันจริงหรือไม่ อย่างไรก็ตามมันสอดคล้องกับแนวการเมืองของพวกนี้ ดู [ http://bit.ly/2oVf9Uu ]

ก่อนที่ประยุทธ์จะทำรัฐประหาร พวกสลิ่มคลั่งเจ้าได้ก่ออาชญากรรมทางการเมืองเพื่อปูทางไปสู่เผด็จการ ในเรื่องนี้มันทำเอง ตัดสินใจเอง แต่ฝ่ายทหารก็ไม่ทำอะไรเพราะมันเป็นโอกาสที่จะทำรัฐประหาร ในเรื่องการหายไปของหมุดคณะราษฏร มันคงจะคล้ายกัน ผมมองว่าคสช.และประยุทธ์ไม่ได้สั่งถอนหมุดแต่ขี้เกียจสอบสวนหาความจริงเพราะแอบเห็นด้วย วชิราลงกรณ์ก็ไม่ได้สั่ง แต่พวกที่ทำคือพวกคลั่งเจ้าสุดขั้ว มันมีการขู่ก่อนหน้านี้ และพวกนี้เห็นว่าในช่วงปัจจุบันฝ่ายเราชอบประกอบพิธีประชาธิปไตยตรงนั้นท่ามกลางกระแสไม่เอาเจ้าที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นมันเป็น “สงครามอนุสาวรีย์” อีกรูปแบบหนึ่ง

สักวันหนึ่ง เมื่อประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน เราจะดึงอนุสาวรีย์ของพวกเจ้าลงมาให้หมด เหมือนกับที่คนทั่วโลกเคยทำ