Tag Archives: อาชญากรรมรัฐ

คัดค้านโทษประหาร

คัดค้านโทษประหาร

ใจ อึ๊งภากรณ์

 

มันเป็นเรื่องน่าอับอายขายหน้าและเลวร้ายที่เผด็จการทหารไทยนำโทษประหารกลับมาใช้หลังจากที่ไม่ได้ใช้มา 9 ปี มันบ่งบอกถึงความป่าเถื่อนล้าหลังของรัฐบาลปัจจุบัน ในแง่หนึ่งมันทำให้รัฐไทยป่าเถื่อนเท่ากับชายที่ใช้ความรุนแรงฆ่าคนเพื่อปล้นทรัพย์

 

เราควรคัดค้านโทษประหาร เพราะมันเป็นแค่การฆ่าประชาชนอีกคนหนึ่งเพื่อสำเร็จความใคร่และการแก้แค้นของสังคม มันเป็นการใช้ความป่าเถื่อนตอบโต้ความป่าเถื่อน แต่การแก้แค้นแบบนั้นเป็นความคิดล้าหลังต่ำช้าที่สุด ซึ่งชนชั้นปกครองพยายามป้อนให้เราเชื่อเสมอ การแก้แค้นไม่นำไปสู่การคืนชีพของผู้ถูกฆ่า ไม่ได้แก้ปัญหาการข่มขืนหรือดูแลรักษาจิตใจของเหยื่อ โทษประหารไม่นำไปสู่การลดอาชญากรรมแต่อย่างใด และบ่อยครั้งผู้ถูกประหารเป็นคนบริสุทธิ์ที่ศาลพิพากษาผิดอีกด้วย เราก็ทราบดีว่าในกรณีรัชกาลที่ 8 มีการประหารชีวิตคนบริสุทธ์ และเราทราบดีว่าในยุคเผด็จการสฤษดิ์มีการประหารชีวิตคนที่กล้าคิดต่างเช่นนักเคลื่อนไหวสังคมนิยม

 

การใช้กฎหมายในการลงโทษพลเมืองที่ใช้ความรุนแรง ไม่ได้ทำให้อาชญากรรมลดลงแต่อย่างใด เพราะเป็นการพยายามแก้ปัญหาที่ปลายเหตุหลังจากที่มีผู้กระทำความผิดไปแล้ว เราควรดูว่าสาเหตุของอาชญากรรมมาจากอะไร เราควรถามว่าทำไมเกิดการปล้นทรัพย์และฆ่าคนในสังคม เราควรเข้าใจว่าทำไมผู้ชายบางคนข่มขืนผู้หญิง และเราต้องเข้าใจว่าสภาพแวดล้อมของสังคมเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหา มันไม่ใช่เรื่อง “คนดี” กับ “คนชั่ว” แบบง่ายๆ เพราะไม่มีใครเกิดมาดี หรือเกิดมาชั่ว

 

ชนชั้นปกครองไทยและเผด็จการประยุทธ์ใช้อำนาจและความรุนแรงเป็นประจำ มีการปราบปราม ทำร้ายฆ่าประชาชน อย่างเช่นที่เราเห็นที่ราชประสงค์ ผ่านฟ้า ตากใบ หรือราชดำเนินในกรณีพฤษภา๓๕ ฯลฯ  แต่ที่แย่ที่สุดคือ ชนชั้นปกครองกลับอ้างความชอบธรรมในการก่ออาชญากรรมดังกล่าว โดยใช้กระบวนการของกฎหมาย ดังนั้นผู้ที่ไม่ได้กระทำความผิดกลายเป็นผู้ผิดไปในสังคมใต้กะลา

 

162848_120879737979007_100001709430671_124293_6441625_n

 

เราควรคัดค้านโทษประหาร ซึ่งเป็นการใช้ความป่าเถื่อนแบบ “ตาต่อตา” เพราะในโลกที่อาศัยหลัก “ตาต่อตา” คนส่วนใหญ่ในสังคมจะ “ตาบอด” ถึงหลักความยุติธรรม และต้นเหตุของปัญหาต่างๆ

 

32261_399319099924_537184924_3928134_4527140_n

 

ภายใต้ระบอบเผด็จการของ “ประยุทธ์มือเปื้อนเลือด” อาชญากรตัวร้ายสุดคือเจ้าหน้าที่รัฐและตัวประยุทธ์เอง

Advertisements

ศาลเตี้ยไทยสร้างมาตรฐานใหม่ของความอยุติธรรม

ใจ อึ๊งภากรณ์

ศาลเตี้ยไทย หมาเลี้ยงของเผด็จการ ได้สร้างมาตรฐานใหม่อันเลวทรามของความอยุติธรรม การจำคุกอดีตรัฐมนตรีและนักการเมืองหลายคนเป็นเวลา 30-40 ปี ในคดีจำนำข้าว นับว่าเป็นการลงโทษทางการเมือง และสาเหตุหลักไม่ใช่เรื่องการกำจัดคอร์รับชั่น แต่เป็นความพยายามที่จะกำจัดนักการเมืองฝ่ายไทยรักไทย/เพื่อไทยต่างหาก ยิ่งกว่านั้นมันเป็นการพยายามฟันธงว่ารัฐบาลในอนาคตจะต้องไม่ใช้งบประมาณเพื่อช่วยประชาชนคนจนอีกด้วย

นักการเมืองที่เผด็จการมือเปื้อนเลือดของไอ้ยุทธ์ไม่ชอบ ถูกลงโทษร้ายแรงกว่าฆาตกรสามัญสามถึงสี่เท่า

แต่สำหรับฆาตกรรายใหญ่ที่สั่งฆ่าประชาชน ไม่ต้องติดคุกเลย ทุกวันนี้ประยุทธ์ อภิสิทธิ์ และสุเทพ ยังลอยนวล

นักศึกษา และนักเคลื่อนไหวธรรมดา ติดคุกเป็นสิบๆ ปี เพราะแค่เห็นต่างกับเผด็จการ หรือเพราะแค่แสดงออกและพูดความจริง

แต่สำหรับคนที่ใช้กำลังอาวุธในการยึดอำนาจ ฉีกรัฐธรรมนูญ และทำลายประชาธิปไตย คือพวกแก๊งทหารปัจจุบัน ยังไม่มีการลงโทษใครเลย และอันธพาลที่ทำลายการเลือกตั้ง คือพวกแก๊งประชาธิปัตย์และสลิ่ม ก็ไม่มีการลงโทษอะไรเลย

นักวิชาการและสื่อมวลชนที่พยายามพูดหรือเขียนความจริง โดนข่มขู่ตลอดเวลา แต่คนที่แต่งตั้งตนเองเป็นผู้นำประเทศหลังรัฐประหาน จะแหกปากพูดเท็จได้ทุกวัน และแถมไม่อายใครอีกด้วย

เรื่องคอร์รับชั่นกลายเป็นคำที่ไม่มีความหมาย เพราะเมื่อทหารคอร์รับชั่น เมื่อทหารกอบโกยผลประโยชน์เข้ากระเป๋า หรือใช้เงินของพวกเราในจำนวนมหาศาลเพื่อซื้ออาวุธที่ไม่จำเป็น เช่น รถถัง เครื่องบิน หรือเรือดำน้ำ โดยไม่มีความโปร่งใสตามกระบวนการประชาธิปไตยแต่อย่างใด มันลอยนวลเสมอ ในขณะที่โครงการจำนำข้าวที่ช่วยชาวนากลายเป็นการคอร์รับชั่น

นอกจากเรื่องสองมาตรฐานของศาลเตี้ยแล้ว ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในรอบสิบปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าฝ่ายทหาร ประชาธิปัตย์ และสลิ่มชนชั้นกลาง เป็นศัตรูของคนทำงานธรรมดา ชาวไร่ชาวนา และยากจน มันเป็นการแสดงความเกลียดชังทางชนชั้น เกลียดคนธรรมดา และเกลียดนักการเมืองที่พยายามช่วยคนจนและครองใจคนส่วนใหญ่ได้

ถ้าท่านไม่อยากใช้ชีวิตภายใต้ระบอบเผด็จการปัจจุบันนี้ เราต้องตั้งสติ มองความจริง และเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ ระบอบเผด็จการไม่เคยหายไปเอง แต่จะถูกล้มโดยพลังประชาชนที่รวมตัวกันเอง การรวมตัวต้องมีการจัดตั้งอย่างเป็นระบบอย่างที่เราเคยทำสมัยก่อน เราต้องเรียนรู้จากการล้มเผด็จการในยุค ๑๔ ตุลา การต่อสู้ของ พคท. และการต่อสู้ในช่วงพฤษภา ๓๕ เราต้องสรุปจุดเด่นจุดด้อย โดยเฉพาะการไปหวังพึ่ง “ผู้ใหญ่” ที่เป็นนักการเมืองอย่างทักษิณ หรือคนที่ตั้งตัวเป็นผู้นำเดี่ยวอย่างจำลอง และเราต้องจัดตั้งภายใต้กระบวนการที่เป็นประชาธิปไตยมากกว่ายุค พคท.

การที่ยิ่งลักษณ์ออกจากประเทศเพื่อหลีกเลี่ยงการติดคุก ในระบบที่ขาดความยุติธรรม เป็นเรื่องที่เราเข้าใจได้ แต่คนที่ “ผิดหวัง” หรือ “ฝัน” เพราะไปตั้งความหวังว่าทักษิณหรือยิ่งลักษณ์จะนำการต่อสู้ ควรจะตื่นได้แล้ว เพราะมันมีการแช่แข็งการต่อสู้โดยนักการเมืองเศรษฐีเหล่านี้มานาน แถมเผด็จการทหารอาจปล่อยให้ยิ่งลักษณ์ออกจากประเทศเพื่อลดพลังในการต่อสู้โดยคนรากหญ้าอีกด้วย

สักวันหนึ่ง ถ้าไทยจะมีความยุติธรรมและสิทธิเสรีภาพ เราต้องจับพวกที่หนีความยุติธรรมทั้งหลายเข้าคุก เช่นประยุทธ์ อภิสิทธ์ สุเทพ และคนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเผด็จการและการหมุนนาฬิกากลับไปสู่ยุคมืด แต่ถ้าเราจะทำเราต้องมีพลัง พลังนั้นจะมาจากพลังของขบวนการเคลื่อนไหวของประชาชนธรรมดา

ประเด็นคือเราจะทนอยู่ในสังคมภายใต้ระบอบกะลาแลนด์ ทนเป็นทาส ทนเป็นพลเมืองชั้นสอง หรือจะลุกขึ้นสู้และให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์และยุทธวิธีในการล้มเผด็จการหรือไม่ แค่เป็นกองเชียร์ให้กลุ่มคนเล็กๆ หรือปัจเจกกล้าหาญ ที่ออกมาแสดงจุดยืนแล้วโดนจับมันไม่พอ

๔๐ ปี ๖ตุลาคม

ใจ อึ๊งภากรณ์

000006

ในเช้าวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ เจ้าหน้าที่ตำรวจของรัฐไทยได้ก่ออาชญากรรมทางการเมือง โดยลงมือปราบปรามขบวนการนักศึกษาด้วยอาวุธสงครามในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ การปราบปรามครั้งนั้นไม่มีเหตุผลที่มีความชอบธรรมแต่อย่างใดทั้งสิ้น นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ร่วมมือกับอันธพาลฝ่ายขวาที่มาชุมนุมต่อต้านนักศึกษาที่หน้ามหาวิทยาลัย โดยปล่อยให้ผู้บริสุทธิ์ถูกเข่นฆ่าอย่างทารุณที่ท้องสนามหลวงหน้าวัดพระแก้วและวัดมหาธาตุ

การแสวงหาผู้นำของสังคมไทยที่ต้องออกมารับผิดชอบกับเหตุการณ์นองเลือดครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องยากในด้านข้อมูลหลักฐาน ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่สังคมไทยมีอยู่ในมือ ไม่ว่าจะเป็นเอกสาร สิ่งตีพิมพ์ หนังสือพิมพ์ หนังสือวิชาการ หรือคำให้การของพยาน มีหลักฐานเพียงพอที่จะเจาะจงว่าใครมีส่วนร่วมในการก่อเหตุ

000039

สิ่งที่ คณะกรรมการรับข้อมูลและสืบพยานเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ อยากจะเน้นคือ การปิดหูปิดตา การฝัง การลืม หรือการหลีกเลี่ยงการพิจารณาปัญหาของเหตุการณ์นองเลือด ๖ ตุลา อย่างที่เคยทำกันมาตลอดในอดีตไม่ใช่ทางออกสำหรับสังคมไทยถ้าเราต้องการสร้างสังคมไทยให้มีความสงบสุข คุณธรรม และความยุติธรรม

เหตุการณ์ ๖ ตุลา เป็นเพียงหนึ่งในหลายเหตุการณ์ที่ผ่านมาที่ถือได้ว่าเป็น “อาชญากรรมของรัฐไทย” เช่นการปราบปรามผู้รักประชาธิปไตยโดยทหารในยุคต่างๆ รวมถึงการเข่นฆ่าเสื้อแดง การปราบปรามชาวปาตานีที่ตากใบ หรือการใช้ความรุนแรงในการปราบยาเสพติด ทุกครั้งตัวอาชญากรมักลอยนวลเสมอ นี่คือสภาพสังคมไทยที่เป็นอุปสรรคในการสร้างสิทธิเสรีภาพ และประชาธิปไตยในประเทศของเรา

อ่านรายละเอียดที่นี่ http://bit.ly/2cSml2g

ใครจะจัดการกับอาชญากรรัฐ?

ใจ อึ๊งภากรณ์

6 ปีผ่านไปหลังเหตุการณ์ “เมษา-พฤษภาอำมหิต” ที่คนเสื้อแดงผู้รักประชาธิปไตยถูกทหารฆ่าตายอย่างเลือดเย็นกลางถนนในกรุงเทพฯ และทุกวันนี้สี่อาชญากรรัฐที่มีส่วนร่วมในการสั่งฆ่าประชาชนคือ อภิสิทธิ์ สุเทพ อนุพงษ์ และประยุทธ์ ก็ยังลอยนวลเหมือนเดิม

Murderers

บางคนคิดว่านายภูมิพลมีส่วนในการสั่งฆ่า แต่คงไม่จริง เพราะนายภูมิพลเป็นแค่เครื่องมือของทหารมาตั้งแต่ขึ้นสู่ตำแหน่งกษัตริย์ พร้อมกันนั้นนายภูมิพลใกล้หมดสภาพที่จะคิดอะไรสั่งอะไร อย่างไรก็ตามเราสามารถวิจารณ์นายภูมิพลว่าไม่ทำอะไรเลยเพื่อห้ามความโหดร้ายของทหารแต่อย่างใด ซึ่งหมายความว่าไม่รักประชาชน และไม่ทำตามหน้าที่ประมุขที่ใช้เงินประชาชนเพื่อเสพสุข มันชวนให้ถามว่ามีไว้ทำไมพวกราชวงศ์

อย่าไปหวังเลยว่าเมื่อนายภูมิพลตาย สถานการณ์ทางการเมืองในไทยจะเปลี่ยนภายใต้รัชกาลใหม่ คนต่อไปจะยิ่งอ่อนแอกว่าพ่อและไม่สนใจการเมืองเลย สนใจแต่ความสุขส่วนตัว

แล้วใครจะมาจัดการกับสี่อาชญากรรัฐที่มีบทบาทใน “เมษา-พฤษภาอำมหิต”? ใครจะมาจัดการกับอาชญากรที่สั่งฆ่าประชาชนในปี ๒๕๓๕? ใครจะมาจัดการกับอาชญากรที่สั่งฆ่าประชาชนหน้าธรรมศาสตร์ในเหตุการณ์ ๖ ตุลา (ถ้ายังมีชีวิตอยู่) และเราจะเปลี่ยนวัฒนธรรมของพวกคนเลวที่ลอยนวลเสมอในสังคมไทยได้อย่างไร?

สิ่งที่ชัดเจนคือเราไม่สามารถพึ่งพรรคเพื่อไทย หรือพรรคของฝ่ายทักษิณได้เลย

ในประการแรกทักษิณไม่อยากให้เจ้าหน้าที่รัฐหรือนักการเมืองที่ต้องรับผิดชอบกับอาชญากรรมต้องขึ้นศาล เพราะทักษิณเองต้องรับผิดชอบกับอาชญากรรมที่ตากใบ และการฆ่าทนายสมชาย

ในประการที่สองประวัติศาสตร์สอนให้เรารู้ว่าการมีรัฐบาลยิ่งลักษณ์ไม่ได้นำไปสู่การนำคนที่ฆ่าเสื้อแดงมาขึ้นศาลแต่อย่างใด รัฐบาลพรรคเพื่อไทยของยิ่งลักษณ์จงใจไม่ประกาศให้ไทยเข้าไปในกระบวนการศาลอาญาระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นกลไกหนึ่งที่สามารถนำพวกนั้นมาลงโทษได้ รัฐบาลนี้ใช้กฏหมายเถื่อน 112 แรงขึ้นด้วย และสุดท้ายก็เสนอการนิรโทษกรรม “เหมาเข่ง” ที่จะให้พวกนั้นลอยนวล

หลายคนที่พยายามปกป้องรัฐบาลพรรคเพื่อไทย เคยอธิบายว่ารัฐบาลต้องระมัดระวังตัวตลอดเวลา โดยไม่ไปพุ่งชนฝ่ายทหาร เพราะทหารภายใต้ประยุทธ์ คอยหาโอกาสทำรัฐประหาร พูดง่ายๆ พวกนี้เสนอว่าต้องเอาใจทหารเพื่อให้รัฐบาลอยู่รอด แต่มันไม่เป็นไปตามนั้น เพราะการเอาใจทหารอย่างต่อเนื่องยิ่งทำให้ฝ่ายตรงข้ามมั่นใจมากขึ้น และในที่สุดก็มีรัฐประหาร

การเอาใจทหารเผด็จการและพวกคลั่งเจ้าของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เสมือนคนที่พยายามเอาใจงูพิษโดยการลูบหัวมัน ทำไม่ได้หรอกเพราะงูมันจะหันมากัดตาย การจัดการกับเผด็จการก็เหมือนกัน

ดังนั้นอย่าไปหวังเลยว่าถ้าเรามีรัฐบาลแบบพรรคเพื่อไทย ที่มาจากการเลือกตั้งในอนาคต จะมีการจัดการกับอาชญากรรัฐ

ถ้าหมุนนาฬิกากลับได้ เพื่อเปลี่ยนสิ่งที่เกิดขึ้น ผมเสนอว่าหลังชัยชนะของพรรคเพื่อไทย ยิ่งลักษณ์สามารถประกาศว่าจะนำทหารและอภิสิทธิ์มาขึ้นศาลได้ สามารถปลดพวกผู้พิพากษาลำเอียงได้ สามารถปลดนายทหารระดับสูงที่คัดค้านประชาธิปไตยได้ แต่ต้องทำทันที โดยมีการระดมมวลชนเสื้อแดงให้ออกมาปกป้องรัฐบาล โดยเสนอนโยบายสำคัญๆ ที่จะเพิ่มคุณภาพชีวิตของกรรมาชีพและเกษตรกร และโดยเพิ่มคุณภาพสภาพความเป็นอยู่ของพลทหารและตำรวจระดับล่าง เพื่อให้คนเหล่านั้นเลิกฟังคำสั่งผู้บังคับบัญชา

แต่รัฐบาลที่จะทำอย่างนั้นได้คงไม่ใช่รัฐบาลของพรรคทักษิณ คงต้องเป็นรัฐบาลของพรรคกรรมาชีพและเกษตรกรคนจน ต้องเป็นรัฐบาลที่เดินหน้าคู่ขนานกับพลังมวลชนจำนวนมากนอกรัฐสภา และต้องเป็นรัฐบาลที่พร้อมจะปฏิวัติสังคมไทยแบบถอนรากถอนโคน

ในประเทศอื่นเมื่อมีการลุกฮือของมวลชนในการล้มเผด็จการจนสำเร็จ ก็มีกระแสที่จะจัดการกับพวกนายพลอาชญากร และลดอำนาจทางการเมืองของกองทัพ จนในที่สุดมีนายทหารบางคนในลาตินอเมริกาและเอเชียที่ถูกนำมาขึ้นศาล

10 10 2010_25

ในไทยก็เคยมีการลุกฮือล้มเผด็จการในอดีต เราทำได้อีก แต่เราต้องให้ความสำคัญกับรูปแบบการจัดขบวน คือต้องดูว่าพลังต่างๆ ในสังคมอยู่ตรงไหน ต้องให้ความสำคัญกับขบวนการแรงงาน โดยเฉพาะซีกที่ก้าวหน้า ต้องเน้นการนำตนเองจากล่างสู่บน และต้องสร้างพลังประชาชนที่อิสระจากนักการเมืองอย่างทักษิณ ถ้าจะทำให้สำเร็จ

วัฒนธรรมการลอยนวลของอาชญากรรัฐไทย

ใจ อึ๊งภากรณ์

ข่าวร้ายชิ้นหนึ่งในสัปดาห์ปลายปี ๒๕๕๘ คือการยกเลิกคดีการฆ่าทนายสมชาย และการปล่อยให้ฆาตกร อภิสิทธิ์และสุเทพ ลอยนวลในกรณีฆ่าเสื้อแดงผู้รักประชาธิปไตยในปี ๒๕๕๓ ข่าวสองชิ้นนี้ย้ำว่ายังมีการผลิตซ้ำวัฒนธรรมปกป้องคนเลวและการลอยนวลของอาชญากรรัฐไทย

ข่าวเรื่องอภิสิทธ์และสุเทพ คงไม่ทำให้เราแปลกใจ เพราะไอ้ยุทธ์มือเปื้อนเลือดก็มีส่วนสำคัญในการสั่งฆ่าเสื้อแดงในเหตุการณ์นั้น และนายทหารคนนี้ก็มีส่วนในการสร้างรัฐบาลอภิสิทธิ์ชุดนั้นในค่ายทหารอีกด้วย

ทนายสมชาย นีละไพจิตร เป็นทนายที่พยายามปกป้องชาวมาเลย์มุสลิมที่ถูกตำรวจไทยทรมานให้สารภาพว่ามีส่วนในการปล้นปืนจากค่ายทหารในปาตานี เขาถูกลักตัวไปฆ่าโดยตำรวจหลายนายจากหลายหน่วยงาน ซึ่งหมายความว่าตำรวจระดับชั้นผู้เป็นใหญ่ และผู้นำประเทศในยุคนั้น เปิดไฟเขียวหรือเพิกเฉยกับอาชญากรรมนี้ ดังนั้น ทักษิณ ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น ควรต้องรับผิดชอบ และเราไม่ควรลืมว่าทักษิณมือเปื้อนเลือดจากอาชญากรรมที่ตากใบอีกด้วย

เราอาจพูดได้ว่าผู้นำทางการเมือง ตำรวจ กับทหารจำนวนมาก และแม้แต่กษัตริย์ไทย มีส่วนในการสนับสนุนหรือก่ออาชญากรรมรัฐ และจนถึงทุกวันนี้ทุกคนก็ลอยนวลไม่เคยต้องถูกนำมาขึ้นศาล ไม่มีการลงโทษนายทหารชั้นผู้ใหญ่ หรือนักการเมืองที่สั่งฆ่าประชาชน ไม่ว่าจะเป็นในเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา ๖ตุลา พฤษภา ๓๕ และราชประสงค์ปี ๕๓ ทั้งภายใต้อำนาจเผด็จการทหาร หรือที่ตากใบกรณีทนายสมชาย และในสงครามยาเสพติดภายใต้รัฐบาลทักษิณ

คนที่ลอยนวลไม่ใช่แค่เจ้าหน้าที่รัฐ แต่รวมไปถึงอันธพาลคลั่งเจ้าที่เป็นแนวร่วมของรัฐเผด็จการ เช่นพวกเสื้อเหลือง หรือม็อบสุเทพกับม็อบฟาสซิสต์ของคนที่อ้างตัวเป็นพระสงฆ์ด้วย ยังไม่มีการลงโทษพวกนี้ทั้งๆ ที่ใช้ความรุนแรงในการยึดสถานที่ราชการเพื่อห้ามไม่ให้พลเมืองไปใช้สิทธิเลือกตั้ง

ถ้าพูดถึง “ศาล” เราคงเข้าใจดีว่าระบบตุลาการไทยถูกออกแบบเพื่อมีหน้าที่รับใช้อาชญากรอำมาตย์ และได้รับการปกป้องจากกฏหมาย “หมิ่นศาล” ซึ่งเป็นกฏหมายเผด็จการที่ไม่ต่างจากกฏหมาย 112 ที่ทหารใช้ในการปกป้องตนเองและกษัตริย์

ประเทศไทยเป็นประเทศที่ไร้มาตรฐานสิทธิมนุษยชนโดยสิ้นเชิง รากฐานปัญหาอยู่ที่การมองว่าคนไทย ไม่ใช่ “พลเมือง” ที่เท่าเทียมกัน บ่อยครั้งมีการเรียกผู้คนด้วยคำล้าสมัยว่า “ราษฎร” ซึ่งหมายถึงประชาชนผู้อาศัยอยู่ในแว่นแคว้นของพระราชา มันเป็นคำจากยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ไม่เหมาะสมกับประชาธิปไตยในยุคปัจจุบัน

แนวความคิดว่าบางคน “สูง” บางคน “ต่ำ” ถูกผลิตซ้ำโดยพฤติกรรมของทหาร นักการเมือง และนายทุน ทหารระดับนายพลจึงมองว่าตนเองสามารถเข่นฆ่าประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตยได้ตามอำเภอใจ

การเรียกทหารชั่วระดับสูงในสื่อว่า “บิ๊ก” และการใช้คำว่า “ท่าน” นำหน้าพวกอาชญากรรัฐ เป็นการสืบทอดวัฒนธรรมหมอบคลาน

ทำเนียมหมอบคลานต่อคนที่อ้างตัวเป็น “ผู้ใหญ่” เป็นวิธีทำให้ผู้หมอบคลานมีฐานะเป็นสัตว์เดรัจฉาน ไม่ใช่คนที่ยืนสองขา ทำเนียมแย่ๆ นี้ถูกกระจายลงไปสู่โรงเรียนและครัวเรือน คนรวยมักชอบให้คนรับใช้ก้มหัวคลาน และทำงานทั้งวันทั้งคืน แม้แต่ในภาษาพูดก็มีการเน้น “สูงต่ำ” เช่นคำว่า “หนู” ที่สตรีถูกกล่อมเกลาให้เรียกตัวเอง ซึ่งเป็นการเสริมว่าผู้หญิงเป็นคนชั้นสอง

ในสถานที่ทำงาน นายจ้างมักมองว่าตนเองมีสิทธิ์เผด็จการเหนือลูกจ้าง และกฏหมายแรงงานบวกกับอคติของผู้พิพากษาศาลแรงงาน มักสนับสนุนความคิดเผด็จการอันนี้

ในระบบยุติธรรมทั่วไป พวกที่นั่งบัลลังก์มักมองพลเมืองธรรมดาด้วยความดูถูกดูหมิ่น และเหมือนไม่ใช่คนที่ควรได้รับความเคารพ นักโทษในคุกถูกปฏิบัติเหมือนเป็นสัตว์ แทนที่จะใช้ความคิดสากลสมัยใหม่ที่มองว่านักโทษก็มีสิทธิ์เช่นกัน

ถ้าเราจะสร้างมาตรฐานสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับสังคมเรา เราต้องยุบคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพราะองค์กรนี้เต็มไปด้วยตำรวจ ทหาร และนักวิชาการที่มีอคติต่อประชาธิปไตย แทนที่จะหวังพึ่งองค์กรกึ่งรัฐแบบนี้ เราต้องหันมาให้ความสำคัญกับขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมที่เรียกร้องเสรีภาพและประกอบไปด้วยมวลชนจำนวนมาก บทเรียนจากทั่วโลก สอนให้เรารู้ว่าสหภาพแรงงานที่อิสระจากอิทธิพลของคนชั้นสูง มีบทบาทสำคัญในการสร้างขบวนการแบบนี้

ความฝันลอยๆ ของนักวิชาการบางคน ที่จะตั้งคณะกรรมการค้นหาความจริงเพื่อนำอาชญากรรัฐมาลงโทษ จะละลายไปกับน้ำ ถ้าไม่ให้ความสำคัญกับพลังมวลชนแบบนี้

การสร้างมาตรฐานสิทธิมนุษยชนแยกไม่ออกจากความจำเป็นที่จะต้องล้มอำนาจทางการเมืองของทหาร และการล้มอิทธิพลของลัทธิกษัตริย์ ในระยะยาวเราต้องรณรงค์ให้ความคิดเรื่อง “พลเมืองที่เท่าเทียม” กลายเป็นความคิดกระแสหลัก

เด็กแว้น-สก๊อยไม่ใช่อาชญากร พวกราชวงศ์ปิดถนนได้ แล้วทำไมวัยรุ่นปิดถนนไม่ได้?

ใจ อึ๊งภากรณ์ และนุ่มนวล ยัพราช

ภาพของทหารและตำรวจปราบการแข่งรถมอร์เตอร์ไซค์ของเด็กแว้น โดยให้ถอดเสื้อนอนคว่ำบนถนน ทำให้นึกถึงภาพความป่าเถื่อนของทหารตำรวจในเหตุการณ์ ๖ตุลา พฤษภา๓๕ และตากใบ๔๗ มันเป็นภาพที่สะท้อนความป่าเถื่อนของผู้มีอำนาจในสังคมไทย และการที่เขาภูมิใจในการฉลองอำนาจป่าเถื่อนของตนเองในที่สาธารณะ

ภาพจาก นสพ ไทยรัฐ
ภาพจาก นสพ ไทยรัฐ
๖ ตุลา
๖ ตุลา
ตากใบ
ตากใบ

ท่าทีของชนชั้นปกครองไทยและกองกำลังของรัฐต่อเด็กแว้น-สก๊อย พิสูจน์ว่าเขารับมือกับเยาวชนไม่เป็น พวกมีอำนาจตามการเปลี่ยนแปลงในสังคมไม่ทัน และมัวแต่คลั่งระเบียบวินัยอนุรักษ์นิยมที่ตัวเองไม่เคยปฏิบัติ

เด็กแว้น-สก๊อยอาจไม่ใช่อาชญากร แต่เขาก็ไม่ใช่นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยด้วย อย่างไรก็ตามทั้งๆ ที่การปิดถนนตอนกลางคืนเพื่อแข่งรถอาจอันตรายสำหรับเขาเอง อาจสร้างความรำคาญชั่วคราวกับชาวบ้าน เด็กแว้น-สก๊อยบางกลุ่มอาจมี “ผู้นำ” เป็นลูกตำรวจอันธพาลอีกด้วย แต่นั้นไม่ใช่ปัญหาอาชญากรรมอันยิ่งใหญ่ของสังคมไทย

พวกราชวงศ์ปิดถนนเพื่อให้ตนเองเดินทางฝ่ารถของไพร่อย่างสะดวกสบาย เขาทำตอนกลางวันขณะที่พลเมืองต้องไปทำงาน ส่งลูกไปโรงเรียน ไปธุระ หรือเดินทางกลับบ้าน นอกจากจะเปลืองเงินภาษีประชาชนด้วยปฏิบัติการของตำรวจแล้ว ยังสร้างความเดือดร้อนให้กับพลเมืองจำนวนมาก ดังนั้นเมื่อเทียบกับการกระทำของเด็กแว้น-สก๊อย มันแย่กว่าหลายเท่า แต่แน่นอนพวกเราต้องจ่ายภาษีให้ปรสิตราชวงศ์เสพสุข และเรายังถูกบังคับให้หมอบคลานต่อพวกนี้อีก ยิ่งกว่านั้นใครวิจารณ์ก็ติดคุกด้วยกฏหมายเถื่อน 112

ทุกวันนี้อาชญากรใหญ่ประยุทธ์ ผู้มีส่วนสำคัญในการฆ่าประชาชนที่เรียกร้องประชาธิปไตย ใช้อำนาจในการปล้นประชาธิปไตยและแต่งตั้งตัวเองเป็นใหญ่ คนแบบนี้ควรติดคุก แต่สังคมล้าหลังของไทยภายใต้อำนาจอำมาตย์ปล่อยให้อาชญากรรัฐลอยนวลเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์๖ตุลา พฤษภา๓๕ ตากใบ๔๗ หรือการเข่นฆ่าเสื้อแดง

เราจมอยู่ในสังคมสองมาตรฐานของกะลาแลนด์มานานเกินไป

พวกสลิ่มที่เชียร์ทหารโจรที่ฆ่าคนและยึดอำนาจ ก็เชียร์การปราบเด็กแว้น-สก๊อย สลิ่มบางตัวพูดด้วยถ้อยคำหยาบคายว่าอยากส่งพวกนี้ไปถูกกองกำลังปาตานีฆ่าทิ้ง พวกจิตแพทย์ล้าหลังมักจะออกมาด่าเด็กแว้น-สก๊อย ว่าเป็นพวกเด็กที่ “ล้มเหลว” ในการเรียนหนังสือ และ “เสพติด” ความสนุก หลายคนเอาปัญหายาเสพติดและปัญหาทางเพศมาโยนใส่อีก

แต่พวกที่เสพติดอะไรจริงๆ ในสังคมไทย คือชนชั้นปกครองและทหารตำรวจที่เสพติดการใช้ความรุนแรงต่างหาก พวกที่ “ล้มเหลว” ในชีวิต คือพวกที่แพ้การเลือกตั้งและครองใจประชาชนไม่ได้

เด็กแว้น-สก๊อย ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนระดับ “ช่าง-พาณิชย์” เขาไม่ได้ล้มเหลวอะไร แต่ขาดโอกาสที่ชนชั้นกลางมีต่างหาก ประสบการณ์ของวัยรุ่นไทยในโรงเรียนที่เต็มไปด้วยกฏระเบียบที่ไร้สาระและเหตุผล และประสบการณ์ของพลเมืองทั่วไปที่พบว่าในสังคมไทยไม่มีพื้นที่เสรี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องประชาธิปไตย การแต่งกายหรือวิถีชีวิต ทำให้เราไม่แปลกใจที่เด็กแว้น-สก๊อยพยายามแสวงหาอัตลักษณ์ และความสนุก หรือทำตัวประชดสังคม

ล่าสุดกรมพินิจคุ้มครองเด็กและเยาวชนประกาศว่าจะบังคับให้เด็กแว้น-สก๊อยที่ถูกทหารและตำรวจจับ ต้องเข้าไปเปลี่ยนทัศนนะคติ โดยวิธีการ “ช็อค เทอราพี” มุ่งให้เยาวชนตระหนักและได้ทบทวนถึงความผิดพลาดของตน มีการบังคับคุยกับนักจิตวิทยาล้าหลัง อบรมเรื่องวินัยโดยทหารมือเปื้อนเลือด และบังคับฟังคำสั่งสอนของพระ ในความเป็นจริงคนที่ควรจะจับมาปรับตัวให้สำนึกผิดตามแนว “ช็อค เทอราพี” คือทหารโจรที่ปล้นประชาธิปไตยของประชาชนต่างหาก

ทั้งหมดนี้คือรายละเอียดปลีกย่อย อีกแง่มุมหนึ่งก็ว่าได้ ของวิกฤตการเมืองและวิกฤตสังคมภายในประเทศไทยทุกวันนี้ ซึ่งพวกอนุรักษ์นิยมเป็นผู้ก่อขึ้นมาแต่แรก อันเนื่องมาจากความพยายามที่จะแช่แข็งสังคมทรามที่เต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำ