Tag Archives: เผด็จการทหาร

ทหารคือกาฝากของแผ่นดิน

ใจ อึ๊งภากรณ์

เวลาพวกนายพลหัวทึบชอบตะคอกว่า “ทหารคือรั้วของชาติ” ในความจริงคนที่อยู่ในรั้วนั้นมีแค่พวกชนชั้นปกครอง พวกเราพลเมืองธรรมดาอยู่นอกรั้ว

โดยทั่วไปในโลกนี้ ทหารมีบทบาทสำคัญในการปรามประชาชนภายในประเทศเพื่อประโยชน์ของชนชั้นปกครอง และมีบทบาทในการปกป้องผลประโยชน์ของชนชั้นปกครองเมื่อถูกท้าทายจากชนชั้นปกครองของประเทศอื่น คือในยุคสงคราม แต่ในกรณีไทยกองทัพไทยขาดประสิทธิภาพโดยสิ้นเชิงในการทำสงครามระหว่างประเทศ สงครามกับประเทศเพื่อนบ้านใน ASEAN ไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่ถ้าเกิดขึ้นทหารไทยจะเป็น “รั้วพุ” ที่ป้องกันประเทศไม่ได้ กองทัพไทยไม่เคยสามารถรบกับกองทัพประเทศอื่นได้เลย คือเป็นกองทัพของพวกมือไม้อ่อน เวลาญี่ปุ่นบุกไทยตอนสงครามโลกครั้งที่สองก็ยอมแพ้ทันที เวลาจักรวรรดินิยมอังกฤษกับฝรั่งเศสท้าทายรัฐทุนนิยมใหม่ของไทยในยุครัชกาลที่๕ ก็หมดสภาพทันที ต้องมีการเจรจาต่อรองและแบ่งผลประโยชน์ระหว่างกรุงเทพฯ กับลอนดอนและปารีส ทุกวันนี้กองทัพก็ได้แต่เลียจักรวรรดินิยมใหญ่เช่นสหรัฐกับจีนเพื่อหวังพึ่งและซื้ออาวุธจากเขา

เวลานายพลหัวทึบตะคอกอีกว่าทหารปกป้องเราจากโจรหรือผู้ก่อการร้าย เราคงต้องหัวเราะ เพราะโจรใหญ่สุดในสังคมไทยคือทหาร ไม่ว่าจะเป็นการปล้นสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย การฆ่าประชาชนที่ออกมาเคลื่อนไหว หรือการค้ายาเสพติดและของเถื่อนอื่นๆ ทหารเป็นตัวหลักเสมอ

มันมีสองกรณีที่กองทัพไทยทำสงครามอย่างจริงจัง คือสงครามภายในประเทศกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย และสงครามปัจจุบันที่ยังไม่สิ้นสุดในปาตานี ในทั้งสองกรณีนี้กองทัพไม่สามารถเอาชนะฝ่ายตรงข้ามได้ เพราะการลุกขึ้นสู้ของประชาชนเกิดจากการกดขี่และการที่ไม่มีความยุติธรรมในสังคม และทุกครั้งพฤติกรรมป่าเถื่อนของทหารไทย ยิ่งทำให้การกบฏเข้มแข็งมากขึ้น บทเรียนสำคัญจากสงครามกับพรรคคอมมิวนิสต์คือ ต้องใช้การเมืองแก้ปัญหา ไม่ใช่การทหาร ในกรณีปาตานีก็เช่นกัน

ทั้งๆ ที่ไอ้ยุทธ์มันพองตัวเหมือนคางคกเพื่ออวดว่าตนเอง “กู้ชาติ” จากวิกฤต มันก็แค่กู้สถานการณ์เพื่อประโยชน์ของชนชั้นปกครองเท่านั้น ทหารไทยไม่มีประโยชน์อะไรเลยสำหรับพลเมืองทั่วไป มันเป็นองค์กรที่ช่วยทำให้ระบบการเมืองล้าหลัง และในแง่ที่คล้ายปรสิต มันเป็นทั้งพิษภัยต่อพวกเรา และสูบทรัพยากรสำคัญจากสังคม

SoldierParasites

วัตถุประสงค์ของการมีกองทัพไทยมีสองอย่างคือ เป็นเครื่องมือในการควบคุมและปราบปรามประชาชนไทยที่เรียกร้องประชาธิปไตยและเสรีภาพ และเป็นเครื่องมือในการสร้างความร่ำรวยให้พวกนายพล

ถ้าดูประวัติศาสตร์ระยะยาว วัฒนธรรมของกองทัพไทยคือวัฒนธรรมในการหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนตำแหน่ง ตำแหน่งที่มีอำนาจมากที่สุดคือ ผบทบ. ซึ่งต้องผลัดเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ทั้งนี้เพื่อให้นายพลต่างๆ มีโอกาสเข้าถึงรางอาหารในคอกเลี้ยงหมู ส่วนใหญ่ทหารคนใดคนหนึ่งไม่สามารถผูกขาดการกินและการเข้าถึงอำนาจและความร่ำรวยได้

ความร่ำรวย “ผิดปกติ” เกินรายได้ธรรมดาของพวกนายพล รวมถึงผู้นำเผด็จการของประเทศในปัจจุบัน เป็นการโกงกินที่ชัดเจน มันมาจากกิจกรรมของกองทัพในสื่อและรัฐวิสาหกิจ และจากการแต่งตั้งตัวเองในตำแหน่งต่างๆ นอกจากนี้มีรายได้มหาศาลจากการคอร์รับชั่น รับเงินใต้โต๊ะเวลาซื้ออาวุธ การค้ายาเสพติด การค้าไม้เถื่อน และการลักลอกขนสินค้าข้ามพรมแดน ทั้งหมดนี้เป็นแรงจูงใจให้ทหารรักษาอิทธิพลทางการเมือง เพื่อปกป้องกิจกรรมต่างๆ ของทหาร ซึ่งไม่เกี่ยวอะไรกับการป้องกันประเทศ

กองทัพไทยอาจมีอำนาจก็จริง แต่อำนาจนั้นถูกจำกัดจากเงื่อนไขสามประการคือ (1) อำนาจของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม (2) อำนาจของกลุ่มอื่นๆ ในหมู่ชนชั้นปกครองที่มีอำนาจเงินและอำนาจการเมือง และ (3) การที่กองทัพแบ่งเป็นพรรคเป็นพวกที่แข่งขันกันเสมอ นอกจากนี้การที่กองทัพต้องอ้างความชอบธรรมจาก “ลัทธิกษัตริย์” ก็เป็นจุดอ่อนด้วย เพราะแสดงให้เห็นว่าไม่มีความชอบธรรมของตนเองเลย โดยเฉพาะในเรื่องประชาธิปไตย

d2beda28a814781f14c87c72c4ffea9acc4f330d285cb6baec96c8fc7aa3054b

ถ้าเราจะมีประชาธิปไตยแท้ เราต้องตัดบทบาททหารออกจากสังคมและเศรษฐกิจ ต้องตัดงบประมาณทหาร ต้องปลดนายพลเผด็จการออกให้หมด ต้องนำนายพลฆาตกรมาลงโทษ และต้องยกเลิกหรือไม่ก็เปลี่ยนโครงสร้างกองทัพอย่างถอนรากถอนโคน

พลังหลักในการสร้างประชาธิปไตยต้องมาจากขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม และเราต้องขยายอิทธิพลของขบวนการประชาธิปไตยไปสู่ขบวนการสหภาพแรงงาน ขบวนการนักศึกษา และเข้าไปสู่ทหารเกณฑ์ระดับล่างที่เป็นพี่น้องลูกหลานแท้ของประชาชนอีกด้วย

ทหารไทยคือกาฝากของสังคม ในหมู่คนจนหรือชาวไร่ชาวนา มันมีวิธีเดียวที่จะจัดการกับกาฝาก นั้นคือการตัดมันออกไปให้แห้งตาย

Advertisements

เผด็จการประยุทธ์ไม่มีปัญญาจะแก้ปัญหาฝุ่นละออง

ใจ อึ๊งภากรณ์

ปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ในกรุงเทพฯ เป็นปัญหาเรื้อรังที่รัฐบาลทหารของประยุทธ์ไม่สามารถแก้ไขได้ และการเสนอให้พ่นน้ำจากที่สูงเพียงแต่สะท้อนความคิดปัญญาอ่อนของทหาร

spray

ฝุ่นละอองที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเล็กกว่า 2.5 ไมครอน เป็นภัยต่อผู้ที่หายใจเข้าไปในร่างกายมากกว่าการสูบบุหรี่เสียอีก ทำให้เกิดโรคปอดและมีผลกระทบกับร่างกายส่วนอื่นเช่นสมอง โดยเฉพาะในกรณีเด็กเล็ก

0201-col-jsk-800x445

ส่วนหนึ่งของต้นกำเนิดปัญหาปัจจุบันมาจากกระบวนการก่อสร้างรถไฟฟ้าหรือตึกต่างๆ ซึ่งเดิมเป็นปัญหาเมื่อ20ปีก่อน ตอนที่เริ่มสร้างรถไฟไฟฟ้ายกระดับในกรุงเทพฯ แน่นอนการเพิ่มมาตรการในการลดฝุ่นจากการก่อสร้างน่าจะช่วยในระยะสั้น และในอนาคตถ้าสร้างรถไฟใต้ดินแทนรถไฟยกระดับก็อาจช่วยได้บ้าง แต่มันไม่ใช่ประเด็นหลัก

งานวิจัยชิ้นหนึ่งจาก Economic Intelligence Center (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ เขียนโดย ดร.ศิวาลัย ขันธะชวนะ มีข้อมูลที่น่าสนใจคือ 26% ของ PM2.5 ในกรุงเทพฯ มาจากการใช้เครื่องยนต์ดีเซล [ดูhttps://bit.ly/2B9AUrK ] วิธีการแก้ไขปัญหานี้เป็นเรื่องที่ต้องถกเถียงกัน และจะอธิบายต่อข้างล่าง

นอกจากนี้ อีก 25% มาจากการเผาพืช เช่นไฟไหม้ป่า ไฟไหมถ่านหินใต้ดินในประเทศเพื่อนบ้าน และการเผาไร่หรือทุ่งนาหลังเก็บเกี่ยวผลผลิต ในกรณีนี้การเพิ่มมาตรการป้องกันไฟไหมป่า และการเปลี่ยนวิธีการทางเกษตรจะช่วยได้มาก แต่รัฐบาลยังไม่เคยทำอย่างจริงใจ

solar

อีกแหล่งหนึ่งของมลพิษ PM2.5 มาจากโรงงานอุตสาหกรรม การเผาถ่านหินเพื่อผลิตไฟฟ้า และแหล่งอื่นๆ ของฝุ่น ถ้ารัฐบาลจริงใจในการควบคุมการทำงานของนายทุนและโรงงานต่างๆ สถานการณ์จะดีขึ้น แต่ อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยว่า  พ.ร.บ.โรงงานฉบับใหม่ที่กำลังผ่านการพิจารณาโดย สนช. จะทำให้ปัญหาฝุ่นพิษในกรุงเทพแย่ลงอีก เพราะลดมาตรฐานการควบคุมลง [ดู https://bit.ly/2GmTL6e ]

ถ้ามีการปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินและหันมาใช้พลังงานแสงแดดกับลม ก็จะยิ่งลดฝุ่นและช่วยแก้วิกฤตโลกร้อนได้อีกด้วย อย่างไรก็ตามถ้ารัฐบาลจะให้ความสำคัญกับเรื่องแบบนี้ต้องเป็นรัฐบาลประชาธิปไตยที่ถูกกดดันจากขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมได้ ไม่ใช่รัฐบาลเผด็จการของทหาร หรือรัฐบาลทหารที่มาจากการเลือกตั้งปลอม

Chub Nokkaew1
ภาพโดย Chub Nokkaew

ปัญหาของไอเสียจากรถดีเซล ยิ่งแย่มากขึ้นเพราะคุณภาพน้ำมันดีเซลในไทย และคุณภาพเครื่องยนต์ต่ำกว่ามาตรฐานสากล ในกรุงเทพฯตอนนี้มีรถดีเซล 2.7 ล้านคัน คือครึ่งหนึ่งของรถยนต์ทุกชนิด และไม่นับมอร์เตอร์ไซค์ด้วยซึ่งเป็นแหล่งมลพิษอีก ทั่วประเทศรถดีเซลสูงถึง 60% ของรถทั้งหมดคือ 10.8 ล้านคัน และที่สำคัญคือรถบรรทุกและรถเมล์ดิเซลในกรุงเทพฯส่วนใหญ่เก่ากว่า 7 ปี และมีเครื่องยนต์ที่ขาดประสิทธิภาพในการเผาน้ำมัน

pic19

แต่ทางออกในการแก้ไขปัญหาไม่ใช่การห้ามรถเก่าหรือรถมอร์เตอร์ไซค์ หรือการปล่อยให้ราคาดิเซลพุ่งสูงขึ้น โดยไม่มีมาตรการอื่น เพราะการใช้มาตรการกลไกตลาด หรือการห้ามใช้รถเก่าจะมีผลกระทบต่อคนจนเป็นหลัก

ทางออกที่ดีกว่าคือการวางแผนระบบคมนาคมแบบครบวงจร คือควรจะมีการส่งเสริมระบบขนส่งมวลชนที่ไม่สร้างมลพิษ เช่นรถไฟไฟฟ้า และรถเมล์ไฟฟ้า แต่รัฐต้องเข้ามาลงทุนและยกเลิกค่าโดยสาร อย่างที่บางประเทศทำแล้ว ทั้งนี้เพื่อชักชวนให้ประชาชนใช้ระบบขนส่งแบบนี้ นอกจากนี้ต้องมีการยกเลิกพื้นที่จอดรถภายในเมือง เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนเลิกใช้รถส่วนตัว และแน่นอนต้องมีการผลิตไฟฟ้าจากแสงแดดและลม

พรรคเพื่อไทยได้เสนอว่าควรจะมีการซื้อรถเมล์ไฟฟ้าแทนการเปลืองงบประมาณโดยเผด็จการประยุทธ์ในการซื้อรถถังจากจีน ข้อเสนอนี้ดี แต่ต้องมีการใช้มาตรการอื่นๆ อีกมากมาย

561000008560801

ถ้าจะเกิดสิ่งเหล่านี้ได้จริง รัฐบาลจะต้องใช้แนวคิดเศรษฐศาสตร์ที่เน้นบทบาทรัฐแทนกลไกตลาด และรัฐจะต้องหันหลังให้กับนโยบายที่สนับสนุนการซื้อและใช้รถยนต์ส่วนตัวอีกด้วย ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐไทยมานาน สำหรับโรงงานผลิตรถยนต์ก็ต้องมีการปรับไปผลิตรถเมล์หรือรถไฟไฟฟ้าแทน คือรัฐบาลจะต้องเน้นผลประโยชน์และคุณภาพชีวิตของคนทำงานธรรมดา แทนที่จะไปฟังแต่นายทุนกับคนรวย

แต่ผู้เขียนยังรอฟังนโยบายจากพรรคการเมืองที่กำลังหาเสียง ที่เป็นรูปธรรม และที่ครอบคลุมรายละเอียดต่างๆ ในการแก้ปัญหามลพิษ

 

บทส่งท้ายเรื่องเสนอชื่ออุบลรัตน์

ใจ อึ๊งภากรณ์

[บทความนี้ควรอ่านควบคู่กับเรื่อง “ขยะการเมือง” https://bit.ly/2MTBtdV ]

หลังจากที่วชิราลงกรณ์ออกมาห้ามไม่ให้พี่สาวลงเล่นการเมือง เราเห็นปรากฏการณ์ทางการเมืองหลายอย่างที่ท้าทายจุดยืนต่างๆ

ที่ชัดเจนคือในการวิเคราะห์ส่วนใหญ่ นักวิเคราะห์เน้นแต่ดูเรื่องราวของคนข้างบนเหมือนคนติดละครน้ำเน่า แต่ไม่ค่อยมีใครตั้งคำถามที่สำคัญที่สุดคือ เราจะกำจัดผลพวงของเผด็จการและสร้างประชาธิปไตยแท้จริงอย่างไร?

คนที่มักเดินไปเดินมาโดยเงยหน้ามองแต่ข้างบน บ่อยครั้งมักจะเหยียบขี้หมา

มีบางคนที่อยู่ต่างประเทศออกมาแดสงความเห็นว่า การเสนอชื่ออุบลรัตน์ ถ้าประสพความสำเร็จจะทำให้ “ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์” เข้มแข็งมากขึ้น พวกนี้ยังไม่ทันเอ่ยปากก็ถูกพิสูจน์ว่าผิด เพราะอุบลรัตน์กับวชิราลงกรณ์มีความคิดต่างกัน

หลายคนที่สนุกกับหมกมุ่นเรื่องราวของชนชั้นสูง และพูดอยู่เรื่อยๆ ว่าวิชราลงกรณ์กำลังสร้าง“ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ใหม่” จะพันตัวเองในความขัดแย้งของทฤษฏีตนเอง เพราะพยายามอธิบายทุกอย่างจากมุมมองนี้

คำถามอันหนึ่งคือทำไมวชิราลงกรณ์ถึงออกมาห้ามพี่สาว? บางคนพยายามเสนอว่าอุบลรัตน์คงต้องขอน้องชายก่อน จริงหรือ? บางคนถามว่ากษัตริย์เปลี่ยนใจเพราะอะไร? แต่คำอธิบายง่ายๆ ที่น่าจะเป็นจริงคือ มีคนของประยุทธ์คลานเข้าไป “สั่ง” ให้วชิราลงกรณ์ออกมาห้ามอุบลรัตน์

ทำไมคำอธิบายนี้น่าเชื่อที่สุด? วชิราลงกรณ์ต้องพึ่งทหารเพื่อที่จะเป็นกษัตริย์ ถ้าไม่มีทหารวชิราลงกรณ์จะอ่อนแอถึงที่สุด บวกกับการที่ประชาชนไม่ปลื้มมากนัก ดังนั้นถ้าเขาจะเสพสุขต่อไปท่ามกลางความร่ำรวย เขาต้องทำตามความต้องการของทหาร ภูมิพลก็ไม่ต่างออกไป ได้ความมั่นคงของตำแหน่งเพราะทหาร และทหารก็พร้อมจะใช้เสมอ

ลองคิดดู ประยุทธ์ไม่พอใจมากกับการที่อุบลรัตน์ถูกเสนอชื่อโดยพรรคไทยรักษาชาติ เพราะมันไปท้าทายการผูกขาดอำนาจของเผด็จการทหาร และถ้าให้เลือกโดยไม่ถูกกดดัน ประยุทธ์กับพวกคงไม่ต้องการแชร์อำนาจกับทักษิณ ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักในการเสนอชื่ออุบลรัตน์แต่แรก ทหารจึงมีเหตุผลสูงในการสั่งวชิราลงกรณ์ให้ออกมาห้าม

แต่สำหรับวชิราลงกรณ์ นอกจากการแข่งอีโก้กับพี่สาวว่าใครจะเป็น “นัมเบอร์วัน” แล้ว วชิราลงกรณ์ไม่มีอะไรที่จะต้องกลัวจากทักษิณแต่อย่างใด เพราะทักษิณไม่ใช่พวกล้มเจ้า และมีข่าวว่าเคยจ่ายหนี้การพนันให้วชิราลงกรณ์อีกด้วย ดังนั้นถ้าไม่มีทหารออกมาบอกให้ห้ามพี่สาวก็คงไม่สนใจที่จะออกมา

นอกจากพวกหมกมุ่นในเรื่องข้างบน มีนักวิจารณ์ต่างประเทศบางคนที่หัวเราะดูถูกคนไทยว่าโง่ และทำเป็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องตลกของประเทศที่ไม่เจริญ แต่พวกเหยียดเชื้อชาติเหล่านี้ไม่เคยพยายามทำความเข้าใจเกี่ยวกับสังคมและการเมืองไทยเลย เราด่ามันได้แต่ไม่ควรไปสนใจ

มีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่มองว่าพรรคไทยรักษาชาติเล่นเกมเก่งมาก บางคนเสนอคำขวัญ “เดินหมากเดียว กินทั้งกระดาน” แต่แล้ว ภายในไม่กี่ชั่วโมงฝ่ายทหารก็ตีกลับมาด้วยการรุกฆาต บทเรียนคือในการเมืองคนที่หาทางลัดมักจบไม่ดี อย่าลืมว่าไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งครั้งแรกด้วยการทำงานหนักเพื่อครองใจประชาชน ไม่ใช่ด้วยการหาทางลัด

และถ้าจะดูภาพกว้างเราอาจคิดได้ว่าการเสนออุบลรัตน์เป็นความผิดพลาดพอๆ กับการนิรโทษกรรมเหมาเข่ง

อีกบทเรียนหนึ่งคือ “อย่าไปหวังอะไรจากชนชั้นบน” เช่นคนเสื้อแดงไม่ควรตั้งความหวังอะไรเลยกับวชิราลงกรณ์อย่างที่เคยทำ และตอนนี้ควรทบทวนการตั้งความหวังกับทักษิณอีกด้วย และไม่ควรไปหวังอะไรจากอุบลรัตน์ เพราะนั้นเป็นความคิดแบบ “ไทยเป็นทาส” มัวแต่ขอความเมตตาจากคนข้างบน

ขอเน้นว่าถ้าวิธีการของไทยรักษาชาติประสพความสำเร็จ มันจะเป็นแค่การแชร์อำนาจระหว่างทักษิณกับทหาร มันไม่ลบผลพวงของเผด็จการแต่อย่างใด

ดังนั้นเราต้องกลับมาที่ประเด็นหลักคือ เราจะกำจัดผลพวงของเผด็จการและสร้างประชาธิปไตยแท้จริงอย่างไร? ซึ่งเป็นคำถามที่ใครๆ ควรถามแต่แรก และเป็นคำถามสำคัญเพราะเราทราบดีว่าการเลือกตั้งที่จะถึงนี้จะถูกจำกัดเพื่อให้อิทธิพลเผด็จการอยู่ต่อไปอีกนาน และพลเมืองธรรมดาที่อยากเลือกพรรคของทักษิณก็ต้องการประชาธิปไตยแท้

51786591_394346794633035_8835436868259545088_n

มันมีคำตอบเดียวครับ การลบผลพวงของเผด็จการ การกำจัดอิทธิพลของทหารในการเมือง และการสร้างประชาธิปไตยแท้ ต้องทำโดยการสร้างขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยที่มีมวลชนมหาศาล ซึ่งพร้อมจะประสานการเคลื่อนไหวร่วมกับพรรคการเมืองที่อยากเห็นประชาธิปไตย จากประวัติศาสตร์ไทยเราทราบว่าขบวนการแบบนี้สร้างได้ และจะประสพความสำเร็จถ้าอิสระจากการนำของคนชั้นสูง

แต่ถ้าใครปฏิเสธโลกจริงอันนี้ และมองว่าพลเมืองไทยไม่มีปัญญาจะกำหนดอนาคตตนเองได้ มันก็ย่อมจบลงด้วยการเสนอชื่อเจ้าเพื่อแข่งกับทหาร หรือการใส่เสื้อเหลืองเพื่อโบกมือต้อนรับรัฐประหาร

 

ขยะการเมือง

ใจ อึ๊งภากรณ์

การเสนอชื่ออุบลรัตน์เป็นนายกรัฐมนตรีของพรรคไทยรักษาชาติ เป็นจุดต่ำสุดของพรรคการเมืองสายทักษิณ เป็นจุดต่ำสุดของนักการเมือง นปช. เป็นจุดต่ำสุดของนักการเมืองที่น่าจะรู้ดีกว่านี้เช่น จาตุรนต์ ฉายแสง แต่ที่แย่ที่สุดคือมันเป็นจุดตดต่ำสุดของระบบการเลือกตั้งไทย และเป็นผลพวงของการแทรกแซงการเมืองผ่านรัฐประหารของทหาร

ทูลกระหม่อมหญิง

คนมีปัญญาไม่จำเป็นต้องถามตัวเองว่านางอุบลรัตน์มีคุณสมบัติอะไรที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีหรอก แต่สำหรับคนที่ตื่นเต้นกับการโหนเจ้าผมขอถามว่า…. เขาเคยสัมผัสวิถีชีวิตของพลเมืองไทยธรรมดาที่ยากจนไหม? เขามีความคิดทางการเมืองก้าวหน้าไหม? ในช่วงชีวิตของเขา เขาสนับสนุนประชาธิปไตยบ้างไหม? เคยสนับสนุนความยุติธรรมไหม? เขาคัดค้านระบบสืบทอดตำแหน่งผ่านสายเลือดไหม? เคยเปิดศึกกับความเหลื่อมล้ำในสังคมไหม? คำตอบคือไม่เคย เขามีประสบการณ์แค่ในการโปรโหมดตนเองในรายการโทรทัศน์ แค่นี้ และเขาไม่มีวันเป็นสามัญชนตราบใดที่ยังมีการใช้ราชาศัพท์และตำแหน่งต่างๆ ในสื่อกระแสหลักอีกด้วย

สำหรับนักการเมืองพรรคไทยรักษาชาติ ซึ่งต้องเริ่มที่ทักษิณและรวมนักการเมืองพรรคอื่นๆ ของเครือข่ายนี้ เพราะอย่ามาพูดเลยว่าไม่ได้คุยกัน การเสนอชื่ออุบลรัตน์เป็นการถุยน้ำลายใส่ประชาชนไทยที่ต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยมานาน รวมถึงการสละชีพด้วย มันถุยน้ำลายใส่ประวัติศาสตร์ ๒๔๗๕, ๑๔ตุลา, ๖ตุลา, พฤษภา๓๕, และการต่อสู้ของเสื้อแดง มันเป็นการถุยน้ำลายใส่อุดมการณ์ประชาธิปไตยอีกด้วย เพราะอะไร?

24879_385730269924_537184924_3652887_7350322_n

แนวความคิดที่อยู่เบื้องหลังการเสนอชื่ออุบลรัตน์ คือแนวความคิดว่าพลเมืองไทยธรรมดาไม่มีปัญญาที่จะต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย มันตัดบทบาทของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมไป มันตัดบทบาทของพลเมืองธรรมดาในการมีส่วนร่วม และมันจบลงด้วยการเสนอว่ามีสิ่งเดียวที่จะต้านเผด็จการประยุทธ์ได้นั้นคือคนที่มีเชื้อสายเจ้า มันเป็นการสะท้อนแนวความคิดล้าหลังของพวกพันธ์มิตรเสื้อเหลืองในยุคทักษิณ ที่เชื่อว่าต้องโหนเจ้าถึงจะล้มคนอย่างทักษิณได้ เพราะคนธรรมดาทำอะไรเองไม่ได้

อย่าลืมว่าแนวคิดแบบนี้มีที่มาที่ไป เพราะตั้งแต่ยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ทักษิณกับพรรคพวกจงใจแช่แข็งขบวนการเสื้อแดง ซึ่งเป็นขบวนการประชาธิปไตยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย คือแช่แข็งจนหมดพลังไปเลย แต่สิ่งนี้ทำไม่ได้ถ้าแกนนำ นปช. ไม่ประกอบไปด้วยคนปัญญาอ่อนที่เห็นด้วยกับทักษิณและไม่ยอมนำการต่อสู้ในช่วงหลัง สิ่งที่น่าผิดหวังคือคนก้าวหน้าในขบวนการเสื้อแดงไม่ยอมหรือไม่สามารถที่จะสร้างแกนนำที่อิสระจากพวกนี้ได้

ในประวัติศาสตร์ไทยและที่อื่นทั่วโลก การพยายามสร้างภาพ “ความฉลาดในการต่อสู้” โดยการหันหลังให้มวลชน ไม่เคยจบดีเลย คิดหรือว่าการอวยคนเชื้อเจ้าแบบนี้จะนำไปสู่การเพิ่มสิทธิเสรีภาพ หรือการลดความเหลื่อมล้ำ หรือการลดบทบาทของทหารในการเมืองไทย? ไม่เลย! ตรงข้าม เพราะการนำแนวความคิดของฝ่ายเผด็จการปฏิกิริยามาใช้เอง เท่ากับการยอมจำนนต่ออุดมการณ์เผด็จการและยุทธศาสตร์สืบทอดเผด็จการ20ปี และที่น่ากังวลอีกคือมันจะนำไปสู่การจับมือระหว่างทักษิณกับเผด็จการทหารในรัฐบาลแห่งชาติ(หมา)อีกด้วย

แต่ในที่สุดเราก็ทราบว่าวชิราลงกรณ์ได้ออกมาพูดว่าพี่สาวไม่เหมาะที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะเป็นส่วนหนึ่งของราชวงศ์ ไม่ว่าจะเคยลาออกหรือพยายามเป็นสามัญชนหรือไม่ ท่าทีของวชิราลงกรณ์ทำให้คนจำนวนมากหงายท้องสับสน เพราะเสื้อแดงหลายคนเคยมองว่าอยู่ข้างทักษิณ ส่วนคนที่เคยพูดเรื่องอำนาจสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของวชิราลงกรณ์ที่จะถูกเสริมจากการเสนอชื่ออุบลรัตน์ก็ต้องรีบแก้ทฤษฏีกันใหญ่ นอกจากนี้ยังมีคำถามอีกว่าวชิราลงกรณ์ถูกสั่งให้ออกมาโดยทีมประยุทธ์หรือไม่

พลเมืองไทยที่ไม่ยอมและไม่เห็นด้วยกับการเมืองขยะแบบนี้มีมากมาย เราต้องปฏิเสธพรรคการเมืองของฝ่ายทหารและฝ่ายทักษิณ และต้องให้ความสำคัญกับการจัดตั้งอุดมการณ์ประชาธิปไตยและความเท่าเทียมในการต่อสู้ต่อไป

Dxcc29yW0AQEpBn

 

เราต้องร่วมกันประณามเผด็จการไทยที่วิสามัญฆ่าสุรชัยและสหาย

ใจ อึ๊งภากรณ์

ทุกคนที่รักประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนจะต้องประณามเผด็จการทหารไทยที่มีส่วนในการวิสามัญฆาตกรรม สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ สหาย “ภูชนะ” และสหาย “กาสะลอง”

46097871864_6f2f471e68_k
ภาพจากประชาไท

ประยุทธ์เปื้อนเลือดอีกแล้ว

bloody prayut

หลังการพิสูจน์ด้วยดีเอ็นเอว่าสองศพที่ติดฝั่งแม่น้ำโขงที่นครพนม คือศพของสหายภูชนะกับสหายกาสะลอง ทั้งภรรยาและนักข่าวหลายคนที่เชื่อถือได้ ร่วมกันมองว่าสหายสุรชัยก็ถูกฆ่าไปแล้ว และศพที่สามของ สุรชัย หายไป

สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ สหายภูชนะ และสหายกาสะลอง เป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย และเป็นผู้ลี้ภัยในประเทศลาวจากเหตุการณ์รัฐประหาร ๒๕๕๗ เขาทั้งสามหายออกจากที่พักโดยที่ไม่มีใครสามารถติดต่อได้เป็นเวลานานกว่าหนึ่งเดือนก่อนที่จะพบศพ

เผด็จการทหารไทยมีประวัติในการเกี่ยวข้องกับการอุ้มฆ่าคนที่เห็นต่างหรือวิจารณ์สถาบันกษัตริย์ “โกตี๋” กับ “ดีเจซุนโฮ” ที่อยู่ในประเทศลาวเช่นกัน เป็นตัวอย่างที่ดีของการถูกอุ้มฆ่า ในกรณี โกตี๋ เขาถูกอุ้มโดยชายไทยแต่งชุดดำที่ข้ามพรมแดนมาจากไทย

gplus777070875

รัฐบาลเผด็จการทรราชในไทยและทั่วโลก ที่ใช้วิธีการจัดตั้งกองกำลังลับเพื่อฆ่าวิสามัญฝ่ายตรงข้าม มักจะออกมาโกหกว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมแบบนี้เป็นธรรมดา และวิธีการที่พวกนี้ใช้มักจะไม่เหลือหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรให้เราสืบค้นได้ แต่นั้นไม่ได้แปลว่ารัฐบาลของประยุทธ์ไม่ได้มีส่วนในการฆ่า สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ สหายภูชนะ และสหายกาสะลอง เพราะอะไร?

ในประการแรก เราทราบดีว่าทั้งประยุทธ์จอมเผด็จการ ประวิตรหมูโสโครก และพรรคพวกคนอื่นๆ มีนิสัยโกหกเป็นสันดาน

ในประการที่สอง ประยุทธ์มีประวัติเปื้อนเลือดจากการฆ่าเสื้อแดงที่ไร้อาวุธในขณะที่เรียกร้องประชาธิปไตยในสมัยรัฐบาลทหารที่มีอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี

ในประการที่สาม กองทัพไทยใช้กองกำลังลับ เพื่อฆาตกรรมวิสามัญคนมาเลย์มุสลิมที่ต่อต้านรัฐบาลไทยในปาตานี และใช้อย่างต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้

ในประการที่สี่ รัฐบาลเผด็จการของประยุทธ์ใช้อำนาจเถื่อนในการปราบปรามคนที่คิดต่าง โดยเฉพาะผ่านการใช้กฏหมาย 112 สิ่งนี้บวกกับการคลั่งเจ้าของทหาร ทำให้พวกโจรป่าเถื่อนสุดขั้วอย่าง พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา หัวหน้าแก๊ง “เก็บขยะ” ได้ใจในการข่มขู่ฝ่ายตรงข้ามอย่างรุนแรง โดยที่ไม่เคยโดนรัฐบาลลงโทษหรือปลดออกจากตำแหน่งผอ.รพ.มงกุฎวัฒนะ พูดง่ายๆ รัฐบาลประยุทธ์ส่งเสริมพฤติกรรมแย่ๆ ของนายเหรียญทอง

asdwdwd-1

อ. ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ เคยเขียนไว้ในบทความที่เผยแพร่ใน Japan Times ว่า เหรียญทอง แน่นหนาเคยโพสธ์ในเฟสบุ๊คเกี่ยวกับคนไทยที่หลี้ภัยในฝรั่งเศสอันเนื่องมาจากการวิจารณ์สถาบันกษัตริย์ว่า “ถ้าทำได้ อยากจ้างมือปืนไปฆ่า” นั้นไม่ได้พิสูจน์ว่านายเหรียญทองเกี่ยวข้องกับการฆ่าวิสามัญในลาว แต่มันสะท้อนระบบคิดของพวกคลั่งเจ้าและความมั่นใจว่ามันจะลอยนวลเมื่อก่ออาชญากรรม [ดู https://bit.ly/2UaJYnq]

ในประการสุดท้าย ไม่ว่าประยุทธ์กับพรรคพวกจะสั่งหรือไม่สั่งให้มีการฆ่าสหายสุรชัยกับสหายอื่น แต่การที่คนฆ่าน่าจะเกี่ยวกับกองทัพ และการที่แก๊งประยุทธ์ยึดอำนาจมาปกครองประเทศ แปลว่าคณะเผด็จการต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น และเราต้องประณามพฤติกรรมของเขา

การที่คนไทยผู้รักประชาธิปไตยข้ามไปหลี้ภัยในลาว ไม่ได้ทำให้รัฐบาลลาวปกป้องเขาแต่อย่างใด เพราะลาวไม่ได้ให้สถานะผู้หลี้ภัยเป็นทางการ แค่ปล่อยให้อยู่ ซึ่งแปลว่าอันธพาลจากกองทัพไทยสามารถข้ามฝั่งไปก่ออาชญากรรมได้อย่างง่ายดาย ในอดีตสมัยสงครามเย็นทหารไทยก็เคยแอบเข้าไปในลาวเพื่อต่อสู้กับขบวนการปลดแอกของประเทศลาว ซึ่งถือว่าเป็นการแทรกแซงที่ไร้ความชอบธรรม

เป็นที่น่าเสียดายที่ประเทศตะวันตกและองค์กรสหประชาชาติไม่ได้สนใจปัญหาของผู้ลี้ภัยไทยเท่าที่ควร แต่เราต้องวิจารณ์องค์กรภายในประเทศไทยด้วย ยังไม่มีพรรคการเมืองหรือองค์กรณ์เอ็นจีโอไทยที่ออกมาวิจารณ์รัฐบาลไทยในเรื่องนี้เลย และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ที่กำลังเล่นละครกับรัฐบาลทหารเรื่องกฏหมายอุ้มฆ่าและทรมาน ก็เงียบเฉยในเรื่องสุรชัยและพรรคพวก มีแต่ฮิวแมนไรท์วอทช์เท่านั้นที่ออกแถลงการณ์ [ดู https://bit.ly/2Wdilfi ]

เราคงหวังอะไรไม่ได้จากรัฐบาลลาว เพราะรัฐบาลลาวเน้นรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับรัฐบาลไทย และลาวเองก็มีการอุ้มหายไปของนักกิจกรรม ดังนั้นทุกคนที่รักประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนจะต้องประณามเผด็จการทหารไทยที่มีส่วนในการวิสามัญฆาตกรรม สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ สหาย “ภูชนะ” และสหาย “กาสะลอง”

[อ่านเพิ่มเรื่องอาชญากรรมรัฐไทยในอดีต https://bit.ly/2S5c5XT ,   https://bit.ly/2B50UVd ]

แค่การเลือกตั้งไม่พอที่จะสร้างประชาธิปไตยสมบูรณ์

ใจ อึ๊งภากรณ์

ในวันเลือกตั้งเราควรไปกาช่องสนับสนุนพรรคที่ต้านทหาร แต่แค่นั้นไม่พอ

พรรคการเมืองที่ประกาศจุดยืนว่าต้านเผด็จการ และจะลบผลพวงของเผด็จการประยุทธ์ จะต้องทำมากกว่านี้ เพราะเมื่อมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในเดือนมีนาคม การเลือกตั้งดังกล่าวจะเป็น “ละครประชาธิปไตย” ภายใต้กรอบเผด็จการทหารที่ต้องการสืบทอดอำนาจไปข้างหน้าอีก 20 ปี

ทั้งรัฐธรรมนูญทหาร แผนการเมืองในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของทหาร การแต่งตั้งสว. การแต่งตั้งตุลาการ การเขียนกฏหมายเลือกตั้ง และการแต่งตั้ง กกต.ฯลฯ จะมีผลในการทำให้การเลือกตั้งไม่เสรี และไม่เป็นไปตามกติกาประชาธิปไตย เพราะจะมีการกำหนดว่าพรรคการเมืองสามารถเสนอนโยบายอะไรบ้าง และจะมีการมัดมือรัฐบาลในอนาคตที่มาจากการเลือกตั้ง

ดังนั้นการยกเลิกรัฐธรรมนูญทหาร และการลบผลพวงของเผด็จการประบุทธ์ จะเป็นเรื่องที่ “ผิดกฏหมาย” ตามคำนิยามของเผด็จการ แต่ทั้งๆ ที่ผิดกฏหมายเผด็จการ มันเป็นเรื่องที่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะมีความชอบธรรมสูงตามมาตรฐานประชาธิปไตย และการได้มาซึ่งประชาธิปไตยและเสรีภาพในทุกประเทศทั่วโลก รวมถึงไทย ล้วนแต่ผ่านกระบวนการของการฝืนกฏหมายทั้งสิ้น

อย่าลืมว่าเผด็จการของ “ประยุทธ์มือเปื้อนเลือด” ชอบอ้างว่าทำตามกฏหมายเสมอ ก็แน่นอนล่ะ!กฏหมายของมัน มันกับพรรคพวกล้วนแต่ร่างเองออกเองทั้งนั้น

ประเด็นสำคัญคือ ถ้าพรรคการเมืองที่คัดค้านเผด็จการชนะละครการเลือกตั้งในอนาคต จะเอาพลังที่ไหนมาฝืนกฏหมายเผด็จการ? คำตอบคือต้องผสมความชอบธรรมจากการชนะการเลือกตั้ง กับพลังของขบวนการมวลชนนอกรัฐสภา เพื่อไปคานเครื่องมือของเผด็จการ

สรุปแล้วพรรคการเมืองเหล่านี้ ต้องให้ความสำคัญกับการสร้างเครือข่ายมวลชนที่จะนำไปสู่ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อประชาธิปไตย ต้องมีการลงพื้นที่เพื่อสร้างเครือข่ายและชวนให้มวลชนออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่เรายังไม่เห็นว่าพรรคไหนให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เลย มีแต่การให้ความสำคัญกับการหาเสียงสำหรับละครการเลือกตั้งในอนาคตอย่างเดียว

แน่นอนฝ่ายทหารจะจับตาดูพรรคการเมืองอย่างใกล้ชิด แต่บางทีมันต้องมีการแบ่งงานกันทำในหมู่สมาชิกและแกนนำของพรรค

ในยุคนี้การสร้างขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อประชาธิปไตยต้องทำแบบไม่เล่นพรรคเล่นพวก ซึ่งแปลว่าต้องมีการสร้างแนวร่วมระหว่างหลายกลุ่ม ไม่ใช่คุมโดยพรรคใดหรือกลุ่มใดอย่างผูกขาด ต้องมีการเปิดกว้างยอมรับหลากหลายมุมมองภายใต้จุดยืนร่วมสำคัญๆ เกี่ยวกับการลบผลพวงของเผด็จการ

บทเรียนอันหนึ่งที่สำคัญสำหรับยุคนี้มาจากขบวนการเสื้อแดง ที่เคยเป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย มันมีสองบทเรียนที่สำคัญคือ หนึ่ง ถ้าไม่มีพรรคคอยประสานงานและกระตุ้นให้เกิดมันก็ไม่เกิดแต่แรก สอง การที่พรรคของทักษิณนำขบวนการเสื้อแดงมีผลทำให้เสื้อแดงถูกแช่แข็งและทำลายโดยนักการเมืองของทักษิณได้ เมื่อพรรคมองว่าไม่ควรเคลื่อนไหวต่อทั้งๆ ที่สังคมตกอยู่ภายใต้เผด็จการ

จริงๆ ประสบการณ์ทั่วโลกสอนให้เรารู้ว่า พรรคที่จะให้ความสนใจกับการสร้างขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมอย่างจริงจัง จากล่างสู่บน มักเป็นพรรคการเมืองฝ่ายซ้ายที่มีฐานในขบวนการสหภาพแรงงานและคนชั้นล่างโดยทั่วไป และจะเป็นพรรคที่ไม่ได้หมกมุ่นกับรัฐสภาจนลืมเรื่องอื่นๆ อีกด้วย แต่พรรคการเมืองแบบนี้ยังไม่ถูกสร้างขึ้นมาในไทยอย่างจริงจัง [อ่านเพิ่ม https://bit.ly/2Mqo90n ]

 

คำถามสำหรับนักรัฐศาสตร์เรื่อง “สองนคราประชาธิปไตย”

ใจ อึ๊งภากรณ์

หลังจากที่ อเนก เหล่าธรรมทัศน์ ประกาศออกมาว่า “ตอนที่ผมมีส่วนร่วมบ้างในเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ผมคิดว่าถ้าผมรู้ว่าประชาธิปไตยจะเป็นแบบนี้ ผมไม่ทำหรอก ๑๔ ตุลา ผมปล่อยให้จอมพลถนอมปกครองประเทศต่อไปดีกว่า ถึงแม้จะมีอะไรไม่ดี แต่ผมคิดว่าความเลวร้ายของระบบเลือกตั้งที่เราเห็นกันมา ผมว่ามันเลวร้ายกว่านี้”  ควรนำไปสู่การตั้งคำถามสำคัญสำหรับคนที่สอนและศึกษารัฐศาสตร์คือ ในแวดวงวิชาการยังมีการให้ความสำคัญกับผลงานและข้อเสนอของ อเนก เหล่าธรรมทัศน์ หรือไม่ โดยเฉพาะในเรื่องบทบาทชนชั้นกลางในเมืองในการสร้างประชาธิปไตย และในเรื่องระบบอุปถัมภ์? [ดู https://bit.ly/2LE9Cha ประกอบเรื่องนี้]

การที่นักวิชาการคนหนึ่งเปลี่ยนจุดยืนจากอดีต ไม่ได้แปลว่าสิ่งที่เขาเคยเสนอก่อนหน้านี้จะผิดโดยอัตโนมัติ แต่เราก็ต้องตรวจสอบทบทวนด้วย เพราะบางที อเนก เหล่าธรรมทัศน์ อาจไม่เคยมีอุดมการณ์ประชาธิปไตยอย่างแท้จริงก็ได้

_101727936_cover

ข้อเสนอหลักในหนังสือ “สองนคราประชาธิปไตย” คือ มันมีความแตกแยกสำคัญระหว่างสองซีกในสังคมไทย (สองนครานั้นเอง) คือระหว่างคนเมืองและคนชนบท เอนก เสนอว่าคนเมืองเป็นคนชั้นกลาง และคนชนบทเป็นชาวไร่ชาวนา และเสนอต่อไปว่าคนชั้นกลางในเมืองเป็นคนที่ใช้วิจารณญาณ และมาตรฐานคุณธรรมในการเลือกหรือวิจารณ์นโยบายของรัฐบาลต่างๆ และคนชั้นกลางเหล่านี้เป็นคนที่มีความคิดอิสระ ส่วนชาวไร่ชาวนาในชนบทซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของสังคม มีคะแนนเสียงข้างมากในวันเลือกตั้ง โดยมักจะเลือกนักการเมืองท้องถิ่นในลักษณะการเลือกเจ้านายอุปถัมภ์ คือจะเลือกผู้ที่มีประสิทธิภาพในการช่วยเหลืออุปถัมภ์ตน และจะไม่มองว่าการซื้อขายเสียงผิดหรือขัดกับคุณธรรม เพราะเป็นพิธีกรรมระหว่างผู้อุปถัมภ์กับลูกน้อง เอนกมองว่าการลงคะแนนเสียงของชาวชนบทนี้ไม่ใช่ภายใต้ความคิดอิสระเหมือนชนชั้นกลาง แต่เป็นการตอบแทนบุญคุณตามระบบอุปถัมภ์ที่มีมานานตั้งแต่สมัยไพร่กับนาย

เราอาจพูดได้ว่า “สองนคราประชาธิปไตย” เป็นแนวคิดที่ปูทางไปสู่ประชาธิปไตยครึ่งใบและการเลือกตั้งที่ไม่เสรีของเผด็จการประยุทธ์ในปี ๒๕๖๒

UnemducatedPeopleReuters

นอกจากปัญหาเรื่องการนิยามชนชั้นในเมืองและชนบทของ เอนกแล้ว เวลามองย้อนกลับไปและพิจารณาประเด็นเรื่องความแตกต่างทางการเมืองระหว่างคนชั้นกลางในเมือง กับคนจนในชนบท(และในเมือง) มันมีสองเรื่องที่ต้องนำมาคิด

ในประการแรกมันชัดเจนว่าเราต้องสรุปว่าคนชั้นกลางไม่ได้เป็นพลังสำคัญในการผลักดันให้เกิดประชาธิปไตยเลย ซึ่งเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ท่องกันมาแบบนกแก้วในแวดวงวิชาการกระแสหลักทั่วโลกรวมถึงในไทย ชนชั้นกลางเป็นกลุ่มชนชั้นที่ไม่มีจุดยืนชัดเจน มักตามกระแส บางครั้งอาจเข้ากับฝ่ายก้าวหน้า บางครั้งเชียร์เผด็จการทหารหรือเผด็จการฟาสซิสต์

ทิศทางความเสื่อมทางการเมืองของ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ สะท้อนสิ่งนี้เกี่ยวกับชนชั้นกลางอย่างชัดเจน จากการเข้าป่าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ ผ่านการเชียร์บทบาทชนชั้นกลางและดูถูกคนจนในชนบท ผ่านการต้านทักษิณและความผิดหวังเมื่อลงเล่นการเมือง สู่การจับมือชื่นชมเผด็จการและการหันหลังให้กับระบบประชาธิปไตยเพราะมองว่าพลเมืองไทยส่วนใหญ่ไม่มีวุฒิภาวะที่จะมีสิทธิทางการเมือง

ในประการที่สอง ข้อสรุปจากวิกฤตการเมืองไทยตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ คือชนชั้นกลางเป็นกลุ่มชนชั้นที่เข้าหาผู้อุปถัมภ์อย่างต่อเนื่องเพื่อปกป้องอภิสิทธิ์ทางชนชั้นและเพื่อแช่แข็งความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่ดำรงอยู่มานาน ผู้อุปถัมภ์ของชนชั้นกลางในสายตาของชนชั้นกลางเองคือทหารเผด็จการ พวกเทคโนแครดอย่าง อานันท์ ปันยารชุน และกษัตริย์ และยังรวมถึงนายทุนนักการเมืองอย่างทักษิณที่ชนชั้นกลางชื่นชมในช่วงแรก เพราะคิดว่าจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้เพื่อปกป้องสถานภาพของคนชั้นกลาง ดังนั้นชนชั้นกลางไม่ได้มีความคิดอิสระอย่างที่ เอนก อ้าง แต่มีความคิดที่คอยตามกระแสและคอยแสวงหาผู้มีอำนาจ

ส่วน “มาตรฐานคุณธรรม” ที่เอนกเสนอว่าเป็นมาตรฐานของชนชั้นกลาง เราทราบดีว่าถูกเปิดโปงด้วยคำพูดตอแหลของฝ่ายเผด็จการมือเปื้อนเลือดเกี่ยวกับ “คนดี” ชนชั้นกลางไม่มีคุณธรรมพอที่จะมองว่าการฆ่าประชาชนมือเปล่า อย่างคนเสื้อแดง หรือการทำรัฐประหารแล้วจับคนที่คิดต่างเข้าคุก เป็นเรื่องผิดแต่อย่างใด

32261_399319099924_537184924_3928134_4527140_n

การกล่าวหาฝ่ายตรงข้ามว่ามีพฤติกรรม “คอร์รับชั่น” โดยชนชั้นกลาง มาจากการที่ชนชั้นกลางหลอกตัวเองและคนอื่นว่าตัวเองมีฐานะดีที่มาจาก “ความสามารถและความขยันของตนเอง” ซึ่งส่วนใหญ่ไม่จริงเลย แต่มุมมองนี้มันทำให้คนชั้นกลางรู้สึกว่าการคอร์รับชั่นเปิดโอกาสให้ “คนมีเส้น” เข้ามากอบโกยผลประโยชน์อย่างไม่เป็นธรรม ยิ่งกว่านั้นการโจมตีฝ่ายตรงข้ามว่าโกงกิน เป็นข้อโจมตีแบบคลุมเครือที่เปิดโอกาสให้คนชั้นกลางปิดบังจุดยืนทางการเมืองของตนเองในเรื่องความเหลื่อมล้ำ สิทธิเสรีภาพ หรือนโยบายเศรษฐกิจ และที่สำคัญที่สุดคือเป็นข้อโจมตีที่เลือกใช้ได้ ดังที่เราเห็นทุกวันนี้ในสังคมไทย เพราะคนชั้นกลางมักเงียบเฉยต่อการโกงกินของทหารเผด็จการ

[อ่านบทความวิจารณ์หนังสือ “สองนคราประชาธิปไตย” ที่เขียนไว้ตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ ในหนังสือ “ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมในไทย” โดย ใจ อึ๊งภากรณ์และคณะ สำนักพิมพ์ประชาธิปไตยแรงงาน เข้าดูได้ที่ https://bit.ly/2BHz2pV ]