Tag Archives: เผด็จการทหาร

สองเหตุผลว่าทำไมไทยควรเป็นสาธารณรัฐ

ใจ อึ๊งภากรณ์

[เพื่อความสะดวกในการอ่าน เชิญไปอ่านในบล็อกโดยตรง]

ประเทศทั่วโลกที่มีกษัตริย์เป็นประมุข เช่นอังกฤษ สเปน สวีเดน เนเธอร์แลนด์ หรือไทย ยังคงไว้สถาบันจากอดีตอันนี้เพื่อวัตถุประสงค์สมัยใหม่ วัตถุประสงค์หลักคือเรื่องลัทธิความคิดทางการเมืองที่เน้นว่าลำดับชนชั้นในสังคมเป็นเรื่อง “ธรรมชาติ” ที่เราเปลี่ยนไม่ได้ สถาบันกษัตริย์มีไว้เพื่อกล่อมเกลาให้ประชาชนพึงรู้ว่ามีคนเกิดสูงและเกิดต่ำ คนที่เกิดสูงมีความชอบธรรมในการกอบโกยทรัพย์สินของสังคม และในการมีบทบาทหลักในสังคม ส่วนคนที่เกิดต่ำควรเจียมตัวกับความจนและการที่ถูกกีดกันออกจากการตัดสินใจทางการเมือง เศรษฐกิจ หรือสังคม (ดู https://bit.ly/2On85jD )

วัตถุประสงค์หลักของลัทธิ “สูงต่ำ” อันนี้ไม่ใช่เพื่อเชิดชูกษัตริย์ แต่เพื่อให้ความชอบธรรมกับชนชั้นปกครองในรัฐทุนนิยมสมัยใหม่ คือนายทุน นักการเมืองฝ่ายทุน ผู้บังคับบัญชาทหาร และข้าราชการชั้นสูง

ในประเทศที่เป็นสาธารณรัฐ ชนชั้นปกครองใช้ลัทธิความคิดอื่นในการให้ความชอบธรรมกับลำดับชนชั้นที่ดำรงอยู่ ในสหรัฐจะมีการเสนอว่าคนชั้นสูงเป็นคนที่มีความสามารถพิเศษและขยันในการทำงาน ซึ่งถ้าดูพฤติกรรมและความสามารถจริงของพวกผู้นำสหรัฐก็จะเห็นว่าเป็นคำโกหก ในฝรั่งเศสจะมีการอ้างความชอบธรรมจากการปฏิวัติฝรั่งเศสและการอ้างว่าทุกคนเท่าเทียมกันแล้ว ทั้งๆ ที่ไม่จริง ในจีนก็เช่นกัน มีการอ้างว่าในระบบ “คอมมิวนิสต์” ไม่มีชนชั้น และเผด็จการของพรรคคอมมิวนิสต์เป็นตัวแทนของกรรมาชีพกับประชาชน ซึ่งไม่จริงอีก ไม่เชื่อก็ลองดูสภาพความเป็นอยู่ของคนงานจีนเมื่อเทียบกับวิถีชีวิตของครอบครัวผู้นำรัฐ

ในรายละเอียด ชนชั้นปกครองอังกฤษ สหรัฐ ฝรั่งเศส หรือจีน ไม่ได้แตกต่างกันเลย ของไทยก็เช่นกัน ล้วนแต่เป็นตัวแทนของผลประโยชน์กลุ่มทุนทั้งสิ้น และต้องการที่จะกดขี่ขูดรีดคนธรรมดา

บางคนที่อ้างว่าตัวเอง “ตาสว่าง” แต่ยังติดอยู่ในกับดักความคิดของกะลาแลนด์ จะเถียงว่า “ประเทศไทยไม่เหมือนประเทศในยุโรปหรือที่อื่น” เพื่อพยายามเสนอว่าสถาบันกษัตริย์ไทยมีความ “พิเศษ” ที่ไม่เหมือนของชาติอื่น เพราะ “เรายังมีระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์” (ดู https://bit.ly/2QgB0TJ ) คนเหล่านี้ไม่ยอมศึกษาประวัติศาสตร์ไทยและการเปลี่ยนแปลงของสถาบันกษัตริย์ตามยุคสมัย ผ่านการปฏิวัติของรัชกาลที่๕ สู่การปฏิวัติ ๒๔๗๕ และที่สำคัญคือพวกนี้ไม่ยอมศึกษาบทบาทและที่มาของสถาบันกษัตริย์สมัยใหม่ในยุโรป พวกนี้จึงมองอะไรแบบผิวเผิน คือพอได้ยินว่ากษัตริย์ไทยแต่งตั้งผู้พิพากษา หรือแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี หรือ “โปรดเกล้า” เรื่องอื่น ก็เชื่อว่ากษัตริย์มีอำนาจ แต่การแต่งตั้งหรือ “โปรดเกล้า” ในเรื่องต่างๆ ก็มีในอังกฤษตามทำเนียม ซึ่งคนไทยแบบนี้จะไม่ยอมมองและเข้าใจ มันเป็นความคิดชาตินิยมในกะลาที่ส่งเสริมโดยฝ่ายเผด็จการและชนชั้นปกครองไทย ที่ชวนให้เราไม่ศึกษาการเมืองทั่วโลกในเชิงเปรียบเทียบ “เพราะประเทศไทยพิเศษ”

การที่ไทยมีกฏหมาย 112 ที่ยังใช้อยู่ในทางปฏิบัติ และการที่มีการมอบคลาน การใช้ราชศัพท์ และการติดภาพหรืออ้างถึงกษัตริย์บ่อยๆ เป็นแค่รายละเอียดปลีกย่อย ซึ่งไม่เปลี่ยนลักษณะลึกๆ ของสถาบัน ที่เหมือนกับสถาบันกษัตริย์สมัยใหม่ทั่วโลก

ดังนั้นปัญหาใหญ่อันหนึ่งของการมีสถาบันกษัตริย์ในไทย คือการที่ทหาร นักการเมือง และนายทุน ใช้สถาบันนี้เพื่อให้ความชอบธรรมกับอภิสิทธิ์ของตนเอง ในรูปธรรมหมายความว่าทหารทำรัฐประหารแล้วอ้างว่าปกป้องกษัตริย์ได้ หรือมีการอ้างลัทธิเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อสนับสนุกแนวเสรีนิยมกลไกตลาดแบบ “มือใครยาวสาวได้สาวเอา”

ลัทธิกษัตริย์ หรือ “ลัทธิสูงต่ำ” ถูกใช้เพื่อพยายามให้ความชอบธรรมกับเผด็จการและความเหลื่อมล้ำ

แต่อย่าหลงเชื่อว่าในยุโรปชนชั้นปกครองชื่นชมประชาธิปไตยมาตลอด ในยามวิกฤตชนชั้นปกครองยุโรปพร้อมจะใช้ระบบเผด็จการเพื่อปกป้องผลประโยชน์ตนเอง ดูได้จากอดีตในเยอรมัน อิตาลี่ สเปน หรือโปรตุเกส ดูได้จากกรณีการใช้กฏหมายฉุกเฉินในอังกฤษหรือฝรั่งเศส และดูได้จากมาตรการเผด็จการที่อียูใช้กับกรีซเพื่อบังคับให้รัดเข็มขัด หรือที่รัฐสเปนใช้กับชาวคาทาลูเนีย

วชิราลงกรณ์ไม่ได้มีอำนาจสั่งการในระบบการเมืองไทย เพราะถ้าเราพิจารณาปัญหาต่างๆ เช่นเรื่องการสืบทอดอำนาจเผด็จการประยุทธ์ผ่าน “ยุทธศาสตร์แห่งชาติ20 ปี” หรือการทำลายระบบสาธารณสุขถ้วนหน้า หรือปัญหาความเหลื่อมล้ำ หรือปัญหาสิทธิสตรี หรือปัญหาสงครามในปาตานีฯลฯ กษัตริย์คนนี้ ซึ่งสอบตกอย่างต่อเนื่องในยุคเรียนหนังสือ ไม่มีความเห็นของตนเองที่ปรากฏออกมา

และก่อนที่ภูมิพลจะเสียชีวิต ภูมิพลหมดสภาพในการสื่อสารหรือทำอะไรเป็นเวลานานพอสมควร แต่ไม่มีผลกระทบอะไรเลยกับระบบการปกครองของเผด็จการไทยแม้แต่นิดเดียว ภูมิพลก็ไม่ได้สั่งการอะไรเช่นกัน (ดู https://bit.ly/2s0KHd4 )

อย่างไรก็ตามมันมีสิ่งที่วชิราลงกรณ์กระตือรือร้นที่จะสนใจ นั้นคือการเสพสุขของตนเองบนพื้นฐานความร่ำรวยมหาศาล มันคือสาเหตุที่เขาแก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้สามารถเสพสุขที่เยอรมันโดยไม่มีคนอื่นแต่งตั้งใครมาดำรงตำแหน่งเขาแทนได้ หรือการที่วชิราลงกรณ์รวบความเป็นเจ้าของทรัพย์สินต่างๆ ของสถาบัน มาเป็นของตนเองคนเดียว หรือการที่สั่งย้ายสวนสัตว์เขาดิน เพื่อเพิ่มกำไรจากการครองที่ดิน มันเกี่ยวกับความโลภที่จะเสพสุข และเป็นเรื่องชีวิตส่วนตัวเขาอย่างเดียว มันไม่เกียงกับการบริหารสังคมหรือการเมือง (ดู https://bit.ly/2IwdWxP )

ซึ่งเรื่องนี้พาเราไปสู่การพิจารณาสาเหตุที่สองที่เราควรมีระบบสาธารณรัฐ นั้นคือการที่สถาบันกษัตริย์เป็นปรสิตที่ดูดทรัพย์ของสังคมเข้ากระเป๋าตนเอง มันเป็นปัญหาในประเทศทั่วโลกที่มีกษัตริย์เป็นประมุข และในไทยถ้าเทียบทรัพย์สินของกษัตริย์กับความเป็นอยู่ของประชาชนธรรมดา มันเป็นเรื่องร้ายแรง

ถ้าเรายกเลิกสถาบันกษัตริย์ และบังคับให้คนอย่างวชิราลงกรณ์ต้องทำงานเลี้ยงชีพตนเองเหมือนคนธรรมดา เราจะสามารถใช้ทรัพยากรมหาศาลในการพัฒนาความเป็นอยู่ของคนส่วนใหญ่ได้ เราสามารถพัฒนาระบบการศึกษา ระบบสาธารณสุข และสร้างรัฐสวัสดิการได้

พูดง่ายๆ ระบบกษัตริย์ทำให้พวกสมาชิกราชวงศ์กลายเป็นคนขี้เกียจหลังยาวแบมือกอบโกย “สวัสดิการ” มหาศาลจากรัฐ โดยไม่ทำงานตลอดชีพ

ดังนั้นสองเหตุผลหลักที่เราควรมีระบบสาธารณรัฐคือ (1)มันสร้างลัทธิที่ส่งเสริมให้มีการให้ความชอบธรรมกับระบบชนชั้น ความเหลื่อมล้ำ และการกีดกันสิทธิเสรีภาพเต็มที่ของพลเมืองธรรมดา และ (2)มันสิ้นเปลืองทรัพยากรของสังคมที่ควรจะนำมาใช้เพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่

Advertisements

รัฐไทยให้ความสำคัญกับพลเมืองน้อยเกินไป

ใจ อึ๊งภากรณ์

[เพื่อความสะดวกในการอ่าน เชิญไปอ่านที่บล็อกโดยตรง]

จากการพูดคุยกับมิตรสหายและการอ่านความเห็นของเพื่อนในโซเชียลมีเดีย ผมได้เรียนรู้และมีข้อสรุปบางอย่างจากกรณีที่ทีมหมูป่าติดอยู่ในถ้ำ และกรณีนักท่องเที่ยวจีนที่เสียชีวิตจากเรือล่มที่ภูเก็ต มันมีหลายประเด็นซ้อนกัน

ผมจะไม่ลงรายละเอียดอะไรเกี่ยวกับน้ำใจของอาสาสมัครนับร้อย ทั้งไทยและต่างประเทศ ที่ร่วมมือกันเพื่อนำเด็กๆ ออกจากถ้ำ เพราะเป็นเรื่องที่ชัดเจนและใครๆ ก็ทราบกันทั่วโลก แต่จะขอสำรวจประเด็นปัญหาที่มาจากรัฐไทย

ในประการแรกเราจะเห็นว่าเรื่อง “ความปลอดภัยของพลเมือง” เป็นเรื่องรอง (มากๆ) ในสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นมาตรการเพื่อรักษาความปลอดภัยเด็กๆ หรือความปลอดภัยในการท่องเที่ยว ผมจะไม่โทษโคชของทีมหมูป่า เพราะจะเป็นเพียงการซ้ำเติมความเจ็บปวดของคนนี้ ซึ่งแน่นอนเขาสรุปทบทวนอะไรจากเหตุการณ์ได้เอง และมันไม่ใช่เรื่องความรับผิดชอบปัจเจกด้วย มันเป็นเรื่องความรับผิดชอบของสังคมและรัฐ แต่ผมอยากจะชี้ให้เห็นว่าในประเทศตะวันตกคนที่ทำงานกับเด็กๆ ในกิจกรรมต่างๆ ต้องผ่านการฝึกฝนในเรื่องความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด กฏระเบียบต่างๆ เรื่องความปลอดภัยมีมากมาย และนอกจากนี้ถ้ามีแหล่งเที่ยวที่อาจเป็นภัยเมื่อฝนตกหนัก มันจะมีประตูกั้นไม่ให้คนเข้าไปในยามที่ไม่ปลอดภัย

สำหรับความปลอดภัยในการเดินเรือ หรือความปลอดภัยบนท้องถนน สังคมไทยมีมาตรฐานต่ำมาก เพราะไม่มีกฏระเบียบที่เคร่งครัด ไม่มีเจ้าหน้าที่คอยตรวจสอบเพียงพอ มีแต่ตำรวจที่คอยดักเก็บส่วย ไม่มีระบบคมนาคมมวลชนที่ปลอดภัย ไม่มีวันหยุดเพียงพอสำหรับคนทำงาน คนเลยเดินทางหนาแน่นในวันสงกรานต์ฯลฯ

การที่เรือล่มที่ภูเก็ต ก็เป็นเพราะไม่มีการประสานกันอย่างมีประสิทธิภาพระหว่างหน่วยงานต่างๆ ของภาครัฐ และไม่มีการคุมลักษณะของเรือท่องเที่ยวและทดสอบระบบความปลอดภัยอย่างดี จึงปล่อยให้บริษัทท่องเที่ยวหากำไรผ่านพฤติกรรมที่ไม่ปลอดภัย

ปัญหามาจากการที่รัฐไทยไม่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนธรรมดาเลย ไม่ว่าจะเป็นเด็ก นักท่องเที่ยว คนงานก่อสร้าง คนงานในโรงงานต่างๆ หรือพลเมืองทั่วไปในชีวิตประจำวัน เพราะรัฐไทยเน้นความสำคัญของคนชั้นสูงเป็นหลักเท่านั้น

การที่รัฐไทยจะให้ความสำคัญกับพลเมืองธรรมดา ย่อมมาจากพลังประชาชน เราหวังพึ่งผู้นำใจดีไม่ได้

ในประการที่สองรัฐไทยไม่มีการพัฒนาโครงสร้างและหน่วยงานต่างๆ ของสังคมเพื่อปกป้องพลเมือง ไม่มีองค์กรกู้ภัยที่นำโดยทีมคนในท้องถิ่นอย่างเป็นระบบ ทุกอย่างมักกระจุกที่ส่วนกลาง เราขาดอุปกรณ์ต่างๆ และเราไม่ควรต้องอาศัยทหารในเรื่องนี้ เพราะทหารธรรมดาไม่ได้ถูกฝึกในเรื่องการกู้ภัย และนายพลระดับสูงที่คุมกองทัพก็ไม่สนใจผลประโยชน์ของพลเมืองธรรมดาเลย หน่วยกู้ภัยควรจะเป็นหน่วยพลเรือนที่มีความเชี่ยวชาญเสมอ

เราไม่มีระบบรถพยาบาลสาธารณะในทุกท้องถิ่นที่สามารถวิ่งไปมาทุกวันในขณะที่รถคันอื่นต้องหยุดและหลีกทางให้ เรามีแต่ตำรวจที่คอยบังคับให้รถธรรมดาหลีกทางหรือหยุดจอดเพื่อให้คนชั้นสูงเดินทางไปมาเท่านั้น

ลักษณะความเหลื่อมล้ำทางอำนาจ ฐานะในสังคม และทางเศรษฐกิจ เป็นสิ่งที่รัฐไทยส่งเสริมมานาน และการทำรัฐประหาร การดูถูกคนจนและคนส่วนใหญ่โดยผู้นำรัฐกับคนชั้นกลาง แปลว่าไม่มีการให้ความสำคัญกับสิทธิพลเมืองธรรมดาที่จะได้รับการบริการอย่างดีจากรัฐและสังคม ไทยเลยไม่มีระบบรัฐสวัสดิการแบบถ้วนหน้าและครบวงจร ซึ่งอาศัยงบจากการเก็บภาษีคนรวยและกลุ่มทุนในอัตราก้าวหน้า

หลายคนได้ชมบทบาทของผู้ว่าฯจังหวัดในการประสานงานการนำเด็กหมูป่าออกจากถ้ำ และก็มีเหตุผลในการชม แต่ถ้าฟังการแถลงข่าวจะเห็นว่าเจ้าหน้าที่ได้รับอิทธิพลจากสังคมที่เหลื่อมล้ำ คือพูดขอบคุณ “ความห่วงใย” ของคนชั้นสูง ในขณะที่คนธรรมดาในไทยและทั่วโลกเป็นล้านๆ คนก็ห่วงใยติดตามสถานการณ์มาตลอด และอาสาสมัครคนธรรมดาที่มาช่วยงาน ก็ลงมือทำจริง เช่นชาวบ้านที่ซักผ้าให้นักดำน้ำเป็นต้น แต่สังคมไทยบังคับให้ต้องเริ่มต้นพูดถึงคนชั้นสูงและละเลยพลเมืองธรรมดา

ในประการที่สาม แนวคิดชาตินิยมในไทย สร้างอคติกับคน “ต่าง” ไม่ว่าจะเป็นอคติกับนักท่องเที่ยวจีนหรือเจ้าของกิจกรรมที่เป็นคนจีน หรือเรื่องการที่ไม่ยอมให้สัญชาติกับคนเป็นล้านๆ ที่อาศัยอยู่ในไทย รวมถึงเด็กบางคนและโคชในทีมหมูป่าอีกด้วย

ถึงเวลาแล้วที่เราต้องเรียกร้องให้รัฐบาลมอบสัญชาติให้ทุกคนที่ไร้สัญชาติแต่พักอยู่ในไทย

ถึงเวลาแล้วที่เราต้องช่วยกันรณรงค์ให้คนในสังคมไทยเลิกการเหยียดสีผิวหรือเชื้อชาติของคนอื่น และเลิกใช้คำที่ไม่เคารพคนต่าง

แนวคิดชาตินิยม ที่เน้น “ชาติ ศาสนา กษัตริย์” เป็นการกล่อมเกลาพลเมืองโดยทหารเผด็จการ นักการเมือง นายทุน สื่อกระแสหลัก และระบบการศึกษา เพื่อให้พลเมืองธรรมดาเคารพคนชั้นสูง แต่ละเลยเพื่อนมนุษย์คนส่วนใหญ่ มันนำไปสู่การใช้งบประมาณสำหรับกองทัพ กับคนชั้นสูงในขณะที่ละเลยคนส่วนใหญ่ มันนำไปสู่การมองว่าชาติไทยเป็นของ “ผู้ใหญ่ที่ปกครองเรา” และมันนำไปสู่การกราบไหว้คนข้างบน ในกรณีทีมหมูป่า ยังนำไปสู่การเห่อเศรษฐีต่างประเทศที่อยากดังเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวอีกด้วย เหมือนกับที่คนจำนวนมากเคารพอำนาจเงินของเศรษฐีไทย

ถ้าเราจะค่อยๆ แก้ปัญหาดังกล่าว เราจะต้องร่วมกันสร้างทั้งประชาธิปไตยและระบบสังคมนิยม เพื่อให้ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน และเพื่อให้สังคมเราเน้นความสำคัญของชีวิตพลเมือง ผ่านการทำงานเพื่อส่วนรวม

บางคนเสนอว่าน้ำใจ ความสามัคคี และมิตรภาพของคนที่เกี่ยวข้องกับการนำเด็กๆ ออกจากถ้ำ แสดงว่าคนไทยสามัคคีกันได้เพื่อลดความขัดแย้งทางการเมือง แต่นั้นเป็นข้อเสนอของคนที่อยากให้เรายอมจำนนต่อเผด็จการและการทำลายประชาธิปไตย แท้จริงแล้วน้ำใจ ความสามัคคี และมิตรภาพของทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการนำเด็กๆ ออกจากถ้ำ แสดงให้เห็นว่าเราสามารถสร้างสังคมใหม่ได้ภายใต้ประชาธิปไตยและความเท่าเทียม

ผู้นำตะวันตกที่คบประยุทธ์ล้วนแต่เป็นพวกล้าหลัง

ใจ อึ๊งภากรณ์

[เพื่อความสะดวกในการอ่าน ท่านควรกดเข้าไปที่หน้าบล็อก]

คนไทยไม่ควรตกใจที่ผู้นำตะวันตกพร้อมจะคบ “ประยุทธ์มือเปื้อนเลือด” เพราะอย่างที่ผมเคยอธิบายแล้ว รัฐบาลตะวันตกไม่ได้สนใจเรื่องสิทธิเสรีภาพหรือประชาธิปไตยในไทยหรือที่อื่น แค่สร้างภาพเท่านั้นเอง สิ่งที่เขาสนใจจริงๆ คือเรื่องการค้า การหากำไรให้กลุ่มทุนของตน และการหาวิธีคานอิทธิพลทางการเมืองของคู่แข่งในเวทีโลก            [ดู https://bit.ly/2MVbtyv ]

36114148_10212637065542288_4317893616677683200_n

แต่อีกเรื่องหนึ่งที่เราควรเข้าใจด้วยคือไม่ว่าจะชาติไหนในโลก ยุโรปตะวันตก สหรัฐ หรือไทย มันมีความขัดแย้งทางการเมืองหรือขั้วการเมืองระหว่างนักการเมืองก้าวหน้ากับนักการเมืองล้าหลังเสมอ มันไม่ใช่ว่า “อังกฤษคือแม่แบบประชาธิปไตย” ประชาธิปไตยอังกฤษมาจากการต่อสู้ระหว่างพวกอนุรักษ์นิยมล้าหลัง กับพวกก้าวหน้าที่ยืนอยู่เคียงข้างคนจน กรรมาชีพ และคนส่วนใหญ่

18137-1t8ewuk

ในกรณีอังกฤษ ทะรีซา เมย์ เป็นหัวหน้าพรรคอนุรักษ์นิยมที่มีประวัติในการใช้นโยบายรัดเข็มขัด ตัดสวัสดิการของคนส่วนใหญ่ ทำลายระบบสาธารณสุข กดขี่สหภาพแรงงาน ลดภาษีให้คนรวยและกลุ่มทุน และเขามีประวัติในการใช้นโยบายเหยียดสีผิวและเหยียดคนต่างชาติอีกด้วย นอกจากนี้รัฐบาลนี้ก็จับมือกับทรราชอื่นๆ รอบโลก รวมถึงซาอุดิอาระเบีย กับอิสราเอล

ในอดีตพรรคอนุรักษ์นิยมเป็นอุปสรรคใหญ่ในการต่อสู้เพื่อสิทธิในการเลือกตั้งของคนส่วนใหญ่ในอังกฤษอีกด้วย

trump_0

ในกรณีสหรัฐอเมริกา ประธานาธิบดีทรัมป์ เป็นประธานาธิบดีที่ปฏิกิริยาล้าหลังที่สุด ทรัมป์ชอบใช้คำพูดเหยียดสีผิวอย่างต่อเนื่อง เขามองว่าคนต่างชาติเหมือน “แมลง” หรือเป็นพวก “อาชญากร” เขาใช้นโยบายกักขังเด็กเล็กแยกจากพ่อแม่เมื่อเด็กเหล่านั้นข้ามพรมแดนกับพ่อแม่เพื่อแสวงชีวิตใหม่ในสหรัฐ เขามีประวัติในการละเมิดสตรีและใช้คำหยาบคายเกี่ยวกับผู้หญิง เขาใช้นโยบายก้าวร้าวต่อประเทศอื่นจนเกิดภัยสงคราม เขาตัดภาษีให้กลุ่มทุนและคนรวย และประกาศย้ายสถานทูตสหรัฐในอิสราเอลไปเมืองเยรูซาเลมทั้งๆ ที่ชาติอื่นๆ ไม่เห็นด้วย และการกระทำครั้งนี้ก่อให้เกิดสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง

macron-1

ในกรณีฝรั่งเศส ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง เป็นผู้นำฝ่ายขวาที่พยายามทำลายฐานะทางเศรษฐกิจของประชาชนผู้ทำงาน และทำลายสิทธิของสหภาพแรงงานจนเกิดการนัดหยุดงานทั่วประเทศ

460C8FA3-8BDE-4B3D-A4BD-0777AD9B41C8_w1023_r1_s

รัฐบาลของเขาใช้นโยบายรัดเข็มขัดกับประชาชนธรรมดา แต่ตัว มาครง เองก็ใช้เงินภาษีประชาชนเพื่อซื้อชุดกินข้าวหรูราคาเป็นแสน และสั่งสร้างสระว่ายน้ำในทำเนียบฤดูร้อน นอกจากนี้เขาพร้อมจะคบจับมือกับทรราชรอบโลกเช่นผู้นำซาอุดิอาระเบีย กับอิสราเอล ไม่ต่างจาก ทะรีซา เมย์

มาครอง เป็นคนถือตัว เขาไม่พอใจเมื่อเด็กวัยรุ่นเรียกเขาโดยใช้ชื่อเล่นว่า ‘มานู’ และร้องเพลง “อินเตอร์เนชั่นแนล” ของฝ่ายซ้าย เพื่อประชดนโยบายเอาใจนายทุนของรัฐบาล มาครอง

Britain and France summit

ดังนั้นในขณะที่พวกเราต้องประท้วงรัฐบาลเผด็จการของประยุทธ์ และเรียกร้องประชาธิปไตย เราไม่ควรตกใจหรือแปลกใจในพฤติกรรมของผู้นำตะวันตก

36177328_10212637068502362_2465469304175329280_o

 

นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยต้องเลิกฝากความหวังกับรัฐบาลตะวันตก

ใจ อึ๊งภากรณ์

[เพื่อความสะดวกในการอ่าน ท่านควรกดเข้าไปที่หน้าบล็อก]

การที่ประยุทธ์มือเปื้อนเลือดถูกเชิญไปพูดคุยกับรัฐบาลฝ่ายขวาของอังกฤษและฝรั่งเศส เพื่อทำสัญญาการค้า การลงทุน และซื้ออาวุธ เป็นอีกกรณีหนึ่งที่พิสูจน์ว่ารัฐบาลตะวันตกไม่มีความจริงใจเลยในเรื่องการสนับสนุนประชาธิปไตยในไทย

Not welcome here

ก่อนหน้านี้เราเห็นว่ารัฐบาลอังกฤษพร้อมจะเชิญคนอย่างประวิตรหน้าหมู ไปเที่ยวงานขายอาวุธที่ลอนดอน ซึ่งเป็นโอกาสทองสำหรับหมูโสโครกคนนี้ที่จะคบค้าสมาคมกับทรราชจากทั่วโลกที่ไปเที่ยวงานเดียวกัน  และในที่สุดทหารไทยก็ได้อาวุธเพิ่มและบริษัทตะวันตกก็ได้กำไร

ส่วนรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ก็ทำการฝึกทหารร่วมกับกองทัพไทย และประธานาธิบดีทรัมพ์ก็ยินดีพบอาชญากรอย่างประยุทธ์

ในแวดวงการทูตต่างๆ ของรัฐบาลทั่วโลก อุดมการณ์ประชาธิปไตยมักจะไม่มีความสำคัญ ที่สำคัญคือการแข่งกันระหว่างมหาอำนาจ เช่นการแข่งกันระหว่างจีนกับสหรัฐเพื่อมีอิทธิพลในภูมิภาคเอเชีย และการหาโอกาสที่จะค้าขายสินค้า เพื่อสร้างกำไรให้กลุ่มทุนของประเทศตนเอง โดยเฉพาะการขายอาวุธ นี่คือสาเหตุที่รัฐบาลตะวันตกคบค้าสมาคมและขายอาวุธให้ทรราชทั่วโลกโดยไม่เลือกหน้า

ถ้ารัฐบาลตะวันตกไม่ยอมคบใคร หรือพยายามผลักดันมาตรการกีดกันการค้าขายกับประเทศใด ก็เฉพาะประเทศที่เป็นศัตรูหรือคู่แข่งหลักเท่านั้น มันไม่เคยเกี่ยวอะไรกับสิทธิเสรีภาพหรือประชาธิปไตยเลย และในอดีตในช่วงสงครามเย็นที่ใครๆ ชอบอ้างว่าเป็นความขัดแย้งระหว่าง “โลกเสรี” กับ “โลกคอมมิวนิสต์” รัฐบาลตะวันตกก็ยินดีจับมือกับเผด็จการทหารในหลายประเทศ รวมถึงไทยด้วย

สิ่งที่รัฐบาลตะวันตกสนใจมากกว่าสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยในประเทศอื่นๆ คือ “เสถียรภาพ” ของรัฐบาล และ “ความสงบเรียบร้อย” ไม่ว่ารัฐบาลนั้นจะเป็นเผด็จการหรือประชาธิปไตย

20180620_200111

ตอนนี้เผด็จการทหารไทยกำลังออกแบบระบบประชาธิปไตยจอมปลอมแบบพม่า คือจะมีการเลือกตั้งเป็นพิธีกรรม เพื่อดูดี ภายในกรอบที่จำกัดสิทธิเสรีภาพโดยแผน “ยุทธศาสตร์แห่งชาติ” ที่มันร่างเอง และ “คณะกรรมการยุทธ์ศาสตร์แห่งชาติ” ที่มันใช้เป็นเครื่องมือเพื่อสืบทอดอำนาจร่วมกับวุฒิสภา ตุลาการ และกกต.ที่มันแต่งตั้งเอง เป้าหมายคือการสร้างภาพลวงตา เพื่อให้คนไทยบางส่วน โดยเฉพาะคนชั้นกลาง และรัฐบาลต่างประเทศ มองว่าในอนาคตไทยจะเป็น “ประชาธิปไตย” ไม่ว่าจะจริงหรือไม่จริง และวันเลือกตั้งก็เลื่อนออกไปได้เรื่อยๆ

พวกทหารคำนวณว่าภาพลวงตานี้เพียงพอที่จะเป็นข้อแก้ตัวสำหรับรัฐบาลตะวันตก รัฐบาลตะวันตกต้องการเหลือเกินที่จะยอมรับว่าไทยกำลัง “กลับสู่ประชาธิปไตยแล้ว” ทั้งๆ ที่ใครๆ คงมองออกว่ามันไม่ใช่ การแสวงหาข้อแก้ตัวเพื่อให้รัฐบาลตะวันตกกลับมาคบผู้นำไทยเป็นเรื่องสำคัญสำหรับรัฐบาลเหล่านั้น เพราะจริงๆ แล้ว การพูดว่าไม่ยอมรับรัฐบาลเผด็จการของไทย บ่อยครั้งเป็นคำพูดนามธรรมเพื่อให้ดูดีในสายตาพลเมืองตะวันตกเท่านั้น มันเป็นเรื่องการเมืองภายใน การส่งตัวแทนจากสถานทูตไปสังเกตการณ์คดีต่างๆ ในไทย ก็เป็นแค่การสร้างภาพเช่นกัน เพราะไม่เคยนำไปสู่การปล่อยนักโทษการเมืองหรือการยอมให้นักประชาธิปไตยขอลี้ภัยทางการเมืองในตะวันตกอย่างง่ายๆ  และในที่สุดตอนนี้ประเทศอียูและสหรัฐก็ยกเลิกการจำกัดความสัมพันธ์กับรัฐบาลประยุทธ์เรียบร้อยไปแล้ว

อย่างไรก็ตามมีนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยหลายคนในไทย ที่ยังหลงตั้งความหวังไว้กับรัฐบาลตะวันตก หรือสหประชาชาติ ซึ่งก็เป็นแค่สมาคมของรัฐบาลมหาอำนาจนั้นเอง

34605905_10155712246440819_8867687056130703360_n
อย่าหลงเชื่อว่าตัวแทนรัฐบาลตะวันตกจะมาช่วยเราสร้างประชาธิปไตย

ดังนั้นเราหนีไม่พ้นข้อสรุปว่า ถ้าเราจะล้มล้างอิทธิพลและมรดกของเผด็จการ เพื่อสร้างประชาธิปไตยแท้ คนไทยจะต้องรวมตัวกันปลดแอกตนเอง และสร้างขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมที่มีมวลชน เพราะจะไม่มีใครคนอื่นทำให้

คัดค้านโทษประหาร

คัดค้านโทษประหาร

ใจ อึ๊งภากรณ์

 

มันเป็นเรื่องน่าอับอายขายหน้าและเลวร้ายที่เผด็จการทหารไทยนำโทษประหารกลับมาใช้หลังจากที่ไม่ได้ใช้มา 9 ปี มันบ่งบอกถึงความป่าเถื่อนล้าหลังของรัฐบาลปัจจุบัน ในแง่หนึ่งมันทำให้รัฐไทยป่าเถื่อนเท่ากับชายที่ใช้ความรุนแรงฆ่าคนเพื่อปล้นทรัพย์

 

เราควรคัดค้านโทษประหาร เพราะมันเป็นแค่การฆ่าประชาชนอีกคนหนึ่งเพื่อสำเร็จความใคร่และการแก้แค้นของสังคม มันเป็นการใช้ความป่าเถื่อนตอบโต้ความป่าเถื่อน แต่การแก้แค้นแบบนั้นเป็นความคิดล้าหลังต่ำช้าที่สุด ซึ่งชนชั้นปกครองพยายามป้อนให้เราเชื่อเสมอ การแก้แค้นไม่นำไปสู่การคืนชีพของผู้ถูกฆ่า ไม่ได้แก้ปัญหาการข่มขืนหรือดูแลรักษาจิตใจของเหยื่อ โทษประหารไม่นำไปสู่การลดอาชญากรรมแต่อย่างใด และบ่อยครั้งผู้ถูกประหารเป็นคนบริสุทธิ์ที่ศาลพิพากษาผิดอีกด้วย เราก็ทราบดีว่าในกรณีรัชกาลที่ 8 มีการประหารชีวิตคนบริสุทธ์ และเราทราบดีว่าในยุคเผด็จการสฤษดิ์มีการประหารชีวิตคนที่กล้าคิดต่างเช่นนักเคลื่อนไหวสังคมนิยม

 

การใช้กฎหมายในการลงโทษพลเมืองที่ใช้ความรุนแรง ไม่ได้ทำให้อาชญากรรมลดลงแต่อย่างใด เพราะเป็นการพยายามแก้ปัญหาที่ปลายเหตุหลังจากที่มีผู้กระทำความผิดไปแล้ว เราควรดูว่าสาเหตุของอาชญากรรมมาจากอะไร เราควรถามว่าทำไมเกิดการปล้นทรัพย์และฆ่าคนในสังคม เราควรเข้าใจว่าทำไมผู้ชายบางคนข่มขืนผู้หญิง และเราต้องเข้าใจว่าสภาพแวดล้อมของสังคมเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหา มันไม่ใช่เรื่อง “คนดี” กับ “คนชั่ว” แบบง่ายๆ เพราะไม่มีใครเกิดมาดี หรือเกิดมาชั่ว

 

ชนชั้นปกครองไทยและเผด็จการประยุทธ์ใช้อำนาจและความรุนแรงเป็นประจำ มีการปราบปราม ทำร้ายฆ่าประชาชน อย่างเช่นที่เราเห็นที่ราชประสงค์ ผ่านฟ้า ตากใบ หรือราชดำเนินในกรณีพฤษภา๓๕ ฯลฯ  แต่ที่แย่ที่สุดคือ ชนชั้นปกครองกลับอ้างความชอบธรรมในการก่ออาชญากรรมดังกล่าว โดยใช้กระบวนการของกฎหมาย ดังนั้นผู้ที่ไม่ได้กระทำความผิดกลายเป็นผู้ผิดไปในสังคมใต้กะลา

 

162848_120879737979007_100001709430671_124293_6441625_n

 

เราควรคัดค้านโทษประหาร ซึ่งเป็นการใช้ความป่าเถื่อนแบบ “ตาต่อตา” เพราะในโลกที่อาศัยหลัก “ตาต่อตา” คนส่วนใหญ่ในสังคมจะ “ตาบอด” ถึงหลักความยุติธรรม และต้นเหตุของปัญหาต่างๆ

 

32261_399319099924_537184924_3928134_4527140_n

 

ภายใต้ระบอบเผด็จการของ “ประยุทธ์มือเปื้อนเลือด” อาชญากรตัวร้ายสุดคือเจ้าหน้าที่รัฐและตัวประยุทธ์เอง

พรรคการเมืองที่ต้านเผด็จการควรสร้างขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม

ใจ อึ๊งภากรณ์

[ท่านใดที่อ่านผ่าน Facebook อาจอ่านได้ง่ายขึ้นถ้าเข้าไปอ่านในบล็อก ]

การที่นักการเมืองอย่าง วัฒนา เมืองสุข และ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ไปเยี่ยมและให้กำลังใจแกนนำ “คนอยากเลือกตั้ง” ที่โดนขังหลังจากการชุมนุม เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

images-771303392988.33234804_1679739312111511_4525595980254412800_n

แต่พรรคการเมืองที่ประกาศจุดยืนว่าต้านเผด็จการ และจะลบผลพวงของเผด็จการประยุทธ์ จะต้องทำมากกว่านี้ เพราะในอนาคต เมื่อมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น การเลือกตั้งดังกล่าวจะเป็น “ละครประชาธิปไตย” ภายใต้กรอบเผด็จการทหารที่ต้องการสืบทอดอำนาจไปข้างหน้าอีก 20 ปี

ทั้งรัฐธรรมนูญทหาร แผนการเมืองในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของทหาร การแต่งตั้งสว. การแต่งตั้งตุลาการ การเขียนกฏหมายเลือกตั้ง และการแต่งตั้ง กกต.ฯลฯ จะมีผลในการทำให้การเลือกตั้งไม่เสรี และไม่เป็นไปตามกติกาประชาธิปไตย เพราะจะมีการกำหนดว่าพรรคการเมืองสามารถเสนอนโยบายอะไรบ้าง และจะมีการมัดมือรัฐบาลในอนาคตที่มาจากการเลือกตั้ง

ดังนั้นการยกเลิกรัฐธรรมนูญทหาร และการลบผลพวงของเผด็จการประบุทธ์ จะเป็นเรื่องที่ “ผิดกฏหมาย” ตามคำนิยามของเผด็จการ แต่ทั้งๆ ที่ผิดกฏหมายเผด็จการ มันเป็นเรื่องที่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะมีความชอบธรรมสูงตามมาตรฐานประชาธิปไตย และการได้มาซึ่งประชาธิปไตยและเสรีภาพในทุกประเทศทั่วโลก รวมถึงไทย ล้วนแต่ผ่านกระบวนการของการฝืนกฏหมายทั้งสิ้น

อย่าลืมว่าเผด็จการของ “ประยุทธ์มือเปื้อนเลือด” ชอบอ้างว่าทำตามกฏหมายเสมอ ก็แน่นอนล่ะ!กฏหมายของมัน มันกับพรรคพวกล้วนแต่ร่างเองออกเองทั้งนั้น

ประเด็นสำคัญคือ ถ้าพรรคการเมืองที่คัดค้านเผด็จการชนะละครการเลือกตั้งในอนาคต จะเอาพลังที่ไหนมาฝืนกฏหมายเผด็จการ? คำตอบคือต้องผสมความชอบธรรมจากการชนะการเลือกตั้ง กับพลังของขบวนการมวลชนนอกรัฐสภา เพื่อไปคานเครื่องมือของเผด็จการ

สรุปแล้วพรรคการเมืองเหล่านี้ ต้องให้ความสำคัญกับการสร้างเครือข่ายมวลชนที่จะนำไปสู่ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อประชาธิปไตย แต่เรายังไม่เห็นว่าพรรคไหนให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เลย มีแต่การให้ความสำคัญกับการหาเสียงสำหรับละครการเลือกตั้งในอนาคตอย่างเดียว

การไปเยี่ยมและให้กำลังใจกับแกนนำการประท้วงที่ถูกจับเป็นเรื่องดี แต่มันต้องมีการพัฒนาไปสู่การไปร่วมประท้วงด้วย เพื่อเป็นตัวอย่างในการชักชวนมวลชนเข้ามาเพิ่ม ต้องมีการลงพื้นที่เพื่อสร้างเครือข่ายและชวนให้มวลชนออกมาอย่างต่อเนื่อง

แน่นอนฝ่ายทหารจะจับตาดูพรรคการเมืองอย่างใกล้ชิด แต่บางทีมันต้องมีการแบ่งงานกันทำในหมู่สมาชิกและแกนนำของพรรค

33424580_1680606478691461_2432532333853671424_o

ในมุมกลับนักเคลื่อนไหวที่เรียกร้องประชาธิปไตยในยุคนี้ จะต้องไม่ปฏิเสธการมีส่วนร่วมจากพรรคภายใต้ข้ออ้างว่าจะ “รักษาความบริสุทธิ์” แต่นั้นไม่ได้หมายความว่าจะต้องยอมให้กลุ่มหรือพรรคเข้ามาครอบงำ ดังนั้นการนำและแผนการทำงานต้องมาจากมติประชาธิปไตยภายในองค์กร ซึ่งดูเหมือนว่ายังไม่มีโครงสร้างที่ชัดเจนแบบนี้

นอกจากนี้การพูดถึง “ความบริสุทธิ์” มันเป็นการสร้างภาพลวงตาพอๆ กับคนที่อ้างว่าหนุ่มสาวที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์เป็นคน “บริสุทธิ์” และมันเป็นการดูถูกคนอื่นๆ เป็นล้านๆ ที่กล้าแสดงจุดยืนทางการเมืองกับพรรคการเมืองว่าเป็นคน “สกปรกที่เสียความบริสุทธ์”

ถ้าเราดูประวัติของการสร้างขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมในไทย เช่นการสร้างขบวนการแรงงาน ขบวนการชาวนา หรือการสร้างเสื้อแดง จะเห็นว่ามีการกระตุ้นและประสานงานโดยพรรคการเมือง

ในช่วง ๑๔ ตุลา จะเป็นพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย และในกรณีเสื้อแดงก็เป็นพรรคของทักษิณ

ในยุคนี้การสร้างขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อประชาธิปไตยต้องทำแบบไม่เล่นพรรคเล่นพวก ซึ่งแปลว่าต้องมีการสร้างแนวร่วมระหว่างหลายกลุ่ม ไม่ใช่คุมโดยพรรคใดหรือกลุ่มใดอย่างผูกขาด ต้องมีการเปิดกว้างยอมรับหลากหลายมุมมองภายใต้จุดยืนร่วมสำคัญๆ เกี่ยวกับการลบผลพวงของเผด็จการ

บทเรียนอันหนึ่งที่สำคัญสำหรับยุคนี้มาจากขบวนการเสื้อแดง ที่เคยเป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย มันมีสองบทเรียนที่สำคัญคือ หนึ่ง ถ้าไม่มีพรรคคอยประสานงานและกระตุ้นให้เกิดมันก็ไม่เกิดแต่แรก สอง การที่พรรคของทักษิณนำขบวนการเสื้อแดงมีผลทำให้เสื้อแดงถูกแช่แข็งและทำลายโดยนักการเมืองของทักษิณได้ เมื่อพรรคมองว่าไม่ควรเคลื่อนไหวต่อทั้งๆ ที่สังคมตกอยู่ภายใต้เผด็จการ

จริงๆ ประสบการณ์ทั่วโลกสอนให้เรารู้ว่า พรรคที่จะให้ความสนใจกับการสร้างขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมอย่างจริงจัง จากล่างสู่บน มักเป็นพรรคการเมืองฝ่ายซ้ายที่มีฐานในขบวนการสหภาพแรงงานและคนชั้นล่างโดยทั่วไป และจะเป็นพรรคที่ไม่ได้หมกมุ่นกับรัฐสภาจนลืมเรื่องอื่นๆ อีกด้วย แต่พรรคการเมืองแบบนี้ยังไม่ถูกสร้างขึ้นมาในไทยอย่างจริงจัง

 

[หลายภาพถ่ายโดย สงวน คุ้มรุ่งโรจน์ แต่เขาไม่มีส่วนในการเขียนบทความนี้  ซึ่งเป็นความเห็นของผู้เขียนคนเดียว]

การลืมต้นกำเนิดความขัดแย้งในไทยเป็นการนำสมองไปไว้ใต้กะลา

ใจ อึ๊งภากรณ์

คนที่เสนอว่าเราไม่ควรพูดถึง “สลิ่ม”  หรือคนที่เสนอว่าเราต้องมีพรรคการเมืองของคนรุ่นใหม่ที่ข้ามพ้นความขัดแย้งระหว่างทักษิณกับพวกที่สนับสนุนรัฐประหาร โดยไม่ให้ความสำคัญกับนโยบายทางการเมืองที่เป็นต้นกำเนิดของความขัดแย้ง เป็นพวกที่มองว่าความขัดแย้งที่มีมาตั้งแต่การก่อตัวของเสื้อเหลืองและการทำรัฐประหาร ๑๙ กันยา เป็นเพียงความขัดแย้งระหว่างคนชั้นนำไม่กี่คน หรือเป็นเพียงความขัดแย้งระหว่างคนสองกลุ่มที่ใส่เสื้อคนละสี มันเป็นการเอาสมองไปไว้ใต้กะลา เพื่อหวังว่าเราจะเดินไปสู่ประชาธิปไตยที่ไร้ความขัดแย้งโดยนำคนหน้าใหม่มาเป็นนักการเมืองแทนคนหน้าเก่า

มันเป็นความคิดปัญญาอ่อนที่ไร้สาระ และถ้าเราย้อนกลับไปศึกษาต้นกำเนิดความขัดแย้ง เราจะเข้าใจว่าทำไมเป็นอย่างนี้

พวกทหาร สลิ่ม และฝ่ายอนุรักษ์นิยมได้ริเริ่มกระบวนการในการทำลายประชาธิปไตย ตั้งแต่ช่วงรัฐประหาร ๑๙ กันยา มันทำให้เราต้องประสบวิกฤตทางการเมืองอันเนื่องมาจากการทำรัฐประหารของทหารกับศาลซ้ำแล้วซ้ำอีก รวมถึงการก่อความรุนแรงโดยม็อบคนชั้นกลางและพวกอันธพาลจัดตั้งของพรรคประชาธิปัตย์ที่ทำลายการเลือกตั้งและสนับสนุนการก่อรัฐประหารดังกล่าว นอกจากทหาร สลิ่ม แลพวกอนุรักษ์นิยมแล้ว นักเคลื่อนไหวเอ็นจีโอ และนักวิชาการเสรีนิยมฝ่ายขวาก็มีส่วนในการสนับสนุนรัฐประหารและการทำลายประชาธิปไตยอีกด้วย

ในรอบสิบปีที่ผ่านมาพวกที่ต้านประชาธิปไตยได้เข่นฆ่าประชาชนผู้รักประชาธิปไตยอย่างเลือดเย็น โดยพวกฆาตรกรของฝ่ายรัฐลอยนวลเสมอ ในขณะเดียวกันคุกไทยมีนักโทษทางการเมืองในจำนวนที่เราไม่เคยเห็นตั้งแต่การยุติของสงครามเย็น พร้อมกันนั้นในต่างประเทศก็มีคนไทยที่เป็นผู้ลี้ภัยทางการเมืองจำนวนหนึ่งอย่างที่ไม่เคยมีมานาน กลไกสำคัญอันหนึ่งที่ใช้ในการปราบฝ่ายซ้ายและเสื้อแดงคือกฏหมายเถื่อน 112 ที่ปกป้องกระทำทุกอย่างของทหารเผด็จการ

แต่เรื่องนี้ไม่ได้เกิดจากการ “เหม็นขี้หน้าทักษิณ” ของพวกที่ทำลายประชาธิปไตย มันมาจากจุดยืนและแนวคิดทางการเมืองของเขาต่างหาก

ต้นกำเนิดของวิกฤตการเมืองไทยครั้งนี้คือวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งปี ๒๕๔๐ ซึ่งเปิดโปงปัญหาพื้นฐานในสังคมไทย คือการที่สภาพการดำรงอยู่ “ทางวัตถุ” หรือ “ทางเศรษฐกิจสังคม” ของประชาชนส่วนใหญ่ ขัดแย้งอย่างรุนแรงกับโครงสร้างส่วนบนของสังคมไทยที่ไม่เปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย แค่ห้าปีก่อนหน้านั้นมีการลุกฮือที่ประสบความสำเร็จในการล้มเผด็จการทหาร แต่การเมืองยังวนเวียนอยู่ในสภาพเดิมๆ

ในหลายปีก่อนวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง เศรษฐกิจไทยขยายตัวอย่างรวดเร็ว แต่ผลประโยชน์ส่วนใหญ่ไม่ได้นำไปสู่การพัฒนาชีวิตของประชาชนส่วนใหญ่อย่างที่ควร เพราะผลประโยชน์เกือบทั้งหมดตกอยู่ในมือของชนชั้นนำและนายทุนไม่กี่คน ส่วนชนชั้นกลาง ซึ่งเป็นคนส่วนน้อยเช่นกัน ก็ได้ประโยชน์บ้าง สรุปแล้วหลายแง่ของสังคมไทยถูกแช่แข็งในความล้าหลัง

ในขณะเดียวกันวิถีชีวิตของประชาชนทั่วประเทศเปลี่ยนไป คนที่เลี้ยงชีพในภาคเกษตรลดลงอย่างรวดเร็ว และคนที่เป็นลูกจ้างในภาคอุตสาหกรรมและการบริการก็เพิ่มขึ้น แม้แต่คนที่อยู่ในภาคเกษตรของชนบทก็ต้องเสริมรายได้ด้วยการทำงานในกิจกรรมนอกภาคเกษตรในชุมชนตนเองด้วย

สถานการณ์ดังกล่าวสร้างความไม่พอใจในหมู่ประชาชนมากพอสมควร โดยเฉพาะเวลาเราพิจารณาว่าคนที่จบการศึกษาระดับมัธยมปลายขึ้นไปได้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว และคนรุ่นใหม่เริ่มเข้าสู่วัยของการเป็นผู้ใหญ่ แต่ความไม่พอใจดังกล่าวไม่ได้ถูกแสดงออกเพราะหลายคนขาดความมั่นใจ และมองไม่ออกว่าจะแก้สถานการณ์ในรูปธรรมอย่างไร นอกจากนี้ไทยขาดพรรคฝ่ายซ้ายที่จะเป็นปากเสียงของคนเหล่านี้โดยเฉพาะหลังการล่มสลายของพรรคคอมมิวนิสต์

ดังนั้นเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ และเรามีรัฐธรรมนูญใหม่ที่มีภาพว่ามาจากการมีส่วนร่วมของประชาชน พร้อมกับการก่อตั้งพรรคไทยรักไทยของ ทักษิณ ชินวัตร ประชาชนเริ่มมีความหวังว่าสภาพสังคมจะดีขึ้น มันเป็นประกายไฟที่จุดให้คนจำนวนมากตื่นตัวทางการเมืองภายใต้ความหวังและทางออกที่พอมองเห็นได้

ทักษิณ ชินวัตร กับพรรคไทยรักไทย เข้าใจและพร้อมจะฉวยโอกาสทองในการสร้างการเมืองแบบใหม่บนพื้นฐานโยบายที่เป็นรูปธรรมเพื่อครองใจประชาชน ซึ่งจะแทนที่ระบบอุปถัมภ์และการซื้อเสียงแบบเดิม นโยบายของไทยรักไทย โดยเฉพาะ “30บาทรักษาทุกโรค” และกองทุนหมู่บ้าน ถูกออกแบบเพื่อทำให้สังคมไทยทันสมัยมากขึ้น เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และเพื่อเปิดโอกาสให้กลุ่มทุนใหญ่เพิ่มกำไรผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานโดยทั่วไปในสังคม ทักษิณเรียกนโยบายดังกล่าวว่า “นโยบายคู่ขนาน” คือผสมการลงทุนจากรัฐกับการใช้กลไกตลาดเสรี แต่ศัตรูของไทยรักไทยมักเรียกนโยบายที่เป็นประโยชน์กับคนส่วนใหญ่ว่าเป็น “ประชานิยม” เหมือนใช้คำด่า พวกนี้เกลียดชังการใช้รัฐเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ เพราะเขานิยมกลไกตลาดเสรีสุดขั้วแบบ “มือใครยาวสาวได้สาวเอา” ที่ให้ประโยชน์กับพวกเขามานาน นอกจากนี้พวกนี้เกลียดชังคนส่วนใหญ่และมองว่าเราเป็น “คนโง่” ที่ไว้ใจไม่ได้ ถูกซื้อง่าย และตัดสินใจอะไรเองไม่ได้

สาเหตุสำคัญอันหนึ่งที่พวกทหาร สลิ่ม และฝ่ายอนุรักษ์นิยม เริ่มไม่พอใจรัฐบาลของ ทักษิณ ชินวัตร ทั้งๆที่เคยชื่นชมในยุคแรก คือการที่ไทยรักไทยสามารถครองใจประชาชนผ่านนโยบายและสามารถผูกขาดอำนาจจากการชนะการเลือกตั้งในระบบประชาธิปไตย พวกนั้นไม่พร้อมหรือไม่สามารถที่จะแข่งขันทางการเมืองกับไทยรักไทยในระบบการเลือกตั้ง เขาจึงหันมาชื่นชมเผด็จการแทน

วิกฤตการเมืองปัจจุบันไม่ได้เกิดจาก “ปัญหาการเปลี่ยนรัชกาล” แต่อย่างใด เพราะกษัตริย์ภูมิพลเป็นคนอ่อนแอมาตลอด ไม่มีอำนาจ และถูกใช้โดยทหารและอำมาตย์ รวมถึงนักการเมืองอย่างทักษิณอีกด้วย

ในขณะที่เรามองเห็นและรู้จักพวกที่ทำลายประชาธิปไตย เราต้องไม่ไปหลงใหลในนักการเมืองแบบทักษิณว่าจะสู้เพื่อประชาธิปไตย ทักษิณมีส่วนในการแช่แข็งเสื้อแดง และเขาเป็นนักการเมืองของฝ่ายทุนที่พร้อมจะก่ออาชญากรรมในปาตานีหรือในสงครามยาเสพติด

ข้อเสนอว่าเราควรหาทางข้ามพ้นความขัดแย้งในหมู่ประชาชนสองฝ่ายของสังคมไทย เพื่อหาฉันทามติในการกำหนดรูปแบบการเมืองที่ไม่ใช่เผด็จการทหาร เป็นข้อเสนอที่จะไม่สร้างประชาธิปไตยจริงในรูปธรรม เพราะความขัดแย้งทางการเมืองมักดำรงอยู่ในทุกสังคมของโลก และความขัดแย้งดังกล่าวมีรากฐานจากผลประโยชน์ที่ต่างกันทางชนชั้น ทั้งๆ ที่ประเด็นต่างๆ อาจถูกบิดเบือนไปหรือไม่ชัดเจนแบบขาวกับดำ การหาฉันทามติระหว่างคนที่รักประชาธิปไตยในไทยกับพวกสลิ่ม นอกจากจะเป็นความฝันที่เป็นไปไม่ได้แล้ว ยังเป็นข้อเสนอที่จะจบลงโดยให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งประนีประนอมในที่สุด ถ้าฝ่ายประชาธิปไตยจะต้องเป็นฝ่ายประนีประนอม เราจะได้แค่ประชาธิปไตยครึ่งใบ

แต่ประเด็นที่สำคัญกว่านั้นอีกคือ ถ้าเราไม่แก้ปัญหาที่ถูกเปิดโปงออกมาในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง โดยเฉพาะสภาพการดำรงอยู่ “ทางวัตถุ” หรือ “ทางเศรษฐกิจสังคม” ของประชาชนส่วนใหญ่ในยุคปัจจุบัน ที่ขัดแย้งอย่างรุนแรงกับโครงสร้างส่วนบนของสังคมไทยที่ล้าหลังและไม่ได้เปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย และความเหลื่อมล้ำระหว่างคนส่วนใหญ่ที่ยากจนกับเศรษฐีคนรวยหรือแม้แต่คนชั้นกลางที่มีความเป็นอยู่สบาย เราจะวนเวียนอยู่ในอ่างจนเกิดวิกฤตทางการเมืองรอบใหม่