Tag Archives: เผด็จการทหาร

สถาบันกษัตริย์จะมีความสำคัญน้อยลงในรัชกาลใหม่

ใจ อึ๊งภากรณ์

ทั้งๆ ที่งานศพของนายภูมิพลเป็นงานใหญ่โตมโหฬารที่เปลืองทรัพยากรของชาติมากมาย แต่หลังจากนี้สถาบันกษัตริย์อาจจะมีความสำคัญน้อยลงสำหรับชนชั้นปกครองไทยและกองทัพ

นายภูมิพลเป็นกษัตริย์ที่อ่อนแอ ไร้ความกล้าหาญ บทบาทหน้าที่แท้ของนายภูมิพล คือในการให้ความชอบธรรมกับทุกอย่างที่ชนชั้นปกครองไทยทำ โดยเฉพาะทหาร และนายภูมิพลเต็มใจที่จะเป็นเครื่องมือของทหารที่คอยทำรัฐประหาร กีดกันประชาธิปไตย และถ่วงความเจริญทางเศรษฐกิจของประชาชน นอกจากนี้นายภูมิพลสามารถสะสมทรัพย์สินมหาศาลจากการทำงานของประชาชน จนกลายเป็นคนที่รวยที่สุดในประเทศไทยและกษัตริย์ที่รวยที่สุดในโลก ในขณะเดียวกันนายภูมิพลก็เสนอว่า “ราษฎร” ควรพึงพอใจในความยากจนของตนเอง ผ่านลัทธิ “เศรษฐกิจพอเพียง” ที่ให้ความชอบธรรมกับลัทธิเสรีนิยมกลไกตลาดสุดขั้ว ลัทธินี้เป็นลัทธิโปรดของเผด็จการทหารและพรรคประชาธิปัตย์

แต่นายวชิราลงกรณ์แตกต่างจากพ่อ เขามีพฤติกรรมผิดเพี้ยนซึ่งทำให้คนส่วนใหญ่ รวมถึงพวกทหารและพวก “รักเจ้า” ไม่สามารถเคารพเขาได้ นอกจากนี้เขาไม่สนใจเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง หรือสังคม เพราะอยากจะเสพสุขอย่างเดียว ลักษณะแบบนี้ทำให้เขาอ่อนแอทางอำนาจยิ่งกว่าพ่ออีก และสร้างปัญหาสำหรับทหารในการใช้ตัวเขาเพื่อให้ความชอบธรรมกับเผด็จการหรือสิ่งอื่นๆ ที่ทหารทำ

ดังนั้นเผด็จการทหารกำลังแสวงหาสิ่งที่จะเข้ามาใช้งานได้แทนบทบาทเดิมของกษัตริย์ สิ่งนี้คือ “ยุทธศาสตร์แห่งชาติ”

“ยุทธศาสตร์แห่งชาติ” เป็นแผนเพื่อต่ออายุอิทธิพลของเผด็จการทหารออกไปในอนาคตอันไกล มันมีการร่างขึ้นเพื่อเป็น “หลักการศักดิ์สิทธิ์” ที่ไม่มีใครค้านได้ “ยุทธศาสตร์แห่งชาติ” นี้มีสถานภาพเหนือกฏหมายทุกฉบับและสถาบันสาธารณะทุกแห่ง ประยุทธ์กับพรรคพวกได้แต่งตั้งตนเองเป็นหัวหน้าคณะกรรมการยุทธศาสตร์แห่งชาติ โดยที่ศาลเตี้ยรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมการเลือกตั้ง จะช่วยในการบริหารและปรามคนที่คิดต่าง

“ยุทธศาสตร์แห่งชาติ” ถูกสร้างขึ้นภายใต้ข้ออ้างเท็จว่ามันจะปฏิรูปการเมือง สร้างความสามัคคีปรองดอง และป้องกันไม่ให้มีความวุ่นวาย นอกจากนี้มันเป็นหลักประกันว่า “คนดี” ที่รักและเคารพเผด็จการ จะเข้ามาบริหารบ้านเมือง

แน่นอนพวกชนชั้นปกครองไทยจะยังคงใช้ลัทธิล้าหลัง “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” ต่อไป และจะใช้กฏหมาย 112 กับคนที่ไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ทหารทำ แต่ “ยุทธศาสตร์แห่งชาติ” จะมีความสำคัญมากขึ้นจนอาจเทียบเท่าฐานะและความศักดิ์สิทธิ์ของกษัตริย์ภูมิพลในอดีต

เราไม่ควรแปลกใจที่บทบาทของกษัตริย์เปลี่ยนไป เพราะมันไม่เคยเป็นสิ่งที่แช่แข็งหยุดนิ่ง ในสมัยก่อน ๑๔ ตุลา ๒๕๑๖ การให้ความชอบธรรมกับเผด็จการทหาร จะมาจากการปลุกผีคอมมิวนิสต์ และการอ้างถึงความสำคัญของลัทธิ “ชาติ ศาสนา กษัตริย์” กษัตริย์ภูมิพลในยุคนั้นเป็นสัญญลักษณ์ของการต่อต้านคอมมิวนิสต์มากกว่าสิ่งอื่น และเป็นแค่ปัจจัยหนึ่งในลัทธิทหาร การปั้นนายภูมิพลขึ้นมาเป็นผู้อัจฉริยะในทุกด้าน และอาการคลั่งกษัตริย์และเชิดชูเขาเป็นเทวดา พึ่งเกิดขึ้นในช่วงที่คอมมิวนิสต์หมดสภาพ ในยุคนั้นนายภูมิพลกลายเป็นอะไรที่สำคัญกว่าชาติหรือศาสนาสำหรับความชอบธรรมของชนชั้นปกครอง

นอกจากนี้การใช้กฏหมาย 112 ในลักษณะที่ไม่ได้ปกป้องตัวกษัตริย์โดยตรง ก็เกิดขึ้นภายหลังรัฐประหาร ๑๙ กันยา โดยที่ทหารใช้ 112 กับคนที่วิจารณ์หรือต่อต้านรัฐประหาร และล่าสุดเราก็เห็นข่าวที่ ส.ศิวรักษ์ โดนคดี 112 เพราะเสนอว่ายุทธหัตถีของพระนเรศวรอาจไม่เคยเกิดขึ้นจริง ในกรณีนี้  ส.ศิวรักษ์ กำลังท้าทายลัทธิชาตินิยมไทยสุดขั้ว ที่ถูกสร้างขึ้นมาผ่านนิยายเรื่องกษัตริย์ในอดีต และลัทธิชาตินิยมแบบนี้ก็มีความสำคัญกับทหารพอสมควร

และทุกวันนี้มีการขยายกฏหมายเผด็จการแบบ112ไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญอีกด้วย คือถ้าใครวิจารณ์ก็มีสิทธิ์ติดคุก บทบาทของศาลรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ควบคู่กับยุทธศาสตร์แห่งชาติ และศาลนี้เคยร่วมมือกับทหารในการล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

ถ้าเราศึกษาประวัติศาสตร์ประเทศอินโดนีเซีย เราจะเห็นอะไรที่คล้ายๆ หลัก “ยุทธศาสตร์แห่งชาติ” ของประยุทธ์ นั้นคือลัทธิปัญจศีลา (Pancasila) ลัทธินี้จัดตั้งขึ้นมาเป็นลัทธิศักดิ์สิทธิ์ของชาติ โดยประธานาธิบดีซุการ์โน ต่อมามีการใช้อย่างเคร่งครัดโดยเผด็จการของนายพลซุฮาร์โต ผู้นำอินโดนีเซียที่ใช้ลัทธิปัญจศีลา มักจะเอ่ยถึงยุคความวุ่นวายหลังอินโดนีเซียได้เอกราช และในรูปธรรมปัญจศีลาถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกดขี่ปราบปรามฝ่ายซ้าย กลุ่มศาสนาที่รัฐไม่เห็นด้วย ผู้ที่ต้องการแยกประเทศเพื่ออิสรภาพ และ ถูกใช้เพื่อลดสิทธิเสรีภาพประชาธิปไตยภายใต้อำนาจเผด็จการอีกด้วย [อ่านเพิ่มบทที่ 6 เรื่องปัญจศีลา http://bit.ly/1sH06zu ]

ในกรณีไทย พวกชนชั้นปกครองฝ่ายอนุรักษ์นิยมจะสร้างความชอบธรรมกับตนเอง ด้วยการเอ่ยถึง “ยุทธศาสตร์แห่งชาติ” เหมือนกับว่ามันเป็นกฏหมายศักดิ์สิทธิ์ที่พระเจ้าบนฟ้าประทานให้ ทั้งๆ ที่มันเป็นแค่เอกสารที่พวกทหารเขียนขึ้นเอง

พูดง่ายๆ ทหารจะพยายามให้ “ยุทธศาสตร์แห่งชาติ” เป็น “กษัตริย์” รูปแบบใหม่ ส่วนกษัตริย์วชิราลงกรณ์ก็จะเสพสุขที่เยอรมันต่อไปและทหารคงหวังว่าเขาจะอยู่อย่างเงียบๆ โดยไม่สร้างข่าวอื้อฉาวบ่อยเกินไป

เผด็จการจะสำเร็จหรือไม่ในความพยายามเกี่ยวกับ “ยุทธศาสตร์แห่งชาติ”  ขึ้นอยู่กับว่าพลเมืองไทยส่วนใหญ่ยอมรับแนวของเผด็จการหรือไม่ และถ้าเราต้องการประชาธิปไตยที่แท้จริง เราจะต้องรณรงค์และสร้างขบวนการที่สามารถต่อต้านแนวคิดแบบนี้ของทหารอย่างจริงจัง

บทความยาวเรื่องนี้ภาษาอังกฤษ http://bit.ly/2xGDiSu 

Advertisements

ทำไมพวกนายพลเผด็จการไม่ละอายใจที่จะพูดขยะ?

ใจ อึ๊งภากรณ์

ตลอดเวลาที่เผด็จการทหารชุดนี้ครองอำนาจ พวกนายพลในคณะเผด็จการชอบออกมาพูดขยะเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นประยุทธ์หรือประวิตร ดูเหมือนจะแข่งกันหาคำพูดขยะมาเสนอต่อประชาชนตลอด เช่นการอ้างว่าเขาปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่ไม่มีการเลือกตั้ง หรือการประกาศว่าตนเป็นนักประชาธิปไตย ทั้งๆ ที่ยึดอำนาจผ่านการทำรัฐประหาร

คำถามคือพวกโจรใส่เครื่องแบบเหล่านี้ ทำไมหน้าด้านไม่ละอายใจที่จะพูดแบบนี้ในเวทีสาธารณะ คำตอบที่อยากจะให้คือ “เพราะมันโง่” แต่นั้นคงไม่จริง มันคงมีสาเหตุอื่นอยู่เบื้องหลัง

ในแง่สำคัญพวกเผด็จการป่าเถื่อนเหล่านี้มันก้าวร้าวและหยิ่ง ความหยิ่งของอันธพาลสามัญย่อมมาจากการถืออาวุธ เผด็จการทหารก็ไม่ต่างออกไป เวลาถือปืนจะพูดขยะอะไรก็ได้ เพราะไม่ค่อยมีคนกล้าเถียงหรือวิจารณ์ และในกรณีที่มีใครกล้าเถียงก็จะจับไป “ปรับทัศนคติ” ในค่ายทหาร หรือยัดข้อหา 112

ในอีกแง่หนึ่ง คณะเผด็จการ ไม่จำเป็นต้องถูกประชาชนตรวจสอบผ่านระบบเลือกตั้ง มันเลยคิดจะพูดอะไรก็ได้ แล้วแต่อารมณ์ แต่นักการเมืองที่ต้องลงสมัครรับเลือกตั้งจะต้องคำนึงถึงความเห็นของประชาชนต่อสิ่งที่ตนเองพูดหรือกระทำเสมอ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่มีวุฒิภาวะในการเลือกนักการเมือง

ในแง่ที่สาม พวกคณะเผด็จการอาจคิดว่าพลเมืองไทยโง่ และพร้อมจะเชื่อขยะทุกรูปแบบที่ออกมาจากปากทหาร แต่ในความเป็นจริงคนส่วนใหญ่คนไม่สนใจคำพูดของพวกนี้เท่าไร และมองว่าโกหกหรือไร้สาระ

แต่นอกจากนี้ มันอาจมีอีกเหตุผลหนึ่งที่คณะเผด็จการชอบพูดว่ามันเป็นนักประชาธิปไตย เพราะตอนนี้มันกำลังออกแบบระบบประชาธิปไตยจอมปลอมแบบพม่า คือจะมีการเลือกตั้งเป็นพิธีกรรม เพื่อดูดี ภายในกรอบที่จำกัดสิทธิเสรีภาพโดย “ยุทธศาสตร์แห่งชาติ” ที่มันร่างเอง และ “คณะกกรมการยุทธ์ศาสตร์แห่งชาติ” ที่มันใช้เป็นเครื่องมือเพื่อสืบทอดอำนาจ ตรงนี้เป้าหมายของการพูดถึงประชาธิปไตยบ่อยๆ คือการสร้างภาพลวงตา เพื่อให้คนไทยบางส่วน โดยเฉพาะคนชั้นกลาง หลอกตัวเองว่าในอนาคตไทยจะเป็นประชาธิปไตยของ “คนดี”

พวกทหารอาจคำนวณว่าภาพลวงตานี้อาจเพียงพอที่จะเป็นข้อแก้ตัวสำหรับรัฐบาลตะวันตก รัฐบาลตะวันตกต้องการเหลือเกินที่จะยอมรับว่าไทย “กลับสู่ประชาธิปไตยแล้ว” ทั้งๆ ที่ใครๆ คงมองออกว่ามันไม่ใช่ การแสวงหาข้อแก้ตัวเพื่อให้รัฐบาลตะวันตกกลับมาคบผู้นำไทยเป็นเรื่องสำคัญสำหรับรัฐบาลเหล่านั้น เพราะจริงๆ แล้วการพูดว่าไม่ยอมรับรัฐบาลเผด็จการของไทย บ่อยครั้งเป็นคำพูดนามธรรมเพื่อให้ดูดีในสายตาพลเมืองตะวันตก

ในความเป็นจริง เราเห็นว่ารัฐบาลอังกฤษพร้อมจะเชิญคนอย่างประวิตร ไปเที่ยวงานขายอาวุธที่ลอนดอน ซึ่งเป็นโอกาสทองสำหรับนายพลหน้าหมูคนนี้ ที่จะคบค้าสมาคมกับทรราชจากทั่วโลกที่ไปเที่ยวงานเดียวกัน แล้วในที่สุดทหารไทยก็จะได้อาวุธเพิ่มและบริษัทตะวันตกจะได้กำไร

ส่วนรัฐบาลสหรัฐ ก็ผูกมิตรกับประยุทธ์มือเปื้อนเลือดและพร้อมจะขายอาวุธให้ นอกจากนีั้มีการฝึกทหารร่วมกับกองทัพไทยอีกด้วย

ในแวดวงการทูตต่างๆ ของรัฐบาลทั่วโลก อุดมการณ์ประชาธิปไตยมักจะไม่มีความสำคัญ ที่สำคัญคือการแข่งกันระหว่างมหาอำนาจ เช่นการแข่งกันระหว่างจีนกับสหรัฐเพื่อมีอิทธิพลในภูมิภาคเอเชีย และการหาโอกาสที่จะค้าขายสร้างกำไรให้กลุ่มทุนของประเทศตนเองก็เป็นเรื่องสำคัญ นี่คือสาเหตุที่รัฐบาลตะวันตกขายอาวุธให้ทรราชทั่วโลกโดยไม่เลือกหน้า

เราหนีไม่พ้นข้อสรุปว่า ถ้าเราจะกำจัดอิทธิพลและมรดกของเผด็จการ เพื่อสร้างประชาธิปไตยแท้ คนไทยจะต้องรวมตัวกันปลดแอกตนเอง จะไม่มีใครทำให้ และนอกจากนี้เราหวังอะไรไม่ได้เลยจากพรรคพวกของทักษิณอีกด้วย เพราะเขาแช่แข็งทำลายการต่อสู้มาหลายปีแล้ว

กฏ “หมา” กฏหมู่ และความล้าหลังของจุฬาลงกรณ์หมาวิทยาลัย

ใจ อึ๊งภากรณ์

การตัด “คะแนนความประพฤติ” ของ เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล และผู้แทนอื่นๆ ของสภานิสิตนักศึกษา เพื่อเป็นข้ออ้างในการปลดนักศึกษาก้าวหน้าเหล่านี้ออกจากตำแหน่ง เป็นไปตามคำสอนของพวกเผด็จการทหารและศาลเตี้ยระดับชาติ พวกนี้ร่วมกันทำลายสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยของพลเมืองไทย แล้วอ้าง “กฏหมาย” ในการให้ความชอบธรรมกับความเลวทรามทุกอย่างที่มันทำ

“กฏหมาย” หรือ ที่เราควรเรียกว่า “กฏหมา” ที่คนอย่างไอ้ยุทธ์มือเปื้อนเลือดชอบอ้าง เพื่อทำลายนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง และเพื่อปิดปากพลเมืองที่แสดงความไม่พอใจกับระบอบเผด็จการด้วยวาจาหรือการประท้วงอย่างสันติ เป็นแค่สิ่งที่คนบ้าอำนาจที่ตั้งตัวเป็นใหญ่ในปัจจุบันคิดขึ้นมาเอง มันมีความศักดิ์สิทธิ์พอๆ กับคำสั่งของอันธพาลข้างถนน

จุฬาลงกรณ์หมาวิทยาลัยได้ทำ “รัฐประหาร” ล้มผู้แทนนักศึกษาที่มาจากการเลือกตั้ง ตามสันดานเผด็จการของคนที่อ้างตัวเป็น “คนดี”

ในสังคมกะลาแลนด์ “คนดี” จะล็อคคอนักศึกษา ดึงผม และด่าด้วยคำหยาบคาย ในสังคมกะลาแลนด์ “คนดี” จะฆ่าประชาชนมือเปล่าที่เรียกร้องประชาธิปไตย และปล้นสิทธิเสรีภาพอธิปไตยของพลเมือง ในสังคมกะลาแลนด์ “คนดี” แบบนี้ลอยนวล ในขณะที่คนคิดต่างที่ไม่เคยทำผิดเข้าคุก ในสังคมกะลาแลนด์ “คนดี” ที่เป็นคนชั้นกลาง จะใช้คำเหยียดเพศด่านักการเมืองสตรีที่ตนเองไม่ชอบ บางคนเป็นหมอ บางคนเป็น “กวี” ด้วย แต่ “คนดี” ชอบเอ่ยถึง “มารยาทวัฒนธรรมไทย” เสมอ

ในบทความก่อนหน้านี้ ผมเขียนว่าจุฬาลงกรณ์หมาวิทยาลัย แค่สะท้อนความเลวทรามของสังคมไทย แต่ในอีกแง่หนึ่งการพยายามดัดคนหนุ่มสาวให้หมอบคลานต่ออำนาจเผด็จการจนคิดเองไม่เป็น เป็นการผลิตซ้ำลักษณะแย่ๆ ของสังคมไทยสู่อนาคต ไม่ต่างจากการที่แก๊งไอ้ยุทธ์ตั้งตัวเองขึ้นมาเป็นคณะกรรมการยุทธศาสตร์เผด็จการแห่งชาติ ซึ่งจะสืบทอดระบอบเผด็จการสู่อนาคต แง่สำคัญของคณะกรรมการเผด็จการนี้ นอกจากการสืบทอดอำนาจทหารแล้ว และนอกจากการกีดกันนักการเมืองฝ่ายทักษิณ คือมันมีวัตถุประสงค์หลักในการปกป้องผลประโยชน์ของนายทุน คนรวย และ ชนชั้นปกครองที่รวมไปถึงนายพลทั้งหลายอีกด้วย เพราะมันจะดูแลให้มีการใช้นโยบายเสรีนิยมกลไกตลาดสุดขั้ว และกีดกันไม่ให้มีการใช้นโยบายที่ช่วยคนจนและลดความเหลื่อมล้ำ

ดังนั้นเราจะเห็นชัดว่า คณะกรรมการยุทธศาสตร์เผด็จการแห่งชาติ ที่ก่อตั้งจาก กฏ “หมา” ของแก๊งประยุทธ์ ประกอบไปด้วยนายทหาร นายทุนใหญ่จากธนาคารและบริษัทสื่อสาร และพลเรือนรับใช้ของทหาร มีอดีตอธิการบดีหมาวิทยาลัยจุฬาอยู่ตรงนั้นด้วย

การที่คณะกรรมการนี้ไม่มีผู้แทนของคนจน เช่นนักสหภาพแรงงาน สะท้อนแนวทางของมัน แต่มันเป็นเรื่องดีด้วย เพราะถ้ามีผู้แทนของสหภาพแรงงานเข้าไปตรงนั้น คนเหล่านั้นคงเป็นศัตรูที่ทรยศต่อคนทำงานและคนจนแน่นอน

ขอวกกลับมาเรื่องจุฬาลงกรณ์หมาวิทยาลัย…. การที่สถาบันอุดมศึกษาไทย ที่มีนักศึกษาที่เป็นผู้ใหญ่ มีสิ่งที่เรียกว่า “คะแนนความประพฤติ” เป็นเรื่องน่าขำและอับอายขายหน้ามานาน มหาวิทยาลัยในประเทศเจริญเขาไม่มี และไม่มีการบังคับใส่เครื่องแบบตั้งแต่มัธยมปลายอีกด้วย ที่จุฬาฯ นิสิตนักศึกษาที่ไม่ยอมเข้าห้องเชียร์เพื่อถูกรุ่นพี่ทรมานตามระบบ SOTUS ก็อาจถูกตัด “คะแนนความประพฤติ” โดย “อนาจารย์”ที่บังคับบัญชานักศึกษาอีกด้วย

แต่อย่าคิดว่าจุฬาฯ แย่ทั้งสถาบัน เพราะเราทราบว่ามีนักศึกษาที่คิดเหมือนเนติวิทย์ไม่น้อย นี่คือสิ่งที่ผู้มีอำนาจกลัว และเมื่อไม่นานมานี้มีอาจารย์คณะรัฐศาสตร์คนหนึ่ง โพสต์ในโซเชียลมีเดีย รายชื่อหนังสือที่นิสิตปีหนึ่งในภาคปกครองเขาเลือกอ่านก่อนเข้ามหาวิทยาลัย รายชื่อหนังสือนี้สะท้อนว่าเด็กสมัยนี้คิดเองเป็นและสนใจเรื่องราวกว้างๆ ในสังคม และการที่จุฬาฯ มีอาจารย์ที่คิดจะถามนิสิตว่าเคยอ่านหนังสืออะไรมาก่อน สะท้อนว่าอาจารย์บางคนก็คิดนอกกรอบกะลาได้ น่ายินดีมาก

กลับมาเรื่อง “กฏหมา” ที่เอ่ยถึงในตอนต้น ถ้าเราจะล้ม “กฏหมา” ของไอ้ยุทธ์ เราต้องใช้ “กฏหมู่” ของประชาชนส่วนใหญ่ ซึ่งถือว่าเป็นกระบวนการประชาธิปไตยชนิดหนึ่ง

ศาลเตี้ยไทยสร้างมาตรฐานใหม่ของความอยุติธรรม

ใจ อึ๊งภากรณ์

ศาลเตี้ยไทย หมาเลี้ยงของเผด็จการ ได้สร้างมาตรฐานใหม่อันเลวทรามของความอยุติธรรม การจำคุกอดีตรัฐมนตรีและนักการเมืองหลายคนเป็นเวลา 30-40 ปี ในคดีจำนำข้าว นับว่าเป็นการลงโทษทางการเมือง และสาเหตุหลักไม่ใช่เรื่องการกำจัดคอร์รับชั่น แต่เป็นความพยายามที่จะกำจัดนักการเมืองฝ่ายไทยรักไทย/เพื่อไทยต่างหาก ยิ่งกว่านั้นมันเป็นการพยายามฟันธงว่ารัฐบาลในอนาคตจะต้องไม่ใช้งบประมาณเพื่อช่วยประชาชนคนจนอีกด้วย

นักการเมืองที่เผด็จการมือเปื้อนเลือดของไอ้ยุทธ์ไม่ชอบ ถูกลงโทษร้ายแรงกว่าฆาตกรสามัญสามถึงสี่เท่า

แต่สำหรับฆาตกรรายใหญ่ที่สั่งฆ่าประชาชน ไม่ต้องติดคุกเลย ทุกวันนี้ประยุทธ์ อภิสิทธิ์ และสุเทพ ยังลอยนวล

นักศึกษา และนักเคลื่อนไหวธรรมดา ติดคุกเป็นสิบๆ ปี เพราะแค่เห็นต่างกับเผด็จการ หรือเพราะแค่แสดงออกและพูดความจริง

แต่สำหรับคนที่ใช้กำลังอาวุธในการยึดอำนาจ ฉีกรัฐธรรมนูญ และทำลายประชาธิปไตย คือพวกแก๊งทหารปัจจุบัน ยังไม่มีการลงโทษใครเลย และอันธพาลที่ทำลายการเลือกตั้ง คือพวกแก๊งประชาธิปัตย์และสลิ่ม ก็ไม่มีการลงโทษอะไรเลย

นักวิชาการและสื่อมวลชนที่พยายามพูดหรือเขียนความจริง โดนข่มขู่ตลอดเวลา แต่คนที่แต่งตั้งตนเองเป็นผู้นำประเทศหลังรัฐประหาน จะแหกปากพูดเท็จได้ทุกวัน และแถมไม่อายใครอีกด้วย

เรื่องคอร์รับชั่นกลายเป็นคำที่ไม่มีความหมาย เพราะเมื่อทหารคอร์รับชั่น เมื่อทหารกอบโกยผลประโยชน์เข้ากระเป๋า หรือใช้เงินของพวกเราในจำนวนมหาศาลเพื่อซื้ออาวุธที่ไม่จำเป็น เช่น รถถัง เครื่องบิน หรือเรือดำน้ำ โดยไม่มีความโปร่งใสตามกระบวนการประชาธิปไตยแต่อย่างใด มันลอยนวลเสมอ ในขณะที่โครงการจำนำข้าวที่ช่วยชาวนากลายเป็นการคอร์รับชั่น

นอกจากเรื่องสองมาตรฐานของศาลเตี้ยแล้ว ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในรอบสิบปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าฝ่ายทหาร ประชาธิปัตย์ และสลิ่มชนชั้นกลาง เป็นศัตรูของคนทำงานธรรมดา ชาวไร่ชาวนา และยากจน มันเป็นการแสดงความเกลียดชังทางชนชั้น เกลียดคนธรรมดา และเกลียดนักการเมืองที่พยายามช่วยคนจนและครองใจคนส่วนใหญ่ได้

ถ้าท่านไม่อยากใช้ชีวิตภายใต้ระบอบเผด็จการปัจจุบันนี้ เราต้องตั้งสติ มองความจริง และเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ ระบอบเผด็จการไม่เคยหายไปเอง แต่จะถูกล้มโดยพลังประชาชนที่รวมตัวกันเอง การรวมตัวต้องมีการจัดตั้งอย่างเป็นระบบอย่างที่เราเคยทำสมัยก่อน เราต้องเรียนรู้จากการล้มเผด็จการในยุค ๑๔ ตุลา การต่อสู้ของ พคท. และการต่อสู้ในช่วงพฤษภา ๓๕ เราต้องสรุปจุดเด่นจุดด้อย โดยเฉพาะการไปหวังพึ่ง “ผู้ใหญ่” ที่เป็นนักการเมืองอย่างทักษิณ หรือคนที่ตั้งตัวเป็นผู้นำเดี่ยวอย่างจำลอง และเราต้องจัดตั้งภายใต้กระบวนการที่เป็นประชาธิปไตยมากกว่ายุค พคท.

การที่ยิ่งลักษณ์ออกจากประเทศเพื่อหลีกเลี่ยงการติดคุก ในระบบที่ขาดความยุติธรรม เป็นเรื่องที่เราเข้าใจได้ แต่คนที่ “ผิดหวัง” หรือ “ฝัน” เพราะไปตั้งความหวังว่าทักษิณหรือยิ่งลักษณ์จะนำการต่อสู้ ควรจะตื่นได้แล้ว เพราะมันมีการแช่แข็งการต่อสู้โดยนักการเมืองเศรษฐีเหล่านี้มานาน แถมเผด็จการทหารอาจปล่อยให้ยิ่งลักษณ์ออกจากประเทศเพื่อลดพลังในการต่อสู้โดยคนรากหญ้าอีกด้วย

สักวันหนึ่ง ถ้าไทยจะมีความยุติธรรมและสิทธิเสรีภาพ เราต้องจับพวกที่หนีความยุติธรรมทั้งหลายเข้าคุก เช่นประยุทธ์ อภิสิทธ์ สุเทพ และคนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเผด็จการและการหมุนนาฬิกากลับไปสู่ยุคมืด แต่ถ้าเราจะทำเราต้องมีพลัง พลังนั้นจะมาจากพลังของขบวนการเคลื่อนไหวของประชาชนธรรมดา

ประเด็นคือเราจะทนอยู่ในสังคมภายใต้ระบอบกะลาแลนด์ ทนเป็นทาส ทนเป็นพลเมืองชั้นสอง หรือจะลุกขึ้นสู้และให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์และยุทธวิธีในการล้มเผด็จการหรือไม่ แค่เป็นกองเชียร์ให้กลุ่มคนเล็กๆ หรือปัจเจกกล้าหาญ ที่ออกมาแสดงจุดยืนแล้วโดนจับมันไม่พอ

เราควรมีท่าทีอย่างไรต่อคดีจำนำข้าวของยิ่งลักษณ์?

ใจ อึ๊งภากรณ์

บทความนี้ไม่ได้เขียนเพื่อให้สลิ่มอ่าน ถ้าสลิ่มอ่านมันจะเป็นการสีซอให้ควายฟัง เพราะสลิ่มไม่สนใจความยุติธรรมหรือประชาธิปไตยแต่อย่างใด แต่บทความนี้เขียนเพื่อแลกเปลี่ยนกับฝ่ายประชาธิปไตยและคนที่เป็นเสื้อแดงในอดีต ผมใช้คำว่า “อดีต” เพราะขบวนการเสื้อแดงโดนแช่แข็งโดยนักการเมืองเพื่อไทยและทักษิณจนหมดสภาพไปแล้ว

ผมคงจะไม่เสนออะไรใหม่ถ้าผมฟันธงว่าคดีจำนำข้าว ที่เผด็จการมือเปื้อนเลือดริเริ่ม เป็นคดีการเมืองเพื่อทำลายนักการเมืองอย่างยิ่งลักษณ์ เพราะนั้นคือเจตนาของพวกโจรที่ทำรัฐประหารยึดอำนาจมาแต่แรก

การโทษยิ่งลักษณ์ว่าต้องรับผิดชอบต่อปัญหานโยบายจำนำข้าวนั้น มีเหตุผล แต่ไม่ใช่ตามเหตุผลปลอมของศาลหรือเผด็จการ คนที่ดำรงตำแหน่งที่มีอำนาจในบ้านเมืองควรรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในนามของรัฐบาลหรือในนามขององค์กรที่ตนคุมอยู่ ดังนั้นประยุทธ์และอภิสิทธิ์ต้องรับผิดชอบต่อการเข่นฆ่าคนเสือแดง ซึ่งเป็นเรื่องที่ร้ายแรงกว่าปัญหาการจำนำข้าวหลายพันเท่า

ทุกคนทราบดีว่าถ้ามีการคอร์รับชั่นในบางส่วนของโครงการจำนำข้าว ยิ่งลักษณ์ไม่ได้มีส่วนได้ประโยชน์จากการคอร์รับชั่นนี้แต่อย่างใด แต่การคอร์รับชั่นภายใต้เผด็จการประยุทธ์ มีหลายกรณีที่เพื่อฝูงและญาติประยุทธ์ได้ประโยชน์

การรับผิดชอบต่อสิ่งที่คนอื่นทำเวลาตัวเองดำรงตำแหน่งทางการเมือง ส่วนใหญ่แล้ว ในประเทศประชาธิปไตย จะปล่อยให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินในวันเลือกตั้ง บางครั้งนักการเมืองอาจโดนกดดันให้ลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบก็ได้

ถ้ายิ่งลักษณ์ต้องรับผิดชอบทางกฏหมาย คือโดนยึดทรัพย์ หรือโทษอื่นๆ จากการคอร์รับชั่นของคนอื่นในสมัยที่เป็นนายก ประยุทธ์ก็ควรถูกยึดทรัพย์และลงโทษจากการคอร์รับชั่นที่เกิดขึ้นในยุคนี้ โดยเฉพาะการคอร์รับชั่นในกองทัพ รวมถึงการไปเที่ยวต่างประเทศของทหารภายใต้ข้ออ้างว่า “ไปดูงาน”

และนี่ไม่รวมถึงโทษที่ประยุทธ์ควรจะได้รับจากการทำรัฐประหาร ทำลายประชาธิปไตย และละเมิดสิทธิเสรีภาพของพลเมือง

ในแง่หนึ่งผมไม่สนใจว่าเศรษฐีตระกูลชินวัตร จะโดนยึดทรัพย์หรือไม่ เพราะผมสนใจสภาพชีวิตของประชาชนผู้ทำงานธรรมดาๆ มากกว่า พวกเราไม่ใช่เศรษฐี และพวกเรากังวลตลอดชีวิตในเรื่องความมั่นคงของรายได้ และนี่คือสาเหตุที่ผมสนับสนุนนโยบายจำนำข้าวที่ช่วยเกษตรกร ผมไม่เห็นด้วยกับนักวิชาการเสรีนิยมกลไกตลาด ที่วิจารณ์การใช้งบประมาณรัฐในการช่วยประชาชน ถ้าโครงการจำนำข้าวขาดทุนเพราะช่วยเกษตรกรก็เป็นเรื่องดี และไม่ขาดทุนจริงเพราะได้กำไรในการพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกร พวกนักวิชาการเสรีนิยมเหล่านี้ไม่เคยวิจารณ์การใช้เงินของชาติในการซื้ออาวุธ เครื่องบิน รถถัง หรือเรือดำน้ำให้ทหารเลย

มันมีอีกเรื่องที่เราต้องพิจารณากัน ยิ่งลักษณ์และนักการเมืองพรรคเพื่อไทยดูเหมือนจะอยากเห็นประชาชนออกมาให้กำลังใจยิ่งลักษณ์ในจำนวนมาก

ทั้งๆ ที่ผมไม่ได้รักยิ่งลักษณ์หรือทักษิณ และทั้งๆ ที่พวกนี้ไม่เคยสนใจประเด็น 112 หรือนักโทษการเมืองจำนวนมากที่มีอยู่ และพร้อมจะนิรโทษกรรมตนเองกับพวกมือเปื้อนเลือด โดยไม่สนใจที่จะนิรโทษกรรมนักโทษการเมือง 112 และยกเลิกกฏหมายเถื่อน 112 แต่อย่างใด แต่ผมเสนอว่าเราควรจะยินดีกับการระดมมวลชนเพื่อสนับสนุนยิ่งลักษณ์ ถ้ามันเกิดขึ้นจริง เพราะมันอาจปลุกกระแสที่พัฒนาไปสู่การล้มเผด็จการได้ และนักประชาธิปไตยหรือนักสังคมนิยมควรเป็นส่วนหนึ่งของกระแสมวลชนแบบนี้… ถ้ามันเกิดจริง…และมันไม่มีหลักประกันว่าจะเกิด แต่เราควรช่วยให้มันเกิดโดยไม่ต้องไปอวยตระกูลชินวัตร

บ่อยครั้งการต่อสู้จะเกิดขึ้นในบริบทที่เราไม่ได้เลือก การนิ่งเฉยเพราะกระแสที่เกิดไม่บริสุทธ์พอ เช่นเพราะเต็มไปด้วยคนที่รักยิ่งลักษณ์ เป็นความผิดพลาดทางการเมืองและเป็นการเล่นพรรคเล่นพวกแบบคับแคบ

เราควรเป็นส่วนหนึ่งของกระแสมวลชนที่ไม่พอใจกับพฤติกรรมของเผด็จการต่อยิ่งลักษณ์ เพราะมันเป็นโอกาสทองที่เราจะเสนอว่ากระแสนี้ควรจะไปไกลกว่าแค่การปกป้องยิ่งลักษณ์ คือพัฒนาไปสู่การล้มทหารเผด็จการ การปล่อยนักโทษการเมืองทุกคน และการยกเลิก 112 เป็นต้น ถ้าเรางอมืองอเท้าหันหลังให้กระแส เราจะไม่สามารถเสนอสิ่งเหล่านี้ต่อมวลชนได้ และถ้าเราไม่จัดตั้งเป็นกลุ่มหรือพรรคการเมืองเสียงปัจเจกของเราจะน้อยนิดจนหายไปกับสายลมอีกด้วย

อ่านเพิ่มเรื่องเสรีนิยมกลไกตลาด http://bit.ly/2tWNJ3V 

จุฬาฯ สะท้อนลักษณะแย่ๆ ของสังคมไทย

ใจ อึ๊งภากรณ์

“ไอ้สัตว์ เนเน่อยู่ไหน”…ผศเรืองวิทย์ บรรจงรัตน์ ตะโกนพร้อมเดินตรงเข้าล็อคคอนักศึกษา นี่คือพฤติกรรม ของอันธพาลสลิ่มที่มีตำแหน่งเป็น “อนาจาร” มหาวิทยาลัยที่ชอบอวดชาวไทยว่ามุ่ง “สู่ความเป็นเลิศ”

คนอย่างเรืองวิทย์ และอาจารย์คนอื่นที่จุฬาฯ ที่อวยทหารและร่วมทำลายประชาธิปไตย หรือสนับสนุนระบบ SOTUS โดยไม่รู้จักเคารพนักศึกษา ทำให้มหาวิทยาลัยแห่งนี้ชื่อเป็นหมา

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสัปดาห์นี้ชี้ให้เห็นว่า “หมาวิทยาลัยจุฬา” และหลายมหาวิทยาลัยทั่วไทย เป็นแหล่งเพาะและผลิตซ้ำความคิดเผด็จการ

จากเหตุการณ์ที่พึ่งผ่านมา เราจะเห็นว่าผู้มีอำนาจในจุฬาฯ ทำผิดจรรยาบรรณการเป็นครูหลายข้อดังนี้

  1. ใช้คำหยาบคายกับนักศึกษา
  2. ใช้ความรุนแรงกับนักศึกษาถึงขั้นล็อคคอดึงผม
  3. ไม่ดูแลนิสิตนักศึกษาที่ตัวเองต้องรับผิดชอบ โดยการบังคับให้ตากฝน และตากฝนโดยไร้เหตุผลด้วย

และที่สำคัญคือกิจกรรมนี้ไม่มีผลอะไรในด้านบวกกับการพัฒนานิสิตนักศึกษาให้เป็นปัญญาชนที่มีความสามารถในการคิดเอง กิจกรรมหมอบคลานเหมือนไม่ใช่คน ต่อรูปปั้นอดีตสองกษัตริย์ เป็นการผลิตซ้ำว้ฒนธรรมทาสใต้อำนาจเผด็จการ โดยเฉพาะเพราะสองกษัตริย์ที่มีรูปปั้นตรงนั้นมีพฤติกรรมที่มีปัญหา

นอกจากการเป็นกษัตริย์เผด็จการแล้ว รัชกาลที่ ๕ มีเมียเป็นร้อย ไม่เคารพเสรีภาพของสตรี และเมื่อเมียคนหนึ่งกำลังจมน้ำตาย ไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วยเพราะกลัวโดนประหารชีวิตอันเนื่องจากการแตะตัว “ทรัพย์สิน” ของเจ้า รัชกาลที่ ๕ มีผลในการพัฒนาก่อตั้งรัฐทุนนิยมไทยเป็นครั้งแรกก็จริง แต่ไม่ได้ทำไปเพื่อประโยชน์ของประชาชนไทย ทำเพื่อเพิ่มอำนาจตนเอง และการเลิกทาสเลิกไพร่ทำไปเพื่อลดระดับค่าจ้างและปัญหาการขาดกำลังงานในไทยต่างหาก

ส่วนรัชกาลที่ ๖ เป็นกษัตริย์ที่รักหมามากกว่าประชาชน พยายามกีดกันการเกิดประชาธิปไตย และหลังจากที่ตายไปแล้ว มีการพูดกันไปทั่วว่าใช้เงินสิ้นเปลืองและเป็นที่เกลียดชังของประชาชน ในแง่ดีกษัตริย์คนนี้ช่วยปูทางไปสู่การปฏิวัติ ๒๔๗๕ ที่ล้มระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เนื่องจากการที่คนเกลียดชังกษัตริย์ไปทั่ว และการที่ใช้เงินสิ้นเปลืองจนทำให้ประเทศขาดเงินในช่วงก่อนที่ไทยจะเข้าสู่วิกฤตเศรษฐกิจโลก

ดังนั้นการบังคับให้นิสิตและอาจารย์ใหม่ต้องไปแสดงความเคารพต่อสองกษัตริย์ เป็นการบิดเบือนประวัติศาสตร์ และพยายามบังคับไม่ให้นิสิตคิดเองเป็น มันเป็นการเชิดชูพฤติกรรมเลวทรามของกษัตริย์ ซึ่งพฤติกรรมแบบนี้เราเห็นทุกวันนี้ในตัวกษัตริย์คนใหม่ ในความจริงจุฬาฯ ควรสร้างรูปปั้นวชิราลงกรณ์ไว้ข้างๆ รูปปั้นสองกษัตริย์ด้วย

ผมด่าจุฬาฯ ว่าทำตัวเป็น “หมาวิทยาลัย” ทั้งๆ ที่ผมเคยเป็นอาจารย์ที่นั้น และเติบโตมาใกล้ชิดกับจุฬาฯ ในฐานะที่เคยเป็นนักเรียนที่โรงเรียนสาธิตจุฬาฯ แต่ผมไม่เคยรักสถาบัน ไม่เคยร้องเพลงบ้าๆ เรื่องสีชมพู ผมเคารพนิสิตนักศึกษา และรักเพื่อนอาจารย์ที่มีความคิดก้าวหน้าต่างหาก

เวลาได้เป็นอาจารย์ใหม่ผมโดนบังคับให้เข้าไป “อบรม” แบบปัญญาอ่อนของจุฬาฯ ต้องยอมฟังอาจารย์ตี๋เล็ก อายุน้อยกว่าผม ล้อเลียนชื่อผมเพราะมีชื่อภาษาอังกฤษผสมไทย ตามที่พ่อแม่ผมตั้งให้ และในช่วงที่ผมสอนที่จุฬาฯ ก็มีหลายกรณีของอาจารย์ตี๋เล็กที่อยากเป็น “นายพลน้ำนม” ปรามนักศึกษาในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง เช่นแต่งเครื่องแบบผิด ใส่รองเท้าแตะเข้าห้องสมุด หรือไม่ยอมเข้าห้องเชียร์ คนหนึ่งถึงกับด่านิสิตบนรถไฟBTSด้วย อาจารย์นายพลน้ำนมเหล่านี้ พอได้ตำแหน่งที่จุฬาฯ จะกระตือรือร้นที่จะทำตัวเป็นใหญ่เพื่อปกปิดความด้อยของตนเอง พวกนี้จมอยู่ในความคิด “ถึงตากูเป็นใหญ่แล้ว” เขาไม่สนใจที่จะเคารพและพัฒนาให้นิสิตคิดเอง ที่คณะรัฐศาสตร์คนแบบนี้ไม่อยากให้นิสิตเขียนเรียงความเชิงโต้แย้ง และใครเขียนอะไรในแนวที่ไม่ตรงกับความเห็นตนเองจะโดนหักคะแนน

หลังจากที่ผมสอนที่นั้นมาหลายปี ในที่สุดผมโดนคดี 112 เพราะผู้มีอำนาจในจุฬาฯ นำหนังสือ A Coup For the Rich ของผมไปให้ตำรวจ หนังสือขายดีเล่มนี้วิจารณ์การที่ทหารใช้แนวคิดกษัตริย์ในการให้ความชอบธรรมกับรัฐประหาร ๑๙ กันยา มันเป็นหนังสือที่ปกป้องประชาธิปไตย ซึ่งเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในรอบสิบปีที่ผ่านมาทั่วประเทศไทยพิสูจน์ว่าในไทยไม่มีเสรีภาพทางวิชาการ

แต่อย่าคิดว่าจุฬาฯ เป็นมหาวิทยาลัยอนุรักษ์นิยม นั้นเป็นการมองด้านเดียวที่ไม่ตรงกับหลักฐานประวัติศาสตร์ ในความเป็นจริงจุฬาฯ เป็นพื้นที่สมรภูมิรบระหว่างฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวา ในประการแรกจิตร ภูมิศักดิ์ก็เรียนที่จุฬาฯ แต่โดนพวกล้าหลังโยนบก หลัง ๑๔ ตุลา นิสิตจุฬาฯ จากหลายคณะมีการตั้งกลุ่มฝ่ายซ้ายและหลายคนก็เข้าป่าไปร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์หลัง ๖ ตุลา นอกจากนี้มีการล้มระบบ SOTUS ในช่วงนั้นด้วย ยี่สิบปีที่แล้วมีการเปิดสอนวิชามาร์คซิสต์ที่คณะรัฐศาสตร์เป็นครั้งแรก และตอนนี้มีการเลือกนักศึกษาก้าวหน้าเข้าสภานิสิตจุฬาฯ

ความจริงมหาวิทยาลัยแห่งนี้เพียงแต่สะท้อนลักษณะทั่วไปของสังคมไทย คือผู้มีอำนาจล้าหลังป่าเถื่อน สถาบันเต็มไปด้วยความเป็นชนชั้นและความไม่เท่าเทียม มีความเหลื่อมล้ำกับพลเมืองที่ไม่ใช่คนจุฬาฯ ด้วย แต่ในขณะเดียวกันมีผู้ที่กบฏต่อระบบเพราะรักเสรีภาพประชาธิปไตย

๒๔๗๕ การปฏิวัติที่ยังไม่สำเร็จ? สู่ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์? เก็บตกจากข้อถกเถียงที่เยอรมัน

ใจ อึ๊งภากรณ์

ในวันที่ ๒๔ มิถุนายนที่ผ่านมานี้ มีการจัดเสวนาที่เมืองโคโลน ประเทศเยอรมัน ในหัวข้อ “๒๔๗๕ การปฏิวัติที่ยังไม่สำเร็จ? สู่ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์?” ….จึงมาเล่าสู่กันฟัง และในตอนท้ายจะกล่าวถึงข้อถกเถียงกับ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล และ แอนดรู  แม็กเกรเกอร์ มาร์แชลล์

ผมเปิดประเด็นด้วยการเล่าว่า อารัมภบทของรัฐธรรมนูญมีชัย โกหกว่ารัชกาลที่ ๗ “ยกประชาธิปไตยให้ประชาชน” ในความเป็นจริงกษัตริย์คนนี้ต้องถูกโค่นด้วยการปฏิวัติ ๒๔๗๕ และเหตุการณ์นี้ไม่ใช่ “รัฐประหาร” อย่างที่พวกอนุรักษ์นิยมอ้าง แต่เป็นการปฏิวัติสังคมที่ได้รับการสนับสนุนและการมีส่วนร่วมจากประชาชนไทยจำนวนมาก

ถ้าการปฏิวัติ ๒๔๗๕ “ยังไม่สำเร็จ” มันไม่สำเร็จในแง่ของการสร้างประชาธิปไตยเท่านั้น แต่ไม่ใช่เพราะไม่สามารถล้มระบบศักดินาหรือระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ระบบศักดินาถูกทำลายโดยรัชกาลที่๕ และระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ถูกล้มในการปฏิวัติ ๒๔๗๕ และหลังจากกบฏบวรเดชในปี ๒๔๗๖ ซึ่งถูกปราบโดยคณะราษฎร ฝ่ายเจ้าเลิกฝันถึงการคืนสู่อำนาจ

กษัตริย์รัชกาลที่ ๙ ร่ำรวย และเสพสุขบนหลังประชาชนก็จริง มีคนเชิดชูและหมอบคลานเข้าหาก็จริง แต่กษัตริย์คนนี้ไร้อำนาจโดยสิ้นเชิง และถูกใช้เป็นเครื่องมือโดยทหารและชนชั้นนำอื่นๆ เช่นนักการเมืองนายทุน ฯลฯ การเชิดชูกษัตริย์แบบบ้าคลั่งที่เกิดขึ้น กระทำไปเพื่อให้ความชอบธรรมกับการกระทำของทหารและชนชั้นนำคนอื่นเท่านั้น

รัชกาลที่ ๑๐ ยิ่งอ่อนแอกว่าพ่อของเขา และไม่สนใจเรื่องการเมืองและสังคมไทยเลย วชิราลงกรณ์ ต้องการเสพสุขที่เยอรมันอย่างเดียว ที่ขอแก้รัฐธรรมนูญก็เพื่อควบคุมเรื่องส่วนตัวในวังเท่านั้น

ถ้าการปฏิวัติ ๒๔๗๕ ยังไม่สำเร็จในแง่ของการสร้างประชาธิปไตย สาเหตุสำคัญมาจากการที่อาจารย์ปรีดี ผู้ก่อตั้งคณะราษฏร์ ไม่เข้าใจความสำคัญของการสร้างพรรคการเมืองของมวลชน และไปพึ่งอำนาจทหารมากเกินไปในการปฏิวัติ นี่คือที่มาของอำนาจทหารในระบบการเมืองไทย ในภายหลังเมื่ออาจารย์ปรีดีมาทบทวนความผิดพลาด เขาเคยเขียนว่าในยุคที่เขามีอำนาจ เขาไม่ค่อยเข้าใจการเมืองอย่างเพียงพอ แต่เมื่อเขาเริ่มเข้าใจมากขึ้นเขาเสียอำนาจไปแล้ว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการปฏิวัติ ๒๔๗๕ ไม่ใช่การ “ชิงสุกก่อนห่าม” แต่อย่างใด ในยุคนั้นและยุคนี้ประชาชนไทยต้องการและพร้อมที่จะมีประชาธิปไตย

ผู้ที่ทำให้เป้าหมายการสร้างประชาธิปไตยหลัง ๒๔๗๕ ไม่ประสบผลสำเร็จ คือทหารเป็นหลัก และบ่อยครั้งทหารที่ก่อรัฐประหารได้รับการสนับสนุนจากนายทุนและพวกสลิ่มชนชั้นกลางอีกด้วย

ถ้าตอนนี้เราอยู่ในยุค “สู่อำนาจสมบูรณ์” มันไม่ใช่อำนาจสมบูรณ์ของกษัตริย์ แต่เป็นการสร้าง “อำนาจสมบูรณ์” ของทหารต่างหาก ซึ่งดูได้จากรัฐธรรมนูญทหาร และการใช้มาตรา 44 ในเรื่องการเมืองและสังคมแบบนี้ นายวชิราลงกรณ์ไม่เคยแสดงความเห็นหรือความสนใจแม้แต่นิดเดียว

อำนาจของทหารที่เผด็จการประยุทธ์ต้องการจะแช่แข็งและสืบทอดไปเรื่อยๆ เห็นได้จากรัฐธรรมนูญดังนี้

  1. มีการคงไว้บทบาทและยืดวาระการทำงานของคณะทหารเผด็จการ คสช. ออกไปหลังการเลือกตั้ง โดยให้มีส่วนสำคัญในการกำหนด “ยุทธศาสตร์แห่งชาติ” ที่ผูกพันกับ “นโยบายรัฐ” ในหมวดที่ 6 “ยุทธศาสตร์แห่งชาติ” นี้เป็นเครื่องมือในการสืบทอดและแช่แข็งนโยบายของฝ่ายอนุรักษ์นิยม เพื่อไม่ให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง มีเสรีภาพที่จะกำหนดนโยบายเองตามความต้องการของประชาชน นอกจากนี้มันเป็นการเปิดช่องให้ศาลรัฐธรรมนูญจับผิด ถอดถอนนักการเมือง หรือ “วีโต้” นโยบายของรัฐบาลที่ศาลรัฐธรรมนูญตีความเองว่า “ไม่ตรงกับยุทธศาสตร์แห่งชาติ”
  2. มาตรา 5 และ 272 ให้อำนาจกับพวกเผด็จการในการเลือกนายกที่ไม่ใช่สส.
  3. เผด็จการทหารมีอำนาจแต่งตั้งวุฒิสภาทั้ง200คน, กกต., และศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งวุฒิสภาและศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ส่วนกกต.มีอำนาจในการสั่งเปลี่ยนนโยบายของพรรคการเมืองก่อนการเลือกตั้ง เพื่อให้สอดคล้องกับความคิดของทหารอนุรักษ์นิยม
  4. ระบบการเลือกตั้งและจัดจำนวนสส. ให้ประโยชน์กับพรรคขนาดกลางอย่างพรรคประชาธิปัตย์
  5. มีการห้ามไม่ให้พรรคการเมืองเสนอนโยบายที่เป็นประโยชน์กับคนจน ที่พวกสลิ่มเรียกว่า “ประชานิยม”
  6. การแก้รัฐธรรมนูญฉบับทหารอันนี้ ถ้ายึดตามกติกาของผู้ร่าง เกือบจะไม่มีโอกาสแก้ได้เลย แต่พวกทหารเผด็จการฉีกรัฐธรรมนูญตามอำเภอใจ โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญปี ๔๐ ที่ประชาชนมีส่วนในการร่างมากที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย
  7. ถ้าเทียบกับรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ แล้วจะเห็นว่ามีการลดความสำคัญของสิทธิเสรีภาพของประชาชน
  8. มีการทำลายมาตรฐานการบริการพลเมืองโดยรัฐ โดยเฉพาะในเรื่องสาธารณสุข พูดง่ายๆ มีการเสนอนโยบายที่ทำลายระบบบัตรทอง หรือที่เคยเรียกกันว่า “30 บาทรักษาทุกโรค”
  9. ในเรื่องการศึกษา มีการตัดสิทธิ์เรียนฟรีในระดับ ม.ปลาย

ดังนั้นประเทศของเรากำลังเดินถอยหลังไปสู่ระบบประชาธิปไตยครึ่งใบภายใต้ตีนทหาร

เราจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร? ประวัติศาสตร์ไทยและต่างประเทศสอนให้เรารู้ว่าถ้าประชาชนจะปลดแอกตนเองจากเผด็จการ ต้องมีการสร้างขบวนการเคลื่อนไหวของมวลชนที่รักประชาธิปไตยพร้อมกับการสร้างพรรคมวลชนของคนธรรมดา เช่นกรรมาชีพกับเกษตรกรรายย่อย ไม่มีผู้ใหญ่ที่ไหนที่จะยกสิทธิเสรีภาพให้เรา แต่ในขณะนี้แกนนำเสื้อแดงและทักษิณได้แช่แข็งขบวนการเสื้อแดงจนหมดสภาพไปแล้ว ดังนั้นเราต้องเริ่มต้นใหม่ในการสร้างขบวนการประชาธิปไตย

ประเด็นถกเถียงกับ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล และ แอนดรู  แม็กเกรเกอร์ มาร์แชลล์ ในงานเสวนานี้

เพื่อความยุติธรรมต่อ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล และ แอนดรู  แม็กเกรเกอร์ มาร์แชลล์ กรุณาไปค้นโดยตรงว่าเจ้าตัวทั้งสองมีความเห็นอย่างไรครับ…

  1. เรื่อง “อำนาจ” กษัตริย์ภูมิพล ผมเสนอมาตลอดว่ากษัตริย์ภูมิพลไม่มีอำนาจสั่งการอะไรและเป็นแค่เครื่องมือของทหาร ยิ่งกว่านั้นกษัตริย์ภูมิพลเป็นคนที่ไม่มีความกล้าที่จะพูดหรือเสนออะไรเอง มักคล้อยตามกระแสผู้มีอำนาจจริงเช่นทหารเสมอ [ดู http://bit.ly/2s0KHd4 ]ตรงนั้นหลายคนเริ่มเห็นด้วยมากขึ้น ส่วน สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เสนอว่าต้องมอง “อำนาจ” กษัตริย์ภูมิพลในลักษณะที่ไม่ใช่อำนาจสั่งการใคร และไม่ใช่อำนาจที่จับต้องได้ แต่เป็นอำนาจในลักษณะลัทธิความคิดที่ได้รับการยอมรับในสังคม แต่ผมมองว่าการพูดแบบนี้มันนามธรรมและเป็นการพูดลอยๆ พิสูจน์อะไรไม่ได้ จับต้องไม่ได้ และในที่สุดไม่มีความหมายเลย ผมนิยามว่าเป็นทฤษฏี “อำนาจแบบไสยศาสตร์” ต่างโดยสิ้นเชิงกับแนวคิดวิทยาศาสตร์ที่ติดดินและจับต้องได้ ผมมองว่าสมศักดิ์ เสนอความคิดแบบนี้เพราะไม่สามารถให้ตัวอย่างอำนาจกษัตริย์ภูมิพลเป็นรูปธรรม แต่ต้องการเชื่อต่อไปว่ามีอำนาจ สมศักดิ์มีจุดอ่อนในการปกป้องข้อเสนอของเขาเพราะนอกจากจะพิสูจน์อะไรเป็นรูปธรรมไม่ได้แล้ว ยังโจมตีผมแบบส่วนตัวว่า “ไม่เข้าใจสังคมไทย” ในทำนองที่ชวนคนมองว่าผมไม่ใช่คนไทยแท้ทำนองนั้น ซึ่งเป็นการโจมตีที่ไม่ตรงกับสภาพชีวิตผมที่เติบโตในไทยและมีพ่อเป็นคนไทย และมีลักษณะแบบเหยียดเชื้อชาติผมอีกด้วย มันไม่ใช่ข้อถกเถียงที่ใช้ปัญญาเลย

  1. สมศักดิ์เสนอว่าในสังคมไทยเริ่มมีความเห็นร่วมกันทั้งสังคมที่เชิดชูกษัตริย์ภูมิพล ตั้งแต่พฤษภา 35 และให้เหตุผลว่าคนเชื้อสายจีนในเมืองต้องการพิสูจน์ความเป็นไทยและการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมร่วมกับคนไทย คนจีนจึง “ต้องการสิ่งที่จะยึดมั่นได้” และนี่คือที่มาของอำนาจกษัตริย์ ซึ่งถ้าจริงก็คงมีอำนาจแบบ “อำนาจแบบไสยศาสตร์” ลอยๆ ในเวลาแค่สิบกว่าปีเองก่อนป่วยและหมดสภาพ แต่ปัญหาของแนวคิด สมศักดิ์ นี้คือ เขามองแค่สังคมคนชั้นกลาง มองข้ามคนส่วนใหญ่ในสังคมที่เป็นกรรมาชีพไทย คนลาว คนล้านนา คนเขมร คนมาลายู ฯลฯ ซึ่งไม่ได้ต้องการพิสูจน์อะไรแบบนั้น พูดง่ายๆ คือสำหรับ สมศักดิ์ ชนชั้นกลาง ซึ่งผมมองว่าเป็นสลิ่มต้านประชาธิปไตย เป็นกลุ่มคนที่สำคัญที่สุด ยิ่งกว่านั้นการที่มีกระแสเชิดชูกษัตริย์หลังปี 35 นั้นมันเกี่ยวกับการที่ พคท. ล่มสลายไปและแนวคิดการเมืองพคท. และแนวคิดซ้ายอ่อนลงมากกว่าอะไรอื่น มันเป็นชัยชนะทางความคิดชั่วคราวในสงครามจุดยืนที่กรัมชี่เคยพูดถึงมากกว่า และมันเป็นความพยายามของชนชั้นปกครองที่จะทำลายแนวคิดซ้ายในยุคที่เปิดกว้างให้มีการเลือกตั้งและประชาธิปไตย

 

  1. สมศักดิ์เสนอมานานแล้วว่าเสื้อเหลืองกับเสื้อแดงควรเลิกด่ากัน เพื่อสร้างฉันทามติร่วมที่ยอมรับกันได้เกี่ยวกับประชาธิปไตย เขาพูดเหมือนกับว่ามวลชนทั้งสองฝ่ายด่ากันเหมือนคนเชียร์ทีมฟุตบอลที่เป็นคู่แข่งกันเท่านั้น นี่เป็นมุมมองที่ไร้ประเด็นการเมืองโดยสิ้นเชิง เพราะความแตกแยกระหว่างเหลืองกับแดงมันมีพื้นฐานจากจุดยืนต่อนโยบายรัฐบาลทักษิณที่ช่วยยกระดับคนจนด้วยระบบสาธารณสุขถ้วนหน้า และการลงทุนเพื่อพัฒนาชีวิตคนชนบทและคนจนในเมือง โดยที่รัฐบาลสมัยนั้นมองว่าพลเมืองทุกคนควรมีหุ้นส่วนในการพัฒนาชาติ ไม่ใช่แค่คนรวยและคนชั้นกลาง ดังนั้นฉันทามติร่วมทางการเมืองคงไม่มีทางเกิดได้ และในทุกประเทศทั่วโลกก็มีความคิดที่ขัดแย้งกันเสมอในเรื่องท่าทีต่อความเหลื่อมล้ำและนโยบายเศรษฐกิจการเมือง ในเรื่องนี้ สมศักดิ์ ไม่ให้เกียรติมวลชนในขบวนการเคลื่อนไหวเสื้อแดงว่าคิดเองเป็นและไม่ใช่แค่ขี้ข้าทักษิณ และสมศักดิ์ไม่เคยมองว่าขบวนการมวลชนมีความสำคัญในการเปลี่ยนสังคม ในอดีตเขาเคยวิจารณ์ผมที่ลงไปทำงานกับกรรมาชีพไทยด้วย

  1. ในความเห็นผม ทั้ง สมศักดิ์ และ แอนดรู แม็กเกรเกอร์ มาร์แชลล์ หมกมุ่นกับนายวชิราลงกรณ์ โดยที่ แอนดรู มองว่า “ใครๆ ก็รู้ว่าสั่งถอนหมุดคณะราษฏร์” ทั้งๆ ที่ไม่มีหลักฐานอะไรเลย[ดู http://bit.ly/2oVf9Uu และ http://bit.ly/2quNSZx ] แอนดรู แสนอว่าคนไทยจำนวนมาก “ไม่เคยยอมรับการปฏิวัติ 2475” ซึ่งขัดกับหลักฐานประวัติศาสตร์ (กรุณาอ่านหนังสือของ ณัฐพล ใจจริง) และเขาอธิบายว่า “ความเป็นไทย” ทำให้คนไทยพร้อมจะหมอบคลาน ซึ่งไม่ตรงกับความจริงเกี่ยวกับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยหลายๆ รอบที่คนไทยเข้าร่วม ในแง่หนึ่งมันดูถูกพลเมืองไทยจำนวนมาก  แต่นั้นคงไม่ใช่เจตนา ส่วนการที่ สมศักดิ์ หมกมุ่นกับ วชิราลงกรณ์ และภูมิพล นำไปสู่การมองแต่พวกเจ้าเพื่อความสนุก จนไม่มีความกระตือรือร้นที่จะเสนอแนวทางการล้มเผด็จการทหาร และมรดกเผด็จการอย่างเป็นรูปธรรมเลย และไม่สนใจการจัดตั้งขบวนการเคลื่อนไหวเลย การมองแต่เรื่องเจ้าๆ ทำให้คนอัมพาต โดยเฉพาะเวลาเชื่อว่าเจ้ามีอำนาจ เพราะมองไม่ออกว่าจะล้มอย่างไร ต่างโดยสิ้นเชิงกับคนที่กำลังพยายามเคลื่อนไหวในไทยทุกวันนี้ เพื่อคัดค้านทหารในเรื่องปากท้องและเรื่องรูปธรรมหลายๆ เรื่อง ทั้งนี้เพื่อเป้าหมายการสร้างกระแสล้มเผด็จการ

 

ทั้งหมดนี้เป็นการถกเถียงทางการเมืองระหว่างสามคนที่ต้องการเห็นประชาธิปไตยเกิดขึ้นในประเทศไทย หวังว่าที่นำเสนอให้อ่านครั้งนี้จะช่วยชวนให้ท่านผู้อ่านคิดต่อและมีความเห็นของตนเอง