Tag Archives: เผด็จการทหาร

การต่อสู้ในรัฐสภาหรือการหวังพึ่งกฏหมายถึงทางตันแล้ว

ใจ อึ๊งภากรณ์

สำหรับนักเคลื่อนไหวก้าวหน้า การตัดสินยุบพรรคอนาคตใหม่โดยศาลเตี้ยไทยที่รับใช้เผด็จการ ไม่ใช่สิ่งที่น่าแปลกใจ แต่สำหรับเพื่อนพลเมืองที่รักประชาธิปไตยจำนวนมาก ที่เคยมีความหวังกับการสู้ภายในระบบ มันน่าจะพิสูจน์ว่าความหวังที่จะปฏิรูประบบการเมืองไทยผ่านโครงสร้างทางการ เช่นรัฐสภา มันถึงทางตันโดยสิ้นเชิง

เผด็จการรัฐสภาของแก๊งประยุทธ์กับพรรคพวก มันงอกมาจากการทำรัฐประหารด้วยกระบอกปืน มันไม่เคยเป็นประชาธิปไตย และกติกาต่างๆ ที่เผด็จการมันร่างขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระบบเลือกตั้งเทียม การคำนวณจำนวนสส. การแต่งตั้งวุฒิสภา การแต่งตั้งศาลเตี้ย การใช้กฏหมายปิดปากเสรีภาพ หรือการให้อำนาจต่างๆ กับทหารเพื่อสืบทอดอำนาจไปอีกนาน ล้วนแต่มีวัตถุประสงค์ที่จะฟอกเผด็จการให้ดูเหมือนมีความชอบธรรม

แต่เผด็จการประยุทธ์ไม่เคยมีความชอบธรรมตั้งแต่ต้น ดังนั้นการที่ใครจะไป “เคารพ” คำตัดสินของศาล หรือ “เคารพ” กฏหมายของเผด็จการ ก็เหมือนไปกราบไหว้หมาขี้เรื้อน

944902_1252013448161903_1049020342358851826_n

ทั้งๆ ที่ผมไม่เห็นด้วย ผมเข้าใจความรู้สึกของคนที่รักประชาธิปไตยจำนวณมากที่เคยอยากเห็นการปฏิรูปไปสู่ประชาธิปไตยที่อาศัยการใช้รัฐสภาหรือกฏหมายเพื่อหลีกเลี่ยงการต่อสู้นอกสภาหรือบนท้องถนน แต่มันหมดข้อแก้ตัวแล้วที่จะหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้

ในแง่หนึ่ง การที่พรรคอนาคตใหม่และฝ่ายประชาธิปไตยที่ยังไม่พร้อมจะลงถนน ได้เข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งและระบบรัฐสภาภายใต้กติกาเผด็จการ แต่จบแบบนี้ มันพิสูจน์อย่างชัดเจนว่ามันไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการต่อสู้ด้วยขบวนการเคลื่อนไหวนอกรัฐสภาที่พร้อมจะฝืนกฏหมายเผด็จการ มันจึงให้ความชอบธรรมสูงสุดกับการต่อสู้แบบนี้

ในขณะที่กระแสความไม่พอใจของประชาชนจำนวณมากมันกำลังมาแรง นักเคลื่อนไหว ทั้งภายในพรรคอนาคตใหม่และนอกระบบพรรค จะต้องใช้โอกาสนี้ในการสร้างขบวนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่ยิ่งใหญ่ และแกนนำพรรคอนาคตใหม่เคยเรียกให้พลเมืองออกมาประท้วงครั้งหนึ่งแล้ว และได้ผล ถ้าเขาไม่ออกมาเรียกร้องให้ประชาชนประท้วงหลังจากที่พรรคถูกยุบครั้งนี้ ต้องถือว่าเขาก่ออาชญากรรมกับความฝันที่จะมีระบบประชาธิปไตยในไทย

4190D50EC0C44B17B899CBDA14848B21

ถ้าไม่มีการปลุกระดมให้คนออกมาต่อสู้ ทั้งบนท้องถนน ในมหาวิทยาลัย หรือในสถานที่ทำงาน กระแสความไม่พอใจจะลดลงและในที่สุดหายไปท่ามกลางความหดหู่ และมันจะเป็นการยอมจำนนโดยสิ้นเชิง

คิดดูครับ มันทำรัฐประหาร มันสืบทอดอำนาจ มันโกงระบบเลือกตั้ง มันเป็นรัฐบาลต่อหลังเลือกตั้ง และมันยังรุกไปยุบพรรคฝ่ายค้านอีก เราจะยังก้มหัวอีกหรือ?

ไม่ว่าแกนนำพรรคอนาคตใหม่จะออกมาปลุกระดมการต่อสู้ และสร้างขบวนการเคลื่อนไหวอันยิ่งใหญ่หรือไม่ นักต่อสู้คนธรรมดา ทั้งในและนอกพรรค จะต้องไม่รอคอยให้คนใหญ่คนโตทำอะไรให้ เราต้องสร้างเครือข่ายรากหญ้าของขบวนการประชาธิปไตยที่นำตนเองได้ เพื่อผลักดันการต่อสู้ไปข้างหน้าไม่ว่าแกนนำนักการเมืองจะทำอะไร และในกรณีที่นักการเมืองออกมาสู้ เครือข่ายรากหญ้านี้จะต้องเข้มแข็งและทำตัวเป็นพลังที่จะประกันไม่ให้มีการหักหลังประชาชนด้วยการประนีประนอมกับเผด็จการด้วย

FI-fists_0

ระบอบประชาธิปไตยอันมีกษัตริย์เป็นประมุข

ใจ อึ๊งภากรณ์

ในบริบทสังคมไทยประโยคนี้เป็นประโยคที่ขัดแย้งในตัวเอง เพราะทหารและพวกอภิสิทธิ์ชนกับนายทุนใช้สถาบันกษัตริย์ในการเบี่ยงเบนประชาธิปไตยมาอย่างต่อเนื่อง

ในประเทศตะวันตกการมีสถาบันกษัตริย์มีไว้เพื่อเน้น “ธรรมชาติ” ของระบบชนชั้นที่กดทับประชาชน แต่การต่อสู้เพื่อขยายพื้นที่ประชาธิปไตยโดยชนชั้นกรรมาชีพทำให้ชนชั้นปกครองในตะวันตกไม่สามารถทำให้กษัตริย์เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือใช้เป็นข้ออ้างในการทำลายประชาธิปไตยเหมือนในไทย

สถาบันกษัตริย์ไม่มีประโยชน์อะไรทั้งสิ้นสำหรับพลเมืองส่วนใหญ่ในไทยหรือในโลก ตรงกันข้ามมันเป็นปรสิตใหญ่ที่ใช้ทรัพยากรของประเทศเพื่อการเสพสุขของบุคคลที่ไม่เคยทำงาน ยิ่งกว่านั้นในไทยมันเป็นเครื่องมือราคาแพงเพื่อข่มพลเมืองให้เกรงกลัวการต่อต้านเผด็จการ อภิสิทธิ์ชน หรือนายทุน เพราะกลุ่มคนที่ปกครองเราโดยไม่ได้ผ่านการเลือกตั้งที่แท้จริง เช่นรัฐบาลปัจจุบัน หรือนายทุน มักจะต้องเกาะติดกับสถาบันกษัตริย์เพื่อให้ความชอบธรรมกับตนเองในการใช้อำนาจ

2019-05-04T072632Z-948315276-RC1EE0951570-RTRMADP-3-THAILAND-KING-CORONATION

ที่ตลกร้ายคือการสืบทอดตำแหน่งกษัตริย์ผ่านสายเลือด ทำให้ไทยมีประมุขปัญญาอ่อนโหดร้ายอย่างวชิราลงกรณ์ และชนชั้นปกครองเรามักชักชวนให้เรากราบไหว้ตัวปัญญาอ่อนนี้ในขณะที่พวกเขาเองเอบดูถูกสมเพศวชิราลงกรณ์ลับหลังเรา

จริงๆ แล้วราชวงศ์อังกฤษและในยุโรปก็มีตัวเหี้ยๆ พอๆ กับของไทย โดยเฉพาะสามีและลูกชายของราชินีอังกฤษ แต่สังคมด่าเขาได้

ใครๆ รู้ว่าวชิราลงกรณ์เป็นคนที่ไม่สมควรที่จะมีบทบาทอะไรในลักษณะการเป็นประมุข การเชิดชูส่งเสริมวชิราลงกรณ์ว่าเป็น “อัจฉริยะมนุษย์” อย่างที่ชนชั้นนำเคยทำในกรณีนายภูมิพล ทำไม่ได้เลย

อย่างไรก็ตามชนชั้นปกครองไทย โดยเฉพาะทหารคลั่งเจ้าที่เป็นฝ่ายขวาตกขอบ กำลังพยายามทำให้ความจงรักภักดีต่อ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีกษัตริย์เป็นประมุข” เป็นเครื่องมือบังคับให้เราก้มหัวให้ทหารเผด็จการ เหมือนที่เขาใช้ลัทธิชาตินิยมและมักกล่าวหาคนที่รักประชาธิปไตยว่าเป็นพวก “ชังชาติ” การพยายามทำลายพรรคอนาคตใหม่เป็นตัวอย่างที่ดี

สถาบันกษัตริย์ไม่ใช่สิ่งเดียวกับบุคคลที่เป็นกษัตริย์ แต่ในเวลาเดียวกันมันผูกพันกันอย่างใกล้ชิด เรื่องนี้อาจสร้างปัญญาให้กับทหารคลั่งเจ้าขวาตกขอบ เพราะเนื่องจากเขากลัวการล้มอำนาจทหารโดยประชาชน เขากำลังพยายามส่งเสริมฐานะของสถาบันกษัตริย์ในลักษณะของสถาบัน ในขณะที่เขาอยากให้เราลืมความเลวทรามของวชิราลงกรณ์ มันมีความขัดแย้งในตัว

img_20200127_184610_1-696x511

49449713792_049f54baa7_b

ความพยายามใช้ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีกษัตริย์เป็นประมุข” เป็นเครื่องมือบังคับให้เราก้มหัวให้ทหารเผด็จการ เป็นสิ่งที่อยู่เบื้องหลังการพยายามลบประวัติศาสตร์ของการปฏิวัติ ๒๔๗๕ ด้วยการรื้อถอนอนุสาวรีย์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ ๒๔๗๕

วิธีที่จะสู้กับแนวทางของพวกทหารคลั่งเจ้าขวาตกขอบ และทหารเผด็จการทั่วไป คือการปกป้องรักษาประวัติศาสตร์ของการต่อสู้ในไทยรวมถึง ๒๔๗๕ และการต่อสู้ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เรื่องอนุสาวรีย์อาจเป็นเรื่องรอง ถ้าเรารักษาประวัติศาสตร์ของฝ่ายเราได้ แต่เราก็ต้องพยายามต่อต้านการรื้อทิ้งอนุสาวรีย์อย่างหลักสี่หรือหมุดคณะราษฎร

การรักษาประวัติศาสตร์ของฝ่ายเราทำได้ด้วยประสิทธิภาพ ถ้าเราสร้างพรรคการเมืองของคนชั้นล่างและกรรมาชีพที่เน้นการศึกษาทางการเมือง อย่างที่พรรคคอมมิวนิสต์ไทยเคยทำ เพราะถ้าแค่รักษาประวัติศาสตร์ในแวดวงมหาวิทยาลัยมันจะไม่แพรากระจายสู่คนธรรมดา

Against Dictatorship

อีกสิ่งหนึ่งที่เราต้องทำอย่างต่อเนื่องคือการสร้างขบวนการมวลชนเพื่อขยายพื้นที่ประชาธิปไตยและไล่ทหารออกจากระบบการเมือง ต้องให้ความสำคัญกับกรรมาชีพมากกว่าชนชั้นกลาง และถึงแม้ว่าในสังคมเปิดกว้างคนส่วนใหญ่ไม่สามารถแสดงจุดยืนสนับสนุนระบอบสาธารณรัฐได้ แต่เราควรพูดถึงเรื่องนี้ในวงเล็กๆ เสมอ และที่สำคัญคือต้องรณรงค์ต่อต้านการใช้กฏหมาย112 หรือต่อต้านการพยายามใช้ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีกษัตริย์เป็นประมุข” เป็นเครื่องวัด “ความเป็นไทย” นอกจากนี้เราไม่ควรรีบไปแสดงความจงรักภักดีต่อระบบกษัตริย์ถ้าไม่จำเป็น เราต้องพยายามรักษาจุดยืนประชาธิปไตยในสถานการณ์ลำบาก

เราต้องพยายามพูดในที่สาธารณะว่าระบอบประชาธิปไตยมีหลานรูปแบบที่มีความชอบธรรม และทหาร ศาล หรือรัฐบาลปัจจุบัน ไม่มีความชอบธรรมในการผูกขาดว่าเราควรใช้ระบอบไหน

 

ประชาธิปไตยศักดิ์สิทธิ์กว่ากษัตริย์

ใจ อึ๊งภากรณ์

พวกไดโนเสาร์ที่เอะอะโวยวายจะใช้กฏหมายเถื่อน 112 กับพลเมืองผู้รักประชาธิปไตยตลอดเวลา ชอบอ้างว่ากษัตริย์เป็นสถาบันศักดิ์สิทธิ์ในขณะที่มันเหยียบย่ำสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกเสมอ การกล่าวหาผู้เผยแพร่รูปถ่าย “แฟลชม็อบ” #ไม่ถอยไม่ทน ที่สกายวอล์ก โดยพวกคลั่งเจ้า เป็นเพียงข้ออ้างในการคัดค้านการต้านเผด็จการของมวลชน

FUD

แท้จริงแล้วประชาธิปไตยต่างหากที่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ในขณะที่สถาบันกษัตริย์เป็นสิ่งอัปมงคลสำหรับสังคม แต่ทหาร ชนชั้นปกครอง และชนชั้นกลางฝ่ายอนุรักษ์นิยม มักจะทำลายประชาธิปไตยของเราในนามของกษัตริย์

แต่ไหนแต่ไร กษัตริย์เป็นสิ่งอัปมงคลสำหรับคนธรรมดาในสังคม ในยุคอดีต การที่กษัตริย์นำการต่อสู้ และรบในสงคราม ไม่ใช่เพื่อรักษาเสรีภาพของคนส่วนใหญ่แม้แต่นิดเดียว ในยุคศักดินากษัตริย์มันทำสงครามเพื่อแย่งชิงทรัพยากรสำคัญกับกษัตริย์ในเมืองอื่นๆ ทรัพยากรนี้คือมนุษย์ มีการกวาดต้อนคนเข้ามาเพื่อเป็นทาสเป็นไพร่ให้กับตนเองและพรรคพวก สรุปแล้วคนอย่างพระนเรศวร หรือกษัตริย์อื่นในยุคศักดินา ทำสงครามเพื่อแย่งคนมาขูดรีดบังคับให้ทำงานสร้างมูลค่าให้พวกมันเอง แต่พวกที่หลงเชื่อนิยายของชนชั้นปกครองจะมองว่าพวกที่กวาดต้อนคนมาขูดรีดได้มากที่สุดคือ “มหาราช”

สำหรับประชาชนธรรมดาในยุคนั้น เวลาพวกเจ้ายกทัพมาใกล้หมู่บ้านตนเอง มันเป็นสิ่งน่ากลัว เพราะจะแย่งคนไปเป็นเมียน้อยหรือทาส และทำลายสภาพชีวิตของชาวบ้าน ชาวบ้านจะมักจะหนีเข้าป่า

พอเข้าสู่ยุคทุนนิยมในสมัยรัตนโกสินทน์ การขูดรีดประชาชนเริ่มเปลี่ยนไปจากการบังคับแรงงานไปเป็นการขูดรีดทางการเงิน กษัตริย์ตั้งตัวเป็นนายทุนใหญ่และขูดรีดมูลค่าส่วนเกินจากแรงงาน โดยจ่ายค่าจ้างน้อยกว่ามูลค่าที่คนงานผลิต นอกจากนี้มีการรีดไถเกษตรกรผ่านการเก็บค่าเช่าที่ดินที่กษัตริย์ประกาศว่า “เป็นของตนเอง” และมีการรีดไถพ่อค้าแม่ค้าและคนอื่นด้วยการเก็บภาษี

มูลค่าที่กษัตริย์สะสมมา ไม่ได้นำไปพัฒนาสังคมแต่อย่างใด แต่ใช้ในการสร้างความสุขให้กษัตริย์และพรรคพวก นี่คือสาเหตุที่คณะราษฎร์ต้องเร่งสร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์กับประชาชน เช่นโรงเรียน และเร่งพัฒนาสังคม หลังการปฏิวัติ๒๔๗๕

ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง หลังจากที่กษัตริย์หมดอำนาจทางการเมือง สถาบันกษัตริย์ถูกใช้เพื่อเป็นเครื่องมือสำหรับเผด็จการทหารและนายทุน การสร้างกษัตริย์ให้เป็น “กาฝากในคราบสิ่งศักดิ์สิทธิ์”สำหรับชนชั้นปกครองในยุคภูมิพล กระทำไปเพื่อให้พลเมืองธรรมดาหลงคิดว่ามันเป็นเรื่อง “ธรรมชาติ” ที่บางคนเกิดสูงบางคนเกิดต่ำ แต่ในความเป็นจริงมันเป็นแค่ “ธรรมชาติของโจร” เท่านั้น

บทบาทกษัตริย์ในยุคภูมิพลกลายเป็นเรื่องตลกร้าย เพราะภูมิพลไม่เคยกล้าทำอะไรเพื่อปกป้องประชาธิปไตยหรือพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชนเลย ภูมิพลไร้ความสามารถที่จะเป็นผู้นำ เขาเป็นคนอ่อนแอที่กลายเป็นเครื่องมือเบ็ดเสร็จของเผด็จการ และยังหน้าด้านสอนให้พลเมือง “รู้จักพอเพียง” ในขณะที่ตนเป็นบุคคลที่รวยที่สุดในประเทศ และความร่ำรวยดังกล่าวมาจากการขูดรีดประชาชนไทยและการฉวยโอกาสได้ประโยชน์จากยุคเผด็จการด้วย แต่ทหารเผด็จการและนายทุนเชิดชูให้กาฝากภูมิพลเป็น “คนดี” และเป็น “มหาราช”

เราทราบดีว่าภูมิพลไม่เคยทำอะไรที่เป็นประโยชน์อย่างจริงจังกับประชาชน เพราะแค่มาตรการในห้าปีแรกของรัฐบาลทักษิณก็ทำให้ประชาชนชื่นชม และฝ่ายรักเจ้าเริ่มไม่พอใจ อิจฉาริษยาทักษิณ แต่ทักษิณไม่ใช่เทวดา เขาเป็นนักการเมืองนายทุน และต้องการใช้สถาบันกษัตริย์เพื่อประโยชน์ตนเองด้วย

thaiking-728x486ก
วชิราลงกรณ์ทำลายภาพลักษณ์ของสังคมไทย

พอถึงยุค วชิราลงกรณ์ สถานภาพของสถาบันกษัตริย์ตกต่ำที่สุดอันเนื่องมาจากพฤติกรรมของวชิราลงกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมต่อสตรี หรือการกอบโกยทรัพย์สินเพิ่มเติมโดยไม่รู้จักพอ วชิราลงกรณ์ กลายเป็นตัวตลกในสื่อทั่วโลก และเป็นที่เกลียดชังในหมู่คนไทยที่กล้าคิดเองจำนวนมาก

การใช้กฏหมาย 112 ขัดกับหลักสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน แต่การใช้ 112 กับอดีตกษัตริย์ที่ตายไปแล้วยิ่งกลายเป็นเรื่องเหลวไหล อีกหน่อยการวิจารณ์พระเจ้าเหาคงเป็นเรื่องผิดกฏหมาย!!

Republic

เราไม่ควรยอมให้เผด็จการรัฐสภายุบพรรคอนาคตใหม่ และในขณะเดียวกันเราไม่ควรยอมให้ใครโดนกฏหมาย 112 อีกต่อไป กฏหมายนี้ต้องถูกยกเลิกเพื่อสร้างประชาธิปไตย

“เข้าทางเผด็จการ” ข้ออ้างของคนที่ไม่อยากเปลี่ยนสังคม

ใจ อึ๊งภากรณ์

เมื่อไม่นานมานี้ คารม พลพรกลาง ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่ เป็นคนล่าสุดที่พูดทำนองว่าการเคลื่อนไหวนอกรัฐสภาหรือบนท้องถนนจะเป็นการ “เข้าทางเผด็จการ” ดังนั้นพรรคอนาคตใหม่จะไม่สร้างขบวนการมวลชนแบบนั้น และก่อนหน้านี้จะมีหลายคนพูดในแนวนี้เหมือนกัน ทั้งหมดก็เพื่อคัดค้านการสร้างขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อล้มเผด็จการรัฐสภาชุดปัจจุบันของประยุทธ์

แต่ในโลกจริง การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงทั้งไทยและต่างประเทศ มาจากการเคลื่อนไหว และการนัดหยุดงาน ไม่เคยมาจากการเล่นละครในรัฐสภาภายใต้กติกาเผด็จการ

จะขอยกตัวอย่างรูปธรรมมาจากปีที่ผ่านมา

ที่เลบานอนการประท้วงของมวลชนที่สามัคคีกลุ่มเชื้อชาติศาสนา ประสพความสำเร็จในการกดดันให้นายกรัฐมนตรี ซาอีด ฮ่รีริ ลาออกและสร้างวิกฤตให้กับรัฐบาลและชนชั้นปกครองที่ผูกขาดแช่แข็งระบบการเมือง นี่หรือคือการเคลื่อนไหวที่ “เข้าทางเผด็จการ” ?

f7ef7923de30459bba3228c2f8a88069_18
ประท้วงที่เลบานอน “เข้าทางเผด็จการ” ?

ในซูดาน การประท้วงของมวลชนอย่างต่อเนื่องสามารถล้มเผด็จการของ อัล บาเชียร์ และกดดันให้คณะทหารที่เข้ามาแทนที่ยอมเจรจากับผู้แทนฝ่ายค้าน ยอมเสนอแนวทางไปสู่การสร้างสันติภาพและประชาธิปไตย และเมื่อสัปดาห์ที่แล้วพรรคการเมืองของอดีตหัวหน้าเผด็จการ อัล บาเชียร์ ก็ถูกยุบ นอกจากนี้กฏหมายความมั่นคงที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือของเผด็จการก็ถูกยกเลิกไป นี่หรือคือการเคลื่อนไหวที่ “เข้าทางเผด็จการ” ?

download-0
ประท้วงที่ซูดาน “เข้าทางเผด็จการ” ?

ที่แอลจีเรีย หลังจากมวลชนออกมาประท้วงและมีการนัดหยุดงานของกรรมาชีพ โดยเฉพาะกรรมาชีพในภาครัฐ ซึ่งรวมอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ ชนชั้นปกครองแอลจีเรียถูกบังคับให้เขี่ยประธานาธิบดีเผด็จการ บูเตฟลิกา ผู้นำที่ประชาชนเกลียดชัง ออกจากตำแหน่ง หลังจากนั้นก็สัญญาว่าจะมีการเลือกตั้ง แต่มวลชนไม่เชื่อว่าการเลือกตั้งที่จัดขึ้นโดยชนชั้นปกครองเดิมและทหารในเดือนนี้จะเป็นการเลือกตั้งเสรี จึงมีการประท้วงอย่างต่อเนื่องเพื่อกดดันให้รัฐบาลลาออกและทหารถอนตัวออกจากการเมือง นี่หรือคือการเคลื่อนไหวที่ “เข้าทางเผด็จการ” ?

_109496398_algeriacrowds
ประท้วงที่แอจีเรีย “เข้าทางเผด็จการ” ?

ในประเทศเอกวาดอร์ การประท้วงของมวลชนที่ไม่พอใจกับนโยบายรัดเข็มขัดของรัฐบาลตามแผนไอเอ็มเอฟ สามารถบังคับให้รัฐบาลหนี้ออกจากเมืองหลวงและยกเลิกนโยบายดังกล่าว  นี่หรือคือการเคลื่อนไหวที่ “เข้าทางเผด็จการ” ?

PA-46149521.max-760x504
ประท้วงที่เอกวาดอร์ “เข้าทางเผด็จการ” ?

ผมไม่ได้เสนอว่าเราควรเคลื่อนไหวแบบโง่ๆ “หัวชนฝา” โดยไม่คำนึงถึงสถานการณ์และความพร้อมของมวลชน แต่คนที่ตอบโต้ผมแบบปัญญาอ่อนว่าผมควรจะกลับไทยเพื่อนำการเคลื่อนไหวนั้น เป็นคนที่ไม่สนใจความจริงว่าผมในฐานะผู้ลี้ภัย 112 จะโดนจับทันทีที่เข้าประเทศ และที่สำคัญที่สุดคือพวกนี้ไม่มีข้อเสนออะไรในรูปธรรมเพื่อล้มเผด็จการ คือไม่เสนอทางเลือกอื่นที่ต่างจากการสร้างขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม สรุปแล้วเราต้องยอมจำนน

_109611660_859054da-32fb-443d-92d5-fd9d8c637b8c
อิรัก การประท้วงเดือนนี้สามารถไล่นายกรัฐมนตรีให้ลาออกได้ “เข้าทางเผด็จการ” ?

ทั่วโลกในขณะนี้มีขบวนการมวลชนที่ลงถนนเพื่อล้มรัฐบาลหรือกดดันให้มีการเปลี่ยนแปลง เช่นในชิลี ฮ่องกง สาธารณรัฐเช็ก เฮติ กินี อิหร่าน และล่าสุดมีประท้วงใหญ่และนัดหยุดงานที่ฝรั่งเศส และเรากำลังรอดูผล

แน่นอนในการเคลื่อนไหวทางการเมืองไม่มีหลักประกันอัตโนมัติว่าการต่อสู้จะชนะหรือไม่ถูกปราบ และไม่มีหลักประกันอัตโนมัติว่าชัยชนะของมวลชนจะเป็นชัยชนะถาวรถ้าไม่มีการเคลื่อนไหวที่เข้มแข็งต่อไปอย่างต่อเนื่อง แต่ประเด็นสำคัญคือ ไม่มีตัวอย่างรูปธรรมจากที่ไหนในโลกที่ระบอบเผด็จการถูกล้มหรือยกเลิกผ่านการเล่นละครในรัฐสภาภายใต้กติกาของเผด็จการ

_105677294_89beebc0-321d-4a57-8f5e-f320b98271d3
กาตาลูญญา

ตัวอย่างของข้อเสียของการ “รอให้เผด็จการตายเอง” และปฏิรูปผ่านรัฐสภา เห็นได้จากประเทศชิลีและสเปน เพราะในสองประเทศนี้รัฐธรรมนูญที่ได้มาจากกระบวนการนี้เป็นรัฐธรรมนูญยุคเผด็จการ ซึ่งตอนนี้มีการลุกฮือต่อต้านที่ชิลี และในสเปนชนชั้นปกครองพยายามใช้รัฐธรรมนูญเพื่อปราบปรามฝ่ายที่ชนะประชามติเพื่อสร้างประเทศอิสระใน กาตาลูญญา/คาทาโลเนีย พูดง่ายๆคือ กติกาเผด็จการที่ถูกฝังลึกในรัฐธรรมนูญหรือระบบการเมืองเป็นอุปสรรค์ในการสร้างประชาธิปไตยในภายหลัง

การเงียบเฉยและยอมจำนนต่างหากที่เข้าทางเผด็จการ

อ่านเพิ่ม

ซูดานกับแอลจีเรีย    https://bit.ly/36SxEj5

การลุกฮือของมวลชนทั่วโลก 2019 https://bit.ly/2OxpmVr

จากคาทาโลเนียถึงปาตานี https://bit.ly/2qgGE0U

ทำไมเราต้องหมอบคลานต่อกษัตริย์ทารก?

ใจ อึ๊งภากรณ์

พฤติกรรมของวชิราลงกรณ์ในสองอาทิตย์ที่ผ่านมา ที่มีการปลดเมียน้อยและมหาดเล็ก ไม่ใช่พฤติกรรมของคนที่มีวุฒิภาวะสมจะเป็นเป็นประมุข และไม่ใช่พฤติกรรมของคนที่เป็นผู้นำที่มีอำนาจ แต่มันแสดงถึงนิสัยเอาแต่ใจตัวเองในรูปแบบเด็กทารกเกเรของวชิราลงกรณ์ ทั้งๆ ที่เขาอายุถึง 67 ปี

ก่อนหน้านี้วชิราลงกรณ์ปลดอดีตเมียไปหลายคนและแสดงท่าทีแย่ๆ ต่อสตรีเหล่านี้ ต่อมาเมื่อขึ้นมาเป็นกษัตริย์ก็แต่งตั้งเมืยหลักและเมียน้อยในตำแหน่งเว่อร์ๆ ทั้งๆ ที่ผู้หญิงเหล่านั้นไม่มีความสามารถอะไรพิเศษนอกจากจะเป็นนางบำเรอให้วชิราลงกรณ์

ใครๆ ที่ตามข่าวอื้อฉาวของกษัตริย์ไทยคงจะนึกถึงภาพเด็กเล็กๆ ที่พยายามให้คนรอบข้างเอาแต่ใจตัวเองและอาละวาด โยนของเล่น เมื่อไม่ได้ดังใจ

cb01-temper-tantrum

ชนชั้นปกครองไทย โดยเฉพาะทหาร แต่รวมถึงภูมิพลผู้เป็นพ่อ สิริกิติ์ผู้เป็นแม่ และนายทุนกับนักการเมืองกระแสหลัก ได้มีส่วนร่วมในการเอาใจทารกวชืราลงกรณ์ตลอดชีวิตอันไร้ค่าของเขา จนทำให้กษัตริย์ทารกคนนี้ “เสียเด็ก”

กษัตริย์ทารกวชิราลงกรณ์แสดงความโลภและพยายามกวาดกองทุนต่างๆ เกี่ยวกับกษัตริย์ มาเป็นของตัวเองในลักษณะส่วนตัว และพยายามบังคับให้กองทหารหลายหน่วยมาดูแลตัวเขา แต่นั้นไม่ใช่อาการของคนที่มีอำนาจแท้ในสังคม มันเป็นอาการของเด็กทารกที่ต้องการของเล่นเพิ่ม เพราะอำนาจแท้ที่จะขัดใจวชิราลงกรณ์หรือปกครองประเทศอยู่ที่อิ่น คืออยู่กับทหารและนายทุน

2019-05-04T072632Z-948315276-RC1EE0951570-RTRMADP-3-THAILAND-KING-CORONATION

การเอาใจวชิราลงกรณ์ไม่ใช่เพราะเขามีอำนาจอะไรหรอก มันเป็นเพราะพวกทหารและฝ่ายเผด็จการอื่นๆ มองว่าสถาบันกษัตริย์ใช้เป็นเครื่องมือเพื่อกล่อมเกลาให้พลเมืองก้มหัวให้ชนชั้นปกครอง และยอมรับความเหลื่อมล้ำทางอำนาจและเศรษฐกิจ ที่ฝังลึกอยู่ในสังคมไทย พูดง่ายๆ กษัตริย์เป็นเครื่องมือของทหารและนายทุน (ดู https://bit.ly/2GcCnzj )

คนที่มีอำจาจจริงในสังคมมักจะไม่ทำตัวเป็นเด็กทารกเกเรที่เอาแต่ใจตนเองอย่างเปิดเผย คนที่มีอำนาจจริงในสังคมคงจะมีวุฒิภาวะในการนำทั้งๆ ที่อาจเป็นคนชั่ว คนที่มีอำนาจทางการเมืองคงเข้าใจเรื่องการสร้างภาพที่ช่วยครองใจประชาชน และคนที่มีอำนาจจริงจะไม่อาศัยในต่างประเทศเป็นหลัก เพราะต้องคอยคุมและรักษาอำนาจของตนเอง

ในยุคสงครามเย็นการอ้างถึงกษัตริย์เป็นส่วนหนึ่งของลัทธิที่ใช้ต่อต้านแนวสังคมนิยมที่ต้องการสร้างความเท่าเทียม ในยุคปัจจุบันมันกลายเป็นข้ออ้างในการทำรัฐประหารและการแทรกแซงการเมืองและสังคมโดยทหาร สาเหตุเข้าใจได้ง่าย เพราะกองทัพไม่มีความชอบธรรมอะไรในเรื่องประชาธิปไตย และความยุติธรรม หรือการพยายามสร้างสังคมที่ก้าวหน้า ทันสมัย และเท่าเทียม ซึ่งเรื่องเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับพลเมืองไทยจำนวนมาก กองทัพไม่มีความชอบธรรมในการปลดแอกประเทศเหมือนในประเทศเพื่อนบ้าน และกองทัพไทยมีประวัติอันยาวนานในการปราบปรามประชาชน กองทัพจึงต้องใช้กษัตริย์เป็นเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรม และต้องคอยรณรงค์ส่งเสริมกษัตริย์

โดยทั่วไปแล้วการเชิดชูสถาบันกษัตริย์แบบนี้ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในประเทศอื่นที่ยังมีสถาบันล้าหลังอันนี้ แต่ในประเทศยุโรปจะไม่ทำโดยทหารเผด็จการเพราะพลเมืองมีการต่อสู้เพื่อขยายพื้นที่ประชาธิปไตยมานาน ในไทยพลเมืองก็สู้เพื่อขยายพื้นที่ประชาธิปไตยเช่นกัน แต่สิ่งที่ขาดไปคือการต่อสู้ทางการเมืองของชนชั้นกรรมาชีพที่สามารถเน้นเรื่องความเท่าเทียมทางชนชั้นบ้าง และกดดันให้ฝ่ายชนชั้นนายทุนยอมแบ่งอำนาจบางส่วนให้คนธรรมดาเพื่อสร้างเสถียรภาพสำหรับรัฐนายทุนและระบบขูดรีด ในไทยกระแสทางการเมืองและการจัดตั้งทางการเมืองของชนนชั้นกรรมาชีพยังอ่อนแอเกินไป ดังนั้นลัทธิที่เน้นอภิสิทธิ์ของคนชั้นสูงยังมีอิทธิพลสูงในสังคมเรา

สภาพเช่นนี้เปลี่ยนได้ถ้าเราสร้างพรรคการเมืองที่มีฐานอำนาจในหมู่ชนชั้นกรรมาชีพ และสร้างขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมนอกรัฐสภา

แต่ภาพที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้ของสังคมไทยหลังการทำรัฐประหารและการสร้างเผด็จการรัฐสภา คือภาพของระบบการเมืองที่ชำรุด คือภาพของรัฐสภาที่ไร้ความหมาย คือภาพของสังคมที่เต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำ คือภาพของสังคมที่ถูกแช่แข็งไม่ให้พัฒนาไปในลักษณะสมัยใหม่ …. และเป็นภาพที่ผู้มีอำนาจบังคับและชวนให้เราไปหมอบคลานต่อกษัตริย์ทารก

อ่านเพิ่ม https://bit.ly/36rj3KS  และ   https://bit.ly/2Lptg4d

 

อียิปต์ ประชาชนเริ่มหายกลัว

ใจ อึ๊งภากรณ์

การประท้วงเพื่อขับไล่ประธานาธิบดีนายพล เอล์ซิซี ที่เกิดขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมาในเมืองไคโร อะเล็กซานเดรีย และสุเอซ เป็นแสงสว่างท่ามกลางความมืดมัวที่ปกคลุมประเทศอียิปต์มาตั้งแต่ปี 2013 หลังจากที่การปฏิวัติลุกฮือ “อาหรับสปริง” ถูกทำลายโดยกองทัพ

7431bdc60584405eafdb3b144857fc1c_18

ในเมืองมาฮาลา ซึ่งเป็นเมืองที่มีย่านอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ก็มีการประท้วงเช่นกัน มาฮาลา เคยเป็นศูนย์กลางการประท้วงของกรรมาชีพที่ล้มมูบารัคใน“อาหรับสปริง”

ตั้งแต่กรกฏาคมปี 2013 เมื่อกองทัพไฮแจ๊กการประท้วงที่ต่อต้านประธานาธิบดี มูรซี่ จากพรรคมุสลิม และก่อรัฐประหารเพื่อตั้งคณะทหารเผด็จการ ตามด้วยการเลือกตั้งนายพล เอล์ซิซี หัวหน้ากองทัพ เป็นประธานาธิบดีท่ามกลางความสับสนของประชาชน รัฐบาลได้จับนักโทษการเมืองเข้าคุก 40,000 คน และฆ่าประชาชนกว่า 3000 คน นอกจากนี้ประชาชนหลายร้อยคนก็ “หายไป”

77937380100387640360no
ทรราชอียิปต์ได้รับคำชมจากประธานาธิบดีสหรัฐ

ปัจจุบันนี้อียิปต์มีรัฐบาล “เผด็จการรัฐสภา” ไม่ต่างจากไทย เพราะกองทัพใช้กลไกต่างๆ เพื่อโกงการเลือกตั้ง แต่ข้อแตกต่างจากไทยคือตอนนี้เริ่มมีการชุมนุมของมวลชนบนท้องถนนท่ามกลางการปราบปรามอย่างโหดร้ายของทหาร ที่ใช้ทั้งก๊าซน้ำตา กระสุนยาง และกระสุนจริง

combo-egypt-protest-politics_9c9ab2e4-ddea-11e9-a910-fb95b571a1f5

สิ่งที่จุดประกายการลุกฮือครั้งนี้ในอียิปต์ คือการใช้อินเตอร์เน็ดและโซเชียลมีเดีย เพื่อเปิดโปงการคอรรับชั่นของประธานาธิบดีนายพล เอล์ซิซี  โดยนักธุรกิจชื่อ มูฮัมหมัด อาลี ที่ลี้ภัยอยู่ต่างประเทศ มีการปลุกระดมให้คนออกมาประท้วง

แต่เบื้องหลังความโกรธแค้นของประชาชนที่นำไปสู่การลุกฮือครั้งนี้คือสภาพเศรษฐกิจ และการขาดสิทธิเสรีภาพโดยสิ้นเชิง

Protests-break-out-in-Egypt-calling-for-Sisis-removal

รัฐบาล “เผด็จการรัฐสภา” ของทหารอียิปต์ ได้ใช้นโยบายรัดเข็มขัดตามแนวเสรีนิยมสุดขั้วขององค์กร ไอเอ็มเอฟ มาตั้งแต่ปี 2016 ผลคือประชาชนหนึ่งในสามมีสถานภาพต่ำกว่าเส้นความยากจน คือมีรายได้น้อยกว่า US$1.40 ต่อวัน

เนื่องจาก มูฮัมหมัด อาลี เคยเป็นนักธุรกิจที่ร่วมมือกับเผด็จการทหารแล้วแตกแยกกับพวกนั้น วัตถุประสงค์ของเขาคงจะไม่ใช่เพื่อสร้างประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพให้กับคนส่วนใหญ่ แต่วิดีโอที่เขาโพสต์ในอินเตอร์เน็ด กลายเป็นชนวนที่ทำให้คนตัดสินใจที่จะออกมาประท้วง

5f9e5-revsoa2statement

“องค์กรสังคมนิยมปฎิวัติอียิปต์” ได้ออกแถลงการณ์ชื่นชมความกล้าหาญของประชาชนที่ออกมาประท้วง และตั้งข้อสังเกตว่าประชาชนเริ่มหายกลัว แต่ที่สำคัญคือประชาชนจะต้องจดจำบทเรียนจากการลุกฮือคราวที่แล้ว โดยเฉพาะตอนที่มีการขับไล่ประธานาธิบดี มูรซี่ เพราะในสถานการณ์แบบนี้มักจะมีคนฉวยโอกาสยึดอำนาจ แทนที่อำนาจจะตกอยู่ในมือประชาชน สิ่งที่ควรจะเป็นเป้าหมายสำคัญในการประท้วงครั้งนี้คือการผลักดันให้ทหารออกจากรัฐบาลและการเมืองโดยสิ้นเชิง ไม่ใช่แค่ขับไล่นายพล เอล์ซิซี คนเดียว

สองปีหลังการลุกฮือ “อาหรับสปริง” ประธานาธิบดี มูรซี่ จากพรรคมุสลิม ปกครองประเทศแต่ไม่ทำอะไรเพื่อเปลี่ยนระบบ และหันไปจับมือกับทหารและสหรัฐอเมริกา ประชาชนจำนวนมากจึงออกมาแสดงความไม่พอใจกับรัฐบาลในปี 2013 แต่ในยุคนั้นประชาชนจำนวนมากถูกหลอกให้ไว้ใจกองทัพ ซึ่งในที่สุดก็ยึดอำนาจและหมุนนาฬิกากลับไปสู่ยุคเผด็จการก่อนปี 2011

คราวนี้มวลชนไม่ควรไว้ใจใครที่มาจากกลุ่มอำนาจเก่าหรือกลุ่มนักธุรกิจ ประชาชนต้องนำตนเองจากรากหญ้า แต่ต้องมีการจัดตั้งทางการเมืองเพื่อสร้างการนำและเป้าหมายที่ชัดเจน ไม่ใช่ปล่อยให้มีแต่การลุกฮือตามธรรมชาติที่ไร้การจัดตั้ง

พวกเราในประเทศไทยที่กำลังต้านเผด็จการรัฐสภาของประยุทธ์ควรศึกษาสิ่งที่เกิดขึ้นในอียิปต์และที่อื่นอย่างดี และไม่หลงเชื่อว่าการค้านรัฐบาลในรัฐสภา หรือการตั้งความหวังกับ “ผู้ใหญ่” หรือนักธุกิจ จะนำไปสู่การสร้างสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย

อ่านเพิ่ม https://bit.ly/2m88j1w  และ  https://bit.ly/2l6NZgJ

รัฐประหาร ๑๙ กันยา ทำลายความก้าวหน้าของสังคมไทย

ใจ อึ๊งภากรณ์

รัฐประหาร ๑๙ กันยา ๒๕๔๙ เป็นจุดเริ่มต้นของการแช่แข็งสังคมไทย และการทำลายความก้าวหน้าที่คนจำนวนมากเคยหวังว่าจะเกิดขึ้นหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐

ในช่วง 13 ปีที่ผ่านมา มีการหมุนนาฬิกากลับสู่ความหล้าหลังของเผด็จการทหาร และมีการเสียเวลา เสียโอกาส ที่จะพัฒนาสังคมไทยให้ทันสมัยและมีความเป็นธรรม เราเสียโอกาสที่จะสร้างรัฐสวัสดิการ เราเสียโอกาสที่จะเพิ่มการมีส่วนร่วมของพลเมือง เราเสียโอกาสที่จะพัฒนาระบบการศึกษา และเราเสียโอกาสที่จะพัฒนาโครงสร้างสาธารณูปโภคและการคมนาคม และสภาพเช่นนี้ยังดำรงอยู่ทุกวันนี้ภายใต้เผด็จการรัฐสภาของประยุทธ์

19 กย

ใครบ้างในไทยมีส่วนในการทำลายความก้าวหน้าของสังคม?

แนวร่วมเผด็จการอนุรักษ์นิยมที่สนับสนุนการทำรัฐประหาร ๑๙ กันยา ๒๕๔๙ ประกอบไปด้วย ทหาร ข้าราชการชั้นสูง องค์มนตรี นักการเมืองจากพรรคประชาธิปัตย์  พวกเจ้าพ่อทางการเมือง พวกนายทุนใหญ่ และนายธนาคารหลายส่วน โดยที่แนวร่วมนี้มักอ้างความชอบธรรมโดยพูดถึงการปกป้องสถาบันกษัตริย์

กษัตริย์ภูมิพลเป็นเครื่องมือของคนกลุ่มนี้มานานและไม่เคยปกป้องประชาธิปไตยกับเสรีภาพ แต่ภูมิพลไม่เคยมีอำนาจทางการเมืองของตัวเอง

นอกจากนี้พวกที่สนับสนุนการทำลายสังคมผ่านการทำรัฐประหาร มีพวกสลิ่มชนชั้นกลางและกลุ่มเอ็นจีโอหลายกลุ่ม

สิ่งที่แนวร่วมเผด็จการอนุรักษ์นิยมนี้ไม่พอใจคือ การขึ้นมาเป็นรัฐบาลของไทยรักไทยที่เปลี่ยนแปลงสถานการณ์ทางการเมือง โดยที่ไทยรักไทยทำสัญญาทางสังคมกับประชาชนว่าจะมีนโยบายที่เป็นประโยชน์กับประชาชนเป็นรูปธรรม เช่นนโยบาย “สามสิบบาทรักษาทุกโรค” นโยบาย “กองทุนหมู่บ้าน” และนโยบายที่พักหนี้เกษตรกร ซึ่งรัฐบาลไทยรักไทยนำมาทำจริงๆ หลังจากที่ชนะการเลือกตั้ง เป้าหมายของไทยรักไทยคือการพัฒนาเศรษฐกิจกับสังคมไทย เพื่อให้ประเทศไทยแข่งขันในเวทีโลกได้ โดยเฉพาะหลังวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้งปี ๒๕๔๐ และรัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลแรกที่มองว่าคนจนควรจะเป็น “ผู้ร่วมพัฒนา” โดยไม่มองว่าคนจนเป็น “ภาระ” หรือเป็น “คนโง่” สรุปแล้ว ไทยรักไทย สามารถทำแนวร่วมประชาธิปไตยกับประชาชนส่วนใหญ่ และครองใจประชาชนส่วนใหญ่ที่เป็นคนจน ผ่านนโยบายที่จับต้องได้ อย่างไรก็ตาม พรรคไทยรักไทย ไม่ใช่พรรคสังคมนิยม หรือพรรคของคนจนหรือกรรมาชีพ เพราะเป็นพรรคของนายทุนใหญ่ และเป็นพรรคที่มองว่าทุนนิยมไทยจะได้ประโยชน์จากการดึงประชาชนส่วนใหญ่เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นทางเศรษฐกิจ

นโยบายเศรษฐกิจของ ไทยรักไทย คือนโยบาย “คู่ขนาน” (Dual Track) ที่ใช้เศรษฐศาสตร์แนวเคนส์ (Keynesianism) ในระดับรากหญ้า คือใช้งบประมาณของรัฐกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างงานในระดับหมู่บ้านหรือชุมชน และใช้นโยบายตลาดเสรี (Neo-liberalism) ในระดับชาติ เช่นการเซ็นสัญญาค้าเสรีและการพยายามแปรรูปรัฐวิสาหกิจ แต่ถึงแม้ว่าแนวเศรษฐกิจแบบนี้เคยมีการใช้ในประเทศอื่นในยุคต่างๆ และไม่ใช่อะไรที่ประดิษฐ์ใหม่ และเป็นนโยบายที่พยายามแก้ปัญหาจากการที่เศรษฐกิจชะลอตัวและธนาคารต่างๆ ไม่ยอมปล่อยกู้ นักวิชาการอนุรักษ์นิยมของไทยจำนวนมากไม่เข้าใจหรือจงใจไม่เข้าใจ และประกาศว่ารัฐบาลใช้แนวเศรษฐกิจ “ระบอบทักษิณ”  (Taksinomics) เหมือนกับว่านายกทักษิณเป็นคนบ้าที่เสนอนโยบายเพ้อฝันแบบแปลกๆ เพื่อประโยชน์ส่วนตน

แนวร่วมเผด็จการอนุรักษ์นิยม เคยชินมานานกับการมีอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจ ผ่านเครือข่าย “ผู้มีอิทธิพลนอกรัฐธรรมนูญ” เช่นทหาร องค์มนตรี เจ้าพ่อ และนายทุนใหญ่ หรือผ่านระบบการเลือกตั้งที่ใช้เงินซื้อเสียงอย่างเดียว โดยไม่มีการเสนอนโยบายอะไรเป็นรูปธรรม และไม่มีการให้ความสนใจกับคนจนแต่อย่างใด เช่นกรณีนักการเมืองพรรคประชาธิปัตย์ หรือพรรคชาติไทย เป็นต้น พวกนี้ไม่พอใจที่ทักษิณและไทยรักไทยมีอำนาจทางการเมืองผ่านสัญญาทางสังคมกับประชาชนส่วนใหญ่ เขาไม่พอใจที่รัฐบาลมีการนำกิจการใต้ดินหลายอย่างมาทำให้ถูกกฎหมาย เขาไม่พอใจที่มีการใช้งบประมาณรัฐเพื่อประโยชน์ประชาชน แทนที่จะทุ่มเทงบประมาณเพื่อทหาร และคนชั้นสูงอย่างเดียว ดังนั้นเขาและนักวิชาการอนุรักษ์นิยมที่สนับสนุนเขา มักจะวิจารณ์นโยบายรัฐบาลว่า “ขาดวินัยทางการคลัง” ตามนิยามของพวกกลไกตลาดเสรีที่เกลียดชังสวัสดิการรัฐ แต่ในขณะเดียวกันเวลาพวกนี้มีอำนาจก่อนและหลังรัฐบาลทักษิณ เขาไม่เคยมองว่าการเพิ่มงบประมาณทหาร “ขาดวินัยทางการคลัง” แต่อย่างใด

วัฒนธรรมดั้งเดิมของชนชั้นปกครองไทย คือ “วัฒนธรรมคอกหมู” ที่มีการร่วมกันหรือพลัดกันกินผลประโยชน์ที่มาจากการขยันทำงานของประชาชนชั้นล่างล้านๆ คน พวกอำมาตย์อนุรักษ์นิยมเคยชินกับระบบนี้ เขาเคยชินกับรัฐบาลพรรคผสมที่อ่อนแอและมีการพลัดเปลี่ยนรัฐมนตรีเพื่อพลัดกันกิน พวกที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งก็เคยชินกับการใช้อิทธิพลนอกรัฐธรรมนูญในการร่วมกินด้วย เขาจึงไม่พอใจและเกรงกลัวเวลานายทุนใหญ่ที่เป็นนักการเมืองอย่าง ทักษิณ ชินวัตร สามารถครองใจประชาชนและเริ่มมีอำนาจสูงกว่าอภิสิทธิ์ชนคนอื่นๆ โดยใช้กระบวนการประชาธิปไตย ดังนั้นเราต้องเข้าใจว่า เวลาพวกอนุรักษ์นิยม คนชั้นกลาง หรือพันธมิตรฯเสื้อเหลือง พูดถึง “การคอร์รับชั่น”  “การผูกขาดอำนาจและผลประโยชน์” “การมีผลประโยชน์ทับซ้อน” หรือ “การใช้อำนาจเกินหน้าที่” ของทักษิณ เขาไม่ได้พูดถึงการเอารัดเอาเปรียบประชาชนธรรมดาที่มีมานาน หรือการที่ประชาชนไม่เคยมีส่วนร่วมเท่าที่ควร หรือการโกงกินของนักการเมืองทุกพรรค หรือของทหาร เขาหมายถึงปัญหาเฉพาะหน้าของพวกอภิสิทธิ์ชนที่เริ่มถูกเขี่ยออกจากผลประโยชน์ในคอกหมูมากกว่า นี่คือสาเหตุที่เขาทำรัฐประหาร เขาอยากหมุนนาฬิกากลับไปสู่ยุค “ประชาธิปไตยคอกหมู” ก่อนวิกฤติเศรษฐกิจปี ๒๕๓๙ นั้นเอง การปฏิกูลการเมืองภายใต้เผด็จการประยุทธ์ก็เป็นเช่นนี้

ความไม่พอใจของแนวร่วมเผด็จการอนุรักษ์นิยม ที่ก่อตัวขึ้นมาเพื่อทำลายรัฐบาลไทยรักไทย ไม่สามารถนำไปสู่การคัดค้านไทยรักไทยด้วยวิธีประชาธิปไตยได้ เพราะถ้าจะทำอย่างนั้นสำเร็จ พวกนี้จะต้องตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาที่เสนอประโยชน์กับคนจนมากกว่าที่ไทยรักไทยเคยเสนออีก คือต้องเสนอให้เพิ่มสวัสดิการและเร่งพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของคนส่วนใหญ่ ด้วยการเพิ่มงบประมาณรัฐและการเก็บภาษีจากคนรวย นโยบายดังกล่าวเป็นนโยบายที่แนวร่วมเผด็จการอนุรักษ์นิยม เกลียดชังอย่างถึงที่สุด เพราะพวกนี้เป็นพวกคลั่งนโยบายเสรีนิยมกลไกตลาดสุดขั้ว หรือนโยบาย “มือใครยาวสาวได้สาวเอา” ดังนั้นเขาจึงหันมาเกลียดชังอำนาจการลงคะแนนเสียงของพลเมืองส่วนใหญ่ และตัดสินใจว่ามีทางเดียวเท่านั้นที่จะจัดการกับรัฐบาลไทยรักไทย คือต้องทำรัฐประหาร และมีการพยายามโกหกว่า “ประชาชนที่เลือกรัฐบาลทักษิณเป็นคนโง่ที่ขาดการศึกษา”

FI-fists_0

ตราบใดที่เราไม่รื้อฟื้นขบวนการเคลื่อนไหวของมวลชนเพื่อประชาธิปไตย ที่นำโดยพลเมืองระดับรากหญ้าและกรรมาชีพ เพื่อสร้างอำนาจประชาชนนอกรัฐสภา เราจะไม่มีทางหลุดพ้นจากความหล้าหลังที่มาจากรัฐประหาร ๑๙ กันยา