Tag Archives: เหยียดเชื้อชาติ

ต้นกำเนิดปัญหาการค้ามนุษย์อยู่ที่นโยบายรัฐไทย

ใจ อึ๊งภากรณ์

เราควรเข้าใจว่าคดีการค้ามนุษย์ชาวโรฮิงญาที่พึ่งมีการตัดสินลงโทษคนจำนวนหนึ่ง เมื่อเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา ไม่ใช่แค่การกระทำของทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่รัฐ และนักการเมืองมาเฟียเท่านั้น แต่เป็นปัญหาที่ใหญ่กว่านั้นเพราะมีต้นกำเนิดจากนโยบายของรัฐไทย

ภาพจากเนชั่นทีวี

ในรายละเอียดเกี่ยวกับคดีนี้ การที่พล.ท.มนัส คงแป้น ซึ่งเป็นอดีตเจ้าหน้าที่ผู้ทรงคุณวุฒิของหน่วยทหารพิเศษภายใต้ กอ.รมน. เป็นจำเลยสำคัญ ทำให้เราต้องตั้งคำถามว่ามีนายทหารและนายตำรวจระดับสูงอีกกี่คนที่เกี่ยวข้องหรืออย่างน้อยรับรู้เรื่องนี้ มีคนภายในรัฐบาลเผด็จการกี่คนที่เกี่ยวข้องและรับรู้แต่ไม่ทำอะไร? และอย่าลืมว่าเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2558 พล.ต.ต. ปวีณ พงศ์สิรินทร์ หัวหน้าชุดสอบสวนในคดีนี้ ต้องหลบหนีไปขอหลี้ภัยในออสเตรเลีย เพราะถูกเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลขู่ฆ่า

ตลอดเวลาที่คดีดำเนินอยู่ พยานต่างๆ ถูกข่มขู่ โดยที่เจ้าหน้าที่รัฐไม่ปกป้องใคร โดยเฉพาะพยานชาวโรฮิงญา และการให้การของพล.ท.มนัส เป็นการให้การลับ ที่อ้าง “ความมั่นคง” เป็นสาเหตุ ประเด็นคือเจ้าหน้าที่รัฐกับศาลต้องการปกปิดอะไร?

ในภาพรวมเรื่องต้นกำเนิดของการค้ามนุษย์ ในประการแรกเราต้องดูบทบาทของ กอ.รมน. ที่รับผิดชอบในการปฏิบัติการ “ผลักดันและส่งต่อ” ผู้หลี้ภัยชาวโรฮิงญา เพื่อส่งเพื่อนมนุษย์หลายพันชีวิตไปตายหรือเป็นเหยื่อกลางทะเล นี่คือนโยบายโหดร้ายที่สุดที่ไร้ความเมตตา หรือความเคารพต่อเพื่อมนุษย์โดยสิ้นเชิง

แนน่อนนโยบายชาตินิยมแย่ๆ ของรัฐบาลพม่า ภายใต้การนำของอองซานซูจี ที่กอดคอกับอำนาจเผด็จการทหารพม่า มีส่วนสำคัญในการขับไล่ชาวโรฮิงญาออกจากพม่า แต่นั้นไม่ควรเป็นข้อแก้ตัวสำหรับคนไทย

สิ่งที่อยู่เบื้องหลังนโยบาย “ผลักดันและส่งต่อ”  คือการที่รัฐไทยไม่เคยยอมรับสภาพผู้หลี้ภัยของคนจากประเทศอื่นเลย รัฐบาลไทยไม่ยอมเซ็นสัญญาระหว่างประเทศของสหประชาชาติปีค.ศ. 1951 ที่ว่าด้วยสถานภาพผู้หลี้ภัย และรัฐบาลไทยไม่มีกฏหมายเพื่อคุ้มครองเพื่อนมนุษย์ที่หนีเข้ามาในไทยเพราะถูกรังแกและข่มขู่ ดังนั้นผู้ลี้ภัยจำนวนมาก ถ้าไม่ถูดผลักออกไปตาย ก็จะถูกกักไว้ในค่าย โดยไม่มีสิทธิในการเลี้ยงชีพ และไม่มีโอกาสที่จะอยู่ในไทยอย่างถาวรหรือโอนสัญชาติเป็นพลเมืองไทยได้เลย

สภาพเช่นนี้เป็นโอกาสทองสำหรับอาชญากรที่ต้องการหากำไรจากการค้ามนุษย์ หรือการรีดไถเงินจากคนที่โชคร้ายจนต้องหนีออกจากประเทศของตนเอง

มันเป็นเรื่องที่พลเมืองไทยทุกคนที่รักความเป็นธรรม มองว่าตนเองมีศีลธรรม หรือเป็นชาวพุทธ จะต้องอับอายขายหน้าในท่าทีของรัฐไทย

และอย่าลืมว่ามีคนไทยผู้รักประชาธิปไตยจำนวนหนึ่ง ที่อาศัยสัญญาระหว่างประเทศของสหประชาชาติปีค.ศ. 1951 เพื่อลี้ภัยจากเผด็จการ เพื่อไปอยู่อย่างปลอดภัยในต่างประเทศ และในที่สุดก็ได้สัญชาติของประเทศเหล่านั้นด้วย

แต่ในภาพรวมเรื่องมันยังโยงไปถึงภาพกว้างของลัทธิการเมืองชาตินิยมด้วย การที่ชนชั้นปกครองไทยโดยเฉพาะทหารเผด็จการ แต่รวมถึงรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งด้วย คอยพยายามล้างสมองพลเมืองไทยให้ “รักชาติ” ตลอดเวลา มีผลในการสร้างบรรยากาศของการเหยียดเชื้อชาติอื่น มันเป็นลัทธิที่ชวนให้เรารักชาติของชนชั้นปกครอง แทนที่เราจะรักเพื่อนมนุษย์ที่เป็นทั้งคนไทยและคนเชื้อชาติอื่นๆ

อย่างไรก็ตามการ “ล้างสมอง” ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ชนชั้นปกครองทำได้ เพราะพลเมืองธรรมดาไม่โง่ และที่สำคัญคือ ถ้ามีกลุ่มคนที่กล้าเถียงกับหรือคัดค้านแนวคิดกระแสหลักของชนชั้นปกครอง พลเมืองธรรมดาจจะต้องคิดต่อและเลือกข้าง ปัญหาคือในไทย กลุ่มการเมือง ขบวนการเคลื่อนไหว หรือสหภาพแรงงาน ไม่ค่อยมีการให้ความสำคัญกับการต้านลัทธิชาตินิยมเท่าที่ควร

ปัญหานี้ไม่ใช่แค่เรื่องของผู้หลี้ภัยด้วย มันมีผลต่อการปฏิบัติของรัฐไทยต่อแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน คือรัฐไทยใช้นโยบายข่มขู่ ดูถูก ปราบ และออกนโยบายในการขึ้นทะเบียนแรงงานจากประเทศอื่น เพื่อให้เขาอยู่ในสภาพที่ไร้ความมั่นคงเสมอ เป้าหมายคือให้แรงงานเหล่านั้นถูกขูดรีดเอารัดเอาเปรียบง่ายขึ้น เราเห็นตัวอย่างล่าสุดดจากกฏหมายแรงงานข้ามชาติของเผด็จการทหาร

ประเด็นสำคัญที่พลเมืองไทยควรเข้าใจคือ ตราบใดที่คนส่วนใหญ่ในประเทศ ไม่คัดค้านการเหยียดเชื้อชาติ หรือการไม่เคารพสิทธิของผู้ลี้ภัย คนไทยจะยังเป็นทาสของชนชั้นปกครองต่อไป และไม่สามารถสู้เพื่อปลดแอกตนเองได้ เพราะยังงมงายอยู่ในลัทธิชาตินิยมล้าหลัง ที่สอนให้เราจงรักภักดีต่อชนชั้นปกครอง

 

Advertisements

“ประชานิยม” ถ้อยคำอคติของชนชั้นกลาง

ใจ อึ๊งภากรณ์

ในยุคนี้ทั่วโลกมีการใช้คำว่า “ประชานิยม” หรือ Populism โดยเฉพาะเวลากล่าวถึงนักการเมืองฝ่ายขวาที่เหยียดเชื้อชาติ สีผิว และศาสนาอิสลาม ตัวอย่างเช่น ประธานาธิบดีทรัมพ์ในสหรัฐ พรรคฟาสซิสต์ในฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ และออสเตรีย หรือพรรคอิสรภาพสำหรับสหราชอาณาจักร (UKIP) ในอังกฤษ

สองนักการเมืองฟาสซิสต์จากฝรั่งเศสกับเนเธอร์แลนด์
อดีตหัวหน้าพรรค UKIP

“ประชานิยม” ที่มีการพูดถึงในยุคนี้จะถูกเรียกว่า “ประชานิยมฝ่ายขวา”

เมื่อไม่นานมานี้มีการใช้คำว่า “ประชานิยม” เพื่อกล่าวถึงพรรคไทยรักไทยและนโยบายของทักษิณ และทั้งๆ ที่รัฐบาลทักษิณไม่ได้ถูกเรียกว่าใช้นโยบาย “ประชานิยมฝ่ายขวา” แต่การใช้คำว่า “ประชานิยม” ในไทยมีส่วนคล้ายกับการใช้คำนี้ในตะวันตกในปัจจุบัน

ส่วนคล้ายที่ผมอยากจะยกมาอธิบายคือ คำว่า “ประชานิยม” นี้ในทั้งสองกรณี เป็นคำที่ปัญญาชนหรือนักวิชาการชนชั้นกลางใช้เพื่อดูถูกคนธรรมดา โดยเฉพาะกรรมาชีพและคนจน มันเป็นคำที่เต็มไปด้วยอคติของพวกที่มองว่าตัวเองฉลาดกว่า มีการศึกษามากกว่า และเข้าใจเศรษฐศาสตร์กับการเมืองมากว่าพลเมืองธรรมดา พวกนี้มองว่าชนชั้นกรรมาชีพกับคนจน ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของทุกสังคม เป็นคนโง่

ในกรณีไทย พวกนักวิชาการสลิ่มชนชั้นกลาง จะเล่านิยายว่าทักษิณ “ซื้อเสียง” ด้วยนโยบาย “ประชานิยม” ที่เป็นผลเสียต่อประเทศชาติ สำหรับพวกสลิ่มเหล่านี้การมีนโยบายสาธารณสุขถ้วนหน้าที่ทำให้พลเมืองทุกคนเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้เป็นครั้งแรก เป็นการเปลืองตัง การมีนโยบายสร้างงาน เป็นการใช้งบประมาณรัฐในทางที่ผิดและไร้วินัย การพยายามลดหนี้เกษตรกร เป็นการปล่อยให้ชาวไร้ชาวนาไม่ต้องรับผิดชอบฯลฯ ซึ่งความคิดอคติดังกล่าวสะท้อนความเห็นแก่ตัวทางชนชั้นของชนชั้นกลางและพวกชนชั้นสูง

ทุกวันนี้พรรคพวกของไอ้ยุทธ์มือเปื้อนเลือดกำลังออกแบบ “ยุทธศาสตร์ล้าหลังแห่งชาติ” เพื่อไม่ให้รัฐบาลในอนาคตใช้นโยบายที่เป็นประโยชน์สำหรับคนส่วนใหญ่ ซึ่งนับว่าเป็นการกีดกันคนธรรมดาออกจากการเมืองประชาธิปไตย พูดง่ายๆ พวกมันต้องการให้เราไม่มีทางเลือกอะไรในแง่ของนโยบายเมื่อมีการเลือกตั้ง

ในเรื่องประชานิยมนี้มันมีสองประเด็นที่น่ารักเกียจคือ ในประการแรกในระบบประชาธิปไตย พรรคการเมืองควรพยายามเสนอนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อพลเมืองส่วนใหญ่ และถ้าพลเมืองเหล่านั้นพึงพอใจและเทคะแนนให้พรรคนั้น มันก็เป็นส่วนสำคัญของกระบวนการประชาธิปไตย แต่พวกสลิ่มมองว่ารัฐบาลไม่ควรใช้เงินรัฐที่มาจากภาษีประชาชนในการพัฒนาชีวิตของคนส่วนใหญ่ สลิ่มมองว่ารัฐบาลควรเอาใจแค่ทหาร พวกในวัง คนรวย หรือชนชั้นกลางเท่านั้น อย่าลืมว่าไม่มีพวกนักวิชาการชนชั้นกลางคนไหนเลยที่โวยวายเวลารัฐบาลชวนเอาเงินประชาชนไปอุ้มหนี้เสียของธนาคารและบริษัทไฟแนนส์ ที่พวกชนชั้นกลางไปฝากเงินไว้ ในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง และไม่มีนักวิชาการสลิ่มออกมาวิจารณ์งบประมาณอันฟุ่มเฟือยไร้ประโยชน์ของทหารหรือพวกในวัง

ในประการที่สอง พลเมืองที่เทคะแนนให้พรรคการเมืองของทักษิณ ไม่ได้เป็นคนโง่ ไม่ได้ “เข้าไม่ถึงข้อมูล” และไม่ได้ถูกทักษิณซื้อแต่อย่างใด ตามที่สลิ่มและเอ็นจีโออ้าง มันเป็นการตัดสินใจบนพื้นฐานเหตุผล และถ้านโยบายต่างๆ ที่เขาสนับสนุนเป็นประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่ มันย่อมเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ เพราะเขาเป็นคนส่วนใหญ่ของชาติ

ในตะวันตกการพูดถึง “ประชานิยมฝ่ายขวา” ในยุคนี้ก็เป็นถ้อยคำที่เต็มไปด้วยอคติของปัญญาชนและนักวิชาการชนชั้นกลางเช่นกัน แน่นอนมันมีหลายส่วนของนโยบายของพวกฝ่ายขวาที่น่าเกลียดและเป็นพิษภัยต่อสังคม ซึ่งเราต้องประณามและต่อต้าน โดยเฉพาะนโยบายเหยียดเชื้อชาติ สีผิว เพศ และศาสนาอิสลาม มันเป็นแนวคิดที่สร้างความแตกแยกในหมู่ชนชั้นกรรมาชีพ และกดขี่ทำลายศักดิ์ศรีของคนที่ถูกมองว่าเป็นคน “ต่าง” หรือคน “ด้อย”

แต่บ่อยครั้งคำว่า “ประชานิยมฝ่ายขวา” ถูกใช้เพื่อให้ความหมายว่ากรรมาชีพและคนจน ไปหลงสนับสนุนนโยบายดังกล่าว เพราะพวกนี้โง่ ไร้การศึกษา และมีความคิดคับแคบ เช่นมีการเหมารวมว่าพลเมืองอังกฤษทุกคนที่ลงคะแนนเสียงเพื่อออกจากอียู รวมถึงผู้เขียนคนนี้ เป็นพวกเหยียดเชื้อชาติหมด มันมีการเหมารวมว่า ทรัมพ์ ชนะการเลือกตั้งในสหรัฐเพราะกรรมาชีพและคนจนเหยียดเชื้อชาติและกดขี่สตรี แต่คำอธิบายนี้เต็มไปด้วยเรื่องเท็จ

ในกรณีอังกฤษ การลงคะแนนเสียงเพื่อออกจากอียู เป็นการประท้วงชนชั้นปกครองจากทุกพรรคที่อยากอยู่ต่อในอียู มันเป็นการประท้วงนโยบายรัดเข็มขัดที่ทำลายชีวิตคนจำนวนมาก และที่น่าสังเกตคือนักการเมืองกระแสหลักทั้งฝ่ายสนับสนุน และฝ่ายต่อต้านอียู ร่วมกันใช้วาจาเหยียดเชื้อชาติพอๆ กัน ยิ่งกว่านั้นเวลาสำรวจความคิดเหยียดเชื้อชาติ จะพบว่าพวกสลิ่ม ชนชั้นกลางผู้ประกอบการรายย่อย และพวกคนชั้นสูง เป็นตัวดีที่เหยียดเชื้อชาติสีผิว ส่วนกรรมาชีพจะมีความคิดขัดแย้งในตัว คืออาจรับความคิดเหยียดเชื้อชาติจากสื่อ แต่ประสบการณ์สอนให้รู้ว่าต้องสามัคคีกับเพื่อนร่วมงานไม่ว่าจะเชื้อชาติอะไร

ทรัมพ์

ในสหรัฐการที่ทรัมพ์ชนะ เป็นเพราะกรรมาชีพคนจนเกลียดชังคนอย่างคลินตัน ซึ่งเป็นตัวแทนของนายทุนและชนชั้นปกครองที่ทำลายชีวิตเขาหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2008 คนเหล่านี้จึงไม่ค่อยออกไปใช้เสียงในวันเลือกตั้ง และส่วนหนึ่งอาจลงคะแนนให้ทรัมพ์เพื่อเป็นการประท้วง แต่นั้นไม่ได้แปลว่าคนจนล้าหลังคับแคบ ในความเป็นจริงประธานาธิบดีสหรัฐทุกคนมีนโยบายเลวๆ ที่ดูแลแต่คนรวยและขยันในการก่อสงคราม โอบามา เคยสร้างความหวังกับพลเมืองไม่น้อย แต่ในที่สุดคนส่วนใหญ่ต้องผิดหวัง เพราะโอบามาไม่ได้แก้ปัญหาความยากจน ไม่ได้เสนอรัฐสวัสดิการ และไม่ได้แก้ปัญหาของคนผิวดำ โดยเฉพาะในเรื่องการที่ตำรวจฆ่าวิสามัญคนผิวดำ

สรุปแล้วปรากฏการณ์ของสิ่งที่พวกปัญญาชนสลิ่มเรียกว่า “ประชานิยมฝ่ายขวา” มาจากการประท้วงของพลเมืองต่อสภาพสังคมที่พวก “ข้างบน” คอยกดทับชีวิตของเขาและไม่แคร์อะไรเลย พวกสลิ่มก็ไม่เคยสนใจสภาพความเป็นอยู่ของพลเมืองส่วนใหญ่ด้วย สาเหตุส่วนหนึ่งของกระแสฝ่ายขวามาจากการที่ฝ่ายซ้ายยังอ่อนแอเกินไปที่จะดึงคะแนนของพวกที่ไม่พอใจเพื่อไปในทางที่ก้าวหน้า ฝ่ายขวาที่เหยียดเชื้อชาติจึงสามารถฉวยโอกาสสร้างแพะรับบาปได้ แต่พวกสลิ่มก็ตัวดีในการด่าวิจารณ์ฝ่ายซ้ายอย่าง เบอร์นี แซนเดอร์ส ในสหรัฐ หรือ เจเรมี คอร์บิน ในอังกฤษ คือไม่ทำอะไรเลยเพื่อให้เกิดกระแสก้าวหน้า แค่สบายใจในการดูถูกคนจนเท่านั้น

คำว่า “ประชานิยม” ไม่ว่าจะในกรณีทักษิณ หรือกรณีพวกนักการเมืองฝ่ายขวาในตะวันตก เป็นคำที่ใช้เพื่อดูถูกคนส่วนใหญ่ของสังคม และมันปิดบังข้อเท็จจริงทางการเมืองหลายประการ ดังนั้นเราไม่ควรใช้อีกต่อไป

ถึงเวลาที่เราต้องสร้างกระแสปฏิเสธการเหยียดเชื้อชาติและศาสนา

ใจ อึ๊งภากรณ์

เมื่อวาน วันที่ 18 มีนาคม เป็นวันต้านการเหยียดเชื้อชาติสากล ในยุโรปและสหรัฐเริ่มมีการสร้างขบวนการต้านการเหยียดเชื้อชาติอย่างจริงจัง การเหยียดเชื้อชาติที่พูดถึงนี้รวมถึงการเหยียดศาสนาอิสลาม ซึ่งกลายเป็นวิธีแสดงอคติกับคนที่เชื้อชาติและสีผิวแตกต่างออกไป ขบวนการต้านการเหยียดเชื้อชาติที่กำลังสร้างขึ้นมาในหลายประเทศ เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะนักการเมืองฝ่ายขวาสุดขั้วกำลังฉวยโอกาสกับความไม่พอใจของพลเมืองจำนวนมากต่อ ระบบทุนนิยม นโยบายการรัดเข็มขัดที่มาจากวิกฤตทุนนิยม และการที่นักการเมืองกระแสหลักจากหลายพรรคไม่สนใจปัญหาของคนธรรมดา

ตัวอย่างของนักการเมืองฝ่ายขวาดังกล่าวในสหรัฐคือ ประธานาธิบดีทรัมพ์ และในยุโรปพรรคฟาสซิสต์กำลังมาแรงในฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ ออสเตรีย และที่อื่น แม้แต่นักการเมืองกระแสหลักที่ไม่ใช่ขวาสุดขั้ว ก็ถูกลากไปหรือฉวยโอกาสใช้วาจาเหยียดเชื้อชาติตามพวกฟาสซิสต์

สาเหตุสำคัญที่พวกนักการเมืองฝ่ายขวาเหล่านี้ฉวยโอกาสใช้วาจาเหยียดเชื้อชาติด้วยความสำเร็จ ก็เพราะมันเป็นวิธีการหาแพะรับบาปเพื่อโทษ “คนอื่น” ในเรื่องความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจและสังคม และเป็นวิธีเบียงเบนประเด็นจากผู้ร้ายตัวจริงและสาเหตุจริงของความเดือดร้อนดังกล่าว ผู้ร้ายตัวจริงคือพวกนายทุนและนักการเมืองของฝ่ายทุน ที่คอยผลักภาระจากวิกฤตเศรษฐกิจไปสู่ชนชั้นกรรมาชีพผู้ทำงาน  เพื่อเพิ่มกำไรให้กลุ่มทุน กดค่าแรง และหวังทำลายขบวนการแรงงานกับสวัสดิการที่มีอยู่ในสังคม นอกจากนี้การนำยาพิษแห่งการโทษ “คนต่าง” ผ่านลัทธิการเหยียดเชื้อชาติ เป็นวิธีหนึ่งที่สร้างความแตกแยกในหมู่พลเมืองผู้ทำงาน เพื่อหวังจะทำลายขบวนการแรงงานและขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมที่ก้าวหน้า

นี่คือสาเหตุที่การประท้วงประธานาธิบดีทรัมพ์ที่สหรัฐ และการเดินขบวนต้านการเหยียดเชื้อชาติในหลายเมืองใหญ่ของยุโรปมีความสำคัญยิ่ง เพราะเป็นวิธีคานกระแสยาพิษของพวกฝ่ายขวา และปูทางไปสู่การสร้างขบวนการต้านนโยบายรัดเข็มขัดและการทำลายรัฐสวัสดิการของฝ่ายขวาด้วย

ประท้วงที่กลาซโกสก็อตแลนด์
ประท้วงที่กรีซ
ประท้วงที่ลอนดอน

สำหรับพวกเราในประเทศไทย เราไม่ควรนิ่งนอนใจคิดว่าปัญหานี้เป็นปัญหาของคนในประเทศอื่น เพราะเมื่อเกิดการปราบปรามธรรมกาย ก็มีคนไม่น้อยที่ออกมาโทษคนมุสลิม เวลามีอาชญากรรมเกิดขึ้น รัฐและประชาชนไม่น้อยก็ออกมาโทษคนงานจากประเทศเพื่อบ้าน พลเมืองจำนวนมากในไทยไม่แคร์เรื่องชาวโรฮิงญา เวลาทหารฆ่าคนจากชนเผ่าก็มีการมองว่าพวกนี้ “ไม่ใช่คนไทย” และเป็นพวกค้ายาเสพติดทุกคน และเวลาเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงที่ปาตานี พลเมืองจำนวนมากก็จะพูดถึง “โจรใต้” แทนที่จะมองว่าทหารไทยระดับนายพลคือโจรตัวจริง

ชัยภูมิ ป่าแส นักกิจกรรมชาวลาหู่ ถูกทหารฆ่าวิสามัญ

อย่าลืมว่ามีพลเมืองชาวมุสลิมจำนวนมาก ที่ต่อต้านและเกลียดชังเผด็จการทหารที่ครองอำนาจอยู่ในสังคมเราทุกวันนี้ การที่มีกระแสเกลียดชังชาวมุสลิมจึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่จะทำให้กระแสต้านเผด็จการอ่อนแอ

คาร์ล มาร์คซ์ เคยตั้งข้อสังเกตว่าถ้ากรรมาชีพในประเทศหนึ่งไม่เลิกดูถูกคนจากประเทศอื่น เขาจะไม่มีวันปลดแอกตนเองได้ และเราอาจพูดได้ว่า ตราบใดที่คนไทยจำนวนมากยังเหยียดเชื้อชาติอื่นๆ คนไทยก็ย่อมเป็นทาสของเผด็จการและชนชั้นปกครองต่อไป และไม่มีวันปลดแอกตนเองกับสร้างเสรีภาพในสังคมได้

คนไทยจำนวนมากยังไม่เลิกใช้คำเหยียดหยามกับคนเชื้อชาติอื่น มีการใช้คำว่า “แขก” “ญวน” “ต่างด้าว” “ฝรั่ง” “ไอ้มืด” เป็นสันดาน และมีการดูถูกแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านโดยไร้จิตสำนึกโดยสิ้นเชิง

ประเด็นปัญหาสำหรับคนที่อยากปลดแอกตนเอง อยากเห็นประชาธิปไตยและเสรีภาพคือ มันมีสองขั้วความคิดในทุกสังคมทั่วโลก

ขั้วความคิดแรกเป็นแนวคิดที่มาจากชนชั้นปกครองและชวนให้เราจงรักภักดีต่อเขาภายใต้ลัทธิชาตินิยม ซึ่งในไทยรวมถึงลัทธิราชานิยมด้วย แนวคิดนี้ชวนให้เราหมอบคลานต่อเบื้องบน ไม่ว่าจะเป็น กษัตริย์ นายพลมือเปื้อนเลือด หรือ “ท่านผู้ใหญ่” และมันชวนให้เรามองว่าเรามีผลประโยชน์ร่วมกับผู้ที่กดขี่ขูดรีดเรา “เพราะเราเป็นคนไทยด้วยกัน” นี่คือที่มาของความคิดที่เหยียดเชื้อชาติอื่น มันเป็นแอกเพื่อควบคุมให้คนส่วนใหญ่เป็นไพร่

ขั้วความคิดที่สองเป็นแนวคิดที่เกิดจากจิตสำนึกทางชนชั้นของชนชั้นกรรมาชีพและคนชั้นล่างทั่วไป มันไม่ได้เกิดโดยอัตโนมัติ มันอาศัยอยู่ในสังคมได้เพราะมีการต่อสู้ และนักสังคมนิยมและนักสิทธิมนุษยชนมักจะทวนกระแสความคิดกระแสหลัก และเสนอแนวคิดประเภท “สามัคคีชนชั้นล่างข้ามเชื้อชาติ” ความคิดขั้วนี้จะปฏิเสธการรักชาติ แต่จะรักเพื่อนประชาชนแทน จะเสนอให้คนไทยธรรมดาสมานฉันท์กับคนเชื้อชาติอื่น และต่อสู้อย่างถึงที่สุดกับอำนาจเผด็จการของชนชั้นปกครอง เพื่อให้เราร่วมกันปลดแอกตนเองและสังคม

ถ้าเราเข้าใจตรงนี้ เราจะเห็นว่าตราบใดที่เรายังรักชาติของชนชั้นปกครอง และตราบใดที่เรามองว่าเราอยู่ข้างเดียวกับคนที่เหยียบหัวเรา เราไม่มีวันต่อสู้เพื่อเสรีภาพได้