Tag Archives: โลกร้อน

นักเคลื่อนไหวไทยควรร่วมต้านปัญหาโลกร้อน

ใจ อึ๊งภากรณ์

ในวันที่ 20 กันยายนปีนี้ นักสหภาพแรงงานในประเทศต่างๆ จะออกมาเคลื่อนไหวเพื่อต้านปัญหาโลกร้อนที่เกิดจากการเผาเชื้อเพลิงคอร์บอน เช่นถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซ

greta_finland_twitter

การประท้วงระดับโลกครั้งนี้เกิดจากการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องของนักศึกษาและคนหนุ่มสาวในรอบปีที่ผ่านมา คนที่มีชื่อเสียงในการจุดประกายเรื่องนี้คือสาวสวีเดนชื่อ เกรตา ธันเบิร์ก​ (Greta Thunberg) นักศึกษาในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยหลายแห่งในประเทศต่างๆ ได้เดินออกจากห้องเรียนในวันศุกร์ทุกเดือนเพื่อกดดันให้รัฐบาลต่างๆ ให้ความสำคัญกับวิกฤตโลกร้อนที่กำลังก่อตัวขึ้น ต่อมาก็เกิดการประท้วงใหญ่ที่ใช้วิธีสันติ เช่นการปิดถนน ขององค์กร Extinction Rebellion ในหลายประเทศ

exr2

เกรตาและพรรคพวกได้ประกาศเรียกร้องให้คนทำงานและผู้ใหญ่อื่นๆ “นัดหยุดงานทั่วไป” ในวันศุกร์ที่ 20 กันยายน เพื่อเป็นพลังสำคัญในการกดดันรัฐบาลและกลุ่มทุน ดังนั้นนักเคลื่อนไหว นักสหภาพแรงงาน และคนอื่นๆ กำลังเตรียมตัวประท้วงในวันนั้น สหภาพแรงงานบางกลุ่มในเยอรมัน อังกฤษ ออสเตรเลีย และประเทศอื่นๆ กำลังวางแผนเพื่อเดินออกจากสถานที่ทำงาน บางคนจะนัดหยุดงาน บางคนจะลาพักร้อน และบางคนอาจออกมาตอนพักเที่ยง ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในที่ทำงานต่างๆ และการออกมาประท้วงในวันที่ 20 กันยายน คงจะเป็นแค่จุดเริ่มต้นของการต่อสู้ที่จะใช้เวลา

D8Kz5kCXYAEjyZz

ในรอบหลายปีที่ผ่านมามีการประท้วงใหญ่ในประเทศต่างๆ ในเรื่องปัญหาโลกร้อน คนจำนวนมากในปัจจุบันเริ่มหูตาสว่างมากขึ้น และเข้าใจว่าปัญหาโลกร้อนเป็นปัญหาที่เกี่ยวโยงกับความยุติธรรมทางสังคมและผลประโยชน์ชนชั้น เพราะต้นสาเหตุของปัญหามาจากการกอบโกยกำไรโดยกลุ่มทุน และการที่รัฐบาลต่างๆ ปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มทุนเหล่านี้ ตัวอย่างที่ดีคือรัฐบาลของ ดอนัลด์ ทรัมป์ ในสหรัฐ ที่ปฏิเสธข้อสรุปของนักวิทยาศาสตร์ในเรื่องเชื้อเพลิงคาร์บอนกับปัญหาโลกร้อน นอกจากนี้ผลร้ายของโลกร้อนในด้านภูมิอากาศ เช่นพายุ น้ำท่วม อุณหภูมิที่สูงขึ้น หรือฝนแล้ง ล้วนแต่มีผลกระทบกับคนจนมากกว่าคนรวย

FlatMapStillFinal_nasa-e1549853874827

การแก้ปัญหาโลกร้อนคงจะมีผลกระทบกับกำไรกลุ่มทุนแน่นอน โดยเฉพาะกลุ่มทุนที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน ถ่านหิน หรือการประกอบรถยนต์ แต่มันสามารถสร้างงานให้คนทำงานได้ เช่นในเรื่องการผลิตวิธีปั่นไฟฟ้าจากลมหรือแสงแดด การสร้างทางรถไฟความเร็วสูงเพื่อเพิ่มการขนส่งมวลชนแทนรถยนต์ส่วนตัวหรือเครื่องบิน หรือผ่านการปรับบ้านเรือนและตึกทำงานให้ประหยัดพลังงานมากขึ้นเป็นต้น

ดังนั้นเราไม่สามารถแยกการเคลื่อนไหวเรื่องโลกร้อนออกจากการต่อสู้ทางชนชั้นได้ และยิ่งกว่านั้น ชนชั้นกรรมาชีพในประเทศต่างๆ มีพลังทางเศรษฐกิจที่สามารถกดดันให้มีการแก้ปัญหาอย่างจริงจังได้ผ่านการนัดหยุดงาน นี่คือความสำคัญของการที่เกรตาและพรรคพวกประกาศเรียกร้องให้มีการ “นัดหยุดงานทั่วไป” ในวันศุกร์ที่ 20 กันยายน

ปัญหาโลกร้อนเกิดจากการสะสมก๊าซในบรรยากาศโลกประเภทที่ปิดบังไม่ให้แสงอาทิตย์ถูกสะท้อนกลับออกจากโลกได้ ความร้อนจึงสะสมมากขึ้น ก๊าซหลักที่เป็นปัญหาคือคาร์บอนไดออคไซท์ (CO2) แต่มีก๊าซอื่นๆ ด้วย ที่สร้างปัญหา นักวิทยาศาสตร์คาดว่าก่อนที่จะมีการปฏิวัติอุตสาหกรรมในโลก ปริมาณ CO2 ในบรรยากาศมีประมาณ 280 ppm (ppm CO2 คือหน่วย CO2 ต่อหนึ่งล้านหน่วยของบรรยากาศ) แต่ปัจจุบันเพิ่มเป็น 385 ppm ซึ่งทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่ม 0.2 องศาทุกสิบปี

ผลคือน้ำแข็งในขั้วโลกเริ่มละลาย เกิดภูมิอากาศที่แปรปรวนอย่างหนัก ไฟไม้ป่าเพิ่มขึ้น ผลผลิตทางเกษตรลดลง และมีการสูญพันธ์ของสัตว์จำนวนมาก รวมถึงแมลงที่มีความสำคัญสำหรับการผสมเกสรดอกไม้ เพื่อให้มีการออกผล

3.1.1-Temperature-rise_1280x720

ในยุคนี้นักวิทยาศาสตร์ชั้นนำทั่วโลก เช่นจากองค์กรสากล IPCC ของสหประชาชาติ แนะนำว่าต้องมีการลดอัตราการผลิตก๊าซ CO2 อย่างเร่งด่วน ในปลายปี ๒๕๖๑ IPCC เสนอว่าเรามีเวลาแค่ 12 ปี ที่จะควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิดวิกฤตร้ายแรงที่สุด และ IPCC เตือนว่าต้องมีการเปลี่ยน “ระบบเศรษฐกิจ” อย่างถอนรากถอนโคน

ก๊าซ CO2 นี้ถูกผลิตขึ้นเมื่อมีการเผาเชื้อเพลิงคาร์บอน เช่นถ่านหิน น้ำมัน หรือก๊าซธรรมชาติ และแหล่งผลิต CO2 หลักๆ คือโรงไฟฟ้าที่เผาถ่านหิน/น้ำมัน/ก๊าซ และระบบขนส่งที่ใช้น้ำมัน โดยเฉพาะรถยนต์ส่วนตัวและเครื่องบิน

tnews_1558141107_1624

บางคนมักพูดว่า “เราทุกคน” ทำให้โลกร้อน ยังกับว่า “เรา” มีอำนาจในระบบทุนนิยมที่จะกำหนดทิศทางการลงทุน การพูดแบบนี้เป็นการเบี่ยงเบนประเด็น โยนให้พลเมืองยากจนรับผิดชอบแทนนายทุน เขาเสนอว่า “เรา” จึงต้องลดการใช้พลังงานในลักษณะส่วนตัว ในขณะที่นายทุนกอบโกยกำไรต่อไปได้ มันเป็นแนวคิดล้าหลังที่ใช้แก้ปัญหาโลกร้อนไม่ได้ เพราะไม่แตะระบบอุตสาหกรรมใหญ่ และโครงสร้างระบบคมนาคมเลย

พวกเสรีนิยมกลไกตลาดมีหลายข้อเสนอที่เขาอ้างว่าจะแก้ปัญหาได้ แต่ในโลกจริงจะไม่มีผลเลย เช่นการซื้อขาย “สิทธิที่จะผลิตCO2” ซึ่งเป็นแค่การให้สิทธิกับบริษัทใหญ่ในการผลิตต่อไปแบบเดิม เพราะเขาจะสามารถซื้อ “สิทธิ์ที่จะผลิต CO2”จากประเทศหรือบริษัทที่ยังไม่พัฒนา หรือข้อเสนอว่าต้องใช้ “กลไกราคา” ในการชักชวนให้ทุกฝ่ายลด CO2 แต่กลไกราคาที่เขาเสนอ จะไม่มีวันมีผล เพราะต้องแข่งกับผลประโยชน์กำไรของบริษัทน้ำมัน ซึ่งทำไม่ได้ และการขึ้นราคาน้ำมันหรือเชื้อเพลิงคาร์บอนอื่นๆ ก็แค่ทำให้คนจนซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ มีปัญหาเดือดร้อน

youth-climate-strike-may-24-2019-007-May-25-2019-011
ประท้วงโลกร้อนที่ฟิลิปปินส์ ถ้าเขาทำได้ เราก็ทำได้ในไทย

นักสังคมนิยมเข้าใจว่าต้นตอปัญหาไม่ได้อยู่ที่อุตสาหกรรมหรือความโลภของมนุษย์ส่วนใหญ่ที่ยังยากจน ไม่ว่าจะเป็นคนในประเทศพัฒนาหรือในประเทศยากจน ปัญหาไม่ได้มาจากการที่เราไม่มีเทคโนโลจีที่จะผลิตพลังงานโดยไม่ทำลายโลก เทคโนโลจีเหล่านี้เรามีอยู่แล้ว เช่นการปั่นไฟฟ้าจากลมหรือแรงคลื่นในทะเล และการผลิตไฟฟ้าจากแสงแดด ปัญหามาจากระบบทุนนิยมกลไกตลาดที่ตาบอดถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม และตาบอดถึงความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ส่วนใหญ่ เพราะมุ่งแต่แข่งขันกันเพื่อเพิ่มกำไรอย่างเดียว

จะเห็นว่าเราต้องปฏิวัติสังคมเพื่อแก้ปัญหาโลกร้อน แต่นั้นไม่ได้หมายความว่าเราต้องรอให้มีกระแสปฏิวัติก่อนที่จะทำอะไรได้ ในช่วงนี้เราต้องรณรงค์ ผ่านขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมและพรรคการเมืองก้าวหน้าให้มีการเลิกผลิต CO2 และเลิกใช้เชื้อเพลิงคาร์บอนทุกชนิด ต้องมีการใช้พลังงานทางเลือก และส่งเสริมการขนส่งมวลชนอย่างเช่นรถไฟไฟฟ้า และต้องมีการประหยัดพลังงาน แต่อย่าไปหวังว่าตามลำพังผู้นำโลกจะทำในสิ่งเหล่านี้เลย และในไทยการที่เรายังมีเผด็จการทหารที่อาศัยกลไกรัฐสภา ก็เป็นอุปสรรคในการแก้ปัญหาโลกร้อนเช่นกัน

นี่คือสาเหตุที่นักเคลื่อนไหวในไทยจะต้องสร้างขบวนการต้านโลกร้อน และร่วมประท้วงในวันที่ 20 กันยายน

 

อ่านเพิ่ม สิ่งแวดล้อม โลกร้อน และ Anthropocene https://bit.ly/2QMpL6F

 

 

จุดอ่อนพรรคสามัญชนคือแนวคิดเศรษฐศาสตร์แบบเอ็นจีโอ – การแก้ปัญหาโลกร้อนจะไม่ทำให้คนตกงาน

ใจ อึ๊งภากรณ์

เมื่อไม่นานมานี้ เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ แกนนำพรรคสามัญชน เขียนบทความที่เสนอว่าการพัฒนาที่พยายามปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อต้านปัญหาโลกร้อน จะทำให้แรงงานจำนวนมากว่างงานหรือมีรายได้น้อยลง [ดู https://bit.ly/2BUMtUj ] แต่ข้อเสนอนี้ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด จะขออธิบายรายละเอียดต่อข้างล่าง

นอกจากนี้มีการเขียนว่าขบวนการเสื้อกั๊กเหลืองในฝรั่งเศส ออกมาต้าน “นโยบายแก้ปัญหาโลกร้อน” ของรัฐบาลฝรั่งเศส แต่ในความเป็นจริงรัฐบาลฝ่ายขวาของฝรั่งเศสพยายามขึ้นภาษีน้ำมัน เพื่อรีดไถเงินจากคนธรรมดาในขณะที่ไม่มีมาตรการการแก้ปัญหาโลกร้อนที่แท้จริง และรัฐบาลยังลดภาษีให้คนรวยและบริษัทใหญ่อีกด้วย [ดูบทความของผมเกี่ยวกับเสื้อกั๊กเหลือง https://bit.ly/2XyuNab]

เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ ยังเสนอต่อไปว่าเราไม่ควรให้ความสำคัญกับการขยายตัวของเศรษฐกิจและตัวเลข GDP หรือ “ผลิตผลมวลรวม” เพราะการพัฒนาที่ไม่เป็นธรรมทั้งหลายมักหนุนเสริม GDP และพร้อมกันนั้นเขาวิจารณ์สหภาพแรงงานไทยที่ไม่ค่อยแสดงความเห็นในเรื่องแบบนี้อีกด้วย นี่คือแนวเอ็นจีโอชัดๆ และมาจากกลุ่มคนที่ไม่ลงไปปลุกระดมให้การศึกษาทางการเมืองกับขบวนการแรงงานอีกด้วย

Small-Is-Beautiful-Cover
จิ๋วแต่แจ๋ว

ความเห็นของ เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ สะท้อนแนวคิดของพรรคสามัญชนที่ยังจมอยู่ในแนวคิด “เศรษฐกิจชุมชน” และ “คำตอบอยู่ที่หมู่บ้าน” ตามวิธีคิดเอ็นจีโอ มันเป็นแนวคิดที่มีมุมมองคับแคบ ไม่ศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมืองของฝ่ายซ้ายหรือมาร์คซิสต์ที่วิจารณ์ทุนนิยมจากจุดยืนกรรมาชีพคนทำงาน และไม่สนใจพลเมืองส่วนใหญ่ที่ทำงานในเมืองอีกด้วย แนวคิดพรรคสามัญชนสอดคล้องกับแนวเศรษฐศาสตร์จิ๋วแต่แจ๋ว ที่เป็นแนวกรีนฝ่ายขวาที่เกลียดคนธรรมดาเพราะมองว่ามนุษย์ทุกคนทำลายสิ่งแวดล้อมไม่ว่าจะอยู่ชนชั้นใด

GreenJobs2

ในเรื่องมาตรการที่จะแก้ปัญหาโลกร้อน โดยการลดการเผาเชื้อเพลิงคอร์บอนนั้น แทนที่มันจะทำลายงานและทำให้กรรมาชีพมีรายได้น้อยลง มันสามารถที่จะสร้างงานคุณภาพให้ประชาชนเป็นล้านๆ ได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าผู้บริหารสังคมยึดถื่อผลประโยชน์ของกรรมาชีพและคนจนหรือไม่ ประเด็นใหญ่คืออำนาจในการควบคุมเศรษฐกิจจะอยู่ในมือชนชั้นใด ถ้าอยู่ในมือของนายทุนใหญ่และคนอย่าง ดอนัลด์ ทรัมป์ โลกเราคงฉิบหายแน่

GettyImages-613835366-1280x720
ทรัมป์ไม่เชื่อเรื่องปัญหาโลกร้อน

มาตรการสำคัญในการแก้ปัญหาโลกร้อนมีหลายอย่าง เช่น การสร้างวิธีผลิตไฟฟ้าจากแสงแดดและลม โดยผลิตอุปกรณ์เองภายในประเทศ การสร้างระบบรถไฟความเร็วสูงที่ใช้ไฟฟ้าจากลมและแสงแดด แทนการใช้เครื่องบินระหว่างเมืองต่างๆ การสร้างระบบขนส่งมวลชนในเมืองที่ใช้ไฟฟ้าและไม่เก็บค่าบริการจากประชาชน การสร้างโรงเรียนและโรงพยาบาลชั้นดีเพื่อบริการประชาชนในทุกชุมชน เพื่อลดระยะทางที่ต้องผู้คนต้องเดินทาง การสร้างตึกที่ไม่อมความร้อนมากเกินไปโดยมีโครงสร้างที่กันแสงแดดและเปิดให้อากาศถ่ายเท เพื่อประหยัดพลังงานที่ใช้กับเครื่องปรับอากาศ และการพัฒนาบ้านเรือนและตึกสถานที่ทำงานที่มีอยู่แล้วให้มีสภาพแบบนี้อีกด้วย ฯลฯ

climatejobscover

โครงการแบบนี้ล้วนแต่จะสร้างงานที่มีคุณภาพและความหมายให้กับประชาชนจำนวนมาก และมีการเสนอนโยบายอย่างละเอียดและเป็นรูปธรรมโดยสหภาพแรงงานในอังกฤษและที่อื่น [ดู https://bit.ly/2DMkGrq ] ซึ่งดูเหมือนคนของพรรคสามัญชนไม่ติดตามข่าวหรือข้อมูลสากลจากสื่อก้าวหน้าเลย อันนี้ก็เป็นนิสัยของนักกิจกรรมเอ็นจีโอมานาน

52461564_327215004590008_7594824578283601920_n

ในเรื่องความสำคัญของ GDP หรือ “ผลิตผลมวลรวม” มันสำคัญเพราะมันเป็นเครื่องชี้วัดการขยายตัวของเศรษฐกิจ ถ้าเศรษฐกิจหดตัวคนธรรมดาจะตกงานและเดือดร้อน แต่แน่นอนเราไม่สามารถดูแค่เรื่อง GDP อย่างเดียวโดยไม่ให้ความสำคัญกับการกระจายรายได้หรือความเหลื่อมล้ำ เรื่องนี้ก็กลับมาสู่เรื่องอำนาจในการควบคุมระบบทุนนิยมอีก เพราะถ้าปล่อยให้เศรษฐกิจอยู่ในมือนายทุนมันต้องมีความเหลื่อมล้ำเป็นธรรมดา ดังนั้นเราต้องเพิ่มพลังของกรรมาชีพคนทำงานเพื่อต่อรองกับนายทุน และในที่สุดยึดอำนาจการควบคุมเศรษฐกิจมาอยู่ในมือประชาชนธรรมดา เราต้องเดินหน้าสร้างระบบสังคมนิยมแทนทุนนิยม แต่พรรคสามัญชนไม่ค่อยพูดถึงเรื่องนี้เลย

jobsjusticeclimate

แทนที่จะพูดถึงเศรษฐกิจชุมชน เศรษฐกิจจิ๋วแต่แจ๋ว หรือเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งล้วนแต่มีจุดร่วม เราต้องเข้าใจว่าประชาชนไทยจำนวนมากมีความยากจนและมีความไม่เพียงพอ ประเด็นคือเราจะใช้อำนาจอะไรเพื่อกำกับการขยายตัวของเศรษฐกิจให้ลดความเหลื่อมล้ำและปกป้องสิ่งแวดล้อม

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การวิจารณ์พรรคสามัญชนในบทความนี้ ไม่ควรถูกตีความว่าเราควรสนับสนุนพรรคทหารหรือพรรคที่อวยทหารแต่อย่างใด ผู้เขียนเสนอว่าในวันเลือกตั้งประชาชนที่รักประชาธิปไตยควรเลือกพรรคในเครือข่ายพรรคเพื่อไทย พรรคอนาคตใหม่ หรือพรรคสามัญชน

 

วิกฤตขยะพลาสติกรกโลก

ใจ อึ๊งภากรณ์

ทุกๆ ปีมีการผลิตพลาสติกเท่ากับน้ำหนักมนุษย์ทุกคนบนโลกนี้ และคาดว่าในปี 2050 จะมีพลาสติกในทะเลมากกว่าปลา นักวิจัยบางคนเสนออีกว่าคนที่กินอาหารทะเลเป็นประจำจะกลืนเศษพลาสติกเล็กๆ จากปลาหมื่นกว่าชิ้น ซึ่งเรายังไม่ทราบว่าจะมีผลอะไรต่อสุขภาพ

Plastic-Pollution-kills-another-Whale-1
ปลาวาฬกลืนพลาสติกจนตาย

ปัญหาขยะพลาสติกได้กลายเป็นวิกฤตสำหรับสิ่งแวดล้อมและความอยู่ดีกินดีของมนุษย์และสัตว์โดยทั่วไป ทั้งนี้เพราะผลผลิตพลาสติกใช้เวลาเป็นศตวรรษก่อนที่มันจะเน่าเปื่อย และเพราะการผลิตพลาสติกในรอบ 50 ปี เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล

เมื่อสมัยผมเป็นเด็ก น้ำอัดลมมักจะขายในขวดแก้วที่ดื่มแล้วส่งกลับไปที่โรงงานเพื่อใช้ต่อไปอีกหลายครั้ง แต่ในยุคนี้ทุกวินาทีโรงงานอุตสาหกรรมของโลกผลิตขวดพลาสติก 16,000 ขวด และบริษัทโคคาโคลาบริษัทเดียวผลิตขวดพลาสติกหนึ่งแสนล้านขวดต่อปี เพราะการผลิตขวดพลาสติกเพื่อใช้ครั้งเดียวถูกกว่าการใช้ขวดแก้วที่ต้องนำไปล้าง

เมื่อสมัยผมเป็นเด็ก เวลาเราจะซื้ออาหารที่ขายกันหน้าปากซอยไปกินที่บ้าน เราจะใช้ปิ่นโตที่ยกไปที่ร้านแล้วให้เขาเติมอาหารลงไป แต่ในยุคนี้เราจะซื้ออาหารในถุงพลาสติกแทน และถุงพลาสติกเป็นสิ่งที่สร้างปัญหาขยะเช่นกัน

4238772540_49e76baa05_b-640x427

การค้นพบวิธีผลิตพลาสติกผูกพันกับการพัฒนาอุตสาหกรรมน้ำมันอย่างใกล้ชิด เพราะพลาสติกเป็นผลผลิตจากการกลั่นน้ำมัน การขยายตัวของการผลิตพลาสติกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หลังสงครามโลกครั้งที่สอง และมีทั้งคุณและโทษต่อสังคม ในด้านประโยชน์การผลิตพลาสติกในรูปแบบต่างๆ ทำให้สามารถพัฒนาเทคโนโลจีทางการแพทย์ได้ และเป็นวัตถุที่มีประโยชน์ในเครื่องมือไฟฟ้า ฯลฯ อย่างไรก็ตามการขยายตัวของการผลิตขวด หลอด และถุงพลาสติกชนิดที่ใช้แล้วทิ้ง กลายเป็นวิกฤตสำหรับเราในยุคนี้

กระแสต่อต้านขยะพลาสติกทำให้บริษัทใหญ่และรัฐบาลในบางประเทศปรับตัว เช่นในหลายประเทศของยุโรปมีการพยายามยกเลิกการให้ถุงพลาสติกในร้านค้า หรือลดปริมาณการขายกาแฟในถ้วยพลาสติกเป็นต้น บางแห่งมีการเก็บขยะพลาสติกไปรีไซเคิลหรือไปแปรรูปผ่านการหลอมและใช้ใหม่ แต่ในความเป็นจริง บริษัทใหญ่ใช้พลาสติกที่มาจากการรีไซเคิลแค่ 6.6% ของการผลิตเท่านั้น เพราะการผลิตขวดพลาสติกใหม่ราคาถูกกว่าการรีไชเคิล ยิ่งกว่านั้นราคาขยะพลาสติกตกต่ำลงจนไม่คุ้มค่าสำหรับบริษัทต่างๆ ที่จะขนไปรีไซเคิล ดังนั้นมีการนำไปฝังดินหรือทิ้งในทะเลแทน

038e996cbd633e061281082d28da26cd

เรื่องเงินเรื่องทองเป็นหัวใจของเรื่อง เพราะในระบบทุนนิยม รูปแบบการผลิตทุกอย่างถูกกำหนดจากปริมาณกำไรที่กลุ่มทุนจะได้ ถ้าการผลิตถุงหรือขวดพลาสติกสร้างกำไรมากกว่าการลดพลาสติก กลุ่มทุนจะทำต่อไปไม่ว่าจะสร้างปัญหาอะไรให้กับชาวโลก

นี่คือสาเหตุที่วิธีการแก้ปัญหาพลาสติกไม่ได้อยู่ที่พฤติกรรมของปัจเจก เพราะไม่ว่าเราจะหาทางลดการใช้พลาสติกและเพิ่มการรีไซเคิลในชีวิตประจำวันของเราแค่ไหน บริษัทใหญ่จะผลิตพลาสติกมากขึ้นทุกวัน ดังนั้นวิธีการแก้ปัญหาอยู่ที่เรื่องของการยึดอำนาจการผลิตมาเป็นของประชาชนในรูปแบบประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ เพราะการยึดอำนาจดังกล่าวจากกลุ่มทุนใหญ่เอกชน จะนำไปสู่การผลิตสิ่งของในรูปแบบที่ไม่สร้างปัญหา เช่นการหาทางผลิตพลาสติกที่รีไซเคิลได้จริงๆ หรือที่เปื่อยภายในเวลาอันสั้น ถ้าเราจำเป็นต้องใช้พลาสติกจริงๆ มันจะนำไปสู่การรีไชเคิลหรือกระบวนการผลิตที่คำนึงถึง “ราคา” ของการปกป้องสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่การคำนึงถึงกำไรเฉพาะหน้า และนอกจากนี้มันจะนำไปสู่การกลับมาใช้ขวดแก้วหรือปิ่นโตได้

แต่การยึดอำนาจการผลิตมาเป็นของประชาชน กระทำไม่ได้ภายใต้ระบบทุนนิยม เพราะทุนนิยมกดดันให้บริษัทต่างๆ แข่งขันกันในตลาดเพื่อเพิ่มกำไรเฉพาะหน้าเสมอ ดังนั้นเราต้องปฏิวัติล้มทุนนิยมและระบบกลไกตลาดถึงจะสำเร็จ ซึ่งแปลว่าเราต้องรณรงค์สร้างพรรคการเมืองสังคมนิยม โดยเฉพาะในแวดวงชนชั้นกรรมาชีพผู้ทำงาน เพราะกรรมาชีพมีอำนาจเศรษฐกิจซ่อนเร้น

นอกจากนี้การแก้ปัญหาพลาสติกกระทำไปโดยการเน้นประเด็นปัญหาเดียวแบบแยกส่วนไม่ได้ เพราะการผลิตพลาสติกเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงคาร์บอนเช่นน้ำมัน ซึ่งการเผาเชื้อเพลิงดังกล่าวกำลังสร้างปัญหาโลกร้อนที่ต้องแก้ไขโดยการผลิตพลังงานจากแหล่งอื่นเช่นแสงแดดหรือลม

Medium_plastic-pollution_03

ปัญหาพลาสติกเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำยากจนอีกด้วย และไม่ใช่แค่ในเรื่องการเก็บขยะหรือการที่คนจนต้องอาศัยใกล้ๆ แหล่งขยะพลาสติก เพราะถ้าเราจะลดการใช้ถุง แก้ว หรือขวดพลาสติก เราต้องต่อสู้เพื่อลดชั่วโมงการทำงานของคนส่วนใหญ่ และเพิ่มค่าจ้างอีกด้วย เราทุกคนจะได้มีโอกาสนั่งดื่มหรือกินอาหารในร้านที่ใช้จานหรือแก้วที่ล้างได้ หรืออย่างน้อยไม่เหนื่อยเกินไปจากการทำงานจนขี้เกียจใช้ปิ่นโต

อย่างไรก็ตามทั้งๆ ที่การแก้ปัญหาใหญ่ๆ ของโลก เช่นเรื่องพลาสติกหรือโลกร้อน ต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและเศรษฐกิจแบบถอนรากถอนโคน นั้นไม่ได้แปลว่าเราควรนิ่งเฉยเพื่อรอวันปฏิวัติ แต่เราต้องรณรงค์ในเรื่องแบบนี้และต้อสู้เพื่อการปฏิรูปเล็กๆ น้อยๆ อย่างต่อเนื่อง ไม่เช่นนั้นเราจะไม่มีวันปฏิวัติสังคมได้

ประเทศไทยควรมีโครงการขนาดใหญ่เพื่อพัฒนาพลังงานจากแสงแดด

ใจ อึ๊งภากรณ์

ภายใต้กะลาของเผด็จการทหารไทย จอมเผด็จการประยุทธ์มือเปื้อนเลือด กำลังใช้อำนาจจากกระบอกปืนในการหมุนนาฬิกากลับ เพื่อให้ไทยล้าหลังในเรื่องการผลิตพลังงาน

การที่ทหารหัวโบราณหน้าโง่มีอำนาจในคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หมายความว่าประเทศไทยกำลังสวนทางกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ที่มีนโยบายพลังงานที่ก้าวหน้า เพราะใครๆ ที่มีสติปัญญายอมรับมานานแล้วว่า การเผาเชื้อเพลิงคอร์บอน โดยเฉพาะในการผลิตไฟฟ้า เป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหาโลกร้อน

%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%96%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%99

ดังนั้นประเด็นเรื่องรัฐบาลทหารสั่งการให้เดินหน้าในโครงการโรงไฟฟ้ากระบี่ และเทพา ไม่ใช่แค่เรื่องผลกระทบต่อสภาพสิ่งแวดล้อมในภาคใต้ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งอยู่แล้ว มันเป็นเรื่องปัญหาของเราทั้งประเทศ และปัญหาของชาวโลกด้วย

ในเรื่องนี้ ทั้ง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ) และรัฐบาล ไม่เคยออกมาพูดเลย ดังนั้นมันเป็นหน้าที่ของพลเมืองที่รักประชาธิปไตยที่จะต้องพูดให้ดังที่สุดว่า การที่จะมีโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่มขึ้น เป็นผลเสียต่อสังคมไทยทั้งหมด และโลกทั้งโลกอีกด้วย

นอกจากนี้ฝั่งทะเลในภาคใต้ มักจะได้รับผลกระทบจากพายุเป็นประจำ ภาคตะวันออกเฉียงใต้มักจะมีปัญหาฝนแล้ง แต่เมื่อโลกร้อนขึ้น ภัย “ธรรมชาติ” ดังกล่าวจะร้ายแรงมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

17671733_303

ประเทศไทยเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยแสงแดด รัฐบาลไหนที่ก้าวหน้าและต้องการพัฒนาศักยภาพทางเทคโนโลจีของสังคม น่าจะเร่งรีบจัดโครงการขนาดใหญ่ระดับชาติ เพื่อพัฒนาการผลิตไฟฟ้าจากแสงแดดทั่วประเทศ และเริ่มทยอยลดและปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินและก๊าซธรรมชาติ ประเทศจีนและสเปนตอนนี้กำลังเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลจีเพื่อผลิตไฟฟ้าจากแสงแดดอย่างน่าทึ่ง และค่าผลิตไฟจากแสงแดดในไทยจะลดลงอย่างต่อเนื่องถ้ามีโครงการขนาดใหญ่ทั่วประเทศ ยิ่งกว่านั้นค่าผลิตไฟฟ้าในระบบทุนนิยมปัจจุบัน ไม่เคยคำนึงถึง “ราคา” ที่ต้องจ่ายเมื่อมนุษย์ทำลายสิ่งแวดล้อมหรือทำให้โลกร้อนขึ้น ประเด็นนี้นักมาร์คซิสต์ตั้งแต่สมัย คาร์ล มาร์ซ์ เข้าใจดี

p0101170855p1

อย่างไรก็ตามพวกหัวทึบถือปืนที่กำลังคุมกะลาแลนด์ในยุคนี้ เลือกจะไม่สนใจการพัฒนาเทคโนโลจีในสังคม แถมยังแอบรักพลังงานนิวเคลียร์อีกด้วย พลังงานนิวเคลียร์นอกจากจะแพง ทำลายสิ่งแวดล้อม และอันตรายอย่างถึงที่สุดแล้ว ยังเป็นเส้นทางที่จะพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์อีกด้วย นี่คือสาเหตุที่พวกทหารชอบมัน

กองทัพของประเทศต่างๆ มีส่วนสำคัญในการผลิตก๊าซ คาร์บอนไดออคไซท์ (CO2) จากการใช้รถถัง เครื่องบิน และเรือรบ องค์กรที่ผลิต CO2 มากที่สุดในโลกคือกองทัพสหรัฐ นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่เราต้องกำจัดทหารออกจากสังคมไทย และลดงบประมาณทหารอย่างถอนรากถอนโคน เพื่อใช้ทรัพยากรในทางที่จะมีประโยชน์ต่อพลเมืองในสังคม เช่นการผลิตไฟฟ้าจากแสงแดด และลม หรือการลงทุนในโครงการรถไฟความเร็วสูงที่พวกอำมาตย์คัดค้านมาตลอด รถไฟความเร็วสูงสามารถช่วยในการลดปัญหาโลกร้อน เพราะจะทำให้ประชาชนไม่ต้องนั่งเครื่องบินภายในประเทศ

การที่เรามีรัฐบาลเผด็จการหน้าโง่ที่อวดเก่งและคอยปราบผู้เห็นต่าง แปลว่าเสียงของประชาชนที่มีสติปัญญาและอุดมการณ์ก้าวหน้า มักถูกกลบเสมอ แต่เราไม่ควรยอมแพ้

23923731484_6a62272f7a_o

ทุกคนที่รักประชาธิปไตย เสรีภาพ และความก้าวหน้า ควรสนับสนุนกลุ่มต่างๆ ที่คัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินในขณะนี้

อ่านเพิ่ม http://bit.ly/2lh31w9 , http://bit.ly/2lY4GXz

สนับสนุนการต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน เพื่อแก้ปัญหาโลกร้อน

ใจ อึ๊งภากรณ์

ปัญหาโลกร้อนเป็นวิกฤติที่จะมีผลกระทบกับมนุษย์ทุกคนในโลกและกับลูกหลานเราอีกด้วย คนในประเทศไทยหนีจากวิกฤตินี้ไม่ได้ การที่โลกเราร้อนขึ้นสองหรือสามองศาในอนาคต จะมีผลมหาศาลกับภูมิอากาศ จะทำให้ฝนแล้งในหลายที่ จนระบบเกษตรหายนะ จะทำให้น้ำท่วมพื้นที่ต่ำๆ เพราะน้ำแข็งในขั้วโลกละลาย และจะทำให้มีพายุร้ายแรงทั่วโลก เพราะมีผลกระทบต่อกระแสน้ำในทะเลและทิศทางลม เราอาจคิดว่าแค่การเพิ่มอุณหภูมิสองหรือสามองศาจะไม่มีผลอะไร แต่ในความเป็นจริงมันจะทำลายความสมดุลของระบบนิเวศน์โลก และก่อให้เกิดวงจรร้ายที่เพิ่มปริมาณความร้ายแรงขึ้นเรื่อยๆ

4400

ปัญหาโลกร้อนเกิดจากการสะสมก๊าซในบรรยากาศโลกประเภทที่ปิดบังไม่ให้แสงอาทิตย์ถูกสะท้อนกลับออกจากโลก ได้ ความร้อนจึงสะสมมากขึ้น ก๊าซหลักที่เป็นปัญหาคือคาร์บอนไดออคไซท์ (CO2) แต่มีก๊าซอื่นๆด้วยที่สร้างปัญหา นักวิทยาศาสตร์คาดว่าก่อนที่จะมีการปฏิวัติอุตสาหกรรมในโลก ปริมาณ CO2 ในบรรยากาศมีประมาณ 280 ppm (ppm CO2 คือหน่วย CO2 ต่อหนึ่งล้านหน่วยของบรรยากาศ) แต่ปัจจุบันเพิ่มเป็น 385 ppm (เพิ่มขึ้น 2.1 ppm ต่อปี) ซึ่งทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่ม 0.8 องศา หรือ 0.2 องศาทุกสิบปี

ก๊าซ CO2 นี้ถูกผลิตขึ้นเมื่อมีการเผาเชื้อเพลิงคาร์บอน เช่นถ่านหิน น้ำมัน หรือก๊าซธรรมชาติ และแหล่งผลิต CO2 หลักๆ คือโรงไฟฟ้าที่เผาถ่านหิน/น้ำมัน/ก๊าซ และระบบขนส่งที่ใช้น้ำมัน โดยเฉพาะรถยนต์ส่วนตัวและเครื่องบิน

ถ้าเราจะแก้ปัญหาโลกร้อน จะต้องมีการเปลี่ยนระบบสังคมในเรื่องใหญ่ๆ ดังนี้คือ

  1. ต้องเปลี่ยนการผลิตพลังงานจากเชื้อเพลิงคาร์บอน เช่นถ่านหิน น้ำมันและก๊าซ มาเป็นการผลิตพลังงานจากลม คลื่น และแสงแดด การผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไม่ใช่คำตอบ เพราะอันตรายและทำลายสิ่งแวดล้อมมากกว่าถ่านหินเสียอีก เราต้องสร้างระบบขนส่งมวลชนที่ประหยัดพลังงานด้วย เช่นรถไฟ แต่ใครจะมีอำนาจในการผลัดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง?
  2. เราต้องนำการวางแผนการผลิตโดยประชาชนส่วนใหญ่ มาใช้แทนกลไกตลาด เพราะการเชิดชูกำไรดุจพระเจ้าจะทำให้เปลี่ยนวิธีการผลิตไม่ได้ ซึ่งแปลว่าเราต้องใช้อำนาจมวลชนมนุษย์เพื่อระงับกลไกตลาด และเพื่อยึดอำนาจรัฐและบริษัทใหญ่จากนายทุน แต่ถ้าสังคมเราอยู่ภายใต้เผด็จการทหาร ประชาชนจะร่วมวางแผนเพื่ออนาคตไม่ได้

tgaevrhxydfrdwa-800x450-nopad

จะเห็นว่าเราต้องปฏิวัติสังคมเพื่อแก้ปัญหาโลกร้อน แต่นั้นไม่ได้หมายความว่าเราต้องรอให้มีกระแสปฏิวัติก่อนที่จะทำอะไรได้ ในช่วงนี้เราต้องสนับสนุนกลุ่มต่างๆ ที่ออกมาค้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน

อ่านเพิ่ม http://bit.ly/2lh31w9

การเคลื่อนไหวต้าน “โลกร้อน”

ใจ อึ๊งภารณ์

ปลายเดือนพฤศจิกายนปีนี้ ที่เมืองปารีส จะมีการประชุมรอบล่าสุดของสหประชาชาติเรื่องปัญหาโลกร้อน ในอดีตที่ผ่านมาการประชุมแบบนี้ไม่เคยมีผลออกมาในรูปธรรมที่จะแก้ปัญหาได้ เพราะรัฐบาลต่างๆ ที่เข้าร่วมประชุมก็ได้แต่ปกป้องกลุ่มทุนใหญ่และผลประโยชน์ของชาติต่างๆ แทนที่จะลงมือแก้ปัญหา

ในขณะเดียวกันปัญหาโลกร้อนก็เพิ่มขึ้นอย่างน่าใจหาย และเราอาจใกล้ถึงจุดที่ภูมิอากาศของโลกเปลี่ยนไปอย่างถาวร

ดังนั้นนักเคลื่อนไหวต้านโลกร้อนในยุคปัจจุบันมีแนวโน้มจะกล้าสู้มากขึ้น และเริ่มเลิกตั้งความหวังไว้กับรัฐบาลต่างๆ หรือสหประชาชาติ หลายคนมองย้อนกลับไปที่ในการประชุมสหประชาชาติที่เด็นมาร์คเมื่อปี 2009  ซึ่งไม่มีผลอะไรเลย เขาสรุปว่าการประท้วงประกอลการประชุมคราวนั้น เพียงแต่มีวัตถุประสงค์ที่จะหนุนการล็อบบี้ผู้มีอำนาจโดยเอ็นจีโอใหญ่ ซึ่งเป็นการเสียเวลา

นักเคลื่อนไหวรุ่นปัจจุบันมองว่าไม่ว่าการประชุมที่ปารีสจะตกลงอะไร มันไม่มีวันเพียงพอที่จะแก้ปัญหาได้อย่างจริงจัง ดังนั้นเขาเสนอว่าการประชุมปลายปีนี้เป็นโอกาสที่จะประท้วงและสร้างขบวนการที่เข้มแข็งมากขึ้น ไม่ใช่เพื่อลอบบี้รัฐบาลต่างๆ มีการนัดกันว่าควรมีการประท้วงในประเทศต่างๆ ทั่วโลกในช่วง 28/29 พฤศจิกายน และหลังจากนั้นนักเคลื่อนไหวในยุโรปจะไปประท้วงที่ปารีสในวันที่ 12 ธันวาคม

ในรอบปีที่ผ่านมามีการประท้วงใหญ่ในประเทศต่างๆ ในเรื่องปัญหาโลกร้อน เช่น 4 แสนคนที่ออกมาในเมืองนิวยอร์ค หรือการเคลื่อนไหวต่อต้านการสกัดก๊าซโดยวิธีที่เรียกว่า “fracking” คนจำนวนมากในปัจจุบันเริ่มหูตาสว่างมากขึ้น และเข้าใจว่าปัญหาโลกร้อนเป็นปัญหาที่เกี่ยวโยงกับความยุติธรรมทางสังคมและผลประโยชน์ชนชั้น เพราะต้นสาเหตุของปัญหามาจากการกอบโกยกำไรโดยกลุ่มทุน และการที่รัฐบาลต่างๆ ปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มทุนเหล่านี้ นอกจากนี้ผลร้ายของโลกร้อนในด้านภูมิอากาศ เช่นพายุ น้ำท่วม หรือฝนแล้ง ล้วนแต่มีผลกระทบกับคนจนมากกว่าคนรวย

ในยุคนี้ที่มีวิกฤตเศรษฐกิจทั่วโลก และรัฐบาลนายทุนพยายามโยนภาระในการแก้วิกฤตให้กับกรรมาชีพและคนจนโดยทั่วไป คนจำนวนมากเริ่มเห็นว่า ทั้งในเรื่องวิกฤตเศรษฐกิจ และในเรื่องปัญหาโลกร้อน รัฐบาลต่างๆ เน้นผลประโยชน์ของกลุ่มทุนเป็นหลัก การแก้ปัญหาโลกร้อนคงจะมีผลกระทบกับกำไรกลุ่มทุน แต่มันสามารถสร้างงานให้คนทำงานได้ เช่นในเรื่องการผลิตวิธีปั่นไฟฟ้าจากลมหรือแสงแดด การสร้างทางรถไฟเพื่อเพิ่มการขนส่งมวลชนแทนรถยนต์ส่วนตัว หรือผ่านการปรับบ้านเรือนและตึกทำงานให้ประหยัดพลังงานมากขึ้นเป็นต้น

ดังนั้นเราไม่สามารถแยกการเคลื่อนไหวเรื่องโลกร้อนออกจากการต่อสู้ทางชนชั้นได้ และยิ่งกว่านั้น ชนชั้นกรรมาชีพในประเทศต่างๆ มีพลังทางเศรษฐกิจที่สามารถกดดันให้มีการแก้ปัญหาอย่างจริงจังได้ผ่านการนัดหยุดงาน

ปัญหาโลกร้อนเกิดจากการสะสมก๊าซในบรรยากาศโลกประเภทที่ปิดบังไม่ให้แสงอาทิตย์ถูกสะท้อนกลับออกจากโลกได้ ความร้อนจึงสะสมมากขึ้น ก๊าซหลักที่เป็นปัญหาคือคาร์บอนไดออคไซท์ (CO2) แต่มีก๊าซอื่นๆ ด้วย ที่สร้างปัญหา นักวิทยาศาสตร์คาดว่าก่อนที่จะมีการปฏิวัติอุตสาหกรรมในโลก ปริมาณ CO2 ในบรรยากาศมีประมาณ 280 ppm (ppm CO2 คือหน่วย CO2 ต่อหนึ่งล้านหน่วยของบรรยากาศ) แต่ปัจจุบันเพิ่มเป็น 385 ppm (เพิ่มขึ้น 2.1 ppm ต่อปี) ซึ่งทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่ม 0.8 องศา หรือ 0.2 องศาทุกสิบปี

ในยุคนี้นักวิทยาศาสตร์ชั้นนำทั่วโลก เช่นจากองค์กรสากล IPCC แนะนำว่าต้องมีการลดอัตราการผลิตก๊าซ CO2 ในระดับ 25-40% ภายในสิบปีข้างหน้า

ก๊าซ CO2 นี้ถูกผลิตขึ้นเมื่อมีการเผาเชื้อเพลิงคาร์บอน เช่นถ่านหิน น้ำมัน หรือก๊าซธรรมชาติ และแหล่งผลิต CO2 หลักๆ คือโรงไฟฟ้าที่เผาถ่านหิน/น้ำมัน/ก๊าซ และระบบขนส่งที่ใช้น้ำมัน โดยเฉพาะรถยนต์ส่วนตัวและเครื่องบิน

นัก เอ็นจีโอ  “กรีน” บางคนมักพูดว่า “เราทุกคน” ทำให้โลกร้อน ยังกับว่า “เรา” มีอำนาจในระบบทุนนิยมที่จะกำหนดทิศทางการลงทุน การพูดแบบนี้เป็นการเบี่ยงเบนประเด็น โยนให้พลเมืองยากจนรับผิดชอบแทนนายทุน เขาเสนอว่า “เรา” จึงต้องลดการใช้พลังงานในลักษณะส่วนตัว ในขณะที่นายทุนกอบโกยกำไรต่อไปได้ มันเป็นแนวคิดล้าหลังที่ใช้แก้ปัญหาโลกร้อนไม่ได้ เพราะไม่แตะระบบอุตสาหกรรมใหญ่ และโครงสร้างระบบคมนาคมเลย

พวกเสรีนิยมกลไกตลาดมีหลายข้อเสนอที่เขาอ้างว่าจะแก้ปัญหาได้ แต่ในโลกจริงจะไม่มีผลเลย เช่นการซื้อขาย “สิทธิที่จะผลิตCO2” ซึ่งเป็นแค่การให้สิทธิกับบริษัทใหญ่ในการผลิตต่อไปแบบเดิม เพราะเขาจะสามารถซื้อ “สิทธิ์ที่จะผลิต CO2”จากประเทศหรือบริษัทที่ยังไม่พัฒนา หรือข้อเสนอว่าต้องใช้ “กลไกราคา” ในการชักชวนให้ทุกฝ่ายลด CO2 แต่กลไกราคาที่เขาเสนอ จะไม่มีวันมีผล เพราะต้องแข่งกับผลประโยชน์กำไรของบริษัทน้ำมัน ซึ่งทำไม่ได้ และการขึ้นราคาน้ำมันหรือเชื้อเพลิงคาร์บอนอื่นๆ ก็แค่ทำให้คนจนซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ มีปัญหาเดือดร้อน นอกจากนี้มีการฝันว่าเมื่อน้ำมันเริ่มขาดแคลนเพราะแหล่งน้ำมันเริ่มหมด จะมีการลดใช้เชื้อเพลิงคาร์บอนโดยอัตโนมัติ แต่ในช่วงหลายสิบปีข้างหน้าจะไม่เกิด และกว่าจะมีผลอย่างจริงจังก็คงสายไปนานแล้ว

นักสังคมนิยมเข้าใจว่าต้นตอปัญหาไม่ได้อยู่ที่ระบบอุตสาหกรรมหรือความโลภของมนุษย์ส่วนใหญ่ที่ยังยากจน ไม่ว่าจะเป็นคนในประเทศพัฒนาหรือในประเทศยากจน ปัญหาไม่ได้มาจากการที่เราไม่มีเทคโนโลจีที่จะผลิตพลังงานโดยไม่ทำลายโลก เทคโนโลจีเหล่านี้เรามีอยู่แล้ว เช่นการปั่นไฟฟ้าจากลมหรือแรงคลื่นในทะเล และการผลิตไฟฟ้าจากแสงแดด ปัญหามาจากระบบทุนนิยมกลไกตลาดที่ตาบอดถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม และตาบอดถึงความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ส่วนใหญ่ เพราะมุ่งแต่แข่งขันกันเพื่อเพิ่มกำไรอย่างเดียว

จะเห็นว่าเราต้องปฏิวัติสังคมเพื่อแก้ปัญหาโลกร้อน แต่นั้นไม่ได้หมายความว่าเราต้องรอให้มีกระแสปฏิวัติก่อนที่จะทำอะไรได้ ในช่วงนี้เราต้องรณรงค์ ผ่านขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมและพรรคการเมืองก้าวหน้าให้มีการลดการผลิต CO2 ด้วยการใช้พลังงานทางเลือก ด้วยการส่งเสริมการขนส่งมวลชนอย่างเช่นรถไฟ และด้วยการประหยัดพลังงาน แต่อย่าไปหวังว่าตามลำพังผู้นำโลกจะทำในสิ่งเหล่านี้เลย