Tag Archives: ใจ อึ๊งภากรณ์

ทำไมเผด็จการ “เพื่อคนรวย” ชุดนี้ ชอบภาษีมูลค่าเพิ่ม

ใจ อึ๊งภากรณ์

ในเมื่อเผด็จการทหารของประยุทธ์ต้องการจะขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม และพูดจาอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อปรามคนจน และในขณะที่พรรคพวกของมันกอบโกยความร่ำรวยจากการปล้นสิทธิเสรีภาพของประชาชนไทย เราควรกลับมาทบทวนเรื่อง “ภาษีก้าวหน้า” (Progressive Taxation) กับ “ภาษีล้าหลัง” (Regressive Taxation) อีกครั้ง

“ภาษีก้าวหน้า” คือภาษีคือภาษีที่คนรวยจ่ายมากเพราะสามารถจ่ายได้ และคนจนจ่ายน้อยหรือไม่จ่ายเลย เพราะเกือบจะไม่มีรายได้เพียงพออยู่แล้ว มันเป็นภาษีที่เป็นธรรมและช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในสังคม

ส่วน “ภาษีล้าหลัง” คือภาษีประเภท “ทำนาบนหลังประชาชนคนจน” โดยที่คนรวยและผู้มีอำนาจ บังคับเก็บจากคนจน ในขณะที่มีการลดการเก็บภาษีจากคนรวย เป้าหมายก็เพื่อผลประโยชน์ของนายทุน คนชั้นสูง ผู้มีอำนาจเช่นนายพลระดับสูง และแม้แต่ชนชั้นกลาง

โดยทั่วไปแล้ว พวกที่ใช้แนวคิดทางเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่ (Neo-liberal) ที่คลั่งกลไกตลาดแบบ “มือใครยาวสาวได้สาวเอา” ซึ่งมักจะเป็นพวกฝ่ายขวาทางการเมือง มักจะนิยมการเก็บภาษีล้าหลัง ตัวอย่างที่เห็นชัดในยุคนี้คือรัฐบาลฝ่ายขวาในสหรัฐและยุโรป ซึ่งในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา สามารถเพิ่มทรัพย์สินให้กับนายทุนและคนรวย ในขณะที่กดค่าแรงและรายได้ของประชาชนผู้ทำงาน นโยบาย “รัดเข็มขัด” ของพวกนี้ เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายเสรีนิยมใหม่ และเข็มขัดที่ใช้รัดประชาชน มักจะไม่ใช้กับคนรวย การพยายามทำลายความเข็มแข็งของสหภาพแรงงานมีความสำคัญอีกด้วย เพราะพวกเสรีนิยมไม่ต้องการให้คนทำงานมีพลังต่อรอง

นอกจากนี้นโยบายเสรีนิยมใหม่ มักจะไปด้วยกันกับการทำลายสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยด้วย เพราะการบังคับให้ประชาชนมีฐานะทางเศรษฐกิจแย่ลง มักต้องอาศัยอำนาจเผด็จการ ตัวอย่างที่ดีคือวิธีการที่กลุ่มอำนาจในสหภาพยุโรป บังคับใช้นโยบายรัดเข็มขัดกับประเทศกรีซ ทั้งๆ ที่ประชาชนลงคะแนนเสียงคัดค้านมาตลอด หรือการที่เผด็จการทหารไทยทำรัฐประหารสองครั้งในรอบ 11 ปีที่ผ่านมา การทำรัฐประหาร และการทำลายการเลือกตั้งของพวกทหาร ฝ่ายขวา และสลิ่มชนชั้นกลางไทย กระทำไปเพื่อทำลายนโยบายเศรษฐกิจ “คู่ขนาน” ของรัฐบาลทักษิณ ที่ผสมการใช้รัฐช่วยคนจน และการใช้กลไกตลาด พวกเผด็จการทำลายอำนาจทางการเมืองของทักษิณด้วยวิธีประชาธิปไตยไม่ได้ เขาต้องใช้รัฐประหาร

ทั้งๆ ที่รัฐบาลทักษิณเป็นรัฐบาลของนายทุนที่ไม่นิยมการเก็บภาษีก้าวหน้า และไม่ได้ใช้นโยบายสังคมนิยมประชาธิปไตยแต่อย่างใด แต่เมื่อเทียบกับรัฐบาลทหารปัจจุบัน หรือรัฐบาลอภิสิทธ์ที่มีทหารหนุนหลัง เราจะเห็นว่าเผด็จการไทยไม่สนใจการพัฒนาสภาพคนจนอย่างที่รัฐบาลทักษิณสนใจ และเราจะเห็นว่าในรอบ 11 ปีที่ผ่านมาในรัฐธรรมนูญต่างๆ ของทหาร มีการเชิดชูกลไกตลาดเสรีสุดขั้ว และการห้ามปรามไม่ให้รัฐใช้นบายช่วยคนจน ที่พวกนั้นเรียกกันว่า “ประชานิยม” ยิ่งกว่านั้นมีการส่งเสริม “ลัทธิเศรษฐกิจพอเพียง” ร่วมไปด้วย “ลัทธิเศรษฐกิจพอเพียง” นี้เป็นข้อเสนอของกษัตริย์ผู้เป็นคนรวยที่สุดในประเทศ ว่าคนจนต้องเจียมตัวในความจน มันเป็นข้อเสนอให้แช่แข็งความเหลื่อมล้ำ และมันถูกบังคับใช้โดยทหารผ่านการมีกฏหมาย 112 ซึ่งทำให้คนไม่กล้าวิจารณ์ นอกจากนี้เผด็จการทหารก็หน้าด้านใช้เงินของประชาชนในการซื้ออาวุธที่ไม่จำเป็น ในขณะที่ด่าคนจนว่า “ขี้เกียจ”

แนวคิดสังคมนิยมประชาธิปไตย (Social Democrat) จะมีมุมมองต่อภาษีต่างจากพวกคลั่งกลไกตลาด คือมีการมองว่าควรเก็บภาษีก้าวหน้าจากคนรวยและกลุ่มทุน เพื่อยกระดับประชาชนขึ้น และพัฒนาสังคมให้ทันสมัย และอีกเป้าหมายหนึ่งคือเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ

ระบบการเก็บภาษีแบบสังคมนิยมประชาธิปไตย เป็นระบบภาษีที่เก็บในลักษณะ ”ก้าวหน้า” และภาษีก้าวหน้าเป็นภาษีที่เก็บโดยตรง (Direct Taxation) เก็บจากคนรวยและบริษัท ในอัตราสูง บางครั้งมีการเก็บจากคนรวยในอัตราสูงเป็นพิเศษ (Super Tax) ตัวอย่างภาษีทางตรงคือภาษีรายได้ ภาษีจากการขายหุ้น ภาษีมรดก ภาษีจากกำไรบริษัท ภาษีทรัพย์สินและภาษีที่ดินเป็นต้น ในอดีตหลังการปฏิวัติ ๒๔๗๕ อจารย์ปรีดีเคยเสนอให้ไทยมีภาษีอัตราสูงเป็นพิเศษที่เก็บจากคนรวย แต่พวกอำมาตย์คัดค้านอย่างรุนแรง

ฝ่ายขวาเสรีนิยมจะมองว่ารัฐควรมีบทบาทน้อยในการช่วยคนจน และไม่ควรสร้างภาระให้เอกชนจากการเก็บภาษี สำนักคิดนี้มองว่านักธุรกิจและคนรวยเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเขาควรมีแรงจูงใจในการประกอบธุรกิจ ซึ่งเป็นแค่ข้ออ้างที่ให้ความชอบธรรมกับความโลภของคนรวย เพราะผู้ที่สร้างมูลค่าจริงในโลกนี้คือกรรมาชีพคนทำงานธรรมดา พวกเสรีนิยมมองว่าเขาควรมีโอกาสแสวงหากำไรหรือรายได้สูงสุดโดยไม่มีการจำกัด ถ้าจะเก็บภาษีก็ควรลดภาระให้กับคนรวยและเพิ่มภาระให้คนจนแทน สำนักเสรีนิยมจึงสนับสนุนการเก็บภาษี “ล้าหลัง” ในรูปแบบ “ภาษีทางอ้อม” (Indirect Taxation) ซึ่งเป็นภาษีที่คนจนจ่ายโดยอาจไม่รู้ตัว เช่นภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax) ที่เราจ่ายทุกครั้งที่ซื้อของ หรือภาษีสุรา/บุหรี่ ซึ่งทำให้คนจนรับภาระสูงกว่าคนรวย และที่สำคัญคือเกือบ 70% ของรายได้ภาษีของรัฐไทยมาจากภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีทางอ้อมอื่นๆ

ถ้าดูผิวเผินเราอาจคิดว่าภาษีทางอ้อมเป็นภาษีที่คนรวยจ่ายมาก เพราะคนรวยซื้อของมากกว่าคนจน แต่ในความเป็นจริง เมื่อตรวจสอบดูว่าคนจนกับคนรวยจ่ายภาษีทางอ้อมเป็นสัดส่วนเท่าไรของรายได้และทรัพย์สิน จะพบว่าคนจนจ่ายสัดส่วนมากกว่าคนรวย

การเก็บภาษีจากคนจนไม่ใช่สิ่งใหม่ ในยุคก่อนทุนนิยมมีการเก็บส่วยจากไพร่และบังคับให้ทำงานโดยไม่มีค่าตอบแทนเลย และทุกวันนี้รัฐไทยยังเก็บภาษีส่วนใหญ่ในรูปแบบ “ทำนาบนหลังคนจน”

จะเห็นได้ว่าถ้าจะลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในสังคมไทย ต้องมีการปฏิรูประบบภาษี เพื่อเน้นภาษีทางตรงในอัตราก้าวหน้า ในขณะเดียวกันควรมีการยกเลิกภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีทางอ้อมอื่นๆ นอกจากการเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้าแล้ว การตัดงบประมาณทหารและงบประมาณของพวกในวัง จะมีผลดีในการส่งเสริมประชาธิปไตย และการสร้างรัฐสวัสดิการอีกด้วย

ถ้าเราเข้าใจระบบภาษีในมุมมองของฝ่ายขวาและฝ่ายซ้าย เราจะเข้าใจว่าทำไมรัฐบาลเผด็จการของประยุทธ์อยากจะขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ในขณะที่ไม่มีการเพิ่มการเก็บภาษีรายได้จากคนรวย นายทุน นายพล หรือพวกกาฝากในราชวงศ์ นั้นคือสาเหตุที่รัฐประหารสองสามรอบที่เกิดขึ้นในไทยเมื่อไม่นานมานี้ ล้วนแต่เป็น “รัฐประหารเพื่อคนรวย”

สามปีรัฐประหารของไอ้ยุทธ์ อย่าให้มันทำให้เราชินกับเผด็จการจนเรากลายเป็นซอมบี้

ใจ อึ๊งภากรณ์

สามปีหลังรัฐประหารของไอ้ยุทธ์มือเปื้อนเลือด เราสามารถสรุปได้ว่าคณะเผด็จการทหารชุดนี้นำพาสังคมการเมืองไทยถอยหลังไปสามสิบกว่าปี

แทนที่เราจะเดินหน้าพัฒนาประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วม โดยการขยายสิทธิเสรีภาพต่างๆ และทางเลือกทางการเมืองให้หลากหลายขึ้น เช่นเปิดให้มีพรรคการเมืองฝ่ายซ้ายของกรรมาชีพ หรือพรรคการเมืองที่ให้ความสนใจกับสิทธิทางเพศ สิทธิของชนกลุ่มน้อย สิทธิของแรงงานข้ามชาติ หรือเรื่องการสร้างสันติภาพในปาตานี แทนที่เราจะมีโอกาสพัฒนาสังคมให้เป็นรัฐสวัสดิการและลดความเหลื่อมล้ำ แทนที่เราจะเดินหน้ายกเลิกกฏหมาย 112 เพื่อสร้างความโปร่งใส แทนที่เราจะลดอิทธิพลของทหารในระบบการเมือง เราต้องถูกบังคับให้ย้อนกลับไปสู่สังคมอนุรักษ์นิยมที่ไม่มีพื้นที่สำหรับพลเมือง และเราต้องเดินถอยหลังไปสู่ระบบประชาธิปไตยจอมปลอมภายใต้อำนาจของทหารและอภิสิทธิ์ชน

ทั้งหมดนี้คือผลงานของทหาร ชนชั้นนำอนุรักษ์นิยม และชนชั้นกลาง “สลิ่ม” พวกนี้อ้าง “ชาติ ศาสนากษัตริย์” เพื่อดูถูกกดขี่พลเมืองส่วนใหญ่ เขาอ้างว่าคนส่วนใหญ่ไม่พร้อมจะมีประชาธิปไตย ทั้งๆที่พลเมืองไทยธรรมดาจำนวนมากออกมาเรียกร้องสิทธิเสรีภาพซ้ำแล้วซ้ำอีก แล้วถูกทหารเข่นฆ่าอย่างเลือดเย็น ไม่ว่าจะในเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา, ๖ ตุลา, พฤษภา ๓๕ หรือในการต่อสู้ของขบวนการเสื้อแดง

การทำลายประชาธิปไตย การขังคุกนักต่อสู้คนดีๆ การข่มขู่ผู้เรียกร้องเสรีภาพจนหลายคนต้องเงียบหายไปหรือออกจากประเทศ การกอบโกยผลประโยชน์ของทหารในการคอร์รับชั่น การเพิ่มงบประมาณในเรื่องสิ้นเปลืองเช่นการซื้ออาวุธ หรือการทุ่มเทเงินประชาชนในตำแหน่งหรือพิธีกรรมสำหรับคนชั้นสูงที่รวยเกินไปอยู่แล้ว และการทำลายสวัสดิการในระบบสาธารณสุขและการศึกษาของพวกเผด็จการ ภายใต้ลัทธิเสรีนิยมกลไกตลาดแบบ “มือใครยาวสาวได้สาวเอา” ทั้งหมดนี้คือผลพวงของรัฐประหาร

แต่ตอนนี้เราเผชิญหน้ากับภัยร้ายแรงอีกชนิดหนึ่ง คือการถูกบังคับหรือกล่อมเกลาให้ชินกับสภาพเผด็จการ และการเลิกฝันนถึงสังคมใหม่ พูดง่ายๆ คือ ตอนนี้เราต้องต่อสู้อย่างถึงที่สุดกับการแปรตัวของคนจำนวนมากไปเป็น “ซอมบี้” ทางการเมืองและสังคม

ส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์การเป็นซอมบี้ มาจากการปราบปรามข่มขู่ของเผด็จการ แต่อีกส่วนที่สำคัญพอๆ กัน อาจเป็นสาเหตุหลักก็อาจว่าได้ คือการเมืองและยุทธศาสตร์ของฝ่ายเราเอง

ในประการแรกพรรคพวกของทักษิณในพรรคเพื่อไทยและแกนนำ นปช. สามารถแช่แข็งการต่อสู้ของเสื้อแดงจนขบวนการที่เคยยิ่งใหญ่เข้มแข็ง อ่อนตัวลงและหมดสภาพในการต่อสู้โดยสิ้นเชิง มันคือการหักหลังความฝันของพลเมืองหลายล้านคนที่จะเห็นเสรีภาพและสังคมใหม่ และพวกเราปล่อยให้มันเกิดขึ้น แต่เราไม่ควรแปลกใจเท่าไร เพราะทักษิณและพรรคพวกก็ไม่ได้เป็นคนก้าวหน้าที่อยากเห็นประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน เขาอาจมีความคิดทันสมัยในการแก้ปัญหาหลายอย่าง แต่เขายังต้องการปกป้องระบบชนชั้นและความเหลื่อมล้ำในสังคม

ในประการที่สอง นักต่อสู้ที่หลุดพ้นแนวคิดของทักษิณ ไปหันหลังให้กับการสร้างขบวนการมวลชน หรือขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม และหันหลังให้กับการจัดตั้งทางการเมือง เช่นการสร้างพรรคการเมืองของคนชั้นล่างอีกด้วย เขามองว่าการออกมาแสดงจุดยืนของปัจเจกไม่กี่คน ในเชิงสัญลักษณ์ จะนำมาซึ่งประชาธิปไตยและเสรีภาพ แต่คนที่กล้าสู้แบบนี้ก็โดนปราบง่าย ทุกวันนี้บางคนติดคุก ส่วนคนที่นั่งอยู่บ้านเชียร์การกระทำของวีรชนดังกล่าว ก็ไร้อำนาจที่จะปกป้องเขาและเปลี่ยนสังคม นี่คือโศกนาฎกรรมของการต่อสู้ในยุคเผด็จการไอ้ยุทธ์

พร้อมกับโศกนาฏกรรมดังกล่าว เชื้อโรคที่ทำให้คนเป็นซอมบี้ ก็ปรากฏตัวในสังคม คนที่ควรจะรู้ดีกว่านี้เริ่มเรียกผู้นำเผด็จการชั่วว่า “ลุง” หรือ บิ๊ก” นำหน้าชื่อเล่นของมัน เหมือนกับว่าพวกนี้เป็นผู้ใหญ่ใจดีหรือคนที่เราควรเคารพ บางกลุ่มเริ่มออกมาเรียกร้องให้เผด็จการแก้ปัญหาต่างๆ ให้ เหมือนกับว่ามันเป็นรัฐบาลที่มีความชอบธรรม ท่ามกลางความหดหู่หลายคนหยุดการเคลื่อนไหวทางปัญญาโดยสิ้นเชิง และหมดความหวังไปเลย หรือตั้งความหวังไว้กับการปฏิรูปการเมืองจอมปลอม และมันยากที่จะฟื้นตัวจากสภาพเช่นนี้

สภาพซอมบี้มันรักษาได้ ยังไม่สายเกินไป แต่เราต้องทำงานจัดตั้งทางความคิดแบบใต้ดิน เพื่อร่วมกันศึกษาแลกเปลี่ยนเรื่องปัญหาการเมืองและสังคม และเพื่อขยายเครือข่ายประชาธิปไตย เตรียมพร้อมที่จะปรากฏตัวในสังคมเปิดเมื่อโอกาสเหมาะสม และเพื่อเดินหน้าโค่นเผด็จการในอนาคต

ทำไมฝ่ายซ้ายไทยถึงได้กลายเป็นพวกขวา?

ใจ อึ๊งภากรณ์

“ทำไมฝ่ายซ้ายไทยถึงได้กลายเป็นพวกขวา?” เป็นคำถามที่บางคนตั้งขึ้นมาในยุคนี้ แต่ก่อนที่จะขอตอบ ต้องอธิบายว่ามันเป็นเพียงบางคนเท่านั้น เพราะอดีตฝ่ายซ้ายไทยจำนวนมากเคยเข้าร่วมต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการเสื้อแดง ไม่ได้เป็นฝ่ายขวา

“พวกขวา” ในที่นี้ ผู้เขียนจะขอนิยามว่าหมายถึงพวกที่โบกมือเรียกทหารให้ทำรัฐประหารเพื่อทำลายประชาธิปไตย

ในประการแรก คนที่ตั้งคำถามแบบนี้มักจะตกอกตกใจด้วยความซื่อบื้อเมื่อเห็นคนเปลี่ยนไปตามกาลเวลา แต่ไม่ว่าคุณจะเป็นมาร์คซิสต์หรือพุทธ คุณควรจะรู้ว่าทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าจะ “ต้อง” เปลี่ยนเสมอ แต่การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องปกติ ในมุมกลับมีบางคนที่ซื่อบื้อคิดว่าถ้าในวัยหนุ่มสาวเป็นซ้าย พออายุมากขึ้นต้องเป็นขวา แต่ไม่พูดว่าถ้าในวัยหนุ่มสาวเป็นขวาจะต้องเป็นซ้ายเวลาอายุมากขึ้น!! สำหรับผู้เขียนคนนี้และเพื่อนมิตรสหายในไทยและต่างประเทศที่อายุพอๆ กัน คือย่างเข้าหกสิบกว่า ขอยืนยันว่าเป็นซ้ายมาตั้งแต่ ๖ ตุลา และทุกวันนี้ยังซ้ายอยู่ด้วยความภูมิใจ

มาร์ทิน ลูเทอร์ คิง

คาร์ล มาร์คซ์ ในวัยหนุ่มเป็นแค่เสรีชนที่เรียกร้องประชาธิปไตย แต่พออายุมากขึ้นก็จะเอียงไปทางซ้ายมากขึ้นจนถึงวันตาย มาร์ทิน ลูเทอร์ คิง เริ่มต้นเป็นผู้เรียกร้องความเท่าเทียมให้กับคนผิวดำในสหรัฐ แต่พออายุมากขึ้น ก่อนที่จะถูกยิงตาย เริ่มพูดถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสำหรับทุกคน และเริ่มพูดถึงจักรวรรดินิยม คือขยับไปทางซ้ายนั้นเอง

ในประการที่สอง อดีตฝ่ายซ้ายไทย หรือพวกที่เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทสไทย (พคท.) เป็นคนที่เคยคิดว่าลัทธิ “สตาลิน-เหมา” ของพคท. คือ “มาร์คซิสต์” หรือ”สังคมนิยม” แต่ลัทธิ “สตาลิน-เหมา” เป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับการปลดแอกมนุษย์ของนักมาร์คซิสต์ เพราะสำหรับชาวมาร์คซิสต์ การปลดแอกมนุษย์ต้องมาจากการกระทำของพลเมืองธรรมดาเองในระดับรากหญ้า โดยเฉพาะกรรมาชีพ ไม่ใช่ทำโดยคนกลุ่มน้อย แต่พคท. และพรรคคอมมิวนิสต์ทั่วโลก หลังจากที่สตาลินทำลายการปฏิวัติรัสเซียและขึ้นมามีอำนาจ กลายเป็นพรรคที่เป็นเผด็จการเหนือชนชั้นกรรมาชีพ และทุกวันนี้เราก็ยังเห็นพรรคเผด็จการเหล่านี้ปกครองประเทศจีน เวียดนาม และลาว

ดังนั้นการที่อดีตฝ่ายซ้ายไทยจะไม่เกลียดชังเผด็จการมากนัก หรือเชียร์เผด็จการทหาร ก็อาจไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงใหญ่เกินไปสำหรับบางคน

แต่เราต้องอธิบายเพิ่ม เพราะแค่นี้ไม่พอ

ในประการที่สาม อดีตฝ่ายซ้ายไทยจำนวนมากมีอาการ “อกหัก” เมื่อ พคท. และระบบเผด็จการ “คอมมิวนิสต์” ทั่วโลกล่มสลายเมื่อสามสิบปีก่อน ความผิดหวังนี้ย่อมเป็นสิ่งที่กระตุ้นให้คนทบทวนความคิด และเลือกเดินในเส้นทางใหม่ที่แตกต่างกันไป

บางคนไปปลื้มกับไทยรักไทยและทักษิณ เพราะมองว่านักการเมืองทุนนิยมที่มีนโยบายที่เป็นประโยชน์กับคนจน และลงสมัครรับเลือกตั้ง คือทางออกที่ดีกว่าการจับอาวุธเข้าป่า

บางคนคิดจะหันหลังให้กับรัฐ ปฏิเสธการพึ่งพารัฐ หรือการโค่นรัฐ และพวกนี้ก็แปรตัวไปเป็นเอ็นจีโอ เมื่อเวลาผ่านไปก็กินเงินเดือนสูงขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นคนชั้นกลาง ภายในเอ็นจีโอก็ไม่มีประชาธิปไตย มีระบบอาวุโส ไม่ต่างจาก พคท. และไปๆ มาๆ พวกนี้เริ่มมีนิสัยแบบพี่เลี้ยง คือสอนชาวบ้านจากจุดยืนชนชั้นกลางของเขา และทุกกลุ่มหันมาพึ่งพาทุนจากรัฐเพื่อทำกิจกรรม เช่นจาก “สสส” เป็นต้น ต่อมาเอ็นจีโอ ไทยจำนวนมากก็เกิดความไม่พอใจกับรัฐบาลทักษิณ เพราะนโยบายของรัฐบาลมีประสิทธิภาพมากกว่ากิจกรรมของเอ็นจีโอในการพัฒนาคนจน และรัฐบาลทักษิณชอบข่มขู่เอ็นจีโออีกด้วย เอ็นจีโอจึงกลัวว่าเขาจะไม่มีอนาคตในการทำกิจกรรม สภาพแบบนั้นทำให้เขาเปลี่ยนความคิดอีก คือหันไปดูถูกคนจนว่า “เข้าไม่ถึงข้อมูล” หรือ “โง่” เพราะไป “หลงเชื่อ” ทักษิณ ในขณะที่ข้อมูลในโลกจริงพิสูจน์ว่าคนที่เลือกพรรคไทยรักไทยไม่เคยโง่ และไม่เคยขาดข้อมูลแต่อย่างใด ในที่สุดพวกนี้ก็กลายเป็นสลิ่ม

ในประการที่สี่ อดีตฝ่ายซ้ายบางคนได้ดิบได้ดี กลายเป็นนักวิชาการหรือมีอาชีพแบบชนชั้นกลาง และหันหลังให้กับความฝันว่าจะเปลี่ยนสังคมให้มีความยุติธรรมมากขึ้น พวกนี้เริ่มสบายในการเป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นกลางและเป็นส่วนหนึ่งของระบบ ในที่สุดก็เริ่มมีทัศนคติที่ดูถูกคนจน และคิดว่าคนจนควรจะเจียมตัว จริงๆ แล้วเขาอาจมีทัศนคติแบบนี้มาตั้งแต่อยู่กับ พคท. ก็ได้ เพราะ พคท. เน้นการ “สอน” ชาวบ้านและนักศึกษาในลักษณะ “บนลงล่าง” และเมื่อใครเถียงด้วยก็จะด่าว่า “ไม่เข้าใจวิภาษวิธี” หรืออะไรแบบนั้น เพราะพรรคและ “กองทัพประชาชน” จะปลดแอกพลเมือง ไม่ใช่ว่าพลเมืองจะปลดแอกตนเอง

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ฝ่ายซ้ายไทย หรืออดีตฝ่ายซ้ายไทย จำนวนมาก ก็ยังเป็นซ้าย หรืออย่างน้อยก็ไม่ได้เป็นขวา

สงครามอนุสาวรีย์

ใจ อึ๊งภากรณ์

นักประวัติศาสตร์หลายคน ทั้งคนไทยและชาวตะวันตก ได้เคยอธิบายความสำคัญของอนุสาวรีย์และประวัติศาสตร์ในสงครามช่วงชิงอำนาจทางการเมืองปัจจุบัน มันเป็นสิ่งที่ อันโตนิโอ กรัมชี่ นักมาร์คซิสต์ชาวอิตาลี่ เคยเรียกว่า “สงครามจุดยืน” หรือในภาษาง่ายๆ มันคือสงครามทางความคิด เพื่อผูกขาดแนวคิดของฝ่ายตนนั้นเอง

ในเรื่องหมุดคณะราษฎร การดำรงอยู่ของอนุสาวรีย์อันนี้ ก็เป็นส่วนหนึ่งของสงครามจุดยืนระหว่างฝ่ายประชาธิปไตย และฝ่ายเผด็จการ แต่มันมีความซับซ้อนและคำถามที่น่าสนใจอีกด้วย

ถ้าศึกษาประวัติศาสตร์ไทย เราจะพบจากข้อเขียนของนักประวัติศาสตร์ไทยหลายคน ว่าเคยมียุคเผด็จการทหารที่ต่อต้านเจ้า ยุคของจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นยุคที่เรามีทหารที่ต้านทั้งประชาธิปไตยและต้านระบบกษัตริย์ ผลอันเป็นรูปธรรมในแง่ของอนุสาวรีย์คืออนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ซึ่งสร้างขึ้นในยุคเผด็จการอันนี้ จริงๆ แล้วมันเป็นอนุสาวรีย์ต้านกษัตริย์มากกว่าอะไร มันเป็นสิ่งที่สร้างกลางถนน “ราชดำเนิน” คล้ายๆ การยกนิ้วกลางให้กษัตริย์ ถ้าไม่เชื่อก็ข้ามถนนไปดูว่าบนอนุสาวรีย์นี้มีภาพอะไรบ้าง มันเต็มไปด้วยภาพของสังคมไทย “สมัยใหม่” แต่ไม่มีภาพหรือสัญลักษณ์ของกษัตริย์เลย

ในยุคนั้น จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้สร้างอนุสาวรีย์ชาตินิยมอันยิ่งใหญ่ที่อยุธยา ซึ่งรวมถึงศาลากลางเก่า และการบูรณะเจดีย์ที่พังไป จริงอยู่ที่ศาลากลางเก่า มีรูปกษัตริย์สมัยอยุธยา แต่การใช้รูปปั้นกษัตริย์สมัยก่อนเพื่อสร้างกระแสชาตินิยม เป็นสิ่งที่เผด็จการทหารพม่าทำ เผด็จการในอดีตรัฐเล็กๆ ของโซเวียตก็ทำ แต่พวกนี้ไม่ได้ต้องการนำระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หรือแม้แต่ตัวกษัตริย์กลับมาแต่อย่างใด

ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ ความหมายของอนุสาวรีย์มันเปลี่ยนได้ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเดิมมีความหมายตามที่จอมพลป.ต้องการ แต่ตั้งแต่เผด็จการ สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ประชาชนไทยเปลี่ยนความหมายของมันเพื่อให้เป็นเรื่อง “ประชาธิปไตยล้วนๆ” อย่างที่เราเห็นทุกวันนี้ และเนื่องจากเผด็จการทหารทุกรุ่น รวมถึงเผด็จการของประยุทธ์ อ้างว่ามันเป็น “ประชาธิปไตย” ไม่มีทหารรุ่นไหนกล้าทุบมันทิ้ง กระแสประชาธิปไตยในประชาชนของสังคมไทยกลายเป็นกระแสที่มีพลังยิ่ง

อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยต่างจากหมุดคณะราษฎร เพราะหมุดคณะราษฎร ในความคิดของนักเคลื่อนไหวปัจจุบัน ตอนนี้ผูกไว้กับการลดอำนาจหรือยกเลิกกษัตริย์

ถ้า จอมพล ป. พิบูลสงคราม เกลียดกษัตริย์ ทำไมไม่ยกเลิกไปเลย? คำตอบคือจอมพล ป. พิบูลสงครามและพรรคพวก ไม่ได้มีอำนาจเบ็ดเสร็จ แต่ต้องคอยแย่งชิงอำนาจกับฝ่ายอื่นเสมอ ต้องประนีประนอมกับฝ่ายอนุรักษ์นิยม หนึ่งในนั้นคือพวกคลั่งเจ้า แต่ไม่ใช่ตัวกษัตริย์เอง เพราะกษัตริย์รัชกาลที่๗แพ้สงครามการแย่งชิงอำนาจ และรัชกาลที่๘และ๙ ไร้อำนาจโดยสิ้นเชิงเพราะสาเหตุที่อ่อนวัยและไม่ได้เตรียมตัวเพื่อขึ้นมาเป็นกษัตริย์เลย ฝ่ายคลั่งเจ้าหลังจากความพ่ายแพ้ในกบฏบวรเดช เริ่มค่อยๆ เข้าใจว่าไม่สามารถหมุนนาฬิกากลับไปสู่ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้ ดังนั้นสิ่งที่ฝ่ายคลั่งเจ้าต้องการคือการยกความสำคัญของกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญขึ้นมา ในที่สุดเขาก็ได้ดังใจภายใต้เผด็จการรุ่นต่อไปของจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ แต่อย่าไปหลงเข้าใจผิดนะว่าจอมพล สฤษดิ์ “คืนอำนาจให้กษัตริย์” สฤษดิ์ยกระดับกษัตริย์เพื่อเพิ่มความชอบธรรมให้กับอำนาจของตนเองเท่านั้น

อย่าลืมด้วยว่า “อำนาจ” เป็นสิ่งที่เป็นรูปธรรมเสมอ คือเป็นอำนาจที่จะกำหนดวิธีการบริหารประเทศ ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และนโยบายระหว่างประเทศ ซึ่งอยู่ในมือของทหาร ข้าราชการชั้นสูง และนักการเมืองที่ตามมา มันไม่เคยอยู่ในมือกษัตริย์มาตั้งแต่ ๒๔๗๕

หลังจากจอมพล สฤษดิ์ ทหาร ข้าราชการชั้นสูง และนักการเมืองล้วนแต่ใช้กษัตริย์เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความอนุรักษ์นิยม และหุ่นที่ให้ความชอบธรรมกับสิ่งที่พวกนี้ทำตลอด นั้นคือสาเหตุที่มีการสร้างอนุสาวรีย์รัชกาลที่ ๗ หน้ารัฐสภา ซึ่งเกิดขึ้นหลังสมัยความป่าเถื่อนของ ๖ ตุลา การนำกษัตริย์ผู้ที่ขัดขวางระบบรัฐสภาและรัฐธรรมนูญมาตั้งไว้หน้ารัฐสภา เหมือนกับเอารูปปั้นกษัตริย์อังกฤษไปไว้หน้ารัฐสภาของสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้มีการพยายามทำให้ประชาชนลืมหรือเข้าใจผิดเรื่องการปฏิวัติ ๒๔๗๕ การที่ประชาชนจำนวนมากไม่รู้จักหมุดคณะราษฏร หรืออนุสาวรีย์หลักสี่ เป็นผลพวงของความพยายามนี้ ยิ่งกว่านั้นหมุดคณะราษฎรเคยหายไปจากที่ตั้งในสมัยรัฐบาลจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งมีคำสั่งให้ย้ายหมุดดังกล่าว แต่กลับมาตั้งในที่เดิมหลังจากที่สฤษดิ์เสียชีวิตไป

ฝ่ายประชาธิปไตยมีการโต้ตอบฝ่ายอนุรักษ์นิยมด้วยการสร้างอนุสาวรีย์ ๑๔ตุลา และ๖ตุลา อันหลังตั้งไว้ในมหาวิทยาลัยธรรมศาตร์ ซึ่งมีอนุสาวรีย์ ปรีดี พนมยงค์ ผู้ก่อตั้งคณะราษฎร อีกด้วย

ปัจจุบันหลังจากที่หมุดคณะราษฎร หายไปอีกครั้งและมีหมุดอุบาทว์ “หน้าใส” เข้ามาแทนที่ หลายคนตั้งคำถามว่าใครอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ โดยที่พวกคลั้งนิยายเรื่องเจ้าเสนอว่าว ชิราลงกรณ์ เป็นผู้สั่ง แต่พวกนี้ลืมไปว่าในรอบสิบปีที่ผ่านมา พวกคลั่งเจ้าได้เคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องเพื่อทำลายประชาธิปไตยของเรา และเชิญเผด็จการทหารเข้ามา และพวกนี้มักใช้กษัตริย์เป็นสัญลักษณ์ถึงขั้นที่เอ่ยถึงระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อีกด้วย แต่พวกนี้ไม่ได้ต้องการให้กษัตริย์มีอำนาจจริง มันและพรรคพวกของมันต้องการมีอำนาจเอง และที่สำคัญคือกษัตริย์ภูมิพลในสมัยนั้นไม่ได้อยู่ในสภาพที่จะรู้เรื่องหรือกำกับอะไร และกษัตริย์วชิราลงกรณ์ไม่เคยสนใจสภาพบ้านเมืองเลย ผมคาดเดาว่าก่อนหน้านี้แกอาจไม่รู้จักหมุดคณะราษฏร์ด้วยซ้ำ

ตอนนี้มีข่าวว่าคนจาก “กลุ่ม สมาน ศรีงาม” มอบตัวกับตำรวจและสารภาพว่าถอนหมุดคณะราษฎร เรายังต้องรอดูว่ามันจริงหรือไม่ อย่างไรก็ตามมันสอดคล้องกับแนวการเมืองของพวกนี้ ดู [ http://bit.ly/2oVf9Uu ]

ก่อนที่ประยุทธ์จะทำรัฐประหาร พวกสลิ่มคลั่งเจ้าได้ก่ออาชญากรรมทางการเมืองเพื่อปูทางไปสู่เผด็จการ ในเรื่องนี้มันทำเอง ตัดสินใจเอง แต่ฝ่ายทหารก็ไม่ทำอะไรเพราะมันเป็นโอกาสที่จะทำรัฐประหาร ในเรื่องการหายไปของหมุดคณะราษฏร มันคงจะคล้ายกัน ผมมองว่าคสช.และประยุทธ์ไม่ได้สั่งถอนหมุดแต่ขี้เกียจสอบสวนหาความจริงเพราะแอบเห็นด้วย วชิราลงกรณ์ก็ไม่ได้สั่ง แต่พวกที่ทำคือพวกคลั่งเจ้าสุดขั้ว มันมีการขู่ก่อนหน้านี้ และพวกนี้เห็นว่าในช่วงปัจจุบันฝ่ายเราชอบประกอบพิธีประชาธิปไตยตรงนั้นท่ามกลางกระแสไม่เอาเจ้าที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นมันเป็น “สงครามอนุสาวรีย์” อีกรูปแบบหนึ่ง

สักวันหนึ่ง เมื่อประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน เราจะดึงอนุสาวรีย์ของพวกเจ้าลงมาให้หมด เหมือนกับที่คนทั่วโลกเคยทำ

กลุ่มประเสริฐ ทรัพย์สุนทร และ กลุ่ม สมาน ศรีงาม รับใช้ทหารมาตลอด

ใจ อึ๊งภากรณ์

ตามที่มีข่าวว่า “กลุ่ม สมาน ศรีงาม” มอบตัวกับตำรวจและสารภาพว่าถอนหมุดคณะราษฎร เรายังต้องรอดูว่ามันจริงหรือไม่ อย่างไรก็ตามมันสอดคล้องกับแนวการเมืองของพวกนี้ ลองมาดูกันว่าแนวการเมืองของเขามาจากไหน…

อาจารย์ ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร เคยเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) แต่เมื่อพรรคตัดสินใจจับอาวุธสู้กับเผด็จการ สฤษดิ์ ในช่วงที่ จิตร ภูมิศักดิ์ โดนยิงตาย ซึ่งเป็นการปรับยุทธวิธีการต่อสู้จากเดิมที่พรรคเคยทำแนวร่วมกับเผด็จการทหาร ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร ไม่เห็นด้วย และแตกกับพรรค ต่อมา อ.ประเสริฐ ก็ทำงานร่วมกับเผด็จการทหาร และคัดค้าน พคท. ได้งบประมาณจากทหารด้วย ในการทำงานร่วมกับทหารนั้น อ. ประเสริฐ ได้ทำกลุ่มศึกษาและให้การศึกษากับทหารหลายคน เช่น ชวลิต ยงใจยุทธ

ในทางวาจา กลุ่ม “อาจารย์เสริฐ” จะพูดถึงความจำเป็นที่จะต้อง “ปฏิวัติประชาธิปไตย” ในสังคมไทย จากความเป็น “ศักดินา” ซึ่งก็ยังเป็นแนวของ พคท.อยู่  เพียงแต่จะต่างกับ พคท. ตรงที่เสนอว่าควรปฏิวัติโดยทำแนวร่วมกับทหาร ซึ่งเป็นแนวเดิมของ พคท. แต่ในเวลานั้น พคท.หันไปเสนอให้จับอาวุธสู้กับศักดินากับทหาร เพื่อ “ปฏิวัติประชาธิปไตย” โดยทำแนวร่วมกับ “นายทุนรักชาติ”

ในความเป็นจริงประเทศไทยเปลี่ยนจากศักดินาเป็นทุนนิยมตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ ดังนั้นข้อเสนอของทั้งสองกลุ่มให้ “ปฏิวัติประชาธิปไตย” เป็นเพียงการสร้างความชอบธรรมกับการทำแนวร่วมกับชนชั้นปกครอง ตามแนว สตาลิน-เหมา ทั่วไป ทั้งสองกลุ่มเพียงแต่อยากหาทางลัดสู่อำนาจ ผ่านการจับมือกับทหาร นายทุน หรือคนชั้นสูงอื่นๆ ที่มีอำนาจ แทนที่จะปลุกระดมให้ประชาชนลุกขึ้นสู้เพื่อโค่นทุนนิยมและชนชั้นปกครองทั้งหมด แต่ในด้านหนึ่ง พคท. ยังมีความก้าวหน้ากว่ากลุ่ม อ.เสริฐ เพราะอย่างน้อยก็พยายามจัดตั้งประชาชนให้ล้มเผด็จการทหารด้วยการจับอาวุธ

หลังจากที่ พคท. ล่มสลายเพราะการต่อสู้ไม่สำเร็จ ในช่วงรัฐบาลเปรม กลุ่ม อ.เสริฐ มีบทบาทต่อไป โดยสร้างความสับสนในหมู่นักเคลื่อนไหวสังคมนิยม นักศึกษา กรรมกร และนักสหภาพแรงงาน คือพูดเหมือนนักปฏิวัติฝ่ายซ้าย แต่ในรูปธรรมเสนอให้จับมือกับนายจ้าง คนชั้นสูง และจงรักภักดีต่อกษัตริย์ บางครั้งกลุ่ม อ.เสริฐ จะต่อต้านการนัดหยุดงานของสหภาพแรงงาน

สมาน ศรีงาม เป็นลูกศิษย์ที่ดีของ ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร เขาเป็นคนที่ชอบเคลื่อนไหวแบบชาตินิยมสุดขั้ว เช่นการ “ทวงคืน” เขาพระวิหารเป็นต้น

สรุปแล้วแนวทางของกลุ่ม อ.เสริฐ วิวัฒนาการไปเป็นการปกป้องทหารและชนชั้นสูง โดยแฝงตัวเข้าไปในขบวนการต่างๆ ของนักต่อสู้ เพื่อพูดอะไรแรงๆ แต่พาคนไปสู่การสยบยอม

เมื่อเดือนกันยายนปี ๒๕๕๒ กรุงเทพฯธุรกิจออนไลน์เสนอว่า

“วันนี้ สานุศิษย์อาจารย์เสริฐได้นำเอาความรู้ที่ร่ำเรียนกันมายาวนาน มาใช้ในการเคลื่อนไหวทางการเมืองกันอย่างคึกคัก วันนี้ สานุศิษย์อาจารย์เสริฐกระจายตัวอยู่ทั้งในกลุ่มเสื้อแดง และเสื้อเหลือง….ธงนำความคิดของ อ. เสริฐ คือการปฏิวัติประชาธิปไตย ที่ดึงสถาบันพระมหากษัตริย์มาอยู่กับฝ่ายความคิดก้าวหน้า…..อ.ชูพงศ์ (สานุศิษย์อาจารย์เสริฐ) จึงประกาศคำขวัญกลางสนามหลวงว่าให้ล้มอำมาตย์ (เผด็จการ) เพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์”

การนัดหยุดงานกับการสร้างเสรีภาพ

ใจ อึ๊งภากรณ์

ท่ามกลางความมืดมนของเผด็จการที่วางแผนคุมสังคมเราในระยะยาว เราต้องตั้งคำถามว่าพลังไหนในสังคมจะปลดแอกประชาชนและสร้างเสรีภาพ?

การสร้างพลังของขบวนการสหภาพแรงงานในไทย มีความสำคัญอย่างยิ่งกับการสร้างเสรีภาพ สังคมเราจะได้ไม่ต้องวนเวียนอยู่กับเผด็จการ การทำรัฐประหาร  และสภาพความเหลื่อมล้ำทางสังคมอย่างต่อเนื่องเหมือนไม่มีจุดจบ นี่คือบทเรียนจากประเทศต่างๆ ในยุโรปตะวันตก เกาหลีใต้ ลาตินอเมริกา และอียิปต์

13124929_1181060888592867_9078848768920258106_n

แน่นอนเราไม่สามารถจะไปหวังว่า สลิ่มชนชั้นกลาง ผู้ที่เคยเป็นความหวังของใครๆ ในอดีต จะสนใจสร้างเสรีภาพ พวกเขาพิสูจน์ตนเองเป็นรูปธรรมว่าเป็นศัตรูของเสรีภาพ

อย่างไรก็ตามขบวนการแรงงานไทยตอนนี้อ่อนแอเกินไป ไร้ประสิทธิภาพในการนำตนเองเป็นส่วนใหญ่ บางครั้งถูกฝ่ายปฏิกิริยาแทรกแซง และเกือบจะไม่มีการจัดตั้งทางการเมือง บางส่วนของขบวนการมองรัฐบาลทหารว่าเป็น “ผู้อุปถัมภ์” อีกด้วย ที่สำคัญคือควบคู่กับการสร้างพลังของกรรมาชีพ เราไม่สามารถละเว้นการสร้างพรรคสังคมนิยมด้วย ดังนั้นภารกิจสำคัญของเราควรจะเป็นการสร้างพรรคสังคมนิยมของคนหนุ่มสาวมีไฟที่ลงไปทำงานกับขบวนการสหภาพแรงงาน

ทำไมกรรมาชีพมีบทบาทชี้ขาดในการสร้างประชาธิปไตย เสรีภาพ และสังคมนิยม?

ชนชั้นกรรมาชีพตามนิยมของนักมาร์คซิสต์ คือ ทุกคนที่ไร้ปัจจัยการผลิต ดังนั้นลูกจ้างทุกคนที่ไม่มีอำนาจให้คุณให้โทษถือว่าเป็นกรรมาชีพ ไม่ว่าจะเป็นกรรมกรโรงงาน พนักงานปกคอขาว คนขับรถเมล์ พนักงานในภาคบริการ พยาบาล หรือครูบาอาจารย์

3350df5709f4453fafae41703dc8a35e

ความสำคัญของชนชั้นกรรมาชีพ เป็นเพราะชนชั้นกรรมาชีพมีอำนาจซ่อนเร้นอยู่สูง เนื่องจากกรรมาชีพเป็นชนชั้นใหม่ที่ระบบทุนนิยมสร้างขึ้นมาในใจกลางของระบบ เศรษฐกิจทุนนิยมต้องอาศัยการทำงานของชนชั้นกรรมาชีพทั้งสิ้น นายทุนนายจ้างและเครื่องจักรต่าง ๆ ไม่สามารถทำงานแทนชนชั้นกรรมาชีพได้ เมื่อกรรมาชีพนัดหยุดงานทั่วประเทศ ทหารและตำรวจปราบยากกว่าการชุมนุมบนท้องถนน

ชนชั้นกรรมาชีพมีความสัมพันธ์พิเศษในระบบการผลิตทุนนิยมด้วย เพราะทุนนิยมผลักดันให้ชนชั้นกรรมาชีพเข้ามาทำงานร่วมกันในสถานที่ทำงานใหญ่ โดยที่งานของแต่ละคนต้องอาศัยพึ่งพางานของเพื่อนร่วมงานตลอด ซึ่งการทำงานแบบนี้ช่วยส่งเสริมความคิดในเรื่องผลประโยชน์ส่วนรวม ไม่เหมือนพวกนายทุนน้อย นอกจากนี้ชนชั้นกรรมาชีพเป็นคนส่วนใหญ่ในสังคมสมัยใหม่ทั่วโลกรวมถึงไทยด้วย

จะขอยกคำเขียนของนักสังคมนิยมสองคนในอดีต เพื่อขยายความเรื่องการนัดหยุดงาน และการต่อสู้ทางการเมือง

rluxemburgcpwz

บทความ “การนัดหยุดงานทั่วไป” ของ โรซา ลัคแซมเบอร์ค นักมาร์คซิสต์สตรีชาวเยอรมัน-โปแลนด์ เป็นบทความที่อธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่าง การลุกฮือโดยอัตโนมัติและเสรี กับการจัดตั้งทางการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างการต่อสู้ในเรื่องปากท้อง กับการต่อสู้ทางการเมือง

โรซา ลัคแซมเบอร์ค เขียนไว้ว่า…..“ในการนัดหยุดงานทั่วไปเราไม่สามารถแยกเศรษฐศาสตร์ออกจากการเมืองได้เลย การนัดหยุดงานทั่วไปแบบ “การเมือง” ไม่ใช่จุดสูงสุดของการต่อสู้ของสหภาพแรงงานและไม่ใช่เรื่องที่สามารถแยกออกจากการนัดหยุดงานประเภท “ปากท้อง” ได้ ถึงแม้ว่ากระบวนการของกระแสการนัดหยุดงานทั่วไปเกิดจากการต่อสู้เล็กๆ น้อยๆ ในเรื่องปากท้อง และในขณะที่มันพัฒนาไปมันผ่านหลายๆ ขั้นตอนของการประท้วงทางการเมืองก็จริง แต่มันไม่ใช่การพัฒนาในทิศทางเดียวเท่านั้น หลังจากการต่อสู้ครั้งยิ่งใหญ่ทางการเมืองทุกครั้ง กระแสลำธารแห่งการต่อสู้เล็กๆ น้อยๆ ในเรื่องปากท้องก็ย่อมเกิดขึ้น พูดง่ายๆ เรื่องปากท้อง (หรือเศรษฐกิจ) กับเรื่องการเมืองจะหนุนกันไปหนุนกันมาตลอดเวลา”

“ในเรื่องของจิตสำนึกและการนำในการต่อสู้นัดหยุดงานทั่วไป ถ้าเราเข้าใจว่าการนัดหยุดงานทั่วไปคือผลิตผลของการต่อสู้ในระยะยาวภายใต้กระแสการปฏิวัติ เราจะเข้าใจดีว่าไม่มีใครสามารถจัดตั้งมันขึ้นมาได้ และไม่มีใครที่สามารถวางแผนให้มันเกิดได้ พรรคการเมืองของฝ่ายสังคมนิยมสามารถปลุกระดมให้เกิดการประท้วงได้ แต่ไม่สามารถก่อให้เกิดกระแสการนัดหยุดงานทั่วไปและกระแสการปฏิวัติได้ ถึงแม้ว่าทิศทางการต่อสู้ในช่วงกระแสการปฏิวัติเป็นเรื่องที่กำหนดไม่ได้ แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าพรรคสังคมนิยมไม่มีภาระกิจอันใดทั้งสิ้น เพราะท่ามกลางการต่อสู้อันหลากหลายและสับสน ท่ามกลางการตัดสินใจเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับรายละเอียดปลีกย่อยของการนัดหยุดงานทั่วไป นักสังคมนิยมจะถูกเรียกร้องให้ขึ้นมามีบทบาทนำในทางการเมือง ในสถานการณ์แบบนี้หน้าที่หลักของนักสังคมนิยมคือการนำเอาพลังมหาศาลอันหลากหลายของกรรมาชีพที่ระเบิดออกมา มารวมตัวรวมพลังเพื่อยกระดับการต่อสู้ให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง”

1917-russian-revolution

บทความของ เลนิน “ว่าด้วยการนัดหยุดงาน” อธิบายถึงความสำคัญของการนัดหยุดงานในการแสดงพลังของกรรมาชีพ และเสนอว่าการนัดหยุดงานเป็น “โรงเรียนการทำสงครามทางชนชั้น” ที่เปิดหูเปิดตากรรมาชีพ แต่เลนินเน้นว่าโรงเรียนการทำสงครามแตกต่างจากสงครามจริง การนัดหยุดงานของสหภาพแรงงานสำคัญ แต่การปลดแอกมนุษย์ต้องอาศัยการจัดตั้งพรรคการเมืองและการปฏิวัติด้วย

เลนิน เขียนว่า “การนัดหยุดงานทุกครั้งเป็นเครื่องเตือนใจนายทุนว่ากรรมาชีพต่างหากที่เป็นเจ้านายแท้ของระบบ การนัดหยุดงานสอนให้กรรมาชีพเข้าใจว่า พลังอำนาจของนายจ้างและพลังอำนาจของกรรมาชีพเองเป็นไปในรูปแบบไหน มันสอนให้กรรมาชีพนึกถึงชนชั้นนายทุนทั้งชนชั้นและชนชั้นกรรมาชีพทั้งชนชั้น ไม่ใช่แค่นายจ้างของตนเองหรือเพื่อนร่วมงานของตนเองเท่านั้น เมื่อเจ้าของโรงงานที่สะสมทรัพย์เป็นล้านๆ จากงานของกรรมาชีพหลายรุ่นหลายสมัย ไม่ยอมขึ้นค่าแรงแม้แต่นิดเดียวหรือพยายามลดค่าแรง และเมื่อเขาปลดคนงานที่กล้ายืนขึ้นต่อสู้ออกจากโรงงาน จนครอบครัวกรรมาชีพหลายพันคนต้องยากลำบาก มันกลายเป็นที่ประจักษ์ว่าชนชั้นนายทุนทั้งชนชั้นคือศัตรูของกรรมาชีพทั้งชนชั้น หลายครั้งเจ้าของโรงงานจะพยายามหลอกลวงคนงาน โดยสร้างภาพว่าเขาเป็นผู้อุปถัมภ์จิตใจเมตตา แต่พอเกิดการนัดหยุดงานขึ้นภาพลวงตาหรือหน้ากากของผู้อุปถัมภ์ใจดีจะถูกกระชากหลุดไปทันที และกรรมาชีพจะเห็นว่าผู้อุปถัมภ์คือหมาป่าปลอมตัวเป็นแพะ

การนัดหยุดงานเปิดตาของกรรมาชีพให้เห็นธาตุแท้ของรัฐบาลและกฏหมายด้วย ไม่ใช่แค่ธาตุแท้ของนายจ้าง ในลักษณะเดียวกับที่นายทุนพยายามแสดงตัวเป็นผู้อุปถัมภ์ใจดีของกรรมาชีพ เจ้าหน้าที่รัฐต่างๆ และทาสรับใช้ของเขา พยายามหลอกกรรมาชีพว่ารัฐบาลเป็นกลางและมีความเป็นธรรมไม่เข้าข้างนายจ้างหรือลูกจ้าง แต่พอเกิดการนัดหยุดงานขึ้น ศาล เจ้าหน้ารัฐ ตำรวจ และแม้แต่ทหาร ก็มาที่โรงงาน ในสภาพเช่นนี้กรรมาชีพทุกคนเริ่มเห็นว่ารัฐบาลคือศัตรูร้ายของตน เพราะรัฐบาลปกป้องนายทุนและมัดมือมัดเท้ากรรมาชีพ กรรมาชีพเริ่มเข้าใจว่ากฏหมายต่างๆ ออกเพื่อผลประโยชน์คนรวยฝ่ายเดียว และเจ้าหน้าที่รัฐมีหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของพวกนี้

นี่คือสาเหตุที่นักสังคมนิยมเรียกการนัดหยุดงานว่า “โรงเรียนการทำสงคราม” ซึ่งเป็นโรงเรียนที่สอนให้กรรมาชีพทำสงครามกับศัตรู เพื่อปลดแอกประชาชนผู้ทำงานทั้งปวงจากการกดขี่ขูดรีดของเจ้าหน้าที่รัฐและพลังทุน อย่างไรก็ตาม “โรงเรียนการทำสงคราม” ไม่ใช่สงครามจริง การนัดหยุดงานเป็นเพียงแง่หนึ่งของการต่อสู้ทางชนชั้นของกรรมาชีพ จากการนัดหยุดงานของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งกรรมาชีพต้องพัฒนาการต่อสู้ไปสู่การต่อสู้ของกรรมาชีพทั้งชนชั้นเพื่อการปลดแอกตนเอง เมื่อกรรมาชีพที่มีจิตสำนึกทางชนชั้นพัฒนาตนเองเป็นนักสังคมนิยม เขาจะสร้างพรรคสังคมนิยมกรรมาชีพที่ต่อสู้เพื่อปลดปล่อยประชาชนจากการกดขี่ของรัฐบาลและจากแอกของทุน”

อ่านเพิ่ม http://bit.ly/2kX0Hdo

ทำไมเผด็จการประยุทธ์น้ำลายฟูมปากเรื่องการเผยแพร่รูปและข่าวเรื่องกษัตริย์?

ใจ อึ๊งภากรณ์

หลังจากที่รัฐบาลเผด็จการทหารประกาศห้ามไม่ให้ประชาชนติดตาม ติดต่อ เผยแพร่ หรือกระทำการใดๆ ที่มีลักษณะเป็นการเผยแพร่ เนื้อหา ข้อมูล ของ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ และ แอนดรูว์ แม็กเกรเกอร์ มาร์แชล ซึ่งคำประกาศดังกล่าวไม่อาศัยหลักกฏหมายที่มีความชอบธรรมแต่อย่างใด คำถามสำคัญคือ คำประกาศดังกล่าวบ่งบอกอะไรเกี่ยวกับอำนาจทางการเมืองในไทย?

ผมไม่ทราบว่า “คุณโอ” โกรธเคืองเรื่องการเผยแพร่รูปภาพและข่าวดังกล่าวหรือไม่ อย่างที่บางท่านสงสัย แต่มันก็มีคำถามตามมาคือ ถ้าไม่อยากให้เผยแพร่ ทำไมไปโง่เดินห้างในต่างประเทศกับเมียเพื่อโชว์ลายสักและร่างกายให้กับสาธารณชน? ตรงนี้ผมไม่สามารถตอบได้ เพราะเดาใจคนเพี้ยนแบบนี้ไม่เป็น

แต่มันมีสาเหตุอันสำคัญยิ่งที่รัฐบาลเผด็จการต้องการจะคุมการเผยแพร่ของภาพและข่าวดังกล่าว เพราะมันเพิ่มความเสี่ยงต่อการอยู่รอดของเผด็จการในระยะยาว

อดีตกษัตริย์ภูมิพล ราชินี และลูกชายที่ปัจจุบันขึ้นมาเป็นกษัตริย์ มีภาพเสมือนว่ามีอำนาจ แต่แท้จริงไม่มีอำนาจ และไม่เคยมีอำนาจ มีแต่บทบาทหน้าที่ในละครใหญ่เพื่อการหลอกปกครองประชาชนโดยทหารและชนชั้นนำไทย

เวลาทหารจะก่อรัฐประหารหรือทำอะไรที่มีผลกระทบต่อสังคม มีการคลานเข้าไปหากษัตริย์ เพื่อสร้างภาพว่าไป “รับคำสั่ง” แต่แท้จริงแล้วเป็นเพียงการ “แจ้งให้ทราบ” ว่าทหารตัดสินใจทำอะไรก่อนหน้านั้น มันเป็นละครครั้งใหญ่ที่ผู้คลานมีอำนาจเหนือผู้ถูกกราบไหว้ องค์มนตรีมีไว้เพื่อเป็นกลุ่มประสานงานระหว่างส่วนต่างๆ ของชนชั้นปกครอง เช่นทหารชั้นผู้ใหญ่ นายทุนใหญ่ นักการเมืองอาวุโส หรือข้าราชการชั้นสูง และจะต้องสรุปความเห็นส่วนใหญ่ของพวกนี้ทั้งหมดเพื่อแนะแนวสั่งการให้กษัตริย์

การสร้างภาพว่ากษัตริยเป็นใหญ่ มีประโยชน์ต่อเผด็จการที่คอยบังคับให้เราจงรักภักดีต่อกษัตริย์และราชวงศ์ เพราะการจงรักภักดีดังกล่าวเป็นการจงรักภักดีต่อทหารและส่วนอื่นๆ ของชนชั้นปกครอง

ถ้าศึกษาประวัติศาสตร์จะไม่พบช่วงไหนที่กษัตริย์ภูมิพลเคยมีอำนาจสั่งการอะไรได้ อาจแสดงความเห็นบ้าง แต่บ่อยครั้งก็ไม่มีใครฟัง เช่นกรณีที่นายภูมิพลชมเผด็จการสุจินดาในปี ๒๕๓๕ หรือกรณีรัฐบาล หลัง ๖ ตุลา ๒๕๑๙ ที่มีนายกรัฐมนตรีคนโปรดของนายภูมิพล แต่อยู่ได้แค่ปีเดียว เพราะทหารและอำมาตย์อื่นมองว่ารัฐบาลนี้สุดขั้วเกินไปและกำลังสร้างปัญหา หรือแม้แต่กรณีการใช้เศรษฐกิจพอเพียงอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งไม่มีใครใช้อย่างจริงจัง แม้แต่ในสมัยรัฐบาลทักษิณ ตอนที่นายกทักษิณมีอำนาจและอิทธิพล นายภูมิพลก็ชมสงครามยาเสพติดที่ฆ่าคนบริสุทธิ์กว่าสามพันคน  และมีการร่วมธุรกิจระหว่างธนาคารไทยพาณิชย์กับบริษัท Shin Corp ของนายกทักษิณอีกด้วย

ในกรณีกษัตริย์ใหม่ “คุณโอ” ไม่เคยสนใจการเมืองและสังคมไทยเลย เพราะหมกมุ่นแต่ในการเสพสุขส่วนตัว การเรียกร้องให้แก้รัฐธรรมนูญก็เป็นตัวอย่างที่ดี เพราะมีผลกระทบกับธุระและผลประโยชน์ส่วนตัวของกษัตริย์ที่จะใช้วิธีชีวิตตามใจชอบเท่านั้น การปลดเจ้าหน้าที่รอบข้างในวังก็เช่นกัน มันไม่ต่างจากอำนาจของโจรมาเฟียท้องถิ่นตัวเล็กๆ เพราะมันไม่เกี่ยวอะไรกับอำนาจทางการเมืองที่จะกำหนดนโยบายทางสังคมการเมืองในระดับชาติ หรือนโยบายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแต่อย่างใด

การใช้สถาบันกษัตริย์โดยทหารเผด็จการ เพื่อให้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาความชอบธรรมในการแทรกแซงการเมือง จำต้องแลกกับการให้เสรีภาพกับกษัตริย์ ในเรื่องวิถีชีวิตส่วนตัว ต้องแลกกับการเอาเงินสาธารณะไปให้กษัตริย์ใช้อย่างฟุ่มเฟือย และต้องแลกกับการยกยอกษัตริย์ให้หัวพองโตด้วยการคลานและกราบไหว้ ในขณะที่อำนาจทางการเมืองและสังคมจริงอยู่ในมือทหารและพรรคพวกในหมู่ชนชั้นปกครอง

แต่ละครการสร้างความชอบธรรมให้เผด็จการนี้ขึ้นอยู่กับการสร้างภาพความน่าเชื่อถือของตัวบุคคลที่เป็นกษัตริย์ด้วย และในกรณี “คุณโอ” ความน่าเชื่อถือนี้ถูกทำลายตลอดเวลาจากพฤติกรรมของตัวเขาเอง เช่นการเดินห้างกับเมียเพื่อโชว์ลายสัก หรือพฤติกรรมอื่นๆ อีกมากมาย

ดังนั้นการเผยแพร่ภาพความจริงและข่าวเกี่ยวกับ “ผู้ที่ยืนอยู่เหนือหัวเราทั้งชาติ” จึงเป็นภัยต่อความมั่นคงของเผด็จการ แต่ไม่ใช่ภัยต่อความมั่นคงของประชาชนแม้แต่นิดเดียว และการพยายามคุมโซเชียล์มีเดีย เป็นงาน “กลิ้งหินขึ้นภูเขา” ซึ่งไม่มีวันสำเร็จ

แต่ขออนุญาตเตือนเพื่อฝูงผู้รักประชาธิปไตยหน่อย การหมกมุ่นกับพฤติกรรมในวังมากเกินไป เสี่ยงกับการเบี่ยงเบนการวางแผนการต่อสู้เพื่อล้มเผด็จการและสร้างประชาธิปไตย เพราะพุ่งเป้าไปที่ตัวปลอม และอาจทำให้เราลืมความสำคัญของการสร้างขบวนการมวลชนอีกด้วย