Tag Archives: ใจ อึ๊งภากรณ์

วิกฤตการเมืองบราซิลเปรียบเทียบกับไทย

ใจ อึ๊งภากรณ์

[เพื่อความสะดวกในการอ่าน เชิญไปอ่านที่บล็อกโดยตรง]

ทั้งบราซิลกับไทยมีประวัติการตกภายใต้เผด็จการทหาร และมีวิกฤตการเมืองที่เกิดจากการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลของพวกอภิสิทธิ์ชนและสลิ่มชนชั้นกลาง จนในที่สุดเกิดรัฐประหารที่ล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

p18 argentina protest

สิ่งที่น่าสนใจคือการที่ชนชั้นกลางใช้ประเด็น “การต่อต้านคอร์รับชั่น” เพื่อเป็นข้ออ้างในการล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในทั้งสองประเทศ

นักวิชาการบราซิล Alfredo Saad-Filho และ Lecio Morais วิเคราะห์ว่าชนชั้นกลางชอบเล่นประเด็นเรื่องการคอร์รับชั่น เพราะมองว่าตัวเองมีฐานะดีที่มาจาก “ความสามารถและความขยันของตนเอง” ซึ่งบ่อยครั้งก็ไม่จริงเท่าไร แต่มันทำให้คนชั้นกลางมองว่าการคอร์รับชั่นเปิดโอกาสให้ “คนมีเส้น” เข้ามากอบโกยผลประโยชน์

brazil-45

ปัจจัยที่บวกเข้าไปสำหรับชนชั้นกลางคือ เขาจะมักจะไม่พอใจเมื่อรัฐบาลช่วยคนจนและแรงงาน

180908-004-2E0344EA
เดลมา รุสเซฟ

อย่างไรก็ตามการกล่าวหานักการเมืองว่าโกงกิน มักถูกใช้ในลักษณะที่เลือกปฏิบัติ ซึ่งเราเห็นในกรณีไทย เช่นการที่ทหารชั้นสูงจะโกงแค่ไหนก็ได้ โดยที่สลิ่มชนชั้นกลางเงียบเฉย ในกรณีบราซิล กระแสต่อต้านการคอร์รับชั่นกลายเป็นข้ออ้างสำหรับ ตุลาการ ตำรวจชั้นสูง และอัยการ ในการเลือกที่จะตั้งข้อกล่าวหากับพรรคแรงงานของ ประธานาธิบดี เดลมา รุสเซฟ และอดีตประธานาธิบดี ลูลา โดยที่ไม่มีการสอบสวนนักการเมืองฝ่ายขวาจากพรรคฝ่ายค้านเลยทั้งๆ ที่มีเรื่องอื้อฉาวติดตัวด้วย ในด้านหนึ่งการคอร์รับชั่นของนักการเมืองพรรคแรงงานมีจริง แต่ในกรณีผู้นำอย่างรุสเซฟหรือลูลา ยังไม่มีหลักฐานที่เชื่อได้ แต่ในไม่ช้าข้อกล่าวหาเรื่องการคอร์รับชั่น ก็แปรไปเป็นเรื่องที่ผูกพันกับการต่อต้านนโยบายช่วยคนจนของพรรคแรงงาน โดยมีการกล่าวหาว่า “ทำลายวินัยทางการคลัง” และข้อกล่าวหาหลังนี้เองที่ถูกใช้โดยฝ่ายตุลาการและวุฒิสภาบราซิลในการก่อรัฐประหารล้มประธานาธิบดี เดลมา รุสเซฟ มันทำให้เรานึกถึงกรณียิ่งลักษณ์ในไทย

Luiz Inacio Lula da Silva, Dilma Rousseff
ลูลากับเดลมา รุสเซฟ

ลึกๆ แล้ววัตถุประสงค์ของฝ่ายขวาอภิสิทธิ์ชนบราซิลในการล้มรัฐบาลพรรคแรงงาน คือความต้องการของพวกนี้ที่จะยกเลิกนโยบายที่ช่วยคนจนที่กระทำไปภายใต้นโยบาย “เสรีนิยมพัฒนา” (Developmental Neo-Liberalism) [รายละเอียดเรื่องนี้อ่านได้ในบทความสัปดาห์ที่แล้วเรื่องวิกฤตเศรษฐกิจในลาตินอเมริกา]  และเขาต้องการยกเลิกมาตราในรัฐธรรมนูญที่ปกป้องสิทธิของคนจนและแรงงาน นอกจากนี้พวกนี้ต้องการเปิดประเทศเต็มที่และแปรรูปบริษัทน้ำมันของรัฐเพื่อขายให้ทุนข้ามชาติ นโยบายเสรีนิยมกลไกตลาดสุดขั้วของพวกนี้ เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนใหญ่ทั้งภายในและภายนอกประเทศ

ผมเคยเสนอมานานว่าการทำรัฐประหาร๑๙กันยาและรัฐประหารของประยุทธ์ ส่วนหนึ่งกระทำไปเพื่อทำลายนโยบายเศรษฐกิจคู่ขนานของทักษิณที่ช่วยคนจน โดยมีเป้าหมายที่จะนำนโยบายเสรีนิยมกลไกตลาดสุดขั้วเข้ามาใช้ นโยบายดังกล่าวเป็นที่ชื่นชมของพรรคประชาธิปัตย์และทหาร และมันเอื้อประโยชน์ให้คนรวย [ดู https://bit.ly/2Na1TLa ]

จริงๆ แล้วนโยบายเสรีนิยมกลไกตลาด เป็นนโยบายที่ขัดแย้งกับประชาธิปไตย เพราะมันเน้นผลประโยชน์ของคนส่วนน้อยที่ร่ำรวย และเน้นอำนาจของ “กลไกตลาด” ในขณะที่กีดกันการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจสังคมของประชาชนส่วนใหญ่ที่เป็นคนจน และกีดกันไม่ให้รัฐคุมเศรษฐกิจเพื่อผลประโยชน์คนส่วนใหญ่อีกด้วย ดังนั้นเราไม่ควรหลงเชื่อว่าเสรีนิยมสร้างประชาธิปไตย [ดู http://bit.ly/2tWNJ3V ]

แน่นอนบราซิลกับไทยไม่ได้เหมือนกัน 100% เพราะพรรคการเมืองของทักษิณไม่ใช่พรรคแรงงานหรือพรรคสังคมนิยมปฏิรูป และพรรคแรงงานบราซิลไม่ได้ละเมิดสิทธิมนุษยชนเหมือนพรรคของทักษิณ

สำหรับทางออกในปัจจุบัน Alfredo Saad-Filho และ Lecio Morais เน้นว่าฝ่ายซ้ายต้องต่อต้านคอร์รับชั่น แต่ไม่ใช่ไปเล่นเรื่องนี้จนฝ่ายขวานำมาใช้เป็นเครื่องมือเองได้ คือต้องมีการให้ความสำคัญกับการลดความเหลื่อมล้ำและการพัฒนาสภาพความเป็นอยู่ของคนส่วนใหญ่ และต้องต่อต้านนโยบายเสรีนิยมกลไกตลาด ซึ่งจริงๆ แล้วเปิดโอกาสให้กลุ่มทุนและคนรวยผูกขาดนโยบายของรัฐเพื่อประโยชน์คนส่วนน้อย

นโยบายเสรีนิยมกลไกตลาดปิดโอกาสสำหรับคนธรรมดาที่จะร่วมกันตรวจสอบการกอบโกยของนายทุน ซึ่งต้องถือว่าเป็นการคอร์รับชั่นประเภทหนึ่ง

ที่สำคัญคือ การล้มเผด็จการทหาร และการผลักดันให้รัฐเสนอนโยบายที่เอื้อประโยชน์ให้คนจน มาจากกระแสการกดดันจากมวลชนในขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม ทั้งในไทยและบราซิล เมื่อขบวนการดังกล่าวถูกหักหลังโดยรัฐบาลพรรคแรงงานในบราซิล หรือถูกแช่แข็งโดยพรรคของทักษิณ สังคมมีแนวโน้มจะถอยหลัง

Advertisements

วิกฤตเศรษฐกิจในลาตินอเมริกา

ใจ อึ๊งภากรณ์

[เพื่อความสะดวกในการอ่าน เชิญไปอ่านที่บล็อกโดยตรง]

วิกฤตเศรษฐกิจและการเมืองในหลายประเทศของลาตินอเมริกา เป็นปัญหาที่มาจากการพึ่งการส่งออกวัตถุดิบสู่ตลาดโลก

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมอธิบายสาเหตุของวิกฤตเศรษฐกิจในเวเนสเวลา ซึ่งมีส่วนสำคัญมาจากการพึ่งการส่งออกของน้ำมันในช่วงที่ราคาน้ำมันตกต่ำลงอันเนื่องมาจากวิกฤคเศรษฐกิจโลกปี 2008 [ดู https://bit.ly/2Pvrjk0 ] แต่ปัญหานี้ไม่ได้เกิดแค่ไหนเวเนสเวลา มันสร้างปัญหาให้กับอาเจนทีนา บราซิล และนิการากัวด้วย ซึ่งจะอธิบายต่อไป

ถ้าเราย้อนกลับไปสี่สิบกว่าปี นักเศรษฐศาสตร์ฝ่ายชาตินิยมซ้ายในประเทศกำลังพัฒนา มักจะชี้ให้เห็นว่าประเทศกำลังพัฒนาหรือประเทศในแถบ “ใต้” จะมีจุดอ่อนตรงที่เศรษฐกิจพึ่งพาการส่งออกของวัตถุดิบสู่ตลาดโลกที่ควบคุมโดยประเทศพัฒนาในแถบ “เหนือ” ซึ่งผลก็คือความด้อยพัฒนาของการผลิตอุตสาหกรรมภายในประเทศ และการที่รัฐบาลในประเทศทางใต้ขาดอำนาจในการควบคุมเศรษฐกิจ

ทางออกของที่พวกชาตินิยมซ้ายเสนอ คือการปิดประเทศระดับหนึ่ง เพื่อควบคุมการลงทุนและการแข่งขัน และเพื่อให้รัฐบาลส่งเสริมการผลิตภายในเพื่อทดแทนการนำเข้าของผลผลิตอุตสาหกรรมจากประเทศพัฒนา เป้าหมายคือการพัฒนาเศรษฐกิจให้หลากหลายมากขึ้น ลดการพึ่งพาการส่งออกของวัตถุดิบ และลดการถูกควบคุมโดยบริษัทข้ามชาติ ผู้นำและนักเศรษฐศาสตร์ในคิวบา เวเนสเวลา บราซิล และอาเจนทีนา มีความพยายามที่จำนำนโยบายดังกล่าวมาใช้ และมีนักวิชาการหลายคนที่เสนอการวิเคราะห์ปัญหาและทางออกภายใต้สิ่งที่เรียกกันว่า “ทฤษฏีพึ่งพา”

ในไทยหลังวิกฤตต้มยำกุ้งก็มีนักเศรษฐศาสตร์ชาตินิยมซ้ายที่เสนอนโยบายคล้ายๆ กัน [เช่น กมล กมลตระกูล (๒๕๔๐) “IMF นักบุญหรือคนบาป” ส.พ.มิ่งมิตร, พิทยา ว่องกุล (๒๕๔๐) บรรณาธิการ “คำประกาศอิสรภาพจาก IMF” ส.ก.ว. และมูลนิธิภูมิปัญญา,เศรษฐสยาม (๒๕๔๑) “สหรัฐอเมริกา ยุทธศาสตร์ครองความเป็นเจ้า” วิถีทรรศน์ชุดภูมิปัญญา 8]

ปัญหาคือการปิดประเทศเพื่อพัฒนาภายใน ภายใต้เงื่อนไขของทุนนิยมโลกในสมัยนี้ นำไปสู่การขาดการลงทุนและเทคโนโลจีสมัยใหม่ ถ้าจะทำกันจริงๆ ต้องมีการยึดปัจจัยการผลิตมาเป็นของกรรมาชีพ ปฏิวัติล้มทุนนิยม สร้างรัฐสังคมนิยม เริ่มการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ และสร้างความสมานฉันท์กับประเทศอื่นๆที่ทำสิ่งเดียวกัน แต่แนวชาตินิยมซ้ายไม่ต้องการจะล้มระบบทุนนิยม เพราะทั้งๆที่อ้างความเป็นซ้าย แท้จริงแนวคิดหลักเป็นแนวชาตินิยมที่ตรงกับผลประโยชน์นายทุนชาติเท่านั้น สิ่งที่เขาต้องการคือการสร้างชาติที่อิสระจากจักรวรรษนิยมเท่านั้น มันตรงกับสิ่งที่ลัทธิเผด็จการ “สตาลิน-เหมา” ของพรรคคอมมิวนิสต์ต่างๆ เรียกว่าขั้นตอน “ประชาชาติประชาธิปไตย”

และการบิดเบือนสังคมนิยมภายใต้เผด็จการแนวสตาลิน ที่ใช้ระบบ “ทุนนิยมโดยรัฐ” ทำให้การต่อสู้เพื่อสังคมนิยมมีอุปสรรคมากมาย [ดู https://bit.ly/2uOffCh ]

การล่มสลายของเผด็จการ “ทุนนิยมโดยรัฐ” ในรัสเซีย กับยุโรปตะวันออก และการเปลี่ยนนโยบายของจีน เวียดนาม และคิวบา มาจากปัญหาเดียวกันของการปิดประเทศโดยพวกชาตินิยมซ้าย [เรื่องคิวบาดู https://bit.ly/2N7HyGf ]

ผลของความล้มเหลวของแนวชาตินิยมซ้าย ทำให้รัฐบาลต่างๆ ในลาตินอเมริกา หันไปรับนโยบายเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมกลไกตลาด ซึ่งแปลว่าต้องเปิดประเทศ รับการลงทุนและอิทธิพลจากบริษัทข้ามชาติ กดค่าแรงของประชาชน ขายรัฐวิสาหกิจ เพิ่มอัตราดอกเบี้ยเพื่อดึงการลงทุนเข้ามา และยกเลิกความพยายามของรัฐที่จะควบคุมเศรษฐกิจ คือยอมจำนนต่อตลาดโลกนั้นเอง แม้แต่อดีตนักวิชาการทฤษฏีพึ่งพาอย่าง เฟอร์นานโด เฮนริก คาร์โดโซ พอขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีบราซิล ก็หันไปใช้นโยบายเสรีนิยมสุดขั้ว

ปัญหาหลักของนโยบายเสรีนิยมคือ ในทุกประเทศมันนำไปสู่การเพิ่มความเหลื่อมล้ำมหาศาล เพราะมันเป็นนโยบายที่อิงผลประโยชน์ของกลุ่มทุน นอกจากนี้มันหมุนนาฬิกากลับไปสู่ยุคที่ประเทศในลาตินอเมริกาต้องพึ่งพาการส่งออกของวัตถุดิบ เช่นน้ำมันในกรณีเวเนสเวลาและบราซิล น้ำตาลในกรณีคิวบา แร่ธาตุในกรณีบราซิล และผลิตผลเกษตรในกรณีอเจนทีนาและนิการากัว ซึ่งราคาวัตถุดิบเหล่านี้ในตลาดโลกขึ้นลงตามสภาพเศรษฐกิจทุนนิยมโลกที่ขยายตัวแล้วเข้าสู่วิกฤตเป็นประจำ โดยที่วิกฤตทุนนิยมดังกล่าวมีต้นเหตุจากแนวโน้มการลดลงของอัตรากำไรตามที่มาร์คซ์เคยวิเคราะห์นานแล้ว [ดู  https://bit.ly/2HZwn0y ]

สำหรับเวเนสเวลา บราซิล และอาเจนทีนา การขยายตัวของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเศรษฐกิจจีน ในต้นทศวรรษ 2000 นำไปสู่ราคาวัตถุดิบที่พุ่งสูงและดึงเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้ให้ขยายตัว

ในเวเนสเวลา กับ บราซิล มีการนำกำไรจากการส่งออกมาพัฒนาสถานะความเป็นอยู่ของคนส่วนใหญ่โดยที่ไม่มีความพยายามที่จะเปลี่ยนระบบทุนนิยมแต่อย่างใด [ดูบทความสัปดาห์ที่แล้ว]

lulada

ในบราซิล รัฐบาลของประธานาธิบดีลูลาจากพรรคแรงงาน เลือกใช้นโยบายเสรีนิยมต่อไปจากรัฐบาลก่อนเพื่อเอาใจนายทุน แต่ในขณะเดียวกันจำเป็นที่จะต้องรักษาฐานเสียงจากคนจนและกรรมาชีพ ดังนั้นมีความพยายามที่จะนำทฤษฏีเศรษฐกิจ “เสรีนิยมพัฒนา” (Developmental Neo-Liberalism) มาใช้ หลักสำคัญคือการใช้รัฐเพื่อสร้างบรรยากาศที่เอื้อกับการขยายกำไรของทุนเอกชนภายในประเทศภายใต้กลไกตลาด แต่ในขณะเดียวกันมีการยกระดับความเป็นอยู่ของคนจนผ่านโครงการของรัฐ นโยบายนี้ประสบความสำเร็จในการพัฒนาสภาพความเป็นอยู่ของคนจำนวนมากในบราซิล โดยรัฐบาลจงใจไม่แตะหรือลดผลประโยชน์ของกลุ่มทุนเลย แต่ความสำเร็จของนโยบายเศรษฐกิจนี้ขึ้นอยู่กับราคาผลผลิตและวัตถุดิบที่อยู่ในระดับสูงในตลาดโลก ซึ่งแปลว่าทุกอย่างพังทะลายเมื่อทุนนิยมโลกเข้าสู่วิกฤตในปี 2008 และมีการลดลงของราคาวัตถุดิบ สภาพเช่นนี้นำไปสู่วิกฤตทางการเมือง การตัดโครงการต่างๆ ที่ช่วยคนจน และการหายไปของเสียงสนับสนุนรัฐบาล ผลคือ “รัฐประหารโดยวุฒิสภาและตุลาการ” ที่ล้มรัฐบาลพรรคแรงงานของประธานาธิบดี เดลมา รุสเซฟ ในปี 2016

หลังจากนั้นไม่นานรัฐบาลฝ่ายขวาที่เข้ามาใหม่มีการหันมาใช้นโยบายรัดเข็มขัดที่โจมตีสถานะของคนจนและกรรมาชีพ [ดู https://bit.ly/2NDhLmw ]

ในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีในบราซิล และอดีตประธานาธิบดีลูลาจากพรรคแรงงานก็ลงสมัครอีกครั้ง แต่ตุลาการหาข้ออ้างเรื่องการคอรับชั่นมากีดกันไม่ให้เขาลงสมัคร ขณะนี้(ต้นเดือนกันยายน) โพล์ดูเหมือนจะเสนอว่าผู้สมัครฝ่ายขวากึ่งฟาสซิสต์ที่สนับสนุนเผด็จการทหารโหดร้ายกำลังนำ แต่เขาพึ่งถูกทำร้ายต้องเข้าโรงพยาบาล สรุปแล้วสถานการณ์ทางการเมืองในบราซิลปั่นป่วนมาก

ในแง่หนึ่งเราควรจะเปรียบเทียบนโยบายของรัฐบาลไทยรักไทยกับทฤษฏี “เสรีนิยมพัฒนา” เพราะไทยรักไทยพยายามฟื้นเศรษฐกิจไทยหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง ผ่านการสร้างบรรยากาศที่เอื้อกับการขยายกำไรของทุนเอกชนพร้อมกับความพยายามที่จะพัฒนาความเป็นอยู่ของคนธรรมดา คือใช้ “เศรษฐกิจคู่ขนาน”แทนเสรีนิยมสุดขั้ว แต่มันมีข้อแตกต่างตรงที่ไทยไม่ได้พึ่งการส่งออกของวัตถุดิบแบบบราซิล และไทยรักไทยไม่ได้เป็นพรรคฝ่ายซ้าย [ดู https://bit.ly/2PYRDnr ]

ในอาเจนทีนา เศรษฐกิจออกจากวิกฤตที่เกิดในปี 1998 และเริ่มขยายตัวอย่างรวดเร็วระหว่าง 2001 กับ 2008 แต่การขยายตัวของเศรษฐกิจเกิดจากการส่งออกผลผลิตเกษตรที่ราคาสูงในตลาดโลก อย่างไรก็ตามเมื่อเศรษฐกิจโลกเข้าสู่วิกฤตในปี 2008 อาเจนทีนาก็เริ่มมีปัญหาอีก และในที่สุดรัฐบาลฝ่ายขวาของประธานาธิบดีแมครี ต้องไปกราบเท้าองค์กร ไอเอ็มเอฟ เมื่อไม่นานมานี้เอง

A woman holds a sign that reads "No to the IMF" during a protest outside the Congress in Buenos Aires
ประชาชนต้านไอเอ็มเอฟในอเจนทีนา

ในนิการากัว อดีตนักปฏิวัติพรรคซานดินิสตา ประธานาธิบดี แดเนียล ออร์เตกา กำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตการเมืองที่มาจากการต่อต้านอย่างแรงจากประชาชน สาเหตุหลักของการต่อต้านครั้งนี้ ซึ่งนำไปสู่การที่ประชาชนถูกยิงตายเกือบ 300 คน คือนโยบายรัดเข็มขัดตัดสวัสดิการของรัฐบาลท่ามกลางปัญหาราคาผลผลิตส่งออก ออร์เตกาเคยนำการปฏิวัติล้มเผด็จการโซโมซาในปี 1979 แต่การปลุกสงครามต่อต้านรัฐบาลใหม่ในยุคนั้นโดยสหรัฐ ทำให้เศรษฐกิจพังจนพรรคซานดินิสตาต้องแพ้การเลือกตั้งในปี 1990 ต่อมาในปี 2006 ออร์เตกาชนะการเลือกตั้งและกลับมาเป็นประธานาธิบดีอีกครั้ง ใน16ปีที่ผ่านไปก่อนหน้านั้นเขาเปลี่ยนจุดยืนทางการเมืองโดยสิ้นเชิง คือสร้างความสัมพันธ์กับทุนภายในประเทศกับนักการเมืองคอร์รับชั่น และทำตัวเป็นเผด็จการหลังชนะการเลือกตั้ง อดีตนักปฏิวัติซานดินิสตาหลายคนจึงรับไม่ได้และตัดสินใจแยกทางกัน

image
ฝ่ายค้านประท้วงที่นิการากัว

สรุปแล้วสิ่งที่เราควรจะเข้าใจคือ วิกฤตการเมืองในลาตินอเมริกาไม่ใช่วิกฤตที่เกิดจากนโยบายสังคมนิยมแต่อย่างใด ตราบใดที่ไม่มีการต่อต้านและล้มทุนนิยมรัฐบาลที่อ้างว่าเป็นซ้ายไม่สามารถหลุดพ้นจากวิกฤตทุนนิยมที่เกิดเป็นประจำได้ และรัฐบาลฝ่ายขวาก็จะพยายามแก้วิกฤตเศรษฐกิจบนสันหลังประชาชนผู้ทำงานเสมอ

พวกฝ่ายขวาเสรีนิยมคลั่งตลาด ไม่มีวันอธิบายปัญหา เวเนสเวลา ได้

ใจ อึ๊งภากรณ์

[เพื่อความสะดวกในการอ่าน เชิญไปอ่านที่บล็อกโดยตรง]

ทุกวันนี้ประเทศเวเนสเวลาประสบวิกฤตเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ประชาชนจำนวนมากเลี้ยงชีพไม่ได้และเดินทางออกนกอประเทศ ปีนี้อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงถึง 1 ล้าน% และราคาสินค้าพื้นฐานสำหรับครอบครัวธรรมดาสูงกว่าอัตราค่าแรงขั้นต่ำ 17 เท่า ซึ่งทำให้มีการนัดหยุดงานประท้วงโดยลูกจ้างในโรงพยาบาล องค์กรไฟฟ้า มหาวิทยาลัย และองค์กรโทรศัพท์

5000
พนักงานโรงพยาบาลประท้วง

แต่อย่าไปหวังว่าสื่อกระแสหลักหรือนักวิจารณ์ฝ่ายขวาแบบเสรีนิยมคลั่งกลไกตลาดจะให้คำอธิบายได้ เพราะพวกนี้ไม่ได้เริ่มต้นจากข้อมูลประวัติศาสตร์หรือการทำความเข้าใจอย่างจริงจัง ส่วนใหญ่จะวิจารณ์บนพื้นฐานอคติที่ไร้สาระมากกว่า

30729801_10156261728071649_5907026744489017344_n

ตัวอย่างที่ดีจากไทยคือ พิภพ อุดมอิทธิพงศ์  [ดู  https://bit.ly/2LmKVUW ]

พิภพ ได้ข้อมูลส่วนใหญ่จากสื่อฝ่ายขวา แล้วเติมอคติตนเองเข้าไปด้วย เช่นการพูดลอยๆ ว่า เวเนสเวลาเป็น “สังคมนิยม” แล้วกระแนะกระแหนว่าในสวรรค์ของกรรมาชีพประชาชนจะอดอยาก มีการพูดดูถูกว่าอดีตคนขับรถเมล์ไม่สามารถเป็นผู้นำประเทศได้ และนอกจากนี้มีการโจมตีการบริหารบริษัทน้ำมันโดยรัฐ โดยไม่มีการพิจารณาข้อมูลจริง

ในความจริงรัฐบาลที่นำบริษัทน้ำมันมาเป็นของรัฐ คือรัฐบาลฝ่ายขวาของ คาร์ลอส เพเรส ในปี 1976 ก่อนที่ ฮูโก ชาเวส จะขึ้นมาเป็นผู้นำ และสิ่งที่ ชาเวส ทำกับบริษัทน้ำมันของรัฐในภายหลัง คือปลดผู้บริหารและผู้นำสหภาพแรงงานที่ร่วมมือกันขโมยรายได้ของบริษัทเข้ากระเป๋าตนเอง ผลคือรายได้ของบริษัทน้ำมันสามารถถูกนำมาใช้เพื่อพัฒนาความเป็นอยู่ของคนจนได้

ก่อนที่จะอธิบายเพิ่มเกี่ยวกับเวเนสเวลา ขอรายงานว่าใน “สวรรค์ของทุนนิยม” เช่นสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในโลก เงินเดือนเฉลี่ยของคนทำงานธรรมดาลดลง 15% ระหว่าง 1973-1995 และลดลงอีก 16% ระหว่าง 1990-2013 และในปีนี้ประชาชนสหรัฐ 40 ล้านคนมีรายได้ในระดับยากจน และในกลุ่มนี้ 18.5 ล้านคนถือว่า “ยากจนสุดขั้ว” นอกจากนี้ประชาชน 44 ล้านคนไม่มีหลักประกันสุขภาพเลย ซึ่งถือว่าแย่กว่าฐานะของประชาชนไทย และในโลกทุนนิยมเศรษฐกิจของประเทศพัฒนาอยู่ในสภาพคาราคาซัง ไม่มีการฟื้นตัวอย่างจริงจังตั้งแต่วิกฤตทุนนิยมปี 2008

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น สภาพย่ำแย่ของฐานะประชาชนในสหรัฐหรือยุโรป ไม่ใช่เรื่องที่ควรจะมาใช้แก้ตัวให้กับรัฐบาลเวเนสเวลา ที่ปกครองประเทศที่ประสบวิกฤตอย่างหนัก

สาเหตุหลักของวิกฤตปัจจุบันในประเทศเวเนสเวลามีทั้งหมด 3 สาเหตุคือ

1) การลดลงของราคาน้ำมัน เพราะ 95% ของรายได้จากการส่งออกของเวเนสเวลา มาจากการขายน้ำมัน ระหว่างปี 2008 กับ 2017 ราคาน้ำมันลดจาก $140 ต่อถัง เหลือแค่ $38 ต่อถัง คือลดลง 73% และถึงแม้ว่าในรอบปีที่ผ่านมาราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นเล็กน้อยถึง $70ต่อถัง แต่นั้นก็แค่ 50% ของราคาเดิมในช่วง 2008

2) การคอร์รับชั่นในแวดวงรัฐบาลและในพรรคสังคมนิยม PSUV ซึ่งกลายเป็นโรคเรื้อรัง เพราะพรรค PSUV เป็นพรรคของข้าราชการในรูปแบบเดียวกับพรรคสายสตาลินในคิวบาหรือในอดีตโซเวียด มันไม่ใช่พรรคสังคมนิยมที่กรรมาชีพหรือพลเมืองธรรมดาควบคุมได้

3) การกักสินค้าและการแสวงหากำไรโดยนายทุนคนรวย ที่ร่วมมือกับข้าราชการพรรค PSUV และนายทหารชั้นสูงที่กลายเป็นเศรษฐี ปัญหาสำคัญอันหนึ่งของเวเนสเวลา คือบทบาทที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ของกองทัพ ซึ่งเข้ามามีส่วนในการควบคุมสังคมและเศรษฐกิจเพื่อผลประโยชน์ของคนส่วนน้อย

0f59d-6290784_std
ฮูโก ชาเวส

สำหรับเรื่อง “สังคมนิยม” นั้น ทั้งๆ ที่ ฮูโก ชาเวส อดีตผู้นำที่ชนะการเลือกตั้งมาหลายรอบ ได้ประกาศว่าจะ “ปฏิวัติสังคมนิยม” แต่ในรูปธรรมการปฏิวัติดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้น เพราะกรรมาชีพไม่ได้ยึดอำนาจรัฐ รัฐทุนนิยมเดิมยังดำรงอยู่ ไม่มีการคุมปัจจัยการผลิตโดยกรรมาชีพ และมีการร่วมมือกับบริษัททุนข้ามชาติตลอดเวลา

ก่อนที่ ชาเวส จะป่วยตาย เขาเตือนว่าถ้าจะมีสังคมนิยมต้องมีการเปลี่ยนลักษณะของรัฐแบบถอนรากถอนโคน แต่มันไม่เกิดขึ้น

chavezmural_AndreasLehner_Flickr

สิ่งที่เกิดขึ้นในยุคของ ชาเวส คือโครงการต่างๆ ที่ยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนส่วนใหญ่ที่เป็นคนจน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการศึกษา ที่อยู่อาศัย และระบบสาธารณสุข และในขณะเดียวกันมีการสร้างขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมขึ้นมาโดยคนระดับล่าง เพื่อบริหารและปกป้องสิ่งเหล่านี้ และขบวนการเคลื่อนไหวดังกล่าวก็ได้ปกป้องรัฐบาล ชาเวส จากการพยายามทำรัฐประหารโดยฝ่ายค้านซึ่งเป็นพวกขวาจัดที่เกลียดชังคนจน ฝ่ายค้านนี้ได้รับการสนับสนุนจาก “สลิ่ม” คนชั้นกลาง ที่มองว่าคนผิวคล้ำๆ ที่เป็นคนธรรมดาหรือคนจน ไม่ควรมีสิทธิทางการเมือง [ดู https://bit.ly/1UgAWyo ]

VENEZUELA-OPPOSITION-DEMO
สลิ่มชนชั้นกลางเวนเนสเวลา

โครงการที่ช่วยเหลือคนส่วนใหญ่ในยุค ชาเวส อาศัยเงินจากการขายน้ำมัน ซึ่งทำให้เราเข้าใจได้ว่าทำไมเมื่อราคาน้ำมันตกต่ำ มันจึงเกิดวิกฤตสำหรับประชาชน แต่วิกฤตนี้ร้ายแรงกว่าที่จำเป็น เพราะรัฐบาลปัจจุบันของ นิโคลัส มาดูโร เลือกที่จะใช้นโยบายรัดเข็มขัดตามสูตรทุนนิยมกลไกตลาด ในขณะที่ยังใช้เงินเพื่อทดแทนหนี้ต่างประเทศ และไม่ยอมเก็บภาษีจากคนรวยและกลุ่มทุน การลดค่าเงินตราและการตัดโครงการช่วยคนจนของ มาดูโร ทำให้คนธรรมดาจนลงอย่างน่าใจหาย และบวกกับการนำเข้าสินค้าที่ลดลงก็ก่อให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อ

Maduro_PresidenciaRD_Flickr
นิโคลัส มาดูโร

 

การที่รัฐบาลของชาเวสอาศัยกำไรจากการขายน้ำมันในตลาดทุนนิยม เป็นการทำให้ประเทศพึ่งการส่งออกวัตถุดิบชนิดเดียวเท่านั้น มันไม่เป็นการแปลงเศรษฐกิจเป็นระบบสังคมนิยม เพราะไม่ได้มีการขยายการผลิตสิ่งต่างๆ ที่ประชาชนต้องการผ่านการถือปัจจัยการผลิตร่วมกันของพลเมือง และไม่มีการยึดปัจจัยการผลิตจากนายทุนเอกชนหรือบริษัทข้ามชาติ และมันทำให้มีการพึ่งพาตลาดโลกที่ไม่มีความแน่นอน และไม่เป็นการพัฒนาการผลิตที่หลากหลายภายในประเทศอีกด้วย

ฝ่ายค้านและสื่อกระแสหลักต่างประเทศไม่ได้เสนอทางออกที่จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนส่วนใหญ่ เพราะพวกนี้ไม่เคยสนใจประชาธิปไตยและความเสมอภาค มีแต่การเสนอให้ล้มรัฐบาลและนำนโนบายรัดเข็มขัดสุดขั้วเข้ามาใช้ เช่นการขึ้นอัตราดอกเบี้ย การขายรัฐวิสาหกิจ และการตัดสวัสดิการและค่าจ้าง

ทางออกที่จะเริ่มแก้ปัญหาคือการส่งเสริมการเคลื่อนไหวของสหภาพแรงงานและขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม เพื่อเพิ่มค่าจ้าง สกัดกั้นไม่ให้ฝ่ายค้านยึดอำนาจ ลดบทบาททหาร และจัดการกับข้าราชการโกงกิน ทั้งนี้เพื่อเปลี่ยนรัฐบาลมาเป็นของประชาชนชั้นล่าง เพราะนักสังคมนิยมในเวนเนสเวลาได้นิยามรัฐบาลปัจจุบันของ มาดูโร ว่าเป็น “เผด็จการที่กดขี่ประชาชน” ส่วนการแก้ปัญหาเงินเฟ้อต้องอาศัยการหยุดจ่ายหนี้ต่างประเทศ และการนำกำไรจากการขายน้ำมันมาใช้เพื่อนำเข้าสินค้าจำเป็นให้พอเพียงสำหรับประชาชนทุกคนพร้อมๆ กับการควบคุมราคาต่างๆ และการพัฒนาการผลิตภายในประเทศให้หลากหลายมากขึ้น

แต่หลายคนมองว่ามันอาจสายเกินไปแล้ว เพราะทหารอาจทำรัฐประหารในไม่ช้า

 

อ่านเพิ่มภาษาอังกฤษ:

บทความของนักเศรษฐศาสตร์มาร์คซิสต์ และ Venezuela struggle and the left https://bit.ly/2Pyitmb  video https://bit.ly/2o4j6Yi

ISO      https://bit.ly/2wjnZAj

ความขัดแย้งระหว่างการเลือกตั้งกับการรณรงค์เพื่อการเปลี่ยนแปลง

ใจ อึ๊งภากรณ์

[เพื่อความสะดวกในการอ่าน เชิญไปอ่านที่บล็อกโดยตรง]

ในยุคที่มีพรรคการเมืองที่พยายามเสนอว่าควรจะมีการรื้อถอนโครงสร้างของเผด็จการทหาร อย่างเช่นพรรคอนาคตใหม่ เราควรจะมาสำรวจความขัดแย้งระหว่างการลงสมัครรับเลือกตั้งเพื่อให้มีผู้แทนในสภา กับการเคลื่อนไหวรณรงค์ให้มีการเปลี่ยนแปลง เพราะบ่อยครั้งจะมีความพยายามที่จะปฎิเสธว่าความขัดแย้งดังกล่าวมีอยู่จริง

ก่อนอื่นผู้เขียนขอเน้นว่าการมีระบบเลือกตั้งเสรีในระบบประชาธิปไตยเป็นเรื่องดี และเมื่อถึงวันเลือกตั้งการที่จะมีพรรคทางเลือกที่เสนอว่าควรจะขยายพื้นที่ประชาธิปไตยเป็นเรื่องดีและจำเป็นอีกด้วย

อย่างไรก็ตามเราไม่ควรจะลืมว่าในไทยตอนนี้เผด็จการทหารกำลังออกแบบประชาธิปไตยจอมปลอมเพื่อสืบทอดอำนาจต่อไปอีก 20 ปี พรรคพวกของประยุทธ์ใช้ “ยุทธศาสตร์แห่งชาติ” และรัฐธรรมนูญทหาร เป็นเครื่องมือ ดังนั้นถ้าเราจะลบผลพวงของเผด็จการและกีดกันไม่ให้อำนาจเถื่อนอย่างทหาร เข้ามามีบทบาททางการเมืองอีก เราจะต้องจัดการกับ “ยุทธศาสตร์แห่งชาติ” รัฐธรรมนูญทหาร และองค์กรต่างๆที่ถูกออกแบบมาเพื่อปกป้องโครงสร้างอำนาจที่เผด็จการวางไว้

และเราไม่ควรลืมอีกด้วยว่า ถ้าพรรคใหม่ๆ ได้เสียงข้างมากในสภา และตรงนี้ต้องเน้นคำว่า “ถ้า” การที่จะยกมือเพื่อล้ม “ยุทธศาสตร์แห่งชาติ” และรัฐธรรมนูญทหาร และปลดองค์กรที่งอกจากเผด็จการ มันจะไม่ใช่เรื่องง่าย

ปัญหาในรูปธรรมของการลงสมัครรับเลือกตั้งภายใต้กติกาของเผด็จการประยุทธ์ หรือแม้แต่กติกาปกติที่มักพบในระบบทุนนิยมตะวันตก คือมันเป็นกระบวนการที่พรรคการเมืองพยายามเสนออะไรที่ประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยอยู่แล้ว โดยที่ไม่มีการท้าทายให้พลเมืองเปลี่ยนความคิดแต่อย่างใด มันเป็นการพยายามเก็บเกี่ยวคะแนนนิยมของประชาชน โดยที่ประชาชนไม่ต้องเคลื่อนไหว แค่ไปกาช่องของพรรคในวันเลือกตั้งก็พอ

มันเป็นอะไรที่มองสภาพความเห็นและค่านิยมของประชาชนในลักษณะหยุดนิ่ง และเป็นความพยายามที่จะตามกระแสนั้นเอง

แน่นอนในยุคนี้ คนไทยจำนวนมากเบื่อหน่ายกับเผด็จการประยุทธ์และต้องการประชาธิปไตย ดังนั้นพรรคการเมืองที่อยู่ตรงข้ามกับเผด็จการ เช่นพรรคเพื่อไทย หรือพรรคอนาคตใหม่ คงจะได้คะแนนเสียงไม่น้อย แต่การ “เบื่อหน่ายกับเผด็จการประยุทธ์และความต้องการประชาธิปไตย” ไม่ได้แปลว่าพลเมืองเหล่านั้นมองโดยอัตโนมัติว่าเราสามารถลบผลพวงของเผด็จการ หรือล้มยุทธศาสตร์แห่งชาติ หรือยกเลิกรัฐธรรมนูญทหารได้

IMG_3106-1

ประเด็นคือ เราจะทำอย่างไรให้พลเมืองจำนวนมากพร้อมที่จะสนับสนุนพรรคการเมืองที่จะทำสิ่งเหล่านั้นอย่างเป็นรูปธรรม และการสนับสนุนที่พูดถึงจำต้องมีพลังติดมาด้วย เพราะการรื้อถอนโครงสร้างต่างๆ ของเผด็จการจำต้องอาศัยการต่อสู้ทางการเมืองกับอำนาจเผด็จการ และอย่าลืมว่าความคิดกระแสหลัก ที่มากับสื่อมวลชนและความกลัวที่จะท้าทายอำนาจ จะมองว่าการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเป็นเรื่อง “สุดขั้ว” หรือ ไม่เหมาะสม

ดังนั้นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งคือเราต้องมีขบวนการทางสังคมที่รณรงค์ท้าทายความคิดกระแสหลักในสังคม และทำให้พลเมืองจำนวนมากพร้อมจะมีส่วนร่วมในการผลักดันการเปลี่ยนแปลง

แต่พรรคการเมืองที่เน้นการลงสมัครรับเลือกตั้งมักจะไม่ให้ความสำคัญกับการสร้างขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม หรือที่ฝ่ายตรงข้ามจะเรียกว่า “ม็อบ” บ่อยครั้งพรรคเหล่านี้ต้องการให้มีการหยุดการเคลื่อนไหวด้วยซ้ำ เพื่อรอวันเลือกตั้ง

deepsnews_1522301450_9122

และที่สำคัญพอๆ กันคือ พรรคการเมืองที่เน้นการสมัครรับเลือกตั้งในสภา มักจะไม่กล้าเสนออะไรที่กระแสหลักในสังคมมองว่า “สุดขั้ว” เกินไป ทั้งๆ ที่การลบผลพวงของเผด็จการ หรือแม้แต่การสร้างรัฐสวัสดิการ หรือการเพิ่มรายได้ให้คนทำงานธรรมดา ไม่ได้สุดขั้วแต่อย่างใด เราอาจพูดต่ออีกด้วยว่าการยกเลิกกฏหมายเถื่อน 112 การเสนอให้ไทยมีกฏหมายทำแท้งเสรี การเสนอให้ประชาชนในปาตานีมีเสรีภาพในการปกครองตนเอง หรือแม้แต่การเปลี่ยนไปเป็นสาธารณรัฐ ก็ไม่ใช่เรื่องสุดขั้วเช่นกัน เพราะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศอื่นในโลกปัจจุบัน มันแค่ถูกตราว่า “สุดขั้ว” เพราะไทยใต้กะลามันล้าหลังเท่านั้น

พรรคการเมืองที่เน้นการลงสมัครรับเลือกตั้งมักจะกล้าๆ กลัวๆ ในการเสนอสิ่งที่ขัดแย้งกับกระแสหลักหรือผลประโยชน์ของกลุ่มอำนาจต่างๆ และมักจะมีการเสนอว่าต้องหาทางดึงคะแนนเสียงจากคนที่มีแนวคิด “กลางๆ” อันนี้เป็นความจริงไม่ว่าจะเป็นพรรคอนาคตใหม่ พรรคแรงงงานอังกฤษภายใต้ เจเรมี คอร์บิน หรือพรรคกรรมชีพ (PT) บราซิลในอดีต

gettyimages-688651088

มันมีวิธีเดียวที่จะจัดการกับปัญหาความขัดแย้งระหว่างการลงสมัครรับเลือกตั้งกับการเคลื่อนไหวรณรงค์ให้มีการเปลี่ยนแปลง นั้นคือคนที่ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงจะต้องสนับสนุนพรรคที่ก้าวหน้าในช่วงที่มีการเลือกตั้ง และต้องสร้างขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมพร้อมๆ กัน ไม่ใช่ไปเน้นอย่างใดอย่างหนึ่ง

 

ประชาธิปไตย “ภายใต้ท่านผู้นำ” ของ ปูติน ในรัสเซีย

ใจ อึ๊งภากรณ์

[เพื่อความสะดวกในการอ่าน เชิญไปอ่านที่บล็อกโดยตรง]

ลักษณะการปกครองในรัสเซียภายใต้  วลาดีมีร์ ปูติน ในยุคปัจจุบันมีสององค์ประกอบที่ทำให้ขาดประชาธิปไตยคือ

  1. อำนาจแนวตั้ง และ
  2. การบริหาร “ประชาธิปไตยภายใต้ท่านผู้นำ”

เมื่อสงครามเย็นยุติลงอันเป็นผลจากการล่มสลายของระบบเผด็จการ “ทุนนิยมโดยรัฐ” และก่อนที่ ปูติน จะขึ้นมามีอำนาจ ประธานาธิบดี บอริส เยลต์ซิน ได้นำกลไกตลาดเสรีแบบสุดขั้วเข้ามาใช้ในรัสเซียในทศวรรษ 1990 ซึ่งทำให้ประชาชนคนธรรมดายากลำบากเป็นอย่างยิ่ง และธุรกิจต่างๆ ที่เคยเป็นของรัฐภายใต้ระบบ “ทุนนิยมโดยรัฐ” ในสมัยโซเวียด ก็ถูกแปรรูปไปเป็นบริษัทเอกชน คนที่เข้ามาเป็นเจ้าของใหม่มักจะเป็นคนที่เคยมีอำนาจในพรรคคอมมิวนิสต์ หรือพวกมาเฟียที่ใกล้ชิดกับผู้มีอำนาจ การคอร์รับชั่นจึงกลายเป็นโรคระบาดใหญ่ และอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจ ที่เคยอยู่ในมือของพรรคคอมมิวนิสต์ ถูกโอนไปที่แก๊งต่างๆ ของผู้มีอำนาจที่ใกล้ชิดกับมาเฟีย [ดูเรื่องเผด็จการทุนนิยมโดยรัฐที่นี่ https://bit.ly/2uOffCh และ https://bit.ly/2vbhXCO ]

yeltsin1

ผลสำคัญอันหนึ่งของการนำกลไกตลาดสุดขั้วเข้ามาใช้ คืออำนาจทางการเมืองที่เคยรวมศูนย์อยู่ที่รัฐบาลกลาง ถูกกระจายไปอยู่ในมือของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ผู้มีอำนาจ และมาเฟีย ซึ่งสร้างปัญหาให้รัฐ ไม่ว่าจะในด้านเศรษฐกิจหรืออำนาจในเวทีโลก

รัฐบาลของ เยลต์ซิน ไม่เป็นที่ชื่นชมของประชาชน และปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นทำให้เขาลาออกจากตำแหน่งในปี 1999 โดยที่ ปูติน ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีแทน

yeltsin-putin

ปูติน ต้องการที่จะดึงอำนาจกลับสู่ส่วนกลาง และยึดธุรกิจใหญ่ๆ เช่นน้ำมัน กลับมาเป็นของรัฐ เพื่อแก้ปัญหาความอ่อนแอของรัสเซีย ดังนั้น ปูติน จำเป็นต้องเปิดศึกกับพวกมีอำนาจทางธุรกิจและมาเฟียบางส่วนที่ขัดขวางนโยบายของเขา แต่ส่วนที่เป็นแนวร่วมกับ ปูติน ก็อยู่ต่อได้

ปูติน สามารถรื้อฟื้นอำนาจเดิมของรัสเซียได้บ้าง วิธีหนึ่งคือการเพิ่มงบประมาณทหาร การแทรกแซงในสงครามซิเรีย เพื่อสนับสนุนเผด็จการโหดของ อัสซาด และการเบ่งอำนาจในยูเครนเพื่อยึดไครเมีย [ดู https://bbc.in/2uWoujc ]

putin2-1

พร้อมๆ กันนั้น ปูติน ได้สร้างระบบกึ่งเผด็จการขึ้นมา มีการยกเลิกการเลือกตั้งท้องถิ่นยกเว้นในเมืองมอสโก ตอนนี้ผู้ปกครองเมืองและจังหวัดต่างๆ เป็นคนที่ ปูติน แต่งตั้งหมดเลย มีการจำกัดสิทธิในการประท้วงอย่างรุนแรง มีการปราบ เอ็นจีโอ และระบบตุลาการถูกควบคุมโดยรัฐบาลและผู้มีอำนาจที่มีเส้น

ตอนนี้อำนาจทางการเมืองในรัสเซียมีลักษณะ “แนวตั้ง” โดยที่ ปูติน นั่งอยู่จุดสูงสุด แต่รอบๆ ปูติน มีกลุ่มผู้มีอำนาจและมาเฟียที่สนับสนุนเขาแต่แย่งชิงผลประโยชน์กันเอง ใจกลางของรัฐบาล ปูติน เต็มไปด้วยการคอร์รับชั่น นอกจากนี้ ปูติน ทำแนวร่วมกับองค์กรศาสนาคริสต์อนุรักษนิยมสุดขั้วอีกด้วย

ส่วนระบบ “ประชาธิปไตยภายใต้ท่านผู้นำ” เป็นการบริหารระบบเพื่อให้ดูคล้ายประชาธิปไตย แต่ในรูปธรรมไร้เสรีภาพ ซึ่งคงใกล้เคียงกับระบบที่เผด็จการประยุทธ์ฝันว่าจะใช้ในไทยด้วย

5aac372092c0691c008b47d8-750-563

ใน “ประชาธิปไตยภายใต้ท่านผู้นำ” ของ ปูติน พรรคของเขาผูกขาดได้เพราะ สื่อมวลชนต่างๆ กีดกันไม่ให้ฝ่ายค้านออกข่าว ในยุค ปูติน มีการโอนสื่อเอกชนมาเป็นของรัฐเกือบหมด และจำนวนนักโทษทางการเมืองก็เพิ่มขึ้น มันอาจมีการเลือกตั้งหลายรอบ แต่เป็นการเลือกตั้งปลอมที่เรารู้ผลล่วงหน้าเสมอ

ในปี 2012 มีคนออกมาประท้วงต่อต้าน ปูติน เป็นหมื่น แต่รัฐบาลปราบหนักและผู้นำฝ่ายค้านถูกจับเข้าคุกหรือไม่ก็ถูกซื้อเพื่อนำมาเป็นพวกของ ปูติน

ฝ่ายซ้ายในรัสเซียมีกลุ่มเล็กๆ พรรคคอมมิวนิสต์เก่าไม่ถือว่าเป็นฝ่ายซ้าย เพราะมีนโยบายขวาจัดชาตินิยม แต่ฝ่ายซ้ายกลุ่มต่างๆ มักโดนปราบจากรัฐบาล มีการเถียงกันระหว่างกลุ่มต่างๆ เรื่อง ยูเครน และ ซิเรีย ว่าควรมีจุดยืนอย่างไรต่อนโยบายของ ปูติน โดยที่บางฝ่ายไม่เข้าใจว่ารัสเซียเป็นอำนาจจักรวรรดินิยม ซึ่งไม่ได้แปลว่าต้องสนับสนุนฝ่ายตรงข้ามเสมอ เพราะต้องดูผลประโยชน์ของชนชั้นกรรมาชีพเป็นหลัก ฝ่ายซ้ายหลายกลุ่มพยายามทำงานกับขบวนการแรงงานแต่บรรยากาศค่อนข้างจะลำบาก ในขณะเดียวกันฝ่ายขวาฟาสซิสต์ ซึ่งปูตินเคยหนุนเพื่อเป็นเครื่องมือของตน ก็ขยายอิทธิพล

ดอนัลด์ ทรัมป์ กำลังทำอะไร?

ใจ อึ๊งภากรณ์

[เพื่อความสะดวกในการอ่าน เชิญไปอ่านที่บล็อกโดยตรง]

หลายคนอาจมองว่า ดอนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้นำ “สติเสีย” เพราะมักจะมีการกลับคำเสมอ พร้อมจะโกหกแบบหน้าด้าน และนโยบายของเขาดูเหมือนไม่มีการวางแผนล่วงหน้า จึงขัดแย้งในตัวเอง หรือไร้เหตุผลทางปัญญา แต่คนที่มองแบบนี้ประเมิน ทรัมป์ ต่ำเกินไป

แน่นอน ทรัมป์ เป็นประธานาธิบดีของสหรัฐที่เลวร้ายที่สุดคนหนึ่ง เพราะต่อต้านสิทธิสตรี อวดว่าตนเองละเมิดผู้หญิงหลายคน และในขณะนี้กำลังหาทางที่จะยกเลิกสิทธิทำแท้งในสหรัฐผ่านการแต่งตั้งผู้พิพากษาอนุรักษ์นิยมปฏิกิริยาสุดขั้ว ในเรื่องสิทธิมนุษยชน ทรัมป์ เป็นคนที่เหยียดคนที่ไม่ใช่คนผิวขาวชาวอเมริกัน เขาพูดจาดูถูกคนจากประเทศอื่น เช่นชาวเม็กซิโก ว่าเป็นพวก “ขี้ขโมย” ที่นำอาชญากรรมเข้าประเทศ เขาดูถูกคนพื้นเมืองอเมริกัน และคัดค้านคนที่อพยพเข้ามาจากประเทศอื่นทั้งๆ ที่พ่อแม่ของ ทรัมป์ เองไม่ได้เกิดที่สหรัฐ นอกจากนี้ ทรัมป์ พร้อมจะอุดหนุนทุนใหญ่ของสหรัฐ เช่นทุนพลังงานหรือการเกษตร โดยการปิดหูปิดตาถึงปัญหาโลกร้อนและการที่สิ่งแวดล้อมถูกทำลายจากมลพิษ และถ้าแค่นี้ไม่พอ ทรัมป์ เป็นคนที่พร้อมจะก่อให้เกิดสงครามทั่วโลก เช่นในตะวันออกกลาง โดยไม่ห่วงใยเพื่อนมนุษย์

ทรัมป์ ชอบอ้างว่าเป็นมิตรของคนทำงานธรรมดาในสหรัฐที่ต้องยากลำบาก แต่ในรูปธรรมนโยบายของเขาหนุนแต่ทุนใหญ่และคนรวยในขณะที่ทำลายความมั่นคงของคนธรรมดา เช่นนโยบายการลดภาษีให้กลุ่มทุน หรือการพยายามทำลายระบบสาธารณสุขสำหรับประชาชน

ในการเดินทางมายุโรปเมื่อเดือนที่แล้ว เราเห็นความพยายามของ ทรัมป์ ที่จะเปิดศึกกับนักการเมืองและพรรคการเมืองกระแสหลักแบบเสรีนิยม โดยเฉพาะ อังเกลา แมร์เคิล ในเยอรมัน และ ทะรีซา เมย์ ในอังกฤษ เป้าหมายของ ทรัมป์ คือการสร้างความปั่นป่วน ทำลายพรรคกระแสหลัก และลดอิทธิพลของ อียู (สหภาพยุโรป)

ทรัมป์ เชื่อว่าองค์กรที่สหรัฐเคยสร้างและสนับสนุนในอดีต เช่น อียู นาโต้ (องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ) และองค์กรการค้าระหว่างประเทศ (WTO) ทำให้สหรัฐเสียเปรียบ เขาไม่พอใจที่ เยอรมัน มีดุลการค้ากับสหรัฐสูง และไม่ยอมเพิ่มงบประมาณทางทหาร โดยที่ ทรัมป์ เชื่อว่าประเทศต่างๆ ใน อียู อาศัย “ร่ม” ทางทหารของสหรัฐ โดยไม่ยอมจ่าย

5aca2cf0dda4c817528b458c

การเปิดศึกทางการค้าของรัฐบาลสหรัฐกับจีนและอียู มาจากแนวคิดเดียวกันที่จะส่งเสริมผลประโยชน์ของกลุ่มทุนสหรัฐ แต่มันเป็นยุทธศาสตร์ที่ค่อนข้างจะเสี่ยง และคุมยาก เพราะประสบการณ์จากอดีต สมัยวิกฤตเศรษฐกิจโลก 1930 ชี้ให้เห็นว่าการปิดกั้นทางการค้าของทุกฝ่ายทำให้เศรษฐกิจของทุกประเทศได้รับผลเสีย และนายทุนสหรัฐที่ได้รับผลกระทบจากการโต้ตอบของจีนและอียูในสมัยนี้ ก็คงไม่พอใจอีกด้วย ยิ่งกว่านั้นทั้งสหรัฐ อียู และจีน ผูกพันกันอย่างใกล้ชิดในเรื่องการลงทุนและการถือหุ้นในบริษัทข้ามชาติต่างๆ และตลาดจีนมีความสำคัญกับสหรัฐไม่น้อย ดังนั้นการปิดประเทศโดย ทรัมป์ คงทำไม่ได้

อีกสาเหตุสำคัญที่ ทรัมป์ โจมตีพรรคเสรีนิยมกระแสหลัก ก็เพราะเขามีเป้าหมายร่วมกับพรรคฝ่ายขวากึ่งฟาสซิสต์ในยุโรป ที่จะผลักดันการเมืองโลกไปทางขวา ซึ่งเขามองว่าจะเป็นประโยชน์กับฐานเสียงตนเองในสหรัฐ

ดังนั้นเราเห็น ทรัมป์ พูดจาด่าผู้ลี้ภัยและคนที่อพยพหนีความยากจนมาสู่ยุโรป ในลักษณะที่ไม่ต่างเลยจากพวกฟาสซิสต์ที่อยู่ในรัฐบาล อิตาลี่ ออสเตรีย และฮังการี่ ในขณะเดียวกัน ทรัมป์ก็พูดจาสนับสนุนกลุ่มขวาจัดในสหรัฐด้วย อย่างไรก็ตามเราต้องเข้าใจว่า ทรัมป์ ไม่ใช่ ฟาสซิสต์ แต่เพียงแต่ต้องการที่จะส่งเสริมการเมืองฝ่ายขวา

FRANCE-US-POLITICS-FN-PARTY-CONGRESS
สตีฟ แบนนอน กับหัวหน้าพรรคฟาสซิสต์ฝรั่งเศส

ที่น่ากังวลคือ สตีฟ แบนนอน อดีตที่ปรึกษาคนโปรดของ ทรัมป์ ได้ตั้งองค์กรใหม่ขึ้นในยุโรป เพื่อให้ทุนอุดหนุนกลุ่มฟาสซิสต์ต่างๆ ในทุกประเทศของยุโรป

US-POLITICS-TRUMP-STAFF

จะเห็นได้ว่าการมีประธานาธิบดีสหรัฐ ที่สนับสนุนพวกฟาสซิสต์ในยุโรปและสหรัฐ ในบรรยากาศทางการเมืองที่ตึงเครียดเพราะผลของนโยบายรัดเข็มขัดสร้างความไม่พอใจทั่วไปในหมู่ประชาชนจำนวนมาก เป็นสิ่งที่อันตรายยิ่ง และเสี่ยงกับการเพิ่มกระแสเหยียดสีผิวและเชื้อชาติ กับกระแสฟาสซิสต์โดยทั่วไป

การเน้นแนวคิดเหยียดเชื้อชาติหรือสีผิว เป็นวิธีหนึ่งที่ชนชั้นปกครองใช้ในการเบี่ยงเบนประเด็นความไม่พอใจของประชาชนต่อนโยบายรัดเข็มขัดที่เริ่มหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2008

ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ฝ่ายซ้ายและผู้รักความเป็นธรรมในหลายประเทศจะต้องออกมารับมือ วิธีรับมือคือการต่อต้านพวกฟาสซืสต์ และการต่อสู้ทางชนชั้นเพื่อระงับนโยบายรัดเข็มขัด เช่นด้วยการนัดหยุดงานและเรียกร้องค่าจ้างสวัสดิการเพิ่ม เพราะถ้าไม่มีการเคลื่อนไหวของฝ่ายซ้ายแบบนี้ ยุโรปและสหรัฐจะเข้าสู่ยุคมืด

20180715_135530

[บทความนี้อาศัยข้อมูลจากบทความของ Alex Callinicos ในหนังสือพิมพ์ Socialist Worker]

การเมืองปัจจุบันในอิหร่าน

ใจ อึ๊งภากรณ์

[เพื่อความสะดวกในการอ่าน เชิญไปอ่านที่บล็อกโดยตรง]

หลายปีหลังจากการปฏิวัติล้มกษัตริย์ชาร์ในปี 1979 และการก่อตั้งสาธารณรัฐอิสลาม การเมืองภายในประเทศอิหร่านกลายเป็นเรื่องของการแข่งขันระหว่าง “ฝ่ายปฏิรูป” กับ “ฝ่ายอนุรักษ์” ในช่วงนี้ผู้นำประเทศเป็นฝ่าย “ปฏิรูป”

พวกอนุรักษ์เป็นพวกที่อยากจะคงไว้กฏหมายศาสนาและการจำกัดสิทธิเสรีภาพ ส่วนฝ่ายปฏิรูปเป็นพวกที่อยากจะเปิดกว้างมากขึ้นและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นกับตะวันตก แต่ทั้งสองฝ่ายไม่อยากเปลี่ยนโครงสร้างของระบบปัจจุบันเท่าไร

ประธานาธิบดีคนปัจจุบันคือ รูฮานี ซึ่งมาจากฝ่ายปฏิรูป แต่ภายในระบบการเมืองของอิหร่าน มีอำนาจคู่ขนาน เพราะผู้นำทางศาสนา อาลี คาห์เมนี ซึ่งไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง จะเป็นประมุขสูงสุดและมีอำนาจพอๆ กัน ประมุขสูงสุดมักจะเอียงไปทางสายอนุรักษ์

800px-Ali_Khamenei_delivers_Nowruz_message_02

ในอดีตในช่วงการเลือกตั้งปี 2009 มีการออกมาประท้วงชัยชนะของ อะห์มะดีเนจาด นักการเมืองสายอนุรักษ์ เพราะคนจำนวนมากมองว่ามีการโกงการเลือกตั้ง ดังนั้นคำขวัญสำคัญของการประท้วงครั้งนั้นคือ “คะแนนเสียงฉันหายไปไหน?” ขบวนการประท้วงที่เกิดขึ้นมีฐานในหมู่ชนชั้นกลางเป็นหลักและใช้สัญญลักษณ์สีเขียว

iranwomengreen

เมื่อต้นปีนี้ เกือบสิบปีหลังจากการประท้วงสีเขียว เกิดการประท้วงภายในประเทศอีก คราวนี้เรืองปากท้องมีความสำคัญ ประเด็นปากท้องเกี่ยวกับการขาดแคลนน้ำ และปัญหาทางเศรษฐกิจที่ทำให้ประชาชนเดือดร้อน แต่มันพัฒนาไปสู่เรื่องการเมืองอย่างรวดเร็ว

Iran Protest

เมื่อประธานาธิบดี รูฮานี ชนะการเลือกตั้งสมัยที่สองเมื่อปีที่แล้ว คนจำนวนมากหวังว่าการเจรจาและการเซ็นสัญญาระหว่างอิหร่านกับประเทศตะวันตกในเรื่องโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ที่นำไปสู่การยกเลิกการคว่ำบาตรโดยหลายประเทศ จะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น แต่มันไม่ได้เป็นไปตามคาด เบื้องหลังความไม่พอใจครั้งนี้คือการสะสมความเดือดร้อนจากนโยบายเสรีนิยมของรัฐบาลทุกชุดที่สร้างความเหลื่อมล้ำ ปัจจุบันเราเห็นคนไร้บ้านที่ต้องไปนอนในป่าช้าในขณะที่เศรษฐีสร้างบ้านเหมือนวัง 30%ของเยาวชนตกงาน และ ประชาชน10 ล้านคนอาศัยอยู่ในสลัม

นอกจากนี้นายทุนน้อยในตลาด ซึ่งเคยเป็นฐานเสียงสำคัญของชนชั้นปกครองอิหร่าน ก็ออกมาแสดงความไม่พอใจ เพราะเสียผลประโยชน์จากการขยายตัวของพวกห่างใหญ่ๆ ซึ่งเป็นผลจากนโยบายเสรีนิยมกลไกตลาดเช่นกัน

People protest in Tehran

การประท้วงรอบนี้ก้าวหน้ากว่าประท้วงของชั้นกลางในขบวนการสีเขียว เพราะคราวนี้คนจนและชนชั่นกลางระดับล่าง เรียกร้องให้ “เปลี่ยนระบบ” วัยรุ่นตกงานมีบทบาทสูงในการประท้วง ซึ่งทำให้เรานึกถึงการประท้วงที่อียิปต์และที่อื่นในปี 2010 การประท้วงครั้งนี้มีข้อเรียกร้องสุดขั้ว จนแม้แต่นักการเมืองแนวปฏิรูปก็ลังเลใจที่จะสนับสนุน

อย่างไรก็ตามคนงานไม่ค่อยมาร่วมประท้วงครั้งนี้อย่างเป็นระบบ แต่ก่อนหน้านี้มีการนัดหยุดงานจำนวนมาก ซึ่งสามารถสร้างกระแสใน 3ปีที่ผ่านมา เช่นการนัดหยุดงานของครู คนงานโรงเหล็ก และคนขับรถบรรทุก

ในขณะที่รัฐบาลเผชิญหน้ากับปัญหาภายในแบบนี้ ปัญหาต่างประเทศก็เพิ่มขึ้น เพราะอิทธิพลของอิหร่านในตะวันออกกลางขยายตัวหลังจากสหรัฐทำลายประเทศอิรัก ดังนั้นอิหร่านจึงสร้างศัตรูในรูปแบบประเทศอิสราเอล ซาอุ และสหรัฐ

สหรัฐกีดกันการขายน้ำมันของอิหร่าน และเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรโดยการฉีกทิ้งข้อตกลงนิวเคลียร์ ทุนอิหร่านกำลังไหลออกนอกประเทศ และสำหรับประชาชนธรรมดายารักษาโรคก็แพงขึ้นมหาศาล

คนรวยที่เป็นนักการเมืองหรือพรรคพวกของนักการเมือง ทั้งสายอนุรักษ์และปฏิรูป ก็แห่กันไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ และการคอร์รับชั่นก็เพิ่มขึ้น มันสร้างวิกฤตความชอบธรรมทางการเมืองให้กับรัฐ และเพิ่มความขัดแย้งระหว่างพวกที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งกับนักการเมืองเลือกตั้งอีกด้วย ทั้งหมดนี้ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างประชาชนกับสายการเมืองทั้งสองซีก ประชาชนรู้สึกผิดหวัง

วิกฤตในลัทธิการเมืองที่เคยอ้างว่าการใช้แนวอิสลามแตกต่างจากทุนนิยม ทำให้มีกระแสที่มองว่าควรแยกศาสนาออกจากการเมืองและรัฐ ทั้งๆที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้ต้านศาสนา ประมาณ 50%  ของประชาชนมองว่าสตรีควรมีสิทธิที่จะใส่ฮิญาบหรือไม่ ซึ่งปัจจุบันผู้หญิงถูกบังคับให้ใส่เวลาออกจากบ้าน

_96128906_72ab3dca-cb35-49e8-a64c-57fd94a6174e

แต่ความก้าวร้าวของรัฐบาลสหรัฐภายใต้ ทรัมป์ ในการปลุกกระแสสงคราม สร้างปัญหาให้กับคนอิหร่านที่อยากจะสู้กับรัฐ เพราะฝ่ายอนุรักษ์สามารถอ้างได้ว่าทุกคนควรสามัคคีภายใต้ภัยสงครามจักรวรรดินิยม

เราคงต้องติดตามข่าวจากอิหร่านต่อไป….