Tag Archives: 112

โปรดฟังอีกครั้ง… ช่วยกันลงคะแนนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญโจร

ใจ อึ๊งภากรณ์

 วันที่ 7 สิงหาคมนี้ทุกคนที่รักประชาธิปไตยควรตบหน้าแก๊งไอ้ยุทธ์และคณะโจร โดยไปลงคะแนนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการทหาร

ถ้าประชาชนจำนวนมากไม่รับร่างรัฐธรรมนูญที่งอกจากกระบอกปืนอันนี้ มันจะช่วยทำลายความชอบธรรมของเผด็จการอย่างชัดเจน

13728936_1145964815444913_3158334133934371265_n

แต่ในขณะเดียวกัน เราทราบดีว่า “ประชามติ” ครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้บรรยากาศที่ไร้เสรีภาพโดยสิ้นเชิง มันไม่ใช่ประชามติประชาธิปไตยแต่อย่างใด เพราะในรูปธรรมมีการสั่งห้ามวิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญในที่สาธารณะ และมีการจับคุมนักเคลื่อนไหวที่พยายามวิจารณ์ความไม่เป็นประชาธิปไตยของร่างรัฐธรรมนูญอย่างต่อเนื่อง คณะทหารมีความหวังว่าถ้าขู่ประชาชนและพยายามปิดกั้นการแสดงออกหรือข้อถกเถียงต่างๆ ประชาชนจะขานรับการทำลายประชาธิปไตยที่บรรจุไว้ในเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้

นี่คือสาเหตุที่นักเคลื่อนไหวบางคนอยากให้เราบอยคอตหรืองดออกเสียง ผู้เขียนมีมุมมองต่างคือ เราต้องไปลงคะแนนเสียงไม่รับแทน และถ้าประชาชนส่วนใหญ่ลงคะแนนไม่รับ เราต้องชุมนุมกันเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลทหารลาออก

แต่ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร ร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัยนี้ไร้ความชอบธรรมโดยสิ้นเชิง เราต้องมองว่าเป็นรัฐธรรมนูญเถื่อน และเราจะต้องเคลื่อนไหวต่อต้านคณะทหารและอิทธิพลของเผด็จการต่อไปจนกว่าเราจะได้ประชาธิปไตยคืนมา ยิ่งกว่านั้นเราจะต้องเคลื่อนไหวเพื่อขยายพื้นที่ประชาธิปไตยออกไปให้กว้างกว่ายุคทักษิณหรือยุครัฐธรรมนูญปี ๔๐ โดยเฉพาะในเรื่องกฏหมาย 112 กฏหมายคอมพิวเตอร์ และแง่อื่นๆ ของความเป็นเผด็จการในไทยที่ตกข้างจากอดีต

ขอสรุปว่าทำไมเราไม่ความรับร่างรัฐธรรมนูญมีชัยมีดังนี้

(1) อารัมภบทของร่างมีชัย แสดงให้เห็นเจตนาในการโกหกบิดเบือนประวัติศาสตร์และคำจำกัดความของประชาธิปไตยแต่แรก มันถูกออกแบบเพื่อให้ความชอบธรรมแก่คณะทหารโจรที่ปล้นสิทธิเสรีภาพประชาธิปไตยของประชาชนผ่านการทำรัฐประหาร มันถูกออกแบบเพื่อลดอำนาจของผู้แทนและรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน โดยเพิ่มอำนาจและสืบทอดอิทธิพลของฝ่ายเผด็จการอนุรักษ์นิยม และมันมีการดูถูกประชาชนชาวไทยว่าไม่เข้าใจระบบประชาธิปไตยอีกด้วย

(2) มาตรา 5 เขียนถึงอำนาจพิเศษที่จะเข้ามาควบคุมรัฐบาลและรัฐสภาในยามที่ทหารมองว่า “ผิดปกติ”  ซึ่งเสียงข้างมากในกลุ่มคนที่มีอำนาจพิเศษเหนือรัฐบาลนี้ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งแต่อย่างใด

(3) มีการเปิดโอกาสให้คนนอกที่ไม่ใช่ สส. เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ในบางสถานการณ์ ถ้าหลังการเลือกตั้งครั้งแรกเกิดมีนายกรัฐมนตรีทหารหรือคนของทหาร มันก็เป็นโอกาสสำหรับการยืดเวลาปกครองของเผด็จการได้ อย่าลืมว่าคนไทยเสียเลือดเนื้อในอดีตเพื่อให้นายกรัฐมนตรีเป็น สส. และมาจากการเลือกตั้ง

(4) ในเรื่องศาสนามีการเอาใจคนเลวอย่าง “พุทธอิสระ” โดยตัดหน้าที่ของรัฐที่จะต้องเสริมสร้างความสมานฉันท์ระหว่างศาสนาออก ตัดเรื่องห้ามลิดรอนสิทธิเพราะเหตุการนับถือศาสนาออก และเขียนนวัตกรรมใหม่ให้รัฐต้องส่งเสริมและเผยแผ่หลักธรรมของพระพุทธศาสนาเถรวาท ซึ่งทั้งหมดนี้เปิดโอกาสให้กดขี่ศาสนาอิสลามหรือศาสนาพุทธนิกายที่ทหารไม่เห็นด้วย

(5) ร่างรัฐอธรรมนูญนี้ทำลายมาตรฐานการบริการพลเมืองโดยรัฐ โดยเฉพาะในเรื่องสาธารณสุข พูดง่ายๆ มีการเสนอนโยบายที่ทำลายระบบบัตรทอง หรือที่เคยเรียกกันว่า “30 บาทรักษาทุกโรค”

(6) ในเรื่องการศึกษา มีการตัดสิทธิ์เรียนฟรีในระดับ ม.ปลาย

(7) โครงสร้างการคำนวณจำนวน สส. มีการออกแบบเพื่อให้ประโยชน์กับพรรคประชาธิปัตย์

(8) วุฒิสภามาจากการแต่งตั้งโดยทหารเผด็จการทั้ง 200 คน และมีอายุการดำรงตำแหน่ง 5 ปี คือนานกว่าสภาผู้แทนราษฏร 1 ปี ทั้งนี้เพื่อควบคุมผู้แทนของประชาชน

(9) การแก้รัฐธรรมนูญนี้ในรูปธรรมทำได้ยากมาก เพราะต้องอาศัยเสียงข้างมากของ สส. 500คน และ สว.แต่งตั้ง 200คน รวมกัน นอกจากนี้ต้องอาศัยคะแนนเสียง 20% ของพรรคฝ่ายค้าน และ1/3 ของสว. อีกด้วย ดังนั้นอย่าไปหลงคิดว่าถ้าเรา “รับไปก่อน” เราจะแก้ทีหลังได้ ฝ่ายเผด็จการมันหลอกเราในเรื่องนี้มารอบหนึ่งแล้วในปี ๕๐ ปีนี้เราไม่ความโง่ซ้ำรอบสอง

13417520_1769959999947170_3393365336073478790_n

สหายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ยังติดคุก

ใจ อึ๊งภากรณ์

เวลาประมาณ 12:00 ของวันที่ 30 เมษายน 2554 สหายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ถูกควบคุมตัวที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองอรัญประทศ โดยเจ้าหน้าที่แจ้งต่อเขาว่า เขาถูกออกหมายจับโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในข้อหาตามมาตรา 112 ทนายความของสมยศได้พยายามติดต่อขอประกันตัวกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ แต่ไม่ได้ประกันตัว และไม่เคยได้ประกันตัวเลยหลังจากนั้น

Somyot-Prueksakasemsuk

สมยศ เป็นนักเคลื่อนไหวฝ่ายซ้ายที่ยึดมั่นในอุดมการณ์ประชาธิปไตยและความเท่าเทียม ก่อนหน้าที่เขาจะมาเป็นบรรณาธิการวารสารของเสื้อแดง เขาเคยทำงานด้านแรงงาน สมยศเคยมีส่วนสำคัญในการจัดตั้งสหภาพแรงงานหลายแห่งในอุตสาหกรรมสิ่งทอ โดยเฉพาะในย่านรังสิต

Untitled

ผมเคยพบและพูดคุยกับสมยศหลายครั้ง และถึงแม้ว่าเราจะมีข้อแตกต่างในรายละเอียดบางอย่างของการเมืองฝ่ายซ้าย หรือการเมืองของขบวนการแรงงาน แต่เราสองคนรักษามารยาทและเคารพซึ่งกันและกัน หลายครั้งสมยศจะเชิญผมไปคุยกับคนงานในเรื่องการเมืองสังคมนิยมด้วย

ผมเข้าใจว่าทุกวันนี้เขามีหน้าที่ในห้องสมุดของคุก ซึ่งน่าจะมีประโยชน์กับเพื่อนนักโทษคนอื่นๆ

12295374_10206434082623538_6400719534773076811_n

บทความที่ทำให้เขาติดคุกอยู่ถึงทุกวันนี้ เขาไม่ได้เป็นคนเขียนเอง แค่เป็นบรรณาธิการ อย่างไรก็ตามเขาไม่ยอม “สารภาพความผิด” เพื่อให้มีการลดโทษ เพราะเขามองว่าการติดคุกของเขาควรจะเป็นเรื่องที่เปิดโปงข้อเสียของกฏหมาย 112

ในความเห็นผม กฏหมาย 112 เป็นกฏหมายที่ทำลายสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกโดยสิ้นเชิง และสังคมใดที่เราไม่สามารถพูดอะไรบางอย่างได้เกี่ยวกับการเมือง ไม่ถือว่าเป็นประชาธิปไตย     การแก้กฏหมาย 112 ให้สำนักงานหนึ่งเป็นผู้ฟ้องแต่ฝ่ายเดียว ควบคู่กับการลดโทษ ไม่สามารถแก้ปัญหาว่า 112 เป็นกฏหมายที่ปิดปากประชาชน ใช้กระบวนการลับในศาล และทำให้การพูดความจริงเป็นสิ่งที่ผิดได้

คนที่ปกป้องกฏหมาย 112 มักจะอ้างว่า ถ้ากษัตริย์ไม่มีอำนาจและเป็นแค่ประมุข ไม่ควรมีใครไป “ลบหลู่” หรือวิจารณ์ แต่ถึงแม้ว่ากษัตริยไทยเป็นเพียงเครื่องมือของทหารและอำมาตย์ มันมีหลายเรื่องที่นายภูมิพลต้องรับผิดชอบเอง เช่นทำไมเขานิ่งเฉยเวลาสามชายบริสุทธิ์ถูกประหารชีวิตในกรณีการยิงรัชกาลที่ ๘ ทั้งๆ ที่นายภูมิพลทราบว่าในเหตุการณ์นั้นเกิดอะไรขึ้น หรือทำไมนายภูมิพลไม่เคยตำหนิการทำรัฐประหารที่ทำลายระบบประชาธิปไตย และทำไมเขาถึงเสนอลัทธิเศรษฐกิจพอเพียงที่แช่แข็งความเหลื่อมล้ำในสังคมตามแนวเสรีนิยมกลไกตลาดสุดขั้ว ทั้งๆ ที่ตนไม่มีหน้าที่แสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนโยบายเศรษฐกิจของชาติแต่อย่างใด การถามคำถามแบบนี้ไม่ใช่การ “ลบหลู่นายภูมิพล แต่เป็นการตั้งคำถามในเรื่องความจริงต่อบุคคลสาธารณะคนหนึ่ง

แต่เนื้อในสำคัญของกฏหมาย 112 และสถาบันกษัตริย์ ไม่ได้อยู่ที่ตัวนายภูมิพล เพราะนายภูมิพลเป็นคนที่ถูกสร้างขึ้นมาเป็นกษัตริย์อย่างที่เราเห็นทุกวันนี้ โดยทหารเผด็จการในยุคสงครามเย็น จึงกลายเป็นเครื่องมือของทหารเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้

ดังนั้นกฏหมาย 112 มีบทบาทสำคัญในการปกป้องอำนาจอันไม่ชอบธรรมของทหาร นี่คือสาเหตุที่เราเห็นการใช้กฏหมายนี้บ่อยขึ้นอย่างน่าใจหายภายใต้เผด็จการของไอ้ยุทธิ์มือเปื้อนเลือด นี่คือสาเหตุที่ข้อหา “ล้มเจ้า” กลายเป็นข้อแก้ตัวในการทำรัฐประหารยึดอำนาจจากประชาชนทุกครั้งที่มันเกิดขึ้น

วัตถุประสงค์สำคัญในการใช้กฏหมาย 112 ก็เพื่อปราบปรามนักประชาธิปไตยที่เป็น “ฝ่ายซ้าย” ซึ่งหมายถึงคนที่รักความเป็นธรรม รังเกียจความเหลื่อมล้ำ และต้องการเห็นสังคมที่พลเมืองทุกคนมีความเสมอภาคทางเศรษฐกิจ

ในยุค ๖ ตุลา ยุคหลังรัฐประหาร ๑๙ กันยา และในยุคมืดหลังรัฐประหารของประยุทธ์ คนที่โดนกฏหมาย 112 และที่เป็นนักโทษการเมืองปัจจุบัน ย่อมจะเป็นนักเคลื่อนไหวฝ่ายซ้ายเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นวัตถุประสงค์ของการใช้ 112 แบบนี้ คือใช้ในการปราบปรามกระแสสังคมนิยมหรือความพยายามที่จะสร้างสังคมที่เท่าเทียม พูดง่ายๆ กฏหมาย 112 เป็นกฏหมายที่ช่วยรักษาความเหลื่อมล้ำและโครงสร้างชนชั้นในสังคมไทย

พวกฝ่ายขวาอนุรักษ์นิยม โดยเฉพาะทหารที่เกลียดชังประชาธิปไตย มักจะพูดว่าไทย “จำเป็น” ที่จะมีกฏหมาย 112 เพื่อปกป้องสถาบันกษัตริย์ แต่คำถามใหญ่ที่เราควรถามคือ ทำไมเราต้องมีสถาบันปรสิตล้าหลังอันนี้ในยุคปัจจุบัน เพราะมันขัดกับหลักวิทยาศาสตร์และหลักความเท่าเทียมของมนุษย์

การที่ชนชั้นนำไทยเกรงกลัวการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์โดยประชาชน หมายความว่ากษัตริย์ไม่ได้เป็นที่รักและเคารพของพลเมืองทุกคน มันสะท้อนว่าพวกนี้ขาดความมั่นใจ เขากังวลเรื่องอนาคตที่เขาจะโหนเกาะสถาบันกษัตริย์เพื่อให้ความชอบธรรมกับตนเองต่อไป

12928283_1299337720080269_4890856468121206166_n

ในความเห็นของผม ซึ่งอาจแตกต่างจากความเห็นของสหายสมยศ (ผมไม่ทราบ) กฏหมายเถื่อน 112 นี้แก้ไขให้ดีขึ้นไม่ได้ มันต้องยกเลิกอย่างเดียว แล้วต้องปล่อยนักโทษการเมืองทุกคน แต่ท้ายสุดแล้ว เราควรเปลี่ยนประเทศของเราให้เป็นสาธารณรัฐ

กฏหมายเถื่อน 112

ใจ อึ๊งภากรณ์

ท่ามกลางข่าวอื้อฉาวว่านายตำรวจ นายทหาร และบุคคลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับอดีตเมียเจ้าฟ้าชาย เอี่ยวกับคดี ม.112 โดยที่ถูกกล่าวหาว่าแอบอ้างสถาบันกษัตริย์เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว เราควรพิจารณาภาพกว้างของการใช้กฏหมายเถื่อน112

สำหรับผู้ที่รักประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพ การที่ชนชั้นปกครองซีกหนึ่งกำลังล้างแค้นทำลายคู่แข่ง คนที่เป็นอุปสรรคกับการไต่เต้า หรือคนที่ตนเองรังเกียจนั้น ไม่มีความสำคัญและความน่าสนใจแต่อย่างใด

แต่เราเป็นห่วงนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยหลายๆ เพื่อนของเรา ที่ติดคุกอยู่ภายใต้กฏหมายเถื่อนนี้มากกว่า

ผู้เขียนไม่ได้หลงคิดว่ารัฐบาลสหรัฐอเมริกาเป็นพลังสำคัญในการสร้างเสรีภาพทั่วโลก ทั้งๆ ที่ทูตสหรัฐออกมาวิจารณ์การใช้ 112 แบบเบาๆ แต่การที่สลิ่มน้ำลายฟูมปาก แสดงความไม่พอใจกับคำพูดของเขา ก็เพียงแต่พิสูจน์ว่าพวกสลิ่มเหล่านี้เป็นพวก “ไทยยอมเป็นทาส” ที่พร้อมจะหมอบคลานก้มหัวกับเจ้านายตนเอง ซึ่งจริงๆ แล้วคือทหาร เพราะกษัตริย์ภูมิพลก็เป็นเพียงหุ่นของทหาร

สลิ่มรักพ่อ

พวกฝ่ายขวาอนุรักษ์นิยม โดยเฉพาะทหารที่เกลียดชังประชาธิปไตย มักจะพูดว่าไทย “จำเป็น” ที่จะมีกฏหมาย 112 เพื่อปกป้องสถาบันกษัตริย์ แต่คำถามใหญ่ที่เราควรถามคือ ทำไมเราต้องมีสถาบันปรสิตล้าหลังอันนี้ในยุคปัจจุบัน เพราะมันขัดกับหลักวิทยาศาสตร์และหลักความเท่าเทียมของมนุษย์ และเราต้องถามอีกว่าทำไมสถาบันสาธารณะแบบนี้ต้องมีกฏหมายห้ามไม่ให้พลเมืองวิพากษ์วิจารณ์ด้วย

การที่ชนชั้นนำไทยเกรงกลัวการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์โดยประชาชน หมายความว่ากษัตริย์ไม่ได้เป็นที่รักและเคารพของพลเมืองทุกคน มันสะท้อนว่าพวกนี้ขาดความมั่นใจในเรื่องอนาคต เขากังวลเรื่องอนาคตที่เขาจะโหนเกาะสถาบันกษัตริย์เพื่อให้ความชอบทำกับตนเองต่อไป โดยเฉพาะความชอบธรรมในการทำรัฐประหารหรือการทำลายประชาธิปไตย และเนื่องจากกษัตริย์ภูมิพลเป็นแค่หุ่นเชิดราคาแพงที่ทำตามคำสั่งของทหารและองค์มนตรี กฏหมาย 112 มีไว้เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของคนที่โหนใช้หุ่นเชิดนี้เอง

ในภาพกว้างเราจะเห็นว่ากฏหมาย 112 ถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อวัตถุประสงค์สองอย่าง

วัตถุประสงค์แรกคือ เมื่อสมาชิกชนชั้นปกครองซีกหนึ่ง ผู้ที่ครองอำนาจในช่วงเวลาหนึ่ง ใช้ 112 เพื่อกล่าวหาคนที่เป็นอุปสรรคกับการพัฒนาอำนาจของตนเองหรือใช้กับคนที่วิจารณ์ตนเอง กรณีนายตำรวจ นายทหาร และบุคคลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับอดีตเมียเจ้าฟ้าชาย เป็นตัวอย่างที่ดี ตัวอย่างอื่นในอดีตคือการขู่ใช้กฏหมายนี้เพื่อปิดปากนักข่าวต่างประเทศในสมัยทักษิณ

วัตถุประสงค์ที่สองสำคัญกว่า คือกฏหมาย 112 ถูกใช้เพื่อปราบปรามนักประชาธิปไตยที่เป็น “ฝ่ายซ้าย” ผมใช้คำว่า “ฝ่ายซ้าย” แบบหลวมๆ เพื่อหมายถึงคนที่รักความเป็นธรรม รังเกียจความเหลื่อมล้ำ และต้องการเห็นสังคมที่พลเมืองทุกคนมีความเสมอภาคทางเศรษฐกิจ

ในยุค ๖ ตุลา ยุคหลังรัฐประหาร ๑๙ กันยา และในยุคมืดหลังรัฐประหารของประยุทธ์ คนที่โดนกฏหมาย 112 และที่เป็นนักโทษการเมืองปัจจุบัน ย่อมจะเป็นนักเคลื่อนไหวฝ่ายซ้าย ดังนั้นวัตถุประสงค์ของการใช้ 112 แบบนี้คือใช้ในการปราบปรามกระแสสังคมนิยมหรือความพยายามที่จะสร้างสังคมที่เท่าเทียม

แต่เมื่อเราพิจารณาต่อไป เราจะเห็นว่ามีสองกรณีใหญ่ของคนที่ “แอบอ้างสถานบันกษัตริย์เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว” ที่ไม่เคยโดนคดี 112 เลย

กลุ่มแรกคือทหารเผด็จการตั้งแต่ยุคสฤษดิ์ถึงยุคประยุทธ์มือเปื้อนเลือด พวกอันธพาลเหล่านี้แอบอ้างว่าตนเองปกป้องกษัตริย์หรือ “ทำตามคำสั่ง” ของกษัตริย์ เพื่อยึดอำนาจ ขโมยประชาธิปไตย แล้วกอบโกยผลประโยชน์ให้กับตนเองและพรรคพวกเพื่อนฝูง

กลุ่มที่สองคือพวกชนชั้นกลางเสื้อเหลืองหรือสลิ่ม ที่แอบอ้างว่าตนเอง “สู้เพื่อในหลวง” แต่จริงๆ แล้วสู้เพื่อทำลายประชาธิปไตยของคนส่วนใหญ่ และปกป้องสถานภาพทางสังคมและอภิสิทธิ์พิเศษของเขาเองเสมอ

มันชี้ให้เห็นว่ามีการเลือกปฏิบัติในการใช้กฏหมาย 112 ตลอด

กฏหมายเถื่อนนี้แก้ไขให้ดีขึ้นไม่ได้ มันต้องยกเลิกอย่างเดียว แล้วต้องปล่อยนักโทษการเมืองทุกคน แต่ท้ายสุดแล้ว เราควรเปลี่ยนประเทศของเราให้เป็นสาธารณรัฐ

ทำไม “องค์กรเสรีไทย” ไม่กล้าพูดเรื่อง 112 ?

ใจ อึ๊งภากรณ์

เมื่อไม่นานมานี้ผมมีโอกาสไปคุยกับเพื่อนๆ ที่รักประชาธิปไตยในเด็นมาร์ค เขาเป็นอดีตเสื้อแดงที่เรียกตัวเองว่าเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร “เสรีไทย” แต่ผมแปลกใจที่เขาไม่อยากคุยเรื่องกฏหมาย 112 ไม่ต้องการที่จะมีจุดยืนที่คัดค้านกฏหมายเผด็จการอันนี้ และพยายามห้ามไม่ให้คนอื่นพูดเรื่องนี้ด้วย

เมื่อสัปดาห์ก่อนผมมีโอกาสคุยโดยตรงกับบางส่วนของแกนนำ “เสรีไทย” และเขายืนยันว่า ขบวนการ “เสรีไทย” มีนโยบายที่จะไม่พูดถึง 112

เขาอธิบายให้ผมฟังว่าสังคมไทย “ยังไม่พร้อม” ที่จะพูดเรื่องนี้ และเขาเชื่อว่า “ชาวบ้านจะไม่เข้าใจ” และมองว่าใครที่ค้าน 112 คงต้องการล้มเจ้า ซึ่งในความเห็นผมมันไม่จริง การคัดค้านกฏหมาย 112  ที่ปกปิดเสรีภาพในการแสดงออก ไม่ได้แปลว่าคนเหล่านั้นจำเป็นต้องการล้มเจ้าเสมอ ในตะวันตก ในประเทศที่มีระบบกษัตริย์ เขายังไม่มีกฏหมายแบบนี้ และแม้แต่คนที่ชื่นชมในระบบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญในอังกฤษก็ไม่เห็นด้วยกับกฏหมาย 112 ในไทย

ในขณะเดียวกัน คนอย่างผมที่ต้องการให้ทุกตำแหน่งสาธารณะมาจากการเลือกตั้ง โดยยกเลิกระบบกษัตริย์ ก็ต้องการคัดค้าน 112 ด้วย

ภายในขบวนการประชาธิปไตย หรือขบวนการรณรงค์ต้าน 112 เรามีความหลากหลายทางความคิดได้

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล และผม มองร่วมกันว่าองค์กรประชาธิปไตยควรรณรงค์ให้คัดค้านและยกเลิกกฏหมาย 112 และที่สำคัญคือ คนที่เป็นแกนนำมีหน้าที่ที่จะนำทางความคิด องค์ประกอบสำคัญในการนำทางความคิดในขบวนการประชาธิปไตยไทย คือการออกไปอธิบายว่าทำไม 112 มันขัดกับหลักพื้นฐานของประชาธิปไตย และทำไมเราจำเป็นต้องยกเลิกกฏมหายเผด็จการอันนี้

ผมมองว่าถ้าแกนนำในขบวนการไม่ออกมานำทางความคิดแบบนี้ ชาวบ้านจะไม่มีวันมีทางเลือกเพื่อกระตุ้นความคิด เพราะทุกวันนี้มีแต่ฝ่ายคลั่งเจ้าที่ประโคมข่าวว่าต้องรักษา 112 เอาไว้

ถ้าแกนนำในขบวนการประชาธิปไตยไม่ออกมานำทางความคิดแบบนี้ เพื่อรณรงค์ให้ยกเลิก 112 สังคมไทยจะ “พร้อม” ได้อย่างไร? การพัฒนาเปลี่ยนแปลงความคิด ต้องมาจากการถกเถียงในสังคม มันไม่เกิดเองท่ามกลางการผูกขาดทางความคิดโดยฝ่ายต้านประชาธิปไตย

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล มองว่าจุดยืนของ “เสรีไทย” ในเรื่อง 112 มาจากการที่ “เสรีไทย” ถูกนำโดยคนของพรรคเพื่อไทยและทักษิณ ตรงนี้ผมว่ามีเหตุผล เพราะเราไม่เคยได้ยินคนของพรรคเพื่อไทยหรือทักษิณเอง ออกมาวิจารณ์ 112 และที่สำคัญคือกฏหมายนิรโทษกรรมเหมาเข่งของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ นิโทษแม้แต่อาชญากรรัฐ แต่ไม่นิรโทษนักโทษการเมือง 112 แต่อย่างใด

ผมมองว่าในเรื่องนี้ทั้งฝ่ายพรรคเพื่อไทยกับทักษิณ และฝ่ายทหารเผด็จการกับข้าราชการล้าหลัง มองตรงกันว่ากฏหมาย 112 เป็นกฏหมาย “ศักดิ์สิทธิ์” ที่ปกป้อง “ความมั่นคงของชาติ” จากคนที่เขากล่าวหาว่าเป็น “อาชญากรร้ายแรง” คือคนที่ต้องการเสรีภาพในการแสดงออกนั้นเอง

ในแง่หนึ่งผมว่าเขาก็ถูก ถ้าเราเข้าใจว่า “ความมั่นคงของชาติ” ที่เขาเอ่ยถึงนั้นคือความมั่นคงของชนชั้นปกครองที่จะถืออำนาจเหนือเราและกอบโกยผลประโยชน์จากเรา เพราะกษัตริย์ภูมิพลเป็นเครื่องมือของพวกนี้ ไม่ว่าจะเป็นทหารหรือทักษิณ เขาใช้กษัตริย์เป็นหน้ากากบังหน้าอำนาจของชนชั้นปกครองเสมอ และสร้างภูมิพลเป็น “เทวดาสังเคราะห์” ที่พวกนี้ประดิษฐ์ขึ้น ดังนั้นถ้ามีการยกเลิก 112 เราจะมีโอกาสวิพากษ์วิจารณ์ระบบการปกครองของไทยได้เต็มที่ และจะเห็นธาตุแท้ของการใช้กษัตริย์โดยชนชั้นปกครอง

กฏหมายเผด็จการอย่าง 112 ต้องถูกยกเลิกไป เราแก้มันให้ “น่ารัก” ไม่ได้ เพราะมันขัดกับหลักพื้นฐานของประชาธิปไตย การแก้ 112 ให้อ่อนลง ก็เพียงแต่จะนำไปสู่ระบบกึ่งเผด็จการเท่านั้น ซึ่งในความจริงก็คือเผด็จการธรรมดานั้นเอง ดังนั้นขบวนการอะไร หรือองค์กรอะไร ที่อ้างว่าต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย แต่ไม่แตะเรื่อง 112 ไม่รณรงค์ให้ยกเลิก คงจะเป็นองค์กรหรือขบวนการที่ไร้น้ำยาในการสร้างเสรีภาพ

อ่านข่าวนี้ประกอบบทความ:

http://prachatai.com/journal/2015/08/60724

http://prachatai.com/journal/2015/08/60728

กฏหมาย 112 ไร้ความชอบธรรมโดยสิ้นเชิง เราต้องรณรงค์ให้ยกเลิก

ใจ อึ๊งภากรณ์

กฏหมาย 112 เป็นกฏหมายที่ทำลายสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกโดยสิ้นเชิง และสังคมใดที่เราไม่สามารถพูดอะไรบางอย่างได้เกี่ยวกับการเมือง หรือบุคคลสาธารณะ ไม่ถือว่าเป็นประชาธิปไตย

ยิ่งกว่านั้นสังคมใดที่ฆาตกรมือเปื้อนเลือดอย่างประยุทธ์ ทำรัฐประหารตั้งตัวเป็นนายกรัฐมนตรีเถื่อน แล้วลอยนวล เหมือนฆาตกรรัฐไทยอื่นๆ แล้วมาจำคุกคนที่เห็นต่างแต่ไม่เคยใช้ความรุนแรงนั้น ต้องถือว่าเป็นสังคมทรามที่ขาดความยุติธรรมพื้นฐาน

กฏหมาย 112 มันแก้ไขไม่ได้ มันต้องถูกยกเลิก

การแก้กฏหมาย 112 ให้สำนักงานหนึ่งเป็นผู้ฟ้องแต่ฝ่ายเดียว ควบคู่กับการลดโทษ ไม่สามารถแก้ปัญหาว่า 112 เป็นกฏหมายที่ปิดปากประชาชน ใช้กระบวนการลับในศาล และทำให้การพูดความจริงเป็นสิ่งที่ผิดได้ ตรงนี้จะเห็นว่า 112 ต่างจากกฏหมายหมิ่นประมาทธรรมดา

ข้อเสนอของ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ให้แค่แก้ไขมาตรา 112 จะไม่แก้ปัญหา ประเทศประชาธิปไตยทั่วโลกไม่มีกฏหมายนี้

ประเด็นคือทำไมต้องมีกฏหมายเพื่อปกป้องความศักดิ์สิทธิ์จอมปลอมของนายภูมิพล? ถ้าเขามีผลงานที่น่ายกย่องจริงก็คงไม่ต้องมีกฏหมายแบบนี้เลย

คำถามที่คนไทยควรมีสิทธิ์ถามในยุคนี้คือ

  1. เมื่อทหารทำรัฐประหาร หรือฆ่าประชาชนผู้รักประชาธิปไตย โดยอ้างว่าทำเพื่อปกป้องกษัตริย์ผู้เป็นประมุข ทำไมประมุขไม่ออกมาวิจารณ์ทหารและปกป้องรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย? มันเป็นคำถามเรื่องบทบาทหน้าที่ของประมุข มันเป็นคำถามที่มีความชอบธรรม และเป็นคำถามที่เรายังไม่ได้รับคำตอบในประเทศไทย สาเหตุสำคัญคือกษัตริย์ถูกทหารใช้เป็นเครื่องมือ กษัตริย์ภูมิพลไม่มีอำนาจเหนือทหาร ทหารต่างหากที่มีอำนาจเหนือกษัตริย์ และใช้กษัตริย์เพื่อทำลายประชาธิปไตย ดังนั้นระบบที่อ้างกันว่าเป็น “ประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์เป็นประมุข” เป็นเพียงเผด็จการอำมาตย์ที่แอบอ้างกษัตริย์ผู้ไร้อุดมการณ์ประชาธิปไตยโดยสิ้นเชิง
  2. เวลาประมุขเสนอลัทธิเศรษฐกิจพอเพียง มันเป็นข้อเสนอให้แช่แข็งความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจนในสังคมใช่ไหม? และเป็นข้อเสนอจากบุคคลคนหนึ่งที่รวยที่สุดในประเทศใช่ไหม? คำถามแบบนี้ถูกตั้งขึ้นกับนักการเมืองเศรษฐีฝ่ายขวาในตะวันตกทุกวัน เมื่อเขาเสนอแนวเสรีนิยมกลไกตลาด มันเป็นส่วนหนึ่งของการถกเถียงทางเศรษฐศาสตร์ และเป็นคำถามที่มีความชอบธรรมเช่นกัน แต่ถ้าถามในไทยก็จะโดน 112 ดังนั้นจะเห็นว่าระบบกษัตริย์และกฏหมาย 112 มีไว้แช่แข็งความเหลื่อมล้ำด้วย
  3. ทำไมเราต้องใช้ราชาศัพท์กับประมุขและทุกคนในครอบครัว? และทำไมต้องปิดการจราจรให้กับเขาเมื่อเขาเดินทาง? โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับกรณีที่รถพยาบาลฉุกเฉินไม่เคยได้รับ “อภิสิทธิ์พิเศษ” แบบนี้ เราควรถามคำถามนี้ถ้าอยากสร้างวัฒนธรรมพลเมืองประชาธิปไตย แต่ถ้าถามแค่นี้ก็จะติดคุกในไทย

บวรศักดิ์ อุวรรณโณ หนึ่งในพวกประจบสอพลอเลียทหาร และหนึ่งในพวกปฏิกูลประเทศไทย อ้างโกหกว่าจะทำให้คนไทยเป็นพลเมืองแทนราษฎร แต่สิ่งเหล่านั้นไม่มีวันเกิดได้ถ้าไม่ยกเลิกกฏหมาย 112 และทำลายเผด็จการทหาร

และถ้าเราจะเพิ่มเสรีภาพความเท่าเทียมในไทย เพื่อให้ประชาชนเป็นพลเมืองเต็มรูปแบบ คือไม่มีใครอยู่เหนือเรา ก็ต้องยกเลิกระบบกษัตริย์ไปด้วย

ธรรมกายหรือพุทธะอิสระ?

ใจ อึ๊งภากรณ์

คำตอบง่ายๆคือไม่เอาทั้งสองฝ่าย ทั้งธรรมกายและพระฟาสซิสต์พุทธะอิสระ เป็นพวกล้าหลัง งมงายในเรื่องไร้สาระ แสวงหาอำนาจและความร่ำรวย และเป็นอุปสรรค์ในการปลดแอกชีวิตพลเมืองไทย

แต่ใครอยากจะงมงายตามพวกนี้ในชีวิตประจำวัน ก็เป็นเรื่องส่วนตัวถ้าไม่มีผลกระทบต่อชาวบ้าน เช่นการทำลายการเลือกตั้งหรืออะไรแบบนั้น และในกรณีแบบนั้นก็มีกฏหมายธรรมดาที่มาลงโทษอันธพาลได้ ถ้าสังคมไม่อยู่ในสภาพไร้ความยุติธรรมใต้กะลาของเผด็จการทหาร

นักมาร์คซิสต์มีประวัติอันยาวนาน ในการต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิของประชาชนที่จะเลือกนับถือศาสนาที่หลากหลาย สำหรับเราศาสนาควรเป็นเรื่องส่วนตัว ต้องแยกออกจากรัฐ ไม่ควรมีกฏหมายใดๆ หรือรัฐธรรมนูญใดๆ มาบังคับกติกาของการนับถือศาสนา และไม่ควรมีการบังคับสอนศาสนา หรือบังคับสวดมนต์ในโรงเรียน สตรีควรมีสิทธิ์บวชเป็นพระโดยไม่ต้องขออนุญาติใคร ถ้าจะมี “วันพระ” ก็ไม่ควรเป็นเรื่องที่ใช้บังคับใคร วันสำคัญทางศาสนาของบางคน ก็ควรได้รับการเคารพเท่าเทียมกันไม่ว่าจะเป็นวันของศาสนาไหน ในบัตรประชาชนหรือเอกสารอื่นๆ ไม่ควรถามว่านับถือหรือไม่นับถือศาสนาไหน ในสังคมไม่ควรให้ผู้ที่อ้างศาสนามากำหนดศีลธรรมของประชาชน เช่นการเสนอห้ามทำแท้งเพื่อควบคุมร่างสตรีเป็นต้น

การมีองค์กรของศาสนาพุทธ ที่มากำหนดควบคุมศาสนา โดยเชื่อมกับอำนาจรัฐ ไม่เคยเป็นหลักประกันว่าศาสนาจะ “ดี” ทุกวันนี้เราก็เห็นพวกมารพวกโจรห่มผ้าเหลือง เช่นสุเทพมือเปื้อนเลือด หรือพระฟาสซิสต์ที่เรียกตัวเองว่าพุทธะอิสระ ในอดีตเราก็เห็นพระฟาสซิสต์กิตติวุฑโฒที่ยุให้คนฆ่านักศึกษาในช่วง ๖ ตุลา

เสรีภาพในการนับถือศาสนา เป็นเรื่องที่ควรจะมีในสังคมประชาธิปไตย เสรีภาพในความศรัทธา และเสรีภาพในการแสดงออกก็เช่นกัน ดังนั้นเราต้องพิจารณารวมกับสิทธิเสรีภาพในการชื่นชมระบบสาธารณะ เสรีภาพในการเสนอให้ยกเลิกระบบกษัตริย์ และเสรีภาพในการวิจารณ์ผู้ถือตำแหน่งสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นกษัตริย์ นายกรัฐมนตรี หรือผู้พิพากษาและศาล

สำหรับนักมาร์คซิสต์ การวิเคราะห์ศาสนาของเรามีความละเอียดอ่อนและแหลมคม คาร์ล มาร์คซ์ มองว่ามนุษย์เป็นผู้สร้างศาสนาและสร้าง “พระเจ้า” พระพุทธรูป หรือ “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” ขึ้นมาเอง และมนุษย์เป็นคนลงมือเขียนคัมภีร์ด้วย สำหรับ มาร์คซ์ ธาตุแท้ของศาสนาคือวิธีการนำศาสนาไปปฏิบัติของคนจำนวนมาก ซึ่งมีลักษณะหลากหลาย โดยไม่ได้ถูกระบุไว้ในคัมภีร์ใด เพราะทุกคัมภีร์มีการตีความที่แตกต่างกัน

แน่นอนศาสนากลายเป็นเครื่องมือสำคัญของชนชั้นปกครอง คำสอนของศาสนาถูกเปล่งออกมาจากปากผู้ปกครองที่พยายามสอนให้เราสยบยอมและเชื่อฟัง ในขณะเดียวกันศาสนาอาจเป็นธงนำในการต่อสู้ของคนที่ถูกกดขี่

คนไทยจำนวนมากยังงมงายในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีการยกมือไหว้พระ ไหว้รูปปั้นพระพุทธรูปหรือเทวดาฮินดู ไหว้ต้นไม้ ไหว้รูปปั้นคนที่ตายไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นกษัตริย์หรือสามัญชน นี่คือภาพที่สะท้อนว่าสังคมไทยแย่ เหลื่อมล้ำ และเต็มไปด้วยการกดขี่ขูดรีด และศาสนาพุทธจะเน้นว่าเราต้องแก้ปัญหาที่ตัวเราเอง แทนที่จะรวมตัวกันแก้ไขสังคมและโค่นล้มชนชั้นปกครอง

มาร์คซ์เคยเขียนว่า “ความทุกข์ของมนุษย์ที่มีรูปแบบออกมาทางศาสนาคือความทุกข์จริง ศาสนาคือการประท้วงต่อความทุกข์จริงในโลก คือการถอนหายใจของผู้ถูกกดขี่ คือหัวใจในโลกที่ไร้หัวใจ คือวิญญาณในสภาพไร้วิญญาณ” แต่ มาร์คซ์ เขียนต่อว่า “ศาสนาคือฝิ่นของประชาชน” มันให้ความอบอุ่นจอมปลอมนั้นเอง

มาร์คซ์ อธิบายต่อว่า “การยกเลิกศาสนาที่สร้างความสุขจอมปลอม ต้องทำผ่านการต่อสู้เรียกร้องให้ทุกคนมีความสุขแท้จริงในชีวิต การเรียกร้องให้คนเลิกงมงายในสิ่งที่ไม่เป็นความจริง ต้องเป็นการเรียกร้องให้ยกเลิกสภาพสังคมที่ทำให้คนจำเป็นต้องงมงาย และการวิจารณ์ศาสนาต้องเป็นการวิจารณ์สังคมที่ทำให้มนุษย์น้ำตาคลอด้วยความทุกข์”

เมื่อเราสร้างโลกใหม่ในอนาคต มนุษย์จะเข้าถึงเนื้อแท้ของตนเอง และมีจิตสำนึกที่สะท้อนความจริงทางวิทยาศาสตร์ และในโลกนั้นศาสนาจะค่อยๆ จางหายไปท่ามกลางโลกที่มีหัวใจ วิญญาณ ศักดิ์ศรีและความอบอุ่น แต่สิ่งเหล่านั้นเกิดไม่ได้ถ้าเราไม่มีเสรีภาพ ดังนั้นเราต้องร่วมใจกันต่อต้านเผด็จการ

น่าเสียดายที่ทักษิณไม่ใช่พวก “ล้มเจ้า”

ใจ อึ๊งภากรณ์

ตามข่าวที่ตำรวจและทหาร เข้าจับกุม นายหัสดิน อุไรไพรวัน ผู้ต้องสงสัยว่าเป็น “บรรพต” ผู้เผยแพร่คลิปเสี่ยงที่ถูกกล่าวหาว่าละเมิด ม. 112 ปรากฏว่าฝ่ายทำลายประชาธิปไตยกำลังทำงานหนัก เพื่อโยงเรื่องนี้ให้ถึงทักษิณ โดยมีการพูดถึงท่อน้ำเลี้ยงจาก “นายทุนใหญ่”

ก่อนหน้านี้สำนักข่าวสลิ่มก็โกหกอย่างหน้าด้าน เพื่อป้ายร้าย ศ.ธเนศวร์ เจริญเมือง อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ว่าเป็นบรรพต

ฝ่ายทำลายประชาธิปไตยพยายามมานาน ก่อนรัฐประหาร ๑๙ กันยา ที่จะเสนอว่าทักษิณเป็นพวก “ล้มเจ้า” ถึงขนาดที่มีการอ้างว่าทักษิณอยากเป็นประธานาธิบดี

แต่มันเป็นที่น่าเสียดายที่ทักษิณไม่ใช่ “คนล้มเจ้า” แต่อย่างใด

ในความจริงชนชั้นปกครองไทย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายทหาร ข้าราชการอนุรักษ์นิยม หรือฝ่ายทักษิณ ก็ล้วนแต่เชิดชูกษัตริย์ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือหาความชอบธรรมให้ตนเอง

ทักษิณ ยืนยันอยู่ตลอดว่าเขารักและจงรักภักดีต่อ ภูมิพลและเจ้าฟ้าชาย และในอดีตรัฐบาลของเขาก็มีส่วนสำคัญในการรณรงค์ให้คนใส่เสื้อเหลืองทุกวันจันทร์และจัดงานฉลอง 60ปี

ในหมู่ปัญญาชน “แดง” บางส่วน การวิเคราะห์ที่อาศัยกรอบการมองสังคมไทยตาม แนวสตาลิน-เหมา ของ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เสนอว่าไทยเป็น “กึ่งศักดินา” ดังนั้นเขามักจะมองว่าความขัดแย้งที่นำไปสู่รัฐประหารล่าสุด สองรอบ เป็นความขัดแย้งระหว่างนายทุนสมัยใหม่(ทักษิณ) กับระบบ “กึ่งศักดินา” ของกษัตริย์ภูมิพล โดยที่กษัตริย์เป็นผู้นำทางการเมืองที่สำคัญ

มุมมองแบบนี้จะต้องอาศัยข้อสรุปว่าการปฏิวัตินายทุนหรือที่บางคนเรียกว่า “กระฎุมพี” ยังไม่ได้ประสบความสำเร็จหรือยังไม่สมบูรณ์ในประเทศไทย   มันเป็นมุมมองที่เสนอการปฏิวัตินายทุนและขั้นตอนของประวัติศาสตร์ในลักษณะกลไก และไม่เป็นความจริง

การปฏิวัตินายทุนของไทยทำไปภายใต้การนำของรัชกาลที่ห้า และหลังจากนั้นกษัตริย์ก็แปรตัวเป็นนายทุนใหญ่ ซึ่งเป็นอยู่ทุกวันนี้ และหลังการปฏิวัติ ๒๔๗๕ กษัตริย์ไทย โดยเฉพาะนายภูมิพล ไม่มีอำนาจทางการเมืองเลย ความขี้ขลาดของนายภูมิพลในทุกเรื่อง ก็ยิ่งทำให้เขาถูกใช้เป็นเครื่องมือโดยทหารอย่างต่อเนื่อง

ภายใต้ระบบทุนนิยม การมีสถาบันกษัตริย์ มีประโยชน์เพราะเป็นส่วนหนึ่งของการย้ำว่าบางคนเกิดสูง บางคนเกิดต่ำ ความคิดแบบนี้อำนวยความสะดวกในการขูดรีดคนส่วนใหญ่ภายใต้ประชาธิปไตยครึ่งใบของทุนนิยม นี่คือสถานการณ์ในไทยและในยุโรปด้วย

การที่ทักษิณรักเจ้า เกี่ยวข้องกับการที่เขาไม่ยอมนำการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เพราะเขาสนใจแต่ที่จะกลับเข้ามาร่วมแบ่งอำนาจกับฝ่ายอำมาตย์และทหาร และไม่ต้องการให้มีการลุกขึ้นสู้เพื่อสร้างประชาธิปไตยหรือสาธารณรัฐ แต่พวกเราฝ่ายประชาธิปไตย จะต้องพยายามอย่างถึงที่สุดเพื่อสร้างรัฐไทยใหม่

เสรีภาพในการแสดงออกเป็นเรื่องชนชั้น

ใจ อึ๊งภากรณ์

คนจำนวนมากคงจะสลดใจที่มีการเข่นฆ่านักหนังสือพิมพ์ฝรั่งเศสที่วารสาร Charlie Hebdo และเขาถูกต้องที่จะสลดใจตรงนี้

แต่คนไทยไม่ควรหลงคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่อง “เสรีภาพในการแสดงออก” เพราะเสรีภาพในการแสดงออกมีขอบเขต ที่พูดแบบนี้ไม่ใช่เป็นการให้ความชอบธรรมกับการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก ของคนไทยที่ต้องการวิจารณ์เผด็จการหรือสถาบันกษัตริย์แต่อย่างใด

คนส่วนใหญ่คงมองว่าไม่มีใครที่ควรมีเสรีภาพที่จะส่งเสริมการข่มขืนสตรี การทำร้ายหรือละเมิดเด็ก หรือการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ ดังนั้นเราต้องดูว่าการแสดงออกดังกล่าวมีผลในการขยายเสรีภาพ หรือมีผลตรงข้าม

การที่คนไทยจะวิจารณ์กษัตริย์หรือเผด็จการทหาร เป็นการขยายสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยแน่นอน และในที่สุดก็เป็นสิ่งที่ตรงกับผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ด้วย ดังนั้นการต่อต้านกฏหมายป่าเถื่อน 112 เป็นสิ่งที่ก้าวหน้าและส่งเสริมเสรีภาพ

แต่การวาดการ์ตูนล้อศาสนาอิสลาม ในสังคมยุโรป เป็นสิ่งที่ไปด้วยกันกับกระแสเหยียดคนผิวดำและชาวอิสลามซึ่งเป็นคนส่วนน้อยที่ถูกกดขี่ในยุโรป มันไปกับกระแสการทำสงครามของจักรวรรดินิยมตะวันตกในตะวันออกกลาง แต่ยิ่งกว่านั้นมันไปด้วยกันกับพวกฝ่ายขวาฟาสซิสต์ ที่กำลังฉวยโอกาสหาแพะรับบาปในยุโรปท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจร้ายแรง ผมพูดอย่างนี้ทั้งๆ ที่ผมไม่มีศาสนา และไม่เห็นด้วยกับศาสนา

การอ้าง “สิทธิเสรีภาพจอมปลอม” ในการดูถูกศาสนาอิสลามและการเหยียดสีผิว นำไปสู่การถือหางให้ชนชั้นปกครองตะวันตกและคนที่อยากแบ่งแยกชนชั้นกรรมาชีพในเรื่องเชื้อชาติ มันทำให้ฝ่ายชนชั้นปกครองที่กดขี่เรา ยิ่งเข้มแข็งมากขึ้น มันเป็นสิ่งที่ล้าหลังปฏิกิริยา และส่งเสริมเผด็จการ มันเป็นการแบ่งแยกเพื่อปกครอง

ดังนั้นการพูดถึงเสรีภาพในการแสดงออกในลักษณะนามธรรม ที่ไม่พิจารณาบริบททางสังคมในแง่การกดขี่ทางชนชั้น เป็นแค่การพูดที่ไม่มีน้ำหนัก ไม่ติดดิน และไม่พิจารณาความจริง

ในโลกจริง เสรีภาพในการแสดงออก มาจากการต่อสู้ของมวลชนกับเผด็จการเบื้องบนเสมอ มันเป็นเรื่องชนชั้นเสมอ

มีบางคนพูดถึง “ความรุนแรงของมุสลิม” ผมขอถามหน่อยว่าคนที่ออกมาให้กำลังใจกับวารสาร Charlie Hebdo มีสักกี่คนที่ออกมาประท้วงเมื่อเครื่องบินไร้คนขับ drone ของสหรัฐและอังกฤษฆ่าพลเรือนในงานแต่งงานที่อัฟกานิสถาน อิรัก และปากีสถาน? หรือชีวิตของคนผิวคล้ำๆ โดยเฉพาะคนมุสลิม มีค่าน้อยกว่า?

ดังนั้นเวลาพูดถึงความรุนแรงกรุณาดูภาพรวม ใครฆ่าคนมากกว่ากัน? รัฐบาลตะวันตก หรือชาวมุสลิม? หรือทหารไทย?

และการต่อสู้ของคนที่ถูกกดขี่ทุกวัน มันจะเทียบกับการใช้ความรุนแรงของชนชั้นปกครองที่กดขี่เราไม่ให้มีเสรีภาพได้อย่างไร

แต่ในขณะเดียวกัน การฆ่านักหนังสือพิมพ์ในฝรั่งเศส มันไม่ได้ทำให้ผู้ถูกกดขี่ได้รับการปลดแอกเลย ตรงกันข้าม มันเปิดโอกาสให้ฝ่ายขวาฟาสซิสต์ พวกเหี้ยของสังคม ที่เหยียดสีผิว ได้โอกาสแทน

เส้นทางสู่เสรีภาพต้องยึดการเคลื่อนไหวมวลชนเป็นหลัก ไม่ใช่หาทางลัดที่กลายเป็นทางตันภายใต้การฆ่าคน

ข้อดีของระบบการเมืองแบบเยอรมัน

ใจ อึ๊งภากรณ์

ในช่วงนี้มีการพูดถึงระบบการเมืองแบบเยอรมัน ว่ามีข้อดีหลายประการซึ่งควรนำมาใช้ในไทย

นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ หนึ่งในกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้เสนอ “โมเดลการเลือกตั้งแบบเยอรมัน” โดยระบุว่าวิธีการเลือกตั้งแบบเยอรมัน จะทำให้ทุกคะแนนเสียงของประชาชนที่ลงคะแนนมีค่า เพราะจำนวนผู้แทนของแต่ละพรรคการเมืองจะสอดคล้องกับเสียงประชาชน และในเวลาเดียวกัน สุจิต บุญบงการ ก็ออกมายืนยันข้อดีของรูปแบบการเลือกตั้งแบบเยอรมัน ในการประชุมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ

ผมไม่เคยสนับสนุนจุดยืนเลียทหารของสองนักวิชาการเหล่านี้ แต่ในเรื่องข้อดีของระบบการเมืองเยอรมัน ผมเห็นด้วยทั้งๆ ที่ นครินทร์ และ สุจิต คงจะชมไม่เต็มปากอย่างแน่นอน

ในประการแรก เยอรมันเป็นสาธารณรัฐ แบบ “สหรัฐ” คือรัฐต่างๆ ของเยอรมันมีสภาของตนเองที่มาจากการเลือกตั้ง และมีอำนาจของตนเอง พร้อมๆ กับการมีรัฐบาลและรัฐสภาส่วนกลางด้วย ตอนนี้ไทยเป็นรัฐรวมศูนย์ที่ฝ่ายเผด็จการยืนยันว่า “แบ่งแยกไม่ได้”

การแบ่งไทยหรือสยามออกเป็นหลายรัฐจะเพิ่มอำนาจการกำหนดอนาคตตนเองของประชาชน เช่นใน ปาตานี ลานนา หรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ในการเลือกตั้งเยอรมันมีบัตรลงคะแนนสองบัตรคือ บัตรเลือก สส. เขต และอีกบัตรเพื่อเลือกนักการเมืองจากรายชื่อของแต่ละพรรคหรือ “พาร์ตีลิสต์” ดังนั้นจำนวน สส. ในสภาจะสอดคล้องกับการนิยมของประชาชน นอกจากนี้ในเยอรมันไม่มีการปิดกั้นการตั้งพรรคสังคมนิยมหรือพรรคซ้ายแต่อย่างใด

เยอรมันมีระบบประธานาธิบดีที่เป็นประมุขแต่ไม่ค่อยมีอำนาจ ประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้งโดยสภาส่วนกลางและสภารัฐท้องถิ่น ส่วนผู้นำประเทศที่แท้จริงคือนายกรัฐมนตรี หรือ “ชานเซเลอร์”

ในเยอรมันไม่มีองค์กรอิสระที่จะมาลดเสียงประชาชน ไม่มีกรรมการที่ถูกแต่งตั้ง ที่จะมากำหนดว่าพรรคการเมืองใช้นโยบายอะไรได้หรือไม่ได้ และไม่มีการระบุว่ารัฐบาลต้องใช้นโยบายเศรษฐกิจแบบไหน

ผู้บัญชาการกองทัพเยอรมันคือรัฐมนตรีกลาโหม ซึ่งเป็นพลเรือน ขณะนี้เป็นสตรีด้วย ไม่มีใครสนใจชื่อนายพลคนใดเพราะนายพลไม่มีอำนาจ ยิ่งกว่านั้นเวลามีการตั้งกองทัพใหม่ขึ้นมาหลังสงครามโลกครั้งที่สอง และหลังจากที่เผด็จการฮิตเลอร์จบลง มีการกลั่นกรองนายพลที่ยึดแนวประชาธิปไตยเท่านั้น เพื่อดำรงตำแหน่งในกองทัพ เมื่อทหารใหม่เข้ามาดำรงตำแหน่ง ก็ต้องสาบานว่าจะ “ปกป้องประชาธิปไตยเสรีภาพของประชาชน และรัฐธรรมนูญ” และในยุคนี้มีการยกเลิกการเกณฑ์ทหารพร้อมกับการลดกองกำลังลง ประเทศไทยควรตามอย่างแบบนี้ทุกประการอย่างแคร่งครัด

ในเยอรมันไม่มีกฏหมายที่ปิดปากประชาชน ทุกคนแสดงความคิดเห็นได้ และผู้ดำรงตำแหน่งสาธารณะทุกคนถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้ ประเทศไทยควรตามอย่างโดยการยกเลิกกฏหมาย 112

ในเยอรมันมีหลายกฏหมายที่พยายามปกป้องเสรีภาพประชาชนจากการสอดแนมของรัฐ

ในเยอรมันมีระบบรัฐสวัสดิการสำหรับประชาชนทุกคน ซึ่งในไทยยังไม่มี

เมื่อเรากลับมาพิจารณาความเห็นของนักวิชาการตอแหลที่ปฏิกูลประเทศให้ทหารเผด็จการ เราจะเห็นว่าคนอย่าง นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ และ สุจิต บุญบงการ กำลังโกหกว่าชื่นชมระบบแบบเยอรมันในขณะที่ต้องการทำลายเสียงประชาชนด้วยการลดอำนาจรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่มีการพูดถึงส่วนดีๆ อื่นของระบบเยอรมันเลย คือตั้งใจเลือกมาแค่ส่วนเล็กๆ

สุจิต เองมองว่าควรลดอิทธิพลของพรรคการเมือง เพราะจะได้ลดอิทธิพลพรรคที่มีนโยบายดีๆ สำหรับคนจน เขาต้องการกลับไปสู่ระบบ “เลือกคนดี” ซึ่งเป็นเพียงการหมุนนาฬิกากลับไปสู่ระบบอุปถัมภ์นั้นเอง ในอดีตบทความวิชาการของ สุจิต บุญบงการ เคยวิจารณ์ประชาชนว่าตกอยู่ในระบบอุปถัมภ์และวิจารณ์สถาบันทางการเมือง เช่นพรรคการเมือง ว่าขาดเสถียรภาพ นับว่าเป็นการกลับคำเพื่อให้ความชอบธรรมกับรัฐประหารรอบนี้อย่างหน้าไม่อายเลย

เมื่อสองสามเดือนที่ผ่านมา นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ได้ออกมาสนับสนุนการห้ามกิจกรรมทางการเมืองเกี่ยวกับ ๖ ตุลา ๒๕๑๙ ที่ธรรมศาสตร์ โดยอ้างว่าในอดีตเป็นเวทีเพื่อสร้างความแตกแยก คือเขามองว่าการคิดเห็นต่างเป็นเรื่องผิด นครินทร์ เคยให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวอิศราว่า “องค์พระประมุขของรัฐ คอยเชื่อมต่อไม่ให้การรัฐประหารต่างๆ นั้น ไม่ทำให้บ้านทั้งหลังมันแตกร้าว อย่างน้อยที่สุด ประมุขของรัฐเป็นตัวเชื่อม เป็นสถาบันที่ทำให้เราเห็นความต่อเนื่องของระบอบประชาธิปไตยของไทย” นอกจากนี้ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เคยวิจารณ์ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ว่าบิดเบือนพูดไม่หมด เวลาเขียนถึงเหตุการณ์ ๖ ตุลา ๒๕๑๙ ในหนังสือ “พระผู้ทรงปกเกล้าฯ ประชาธิปไตย” ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เราโชคดีจังที่มีคนดีแบบนักวิชาการสองคนนี้ ที่มากอบกู้ระบบประชาธิปไตยไทย