อียิปต์ในวันที่มืดมน

อียิปต์ในวันที่มืดมน
แปลและเรียบเรียงโดย นุ่มนวล  ยัพราช

โดยทั่วไปเรามีความคุ้นเคยกับการปฏิวัติผ่านการอ่านเรื่องราวที่ถูกบันทึกลงประวัติศาสตร์
มีจุดเริ่มต้นและมีจุดจบ เราอ่านประวัติศาสตร์เพราะเราต้องการเรียนบทเรียน
เพื่อรู้ว่าแต่ละลัทธิทางการเมืองมันแสดงตนอย่างไรในสถานการณ์หนึ่งๆ  เหตุการณ์ในอียิปต์มันเป็นโอกาสทองสำหรับพวกเราที่จะเรียนรู้การปฏิวัติในยุคของเรา
การต่อสู้ทางการเมืองที่มีการเดินหน้าและถอยหลัง ซึ่งมันมีผลต่อการยกระดับการต่อสู้ทั้งในรูปธรรมและจิตสำนึกทางการเมือง
พัฒนาการดังกล่าวเต็มไปด้วยความขัดแย้ง
เราจะรับมือกับความขัดแย้งเหล่านี้อย่างไรภายใต้ผลประโยชน์ทางชนชั้นและการปกป้องการปฏิวัติไม่ให้ถูกอำนาจเก่าทำการปฏิวัติซ้อน
วัสสิม แวกดี้ ซึ่งเป็นนักสังคมนิยมปฏิวัติในอียิปต์
ได้อธิบายถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในอิยิตป์ยุคปัจจุบัน
ซึ่งผู้แปลคิดว่ามีความน่าสนใจ และ
เราสามารถนำมาประยุกต์มองสถานการณ์ในประเทศไทยได้เช่นกัน



     การปฏิวัติอียิปต์เพิ่งครบรอบ 3 ปีในเดือนมกราคม
ซึ่งมวลชนหลายล้านคนได้ตั้งความหวังไว้สูงกับการปฏิวัติเมื่อพวกเขาเหยียบย่างเข้าสู่ถนนของการปฏิวัติ
การปฏิวัติยังไม่สามารถออกลูกออกผลเป็นรูปธรรมที่มีศักยภาพยกและปรับปรุงคุณภาพชีวิตของมวลชนธรรมดาได้
อย่างไรก็ดีอียิปต์นั้นยังอยู่ในกระบวนการของการปฏิวัติ ซึ่งหมายความว่าสถานการณ์ทางการเมืองนั้นเต็มไปด้วยความขัดแย้ง
เหวี่ยงไปเหวี่ยงมา
     มีการพาดหัวข่าวอย่างใหญ่โตว่า
รัฐธรรมนูญของกองทัพได้รับเสียงสนับสนุนอย่างล้นหลาม 98
% ซึ่งฟังดูแล้วมันชวนให้น่าตกใจ
แต่ถ้ามองภาพรวมของชัยชนะดังกล่าวมันจะให้ภาพอีกภาพๆหนึ่งซึ่งสะท้อนความเป็นจริงของสถานการณ์มากกว่า
ปริมาณชัยชนะดังกล่าวมาจากจำนวนอันน้อยนิดของคนที่ออกมาใช้สิทธิเพียงแค่ 37
% ของผู้ใช้สิทธิทั้งหมด
ซึ่งนั่นหมายความว่าชัยชนะดังกล่าวได้เสียงสนับสนุนไม่ถึงครึ่งหนึ่งของประชากรอียิปต์ทั้งประเทศ
     ตอนนี้กองทัพตั้งหน้าตั้งตาทั้งผลักทั้งดัน “การปฏิวัติซ้อน”
เพื่อทำลายการปฏิวัติที่แท้จริง มีการปราบปรามอย่างหนักหน่วง
มีการคุมขังและฆ่าสมาชิกพรรคมุสลิมบราเธอฮูด, ฝ่ายซ้าย และ นักกิจกรรมทางการเมืองในมหาวิทยาลัย
เป้าหมายต่อไปในการปราบปรามของกองทัพคือ ขบวนการแรงงาน
     คำถามที่เกิดขึ้น คือ ทำไมประชาชนชาวอียิปต์ถึงตกหลุมรักกับรัฐบาลของเผด็จการนายพลอัลซีซี่
ขนาดนี้? ชนชั้นปกครองของอียิปต์หลังการปฏิวัตินั้น
อยู่ในสภาพที่อ่อนแอมากหลังจากเผด็จการมูบารัค ถูกมวลชนล้มลงใน เดือนมกราคม 2011
ตำรวจถูกต้อนและไล่ออกไปให้หมดจากท้องถนน เสถียรภาพการปกครองของชนชั้นปกครองอียิตป์อยู่สภาวะวิกฤตติขีดสุด
ชนนั้นปกครองอียิปต์การคนที่จะมากู้ภัยให้ชนชั้นตัวเองอย่างเร่งด่วน 
กองทัพได้พยายามอย่างถึงที่สุดที่จะคุมสถานการณ์ภายหลังการปฏิวัติ 6 เดือนแรกนั้นแต่ไม่สามารถทำได้
ดังนั้นกองทัพจึงต้องเปลี่ยนยุทธศาสตร์โดยหาคนอื่นมาเป็นตัวหลักในการทำลายการปฏิวัติแทนตัวเอง
     ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2012
มีตัวแทนจากซากเดนของมูบารัค คือ อาร์เหมด ซาร์ฟิก ลงแข่งขันกับพรรคมุสลิมฯ
กองทัพนั้นต้องการสนับสนุนคนของมูบารัค แต่สถานการณ์ไม่เอื้ออำนวย กองทัพจึงเลือกพรรคมุสลิมฯ
แทน พรรคมุสลิมฯ เป็นพรรคเดียวที่มีการจัดตั้งมวลชนและเหลือรอดมาจากยุคของมูบารัค
มวลชนตั้งความหวังว่าพรรคนี้น่าจะทำการปฏิรูปได้ อย่างไรก็ตามพรรคมุสลิมฯ
เลือกที่จะเดินตามและปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มทุนและทหารมากกว่าผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่
พฤติกรรมดังกล่าวได้สร้างความไม่พอใจและมีการต่อต้านจากข้างล่าง การประท้วงเริ่มจากท้องถนนจากนั้นได้เดินเข้าสู่รั้วโรงงาน
จากรั้วโรงงานได้สู่รั้วมหาวิทยาลัย ในช่วง2 เดือนก่อนที่จะ มูรซี่ ถูกล้ม
การประท้วงระเบิดขึ้นในอัตราความเร็ว 2 ครั้งต่อชั่วโมง ระดับการต่อสู้ขนาดนั้นมันทำให้เราเห็นถึงความเป็นไปได้ที่จะล้มรัฐเดิมได้
     เราจะเห็นได้ว่าสถานการณ์ในอิยิปต์นั้นมันมากกว่าวิกฤติของการปกครอง
มากกว่า 50
% ของการประท้วงมาจากประเด็นปัญหาทางเศรษฐกิจ ที่เหลือเป็นวิกฤติทางการเมือง
การต่อสู้ที่ส่วนผสมระหว่างปัญหาทางเศรษฐกิจและปัญหาทางการเมือง มันได้ดึงทั้งสังคมอียิปต์เข้าสู่ความโกลาหลวุ่นวาย
ซึ่งชนปกครองปล่อยให้สถานการณ์แบบนี้เดินต่อไปไม่ได้ การประท้วงขนาดใหญ่ต่อต้านอดีตประธานาธิบดีมูรซี่
ที่พวกเราเห็นในวันที่ 30 มิถุนายนปีที่แล้ว คือ มวลชนประกอบไปด้วยฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวา

จะไปทางไหน?
ทั้งกองทัพและมูซี่ ไม่ใช่ตัวแทนที่จะทำการเปลี่ยนแปลงสังคม
เพราะแค่การปฏิรูปในกรอบประชาธิปไตยชนชั้นปกครองทั้งสองซีกก็เลือกไม่ทำ
ประเด็นสำคัญตามมาที่เราต้องถาม คือ ใครคือตัวแทนที่จะทำการปฏิวัติ?
พรรคสังคมนิยมปฏิวัติในอียิปต์เล็กเกินไปที่จะเป็นกลไกหลักในตอนนี้ ถึงแม้ว่าพรรคเราฯ
จะมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องและมีบทบาทเข้าร่วมในการปฏิวัติตั้งแต่ต้น พวกเราเรียกร้องให้มีการนัดหยุดงานทั่วไป
เน้นการจัดตั้ง และ การปกป้องการปฏิวัติ 
ซึ่งถ้ามีคนออกมาบนทั้งถนนสัก 7 ล้านคน การรักษากระแสและอุดมการณ์ของการปฏิวัติก็เป็นเรื่องที่ไม่ยากเกินไป
     มันเป็นเรื่องที่น่าเศร้าที่ฝ่ายซ้ายส่วนอื่นๆ
นั้นสายตาสั้นเพราะเน้นการเคลื่อนไหวเพียงแค่การกำจัดพรรคมุสลิมฯ เท่านั้น
โดยไม่สนใจประเด็นอื่นๆ พอมูรซี่ไปแล้ว แนวร่วมฝ่ายซ้ายเหล่านั้นก็ตกลงไปในหลุมของกองทัพ
ฝ่ายซ้ายและพวกเสรีนิยมกลายเป็นหน่วยกู้ภัยให้กับกองทัพ ทั้งๆที่
การต่อสู้นั้นขึ้นไปสู่กระแสสูงสุดสามารถสั่นเขย่าจนชนชั้นปกครองทั้งหมดเกือบพังเพราะแรงดันจากล่าง
เท่านั้นยังไม่พอ พวกนี้ยังเดินต่อไปในเส้นทางสายมรณะ โดยการทำงานแทนกองทัพ เรียกร้องให้มวลชนหยุดการเคลื่อนไหวบนท้องถนน
สิ่งที่เกิดขึ้นจากก้าวที่พลาดพลั้งครั้งนี้คือ ชนชั้นปกครองและซากเด็นของเผด็จการมูบารัครวมตัวกันได้อีกครั้ง
ภายใต้การนำของนายพล อัลซีซี่  การรวมตัวครั้งนี้รวมไปถึงชนชั้นกลางผู้เกลียดกลัวการปฏิวัติ
เพราะรับไม่ได้กับความไร้เสถียรภาพและไม่มีข้อเสนอรูปธรรมจากการปฏิวัติให้ยึดเหนี่ยว
แต่กองทัพนั้นรับประกันเสถียรภาพแต่เป็นเสถียรภาพให้กับชนชั้นนายทุนเท่านั้น
     อย่างไรก็ตามขณะนี้การปฏิวัติยังไม่ทำให้คำมั่นสัญญาอันเป็นแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ในใจมวลชน
อย่าง ขนมปัง สันติภาพ และ ความยุติธรรมเป็นจริง มวลชนเป็นล้านๆ
ยังไม่เห็นว่าการปฏิวัติช่วยปรับปรุงคุณภาพชีวิตของพวกเขาให้ดีขึ้นอย่างไร เลนิน
เคยมีบทเรียนกับสถานการณ์แบบนี้ เขาเคยพูดว่า
“เรื่องที่แย่ที่สุดที่จะเกิดขึ้นกับการปฏิวัติ คือ มวลชนเกิดความหดหู่”  นี่คือสิ่งที่อียิปต์กำลังเผชิญ
     การปฏิวัติได้พุ่งชนอำนาจรัฐ แต่ทหารได้ออกมาเพื่อ
“หยุด” การปฏิวัติ โดยการใช้ข้ออ้างที่ว่ากองทัพอยู่เหนือการเมือง บทบาทของกองทัพคือบทบาทของผู้กอบกู้สังคมที่กำลังแตกสลาย
นิยายดังกล่าวทำให้ทหารได้เสียงสนับสนุนรวมถึงมวลชนปฏิวัติผู้หดหู่ด้วย
     พวกเราไม่ควรหลงเชื่อข้อโฆษณาชวนเชื่อที่ว่า
“คนส่วนใหญ่เฉลิมฉลองกับการขึ้นมาของนายพลอัลซีซี่
ไม่ว่าจะเป็นผู้นำและนักสหภาพแรงงาน”
อย่างไรก็ตามมันไม่ได้หมายความว่าคนส่วนใหญ่สนับสนุนพฤติกรรมของคนเหล่านี้ ตอนนี้เรากำลังเห็นการเปลี่ยนข้างของผู้นำแรงงาน
พวกนี้ไม่ยอมใช้อาวุธที่มีพลังที่สุดของคนงาน เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชนชั้นตนเอง
พวกนี้ออกมาประกาศว่าจะไม่มีการนัดหยุดงาน เพราะมันจะทำให้อำนาจของทหารอ่อนแอลงซึ่งอาจจะนำไปสู่ความล้มเหลวที่จะสู้กับพรรคมุสลิมฯ
พวกสหแรงงานอิสระกลายเป็นผู้นำที่ยึดติดกับระบบแบบราชการมุ่งเน้นการเจรจากับนายจ้าง
เริ่มห่างเหินจากมวลชน
ตอนนี้ในขบวนการแรงงานนั้นมีความแตกแยกที่น่าเป็นห่วง
เช่น ถ้าใครลุกขึ้นมาวิจารณ์ทหารจะถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ทรยศ แม้กระทั่งคนงานที่เป็นนคริสเตียน
จะถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกของพรรคมุสลิมฯ
อย่างไรก็ตามตอนนี้เราเริ่มเห็นขบวนการแรงงานเริ่มลุกสู้อีกครั้งหนึ่ง  โดยเฉพาะจากภาคที่มีความสำคัญเช่น เหล็ก และ
คนคนงานถลุงเหล็ก โรงงาน ในรามาดาล อเล็กซานเดรีย และ คลองซูเอส
มันเป็นไปได้ว่าการต่อสู้จากข้างล่างครั้งนี้
อาจจะดึงบรรดาผู้นำสหภาพแรงงานอิสระกลับมาร่วมทำการต่อสู้เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของคนงานได้อีกครั้ง
แต่ถ้าพวกนั้นไม่กลับมา คนงานรุ่นใหม่ก็ต้องสร้างองค์กรขึ้นมาใหม่เพื่อเป็นตัวแทนปกป้องผลประโยชน์ที่แท้จริงของกรรมาชีพ
นักสังคมนิยมปฏิวัติในอียิปต์ได้ตั้งความหวังที่จะเห็นการต่อสู้ขึ้นสู่กระแสสูงอีกครั้ง
เพราะขณะนี้รัฐบาลไม่มีความสามารถที่จะแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจได้   
     ความหดหู่และการขาดความมั่นใจของมวลชน เป็นกระจกสะท้อนว่าพวกเขาไม่ได้จัดตั้งและขาดอุดมการณ์ทางการเมืองที่ปกป้องผลประโยชน์ของพวกเขา
สื่อกระแสหลักไม่เพียงแต่ทำให้เสียงของพวกเขาหายไปเท่านั้น แต่สื่อกำลังลบบทบาทของมวลชนออกไปจากการปฏิวัติอีกด้วย
ประเด็นนี้มีความสำคัญมากโดยเฉพาะเมื่อเราต้องทำความเข้าใจกับอำนาจความขัดแย้งทางชนชั้น
กระบวนการในการสร้างเสถียรภาพของทหารคือ
การเพิ่มความเข้มแข็งให้กับบรรดาแนวร่วมของระเบียบเก่า อย่างไรก็ตามพฤติกรรมดังกล่าวมันได้ขยายบาดแผลเดิมของสังคมให้ใหญ่และลึกมากขึ้น
ซึ่งมันจะทำให้ระดับการต่อการต่อสู้รอบใหม่นั้นมีความแหลมคมและรุนแรงมากกว่าเดิม
     กองทัพตั้งความหวังไว้สูงมากกับการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับทหาร
มีการคาดการว่าคนที่ออกมาใช้สิทธิน่าจะประมาณ 80
% แต่ในความเป็นจริงคนออกมาใช้สิทธิน้อยมาก
ซึ่งแสดงว่ากองทัพไม่ได้ชนะใจคนส่วนใหญ่โดยเฉพาะมวลชนรุ่นใหม่
ผู้ที่เคยสนับสนุนกองทัพให้ความเห็นว่า “เขาไม่สบายใจกับพฤติกรรมของกองทัพ
เพราะมันดูเหมือนมันไปคนละทางกับการฟื้นฟูประเทศ” พฤติกรรมและกระบวนการต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้น
มันทำให้อดคิดไม่ได้นี่อาจจะเป็นชนวนที่จะนำไปสู่การปฏิวัติคลื่นต่อไป
ความล้มเหลวของฝ่ายซ้ายเก่า
ทุกคนที่มาจากพรรคการเมืองเก่าที่อ้างว่าเป็นตัวแทนของมวลชน
ล้วนแต่ถูกพิสูจน์ในสถานการณ์ปฏิวัติว่า “ล้มเหลว” ความล้มเหลวของพรรคมุสลิมฯ
มันได้เปิดโอกาสให้ฝ่ายซ้ายอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพราะมวลชนกำลังมองหาอุดมการณ์ทางการเมืองที่ไปไกลกว่าพรรคมุสลิมฯ
     มวลชนเป็นจำนวนมากเข้าร่วมกับทหารเพราะยังติดภาพในประวัติศาสตร์
เพราะครั้งหนึ่งกลุ่มนายทหารหนุ่มชาตินิยมก้าวหน้าภายใต้การนำของประธานาธิบดี
กามอล แอบเดล นัสเซอร์ ได้รับเสียงสนับสนุนอย่างล้นหลามจากมวลชน เพราะมีนโยบายก้าวหน้าที่สำคัญอย่าง
การปฏิรูปที่ดิน การสร้างรัฐสวัสิการ และ มีจุดยืนคัดค้านอิสราเอล
พรรคคอมมิวนิสต์มีบทบาทนำในการต่อต้านจักรวรรดินิยม
แต่พรรคคอมมิวนิสต์เดินตามแนวสตาลินที่เน้นการประนีประนอมกับนายทุนซีกก้าวหน้า
พรรคนี้ยุบตัวลงไปในปี 1965/ 2508 ภายใต้ความคิดที่ว่าทหารปกป้องผลประโยชน์ของคนทุกกลุ่ม
ส่วนที่เหลือของพรรคคอมมิวนิสต์ได้กลายมาเป็นแนวร่วมที่สำคัญของ
อดีตเผด็จการมูบารัค ในการเลือกตั้งประธานาธิบดี 2012
มวลชนของพรรคคอมมิวนิสต์ก็สนับสนุนคนของเผด็จการมูบารัค
     อีกคนหนึ่งที่มีบทบาทในช่วงการเลือกตั้งประธานาธิบดี
คือ ฮัมดีน แซบบาฮิ (
Hamdeen Sabbni) อ้างว่าเป็นตัวแทนของการปฏิวัติ
เขาชนะโหวตอย่างล้นหลามในหลายเมืองใหญ่ แต่พอทหารมา ฮัมดีน ก็ประนีประนอมโบกมือต้อนรับนายพล
อัลซีซี่ เผด็จการคนใหม่อย่างรวดเร็ว
     ฝ่ายซ้ายเก่าล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการปฏิวัติครั้งนี้
ฝ่ายซ้ายใหม่จะต้องไม่ยอมแพ้ต่อภาระกิจที่จะปกป้องผลประโยชน์ของมวลชน

บทความนี้แปลและเรียบเรียง จาก Dark Days in Egypt  (http://bit.ly/1dOlgvS
Advertisements

ทำไมรัฐบาลยิ่งลักษณ์ปล่อยให้ม็อบอันธพาลป่วนบ้านเมือง?

ทำไมรัฐบาลยิ่งลักษณ์ปล่อยให้ม็อบอันธพาลป่วนบ้านเมือง?

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมรัฐบาลยิ่งลักษณ์ปล่อยให้ม็อบอันธพาลป่วนบ้านเมือง
ทำผิดกฏหมาย ก่ออาชญากรรม และละเมิดสิทธิของพลเมืองส่วนใหญ่



    
บางคนอาจมองว่ารัฐบาลใช้วิธี “นิ่ม”
เพื่อให้ม็อบสุเทพและประชาธิปัตย์ทำลายความชอบธรรมของตนเอง
แต่เราต้องเข้าใจว่าฝ่ายปฏิกิริยาอนุรักษ์ไม่ได้นิ่งเฉย
ม็อบสุเทพก่อความรุนแรงในวันที่ผู้สมัครลงทะเบียน แล้ว “ส่งลูก” ให้ กกต. เพื่อหาข้ออ้างกดดันให้เลื่อนวันเลือกตั้ง
ศาลรัฐธรรมนูญส่งลูกให้ กกต. กลับไป โดยบอกว่าเลื่อนเลือกตั้งได้
ม็อบสุเทพก่อความรุนแรงต่อในวันเลือกตั้งล่วงหน้า เพื่อช่วยให้ กกต.
อ้างว่าจัดเลือกตั้งไม่ได้ ทหารนั่งเฉยอมยิ้มปล่อยให้สถานการณ์แย่ลง
เพราะไม่สนใจจะปกป้องประชาธิปไตย ฝูงอธิการบดี เอ็นจีโอ หมอเหยียดเพศ
และคนชั้นกลางล้าหลังก็เชียร์สุเทพ
แล้วกดดันให้รัฐบาลยกเลิกการเลือกตั้งและประณีประนอมกับอันธพาลเผด็จการ
    
นักมาร์คซิสต์เข้าใจว่าการเมืองหรือสังคมไม่เคยหยุดนิ่ง
ดังนั้นถ้าฝ่ายประชาธิปไตยไม่รุกสู้ การเมืองไทยก็จะค่อยๆ ถอยหลังลงคลอง
การอยู่เฉยๆ จึงเป็นการ “ตายนิ่ม” ของประชาธิปไตย
การกลัวว่าถ้าทำอะไรมากเกินไปทหารจะก่อรัฐประหาร ก็เท่ากับยอมให้ประชาธิปไตยตายเช่นกัน
    
เราเข้าใจอีกว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์ พรรคเพื่อไทย และทักษิณ
เป็นพวกนักการเมืองนายทุน เขาคงทราบดีว่าถ้าจะรุกสู้ทำลายพวกอันธพาลประชาธิปัตย์
เขาต้องตัดขาดแยกทางกับซีกตรงข้ามของชนชั้นปกครองอย่างสิ้นเชิง คือต้องปลดพวก ผบ.
ทหาร และนำทหารที่จงรักภักดีกับประชาธิปไตยเข้ามาแทน ต้องปลดตุลาการ ต้องปลด กกต.
ชุดนี้ และต้องส่งกองกำลังทหารและตำรวจไปจับแกนนำพวกที่ทำผิดกฏหมายมาอย่างต่อเนื่อง
พร้อมกันนั้นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งต้องคุมสื่อของรัฐไม่ให้เข้าข้างพวกอันธพาล
ถ้าจะทำสำเร็จก็ต้องเชิญมวลชนที่รักประชาธิปไตยออกมาเคลื่อนไหวด้วย และในที่สุดต้องจัดการเลือกตั้งและปฏิรูปการเมืองบนซากศพโครงสร้างอำมาตย์
    
ยิ่งลักษณ์ ทักษิณ เพื่อไทย และ แกนนำ นปช. คงไม่ทำแน่
เพราะถ้าให้เขาเลือกระหว่างการประนีประนอมกับอภิสิทธิ์ชนฝ่ายตรงข้าม
หรือการปลุกให้ประชาชนดึงโครงสร้างเก่าลงมาเพื่อสร้างประชาธิปไตย
เขาจะเลือกเส้นทางแรก

    
แต่ในกระบวนการของการเมือง มวลชนมีบทบาทสำคัญ
ถ้าคนที่อยากเห็นการขยายพื้นที่ประชาธิปไตยรวมตัวกันเคลื่อนไหว อย่างที่เสื้อแดง
คนเสื้อขาว หรือประชาชนที่อยากไปใช้สิทธิ์ทำอยู่ และจัดตั้งรวมเป็นกลุ่มก้อน
เหมือนฝ่ายตรงข้าม พร้อมกับเคลื่อนไหวอิสระจากคนข้างบน
เราอาจผลักดันการเมืองประชาธิปไตยไปข้างหน้าได้ แต่ภารกิจอันนี้ไม่ใช่เรื่องเล่น
ต้องทำจริงและต่อเนื่อง และต้องอาศัยพลังกรรมาชีพ เกษตรกร และนักศึกษาอีกด้วย



ดูวิดีโอ
http://youtu.be/f74d7GycAM0

มาคุย “ปฏิรูป” กันเถิด (5) สร้างมาตรฐานสิทธิมนุษยชน

มาคุย “ปฏิรูป”
กันเถิด
(5) สร้างมาตรฐานสิทธิมนุษยชน
ประเทศไทยเป็นประเทศที่ไร้มาตรฐานสิทธิมนุษยชนโดยสิ้นเชิง
รากฐานปัญหาอยู่ที่การมองว่าคนไทย ไม่ใช่ “พลเมือง” ที่เท่าเทียมกัน
บ่อยครั้งมีการเรียกผู้คนด้วยคำล้าสมัยว่า “ราษฎร” ซึ่งราชบัณฑิตยสถานอธิบายว่าหมายถึงประชาชนผู้อาศัยอยู่ในแว่นแคว้นของพระราชา
มันเป็นคำจากยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ไม่เหมาะสมกับประชาธิปไตยในยุคปัจจุบัน



    
แนวความคิดว่าบางคน “สูง” บางคน “ต่ำ” ถูกผลิตซ้ำโดยพฤติกรรมของทหาร
นักการเมือง และนายทุน
ทหารระดับนายพลจึงมองว่าตนเองสามารถเข่นฆ่าประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตยได้ตามอำเภอใจ
สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา, ๖ตุลา, พฤษภา ๓๕, ยุคทักษิณที่ตากใบและสงครามยาเสพติด
และในปี ๒๕๕๓ เวลารัฐบาลอภิสิทธ์กับทหารเข่นฆ่าคนเสื้อแดง ไม่เคยมีใครเคยถูกลงโทษ
     ในสถานที่ทำงาน
นายจ้างมักมองว่าตนเองมีสิทธิ์เผด็จการเหนือลูกจ้าง และกฏหมายแรงงานบวกกับอคติของผู้พิพากษาศาลแรงงาน
มักสนับสนุนความคิดเผด็จการอันนี้
    
ในระบบยุติธรรมทั่วไป พวกที่นั่งบัลลังก์มักมองพลเมืองธรรมดาด้วยความดูถูกดูหมิ่น
และเหมือนไม่ใช่คนที่ควรได้รับความเคารพ นักโทษในคุกถูกปฏิบัติเหมือนเป็นสัตว์
แทนที่จะใช้ความคิดสากลสมัยใหม่ที่มองว่านักโทษก็มีสิทธิ์เช่นกัน
    
ในสังคมทั่วไป คนงานจากประเทศเพื่อนบ้านหรือผู้ลี้ภัยถูกกระทำอย่างโหดร้ายทารุณ
มีการรีดไถเงิน มีการตบตี ฆ่าแล้วเผาศพ
และบางครั้งมีการนำคนที่เป็นผู้ลี้ภัยไปขายให้พวกค้ามนุษย์ มีกรณีของ
“ลูกคนมีเส้น” ที่สามารถหลบหนีคดีฆาตกรรมได้สบาย
    
ทำเนียมหมอบคลานต่อคนที่อ้างตัวเป็น “ผู้ใหญ่” เป็นวิธีทำให้ผู้หมอบคลานมีฐานะเป็นสัตว์เดรัจฉาน
ไม่ใช่คนที่ยืนสองขา ทำเนียมแย่ๆ นี้ถูกกระจายลงไปสู่โรงเรียนและครัวเรือน
คนรวยมักชอบให้คนรับใช้ก้มหัวคลาน และทำงานทั้งวันทั้งคืน
แม้แต่ในภาษาพูดก็มีการเน้น “สูงต่ำ” เช่นคำว่า “หนู”
ที่สตรีถูกกล่มเกลาให้เรียกตัวเอง ซึ่งเป็นการเสริมว่าผู้หญิงเป็นคนชั้นสอง
    
ถ้าเราจะสร้างมาตรฐานสิทธิมนุษยชน
ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับประชาชน
สิ่งแรกที่เราต้องทำคือยุบคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
เพราะองค์กรนี้เต็มไปด้วยตำรวจ ทหาร และนักวิชาการที่มีอคติต่อประชาธิปไตย
    
ต่อจากนั้นเราต้องรณรงค์ให้ไทยยอมรับอำนาจของศาลอาญาระหว่างประเทศ
เพื่อให้มีการลงโทษคนที่ก่ออาชญากรรมกับประชาชน
ภายในประเทศเราต้องรณรงค์ให้นำผู้บัญชาการทหาร และนักการเมืองอย่าง อภิสิทธ์ สุเทพ
และทักษิณ มาขึ้นศาลในฐานะที่ก่ออาชญากรรมรัฐ เราควรตามตัวอย่างการพยายามสร้างมาตรฐานสิทธิมนุษยชนในเกาหลีใต้
อาเจนทีนา หรือชิลี
    
ในระยะยาวเราต้องเพิ่มสิทธิของลูกจ้างในการเคลื่อนไหวในองค์กรสหภาพแรงงาน
เราต้องหันมาให้ความสำคัญกับสิทธินักโทษในคุก สิทธินักเรียนในโรงเรียน
และต้องรณรงค์ให้ความคิดเรื่อง “พลเมืองที่เท่าเทียม” กลายเป็นความคิดกระแสหลัก

    
แต่ก็อย่างที่เราเคยพูดมาเกี่ยวกับการปฏิรูป 1-4 ที่เคยเสนอมา
พวกที่เรียกร้องให้ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ไม่มีวันเสนอเรื่องแบบนี้

มาคุย “ปฏิรูป” กันเถิด (4) ลดบทบาททหารในสังคม

มาคุย “ปฏิรูป”
กันเถิด
(4) ลดบทบาททหารในสังคม
เวลาพวกที่อ้างว่าจะปฏิรูปการเมือง
เออๆ ออๆ เรื่อง “ประชาธิปไตย” และ “อธิปไตยของปวงชนชาวไทย” เขามักจะแกล้งมองข้ามบทบาทแย่ๆ
ของทหารในการทำลายประชาธิปไตย ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่การปฏิวัติ ๒๔๗๕ เรื่อยมา มีการทำรัฐประหารล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเป็นประจำ
และมีการเข่นฆ่าประชาชนที่เรียกร้องประชาธิปไตยมาหลายรอบ



    
ในปัจจุบันมีการฝ่าฝืนคำสั่งรัฐบาลและไม่ยอมร่วมมือในการปกป้องระบบการเลือกตั้งจากอันธพาล
ทั้งนี้เพราะกองทัพไทยมองว่าตนเองมีอำนาจอธิปไตย และไม่ขึ้นต่อใครนอกจากตนเอง….
แต่เขาพร้อมจะกอบโกยภาษีของพวกเราเสมอ
    
ดังนั้นถ้าเราจะปฏิรูปการเมือง
เพื่อขยายพื้นที่ประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพของประชาชน และเพื่อตรวจสอบแก้ไขการใช้อำนาจอย่างไม่ชอบธรรม
ต้องมีมาตรการเด็ดขาดในการลดบทบาททางสังคมของทหาร
    
นอกจากบทบาทสำคัญในการสร้างอุปสรรคกับการพัฒนาประชาธิปไตย และการก่ออาชญากรรมรัฐต่อประชาชนแล้ว
ทหารยังเข้ามาก้าวก่ายในสื่อมวลชน เพื่อแสวงหากำไรมหาศาลและควบคุมกระแสข่าวในสังคม
    
ในเวลาเดียวกันพวกกาฝากในรูปแบบนายพลบางคน มองว่าตนเองมีอภิสิทธิ์พิเศษที่จะขูดรีดทรัพย์สินประเทศชาติเพิ่มผ่านการเป็นกรรมการบอร์ดรัฐวิสาหกิจอีกด้วย
แต่สภาพความเป็นอยู่ของประชาชนธรรมดา และแม้แต่พลทหารธรรมดา หรือทหารระดับล่าง
ก็ยังย่ำแย่
    
ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด เราต้องลดบทบาทของทหารในสังคม ก้าวสำคัญน่าจะเป็นการตัดงบประมาณทหารลงให้เหลือน้อยที่สุด
ยกเลิกการเกณฑ์ทหาร ปลดและเกษียณนายพลระดับบนให้หมด
ห้ามไม่ให้ทหารเข้ามาบริหารรัฐวิสาหกิจ และนำทหารที่ก่อความผิด
เช่นการฆ่าประชาชนและการทำรัฐประหาร มาขึ้นศาล
และแน่นอนเราต้องมีสื่อสาธารณะที่ปลอดอิทธิพลทหารโดยสิ้นเชิง
    
พร้อมกันนั้นเราอาจพิจารณาเปลี่ยนโครงสร้างกองทัพ เช่นยุบตำแหน่ง ผบทบ. และ
ผบ.เหล่าทัพอื่นๆ รวมถึงผบ.ทหารสูงสุดด้วย คือกระจายทหารเป็นหน่วยย่อยๆ
ให้ขึ้นกับรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น
    
อย่างไรก็ตาม อย่าไปหวังว่าพรรคเพื่อไทย อันธพาลสุเทพ ฝูงอธิการบดี ม็อบข้าราชการชั้นสูง
หรือเอ็นจีโอ จะเสนอเรื่องการลดอำนาจทหารเมื่อเขาแหกปากพูดถึงการ “ปฏิรูป”

    
กระแสปฏิรูปทหาร ต้องมาจากนักเคลื่อนไหวประชาธิปไตย เสื้อแดงก้าวหน้า
และทหารระดับล่างที่เชื่อมั่นในระบบประชาธิปไตยเท่านั้น

มาคุย “ปฏิรูป” กันเถิด (3) ยกเลิกองค์กรอิสระ

มาคุย “ปฏิรูป” กันเถิด
(3) ยกเลิกองค์กรอิสระ

องค์กรอิสระในปัจจุบัน เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ กกต. หรือ
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ล้วนแต่เป็นองค์กรเผด็จการ
เพื่อลดพื้นที่ประชาธิปไตย



     หลายคนคงแปลกใจที่เราฟันธงแบบนี้
เพราะในกระแสการปฏิรูปการเมืองที่นำไปสู่รัฐธรรมนูญปี 40 นักวิชาการและขบวนการ
NGO พยายามสร้างภาพว่าองค์กรอิสระ
มีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบและคานอำนาจทางการเมืองเพื่อทำให้ประชาธิปไตยดีขึ้น
อย่างไรก็ตามแนวคิดนี้ และ แนวคิดเกี่ยวกับการแบ่งแยกอำนาจ นิติบัญญัติ บริหาร
ตุลาการ ล้วนแต่เป็นลัทธิทางการเมืองของพวกเสรีนิยมฝ่ายขวา และ แนวเสรีนิยมนี้
เป็นแนวคิดของชนชั้นนายทุน
     แนวคิดที่อยู่เบื้องหลังผู้ที่ผลักดันเรื่ององค์กรอิสระ  เป็นแนวคิดที่ดูถูกประชาชนส่วนใหญ่
มองว่าเขาไม่มีวุฒิภาวะพอที่จะเลือกผู้แทนที่จะเป็นประโยชน์ต่อเขา นอกจากนี้มันเป็นแนวคิดที่มีอคติต่อกระบวนการประชาธิปไตย
เพราะไม่ไว้ใจระบบการเลือกตั้ง
     ตุลาการรัฐธรรมนูญ กกต. และ สว. ลากตั้ง
ล้วนแต่เป็นผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งจากชนชั้นปกครองหรือทหาร
พลเมืองธรรรมดาไม่สามารถเข้ามาตรวจสอบ ถอดถอน หรือ
ปลดพวกเผด็จการเหล่านี้ได้เลย 
แต่ตุลาการรัฐธรรมนูญ บังอาจมองว่าตนเองมีสิทธิที่จะห้ามไม่ให้รัฐบาลหรือรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งออกนโยบายเศรษฐกิจเกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างต่างๆ
ของสังคม พวกนี้บังอาจคัดค้านโครงการรถไฟความเร็วสูง และ
บังอาจบอกว่าเราไม่สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ สว. ทุกคนมาจากการเลือกตั้งได้
     ผู้ที่ถูกแต่งตั้งโดยชนชั้นปกครองเพื่อให้ดำรงตำแหน่งใน กกต.
แทนที่จะมองว่าหน้าที่ของตนเอง คือ การจัดการเลือกตั้งทั่วประเทศ ท่ามกลางความวุ่นวายที่มาจากการกระทำของอันธพาลที่ต่อต้านประชาธิปไตย
กลับมองว่าหน้าที่ของตนเองคือการเลื่อนวันเลือกตั้ง เพื่อเปิดทางให้พวกที่ต้องการลดพื้นที่ประชาธิปไตยได้ประโยชน์
     คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ที่ถูกแต่งตั้งมาโดยชนชั้นปกครอง
พิสูจน์ตัวเองว่าเป็นคณะกรรมการสิทธิของอภิสิทธิชนเท่านั้น เข้าข้างม๊อบสุเทพ
สนับสนุนการใช้กฎหมายเผด็จการ 112 และ
เพิกเฉยต่อการเข่นฆ่าคนเสื้อแดงที่เรียกร้องประชาธิปไตย
     พวกนักเศรษฐศาสตร์แนวเสรีนิยมขวาจัด ที่คลั่งระบบกลไกตลาดของนายทุน เช่น
ในสถาบันวิจัย
TDRI มองว่า นักเศรษฐศาสตร์ผู้ที่ไม่เคยได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน
ควรมีสิทธิที่จะจำกัดนโยบายของรัฐบาลในแง่ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนทั่วไป
พวกนี้มองว่าตัวเองควรมีอำนาจเหนือผู้แทนที่มาจาการเลือกตั้งโดยประชาชน
เขาขยันด่าสิ่งที่เขาเรียกผิดๆ ว่า “ประชานิยม”
แต่เงียบเฉยต่อการใช้งบประมาณรัฐมหาศาลเพื่อทหาร หรือ เพื่อพิธีกรรมฟุ่มเฟือย
เขาอ้างประโยชน์ชาติเพราะเขาคิดว่าเขาเป็นตัวแทนของชาติและชาติของเขาไม่ใช่ประชาชนส่วนใหญ่
ยิ่งกว่านั้นพวกนี้โกหกว่าเศรษฐศาสตร์มีแค่แนวเดียว แนวของเขา อ้างว่าเป็นแค่ “เทคนิค”
เหมือนการซ่อมเครื่องจักร แทนที่จะเป็นเรื่องถกเถียงทางการเมือง
     สังคมไทยมีพื้นที่ประชาธิปไตยน้อยเกินไป และ
พื้นที่ประชาธิปไตยอันมีค่าที่เรามีอยู่ ถูกจำกัดโดยองค์กรอิสระที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง 
ถ้าเราจะปฏิรูปการเมืองไทยให้มีประชาธิปไตยมากขึ้นเราต้องยกเลิกองค์กรอิสระทั้งหมดและเคารพวุฒิภาวะของประชาชนส่วนใหญ่
     การตรวจสอบหรือคานอำนาจของรัฐบาลและรัฐสภา ถ้าจำเป็น
ต้องมาจากการกระทำขององค์กรที่มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น  เช่น สภาที่เลือกมาจากท้องถิ่นพื้นที่ 4 ภาค
หรือ ตุลาการที่ได้รับการเลือกตั้ง นอกจากนั้นควรมีการใช้ประชามติเพื่อให้
“มวลมหาประชาชน” ที่แท้จริง ตัดสินกรณีที่มีความขัดแย้งหรือเห็นต่าง

พวกที่สนับสนุนอำนาจขององค์กรที่อิสระจากกระบวนการประชาธิปไตย และพวกที่ต้องการให้ฝ่ายประชาธิปไตยประนีประนอมกับอันธพาลเผด็จการของสุเทพ
เป็นเพียงคนที่ต้องการถ่มน้ำลายใส่พลเมืองส่วนใหญ่
และสร้างระบบกึ่งเผด็จการนั่นเอง เขาไม่ใช่นักปฏิรูปแต่อย่างใด

มาคุย “ปฏิรูป” กันเถิด (2) ยกเลิกกฏหมาย 112

มาคุย “ปฏิรูป”
กันเถิด
(2) ยกเลิกกฏหมาย 112
การปฏิรูปการเมือง
ถ้าเข้าใจกันว่าเป็นการขยายพื้นที่สิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย
ก็ต้องเน้นประเด็นสำคัญเรื่องสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก
และสิทธิเสรีภาพในการตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งสาธารณะทุกคน
   
ตราบใดที่ สมยศ พฤกษาเกษมสุข และนักโทษการเมืองอื่นๆ
ยังไม่ถูกปล่อยทันทีเมื่อมีการปฏิรูป
ก็ต้องสรุปว่าการปฏิรูปการเมืองไม่มีความหมายแต่อย่างใด



    
การปฏิรูปการเมือง เพื่อให้ “มวลมหาประชาชน” มีเสรีภาพในการแสดงออก ตรวจสอบ
และคานอำนาจของบุคคลที่ดำรงตำแหน่งสาธารณะ ต้องหมายถึงการยกเลิกกฏหมาย 112
กฏหมายคอมพิวเตอร์ และกฏหมายหมิ่นศาล
    
นั้นไม่ได้หมายความว่าเราจะเปิดโอกาสให้ใครด่าใส่ร้ายป้ายสีคนอื่นอย่างเสรี
เพราะมีกฏหมายหมิ่นประมาทธรรมดาที่ปกป้องไม่ให้มีการให้ข้อมูลเท็จอยู่แล้ว
ส่วนสามกฏหมายที่กล่าวถึงข้างบน ไม่ใช่การปกป้องไม่ให้คนกล่าวเท็จ แต่เป็นกฏหมาย
“การเมือง” ที่มีวัตถุประสงค์ในการปิดปากพลเมือง ในกรณี 112
มีการใช้โดยทั่วไปเพื่อปิดปากฝ่ายประชาธิปไตยที่ต่อต้านหรือวิจารณ์รัฐประหารและอำนาจนอกระบบ
ในกรณีกฏหมายหมิ่นศาล มีการใช้เพื่อให้ผู้พิพากษาหรือตุลาการมีอำนาจเบ็ดเสร็จโดยไม่มีใครสามารถวิจารณ์หรือตรวจสอบได้
ในประเทศประชาธิปไตย กฏหมายหมิ่นศาลใช้ได้เฉพาะกับคนที่ฝ่าฝืนคำสั่งศาลเท่านั้น
แต่สังคมสามารถวิจารณ์และตรวจสอบระบบยุติธรรมได้เสมอ
    
การขัง สมยศ พฤกษาเกษมสุข และนักโทษอื่นๆ ในสภาพป่าเถื่อน ไม่เหมาะกับสังคมอารยะ
เช่นการบังคับใส่โซ่ตรวน การบังคับนอนในห้องขังพร้อมนักโทษหลายสิบคน
หรือการให้ผู้ที่ยังไม่ถูกตัดสินคดี (ซึ่งต้องมองว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ไว้ก่อน)
ต้องขึ้นศาลพร้อมโซ่ตรวนและเครื่องแบบเรือนจำ
เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพพื้นฐานของมนุษย์
    
ดังนั้นต้องมีการปฏิรูประบบคุก ลดจำนวนนักโทษลงอย่างเร่งด่วน
และพัฒนาสภาพความเป็นอยู่ของนักโทษที่เหลืออยู่
    
พร้อมกันนั้นต้องนำระบบลูกขุนเข้ามาใช้ในการตัดสินคดี
เพื่อกระจายอำนาจไปสู่ประชาชน

    
แต่อย่าหวังว่าคนชั้นสูงจะผลักดันเรื่องแบบนี้ มันต้องมาจากพวกเราที่ต้องการขยายพื้นที่ประชาธิปไตย…
ก็อย่างที่  สมยศ พฤกษาเกษมสุข
พึ่งกล่าวในจดหมายจากคุก “งาช้างไม่งอกจากปากสุนัขฉันท์ใด
การปฏิรูปไม่อาจงอกมาจากพวกปฏิกูลการเมืองที่กำลังปิดกรุงเทพ
นำความหายนะมาสู่สังคมไทยในขณะนี้” เราขอเติมว่าการปฏิรูปไม่อาจงอกมาจากกรรมการปฏิรูปการเมืองที่ประกอบไปด้วยพรรคเพื่อไทย
ทหาร ข้าราชการชั้นสูง หรือเอ็นจีโอ

มาคุย “ปฏิรูป” กันเถิด (1) แก้ความเหลื่อมล้ำ

มาคุย “ปฏิรูป”
กันเถิด
(1) แก้ความเหลื่อมล้ำ
รายงานขององค์กรอ็อกซ์แฟมระบุว่า
กลุ่มคนที่ร่ำรวยที่สุดในโลก 85 คน สามารถรวบรวมความมั่งคั่งได้อย่างมหาศาล
เทียบกับประชากรยากจนของโลกรวมกัน 3
,500
ล้านคน โดยกลุ่มคนร่ำรวยร้อยละ 1 ของโลกมีทรัพย์สินอยู่มากถึง 110 ล้านล้านดอลลาร์
(ราว 3
,600
ล้านล้านบาท) ซึ่งมากกว่าประชากรยากจนที่สุดครึ่งหนึ่งของโลก 65 เท่า

เศรษฐีจำนวนมากมาจากสหรัฐและประเทศพัฒนา
     สหรัฐอเมริกามีผลิตภัณฑ์มวลรวม
GDP = 16.2 ล้านล้าน$
     ไทยมีผลิตภัณฑ์มวลรวม
GDP= 0.4 ล้านล้าน$

ทั้งๆ ที่ประเทศไทยยังไม่พัฒนาเท่าหลายประเทศในตะวันตก
แต่เศรษฐีไทย 3 คนติดอันดับ 85 ของโลกตามข้อมูลของ
Forbes
1. คนแรก อันดับ 8  ทรัพย์สิน  44.24 พันล้าน$
2. คนที่สอง นายธนินท์ เจียรวนนท์ อันดับ 58 ทรัพย์สิน 14.3
พันล้าน
$   เกษตร/อาหาร
3. คนที่สาม เจริญ สิริวัฒนภักดี  อันดับ 82 ทรัพย์สิน
11.7 พันล้าน
 เครื่องดื่ม
4. คนที่สี่ ทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ อันดับ 736    ทรัพย์สิน 2 พันล้าน$  อสังหาริมทรัพย์
5. คนที่ห้า กฤตย์ รัตนรักษ์ 
อันดับ 
785  ทรัพย์สิน  1.95 พันล้าน
$    สื่อและอสังหาริมทรัพย์
6. คนที่หก ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ    825   
ทรัพย์สิน 1.85 พันล้าน
$ โรงพยาบาล
7. คนที่เจ็ด ทักษิณ ชินวัตร  อันดับ 882 ทรัพย์สิน 1.7 พันล้าน$ โทรคมนาคมและอสังหาริมทรัพย์

ประเด็นสำคัญที่เราควรผลักดันในการปฏิรูป
คือการเก็บภาษีในอัตราสูงพิเศษจากเศรษฐีไทยและบริษัทใหญ่ ตามที่อาจารย์ปรีดีเคยเสนอ
เพื่อสร้างระบบรัฐสวัสดิการ และใครที่ไม่ยอมพูดถึงเรื่องนี้เวลาเสนอ “การปฏิรูป”
ในปัจจุบัน ก็คงไม่อยากทำอะไรอย่างจริงจัง