Category Archives: Politics

บทวิเคราะห์ทางการเมือง

แนวทางการสร้างพรรคของ เลนิน กับบริบทสังคมไทย

ใจ อึ๊งภากรณ์

ทั้งๆ ที่ เลนิน เป็นนักปฏิวัติมาร์คซิสต์ที่ใช้ชีวิตอยู่ในศตวรรษที่แล้วในประเทศรัสเซีย แต่วิธีการในการสร้างพรรคกรรมาชีพของเขา มีหลายประเด็นที่สำคัญสำหรับสังคมไทยในยุคนี้

ก่อนที่จะพิจารณาเรื่องแนวคิดของเลนินในเรื่องพรรค ผมจะขอฟันธงว่า คนไทยที่สนใจสร้างพรรคฝ่ายซ้ายของคนชั้นล่างหรือพรรคสังคมนิยม ไม่ควรจะไปตั้งเป้าในการสร้างพรรคเพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งในการเลือกตั้งภายใต้อิทธิพลของเผด็จการ หรือภายใต้กรอบ “ยุทธศาสตร์แห่งชาติ” เพราะกรอบที่เผด็จการกำหนดไว้นี้จะทำให้พรรคสังคมนิยมหรือพรรคของคนชั้นล่างลงสมัครรับเลือกตั้งไม่ได้ กรอบ“ยุทธศาสตร์แห่งชาติ” นี้กำหนดมาเพื่อสร้างแค่ประชาธิปไตยครึ่งใบ แต่อย่างไรก็ตามนักกิจกรรมฝ่ายซ้ายในไทย ไม่ควรลังเลที่จะสร้างพรรค ควรเริ่มตั้งแต่ตอนนี้เลย เพื่อเคลื่อนไหวในระดับรากหญ้านอกรัฐสภา พูดง่ายๆ “พรรค” กับการเลือกตั้งรัฐสภา ไม่ใช่เรื่องเดียวกันเสมอ

ตัวอย่างของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยชี้ให้เห็นถึงการมีบทบาทนอกรัฐสภาของพรรค เช่นในการจัดตั้งกรรมาชีพ คนหนุ่มสาว หรือเกษตรกร อย่างไรก็ตามผู้เขียนไม่เห็นด้วยกับแนวทางในการจับอาวุธของ พคท. หรือการที่ พคท. ไม่มีประชาธิปไตยภายใน

ผู้ที่สนใจที่จะสร้างพรรคสังคมนิยมในไทย ซึ่งเป็นรูปแบบพรรคของคนชั้นล่างที่ดีที่สุด จะต้องเข้าใจกันว่าเป้าหมายของพรรคในที่สุด คือการล้มระบบทุนนิยมผ่านการลุกฮือของมวลชน การลุกฮือแบบนี้จะนำไปสู่การปกครองกันเองของคนชั้นล่าง เพราะตราบใดที่เราไม่ล้มระบบทุนนิยม เราไม่สามารถสร้างประชาธิปไตยแท้ที่มีความเท่าเทียมได้ กรุณาเข้าใจอีกด้วยว่า “สังคมนิยม” ที่กำลังเอ่ยถึง แตกต่างโดยสิ้นเชิงกับระบบเผด็จการของพรรคคอมมิวนิสต์ที่พบในจีน เวียดนาม เกาหลีเหนือ หรือในอดีตโซเวียด [อ่านเพิ่ม http://bit.ly/2vbhXCO]

สำหรับ เลนิน พรรคสังคมนิยมจะต้องสร้างรากฐานในหมู่คนทำงานหรือชนชั้นกรรมาชีพ เพราะชนชั้นนี้มีพลังทางเศรษฐกิจมหาศาลถ้ารู้จักสามัคคีกัน พรรคจะต้องอิสระจากอิทธิพลของชนชั้นที่มีอำนาจในสังคมปัจจุบันอีกด้วย ดังนั้นจะต้องอิสระจากนายทุนและมีจุดยืนในการรักษาผลประโยชน์ของคนชั้นล่างที่เป็นคนส่วนใหญ่ของสังคมเสมอ ด้วยเหตุนี้เงินทุนของพรรคต้องมาจากสมาชิกที่เป็นคนธรรมดาเท่านั้น และพรรคก็ต้องมีจุดยืนต้านนโยบายเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมกลไกตลาด หรือนโยบายที่นำไปสู่การกดค่าแรงเป็นต้น

ความชัดเจนของจุดยืนพรรค ไม่ได้มีไว้เพื่ออวดความบริสุทธิ์ แต่มีไว้เพื่อเป็นเครื่องมือในการขยายความคิดและปลุกระดมในหมู่มวลชนภายนอกพรรค จุดยืนของพรรคต้องมาจากการถกเถียงกันอย่างเสรีภายในพรรค โดยไม่มีใครที่เป็นอภิสิทธิ์ชน แต่พอถกเถียงกันแล้ว เมื่อมีการลงมติ ลูกพรรคควรจะทำตามมติเสียงส่วนใหญ่

เลนิน มักจะเน้นเสมอว่าพรรคจะต้องผสมผสานสองยุทธศาสตร์เข้าด้วยกันคือ ต้องร่วมต่อสู้เพื่อพัฒนาสภาพความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวัน หรือเรื่องปากท้อง เข้ากับเรื่องการเมืองภาพกว้าง

ถ้าพรรคเน้นแต่การต่อสู้เรื่องปากท้องอย่างเดียว พรรคจะไม่ต่างจากสหภาพแรงงานสามัญ และที่สำคัญคือ พรรคอื่น โดยเฉพาะพรรคของนายทุน จะสามารถครองใจมวลชนจนผูกขาดการวิเคราะห์ประเด็นการเมืองได้ และการวิเคราะห์ดังกล่าวจะกระทำจากมุมมองนายทุนเสมอ ในบริบทสังคมไทย ถ้าพรรคสังคมนิยมไม่สนใจการเมืองด้านกว้างจากจุดยืนคนชั้นล่าง พรรคของคนอย่างทักษิณจะเข้ามาครองใจคนส่วนใหญ่ได้ง่าย และสามารถนำหรือยกเลิกการต่อสู้ได้ตามใจชอบ อย่างที่เราเห็นมาแล้ว

เราควรจะเข้าใจว่า ทั้งๆ ที่พรรคของทักษิณมาเป็นรัฐบาลจากการเลือกตั้ง แล้วโดนทหารก่อรัฐประหาร แต่ทักษิณและพรรคพวกต้องการจำกัดการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในกรอบที่เป็นประโยชน์กับเขา ผลของการต่อสู้แค่ครึ่งทางแบบนี้ คือความพ่ายแพ้ของฝ่ายประชาธิปไตยในปัจจุบัน [อ่านเพิ่ม http://bit.ly/2hryRoB ]

แต่ในขณะเดียวกัน ถ้าพรรคไม่สนใจประเด็นปากท้อง และไม่ร่วมกับมวลชนนอกพรรคในการต่อสู้เพื่อพัฒนาชีวิตประจำวันของคนส่วนใหญ่ ก็จะแค่เป็นกลุ่มที่พูดเก่ง แต่ไม่ลงมือทำอะไร ไม่มีวันขยายการต่อสู้ได้ ดังนั้นพรรคจะต้องโฆษณาขยายความคิดและปลุกระดมการต่อสู้พร้อมกัน

การผสมผสานยุทธศาสตร์สองอย่างนี้เข้าด้วยกัน แปลว่าพรรคจะต้องชักชวนให้มวลชนมองภาพกว้างทางการเมืองจากชีวิตประจำวันเสมอ และจะต้องเชื่อมโยงทุกประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมทุนนิยมได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าครองชีพ สิทธิของแรงงานข้ามชาติ สิทธิทางเพศ สิทธิของเชื้อชาติต่างๆ เรื่องประชาธิปไตย และสถานการณ์ในโลกภายนอกประเทศไทยอีกด้วย

แนวคิดของ เลนิน เสนอว่าพรรคต้องเป็นตัวแทนของผู้ถูกกดขี่ทุกคนในสังคม ไม่ว่าจะเป็นคนที่ถูกกดขี่ทางเพศ กดขี่ในเรื่องศาสนา กดขี่ทางเชื้อชาติ หรือคนที่ถูกกดขี่จากความพิการ พรรคจะต้องยืนอยู่เคียงข้างคนจนในประเทศอื่นและผู้ลี้ภัยอีกด้วย สาเหตุสำคัญคือมันจะช่วยในการสร้างความสามัคคีในหมู่คนชั้นล่าง การกดขี่ทุกรูปแบบที่เราเห็นในสังคมปัจจุบัน มาจากกลไกต่างๆ ของระบบทุนนิยมทั้งสิ้น และประชาธิปไตยแท้จริงเกิดไม่ได้ถ้าไม่มีการกำจัดการกดขี่ในรูปแบบต่างๆ อีกด้วย

นอกจากพรรคจะต้องมีแนวความคิดของตนเอง หรือพูดง่ายๆ มี “ทฤษฏี” ในการเข้าใจสังคม พรรคต้องเรียนรู้จากประวัติศาสตร์และเป็นองค์กรที่เป็น “ความทรงจำ” ของคนชั้นล่าง เพราะถ้าไม่มีความทรงจำแบบนี้ มวลชนต้องเริ่มจากสูญทุกครั้งที่ออกมาเคลื่อนไหว แทนที่จะมีการสรุปบทเรียนจากอดีต

ในบริบทสังคมไทย การที่จะสร้างพรรคแบบนี้ควรเริ่มต้นจากการรวมตัวกันของเครือข่ายต่างๆ ในขบวนการแรงงาน และนักเคลื่อนไหวอื่นๆ ที่มีอุดมการณ์คล้ายๆ กัน การสร้างพรรคสังคมนิยมจะต้องไม่เริ่มต้นจากการคุยกันว่าใครจะเป็นหัวหน้าพรรค หรือการเชิญผู้หลักผู้ใหญ่มาร่วม หรือการถกกันเรื่องการลงทะเบียน

บทความนี้ในบางส่วนอาศัยความคิดที่เสนอในหนังสือ “Lenin For Today” (2017) โดย John Molyneux. Bookmarks Publications.

Advertisements

การพัฒนาแบบองค์รวมและต่างระดับกับสังคมไทย

ใจ อึ๊งภากรณ์

การพัฒนาแบบองค์รวมและต่างระดับ (Combined and Uneven Development) เป็นวิธีอธิบายกระบวนการพัฒนาในประเทศด้อยพัฒนาท่ามกลางกระแสทุนนิยมโลกาภิวัฒน์ คนที่เสนอแนวคิดนี้คือนักปฏิวัติมาร์คซิสต์ของรัสเซียชื่อ ลีออน ตรอทสกี

ลักษณะสำคัญของรัสเซียในสมัยก่อนการปฏิวัติปี 1917 คือมีความล้าหลังในการพัฒนา ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมถ้าเทียบกับยุโรปตะวันตก หรือสหรัฐ แต่ท่ามกลางความล้าหลังนี้มีบางส่วนที่ก้าวหน้าทันสมัยที่สุด

ประเทศล้าหลังจะเรียนรู้วิธีคิดและเทคนิคการผลิตจากประเทศที่ก้าวหน้ากว่า ผ่านกระบวนการโลกาภิวัฒน์ของทุนนิยม แต่ไม่ได้เรียนรู้ในลักษณะการเดินย้อนรอยประวัติศาสตร์ของประเทศพัฒนา เพราะประเทศล้าหลังจะได้เปรียบในแง่หนึ่งคือ สามารถรับสิ่งที่ทันสมัยที่สุดในโลกจากประเทศก้าวหน้าได้ทันที จึงมีการก้าวกระโดดสู่ความทันสมัยตามภาพรวมของทุนนิยมโลก

ตรอทสกี้เขียนว่า “มนุษย์เผ่าดั้งเดิมที่ยังใช้ชีวิตโบราณอยู่ในป่า วันนี้อาจใช้ธนูและหอก แต่พรุ่งนี้ ถ้ามีโอกาสสัมผัสกับคนจากภายนอก จะสามารถจับปืนมาใช้ได้ทันที”

อย่างไรก็ตาม การก้าวกระโดดข้ามขั้นตอนทางประวัติศาสตร์ไม่เคยเป็นเรื่อง “กฏเหล็ก” ไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ในทุกเรื่อง และบางครั้งการรับสิ่งที่ทันสมัยมาใช้โดยสังคมล้าหลัง อาจรับมาในลักษณะเพี้ยนๆ ก็ได้ เช่นการนำระบบคิดใหม่มาเสริมสร้างรูปแบบการปกครองแบบล้าหลัง กรณี รัชกาลที่๕ ในไทย เป็นตัวอย่างที่ดี คือรับรูปแบบการบริหารรัฐและเศรษฐกิจทุนนิยมมาใช้เพื่อเสริมอำนาจกษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราชย์

ถ้าประวัติศาสตร์มีกฏเหล็กทั่วไป กฏนั้นคงจะระบุว่าการพัฒนาของประวัติศาสตร์เป็นเรื่องของความไม่เท่าเทียม ต่างระดับ และความไม่แน่นอนเสมอ

ในเรื่องของความ “ต่างระดับ” ที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กับการรับสิ่งใหม่ๆ จากโลกแบบองค์รวม เราจะเห็นจากรัสเซีย ในปี 1914 คือรัสเซียยากจนกว่าสหรัฐประมาณ 10 เท่า แต่ 40% ของอุตสาหกรรมรัสเซียเป็นอุตสาหกรรมทันสมัยขนาดใหญ่ที่มีกรรมาชีพจำนวนมากในโรงงานเดียวกัน ในขณะที่เพียง 18% ของอุตสาหกรรมสหรัฐเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แต่พร้อมๆ กันนั้นรัสเซียมีความล้าหลังดำรงอยู่ คือมีชาวนากึ่งทาสเป็นล้านๆ คน ซึ่งสหรัฐไม่มี

กรรมาชีพในประเทศล้าหลังมีสิทธิ์เป็นส่วนหนึ่งของกองหน้ากรรมาชีพโลกได้ทันที ทั้งในด้านจิตสำนึก ระดับการศึกษา และฝีมือ คือไม่ต้องผ่านการพัฒนาเป็นร้อยๆปี แบบที่เคยเกิดขึ้นในตะวันตก ลูกชาวนาในไทยที่เข้าสู่ระบบโรงงาน ใช้คอมพิวเตอร์ในการทำงานได้ และคนไทยที่อยู่ในเมืองกับชนบทเรียนรู้วิธีใช้อินเตอร์เน็ดได้อย่างรวดเร็ว ไม่แพ้คนตะวันตก

แต่หลายแง่ของระบบการเมืองและสังคมในไทย ยังติดอยู่ในระดับล้าหลัง เช่นแนวคิดของชนชั้นปกครองไทย ซึ่งปัจจุบันเป็นนายทุนหรือทหาร และมองว่าพลเมืองไทยคิดเองไม่เป็น ไม่ทันสมัย “ขาดการศึกษา” และปกครองตนเองไม่ได้ ดังนั้นชนชั้นปกครองไทยจึงอาศัยการปกครองแบบกึ่งเผด็จการเป็นส่วนใหญ่ ความคิดแบบนี้นำไปสู่การมองว่าประชาชนไม่มีวุฒิภาวะพอที่จะเลือกนักการเมืองได้ การบังคับให้พลเมืองรักกษัตริย์ดุจเทวดาก็เป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดล้าหลังอันนี้ ทั้งๆ ที่กษัตริย์ไทยมีลักษณะทันสมัยในยุคปัจจุบัน คือเป็นเครื่องมือของนายทุนและทหาร

อีกแง่หนึ่งของความล้าหลังและต่างระดับของสังคมไทย คือในเรื่องความเหลื่อมล้ำระหว่างสภาพชีวิตคนธรรมดา กับพวก “ผู้ใหญ่” และชนชั้นกลางในสังคม คนไทยจำนวนมากยังยากจน เมื่อเทียบกับเศรษฐีระดับโลกของไทย และการพัฒนาระบบรัฐสวัสดิการและสิทธิพลเมืองยังไม่เกิดอย่างจริงจัง

สภาพการพัฒนาแบบองค์รวมและต่างระดับของไทย นำไปสู่ความขัดแย้งที่เราเห็นในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา และสิ่งที่เป็นตัวกระตุ้นอันหนึ่งคือวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง เพราะเมื่อมีนักการเมืองนายทุน คือทักษิณและพรรคพวก เข้ามาเสนอแผนที่จะพัฒนาชีวิตประชาชนหลังวิกฤตเศรษฐกิจ เช่นโครงการสร้างงานหรือ 30 บาทรักษาทุกโรค พลเมืองจำนวนมากชื่นชมและเทคะแนนเสียงให้ในการเลือกตั้ง ซึ่งสร้างความไม่พอใจในหมู่นักการเมืองและทหารหัวเก่าที่ไม่เข้าใจความไม่พอใจที่ดำรงอยู่ในสังคมที่พัฒนาไปไกลแล้ว

เราควรเข้าใจว่าทฤษฏี “การพัฒนาแบบองค์รวมและต่างระดับ” ของตรอทสกี้ ใช้อีกทฤษฏีหนึ่งเป็นคู่ฝาแฝด คือ “ทฤษฏีปฏิวัติถาวร” (Permanent Revolution) ทั้งตรอทสกี้ และคาร์ล มาร์คซ์ เคยอธิบายว่า ชนชั้นนายทุนในประเทศด้อยพัฒนาไม่เคยมีประวัติศาสตร์ที่ก้าวหน้าเท่านายทุนในประเทศพัฒนา เพราะไม่เคยนำการปฏิวัติล้มระบบขุนนาง นายทุนส่วนใหญ่หลังยุค 1848 เป็นนายทุนขี้ขลาด กลัวกรรมาชีพมากกว่าเกลียดขุนนาง และมุ่งที่จะอนุรักษ์ระบบโดยพร้อมจะประนีประนอมกับอำนาจเผด็จการประเภทที่ปฏิกิริยาที่สุดเสมอ

นักมาร์คซิสต์จึงเสนอว่าผู้ที่จะต้องรับภาระในการปลดแอกประชาชนในโลกปัจจุบัน จะต้องเป็นชนชั้นกรรมาชีพสมัยใหม่ที่กำลังขยายตัวทั่วโลก ชนชั้นกรรมาชีพสำคัญเพราะทำงานรวมหมู่และอยู่ในใจกลางระบบการผลิตและเศรษฐกิจทุนนิยม

สำหรับไทย แนวคิดนี้อธิบายว่าทำไมทักษิณและนักการเมืองพรรคเพื่อไทย ไม่มีวันนำการต่อสู้อย่างถึงที่สุดกับทหารและพวกอนุรักษ์นิยม เพราะเขากลัวว่าการต่อสู้ที่จะเกิดขึ้นจะไปไกลกว่าแค่การหมุนนาฬิกากลับไปสู่สภาพการเมืองก่อนรัฐประหาร ๑๙ กันยา ทักษิณและพรรคพวกมีส่วนคล้ายและอุดมการณ์ร่วมกับพวกทหารและนักการเมืองอนุรักษ์นิยม มากกว่าที่เขาจะมีกับประชาชนธรรมดา นี่คือสาเหตุที่เขาแช่แข็งการต่อสู้ของเสื้อแดงหลังยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์จนถึงทุกวันนี้

ถ้าเราจะเดินหน้าพัฒนาระบบการเมืองและสังคมไทย เราต้องสร้างพรรคและขบวนการทางสังคมของมวลชนคนชั้นล่าง โดยเฉพาะกรรมาชีพ พรรคและขบวนการนี้ต้องอิสระโดยสิ้นเชิงจากทักษิณและพรรคเพื่อไทย และเราต้องเลิกตั้งความหวังอะไรเลยกับพรรคเพื่อไทยหรือการเลือกตั้งภายใต้อำนาจทหารในอนาคต

การปฏิวัติรัสเซีย 1917

ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 1917 ซึ่งตามปฏิทินรัสเซียสมัยนั้นตรงกับวันสตรีสากล ท่ามกลางความป่าเถื่อนของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง คนงานสตรีจากโรงงานสิ่งทอทั่วเมือง เพทโทรกราด (เซนต์ปิเตอร์สเบอร์ค) ออกมาเดินขบวนแสดงความไม่พอใจกับราคาสินค้า ความอดอยาก และการขาดแคลนขนมปัง แม้แต่พวกพรรคสังคมนิยมใต้ดินอย่าง “บอลเชวิค” กับ “เมนเชวิค” ตอนนั้น ยังไม่กล้าออกมาเรียกร้องให้คนงานเดินขบวนเลย แต่คนงานหญิงนำทางและชวนคนงานชายในโรงเหล็กให้ออกมาร่วมนัดหยุดงานด้วยกัน

ในวันต่อมาคนงานครึ่งหนึ่งในเมือง เพทโทรกราด ออกมาประท้วง และคำขวัญเปลี่ยนไปเป็นการคัดค้านสงคราม การเรียกร้องขนมปัง และการต่อต้านรัฐบาลเผด็จการของกษัตริย์ซาร์ ในขั้นตอนแรกรัฐบาลพยายามใช้ตำรวจติดอาวุธเพื่อปราบคนงาน แต่ไม่สำเร็จ ต่อจากนั้นมีการสั่งทหารให้เข้ามาปราบ แต่ทหารระดับล่างเปลี่ยนข้างไปอยู่กับฝ่ายปฏิวัติหมด และเมื่อมีการสั่งให้ส่งทหารเข้ามาจากนอกเมือง ก็มีการกบฏและเปลี่ยนข้างเช่นกัน ในวันที่สี่คนงานกับทหารติดอาวุธร่วมเดินขบวนโบกธงแดง และเมื่อกษัตริย์ซาร์พยายามเดินทางกลับเข้าเมือง เพทโทรกราด เพื่อ “จัดการ” กับสถานการณ์ คนงานรถไฟก็ปิดเส้นทาง จนรัฐบาลกษัตริย์และซาร์ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะลาออก

แต่เมื่อกษัตริย์และรัฐบาลลาออก ใครจะมาแทนที่? ตอนนั้นมีองค์กรคู่ขนานสององค์กรที่มีบทบาทคล้ายๆ รัฐบาลคือ (1) รัฐสภา Duma ที่ประกอบไปด้วยส.ส.ฝ่ายค้านที่เลือกมาจากระบบเลือกตั้งที่ให้สิทธิ์พิเศษกับคนมีทรัพย์สิน (2) สภา โซเวียด ที่มีผู้แทนของคนงานกับทหาร และเป็นสภาที่ต้องจัดการประสานงานการบริหารเมืองและการแจกจ่ายอาหารในชีวิตประจำวัน

สภาโซเวียด

ในเดือนกุมภาพันธ์ รัฐสภา Duma สามารถตั้ง “รัฐบาลชั่วคราว” ของคนชั้นกลางได้ เพราะสภาโซเวียดยินยอม แต่พอถึงเดือนตุลาคม สภาโซเวียดเป็นผู้ก่อตั้งรัฐบาลใหม่ของชนชั้นกรรมาชีพ

สภาโซเวียด

ในการปฏิวัติอังกฤษ ฝรั่งเศส และอเมริกา ชนชั้นนายทุนและผู้มีทรัพย์สิน มีส่วนในการล้มอำนาจเก่า ทั้งๆ ที่เริ่มลังเลใจหลังจากที่การปฏิวัติเริ่มก้าวหน้าสุดขั้วมากขึ้น แต่ในการปฏิวัติรัสเซีย ชนชั้นนายทุนเข้ากับอำนาจเก่าของกษัตริย์ซาร์ตลอด เพราะกลัวพลังของชนชั้นกรรมาชีพ ซึ่งเป็นชนชั้นใหม่ที่เกิดขึ้นในระบบทุนนิยม

ในเดือนกุมพาพันธ์ พรรคสังคมนิยมสองพรรค คือพรรคบอลเชวิค กับพรรคเมนเชวิค ยังเชื่อว่าการปฏิวัติต้องเป็นเพียงการปฏิวัตินายทุน โดยที่ เมนเชวิค มองว่าชนชั้นกรรมาชีพต้องช่วยนายทุน แต่ บอลเชวิค มองว่ากรรมาชีพต้องนำการปฏิวัติ ดังนั้น บอลเชวิค อย่าง สตาลิน กับ มอลอทอฟ จาก เมนเชวิค และนักสังคมนิยมจำนวนมาก เสนอให้สภาโซเวียดสนับสนุนรัฐบาลชั่วคราวของพวกชนชั้นกลาง ในขณะที่กรรมกรพื้นฐานไม่พอใจและไม่ไว้ใจรัฐบาลใหม่ ในช่วงนั้น ทั้ง เลนิน และตรอทสกี ซึ่งมีความคิดว่ากรรมาชีพต้องยึดอำนาจรัฐและปฏิวัติสังคมนิยม ยังอยู่นอกประเทศ

การบริหารของรัฐบาลชั่วคราวของคนชั้นกลาง ภายใต้นักสังคมนิยมปฏิรูปชื่อ คาเรนสกี้ กลายเป็นที่ไม่พอใจของมวลชน ทั้งในหมู่ทหารที่เป็นลูกหลานเกษตรกร เกษตรกรเอง และคนงานกรรมาชีพ เพราะรัฐบาลนี้ต้องการทำสงครามต่อและไม่ยอมแก้ไขปัญหาอะไรเลย

ทหารรัสเซียกับเยอรมันกอดกันฉลองการยุติสงครามโดยบอลเชวิค

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งนี้ สมาชิกพรรคสังคมนิยม “เมนเชวิค” ส่วนใหญ่สนับสนุนสงคราม ในขณะที่พรรคสังคมนิยม “บอลเชวิค” ของ เลนิน คัดค้านสงคราม เลนิน เสนอมาตลอดว่าเป้าหมายในการเคลื่อนไหวของพรรค ไม่ใช่เพื่อไปสนับสนุนปัญญาชนฝ่ายซ้าย หรือผู้นำสหภาพแรงงานในระบบรัฐสภาทุนนิยม แต่เพื่อที่จะสร้างเครือข่ายนักปฏิวัติของชนชั้นกรรมาชีพที่จะล้มระบบทุนนิยม นี่คือสาเหตุที่พรรคบอลเชวิคได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างมากในหมู่กรรมกรเมือง เพทโทรกราด ซึ่งเป็นเมืองที่มีอุตสาหกรรมทันสมัย และในบางแห่งมีโรงงานขนาดใหญ่กว่าในสหรัฐอเมริกาอีก

มีอีกพรรคหนึ่งที่มีความสำคัญในยุคนั้นคือ “พรรคปฏิวัติสังคม” ซึ่งไม่ใช่พรรคมาร์คซิสต์ แต่เติบโตมาจากแนวลุกฮือของนักสู้ชนชั้นกลางกลุ่มเล็กๆ เดิมพรรคนี้มีฐานเสียงในชนบทในหมู่เกษตรกรยากจน แต่เมื่อแกนนำพรรคไปสนับสนุนสงครามและรัฐบาลชั่วคราวของคนชั้นกลาง โดยไม่แก้ไขปัญหาในชนบท เริ่มมีสมาชิกพรรคจำนวนมากแยกตัวออกไปตั้ง “พรรคปฏิวัติสังคมซีกซ้าย”

เลนินเดินทางกลับถึงรัสเซีย

ในตอนแรกพรรคบอลเชวิคเต็มไปด้วยความสับสนเพราะแกนนำ อย่าง สตาลิน ไปสนับสนุนรัฐบาลชั่วคราวของคนชั้นกลาง ในขณะที่คนงานรากหญ้าไม่พอใจ แต่เมื่อ เลนิน เดินทางกลับเข้าสู่รัสเซีย และเริ่มโจมตีนโยบายเก่าของแกนนำบอลเชวิค เริ่มเรียกร้องให้โซเวียดล้มรัฐบาล และเริ่มรณรงค์ต่อต้านสงครามอย่างเป็นระบบ พรรคบอลเชวิคก็ขยายฐานเสียงในเมือง เพทโทรกราด อย่างรวดเร็ว จากเดิมที่พรรคปฏิวัติสังคมมีเสียงข้างมากในสภาโซเวียด พอถึงวันประชุมใหญ่ครั้งที่สองในวันที่ 25 ตุลาคม 1917 (ตามปฏิทินรัสเซียสมัยนั้น) ปรากฏว่าพรรคบอลเชวิคได้ 53% ของผู้แทน และพรรคปฏิวัติสังคมซีกซ้ายได้อีก 21% รวมเป็น 74% ของผู้แทนที่ต้องการปฏิวัติสังคมนิยม

เลนินกับตรอทสกี้

ก่อนที่จะถึงจุดนั้น มีการเดินหน้าถอยหลัง เช่นช่วงเดือนกรกฏาคมมีการลุกฮือของทหารและคนงานที่ถูกรัฐบาลชั่วคราวปราบ และแกนนำบอลเชวิคถูกจำคุกหรือต้องหลบหนี ต่อมานายพล คอร์นิลอฟ พยายามทำรัฐประหารเพื่อก่อตั้งเผด็จการทหารฝ่ายขวา แต่พรรคบอลเชวิคออกมาปกป้องและทำแนวร่วมกับรัฐบาลชั่วคราว เพื่อยับยั้งรัฐประหารจนสำเร็จ ในขณะเดียวกัน การที่บอลเชวิคเป็นอำนาจสำคัญที่สุดในการสู้กับรัฐประหารฝ่ายขวา ทำให้รัฐบาลชั่วคราวหมดสภาพไป พร้อมกันนั้นในชนบท เกษตรกรยากจนไม่รอใคร ตัดสินใจยึดที่ดินมาแจกจ่ายกันเอง นี่คือสภาพสังคมที่สุกงอมกับการปฏิวัติสังคมนิยม

ทหารแดงยึดถนนต่างๆ ในเมือง

การปฏิวัติเดือนตุลาคม ต่างจากการปฏิวัติเดือนกุมภาพันธ์ เมื่อ 8 เดือนก่อน เพราะไม่มีความวุ่นวาย ยิงกันน้อยมาก และไม่มีใครตาย สาเหตุไม่ใช่เพราะ “เป็นการทำรัฐประหาร” อย่างที่นักประวัติศาสตร์บางคนอ้าง แต่เป็นเพราะเป็นการปฏิวัติโดยมวลชนที่มีการประสานกัน ผ่านองค์กรที่ได้รับการเลือกตั้งโดยตรงจากคนงาน ทหารเกณฑ์ และเกษตรกร องค์กรนี้ชื่อ “คณะกรรมการทหารปฏิวัติของโซเวียดเมือง เพทโทรกราด” องค์กรปฏิวัตินี้ ซึ่งมีผู้แทนส่วนใหญ่เป็นสมาชิกพรรคบอลเชวิค สามารถตัดสินใจด้วยความชอบธรรม เพราะมวลชนเลือกมาในระบบที่ถอดถอนผู้แทนได้เสมอ และเมื่อมีคำสั่งจากองค์กรนี้ มวลชนทุกฝ่ายก็จะทำตาม เพราะเป็นองค์กรของมวลชน ซึ่งต่างจากรัฐบาล “ชั่วคราว” โดยสิ้นเชิง

สมาชิกพรรคบอลเชวิคแจกใบปลิว

สิ่งที่เกิดขึ้นในรัสเซียในเดือนตุลาคม 1917 มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะที่แล้วมาในการปฏิวัติฝรั่งเศสปี 1789 หรือในการลุกฮือที่ฝรั่งเศสปี 1848 และ 1871 คนงานกับคนจนในปารีสเป็นพลังสำคัญ แต่ถูกแย่งอำนาจไปโดยชนชั้นนายทุนหรือถูกปราบปรามอย่างหนัก ในรัสเซียครั้งนี้ สภาของชนชั้นกรรมาชีพ ทหาร และเกษตรกรรายย่อย สามารถยึดอำนาจรัฐในประเทศที่มีประชากร 160 ล้านคน มันเป็นการพิสูจน์ว่าเราสามารถสร้างระบบสังคมนิยมโลกได้

อย่างไรก็ตามแกนนำการปฏิวัติสังคมนิยม อย่าง เลนิน หรือ ตรอทสกี เข้าใจดีว่าเขาเผชิญหน้ากับปัญหามหาศาล รัสเซียเป็นประเทศล้าหลังที่มีความก้าวหน้ากระจุกอยู่ที่แค่เมือง เพทโทรกราด เกษตรกรจำนวนมากของรัสเซียไม่ได้สนับสนุนการปฏิวัติสังคมนิยมเพราะอุดมการณ์ แต่เขาสนับสนุนการปฏิวัติเพราะมันนำไปสู่การกระจายที่ดินไปสู่เกษตรกร ซึ่งไม่ต่างจากสิ่งที่เกิดในการปฏิวัติทุนนิยมที่ฝรั่งเศส ดังนั้นถ้าการปฏิวัติสังคมนิยมนี้จะได้รับการสนับสนุนยาวนานถาวรจากเกษตรกร ต้องมีการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตของเกษตรกร แต่สิ่งนี้ทำไม่ได้ในรัสเซีย โดยเฉพาะในช่วงที่มีความเสียหายจากสงคราม ถ้าจะทำ ต้องทำผ่านการขยายการปฏิวัติไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่นเยอรมัน ซึ่งในประเทศต่างๆ ของยุโรปตะวันตกก็มีการลุกฮือกบฏและต่อต้านสงครามมากพอสมควร

เลนิน ฟันธงไปเลยว่าถ้าไม่มีการปฏิวัติในเยอรมัน การปฏิวัติรัสเซียจะไปไม่รอด ในต้นปี 1918 มีการลุกฮือนัดหยุดงานโดยคนงาน ห้าแสนคน ในอุตสาหกรรมเหล็กของ ออสเตรีย และเยอรมัน แต่คนงานเหล่านี้ไปหลงไว้ใจผู้นำพรรคสังคมนิยมปฏิรูป SPD และผลคือผู้นำเหล่านั้นหักหลังคนงาน โรซา ลัคแซมเบอร์ ซึ่งตอนนั้นติดคุกอยู่ เพราะต้านสงคราม เขียนว่า “ผู้นำพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยเป็นพวกขี้ขลาดที่แย่ที่สุด เพราะพร้อมจะนิ่งเฉยปล่อยให้รัสเซียตาย”

การที่แกนนำพรรค SPD เยอรมันหักหลังคนงานและทำลายกระแสนัดหยุดงาน ซึ่งอาจขยายไปเป็นการปฏิวัติได้ เป็นการเปิดโอกาสให้นายพลเยอรมันส่งทหารบุกเข้าไปยึดพื้นที่ยูเครน ซึ่งเป็นแหล่งผลิตอาหารที่สำคัญของรัสเซีย นอกจากนี้กองทัพของอังกฤษ ฝรั่งเศส เชค และญี่ปุ่น บุกเข้าไปยึดส่วนต่างๆ ของรัสเซียเช่นกัน และในไม่ช้าพรรคเมนเชวิค และพรรคปฏิวัติสังคม ภายในรัสเซียเอง ก็เริ่มจับอาวุธเพื่อทำลายการปฏิวัติ ในสภาพเช่นนี้พรรคบอลเชวิคต้องตัดสินใจใช้มาตรการเด็ดขาด ทั้งในลักษณะเผด็จการและในลักษณะการทหาร เพื่อเอาชนะศัตรู

อย่างไรก็ตาม การปฏิวัติสังคมนิยมไม่ได้พ่ายแพ้ต่อกองทัพและศัตรูเหล่านี้ เพราะคนจนส่วนใหญ่ในรัสเซียสนับสนุนการปฏิวัติและพร้อมจะสู้เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของเขา ลีออน ตรอทสกี สามารถรวบรวมคนงานและทหารเพื่อก่อตั้ง “กองทัพแดง” ที่เอาชนะ “กองทัพขาว” ทั้งหลายได้ แต่ชัยชนะของนักปฏิวัติรัสเซียเป็นชัยชนะราคาแพง

การที่ต้องระดมพลเพื่อสร้างกองทัพแดง และเพื่อเอาชนะฝ่ายตรงข้าม ในสภาพที่เศรษฐกิจย่ำแย่ หมายความว่าพลังการผลิตของชนชั้นกรรมาชีพสูญหายไป เพราะโรงงานต่างๆ ต้องปิด และกองกำลังแดงกับพรรคคอมมิวนิสต์ (พรรคบอลเชวิคเปลี่ยนชื่อเป็นพรรคคอมมิวนิสต์) กลายเป็นอำนาจที่ลอยอยู่เหนือสังคม และตลอดเวลา แกนนำพรรครอและหวังว่าจะมีการปฏิวัติในประเทศอุตสาหกรรมตะวันตก เพื่อมาช่วยกู้สถานการณ์ในรัสเซีย แต่ในที่สุดเขาต้องผิดหวัง

สภาพแบบนี้เปิดทางให้ สตาลิน สามารถยึดอำนาจได้หลังจากที่เลนินตาย และสตาลินก็เดินหน้าทำลายสิทธิเสรีภาพและสังคมนิยมในรัสเซียอย่างถอนรากถอนโคน แต่การสร้างเผด็จการของสตาลินจำต้องอาศัยการโกหกหลอกลวงอันยิ่งใหญ่ เพราะมีการอ้างว่ารัสเซียยังเป็นสังคมนิยม ทั้งๆ ที่ชนชั้นกรรมาชีพถูกกดขี่ขูดรีดอย่างหนักในระบบใหม่ที่เขาสร้างขึ้นซึ่งเป็นเผด็จการ “ทุนนิยมโดยรัฐ” นอกจากนี้มีการสร้างรูปปั้นเลนินทั่วประเทศ เพื่อสร้างภาพเท็จว่าแนวของสตาลินคือแนวเดียวกับเลนิน มีแค่ตรอทสกี้เท่านั้นที่พยายามรักษาอุดมการณ์เดิมของการปฏิวัติ แต่ในที่สุดเขาก็โดนคนของสตาลินตามไปฆ่าที่เมคซิโก

ทุกวันนี้การปฏิวัติล้มระบบทุนนิยมเพื่อสร้างสังคมนิยมเป็นสิ่งที่จำเป็นยิ่ง ถ้ามนุษย์จะปลดแอกตนเอง ในปัจจุบันชนชั้นกรรมาชีพทั่วโลกขยายตัวอย่างรวดเร็วและเป็นพลังสำคัญในการสร้างสังคมนิยม แต่สังคมนิยมจะสร้างได้ก็ต่อเมื่อไม่จำกัดอยู่ในประเทศเดียว ต้องมีการขยายไปสู่ประเทศพัฒนาหลายๆ ประเทศทั่วโลก

ต้นกำเนิดทัศนะแย่ๆ ของ อองซานซูจี ต่อชาวโรฮิงญา

ใจ อึ๊งภากรณ์

ในรอบหกสิบปีที่ผ่านมา เผด็จการทหารพม่ากดขี่พลเมืองทั้งในเรื่องประชาธิปไตยและในเรื่องสิทธิเสรีภาพทางเชื้อชาติพร้อมๆกัน และทุกวันนี้ แม้ว่ามีการเลือกตั้งจอมปลอมและ อองซานซูจี ขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศภายใต้อำนาจทหาร สถานการณ์ก็ไม่เปลี่ยนแปลง ล่าสุดรัฐบาลพม่าได้ก่ออาชญากรรมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮิงญา โดยที่ อองซานซูจี แก้ตัวแทนผู้ก่ออาชญากรรมครั้งนี้

หลายคนที่เคยบูชา อองซานซูจี จะสลดใจและผิดหวัง แต่ถ้าเราศึกษาแนวการเมืองของเขา บวกกับประวัติศาสตร์พม่า เราไม่ควรจะแปลกใจในทัศนะและพฤติกรรมแย่ๆ ของ อองซานซูจี แต่อย่างใด

ดินแดนที่เรียกว่าพม่า มีความขัดแย้งทางเชื้อชาติมาตั้งแต่สมัยที่อังกฤษเข้ามาล่าอณานิคม นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้ชื่อ Martin Smith  อธิบายว่าปัญหาทางเชื้อชาติในพม่า รุนแรงขึ้นเมื่อมีการพยายามรวมศูนย์รัฐชาติในยุคหลังเอกราช ในสภาพดั้งเดิมชุมชนต่างๆ มีลักษณะกระจัดกระจายและหลากหลายทางเชื้อชาติ แม้แต่ในยุคท้ายของการปกครองของอังกฤษก็ยังไม่มีการรวมศูนย์อำนาจในพม่าตอนเหนืออย่างสมบูรณ์ และแน่นอนอังกฤษใช้ระบบ “แบ่งแยกเพื่อปกครอง” ซึ่งสร้างความขัดแย้งระหว่างเชื้อชาติต่างๆ อีกด้วย

เมื่อคนงานท่าเรือพม่านัดหยุดงาน อังกฤษนำคนงานเชื้อสายอินเดียเข้ามาทำงานแทน ซึ่งกลายเป็นข้ออ้างอันหนึ่งของพวกนักชาตินิยมพม่า ในการเหยียดคนเชื้อสายอินเดีย นอกจากนี้ขบวนการชาตินิยมพม่ามักเหมารวมคนเชื้อสายอินเดียว่าเป็นพวกปล่อยกู้หน้าเลือด ทั้งๆ ที่ชาวพม่าจำนวนไม่น้อยก็ปล่อยกู้และเก็บดอกเบี้ยในอัตราสูงเช่นกัน

สถิติเกี่ยวกับสถานภาพเชื้อชาติต่างๆ ในพม่าไม่ชัดเจน  แต่ที่สำคัญคือในครึ่งหนึ่งของพื้นที่ประเทศ มีผู้คนอาศัยอยู่ที่ไม่ใช่เชื้อชาติ “พม่า” ซึ่งอาจมีจำนวน 35-50% ของประชากรทั้งหมด อย่างไรก็ตาม การที่ประเทศพม่ามีชาติพันธุ์ที่หลากหลายมานาน ไม่ได้แปลว่ามีความขัดแย้งระหว่างเชื้อชาติโดย “ธรรมชาติ” เพราะมีประวัติอันยาวนานของการดำรงอยู่ด้วยกันอย่างสันติ ยิ่งกว่านั้น Smith มองว่าวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของแต่ละเชื้อชาติไม่ได้ถูกอนุรักษ์แช่แข็งอยู่กับที่ แต่มีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและการปรับตัวระหว่างเชื้อชาติต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เช่นผ่านการค้าขายและการย้ายถิ่นที่อยู่อาศัย

การที่ผู้นำขบวนการชาตินิยมพม่าอย่าง อองซาน (บิดาของ อองซานซูจี) พยายามสร้างรัฐรวมศูนย์ที่คนชาติพันธุ์อื่นๆ ที่ไม่ใช่ชาว “พม่า” มองว่าตนเองจะถูกควบคุมโดยชาว “พม่า” เป็นปัญหาแต่แรก อองซานไม่ยอมรับว่าประชาชนเชื้อชาติต่างๆ นอกจากชาว “พม่า” และชาวฉาน (ไทใหญ่) มีความเป็นชาติจริง และกองทัพกู้เอกราชของอองซาน ถูกกล่าวหาว่าฆ่าเด็กและสตรีกะเหรี่ยงกว่า 1,800 คนในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง  สิ่งเหล่านี้ทำให้เราเข้าใจได้ว่าทำไมขบวนการเชื้อชาติ คะฉิ่น กะเหรี่ยง คะเรนนี่ มอญ ว้า และอะระกัน ไม่ยอมมาร่วมประชุม ปางโหลง (Panglong) ในปี ค.ศ. 1947 เพื่อกำหนดอนาคตของประเทศ และไม่ไว้ใจผู้นำพม่าอย่าง อองซาน และอูนุ แม้แต่พรรคคอมมิวนิสต์พม่าก็ยังไม่มีความอ่อนไหวต่อประเด็นเชื้อชาติเท่าที่ควร

อูนุ ซึ่งขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีหลังจากที่ อองซาน ถูกยิงตาย มีนโยบายระหว่างปี ค.ศ. 1954-1956 ที่จะส่งเสริมศาสนาพุทธให้เป็นศาสนาประจำชาติ และประกาศว่าพม่าใช้การปกครองที่อิง “พุทธสังคมนิยม” ซึ่งนโยบายดังกล่าวสร้างความแตกแยกและความไม่พอใจในหมู่ชนชาติอื่นๆ ที่ ไม่นับถือพุทธ  ยิ่งกว่านั้นเมื่อนายพลเนวินทำรัฐประหารยึดอำนาจรัฐในปี ค.ศ. 1962 มีการใช้กำลังในการบังคับรวมศูนย์ประเทศมากขึ้น เพราะกองทัพพม่าไม่ยอมพิจารณาสิทธิใดๆ ของกลุ่มชาติพันธุ์ในการปกครองตนเองเลย

การเน้นศาสนาพุทธแบบสุดขั้วบวกกับการเหยียดหยามคนเชื้อสายอินเดีย นำไปสู่การสร้างกระแสเกลียดชังชาวมุสลิม โดยเฉพาะชาวโรฮิงญา ซึ่งเป็นคนที่มีเชื้อสายเดียวกับชาวบังคลาเทศ แต่อาศัยอยู่ในดินแดนที่ปัจจุบันเรียกว่าพม่ามาตลอด

ในยุคปัจจุบันขบวนการเชื้อชาติต่างๆ ไม่ค่อยไว้ใจ นางอองซานซูจี เพราะเขามีจุดยืนเกี่ยวกับเชื้อชาติที่เน้นแต่ความเป็นใหญ่ของชาว “พม่า” ไม่ต่างจากจุดยืนของพ่อ ในอดีตในหนังสือของ อองซานซูจี มีการเอ่ยถึงความสามารถของชนชาติอิ่นๆ ในการ “ร้องรำทำเพลง” หรือในการ “เป็นพี่เลี้ยงเด็ก” มากกว่าที่จะเคารพว่าปกครองตนเองได้  และที่สำคัญคือพรรค National League for Democracy (N.L.D.) ของ อองซานซูจี มีนโยบายที่กีดกันคนมุสลิม

จุดยืนล่าสุดของ อองซานซูจี ที่ปล่อยให้มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮิง และคำพูดโกหกของเขาว่าพวกโรฮิงญาไม่ใช่พลเมืองของประเทศพม่า หรือคำโกหกว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นมาจากการ “ก่อการร้าย” ของชาวโรฮิงญา แสดงธาตุแท้ของแนวคิด “พม่านิยม” สุดขั้วของ อองซานซูจี จุดยืนแย่ๆ ของเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับการที่เขาให้ความสำคัญกับการเอาใจทหารเพื่อขึ้นมามีตำแหน่ง และการเอาใจแม้แต่พระสงฆ์ฟาสซิสต์อย่างวีระธู โดยมีวัตถุประสงค์ในการปลุกทัศนะเหยียดคนมุสลิมเพื่อรักษาฐานเสียงของตนเองในหมู่ชาวพุทธอีกด้วย สรุปแล้วจุดยืนของ อองซานซูจี ไม่มีความก้าวหน้าแต่อย่างใด และจะไม่นำไปสู่เสรีภาพของพลเมืองประเทศพม่า ไม่ว่าจะชนชาติใด

[ อ่านเพิ่ม http://bit.ly/1sH06zu

และอ่านประกอบเรื่องทัศนะสังคมไทยต่อผู้ลี้ภัย http://bit.ly/1TUGqhz ]

สถาบันกษัตริย์จะมีความสำคัญน้อยลงในรัชกาลใหม่

ใจ อึ๊งภากรณ์

ทั้งๆ ที่งานศพของนายภูมิพลเป็นงานใหญ่โตมโหฬารที่เปลืองทรัพยากรของชาติมากมาย แต่หลังจากนี้สถาบันกษัตริย์อาจจะมีความสำคัญน้อยลงสำหรับชนชั้นปกครองไทยและกองทัพ

นายภูมิพลเป็นกษัตริย์ที่อ่อนแอ ไร้ความกล้าหาญ บทบาทหน้าที่แท้ของนายภูมิพล คือในการให้ความชอบธรรมกับทุกอย่างที่ชนชั้นปกครองไทยทำ โดยเฉพาะทหาร และนายภูมิพลเต็มใจที่จะเป็นเครื่องมือของทหารที่คอยทำรัฐประหาร กีดกันประชาธิปไตย และถ่วงความเจริญทางเศรษฐกิจของประชาชน นอกจากนี้นายภูมิพลสามารถสะสมทรัพย์สินมหาศาลจากการทำงานของประชาชน จนกลายเป็นคนที่รวยที่สุดในประเทศไทยและกษัตริย์ที่รวยที่สุดในโลก ในขณะเดียวกันนายภูมิพลก็เสนอว่า “ราษฎร” ควรพึงพอใจในความยากจนของตนเอง ผ่านลัทธิ “เศรษฐกิจพอเพียง” ที่ให้ความชอบธรรมกับลัทธิเสรีนิยมกลไกตลาดสุดขั้ว ลัทธินี้เป็นลัทธิโปรดของเผด็จการทหารและพรรคประชาธิปัตย์

แต่นายวชิราลงกรณ์แตกต่างจากพ่อ เขามีพฤติกรรมผิดเพี้ยนซึ่งทำให้คนส่วนใหญ่ รวมถึงพวกทหารและพวก “รักเจ้า” ไม่สามารถเคารพเขาได้ นอกจากนี้เขาไม่สนใจเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง หรือสังคม เพราะอยากจะเสพสุขอย่างเดียว ลักษณะแบบนี้ทำให้เขาอ่อนแอทางอำนาจยิ่งกว่าพ่ออีก และสร้างปัญหาสำหรับทหารในการใช้ตัวเขาเพื่อให้ความชอบธรรมกับเผด็จการหรือสิ่งอื่นๆ ที่ทหารทำ

ดังนั้นเผด็จการทหารกำลังแสวงหาสิ่งที่จะเข้ามาใช้งานได้แทนบทบาทเดิมของกษัตริย์ สิ่งนี้คือ “ยุทธศาสตร์แห่งชาติ”

“ยุทธศาสตร์แห่งชาติ” เป็นแผนเพื่อต่ออายุอิทธิพลของเผด็จการทหารออกไปในอนาคตอันไกล มันมีการร่างขึ้นเพื่อเป็น “หลักการศักดิ์สิทธิ์” ที่ไม่มีใครค้านได้ “ยุทธศาสตร์แห่งชาติ” นี้มีสถานภาพเหนือกฏหมายทุกฉบับและสถาบันสาธารณะทุกแห่ง ประยุทธ์กับพรรคพวกได้แต่งตั้งตนเองเป็นหัวหน้าคณะกรรมการยุทธศาสตร์แห่งชาติ โดยที่ศาลเตี้ยรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมการเลือกตั้ง จะช่วยในการบริหารและปรามคนที่คิดต่าง

“ยุทธศาสตร์แห่งชาติ” ถูกสร้างขึ้นภายใต้ข้ออ้างเท็จว่ามันจะปฏิรูปการเมือง สร้างความสามัคคีปรองดอง และป้องกันไม่ให้มีความวุ่นวาย นอกจากนี้มันเป็นหลักประกันว่า “คนดี” ที่รักและเคารพเผด็จการ จะเข้ามาบริหารบ้านเมือง

แน่นอนพวกชนชั้นปกครองไทยจะยังคงใช้ลัทธิล้าหลัง “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” ต่อไป และจะใช้กฏหมาย 112 กับคนที่ไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ทหารทำ แต่ “ยุทธศาสตร์แห่งชาติ” จะมีความสำคัญมากขึ้นจนอาจเทียบเท่าฐานะและความศักดิ์สิทธิ์ของกษัตริย์ภูมิพลในอดีต

เราไม่ควรแปลกใจที่บทบาทของกษัตริย์เปลี่ยนไป เพราะมันไม่เคยเป็นสิ่งที่แช่แข็งหยุดนิ่ง ในสมัยก่อน ๑๔ ตุลา ๒๕๑๖ การให้ความชอบธรรมกับเผด็จการทหาร จะมาจากการปลุกผีคอมมิวนิสต์ และการอ้างถึงความสำคัญของลัทธิ “ชาติ ศาสนา กษัตริย์” กษัตริย์ภูมิพลในยุคนั้นเป็นสัญญลักษณ์ของการต่อต้านคอมมิวนิสต์มากกว่าสิ่งอื่น และเป็นแค่ปัจจัยหนึ่งในลัทธิทหาร การปั้นนายภูมิพลขึ้นมาเป็นผู้อัจฉริยะในทุกด้าน และอาการคลั่งกษัตริย์และเชิดชูเขาเป็นเทวดา พึ่งเกิดขึ้นในช่วงที่คอมมิวนิสต์หมดสภาพ ในยุคนั้นนายภูมิพลกลายเป็นอะไรที่สำคัญกว่าชาติหรือศาสนาสำหรับความชอบธรรมของชนชั้นปกครอง

นอกจากนี้การใช้กฏหมาย 112 ในลักษณะที่ไม่ได้ปกป้องตัวกษัตริย์โดยตรง ก็เกิดขึ้นภายหลังรัฐประหาร ๑๙ กันยา โดยที่ทหารใช้ 112 กับคนที่วิจารณ์หรือต่อต้านรัฐประหาร และล่าสุดเราก็เห็นข่าวที่ ส.ศิวรักษ์ โดนคดี 112 เพราะเสนอว่ายุทธหัตถีของพระนเรศวรอาจไม่เคยเกิดขึ้นจริง ในกรณีนี้  ส.ศิวรักษ์ กำลังท้าทายลัทธิชาตินิยมไทยสุดขั้ว ที่ถูกสร้างขึ้นมาผ่านนิยายเรื่องกษัตริย์ในอดีต และลัทธิชาตินิยมแบบนี้ก็มีความสำคัญกับทหารพอสมควร

และทุกวันนี้มีการขยายกฏหมายเผด็จการแบบ112ไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญอีกด้วย คือถ้าใครวิจารณ์ก็มีสิทธิ์ติดคุก บทบาทของศาลรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ควบคู่กับยุทธศาสตร์แห่งชาติ และศาลนี้เคยร่วมมือกับทหารในการล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

ถ้าเราศึกษาประวัติศาสตร์ประเทศอินโดนีเซีย เราจะเห็นอะไรที่คล้ายๆ หลัก “ยุทธศาสตร์แห่งชาติ” ของประยุทธ์ นั้นคือลัทธิปัญจศีลา (Pancasila) ลัทธินี้จัดตั้งขึ้นมาเป็นลัทธิศักดิ์สิทธิ์ของชาติ โดยประธานาธิบดีซุการ์โน ต่อมามีการใช้อย่างเคร่งครัดโดยเผด็จการของนายพลซุฮาร์โต ผู้นำอินโดนีเซียที่ใช้ลัทธิปัญจศีลา มักจะเอ่ยถึงยุคความวุ่นวายหลังอินโดนีเซียได้เอกราช และในรูปธรรมปัญจศีลาถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกดขี่ปราบปรามฝ่ายซ้าย กลุ่มศาสนาที่รัฐไม่เห็นด้วย ผู้ที่ต้องการแยกประเทศเพื่ออิสรภาพ และ ถูกใช้เพื่อลดสิทธิเสรีภาพประชาธิปไตยภายใต้อำนาจเผด็จการอีกด้วย [อ่านเพิ่มบทที่ 6 เรื่องปัญจศีลา http://bit.ly/1sH06zu ]

ในกรณีไทย พวกชนชั้นปกครองฝ่ายอนุรักษ์นิยมจะสร้างความชอบธรรมกับตนเอง ด้วยการเอ่ยถึง “ยุทธศาสตร์แห่งชาติ” เหมือนกับว่ามันเป็นกฏหมายศักดิ์สิทธิ์ที่พระเจ้าบนฟ้าประทานให้ ทั้งๆ ที่มันเป็นแค่เอกสารที่พวกทหารเขียนขึ้นเอง

พูดง่ายๆ ทหารจะพยายามให้ “ยุทธศาสตร์แห่งชาติ” เป็น “กษัตริย์” รูปแบบใหม่ ส่วนกษัตริย์วชิราลงกรณ์ก็จะเสพสุขที่เยอรมันต่อไปและทหารคงหวังว่าเขาจะอยู่อย่างเงียบๆ โดยไม่สร้างข่าวอื้อฉาวบ่อยเกินไป

เผด็จการจะสำเร็จหรือไม่ในความพยายามเกี่ยวกับ “ยุทธศาสตร์แห่งชาติ”  ขึ้นอยู่กับว่าพลเมืองไทยส่วนใหญ่ยอมรับแนวของเผด็จการหรือไม่ และถ้าเราต้องการประชาธิปไตยที่แท้จริง เราจะต้องรณรงค์และสร้างขบวนการที่สามารถต่อต้านแนวคิดแบบนี้ของทหารอย่างจริงจัง

บทความยาวเรื่องนี้ภาษาอังกฤษ http://bit.ly/2xGDiSu 

ทำไมพวกนายพลเผด็จการไม่ละอายใจที่จะพูดขยะ?

ใจ อึ๊งภากรณ์

ตลอดเวลาที่เผด็จการทหารชุดนี้ครองอำนาจ พวกนายพลในคณะเผด็จการชอบออกมาพูดขยะเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นประยุทธ์หรือประวิตร ดูเหมือนจะแข่งกันหาคำพูดขยะมาเสนอต่อประชาชนตลอด เช่นการอ้างว่าเขาปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่ไม่มีการเลือกตั้ง หรือการประกาศว่าตนเป็นนักประชาธิปไตย ทั้งๆ ที่ยึดอำนาจผ่านการทำรัฐประหาร

คำถามคือพวกโจรใส่เครื่องแบบเหล่านี้ ทำไมหน้าด้านไม่ละอายใจที่จะพูดแบบนี้ในเวทีสาธารณะ คำตอบที่อยากจะให้คือ “เพราะมันโง่” แต่นั้นคงไม่จริง มันคงมีสาเหตุอื่นอยู่เบื้องหลัง

ในแง่สำคัญพวกเผด็จการป่าเถื่อนเหล่านี้มันก้าวร้าวและหยิ่ง ความหยิ่งของอันธพาลสามัญย่อมมาจากการถืออาวุธ เผด็จการทหารก็ไม่ต่างออกไป เวลาถือปืนจะพูดขยะอะไรก็ได้ เพราะไม่ค่อยมีคนกล้าเถียงหรือวิจารณ์ และในกรณีที่มีใครกล้าเถียงก็จะจับไป “ปรับทัศนคติ” ในค่ายทหาร หรือยัดข้อหา 112

ในอีกแง่หนึ่ง คณะเผด็จการ ไม่จำเป็นต้องถูกประชาชนตรวจสอบผ่านระบบเลือกตั้ง มันเลยคิดจะพูดอะไรก็ได้ แล้วแต่อารมณ์ แต่นักการเมืองที่ต้องลงสมัครรับเลือกตั้งจะต้องคำนึงถึงความเห็นของประชาชนต่อสิ่งที่ตนเองพูดหรือกระทำเสมอ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่มีวุฒิภาวะในการเลือกนักการเมือง

ในแง่ที่สาม พวกคณะเผด็จการอาจคิดว่าพลเมืองไทยโง่ และพร้อมจะเชื่อขยะทุกรูปแบบที่ออกมาจากปากทหาร แต่ในความเป็นจริงคนส่วนใหญ่คนไม่สนใจคำพูดของพวกนี้เท่าไร และมองว่าโกหกหรือไร้สาระ

แต่นอกจากนี้ มันอาจมีอีกเหตุผลหนึ่งที่คณะเผด็จการชอบพูดว่ามันเป็นนักประชาธิปไตย เพราะตอนนี้มันกำลังออกแบบระบบประชาธิปไตยจอมปลอมแบบพม่า คือจะมีการเลือกตั้งเป็นพิธีกรรม เพื่อดูดี ภายในกรอบที่จำกัดสิทธิเสรีภาพโดย “ยุทธศาสตร์แห่งชาติ” ที่มันร่างเอง และ “คณะกกรมการยุทธ์ศาสตร์แห่งชาติ” ที่มันใช้เป็นเครื่องมือเพื่อสืบทอดอำนาจ ตรงนี้เป้าหมายของการพูดถึงประชาธิปไตยบ่อยๆ คือการสร้างภาพลวงตา เพื่อให้คนไทยบางส่วน โดยเฉพาะคนชั้นกลาง หลอกตัวเองว่าในอนาคตไทยจะเป็นประชาธิปไตยของ “คนดี”

พวกทหารอาจคำนวณว่าภาพลวงตานี้อาจเพียงพอที่จะเป็นข้อแก้ตัวสำหรับรัฐบาลตะวันตก รัฐบาลตะวันตกต้องการเหลือเกินที่จะยอมรับว่าไทย “กลับสู่ประชาธิปไตยแล้ว” ทั้งๆ ที่ใครๆ คงมองออกว่ามันไม่ใช่ การแสวงหาข้อแก้ตัวเพื่อให้รัฐบาลตะวันตกกลับมาคบผู้นำไทยเป็นเรื่องสำคัญสำหรับรัฐบาลเหล่านั้น เพราะจริงๆ แล้วการพูดว่าไม่ยอมรับรัฐบาลเผด็จการของไทย บ่อยครั้งเป็นคำพูดนามธรรมเพื่อให้ดูดีในสายตาพลเมืองตะวันตก

ในความเป็นจริง เราเห็นว่ารัฐบาลอังกฤษพร้อมจะเชิญคนอย่างประวิตร ไปเที่ยวงานขายอาวุธที่ลอนดอน ซึ่งเป็นโอกาสทองสำหรับนายพลหน้าหมูคนนี้ ที่จะคบค้าสมาคมกับทรราชจากทั่วโลกที่ไปเที่ยวงานเดียวกัน แล้วในที่สุดทหารไทยก็จะได้อาวุธเพิ่มและบริษัทตะวันตกจะได้กำไร

ส่วนรัฐบาลสหรัฐ ก็ผูกมิตรกับประยุทธ์มือเปื้อนเลือดและพร้อมจะขายอาวุธให้ นอกจากนีั้มีการฝึกทหารร่วมกับกองทัพไทยอีกด้วย

ในแวดวงการทูตต่างๆ ของรัฐบาลทั่วโลก อุดมการณ์ประชาธิปไตยมักจะไม่มีความสำคัญ ที่สำคัญคือการแข่งกันระหว่างมหาอำนาจ เช่นการแข่งกันระหว่างจีนกับสหรัฐเพื่อมีอิทธิพลในภูมิภาคเอเชีย และการหาโอกาสที่จะค้าขายสร้างกำไรให้กลุ่มทุนของประเทศตนเองก็เป็นเรื่องสำคัญ นี่คือสาเหตุที่รัฐบาลตะวันตกขายอาวุธให้ทรราชทั่วโลกโดยไม่เลือกหน้า

เราหนีไม่พ้นข้อสรุปว่า ถ้าเราจะกำจัดอิทธิพลและมรดกของเผด็จการ เพื่อสร้างประชาธิปไตยแท้ คนไทยจะต้องรวมตัวกันปลดแอกตนเอง จะไม่มีใครทำให้ และนอกจากนี้เราหวังอะไรไม่ได้เลยจากพรรคพวกของทักษิณอีกด้วย เพราะเขาแช่แข็งทำลายการต่อสู้มาหลายปีแล้ว

จาก คาทาโลเนีย ถึงปาตานี

ใจ อึ๊งภากรณ์

การต่อสู้ของชาวคาทาโลเนีย[1]เพื่อแยกตัวออกจากรัฐสเปน และก่อตั้งสาธารณรัฐอิสระ เป็นการต่อสู้เพื่อเสรีภาพพื้นฐานของพลเมืองในการกำหนดอนาคตตนเอง และเราทุกคนที่รักเสรีภาพประชาธิปไตยควรจะสนับสนุนโดยไม่มีเงื่อนไข ในลักษณะเดียวกันเราควรสนับสนุนชาวมาเลย์มุสลิมในปาตานีที่ต้องการเสรีภาพจากรัฐไทย

การปราบปรามชาวคาทาโลเนียที่เพียงแต่ต้องการจะไปลงประชามติ โดยรัฐสเปนที่ใช้ตำรวจปราบจลาจลระดับชาติ และกองกำลัง Guardia Civil นำไปสู่การกระทำอันความป่าเถื่อนของฝ่ายรัฐสเปน

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีการนัดหยุดงานทั่วไปเพื่อเป็นการประท้วง และก่อนหน้านั้นกรรมาชีพดับเพลิงและกรรมาชีพท่าเรือมีบทบาทในการพยายามปกป้องประชาชนจากความป่าเถื่อนของตำรวจ

ข้ออ้างของรัฐบาลพรรคอนุรักษ์นิยมของสเปนคือ รัฐธรรมนูญที่เขียนไว้ภายใต้อิทธิพลของนายพลฟรังโกซึ่งเป็นผู้นำเผด็จการฟาสซิสต์ เขียนไว้ว่าประเทศสเปนจะแบ่งแยกไม่ได้ ซึ่งไม่ต่างเลยจากรัฐธรรมนูญไทย เพราะไทยมีมาตราแบบนี้มาตั้งแต่เผด็จการฝ่ายขวาของไทยขึ้นมามีอำนาจ อย่าลืมว่ารัฐธรรมนูญปี ๒๕๗๕ ที่ร่างขึ้นภายใต้อิทธิพลของ อ. ปรีดี ไม่มีมาตราดังกล่าวเลย และ อ. ปรีดี เคยสนับสนุนการปกครองตนเองของชาวปาตานีอีกด้วย ดังนั้นการต่อสู้ของชาวคาทาโลเนีย มีประเด็นที่อาจทำให้เราเข้าใจว่าทำไมเราควรสนับสนุนสิทธิเสรีภาพของชาวปาตานีที่จะกำหนดอนาคตตนเอง

กษัตริย์ราชวงอื้อฉาวของสเปนได้ออกมาด่าชาวคาทาโลเนียอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งไม่ต่างจากราชินีไทยที่เคยพูดว่าอยากจับปืนสู้กับขบวนการต้านรัฐไทยในกรณีปาตานี

ถ้าเราจะเข้าใจเหตุการณ์ในคาทาโลเนียในขณะนี้เราต้อง ศึกษาประวัติศาสตร์การปฏิวัติสเปน

ในปี 1936 นายพล ฟรังโก พยายามทำรัฐประหารฟาสซิสต์เพื่อล้มรัฐบาล “สาธารณรัฐ” ของสเปนที่มาจากการเลือกตั้ง  ซึ่งรัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลแนวร่วมระหว่างพรรคนายทุนและพรรคฝ่ายซ้าย แต่ชนชั้นกรรมาชีพ พรรคฝ่ายซ้าย และองค์กรอนาธิปไตยสเปน ลุกฮือจับอาวุธจากกองทัพเพื่อต่อสู้กับฟรังโกและพวกฟาสซิสต์ การต่อสู้ในขั้นตอนแรกมีรูปแบบการยึดเมือง ยึดสถานที่ทำงาน และยึดที่ดินในชนบท มันเป็นการพยายามปฏิวัติล้มระบบทุนนิยมพร้อมๆ กับการต่อสู้กับทหารเผด็จการ

นักเขียนชื่อ จอร์ช ออร์เวล ในหนังสือ “แด่คาทาโลเนีย” อธิบายจากประสบการณ์โดยตรงในคาทาโลเนียว่า “มันเป็นครั้งแรกที่ข้าพเจ้าเห็นเมืองที่ชนชั้นกรรมาชีพเป็นใหญ่ ทุกตึด ทุกสถานที่ทำงาน ถูกกรรมาชีพยึดแล้วเปลี่ยนเป็นสหกรณ์การผลิต แม้แต่คนขัดรองเท้าข้างถนนยังมีสหกรณ์ คนเสริฟอาหาร และคนขายของตามร้านค้า ที่เคยก้มหัวให้ลูกค้าหรือคนรวย จะยืนตรงและกล้ามองหน้าทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน มีการเลิกใช้ภาษาของผู้น้อยต่อผู้ใหญ่ รถยนต์ส่วนตัวไม่มีเหลือ กลายเป็นของส่วนรวมหมด และคนชั้นกลางและคนรวยหายไปจากเมือง ทุกคนมีความหวังในอนาคตอันสดใสที่มีการปลดแอกมนุษย์… มนุษย์กำลังพยายามทำตัวเป็นมนุษย์ที่แท้จริง”

ท่ามกลางกระแสการปฏิวัตินี้ มีสถานการณ์ “อำนาจคู่ขนาน” เกิดขึ้น ในเมือง บาซาโลนา อย่างที่เคยเกิดในรัซเสียเมื่อต้นปี 1917 คือมีรัฐบาล “พรรคสาธารณรัฐ” ที่เป็น “อำนาจทางการ” แต่อำนาจจริงอยู่ในมือของสหภาพแรงงาน องค์กรอนาธิปไตย (CNT) และพรรคฝ่ายซ้าย “สามัคคีแรงงานมาร์คซิสต์” (POUM) ที่เป็นฝ่ายปฏิวัติ ปัญหาคือองค์กรการเมืองสององค์กรหลักของกรรมาชีพคาทาโลเนีย ไม่ยอมตั้งสภาคนงาน เพื่อรวมศูนย์อำนาจกรรมาชีพ และล้มระบบเก่าเพื่อสร้างรัฐใหม่ พวกอนาธิปไตยมีอิทธิพลมากที่สุด และเขาไม่เห็นด้วยกับการรวมศูนย์อำนาจหรือการสร้างรัฐใหม่

ฝ่ายฟาสซิสต์ได้รับการสนับสนุนจากสถาบันศาสนาคริสต์นิกายแคทอลลิค และได้รับการสนับสนุนด้วยอาวุธ กับเครื่องบินทิ้งระเบิด จากรัฐบาลนาซีในเยอรมันและรัฐบาลพรรคฟาสซิสต์ในอิตาลี่ แต่ประเทศ “ประชาธิปไตย” ตะวันตก อย่างอังกฤษและแม้แต่ฝรั่งเศส ประกาศว่าจะ “เป็นกลาง” อย่างไรก็ตาม มวลชนฝ่ายซ้ายจากยุโรปและทวีปอเมริกาจำนวนมาก เข้าไปเป็นอาสาสมัครในการสู้รบกับฟาสซิสต์ที่สเปน

ในไม่ช้า สตาลิน มีคำสั่งให้พรรคคอมมิวนิสต์สเปน ช่วยยับยั้งการปฏิวัติ และเปลี่ยนการต่อสู้จากการปฏิวัติไปเป็นสงครามทางทหารแบบกระแสหลักกับฝ่ายฟาสซิสต์ “เพื่อประชาธิปไตย” ทั้งนี้เพราะ สตาลิน ต้องการรักษามิตรภาพกับอังกฤษและฝรั่งเศส มีการใช้กองกำลังของรัฐบาล “พรรคสาธารณรัฐ” ในการปราบพวกอนาธิปไตย (CNT) และพรรค “สามัคคีแรงงานมาร์คซิสต์” (POUM) ในเมือง บาซาโลนา

สรุปแล้วการจำกัดการต่อสู้ และการยับยั้งการปฏิวัติ ที่พรรคคอมมิวนิสต์สเปนกระทำ ตามคำสั่งของสตาลิน จบลงด้วยความพ่ายแพ้และโศกนาฏกรรม เพราะเผด็จการฟาสซิสต์ของฟรังโกสามารถครองอำนาจในสเปนถึง 40 ปี

ในขณะที่รัฐบาลฟาสซิสต์ครองอำนาจ มีการกดขี่ประชาชนอย่างหนัก โดยกองกำลังหลักของฟาสซิสต์คือตำรวจ Guardia Civil และคนพื้นเมืองในภูมิภาค คาทาโลเนีย กับ บาส์ค ที่มีภาษาและวัฒนธรรมของตนเอง ถูกห้ามไม่ให้ใช้ภาษาพื้นเมือง

จริงๆ แล้วรัฐสเปนไม่เคยเป็นรัฐเอกภาพ เพราะในหลายพื้นที่มีพลเมืองที่มีภาษาและประวัติศาสตร์ที่แตกต่างกัน ดังนั้นการสร้างรัฐรวมศูนย์ย่อมอาศัยการบังคับด้วยความรุนแรงเสมอ

ล่าสุดกระแสเรียกร้องเสรีภาพของชาวคาทาโลเนียระเบิดขึ้นเมื่อรัฐบาลกลางไม่ยอมปฏิรูปการปกครองเพื่อเพิ่มออำนาจให้กับรัฐบาลท้องถิ่นของ คาทาโลเนีย ผลคือพรรคการเมืองฝ่ายซ้ายและพรรคที่สนับสนุนการแยกประเทศก็ชนะการเลือกตั้งในพื้นที่นี้ รัฐบาลท้องถิ่นของ คาทาโลเนีย พยายามจะนำนโยบายก้าวหน้าหลายอย่างมาใช้ เช่นกฎหมายห้ามการไล่คนจนออกจากบ้านเมื่อไม่สามารถจ่ายค่าเช่า ห้ามตัดไฟบ้านคนจนที่ติดหนี้ กฏหมายเก็บภาษีจากการผลิตไฟฟ้านิวเคลียร์เพื่อส่งเสริมพลังงานทางเลือก กฏหมายที่ส่งเสริมความเท่าเทียมของสตรีในสถานที่ทำงาน และห้ามการลวนลามทางเพศ หรือกฏหมายห้ามการสู้กระทิง แต่ศาลรัฐธรรมนูญสเปนออกมาล้มทุกกฏหมาย

พฤติกรรมศาลรัฐธรรมนูญสเปนก็ไม่ต่างจากศาลรัฐธรรมนูญไทย

ในประเด็นเรื่อง คาทาโลเนีย กับ ปาตานี ส่วนที่คล้ายกันคือรัฐบาลกลางใช้อำนาจและความรุนแรงในการรวมประเทศ และในการเขียนรัฐธรรมนูญเพื่อให้ความชอบธรรมกับการรวมประเทศ โดยไม่เคารพสิทธิเสรีภาพของคนพื้นเมือง และมีการกดขี่ภาษาและวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง มันหมายความว่าเราจะต้องสนับสนุนสิทธิเสรีภาพของชาวมเลย์มุสลิมในปาตานีที่จะกำหนดอนาคตของตนเอง รวมถึงการแยกประเทศด้วย ในขณะเดียวกันพลเมืองทุกคนในปาตานี ไม่ว่าจะเชื้อชาติศาสนาใด ควรจะมีส่วนร่วมในการตัดสินใจว่าจะอาศัยอยู่ในรัฐแบบไหนในอนาคต

สิ่งที่เกิดขึ้นในคาทาโลเนียอาจเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับชาวปาตานีด้วย เพราะในกรณีคาทาโลเนียมีการอาศัยพลังมวลชน รวมถึงพลังกรรมาชีพ ในการต่อสู้ แทนที่จะเน้นกองกำลังติดอาวุธ และการใช้พลังมวลชนดังกล่าวที่คาทาโลเนียมีความเข้มแข็งมาก

[1] คนพื้นเมืองออกเสียงว่า “กาตาลูญญา”