Category Archives: Politics

บทวิเคราะห์ทางการเมือง

บราซิล เมื่อฝ่ายซ้ายหักหลังคนจน ฝ่ายขวามักฉวยโอกาส

ใจ อึ๊งภากรณ์

ชัยชนะของ ชาอีร์ โบลโซนาโร นักการเมืองขวาจัดในประเทศบราซิล สร้างภัยให้กับนักประชาธิปไตย ฝ่ายซ้าย และประชาชนทั่วโลก

ภัยหลักสำหรับชาวโลกที่มาจากผลการเลือกตั้งเมื่อเดือนก่อนคือ จะช่วยเสริมกระแสฝ่ายขวาสุดขั้วในประเทศอื่นๆ และจะมีผลต่อปัญหาโลกร้อน

โบลโซนาโร เป็นนักการเมืองที่เหยียดสตรี เหยียดสีผิว เกลียดชังนักสหภาพแรงงานกับฝ่ายซ้าย ส่งเสริมนโยบายกลไกตลากเสรีสุดขั้ว และพร้อมจะใช้มาตรการเผด็จการที่รุนแรงเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มทุนและคนรวย

bolsonaro-nao-nunca-jamais-logo-FFE4B3BC5C-seeklogo.com

ในเรื่องปัญหาโลก โบลโซนาโร พร้อมจะทำลายป่าอเมซอนเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มทุนเกษตรโดยเฉพาะกิจกรรมผลิตเนื้อวัว และทุนเหมืองแร่ โดยที่มองว่าชนเผ่าพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในป่าต้อง “ปรับตัว” หรือตาย และการที่ป่าอเมซอนคือ “ปอดของโลก” ที่ช่วยดูดก๊าซคาร์บอนไดออคไซด์ออกจากบรรยากาศ แปลว่าการทำลายป่านี้จะมีผลต่อประชากรทั้งโลกอีกด้วย

โบลโซนาโร เป็นนักการเมืองต่ำช้าที่เกลียดทุกอย่างที่ก้าวหน้า นอกจากการเกลียดชังสิทธิทางเพศทุกชนิด และการข่มขู่ว่าจะใช้ความรุนแรงกับฝ่ายค้านแล้ว โบลโซนาโร ซึ่งเป็นอดีตนายทหาร มองว่าควรหมุนนาฬิกากลับสู่ยุคเผด็จการทหารในอดีต เขามองว่าในยุคนั้นเผด็จการทหารไม่รุนแรงเพียงพอ

ระหว่างค.ศ. 1964 ถึง 1985 บราซิลตกอยู่ภายใต้เผด็จการทหาร โดยที่รัฐประหารได้รับการสนับสนุนจากสลิ่มชนชั้นกลาง กลุ่มทุน และพวกเจ้าของที่ดินรายใหญ่ ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกันกับที่ไปลงคะแนนให้โบลโซนาโร ในยุคเผด็จการทหารมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นระบบ มีการปราบปรามพรรคการเมืองทุกพรรค ปราบปรามสหภาพแรงงาน และจับแกนนำพรรคคอมมิวนิสต์ทุกคนมาฆ่าทิ้ง

แต่หลังจากที่ทหารยึดอำนาจมาได้แค่ 6 ปีกว่า ขบวนการเคลื่อนไหวของมวลชนเพื่อประชาธิปไตยเริ่มก่อตัวจากขบวนการนักศึกษา นักสหภาพแรงงาน และฝ่ายซ้าย สิ่งที่กระตุ้นการเติบโตของขบวนการนี้คือปัญหาความเหลื่อมล้ำ ปัญหาสิทธิมนุษยชน การเหยียดสีผิว การคอร์รับชั่น และความล้มเหลวในการบริหารเศรษฐกิจโดยรัฐบาลทหาร

ในปี 1978 คนงานในโรงเหล็กและในโรงงานประกอบรถยนต์ในเมืองเซาเปาโล ตัดสินใจนัดหยุดงานผิดกฏหมายจนได้รับชัยชนะ ผู้นำสำคัญของสหภาพแรงงานนี้คือ “ลูลา” และชัยชนะครั้งนี้นำไปสู่การก่อตั้งพรรคแรงงาน (PT) ในปี 1980 โดยที่พรรคนี้ประกอบไปด้วยนักสหภาพแรงงาน นักศึกษา และฝ่ายซ้ายกลุ่มต่างๆ ที่เคยทำการต่อสู้ทั้งใต้ดินและเปิดเผย พรรคนี้เป็นพรรคอิสระของชนชั้นกรรมาชีพและภายในเวลาสิบปีมีสมาชิก 8 แสนคน ในเวลาเดียวกันพรรคแรงงานนี้สามารถดึงสภาแรงงาน CUT และองค์กรเกษตรกร MST มาเป็นแนวร่วมที่สำคัญ

ระหว่าง 1979 ถึง 1985 บราซิลค่อยๆ ปฏิรูปกลับมาเป็นประชาธิปไตยภายใต้แรงกดดันจากขบวนการมวลชนและการนัดหยุดงาน ในปี 1988 มีการนำรัฐธรรมนูญใหม่มาใช้ที่เพิ่มสิทธิเสรีภาพและกล่าวถึงรัฐสวัสดิการ

ลูลา ลงสมัครรับเลือกตั้งในนามของพรรคแรงงานสามครั้งในปี 1989 1994 และ 1998 แต่ไม่ชนะเพราะกระแสของฝ่ายขวาและกลุ่มทุนมีอิทธิพลสูง ความไม่สำเร็จในการเลือกตั้งตอนนั้น ประกอบกับการล่มสลายของระบบเผด็จการสตาลินในรัสเซียกับยุโรปตะวันออก ทำให้แกนนำพรรคแรงงานขยับไปทางขวา มีการเขี่ยนักสังคมนิยมออกจากตำแหน่งที่มีอิทธิพล และ ลูลา เลิกแต่งตัวเหมือนคนธรรมดาและหันมาใส่เสื้อสูทราคาแพง พร้อมกันนั้นมีการสร้างแนวร่วมกับพรรคน้ำเน่าเพื่อขยายอิทธิพลทางการเมือง ซึ่งเป็นอาการของการละทิ้งการเคลื่อนไหวและอุดมการณ์ เพื่อให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งอย่างเดียว

lulada
ลูลา

ในปี 2002 ลูลา ชนะการเลือกตั้งและได้เป็นประธานาธิบดีสองสมัย ในรอบแรกแนวร่วมของพรรคแรงงานเป็นแนวร่วมนรกที่ประกอบไปด้วยนายทุน เจ้าของที่ดินฝ่ายขวา คนจนในเมือง นักสหภาพแรงงาน กับชนชั้นกลาง และรัฐบาลพรรคแรงงานทั้งสองสมัยภายใต้ ลูลา ใช้นโยบายเศรษฐกิจกลไกตลาดเสรีเหมือนรัฐบาลชุดก่อนๆ ดังนั้นมีการตัดเงินบำเหน็จบำนาญ เพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม ตัดภาษีให้กลุ่มทุน และขึ้นค่าแรงขั้นต่ำแค่เล็กน้อย นโยบายดังกล่าวได้รับคำชมจากองค์กรไอเอ็มเอฟ

ผลของนโยบายรัฐบาลพรรคแรงงานคือทำให้กรรมาชีพในสหภาพแรงงานเริ่มเบื่อหน่ายกับพรรค และพร้อมกันนั้นมีการสลายการเคลื่อนไหวนอกรัฐสภาของสมาชิกพรรคกับขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม แต่ในขณะเดียวกันมีการนำโครงการช่วยคนจนในเมืองมาใช้ เพื่อสร้างฐานเสียง เงินที่ใช้ในการช่วยคนจนมาจากกำไรจากการส่งออกวัตถุดิบที่เริ่มบูมเนื่องจากการขยายตัวของเศรษฐกิจจีน แต่ในขณะเดียวกันยังใช้แนวเศรษฐกิจเสรีนิยมกลไกตลาดต่อไป

Luiz Inacio Lula da Silva, Dilma Rousseff
ลูลากับเดลมา รุสเซฟ

ปัญหาเริ่มเกิดขึ้นอย่างร้ายแรงเมื่อเศรษฐกิจโลกเข้าสู่วิกฤตและราคาส่งออกของวัตถุดิบดิ่งลงเหวในยุคของประธานาธิบดี เดลมา รุสเซฟ จากพรรคแรงงาน มีการตัดโครงการต่างๆ ที่เคยช่วยคนจน และเกิดเรื่องอื้อฉาวคอร์รับชั่นต่างๆ ที่เกี่ยวกับพรรคแรงงาน มันนำไปสู่ “รัฐประหารโดยวุฒิสภาและตุลาการ” ที่ล้มรัฐบาล เดลมา รุสเซฟ ในปี 2016 และนักการเมืองฝ่ายขวาก็เข้ามาเป็นประธานาธิบดีชั่วคราวจนถึงวันเลือกตั้งที่พึ่งผ่านมา

สาเหตุที่คนอย่าง โบลโซนาโร ชนะการเลือกตั้งก็เพราะพรรคแรงงานทำลายฐานเสียงตัวเองในสหภาพแรงงานและในหมู่คนจนในเมือง โดยการใช้นโยบายที่หักหลังและละทิ้งคนธรรมดา พร้อมกันนั้นการคอร์รับชั่นก็ทำให้คนชั้นกลางเกลียดชังพรรค

manifestação-ele-não-joinville-800x445

โบลโซนาโร เป็นภัยต่อประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพ เพราะเขากำลังวางแผนใช้ทหารและตำรวจเพื่อสร้างรัฐบาลที่พร้อมจะใช้ความรุนแรงกับคนที่เห็นต่าง แต่ขบวนการสหภาพแรงงาน นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิทางเพศ ขบวนการนักศึกษา และขบวนการเกษตรกร ยังไม่ได้ถูกทำลาย และถ้าเรียนบทเรียนจากการล้มเผด็จการทหารรอบก่อน ก็จะสามารถเอาชนะ โบลโซนาโร ด้วยการต่อสู้นอกรัฐสภาได้

อ่านเพิ่ม เรื่องบราซิลกับลาตินอเมริกา https://bit.ly/2DlwMsp

Advertisements

พรรคของชนชั้นกรรมาชีพ

ใจ อึ๊งภากรณ์

ลีออน ตรอทสกี นักมาร์คซิสต์รัสเซีย เคยเขียนว่า “ชนชั้นกรรมาชีพเท่านั้นที่จะเป็นผู้ต่อสู้อย่างถึงที่สุดกับทุนนิยม จนได้รับชัยชนะ… และสิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อชนชั้นกรรมาชีพเข้าใจผลประโยชน์ของชนชั้นตัวเองอย่างชัดเจน สร้างพรรคการเมืองอิสระของกรรมาชีพเอง และไม่หลงเชื่อคำแนะนำจากพวกนายทุนน้อยประชาธิปไตยสองหน้าที่เสนอว่ากรรมาชีพไม่ต้องมีพรรคของตนเอง”

ทุกวันนี้มีคนไม่น้อยในไทย ทั้งอดีตฝ่ายซ้ายและอดีตนักเคลื่อนไหวแรงงาน ที่เถียงหน้าดำหน้าแดงว่ากรรมาชีพไทย “ไม่สามารถสร้างพรรคของตนเองได้” ต้องพึ่งนายทุนและชนชั้นกลางตลอดไป เหมือนเด็กที่ต้องพึ่งพี่เลี้ยงและไม่มีวันโต เรื่องนี้มีการถกเถียงกันเมื่อผมเสนอว่านักเคลื่อนไหวในขบวนการแรงงานควรสร้างพรรคของตนเองแทนที่จะพึ่งพรรคอนาคตใหม่

แรงงานกับอนาคตใหม่

บางคนอ้างว่ากรรมาชีพไม่สามารถสร้างพรรคของตนเองได้เพราะกรรมาชีพเปลี่ยนไปเป็นคนส่วนน้อยของสังคมไปแล้ว ซึ่งสะท้อนสองสิ่งเกี่ยวกับคนที่มีความคิดแบบนี้คือ ไม่เข้าใจว่ากรรมาชีพคือใคร และไม่ติดตามข้อมูลจริงในโลกปัจจุบัน

ชนชั้นกรรมาชีพในนิยามเศรษฐศาสตร์การเมืองมาร์คซิสต์ คือลูกจ้าง หรือคนที่ไม่มีปัจจัยการผลิตของตนเองและต้องไปทำงานให้กับคนอื่น ซึ่งนักมาร์คซิสต์เข้าใจดีว่าระบบทุนนิยมและกรรมาชีพมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นกรรมาชีพในโลกสมัยใหม่ประกอบไปด้วยคนงานโรงงาน คนที่ทำงานในภาคบริการ เช่นการขนส่ง ห้างร้านค้า กิจการธนาคารกับไฟแนนส์ และในโรงเรียน มหาวิทยาลัย กับ โรงพยาบาล มันรวมกรรมาชีพที่ใส่ชุดทำงานของโรงงาน และกรรมาชีพที่แต่งตัวเพื่อเข้าไปทำงานในออฟฟิส และถ้าเรานับปริมาณประชาชนในไทยหรือในประเทศอื่นๆ ทั่วโลก จะเห็นว่ากรรมาชีพเป็นคนส่วนใหญ่ของสังคม และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มจำนวนตลอดเวลา

เรื่องนี้ไม่น่าแปลกเลย เพราะทุนนิยมดำเนินการไม่ได้ถ้าขาดกำไร และกำไรดังกล่าวมาจากการทำงานของกรรมาชีพผู้เป็นลูกจ้างเสมอ นี่คือสาเหตุที่นายทุนและรัฐบาลที่รับใช้นายทุนพยายามหาทุกวิธีทางที่จะสร้างอุปสรรค์กับการนัดหยุดงาน เพราะเมื่อกรรมาชีพนัดหยุดงานก็จะไม่มีการสร้างกำไรเพื่อให้นายทุนขโมยไป

ในโลกสมัยใหม่ ไม่ว่าจะในไทยหรือที่อื่น กรรมาชีพในรูปแบบที่ผมกล่าวถึง มีการจัดตั้งตัวเองในสหภาพแรงงาน เช่นสหภาพลูกจ้างธนาคาร สหภาพอุตสาหกรรมสิ่งทอ สหภาพครู หรือแม้แต่สหภาพพยาบาล และเมื่อมีการจัดตั้งแบบนี้ การสร้างพรรคการเมืองของกรรมาชีพย่อมเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ แต่ต้องมีนักเคลื่อนไหวที่เข้าใจความสำคัญของการสร้างพรรคของกรรมาชีพเอง

บางคนที่อ้างว่าพรรคกรรมาชีพ “สร้างไม่ได้” จะอ้าง “วัฒนธรรมของคนงานไทย” ว่าไม่สามารถรวมตัวกันต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ตนเองได้ ต้องคลานตามนายทุนหรือชนชั้นกลางเสมอ ความคิดแบบนี้ไร้เหตุผลโดยสิ้นเชิง เพราะถ้าสร้างสหภาพแรงงานได้ ก็ย่อมสร้างพรรคได้ อย่างที่พึ่งอธิบายไป ในโลกแห่งความเป็นจริงวัฒนธรรมไม่ได้มีวัฒนธรรมเดียวในสังคม แต่มีหลายวัฒนธรรมที่ขัดแย้งกันและดำรงอยู่พร้อมๆ กัน ดังนั้นเราจะเห็นประวัติและวัฒนธรรมของแรงงานไทยที่ลุกขึ้นสู้ เข้าใจผลประโยชน์ของชนชั้นตนเอง และให้ความสำคัญกับการเมืองฝ่ายซ้าย เราเห็นในอดีตยุคพรรคคอมมิวนิสต์ และเราเห็นในปัจจุบัน แต่แน่นอนเขาอาจไม่ใช่คนส่วนใหญ่ พร้อมกันนั้นเราเห็นวัฒนธรรมของนักเคลื่อนไหวสหภาพแรงงานที่บูชาคนข้างบน เชิญนักการเมืองฝ่ายทุนหรือแม้แต่เผด็จการทหารมาพูดในงานของแรงงาน และมองว่าตนเองทำอะไรไม่ได้ถ้าไม่มีผู้ใหญ่ที่มีอำนาจและเงินมาช่วย นั้นคืออีกวัฒนธรรมหนึ่ง

ถ้าจะชักชวนและดึงกรรมาชีพส่วนใหญ่ให้เห็นด้วยกับวัฒนธรรมแรกที่ต่อสู้และพึ่งตนเอง มันต้องมีการจัดตั้งในองค์กรทางการเมืองของฝ่ายซ้าย พรรคกรรมาชีพสังคมนิยมนั้นเอง บ่อยครั้งคนที่อ้างว่าคนงานไทยไม่มีวัฒนธรรมการต่อสู้ มักจะเป็นคนที่ไม่สนใจการจัดตั้งพรรคฝ่ายซ้ายของกรรมาชีพ และเขาก็จะหาข้ออ้างไร้สาระมาหนุนจุดยืนของเขา เช่นการพูดว่าฝ่ายซ้ายคาบคำภีร์ หรือฝ่ายซ้ายไม่รู้จักแรงงาน ซึ่งเป็นคำด่าเหลวไหลของคนที่หมดปัญญาที่จะเถียงโดยใช้เหตุผลและข้อมูลจากโลกจริง ผู้เขียนสามารถฟันธงในเรื่องนี้ได้เพราะมีประสบการณ์โดยตรงจากการพยามสร้างพรรคในสังคมไทย

42864387_1048457538658557_5369240746756931584_n

พรรคกรรมาชีพที่ควรจะถูกสร้างขึ่นในไทยตอนนี้ควรจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร? ในประการแรกมันควรจะเป็นพรรคสังคมนิยมที่ให้ความสำคัญกับการสร้างรากฐานในชนชั้นกรรมาชีพ แต่ในขณะเดียวกันบ่อยครั้งต้องอาศัยคนหนุ่มสาวที่เป็นนักศึกษาไฟแรง หรือ “เตรียมกรรมาชีพ” นั้นเอง เพราะคนหนุ่มสาวแบบนี้มีเวลาที่จะศึกษาและอ่าน และไม่เหนื่อยเกินไปจากการทำงานหนัก อาจมีปัญญาชนเข้าร่วมด้วย แต่ที่สำคัญคือต้องมีการสร้างกรรมาชีพให้นำตนเอง ที่คิดเอง เป็นปัญญาชนกรรมาชีพ และสอนคนอื่นได้ และสมาชิกส่วนใหญ่ควรจะเป็นคนทำงานที่เคลื่อนไหวในสหภาพแรงงานของตนเอง

คนไทยที่สนใจสร้างพรรคฝ่ายซ้ายหรือพรรคสังคมนิยม ไม่ควรจะไปตั้งเป้าในการสร้างพรรคเพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งในการเลือกตั้งภายใต้อิทธิพลของเผด็จการ หรือภายใต้กรอบ “ยุทธศาสตร์แห่งชาติ” แต่อย่างไรก็ตามนักกิจกรรมฝ่ายซ้ายในไทย ไม่ควรลังเลที่จะสร้างพรรค ควรเริ่มตั้งแต่ตอนนี้เลย เพื่อเคลื่อนไหวในระดับรากหญ้านอกรัฐสภา พูดง่ายๆ “พรรค” กับการเลือกตั้งรัฐสภา ไม่ใช่เรื่องเดียวกันเสมอ ดังนั้นพรรคไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนจนกว่าจะตัดสินใจลงแข่งขันในการเลือกตั้ง ภาระแรกเลยคือการสร้างสมาชิกที่เป็นนักเคลื่อนไหว สมาชิกที่แค่จ่ายค่าสมาชิกไม่ค่อยมีประโยชน์

ตัวอย่างของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยชี้ให้เห็นถึงการมีบทบาทนอกรัฐสภาของพรรค เช่นในการจัดตั้งกรรมาชีพ คนหนุ่มสาว หรือเกษตรกร อย่างไรก็ตามผู้เขียนไม่เห็นด้วยกับแนวทางในการจับอาวุธของ พคท. หรือการที่ พคท. ไม่มีประชาธิปไตยภายใน

เราจะต้องเข้าใจกันว่าเป้าหมายของพรรคในที่สุด คือการล้มระบบทุนนิยมผ่านการลุกฮือของมวลชน การลุกฮือแบบนี้จะนำไปสู่การปกครองกันเองของกรรมาชีพที่เป็นคนส่วนใหญ่ของสังคม เพราะตราบใดที่เราไม่ล้มระบบทุนนิยม เราไม่สามารถสร้างประชาธิปไตยแท้ที่มีความเท่าเทียมได้ กรุณาเข้าใจอีกด้วยว่า “สังคมนิยม” ที่กำลังเอ่ยถึงนั้น แตกต่างโดยสิ้นเชิงกับระบบเผด็จการของพรรคคอมมิวนิสต์ที่พบในจีน เวียดนาม เกาหลีเหนือ หรือในอดีตโซเวียด [อ่านเพิ่ม http://bit.ly/2vbhXCO ]

แน่นอนพรรคจะต้องอิสระจากอิทธิพลของชนชั้นที่มีอำนาจในสังคมปัจจุบัน ดังนั้นจะต้องอิสระจากนายทุนและมีจุดยืนในการรักษาผลประโยชน์ของคนชั้นกรรมาชีพ ด้วยเหตุนี้เงินทุนของพรรคต้องมาจากสมาชิกที่เป็นคนธรรมดาเท่านั้น และพรรคก็ต้องมีจุดยืนต้านนโยบายเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมกลไกตลาด หรือนโยบายที่นำไปสู่การกดค่าแรงเป็นต้น

ความชัดเจนของจุดยืนพรรค ไม่ได้มีไว้เพื่ออวดความบริสุทธิ์ แต่มีไว้เพื่อเป็นเครื่องมือในการขยายความคิดและปลุกระดมในหมู่มวลชนภายนอกพรรค จุดยืนของพรรคต้องมาจากการถกเถียงกันอย่างเสรีภายในพรรค โดยไม่มีใครที่เป็นอภิสิทธิ์ชน แต่พอถกเถียงกันแล้ว เมื่อมีการลงมติ ลูกพรรคควรจะทำตามมติเสียงส่วนใหญ่

พรรคจะต้องผสมผสานสองยุทธศาสตร์เข้าด้วยกันคือ ต้องร่วมต่อสู้เพื่อพัฒนาสภาพความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวัน หรือเรื่องปากท้อง เข้ากับเรื่องการเมืองภาพกว้าง

ถ้าพรรคเน้นแต่การต่อสู้เรื่องปากท้องอย่างเดียว พรรคจะไม่ต่างจากสหภาพแรงงานสามัญ และที่สำคัญคือ พรรคอื่น โดยเฉพาะพรรคของนายทุน จะสามารถครองใจมวลชนจนผูกขาดการวิเคราะห์ประเด็นการเมืองได้ และการวิเคราะห์ดังกล่าวจะกระทำจากมุมมองนายทุนเสมอ ในบริบทสังคมไทย ถ้าพรรคสังคมนิยมไม่สนใจการเมืองด้านกว้างจากจุดยืนคนชั้นล่าง พรรคของคนอย่างทักษิณหรือพรรคอนาคตใหม่จะเข้ามาครองใจคนส่วนใหญ่ได้ง่าย

แต่ในขณะเดียวกัน ถ้าพรรคไม่สนใจประเด็นปากท้อง และไม่ร่วมกับมวลชนนอกพรรคในการต่อสู้เพื่อพัฒนาชีวิตประจำวันของคนส่วนใหญ่ ก็จะแค่เป็นกลุ่มที่พูดเก่ง แต่ไม่ลงมือทำอะไร ไม่มีวันขยายการต่อสู้ได้ ดังนั้นพรรคจะต้องโฆษณาขยายความคิดและปลุกระดมการต่อสู้พร้อมกัน

การผสมผสานยุทธศาสตร์สองอย่างนี้เข้าด้วยกัน แปลว่าพรรคจะต้องชักชวนให้มวลชนมองภาพกว้างทางการเมืองจากชีวิตประจำวันเสมอ และจะต้องเชื่อมโยงทุกประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมทุนนิยมได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าครองชีพ สิทธิของแรงงานข้ามชาติ สิทธิทางเพศ สิทธิของเชื้อชาติต่างๆ เรื่องประชาธิปไตย และสถานการณ์ในโลกภายนอกประเทศไทยอีกด้วย

ในบริบทสังคมไทย การที่จะสร้างพรรคแบบนี้ควรเริ่มต้นจากการรวมตัวกันของเครือข่ายต่างๆ ในขบวนการแรงงาน และนักเคลื่อนไหวอื่นๆ ที่มีอุดมการณ์คล้ายๆ กัน การสร้างพรรคสังคมนิยมจะต้องไม่เริ่มต้นจากการคุยกันว่าใครจะเป็นหัวหน้าพรรค หรือการเชิญผู้หลักผู้ใหญ่มาร่วม หรือการถกกันเรื่องการลงทะเบียน

การปฏิวัติเยอรมัน 1918

ใจ อึ๊งภากรณ์

การปฏิวัติเดือนพฤศจิกายนปี 1918 ในเยอรมัน เป็นการปฏิวัติที่มีความสำคัญต่อเหตุการณ์โลกไม่น้อย เพราะมีผลทำให้สงครามโลกครั้งที่หนึ่งยุติลง และในระยะยาวความไม่สำเร็จของการปฏิวัติ ทำให้การปฏิวัติรัสเซียที่เกิดขึ้นหนึ่งปีก่อนหน้านั้นต้องล้มเหลว ความล้มเหลวนี้เปิดโอกาสให้เผด็จการสตาลินขึ้นมาทำการปฏิวัติซ้อน และเปลี่ยนรัสเซียจากสังคมนิยมไปเป็นทุนนิยมโดยรัฐ เพราะรัสเซียเป็นประเทศด้อยพัฒนาที่สร้างสังคมนิยมในประเทศเดียวไม่ได้ จึงมีการตั้งความหวังว่าถ้ามีการปฏิวัติสังคมนิยมในเยอรมัน ซึ่งเจริญกว่า มันจะทำให้ระบบสังคมนิยมในยุโรปมีความเข้มแข็งมากขึ้น

bs-20-08-DW-Kultur-Deankfurt-Main-Archiv-jpg

การปฏิวัติเยอรมันระเบิดขึ้นในกองทัพเรือภาคทะเลเหนือของเยอรมันที่ประจำอยู่ที่เมือง Kiel เพราะทหารเรือไม่พอใจกับคำสั่งที่จะต้องออกไปเผชิญหน้ากับกองทัพเรืออังกฤษที่มีพลังเหนือกว่า มันเป็นคำสั่งให้ทหารเรือฆ่าตัวตาย ทหารเรือบนเรือลำต่างๆ ไม่ยอมเดินเรือออกไป ฝ่ายผู้บัญชาการทหารเรือจึงจับเข้าคุก 1 พันคน แต่สตรีในเมือง Kiel พร้อมกับกรรมาชีพ และทหารที่ถูกส่งไปปราบทหารเรือ ลุกขึ้นก่อกบฏ มีการชักธงแดงขึ้นบนเรือรบทุกลำ และกรรมาชีพกับทหารในเมืองตัดสินใจก่อตั้งสภาโซเวียด

revolution1

การปฏิวัติลามไปสู่ส่วนอื่นๆ ของเยอรมันอย่างรวดเร็ว ในเมืองเบอร์ลิน คาร์ล ลีบนิค แกนนำองค์กรณ์ปฏิวัติสังคมนิยม “สปาร์ตาซิสต์” พบกับผู้แทนขบวนการสหภาพแรงงานปฏิวัติ และเรียกให้มีการนัดหยุดงานทั่วไป

นายกรัฐมนตรีฝ่ายขวาของเยอรมันกลัวการปฏิวัติ จึงปลดกษัตริย์ไคเซอร์ออกจากตำแหน่ง และแต่งตั้ง เอเบอร์ด หัวหน้าพรรคสังคมนิยมปฏิรูป (SPD) เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ โดยมีความหวังว่าพรรคสังคมนิยมปฏิรูปจะขัดขวางการปฏิวัติและปกป้องระบบทุนนิยม ในวันต่อมา เอเบอร์ด จึงรีบประกาศชักชวนให้มวลชนกลับบ้านและเลิกประท้วง

bild-44326-resimage_v-variantSmall16x9_w-320
คาร์ล ลีบนิค

ส่วนในวันเดียวกัน คาร์ล ลีบนิค ปีนขึ้นบนระเบียงวังของกษัตริย์และปราศรัยกับมวลชนว่า วันแห่งการปฏิวัติมาถึงแล้ว กรรมาชีพและทหารควรเดินหน้าต่อไปและสร้างสภาโซเวียดกับรัฐบาลของคนงานและพลทหารธรรมดา มวลชนมีการตะโกนต้อนรับสาธารณรัฐใหม่ และชักธงแดงขึ้นบนยอดเสาธงของวังกษัตริย์

เลนิน ผู้นำการปฏิวัติรัสเซีย ได้ออกมาแสดงความยินดีกับการยึดอำนาจของคนงานและพลทหารเยอรมัน แต่เตือนไม่ให้มวลชนปล่อยให้รัฐบาลของนายทุนและพวกสังคมนิยมจอมปลอมอยู่ต่อไป มีการส่งเสริมให้นักปฏิวัติสังคมนิยมยึดอำนาจและก่อตั้งรัฐบาลของคนงานและพลทหารภายใต้การนำของ คาร์ล ลีบนิค

Geschichte04-9111918
นสพ. ธงแดง

โรซา ลัคแซมเบอร์ค นักปฏิวัติเยอรมันที่เป็นแกนนำองค์กรณ์ปฏิวัติสังคมนิยม “สปาร์ตาซิสต์” ร่วมกับ คาร์ล ลีบนิค ได้เขียนบทความในหนังสือพิมพ์ “ธงแดง” ของพวกสปาร์ตาซิสต์ว่า การปฏิวัติเริ่มต้นแล้ว แต่อย่างพึ่งเสียเวลากับการเฉลิมฉลอง เพราะมีภารกิจอีกมากมายที่ต้องเร่งทำ จริงอยู่มีการล้มกษัตริย์ไคเซอร์ แต่ โรซา ลัคแซมเบอร์ค เตือนว่ากษัตริย์ไม่ได้มีอำนาจจริง เป็นเพียงประมุข ผู้ที่มีอำนาจจริงที่อยู่เบื้องหลังคือพวกนายทุน และรัฐบาลของ เอเบอร์ด กับพรรคสังคมนิยมปฏิรูป ไม่ได้ไปแตะอำนาจนี้แต่อย่างใด สิ่งที่ต้องเกิดขึ้นคือการยึดอำนาจของชนชั้นกรรมาชีพกับพลทหาร การล้มทุนนิยม และการสถาปนาระบบสังคมนิยม

rosaluxemburg-lasallemarx
โรซา ลัคแซมเบอร์ค

อย่างไรก็ตามอิทธิพลขององค์กรณ์ สปาร์ตาซิสต์ มีแค่ในบางส่วนของกรรมาชีพและทหารที่ก้าวหน้าที่สุดเท่านั้น ที่เหลือยังหลงไว้ใจพรรคสังคมนิยมปฏิรูป SPD

Spartacus_fight

นายกรัฐมนตรี เอเบอร์ด จับมือทันทีกับพวกนายพลเก่า เพื่อสร้าง “ความสงบเรียบร้อย” สำหรับระบบทุนนิยม มันแปลว่าต้องจัดการกับนักปฏิวัติ อย่าง โรซา ลัคแซมเบอร์ค กับ คาร์ล ลีบนิค ซึ่งมีฐานสนับสนุนในมวลชนทหารระดับล่างและกรรมาชีพของเมือง เบอร์ลิน ดังนั้นในปลายเดือนธันวาคม 1918 รัฐมนตรีมหาดไทย นอสก์ จากพรรคสังคมนิยมปฏิรูป SPD ตัดสินใจสร้างกองกำลังทหารรับจ้าง “ไฟรคอพส์” ที่ประกอบไปด้วยพวกอนุรักษ์นิยมคลั่งชาติ เพื่อตระเวนไปทั่วเยอรมันและปราบปรามทำลายขบวนการแรงงานและนักสังคมนิยม บางหน่วยของกองกำลังนี้เริ่มใช้ธงสวัสติกะ ซึ่งกลายเป็นสัญญลักษณ์ของพวกนาซี

ต่อมาในเดือนมกราคม 1919 ฝ่ายนายพลและรัฐบาลได้สร้างเรื่องให้มีการลุกฮือเพื่อที่จะมีข้ออ้างในการปราบปรามขบวนการปฏิวัติ ผลคือทั้ง โรซา ลัคแซมเบอร์ค กับ คาร์ล ลีบนิค ถูกทหารไฟรคอพส์จับคุมและพาไปฆ่าพร้อมโยนศพลงคลอง หลังจากนั้นรัฐบาลก็โกหกว่า โรซา ลัคแซมเบอร์ค ถูกม็อบฆ่าทิ้ง และ คาร์ล ลีบนิค ถูกยิงในขณะที่กำลังหลบหนี และพวกคนชั้นกลางก็เฉลิมฉลองด้วยความดีใจและความป่าเถื่อนตามเคย

P1140983
อนุสาวรีย์ โรซา ลัคแซมเบอร์ค ริมคลองที่เมืองเบอร์ลิน

ปัญหาใหญ่ของ โรซา ลัคแซมเบอร์ค กับ คาร์ล ลีบนิค คือลงมือสร้างองค์กรปฏิวัติช้าเกินไปตอนที่กระแสการต่อสู้เริ่มสูงขึ้น แทนที่จะสร้างองค์กรณ์ไว้ล่วงหน้าเพื่อฝึกฝนความเข้าใจทางการเมืองจากประสบการณ์การต่อสู้อย่างที่ เลนิน เคยทำ เพราะทั้ง โรซา ลัคแซมเบอร์ค กับ คาร์ล ลีบนิค เคยอยู่ในพรรค SPD จนถึงต้นสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และไม่ยอมแยกตัวออก

UFSsFZmh
โรซา ลัคแซมเบอร์ค กับ คาร์ล ลีบนิค

อ่านเพิ่มเรื่อง โรซา ลัคแซมเบอร์ค ที่นี่ https://bit.ly/2ARmhde 

และ ที่นี่

เหตุการณ์นองเลือด Peterloo 1819 บทเรียนจากประชาธิปไตยอังกฤษ

ใจ อึ๊งภากรณ์

ขบวนการแรงงานอังกฤษกำลังจะรำลึกเหตุการณ์นองเลือดเมื่อสองร้อยปีก่อน ซึ่งเกิดขึ้นที่ “Peterloo” เมืองแมนเชสเตอร์ และมีการนำเรื่องนี้มาทำเป็นภาพยนตร์อีกด้วย บทเรียนจากเหตุการณ์นี้มีความสำคัญกับคนชั้นล่างที่กำลังต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยทั่วโลกในยุคนี้ รวมถึงในไทยด้วย

นักวิเคราะห์กระแสหลักในไทยมักจะพูดถึงประชาธิปไตยอังกฤษว่าเป็น “แม่แบบระบบประชาธิปไตย” เหมือนกับว่าชนชั้นปกครองอังกฤษรักประชาธิปไตยและ “มอบให้” ประชาชน และอดีตนายกรัฐมนตรีทรราช มาร์กาเรต แทตเชอร์ ก็เคยชอบพูดถึง “แมกนา คาร์ตา” ว่าเป็นกำเนิดของสิทธิพลเมืองอังกฤษ ซึ่งคำพูดเหล่านี้ล้วนแต่เป็นการบิดเบือนประวัติศาสตร์ เพื่อลบประวัติแห่งการต่อสู้ของกรรมาชีพอังกฤษ

ข้อตกลง “แมกนา คาร์ตา” ในปี 1215 เป็นแค่ข้อตกลงระหว่างกษัตริย์และขุนนางเพื่อแบ่งอำนาจกัน มันไม่มีผลอะไรเลยกับพลเมืองส่วนใหญ่

ในปี 1819 อังกฤษมีวิกฤตเศรษฐกิจ ประชาชนผู้ทำงานอยู่ในสภาพย่ำแย่ ทั้งยากจน ทั้งทำงานในสภาพที่อันตรายและขาดเวลาพักผ่อน และทั้งไม่มีที่อยู่อาศัยที่มีมาตรฐานพื้นฐาน นอกจากนี้คนส่วนใหญ่ไม่มีสิทธิในการลงคะแนนเสียงเลย สิทธิทางการเมืองถูกจำกัดไว้สำหรับคนชั้นสูงซึ่งเป็น 2% ของประชากรในระบบที่เต็มไปด้วยการซื้อขายที่นั่งในรัฐสภา

เมืองแมนเชสเตอร์เป็นเมืองอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยคนงานทอผ้าและปั่นด้าย และในเดือนสิงหาคม 1819 มีการนัดชุมนุมใหญ่ของกรรมาชีพ 6 หมื่นคน ทั้งชาย หญิง และเด็ก ซึ่งมีการประเมินว่าเท่ากับครึ่งหนึ่งของประชากรแมนเชสเตอร์ ข้อเรียกร้องหลักของการชุมนุมคือเรื่องการแก้ปัญหาความยากจนและสิทธิในการเลือกตั้ง คนงานในขบวนการดังกล่าวได้เรียนบทเรียนมาว่าแค่ลงชื่อในบัญชีหางว่าวหรือการพึ่งรัฐสภาน้ำเน่าจะไม่นำไปสู่การปฏิรูปอย่างแท้จริง จึงต้องมีการสร้างขบวนการเคลื่อนไหวของมวลชนขนาดใหญ่

ในการชุมนุมครั้งนี้ ชนชั้นปกครองอังกฤษเกรงกลัวว่าจะเกิดการปฏิวัติ เพราะในยุคนั้นพึ่งมีการปฏิวัติไปที่ฝรั่งเศสและมีการลุกฮืออื่นๆ อย่างต่อเนื่อง จึงมีการส่งกองกำลังติดอาวุธเข้าไปปราบปรามอย่างโหดร้าย ปรากฏว่ามีคนตาย 18 คน และบาดเจ็บ 600 ในจำนวนผู้ตายมีเด็กเล็กและสตรีที่ตั้งครรภ์ด้วย และพวกอันธพาลของรัฐจงใจเล็งไปที่สตรีที่กล้าออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองอีกด้วย ทั้งนี้เพื่อสอนสตรีให้รู้จักเจียมตัว

เหตุการณ์นองเลือดครั้งนั้นมีผลในการปลุกการตื่นตัวของขบวนการแรงงานที่มีการเมืองก้าวหน้ามากขึ้น เขาเข้าใจดีว่าฝ่ายรัฐจะไม่ยอมอะไรง่ายๆ และพร้อมจะใช้ความรุนแรงเสมอ มันนำไปสู่ขบวนการ “ชาทิสต์” (Chartist) ซึ่งต่อสู้อย่างดุเดือดจนในที่สุดชายทุกคนได้สิทธิเลือกตั้ง และมันมีสายเชื่อมโยงกับขบวนการเรียกร้องสิทธิเลือกตั้งสำหรับสตรีอีกด้วย ในที่สุดหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง 100กว่าปีหลัง Peterloo ประชาชนอังกฤษทุกคนก็ได้สิทธิในการเลือกตั้ง แต่นั้นไม่ได้แปลว่าพลเมืองไม่ต้องต่อสู้ต่อไปเพื่อประชาธิปไตย

ในอนาคตอันใกล้ ถ้าพรรคแรงงานของ เจเรมี คอร์บิน ชนะการเลือกตั้งและลงมือใช้นโยบายฝ่ายซ้ายก้าวหน้า รัฐอังกฤษและชนชั้นปกครองจะหาทุกวิธีทางที่จะสร้างอุปสรรค์ในการดำเนินการของรัฐบาล ดังนั้นจะต้องมีขบวนการเคลื่อนไหวนอกรัฐสภาที่จะมาปกป้องนโยบายและรัฐบาลที่มาจากเสียงประชาชน การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไม่มีวันจบภายใต้ระบบทุนนิยม

99569

ในลักษณะเดียวกัน ถ้าพรรคที่ต้านเผด็จการในไทยชนะการเลือกตั้ง ฝ่ายพรรคพวกของเผด็จการจะใช้เครื่องมือต่างๆ รวมถึงยุทธศาสตร์แห่งชาติ 20 ปี เพื่อสกัดกั้นเสียงประชาชน และเราก็ทราบดีเช่นกันว่าฝ่ายตรงข้ามมีประวัติในการใช้ความป่าเถื่อนรุนแรงด้วย ดังนั้นในไทยก็ต้องมีการสร้างขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อประชาธิปไตย ที่มีรากฐานสำคัญในขบวนการสหภาพแรงงานอีกด้วย

 

การจัดการกับอาชญกรรมรัฐไทย

ใจ อึ๊งภากรณ์

ในวันที่ ๑๔ ตุลาคมปีนี้ พรรคสามัญชน แถลงว่า “ต้องมีการรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ความรุนแรงโดยรัฐที่ผ่านมาทั้งหมด” โดยมีการเสนอว่า

  1. สนับสนุนกระบวนการค้นหาความจริงอย่างรอบด้าน
  2. จัดทำโครงการรำลึกและการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ความรุนแรงโดยรัฐอย่างเป็นระบบ
  3. ชดเชยผู้เสียหายจากความรุนแรง
  4. ต้องไม่มีการลอยนวลพ้นผิด จะต้องมีการสอบสวน ลงโทษ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงโดยรัฐ อย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

43950273_1942694965809987_568145699913334784_n

ทั้งๆ ที่ผมสนับสนุนทั้งสี่ข้อนี้ มันมีเรื่องที่น่าเป็นห่วงคือ ในเกือบทุกเรื่องตอนนี้ มันมีการค้นหาความจริงโดยขบวนการประชาชนไปเรียบร้อยแล้ว เช่นกรณีเหตุการณ์นองเลือด ๖ ตุลา ๒๕๑๙ เป็นต้น [ดู https://bit.ly/2cSml2g ] และผู้ก่อความรุนแรงรายใหญ่ตายไปหมดแล้ว ส่วนเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา ๒๕๑๖, พฤษภาคม ๒๕๓๕, การเข่นฆ่าประชาชนมาเลย์มุสลิมที่ตากใบ, การฆ่าวิสามัญในสงครามยาเสพติด และการเข่นฆ่าเสื้อแดง เราล้วนแต่ทราบข้อมูลว่าใครสั่งการและใครควรรับผิดชอบ มันไม่มีอะไรลึกลับ มันไม่มีประวัติศาสตร์ที่ต้องชำระ

col01210959p1

สำหรับ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ผู้นำเผด็จการที่สั่งฆ่าประชาชนตายไปแล้วสองคน แต่ ณรงค์ กิตติขจร ทรราชคนหนึ่งที่ต้องรับผิดชอบกับการฆ่าประชาชน ยังมีชีวิตอยู่ เขาควรจะถูกนำมาขึ้นศาล

200px-ณรงค์_กิตติขจร

ณรงค์-กิตติขจร-1
ณรงค์ กิตติขจร

นอกจาก ณรงค์ กิตติขจร แล้ว สุจินดา คราประยูร ผู้สั่งการในการฆ่าประชาชนในพฤษภา ๓๕ ก็ควรจะกลายเป็นผู้ต้องหาด้วย ในกรณีการเข่นฆ่าประชาชนมาเลย์มุสลิมที่ตากใบ และการฆ่าวิสามัญในสงครามยาเสพติด ทักษิณ ชินวัตร จะต้องถูกนำมาขึ้นศาล

hqdefault
สุจินดา คราประยูร
A-0208
ทักษิณ ชินวัตร

และล่าสุดในคดีเข่นฆ่าประชาชนเสื้อแดง อนุพงษ์ เผ่าจินดา, ประยุทธ์ จันทร์โอชา, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะและสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็ควรจะถูกนำมาขึ้นศาลเช่นกัน

ฆาตกร

แล้วทำไมไม่กล้าพูดกันตรงๆ ? แน่นอนมันคงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำ แต่อย่างน้อยต้องมีการเปิดประเด็นเรื่องนี้ให้ชัดเจนเพื่อเป็นเป้าหมาย

ปัญหาคือการพูดถึงการ “ชำระประวัติศาสตร์” สามารถถูกใช้เป็นคำพูดที่ดูดี อยู่เคียงข้างความยุติธรรมและประชาธิปไตย แต่ในรูปธรรมกลายเป็นข้ออ้างในการชะลอการลงมือจัดการกับอาชญากร

เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับพรรรคสามัญชน มันเกี่ยวข้องกับพรรคอนาคตใหม่ด้วย เพราะถ้าจะลบผลพวงของรัฐประหารและเผด็จการทหาร สิ่งหนึ่งที่ต้องทำคือการนำผู้กระทำความผิดมาขึ้นศาล ซึ่งคงต้องรวมไปถึงคนที่ก่อรัฐประหารด้วย ดังนั้นคงต้องเพิ่มชื่อ สนธิ บุญยรัตกลิน เข้าไปอีกหนึ่งคน

และประเด็นที่ตามมาคือจะนำอำนาจอะไรมาทำ? จะใช้อำนาจอะไรยกเลิกรัฐธรรมนูญทหารและยุทธศาสตร์แห่งชาติ 20 ปี? มันมีอำนาจเดียวที่ชี้ขาดในเรื่องนี้ คืออำนาจของขบวนการมวลชนนอกรัฐสภา

เรื่องแบบนี้พรรคการเมืองที่พูดในลักษณะก้าวหน้าควรจะอธิบายให้ชัดเจนในเรื่อง “อำนาจ” และควรจะพูดว่าพร้อมจะสร้างขบวนการมวลชนหรือไม่ และถ้าไม่พร้อมจะสร้างขบวนการมวลชน คิดว่ายังทำในสิ่งที่ต้องการทำได้หรือไม่ ไม่ใช่พูดว่าจะใช้รัฐสภาจัดการกับผลพวงของเผด็จการโดยไม่คุยเรื่องอุปสรรค์ เพราะถ้าไม่พูดให้ชัดเจน หรือถ้าแอบอยู่หลังคำประกาศว่าจะชำระประวัติศาสตร์ นโยบายต่างๆ ที่ฟังดูดี ก็แค่เป็นคำพูดที่ดูสวยงามแต่ไร้รูปธรรมโดยสิ้นเชิง

 

คลังบทความแนวสังคมนิยมว่าด้วยการเมืองยุคปัจจุบัน

ใจ อึ๊งภากรณ์

เชิญอ่านและใช้คลังบทความของผม ที่ใช้แนวสังคมนิยมมาร์คซิสต์วิเคราะห์ปัญหาต่างๆ ในโลกสมัยใหม่

200 ปีหลังยุคของคาร์ล มาร์คซ์ แนวคิดมาร์คซิสต์เป็นสิ่งที่ไม่เคยตาย และไม่ใช่เรื่องของการท่องหนังสือของมาร์คซ์จากอดีต

นักมาร์คซิสต์สมัยใหม่จะต้องสนใจปัญหาภาพรวมทั่วโลกในลักษณะหลากหลาย และยิ่งกว่านั้นนักมาร์คซิสต์เป็นผู้ผสมทฤษฏีกับการปฏิบัติเสมอ ทั้งนี้เพื่อเข้าใจและเปลี่ยนแปลงโลกอย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้นนักมาร์คซิสต์จะต้องให้ความสำคัญกับการสร้างพรรคปฏิวัติสังคมนิยมและการต่อสู้ประจำวันอย่างต่อเนื่อง

ลาตินอเมริกา https://bit.ly/2DlwMsp

 

สิ่งแวดล้อม โลกร้อน และ Anthropocene https://bit.ly/2QMpL6F

 

ความคิดมาร์คซิสต์ในโลกสมัยใหม่

200ปี คาร์ล มาร์คซ์ https://bit.ly/2xJqMnn      

การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในไทย https://bit.ly/2BYxAyd

ว่าด้วยทุน https://bit.ly/2iWRQtY

วิกฤตเศรษฐกิจ https://bit.ly/2v6ndWf

ทฤษฏีมูลค่าแรงงาน https://bit.ly/2zozGbS

การเมืองไทย https://bit.ly/2t6CapR

สังคมนิยมในทัศนะของมาร์คซ์ https://bit.ly/2zoAiy5

 

การกดขี่ทางเพศ https://bit.ly/2QQr5VX

รัฐสวัสดิการ https://bit.ly/2rOzlLy

การศึกษา https://bit.ly/2I9u7ki

ปาตานี https://bit.ly/2b5aCYI

 

เพิ่มเติม

Trotsky https://bit.ly/2zCPB5h

Rosa https://bit.ly/2DtwQWo

 

marx-virsam

พรรคอนาคตใหม่ร้อนตัว ใจ อึ๊งภากรณ์ ตอบคำโต้แย้งของ ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี

 

 มีหลายคนออกมาโต้บทความของผม “แรงงานไม่ควรหลงเลือกนายใหม่ในรูปแบบพรรคอนาคตใหม่” [ดู https://bit.ly/2yJp3Q0 ] ผมจะไม่ขอโต้ตอบ พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ ที่ไม่เข้าใจอะไรเลยเกี่ยวกับชนชั้นในโลกทุนนิยมสมัยใหม่หรือแม้แต่พรรคแรงงานอังกฤษภายใต้ เจเรมี คอร์บิน และจะไม่ขอโต้กับ จิตรา คชเดช ที่หดหู่จนยอมจำนนด้วยคำพูดว่าในไทย “การรวมตัวของคนงานมันยาก แค่จัดตั้งสหภาพแรงงาน ผลประโยชน์ใกล้ตัวที่สุดจับต้องได้ ยังยากเลย นับประสาอะไรจะตั้งพรรคการเมืองกรรมกร มันยิ่งยากกว่าหลายเท่า” สองคนนี้ได้แต่กระแนะกระแหนแบบไร้สาระ

แต่จะขอโต้ตอบ ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี เพราะการโต้แย้งของเขามีสาระ ทั้งๆ ที่เต็มไปด้วยช่องโหว่

ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี อ้างว่าพรรคอนาคตใหม่มีนโยบายสร้างรัฐสวัสดิการ แต่ในเว็บไซต์ของพรรค [ดู https://bit.ly/2ESdyvi ]  มีการเขียนเพียงแต่ว่า “พรรคอนาคตใหม่ตระหนักถึงความจำเป็นในการผลักดันให้ประเทศไทยเดินหน้าสู่การสร้างรัฐสวัสดิการที่ถ้วนหน้า ครบวงจร”

คำสำคัญในประโยคนี้คือ “ผลักดัน” และ “เดินหน้าสู่” พูดง่ายๆ มันเป็นแค่ความหวังหรือความฝันสำหรับอนาคต แต่ถ้าพรรคมีนโยบายที่จะสร้างรัฐสวัสดิการจริง จะต้องเขียนไว้ว่าพรรค “จะลงมือสร้างรัฐสวัสดิการ” โดยอธิบายว่าจะมีรายละเอียดอะไรบ้างอย่างเป็นรูปธรรม และจะสร้างภายในอายุของรัฐบาลหรือรัฐสภา คือภายใน4ปี หรือไม่ ในกรณีรัฐบาลอังกฤษหลังสงครามโลกครั้งที่สองมีการระบุอย่างชัดเจนว่าจะมีสวัสดิการอะไรบ้าง และเริ่มใช้งานเมื่อไร ในกรณีรัฐบาลไทยรักไทยก็มีนโยบายชัดเจนและเป็นรูปธรรมว่าจะเริ่มโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคเมื่อไรและจะมีหน้าตาอย่างไร

ในเว็บไซต์ของพรรคอนาคตใหม่เขียนไว้อีกว่า “พรรคจึงเร่งปรับให้ค่าใช้จ่ายการศึกษาหลังการศึกษาภาคบังคับอยู่ในอัตราที่เหมาะสมต่อการเข้าถึงของประชาชนทั่วไปและสร้างกลไกการสนับสนุนค่าใช้จ่ายสำหรับปัจเจกชนในการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย” คือไม่เรียนฟรีอย่างถ้วนหน้านั้นเอง แต่หลายประเทศในยุโรปมีการเรียนฟรีในระบบรัฐสวัสดิการ

มีการเขียนต่อว่าจะ “ขยายสิทธิและพัฒนาหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้ใกล้เคียงกับสวัสดิการของกลุ่มข้าราชการและมุ่งหวังให้คนไทยได้รับสิทธิการรักษาพยาบาลที่ไม่มีค่าใช้จ่าย” และ “ผู้มีความต้องการด้านการรักษาในโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูงและต้องรักษาต่อเนื่อง จะถูกคำนึงในฐานะสิทธิและศักดิ์ศรีของมนุษย์มากกว่าต้นทุนค่าใช้จ่าย” พูดง่ายๆ คือยังมีระบบสองมาตรฐาน และแค่หวังว่าจะฟรี ไม่ยืนยันว่าจะฟรี

แต่ในระบบรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า การรักษาพยาบาลต้องมีมาตรฐานเหมือนกันหมดและฟรีสำหรับทุกคนไม่ว่าจะมีโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูงและต้องรักษาต่อเนื่องหรือไม่

ในเรื่องภาษี การเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้า คือในอัตราสูงจากคนรวยและกลุ่มทุน เป็นเรื่องสำคัญ แต่พรรคอนาคตใหม่เขียนไว้แค่ว่า “ลดความเหลื่อมล้ำผ่านมาตรการภาษี ไม่ว่าจะเป็นภาษีมรดก ภาษีการถือครองที่ดินปริมาณสูง” ไม่มีการพูดถึงภาษีรายได้ของคนรวยและภาษีที่เก็บจากธุรกิจกลุ่มทุนที่ควรเก็บในอัตราสูง

สรุปแล้วในรูปธรรมนโยบายพรรคอนาคตใหม่ยังไปไม่ถึงรัฐสวัสดิการ และมันตรงกับที่ผมเขียนในบทความของผมว่าพรรคอนาคตใหม่ “ไม่มีข้อเสนอให้เก็บภาษีในอัตราสูงจากเศรษฐีหรือกลุ่มทุน… ไม่มีข้อเสนอเป็นรูปธรรมว่าจะสร้างรัฐสวัสดิการ”

นอกจากนี้ในเรื่องแนวคิด Negative Income Tax หรือเงินคืนภาษีให้คนรายได้น้อยกว่า 100,000บาทต่อปี เงินที่จะให้คนจนมาจากงบประมาณของรัฐ ซึ่งแปลว่ากลุ่มทุนหรือธุรกิจไม่ต้องเพิ่มค่าจ้าง ตรงนี้ ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี ไม่สามารถเถียงได้เลย

 

ในเรื่องกฏหมายแรงงาน ในบทความของผม ผมเขียนไว้ว่า “พรรคอนาคตใหม่ไม่มีข้อเสนอให้รื้อถอนกฏหมายแรงงานที่เป็นอุปสรรคต่อการเคลื่อนไหวของสหภาพแรงงาน และร่างกฏหมายแรงงานใหม่ที่ให้อำนาจกับสหภาพ” ซึ่งผมยืนยันว่าเป็นจริง ส่วน ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี แค่ชี้ไปที่นโยบายพรรคว่าจะ “รับอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 87 ว่าด้วย เสรีภาพในการสมาคมและการคุ้มครองสิทธิในการรวมตัวกัน และฉบับที่ 98 ว่าด้วยการปฏิบัติตามหลักแห่งสิทธิในการรวมตัวกันและการเจรจาต่อรอง” ซึ่งอนุสัญญาดังกล่าวไม่ได้ทำให้อุปสรรคในการนัดหยุดงานหายไป หรือเพิ่มอำนาจต่อรองให้กับสหภาพแรงงานให้เท่ากับอำนาจทุนในรูปธรรมแต่อย่างใด เพราะอนุสัญญาดังกล่าวเป็นแค่นามธรรมที่ไม่ลงรายละเอียดเลย และไม่ห้ามไม่ให้นายทุนปิดงานอีกด้วย

และเรายังไม่พูดถึงการที่พรรคอนาคตใหม่ไม่เสนอให้ยกเลิก 112 ไม่เสนอให้สตรีมีสิทธิทำแท้งเสรี และไม่เสนอให้ชาวปาตานีสามารถกำหนดอนาคตตนเองโดยไม่ต้องพิจารณาความมั่นคงของชาติ