ทำไมเราต้องคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย”

ใจ อึ๊งภากรณ์

ร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย ๒๕๕๙ นี้เป็นเอกสารอัปลักษณ์อย่างที่ฝ่ายประชาธิปไตยทำนายไว้ล่วงหน้าแล้ว เพราะอะไรที่คายออกมาจากปากหมาของเผด็จการย่อมเป็นประชาธิปไตยไม่ได้

แต่เมื่อเทียบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๕๕๘ เมื่อปีที่แล้ว มัน “เนียนกว่า” ในการซ่อนความเลวทราม เพราะมีการตัดหมวดที่เคยชวนให้ขำแบบตลกร้าย ซึ่งเคยพูดถึงคุณสมบัติของผู้นำทางการเมืองที่เป็น “คนดี” และมีการยกเลิก“คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการบังคับปรองดองแห่งชาติ” ที่เคยถูกเสนอให้เป็น “คณะมหาอำนาจ” เพื่อควบคุมรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในอนาคต แต่ไม่มีการยกเลิกแนวคิดนี้แต่อย่างไร เพราะเอาอำนาจในการควบคุมรัฐบาลไปฝากไว้ที่อื่นดังนี้

มีการคงไว้บทบาทและยืดวาระการทำงานของคณะทหารเผด็จการ คสช. ออกไปหลังการเลือกตั้งในมาตรา 263 โดยให้มีส่วนสำคัญในการกำหนด “ยุทธศาสตร์แห่งชาติ” ที่ผูกพันกับ “นโยบายรัฐ” ในหมวดที่ 6

“ยุทธศาสตร์แห่งชาติ” นี้เป็นเครื่องมือในการสืบทอดและแช่แข็งนโยบายของฝ่ายอนุรักษ์นิยม เพื่อไม่ให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง มีเสรีภาพที่จะกำหนดนโยบายเองตามความต้องการของประชาชน นอกจากนี้มันเป็นการเปิดช่องให้ศาลรัฐธรรมนูญจับผิด และถอดถอนนักการเมือง หรือ “วีโต้” นโยบายของรัฐบาลที่ศาลรัฐธรรมนูญตีความเองว่า “ไม่ตรงกับยุทธศาสตร์แห่งชาติ”

นอกจากนี้มีการยืดเวลาการดำรงอยู่ขององค์กร “ปฏิกูลการเมือง” ที่แต่งตั้งโดยเผด็จการ ให้ยาวออกไปหลังการเลือกตั้ง โดยอ้างว่ายังต้อง “ปฏิรูป” อีกหลายเรื่อง มีการให้บทบาททหารหัวทึบ คสช. ในการ “ปฏิรูป”การศึกษา ซึ่งชวนให้เราสงสารเด็กไทยในอนาคตที่ต้องเติบโตภายใต้แนวคิดของคนอย่างประยุทธ์

มีการย้ายข้อความที่เคยดำรงอยู่ใน “มาตรา 7” ของรัฐธรรมนูญปี 40 ซึ่งเคยถูกอ้างโดยพวกอนุรักษ์นิยมว่าให้อำนาจกับกษัตริย์ในการถอดถอนนายกรัฐมนตรีทักษิณและแต่งตั้งนายกคนใหม่ มาอยู่ในหมวดของศาลรัฐธรรมนูญมาตรา 207 ซึ่งเป็นการให้อำนาจล้นฟ้าให้กับศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้เป็นอำนาจที่ลอยอยู่เหนือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

ดังนั้นร่างรัฐธรรมนูญนี้สร้างอำนาจเพิ่มให้กับศาลรัฐธรรมนูญ และต่ออายุ คสช. และองค์กรลูกของ คสช. เพื่อควบคุมรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในอนาคต

เราคงไม่แปลกใจที่ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ พูดว่า “รัฐบาลของประชาชนจะมีสถานะเพียงนกเขาในกรง ที่โก่งคอขันได้ แต่ไร้อิสรภาพ”

ในร่างขยะฉบับนี้การที่นายกรัฐมนตรีสามารถเป็น “คนนอก” ที่ไม่ใช่ สส. ถูกซ่อนไว้ในมาตรา 83 และ154

แน่นอนในมาตรา 270 มีการฟอกตัวและให้ความชอบธรรมจอมปลอม ให้กับคณะทหารโจรมือเปื้อนเลือดที่ปล้นสิทธิเสรีภาพของประชาชน ฉีกรัฐธรรมนูญ และละเมิดชีวิตนักประชาธิปไตยในขณะที่กอบโกยผลประโยชน์เข้ากระเป๋าของตัวเองและพรรคพวก

ในมาตรา 259 มีการยืดวันเลือกตั้งออกไปจนกว่าจะร่างกฏหมายลูกต่างๆ ที่เกี่ยวโยงกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นการยืดเวลาของรัฐบาลเผด็จการออกไปอีก

คราวนี้ไม่มีการเสนอวิธีการเลือกตั้งปลอมให้กับสมาชิกวุฒิสภา คือให้ทั้ง 200 คนมาจากการลากตั้ง โดยให้นักเลียเผด็จการมานั่งเลือกกันเองจากพรรคพวกเดียวกัน และวุฒิสภานี้จะมีอำนาจในการแต่งตั้งศาลรัฐธรรมนูญที่มีอำนาจเหนือรัฐบาลในอนาคต คนที่จะเป็นวุฒิสมาชิกต้องไม่เกี่ยวข้องกับนักการเมือง แต่การเป็นอดีตทหารไม่เป็นอุปสรรคเลยแต่อย่างใด

ร่างกระดาษชำระ “ฉบับมีชัย” นี้ ยังคงไว้เนื้อหาสาระจากร่างฉบับปีที่แล้ว มีการสนับสนุนนโยบายคลั่งตลาด และมีเรื่องการห้ามไม่ให้รัฐบาลมีนโยบายที่ช่วยคนจน ภายใต้คำขวัญของ “การรักษาวินัยทางการคลัง” และเรื่องความ “พอเพียง” และยังถูกออกแบบให้จำกัดไม่ให้ทักษิณกลับมาเป็นนายกด้วยมาตรการต่างๆ เช่นการจำกัดวาระนายกรัฐมนตรีไม่ให้มากกว่า 8 ปี

ถ้าเทียบกับรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ แล้วจะเห็นว่ามีการลดความสำคัญของสิทธิเสรีภาพของประชาชน เช่นมาตรา 25 ซึ่งเป็นมาตราแรกในหมวดสิทธิเสรีภาพ ระบุว่าสิทธิเสรีภาพถูกจำกัดได้ในกรณีที่เป็น “ภัยต่อความมั่นคง” ซึ่งเป็นข้ออ้างครอบจักรวาลประจำของเผด็จการ และมาตรา 44 จำกัดสิทธิในการชุมนุมในกรณีที่เป็น “ภัยต่อความมั่นคง” เช่นกัน ในรัฐธรรมนูญปี ๔๐ จะจำกัดสิทธิในการชุมนุมในกรณีสงครามหรือภาวะฉุกเฉินเท่านั้น นอกจากนี้ร่างขยะใหม่นี้ลดความสำคัญของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพราะรัฐธรรมนูญปี ๔๐ เปิดช่องให้พลเมืองทวงสิทธิ ความเป็นธรรม และการบริการให้กับตนเอง เช่นในกรณีคนพิการ คนชรา หรือกรณีการบริการสาธารณสุขและการศึกษา แต่ในร่าง “มีชัย” มีการใช้ถ้อยคำที่ชวนให้มองว่าเป็นเรื่องที่รัฐต้อง “อุปถัมภ์” ให้ผู้ที่อยู่ภายใต้การปกครอง นอกจากนี้มีการลดความสำคัญของการส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนจากรัฐธรรมนูญปี ๔๐

ถ้าเรารักประชาธิปไตย ท่าทีของเราต่อร่างรัฐธรรมนูญนี้มีท่าทีเดียวคือ “ไม่รับ”

Advertisements

ลอรา วิทเธอร์ริดจ์ วิจารณ์ระบบศาลและตำรวจไทยตรงจุด

ใจ อึ๊งภากรณ์

ตามที่มีการเผยแพร่ข้อวิจารณ์ประเทศไทย ของ ลอรา วิทเธอร์ริดจ์ พี่สาวของ ฮันนาห์ วิเทอร์ริดจ์ ในสื่อสากลนั้น ผู้เขียนค่อนข้างจะเห็นด้วยกับข้อวิจารณ์ดังกล่าวในประเด็นสำคัญๆ

ฮันนาห์ วิเทอร์ริดจ์ และ เดวิด มิลเลอร์ สองนักท่องเที่ยวอังกฤษ ถูกฆ่าตายอย่างโหดร้ายที่เกาะเต่า แต่ตำรวจไทยกลับรีบจับสอง “แพะ” คนงานจากพม่า ซอ ลิน กับ วิน ซอตัน และในเดือนที่ผ่านมาศาลไทยก็ตัดสินลงโทษประหารชีวิตเหยื่อระบบอยุติธรรมของไทยสองคนนี้

ลอรา วิทเธอร์ริดจ์ ตั้งข้อสังเกตว่าไทยไม่ใช่ “เมืองยิ้ม” อย่างที่มีการโฆษณากันเป็นประจำ และหาดทรายไทยที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวไม่ใช่ “สวรรค์” อย่างที่หลายคนเชื่อ พร้อมกันนั้นก็กล่าวหาตำรวจไทยว่าไร้ประสิทธิภาพและเต็มไปด้วยการคอร์รับชั่น เขาอธิบายเพิ่มว่า “คนไทยมักจะเกลียดชาวต่างชาติรวมถึงนักท่องเที่ยวตะวันตก” อีกด้วย และที่แย่สุดคือวาจาของเจ้าหน้าที่รัฐไทยบางคนเกี่ยวกับคดีนี้ ซึ่ง ลอรา วิทเธอร์ริดจ์ รับไม่ได้ และไม่ควรจะรับได้อีกด้วย

ในหลายประเด็น ลอรา วิทเธอร์ริดจ์ วิจารณ์สังคมไทยตรงจุด

คนเสื้อแดงและนักเคลื่อนไหวทางสังคมในไทย มีประสบการของความโหดร้ายทารุณของชนชั้นปกครองไทยและมาเฟียท้องถิ่นไทย โดยที่ฆาตกรเหล่านี้ไม่เคยถูกนำมาขึ้นศาลหรือถูกลงโทษแต่อย่างใด สำหรับเรา “ไทยเป็นเมืองน้ำตาตกใน” ไม่ใช่เมืองยิ้มแต่อย่างใด

ในแหล่งท่องเที่ยวติดทะเลของไทยที่สวยงามหลายที่ มีการควบคุมธุรกิจโดยมาเฟียหรือผู้มีอิทธิพล พวกนี้ทั้งโลภมาก ใช้พฤติกรรมอันธพาล และป่าเถื่อนในการขูดรีดแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน และแน่นอนมาเฟียเหล่านี้ก็ใกล้ชิดสนิทสนมกับตำรวจและทหาร

พลเมืองไทยจำนวนมาก รวมถึงผู้เขียนเอง ก็มีประสบการณ์ของการคอร์รับชั่นโดยตำรวจ และพฤติกรรมที่เลวทรามต่อประชาชน และเราทุกคนทราบดีว่าศาลไทยลำเอียงและไร้ความยุติธรรมอย่างไร

สองแพะ ซอ ลิน กับ วิน ซอตัน ต้องถูกมองว่าเป็นคนบริสุทธิ์จนกว่าจะมีการพิสูจน์ว่าเขากระทำความผิด จริง และในสภาพที่หลักฐานของฝ่ายตำรวจและอัยการไร้น้ำหนักโดยสิ้นเชิง และขัดแย้งในตัว อย่างที่หมอพรทิพย์เปิดเผยออกมา เราต้องสรุปว่ายังไม่มีการพิสูจน์ว่าสองคนนี้คือคนร้ายตัวจริง แถมตำรวจใช้การทรมานเพื่อบังคับให้ “สารภาพ” อีกด้วย

การทรมานผู้ต้องขังเป็นวัฒนธรรมเลวทรามของตำรวจและทหารไทยในหลายกรณีที่ผ่านมา

เรื่องการเหยียดเชื้อชาติของคนไทยจำนวนมาก เป็นเรื่องที่ผู้เขียนวิจารณ์มานาน ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติต่อคนจากประเทศเพื่อนบ้าน หรือคำเหยียดหยามที่คนไทยจำนวนมากใช้เรียกคนที่เขามองว่าไม่ใช่คนไทย ไม่ว่าจะเป็นคำว่า “ไอ้มืด” “แขก” “ฝรั่ง” “ญวน” หรือ “ไอ้หม่อง” บ่อยครั้งเวลาผู้เขียนยกประเด็นนี้มาวิจารณ์ ก็จะมีคนที่เรียนจบสูงจำนวนมากที่ไม่ยอมรับและจงใจไม่เข้าใจ แต่ทุกวันนี้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่อื้อฉาวในการปฏิบัติต่อคนต่างชาติ โดยเฉพาะในเรื่องแรงงานทาส

แน่นอนการเหยียดเชื้อชาติมีในประเทศอื่นทั่วโลก แต่ที่ขาดไปสำหรับสังคมไทยคือขบวนการทางสังคมหรือพรรคการเมืองที่ออกมาคัดค้านเรื่องนี้อย่างชัดเจน

เราคงให้อภัยคุณ ลอรา วิทเธอร์ริดจ์ ได้ที่เหมารวมว่าคนไทยหรือสังคมไทยเลวอย่างนั้นอย่างนี้ และเราคงให้อภัยเขาได้ที่เขาไม่วิเคราะห์ภาพรวมของสังคมไทยอย่างเป็นระบบ เพราะเขาทั้งโกรธและเศร้าเรื่องสิ่งที่เกิดขึ้นกับน้องสาวเขา และผู้เขียนเองก็เห็นพฤติกรรมแย่ๆ ของคนไทยบางคนที่โพสธ์ภาพเปลือยของศพ ลอรา วิทเธอร์ริดจ์ ในเฟสบุ๊ก โดยไม่มีจิตสำนึกของความเป็นคนแม้แต่นิดเดียว

แต่ในความจริงประเทศไทยเป็นสังคมที่มีสองใบหน้า เพราะเป็นสังคมชนชั้นเหมือนสังคมอื่นๆ ทั่วโลก

คนไทยจำนวนมากเป็นคนน่ารัก มีมารยาท และเมตตาต่อผู้อื่น ไม่ต่างจากคนอังกฤษ คนฝรั่งเศส คนซิเรีย หรือคนอิรัก ฯลฯ และตำรวจไทยทุกคนก็ไม่ได้เลวทราม

แต่เราทราบดีว่าเราอยู่ในสังคมที่ปกครองโดยคนป่าเถื่อน และบ้าอำนาจ ที่พร้อมจะโหดร้ายทารุณต่อประชาชนทั้งประเทศมาตั้งแต่กำเนิดของรัฐไทย แถมตอนนี้เรามีเผด็จการทหารมาซ้ำเติมอีกด้วย พวกชนชั้นปกครองไทยใช้ลัทธิคลั่งชาติและกษัตริย์ เพื่อกล่อมเกลาให้พลเมืองส่วนใหญ่จงรักภักดีต่อเขา นี่คือสาเหตุที่ประชาชนจำนวนมากหลงใช้ความคิดเหยียดเชื้อชาติ นี่คือสาเหตุที่ผู้มีอำนาจในทุกระดับไม่เคยเคารพประชาชนและใช้พฤติกรรม วาจา และการกระทำแบบแย่ๆ ต่อพลเมืองธรรมดาอย่างต่อเนื่อง ลองนึกภาพประสบการณ์ของประชาชนที่ต้องเข้าไปสัมผัสหน่วยงานของรัฐแล้วจะเข้าใจทันที

สภาพเช่นนี้จะดำรงต่อไปตราบใดที่เราไม่ล้มเผด็จการและสร้างสังคมที่มีความอารยะตามแนวสังคมนิยม

เราไม่สามารถทำให้สองชีวิต ฮันนาห์ วิเทอร์ริดจ์ และ เดวิด มิลเลอร์ ฟื้นตัวกลับมาได้ แต่สิ่งที่เราทำได้เป็นรูปธรรมตอนนี้ คือการรณรงค์เพื่อปกป้องชีวิตของ ซอ ลิน กับ วิน ซอตัน

สถานภาพ “คนพิการ” กับการเมืองฝ่ายซ้าย

ใจ อึ๊งภารณ์

ความพิการที่เราพบในสังคม ไม่ว่าจะเป็นความพิการทางร่างกายหรือทางปัญญาในรูปแบบต่างๆ จริงๆ แล้วเป็นสภาพที่ถูกกำหนดมาจากค่านิยมของสังคม

แน่นอนความบกพร่องทางกาย เช่นการไม่มีขา หรือความตาบอด หรือความบกพร่องทางปัญญา เช่นดิสเล็กเซีย (ปัญหาในการเขียนอ่าน) หรือความบกพร่องทางปัญญาอื่นๆ เช่นดาวน์ซินโดรม เป็นสภาพจริง แต่มันไม่ใช่สภาพที่ควรจะนำไปสู่ “ความพิการ”

“ความพิการ” ในที่นี้ หมายถึงการที่มนุษย์บางกลุ่มถูกปฏิเสธไม่ให้มีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ในสังคม จนชีวิตเขาถูกลดศักดิ์ศรีและคุณค่าลงไป มันเป็นสภาพที่กำหนดจากค่านิยมของสังคมชนชั้น

คนล้าหลังในประเทศไทยมักจะคิดว่าความพิการเกิดจาก “กรรม” ในชาติก่อนหรือแม้แต่ในชีวิตนี้ ความเชื่อแบบนี้อาจลดลงจากเดิม อย่างไรก็ตามแม้แต่คนที่เลิกเชื่อเรื่องกรรม อาจมองว่ามันเป็นเรื่องปกติที่คนพิการไม่ได้มีส่วนร่วมในสังคมอย่างเต็มที่ เช่นการที่ไม่มีงานทำ หรือต้องทำงานประเภทเงินเดือนต่ำ การที่เดินทางด้วยระบบขนส่งมวลชนอย่างสะดวกสบายไม่ได้ หรือการที่คนพิการหลายหลุ่มไม่สามารถเรียนในมหาวิทยาลัยได้

คนส่วนใหญ่มักมองอีกด้วยว่าการกีดกันคนพิการออกจากบทบาทหลักๆ ในสังคม เป็นเรื่อง “ธรรมชาติ” ที่มีมาตลอดประวัติศาสตร์มนุษย์ แต่มันมีหลักฐานมากพอสมควรที่ชี้ให้เห็นว่าในอดีต ก่อนกำเนิดระบบทุนนิยม คนพิการยังมีบทบาทในสังคมได้ หรืออย่างน้อยก็เป็นสมาชิกเต็มตัวของสังคมได้ เพราะในสังคมก่อนทุนนิยมมันมีพื้นที่ให้คนที่มีความหลากหลายมีบทบาทได้

ระบบทุนนิยมเป็นระบบที่ตีราคากับทุกสิ่งทุกอย่าง และเน้นการแลกเปลี่ยนสินค้าเพื่อแสวงหากำไร แม้แต่แรงงานมนุษย์ก็เป็นสินค้าที่มี “ราคา”

ในระบบทุนนิยม คนพิการถูกมองว่าสร้างกำไรให้นายทุนไม่ค่อยได้ ดังนั้นความพิการกลายเป็นสิ่งที่สร้างค่าใช้จ่ายให้กับรัฐหรือทุน บ่อยครั้งพวกนักการเมืองฝ่ายขวาและกลุ่มทุนที่เน้นกลไกตลาดเสรี มักจะต้องการตัดสวัสดิการสำหรับคนพิการ หรือในกรณีไทย ไม่ให้สวัสดิการแต่แรก เพราะไทยไม่มีรัฐสวัสดิการ

การเน้น “ประสิทธิภาพ” ในการผลิตภายใต้พระเจ้าแห่งกำไร เป็นอุสรรคสำคัญในการที่มนุษย์ทุกคนจะถูกมองว่ามีค่าเท่ากันและให้อะไรกับสังคมได้อย่างเต็มที่ ผลคือคนพิการถูกผลักดันให้เป็นคนชายขอบของสังคม

ยิ่งกว่านั้น ความคิดกระแสหลักของทุนนิยม หลอกเราว่าทุกคนพึ่งตนเองในฐานะปัจเจก ดังนั้นคนพิการถูกมองว่าเป็น “ภาระ” เพราะต้องพึ่งพาคนอื่น แต่ในความเป็นจริงมนุษย์ทุกคนในสังคมต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน อาหารที่เรากิน ไฟฟ้าที่เราใช้ อุปกรณ์ต่างๆ ล้วนแต่เป็นผลของการทำงานรวมหมู่ของคนอื่นๆ มากมาย ถ้าเราไม่มีเพื่อนมนุษย์ที่เราพึ่งพาซึ่งกันและกัน เราอยู่ไม่ได้

คนพิการไม่ใช่ผักที่ต้องนั่งอยู่เฉยๆ เขามีความสามารถเฉพาะของเขาที่จะมีประโยชน์กับสังคมได้เสมอ

นอกจากนี้ทุนนิยมทำให้การทำสงครามกลายเป็นการฆ่ากันในระดับอุตสาหกรรม แน่นอนก่อนยุคทุนนิยมก็มีสงครามแต่มันไม่ร้ายแรงและแพร่หลายเหมือนโลกสมัยใหม่ และสภาพสงครามของทุนนิยมนี้ก็มีผลในการสร้างความพิการทั้งทางกายและจิตใจ

แล้วทางออกคืออะไร?

นักสังคมนิยมมาร์คซิสต์สนับสนุนการปฏิรูปสังคมที่ให้หรือปกป้องสวัสดิการ และการบริการที่ช่วยคนพิการ แต่แค่นั้นไม่พอ เพราะ “ความพิการทางสังคม” ที่กีดกันคนเหล่านี้ออกจากการมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ในสังคมจะยังมีอยู่ และการมองว่าบางคนไม่สามารถให้อะไรกับสังคมเท่าคนอื่นก็จะยังดำรงอยู่

มาร์คซ์ เคยอธิบายว่าระบบทุนนิยมทำลายความเป็นมนุษย์ของเรา ดังนั้นเราต้องการปฏิวัติสังคม เพื่อให้มนุษย์ทุกคนเติบโตอย่างรอบด้านได้ และเพื่อให้คนทุกประเภทกลับมามีบทบาทในสังคมโดยถูกเคารพว่ามีคุณค่า เราทุกคนไม่เหมือนกันอยู่แล้ว และบทบาทของแต่ละคนจะไปในทิศทางของความถนัด แต่มันไม่ได้หมายความว่าเราต้องให้คุณค่าที่แตกต่างกัน นอกจากนี้การสร้างความเท่าเทียมไม่ได้แปลว่าเราต้องปฏิบัติกับทุกคนเหมือนกัน เราต้องเลือกปฏิบัติเพื่อพัฒนาคนที่ต้องการความช่วยเหลือ เป้าหมายของเราคือการปลดแอกมนุษย์ทุกคน

แต่แน่นอนการปฏิวัติสังคมที่พูดถึงนี้ต้องล้มเผด็จการทหารและเผด็จการทุนนิยมที่ครอบงำชีวิตของเราอยู่

__________________________________________________________________________

เนื้อหาหลายส่วนของบทความนี้มาจากบทสัมภาษณ์ Roddy Slorach ซึ่งพึ่งเขียนหนังสือใหม่ชื่อ A Very Capitalist Condition: A History and Politics of Disability (Bookmarks, London) บทสัมภาษณ์นี้ตีพิมพ์ในวารสาร Socialist Review ฉบับธันวาคม2015

วัฒนธรรมการลอยนวลของอาชญากรรัฐไทย

ใจ อึ๊งภากรณ์

ข่าวร้ายชิ้นหนึ่งในสัปดาห์ปลายปี ๒๕๕๘ คือการยกเลิกคดีการฆ่าทนายสมชาย และการปล่อยให้ฆาตกร อภิสิทธิ์และสุเทพ ลอยนวลในกรณีฆ่าเสื้อแดงผู้รักประชาธิปไตยในปี ๒๕๕๓ ข่าวสองชิ้นนี้ย้ำว่ายังมีการผลิตซ้ำวัฒนธรรมปกป้องคนเลวและการลอยนวลของอาชญากรรัฐไทย

ข่าวเรื่องอภิสิทธ์และสุเทพ คงไม่ทำให้เราแปลกใจ เพราะไอ้ยุทธ์มือเปื้อนเลือดก็มีส่วนสำคัญในการสั่งฆ่าเสื้อแดงในเหตุการณ์นั้น และนายทหารคนนี้ก็มีส่วนในการสร้างรัฐบาลอภิสิทธิ์ชุดนั้นในค่ายทหารอีกด้วย

ทนายสมชาย นีละไพจิตร เป็นทนายที่พยายามปกป้องชาวมาเลย์มุสลิมที่ถูกตำรวจไทยทรมานให้สารภาพว่ามีส่วนในการปล้นปืนจากค่ายทหารในปาตานี เขาถูกลักตัวไปฆ่าโดยตำรวจหลายนายจากหลายหน่วยงาน ซึ่งหมายความว่าตำรวจระดับชั้นผู้เป็นใหญ่ และผู้นำประเทศในยุคนั้น เปิดไฟเขียวหรือเพิกเฉยกับอาชญากรรมนี้ ดังนั้น ทักษิณ ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น ควรต้องรับผิดชอบ และเราไม่ควรลืมว่าทักษิณมือเปื้อนเลือดจากอาชญากรรมที่ตากใบอีกด้วย

เราอาจพูดได้ว่าผู้นำทางการเมือง ตำรวจ กับทหารจำนวนมาก และแม้แต่กษัตริย์ไทย มีส่วนในการสนับสนุนหรือก่ออาชญากรรมรัฐ และจนถึงทุกวันนี้ทุกคนก็ลอยนวลไม่เคยต้องถูกนำมาขึ้นศาล ไม่มีการลงโทษนายทหารชั้นผู้ใหญ่ หรือนักการเมืองที่สั่งฆ่าประชาชน ไม่ว่าจะเป็นในเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา ๖ตุลา พฤษภา ๓๕ และราชประสงค์ปี ๕๓ ทั้งภายใต้อำนาจเผด็จการทหาร หรือที่ตากใบกรณีทนายสมชาย และในสงครามยาเสพติดภายใต้รัฐบาลทักษิณ

คนที่ลอยนวลไม่ใช่แค่เจ้าหน้าที่รัฐ แต่รวมไปถึงอันธพาลคลั่งเจ้าที่เป็นแนวร่วมของรัฐเผด็จการ เช่นพวกเสื้อเหลือง หรือม็อบสุเทพกับม็อบฟาสซิสต์ของคนที่อ้างตัวเป็นพระสงฆ์ด้วย ยังไม่มีการลงโทษพวกนี้ทั้งๆ ที่ใช้ความรุนแรงในการยึดสถานที่ราชการเพื่อห้ามไม่ให้พลเมืองไปใช้สิทธิเลือกตั้ง

ถ้าพูดถึง “ศาล” เราคงเข้าใจดีว่าระบบตุลาการไทยถูกออกแบบเพื่อมีหน้าที่รับใช้อาชญากรอำมาตย์ และได้รับการปกป้องจากกฏหมาย “หมิ่นศาล” ซึ่งเป็นกฏหมายเผด็จการที่ไม่ต่างจากกฏหมาย 112 ที่ทหารใช้ในการปกป้องตนเองและกษัตริย์

ประเทศไทยเป็นประเทศที่ไร้มาตรฐานสิทธิมนุษยชนโดยสิ้นเชิง รากฐานปัญหาอยู่ที่การมองว่าคนไทย ไม่ใช่ “พลเมือง” ที่เท่าเทียมกัน บ่อยครั้งมีการเรียกผู้คนด้วยคำล้าสมัยว่า “ราษฎร” ซึ่งหมายถึงประชาชนผู้อาศัยอยู่ในแว่นแคว้นของพระราชา มันเป็นคำจากยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ไม่เหมาะสมกับประชาธิปไตยในยุคปัจจุบัน

แนวความคิดว่าบางคน “สูง” บางคน “ต่ำ” ถูกผลิตซ้ำโดยพฤติกรรมของทหาร นักการเมือง และนายทุน ทหารระดับนายพลจึงมองว่าตนเองสามารถเข่นฆ่าประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตยได้ตามอำเภอใจ

การเรียกทหารชั่วระดับสูงในสื่อว่า “บิ๊ก” และการใช้คำว่า “ท่าน” นำหน้าพวกอาชญากรรัฐ เป็นการสืบทอดวัฒนธรรมหมอบคลาน

ทำเนียมหมอบคลานต่อคนที่อ้างตัวเป็น “ผู้ใหญ่” เป็นวิธีทำให้ผู้หมอบคลานมีฐานะเป็นสัตว์เดรัจฉาน ไม่ใช่คนที่ยืนสองขา ทำเนียมแย่ๆ นี้ถูกกระจายลงไปสู่โรงเรียนและครัวเรือน คนรวยมักชอบให้คนรับใช้ก้มหัวคลาน และทำงานทั้งวันทั้งคืน แม้แต่ในภาษาพูดก็มีการเน้น “สูงต่ำ” เช่นคำว่า “หนู” ที่สตรีถูกกล่อมเกลาให้เรียกตัวเอง ซึ่งเป็นการเสริมว่าผู้หญิงเป็นคนชั้นสอง

ในสถานที่ทำงาน นายจ้างมักมองว่าตนเองมีสิทธิ์เผด็จการเหนือลูกจ้าง และกฏหมายแรงงานบวกกับอคติของผู้พิพากษาศาลแรงงาน มักสนับสนุนความคิดเผด็จการอันนี้

ในระบบยุติธรรมทั่วไป พวกที่นั่งบัลลังก์มักมองพลเมืองธรรมดาด้วยความดูถูกดูหมิ่น และเหมือนไม่ใช่คนที่ควรได้รับความเคารพ นักโทษในคุกถูกปฏิบัติเหมือนเป็นสัตว์ แทนที่จะใช้ความคิดสากลสมัยใหม่ที่มองว่านักโทษก็มีสิทธิ์เช่นกัน

ถ้าเราจะสร้างมาตรฐานสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับสังคมเรา เราต้องยุบคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพราะองค์กรนี้เต็มไปด้วยตำรวจ ทหาร และนักวิชาการที่มีอคติต่อประชาธิปไตย แทนที่จะหวังพึ่งองค์กรกึ่งรัฐแบบนี้ เราต้องหันมาให้ความสำคัญกับขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมที่เรียกร้องเสรีภาพและประกอบไปด้วยมวลชนจำนวนมาก บทเรียนจากทั่วโลก สอนให้เรารู้ว่าสหภาพแรงงานที่อิสระจากอิทธิพลของคนชั้นสูง มีบทบาทสำคัญในการสร้างขบวนการแบบนี้

ความฝันลอยๆ ของนักวิชาการบางคน ที่จะตั้งคณะกรรมการค้นหาความจริงเพื่อนำอาชญากรรัฐมาลงโทษ จะละลายไปกับน้ำ ถ้าไม่ให้ความสำคัญกับพลังมวลชนแบบนี้

การสร้างมาตรฐานสิทธิมนุษยชนแยกไม่ออกจากความจำเป็นที่จะต้องล้มอำนาจทางการเมืองของทหาร และการล้มอิทธิพลของลัทธิกษัตริย์ ในระยะยาวเราต้องรณรงค์ให้ความคิดเรื่อง “พลเมืองที่เท่าเทียม” กลายเป็นความคิดกระแสหลัก

ปัญหารอบใหม่ของตลาดหุ้นจีนบ่งบอกถึงวิกฤตเศรษฐกิจโลก

ใจ อึ๊งภากรณ์

ราคาหุ้นในตลาดหุ้นทุนนิยมจีนดิ่งลงจนรัฐบาลต้องแช่แข็งการซื้อขายหุ้นและสัญญาว่าจะแทรกแซงตลาด แต่ปรากฏการณ์ล่าสุดเป็นเพียงอาการของปัญหาเศรษฐกิจจีน ซึ่งสะท้อนวิกฤตระยะยาวของทุนนิยมโลก และแน่นอนมันจะมีผลกระทบกับประเทศไทย

สิ่งที่เราเห็นในตลาดหุ้นจีนคือ ผู้บริหารบริษัทขนาดใหญ่ขาดความมั่นใจในบริษัทตนเองจนรีบระบายหุ้นขายในตลาด ถ้าพวกนี้ขาดความเชื่อมั่นในบริษัทตนเองใครเล่าจะมั่นใจ? ในขณะเดียวกันตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรมของจีนก็ลดลงในอัตราที่ไม่เคยเห็นในรอบ 25 ปีที่ผ่านมา

ทุกประเทศเป็นส่วนหนึ่งของระบบทุนนิยมโลก และปัญหาของจีนมีผลจากปัญหาในประเทศอื่นที่ลดการซื้อสินค้าจากจีน และส่งผลต่อสภาพเศรษฐกิจประเทศอื่นที่ขายวัตถุดิบและชิ้นส่วนการผลิตให้จีนอีกด้วย ระดับการค้าในตลาดโลกอยู่ในสภาพคาราคาซัง ดังนั้นอย่าไปหวังเลยว่าเศรษฐกิจไทยจะดีในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการผลิตภาคอุตสาหกรรมหรือชิ้นส่วนเพื่อส่งออก หรือการผลิตวัตถุดิบแบบยางพารา ก็จะมีปัญหาทั้งสิ้น

ในไทยเราเคยผ่านวิกฤตครั้งก่อนในยุควิกฤตต้มยำกุ้ง วิธีที่รัฐบาลทักษิณจัดการกับปัญหาคือการพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจ และเพิ่มกำลังซื้อของพลเมือง ด้วยวิธีการที่พวกอนุรักษ์นิยมคลั่งตลาดด่าว่าเป็น “ประชานิยม” และ “ขาดวินัยทางการคลัง” แต่รัฐบาลเผด็จการทหารคงไม่มีปัญญาที่จะกลับรำในนโยบายเศรษฐกิจ การกดอัตราค่าแรง การวิจารณ์โครงการจำนำข้าว และการเรียกร้องให้คนจนจ่ายค่าบริการสาธารณสุข เป็นแค่ตัวอย่างวิธีคิดของพวกคลั่งตลาดในรัฐบาลทหาร

อย่างไรก็ตามวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งในอดีตแก้ไขง่ายกว่าวิกฤตปัจจุบัน เพราะตอนนั้นมันมีผลกระทบระยะสั้นแค่ในเอเชียและรัสเซีย ตอนนี้ปัญหาเศรษฐกิจมันระบาดไปทั่วโลก และประเทศหนึ่งฟื้นตัวผ่านการอาศัยเศรษฐกิจประเทศอื่นไม่ได้ ดังนั้นแม้แต่การกระตุ้นเศรษฐกิจภายในก็อาจไม่พอ นั้นคือปัญหาของระบบทุนนิยมที่อิงการแสวงหากำไร

นักเศรษฐศาสตร์มาร์คซิสต์ชื่อ ไมเคิล โรเบิรตส์ อธิบายมานานแล้วว่าโลกเราอยู่ในช่วงวิกฤตระยะยาวมาตั้งแต่ปี 2008 ทั้งๆ ที่มีการฟื้นตัวชั่วคราวของเศรษฐกิจในบางประเทศ (ดูบทความ “วิกฤตเศรษฐกิจโลกระยะยาว” ในบล็อกเลี้ยวซ้าย http://bit.ly/1mCmg2f )

ไมเคิล โรเบิรตส์ อธิบายว่าในรอบหลายปีที่ผ่านมา นักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักขององค์กรระหว่างประเทศพยายามฝันว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นขึ้น แต่ทุกปีก็ถูกพิสูจน์ว่าเป็นการฝันแบบลมๆ แล้งๆ เพราะต้นเหตุของวิกฤตเศรษฐกิจระยะยาวของโลก มาจากการที่อัตรากำไรลดลงและยังไม่ฟื้นตัว ซึ่งเป็นผลให้กลุ่มทุนใหญ่ชะลอการลงทุน ทั้งหมดนี้อธิบายผ่าน “ทฤษฏีแนวโน้มการลดลงของอัตรากำไร” และ “ทฤษฏีมูลค่าแรงงาน” ที่ชาวมาร์คซิสต์ใช้มานานแต่ถูกปฏิเสธโดยนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก (ดู https://thenextrecession.wordpress.com/ )

อย่ามาอ้างกันเลยครับว่าเราต้องยอมรับทุนนิยมและสังคมนิยมแก้ไขปัญหาโลกไม่ได้

เราจะปกป้องและพัฒนาระบบบัตรทองได้อย่างไร?

ใจ อึ๊งภากรณ์

ในอดีตพวกคลั่งกลไกตลาดเสรีพยายามหลายครั้ง ที่จะทำลายอุดมการณ์ระบบสาธารณสุขถ้วนหน้า ที่หมอสงวน นิตยารัมภ์พงศ์ เป็นผู้บุกเบิกในยุครัฐบาลทักษิณ ซึ่งอุดมการณ์นี้เป็นสาเหตุสำคัญที่ประชาชนชื่นชมรัฐบาลทักษิณในยุคนั้น ล่าสุดรัฐบาลเผด็จการของประยุทธ์ก็พยายามเช่นกัน โดยที่ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เสนอเหมือนแผ่นเสียงตกร่องว่าประชาชน “ต้องร่วมจ่าย” ในระบบบัตรทอง โดยอ้างว่ารัฐ “แบกรับไม่ไหว”

ส่วน สุริยะใส กตะศิลา สุนักรับจ้างขององค์กรสลิ่มทุกยุค ก็ออกมาเห่าหอนสนับสนุนรัฐบาลในเรื่องนี้

ทุกคำที่ออกมาจากปากพวกนี้ล้วนแต่เป็นคำโกหกหลอกลวงทั้งสิ้น

ระบบ “๓๐ บาทรักษาทุกโรค” เป็นแนวคิดของคนก้าวหน้าในยุคหลังวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง คนที่ได้ชื่อว่าผลักดันเรื่องนี้จนสำเร็จมากที่สุดคือ หมอสงวน นิตยารัมภ์พงศ์ ซึ่งชื่นชมระบบสาธารณสุขอังกฤษ ในยุคนั้น “อุดมการณ์” ของระบบนี้ คือความพยายามที่จะให้พลเมืองทุกคนที่ไม่ได้อยู่ภายใต้ระบบประกันสังคมหรือระบบข้าราชการ สามารถเข้าถึงการบริการสาธารณสุขอย่างถ้วนหน้า โดยอาศัยแค่สิทธิการเป็นพลเมืองเท่านั้น การเก็บเงิน ๓๐ บาท เป็นแค่การเก็บเงินในเชิงสัญลักษณ์ จึงไม่เรียกว่าเป็นการ “ร่วมจ่าย”

หลังจากการทำรัฐประหาร ๑๙ กันยา ๒๕๔๙ นสพ. บางกอกโพสธ์รายงานว่ารัฐบาลเผด็จการลงมือตัดงบระบบ ๓๐ บาทไป 23% แต่ในขณะเดียวกันมีการเพิ่มงบประมาณทหาร 30% ซึ่งก่อนหน้านี้ในยุคทักษิณมีการค่อยๆ ลดงบประมาณทหาร

เราไม่ควรลืมว่ารัฐบาลทหารหลัง ๑๙ กันยาเป็นรัฐบาลที่เต็มไปด้วยพวกคลั่งกลไกตลาดเสรี พวกนี้ไม่พอใจที่มีการใช้งบประมาณรัฐเพื่อประโยชน์ประชาชน แทนที่จะทุ่มเทงบประมาณเพื่อทหาร พระราชวัง และคนชั้นสูงอย่างเดียว ดังนั้นเขาและนักวิชาการอนุรักษ์นิยมที่สนับสนุนเขา มักจะวิจารณ์นโยบายรัฐบาลทักษิณว่าเป็น “ประชานิยม” และ “ขาดวินัยทางการคลัง” ตามนิยามของพวกกลไกตลาดเสรีที่เกลียดชังสวัสดิการรัฐ แต่ในขณะเดียวกันเวลาพวกนี้มีอำนาจก่อนและหลังรัฐบาลทักษิณ เขาไม่เคยมองว่าการขึ้นงบประมาณทหารเป็นการ “ขาดวินัยทางการคลัง” แต่อย่างใด

ภายใต้รัฐบาลเผด็จการยุคนั้นมีการยกเลิกเก็บค่าพยาบาล ๓๐ บาท ซึ่งในแง่การปฏิบัติเป็นเรื่องดี แต่ถ้าตรวจสอบเจตนาของการทำให้ระบบนี้ฟรี เราจะเห็นว่าหลายคนในแวดวงเผด็จการมีอคติและวาระแอบแฟง คือหลายคนเตรียมจะเสนอให้เก็บค่าพยาบาลเพิ่มขึ้นหลายเท่าภายใต้ระบบที่เขาเรียกว่า “การร่วมจ่าย” คนจนสุดอาจไม่ต้องจ่าย แต่ใครมีรายได้มากกว่านั้นนิดเดียวคงต้องจ่ายมากกว่า ๓๐ บาท หลายเท่า ซึ่งนอกจากจะเป็นการสร้างระบบอนาถาสำหรับคนจนแล้ว ยังสร้างภาระมหาศาลให้กับคนที่ถูกจำแนกว่าไม่ได้อยู่ในระดับยากจนที่สุด

ในยุครัฐบาล “แต่งตั้งโดยทหาร” ของอภิสิทธิ์ มีการเปลี่ยนชื่อจากบัตร ๓๐ บาท เป็น “บัตรทอง” เพื่อตัดความหลังที่มาจากยุคทักษิณออกไป และแน่นอนอภิสิทธิ์และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ก็เป็นพวกคลั่งตลาดเสรีที่สำคัญกลุ่มหนึ่ง ที่เคยวิจารณ์ระบบ ๓๐ บาทมาตลอด

หลายคนเข้าใจผิดว่าแนวเศรษฐศาสตร์เสรีนิยมไปกับระบบประชาธิปไตย ซึ่งไม่จริง ในกรณีไทยเราจะเห็นว่าทั้งประชาธิปัตย์และเผด็จการทหารยุค ๑๙ กันยา และยุคปัจจุบัน เป็นพวกที่เกลียดชังการใช้งบประมาณรัฐเพื่อประโยชน์ประชาชนตามแนวคลั่งกลไกตลาดเสรี ในขณะที่รัฐบาลทักษิณใช้แนวเศรษฐศาสตร์คู่ขนาน คือใช้รัฐและตลาดร่วมกันตามสูตรเศรษฐศาสตร์ “เคนส์”

จริงๆ แล้วคำว่า “ร่วมจ่าย” เป็นคำหลอกลวงของพวกคลั่งกลไกตลาดเสรี เพราะพลเมืองไทยทุกคนจ่ายภาษี ไม่ว่าจะจนหรือรวย ทั้งทางอ้อมเช่นภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือภาษีน้ำมัน หรือผ่านการจ่ายภาษีรายได้ ดังนั้นระบบอะไรที่ใช้งบประมาณรัฐ เป็นระบบที่ประชาชนทุกคนร่วมจ่ายสมทบผ่านภาษีอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าระบบภาษีไทยเป็นระบบที่ส่งเสริมความเหลื่อมล้ำเพราะคนจนมักจ่ายภาษีในสัดส่วนที่สูงกว่าคนรวยถ้าเปรียบเทียบกับรายได้

ดังนั้นเวลาพวกนี้พูดถึงการ “ร่วมจ่าย” เราควรรู้ทันทีว่ามันแปลว่า “คิดค่าพยาบาล” ซึ่งสำหรับบัตรทองแล้ว เป็นการหมุนนาฬิกากลับสู่ยุคก่อนไทยรักไทย และก่อนยุคความทันสมัย ตามความฝันของอำมาตย์ล้าหลัง

การพยายามทำลายอุดมการณ์ของ “๓๐ บาท” เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้แต่ภายใต้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ เพราะในเดือนพฤษภาคม ปี ๒๕๕๖ เราจะเห็นความเสื่อมของแนวคิดเดิม โดยที่ นพ.ประดิษฐ์ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขสั่งให้เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) นำเสนอระบบ “ร่วมจ่าย” เพื่อเปิดประเด็นแนวคิดย้อนยุค แต่มันไม่ออกมาเป็นนโยบายรูปธรรม เหตุการณ์นี้พิสูจน์ว่าเราไม่สามารถหวังพึ่งพรรคเพื่อไทยให้ปกป้องระบบ ๓๐ บาทได้ และแน่นอนเราทราบดีว่าเขาจะไม่นำการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยด้วย

หลังรัฐประหารปี ๒๕๕๗ นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดสาธารณสุข ในยุคแรกๆ ของเผด็จการประยุทธ์ ก็ออกมาเสนอแนว “ร่วมจ่าย” อีก โดยเสนอว่าประชาชนควรจ่ายถึงครึ่งหนึ่งของค่ารักษาพยาบาล นายแพทย์คนนี้เคยเข้าร่วมกับม็อบอันธพาลของสุเทพ รัฐบาลเผด็จการหลังรัฐประหารประยุทธ์ก็จำกัดงบประมาณบัตรทองในขณะที่เพิ่มงบประมาณทหารมหาศาลตามสูตรเดิม ล่าสุด นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขก็ออกมาเสนอเรื่อง “ร่วมจ่าย” อีก

นิมิตร์ เทียนอุดม นักเคลื่อนไหวด้านสุขภาพ เตือนว่าตั้งแต่มีรัฐบาลเผด็จการทหารชุดปัจจุบัน มีการแอบกัดและค่อยๆ ทำลายระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าและผลงานดีๆ ในเรื่องนี้หลายอย่าง โดยเฉพาะผ่านระเบียบออกใหม่ที่จำกัดการใช้งบประมาเหมาจ่ายรายหัวของโรงพยาบาลสำหรับหลายสิ่งหลายอย่าง และการลดบทบาทรัฐวิสาหกิจองค์การเภสัชกรรมในการหายาสำหรับโรงพยาบาลต่างๆ อีกด้วย เราสามารถคาดเดาได้ว่ามาตรการใหม่ๆ ที่เกิดภายใต้เผด็จการประยุทธ์ จะนำไปสู่การอ้างว่ารัฐ “แบกรับ” ไม่ไหว หรือต้อง “ปฏิรูป” ระบบ ซึ่งจริงๆ แล้วแปลว่าพวกนี้อยากทำลายมันมากกว่า แต่ทางออกที่เป็นประโยชน์กับประชาชนคือต้องมีการเพิ่มงบประมาณโดยรัฐ

ปัญหาคือหลายคนที่อยากปกป้องระบบบัตรทอง แค่ชี้ถึงความไม่เสมอภาคระหว่างระบบข้าราชการ ระบบประกันสังคม กับระบบบัตรทอง โดยไม่มองภาพกว้างและไม่เข้าใจพิษภัยของแนวคิดคลั่งตลาดเสรีที่เผด็จการชื่นชม

การที่จะไปขโมยทรัพยากรจากระบบข้าราชการ หรือระบบประกันสังคม เพื่อไปอุดบัตรทอง มันไม่ใช่คำตอบ มันเป็นแค่การกระจายการบริการระหว่างคนทำงานธรรมดา ซึ่งจะกดมาตรฐานสำหรับบางคนเพื่อไปเพิ่มให้คนจนคนอื่น โดยไม่ไปแตะกลุ่มผลประโยชน์ใหญ่ โดยเฉพาะทหาร นายทุนใหญ่และคนรวยชั้นสูงแต่อย่างใด

คนที่ไม่กล้าพูดถึงปัญหางบประมาณทหาร และระบบภาษีที่ไม่เป็นธรรม ควบคู่กับการพยายามปกป้องบัตรทอง จะล้มเหลวโดยสิ้นเชิง และถ้าเราไม่ร่วมกันล้มเผด็จการทหารเราก็จะเดินหน้าไม่ได้เช่นกัน

เราต้องเข้าใจเสมอว่าเรื่องนี้มีพื้นฐานจากการถกเถียงในประเด็นผลประโยชน์ทางชนชั้น เพราะถ้ารัฐบาลอ้างว่ามีงบไม่พอที่จะบริการสาธารณสุข ก็ต้องไปเก็บภาษีจากคนรวยและกลุ่มทุนเพิ่ม และต้องตัดงบทหารและงบคนชั้นสูงอื่นๆ เพื่อเป็นทางออก

การยึดโรงพยาบาลเอกชนมาเป็นของรัฐจะช่วยประหยัดเงินด้วย เพราะตัดค่านายหน้าของกลุ่มทุน และการผลิตยารักษาโรคแพงๆ เอง โดยการฝืนลิขสิทธิ์กลุ่มทุนข้ามชาติ ก็สำคัญเช่นกัน

ประสบการณ์ในอดีตและปัจจุบันชี้ให้เห็นว่า เมื่อมีการวิจารณ์ข้อเสนอเพื่อทำลายระบบ ๓๐ บาทของรัฐบาล ไม่ว่าจะโดยรัฐบาลชุดไหน คนของรัฐบาลมักจะรีบออกมาแก้ตัวโกหกว่าจะ “ไม่แตะ”หรือ “ไม่ทำลาย” ซึ่งมันบ่งบอกว่าพวกนี้กลัวกระแสความโกรธของประชาชน ดังนั้นเราต้องออกมาวิจารณ์กันมากๆ

เราควรรณรงค์เพื่อเดินหน้าสู่การสร้างระบบรัฐสวัสดิการ ขั้นตอนแรกคือการรวมทั้งสามกองทุนสาธารณสุขเป็นกองทุนเดียวกัน โดยรักษามาตรฐานที่ดีที่สุดแล้วนำมาใช้กับทุกส่วน ต้องมีการตัดงบประมาณทหารและงบสิ้นเปลืองอื่นๆ และเราต้องยืนยันว่างบประมาณหลักของระบบสาธารณสุขต้องมาจากภาษีรัฐที่เก็บในอัตราก้าวหน้า คือในอัตราสูงจากคนรวย