กฏ “หมา” กฏหมู่ และความล้าหลังของจุฬาลงกรณ์หมาวิทยาลัย

ใจ อึ๊งภากรณ์

การตัด “คะแนนความประพฤติ” ของ เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล และผู้แทนอื่นๆ ของสภานิสิตนักศึกษา เพื่อเป็นข้ออ้างในการปลดนักศึกษาก้าวหน้าเหล่านี้ออกจากตำแหน่ง เป็นไปตามคำสอนของพวกเผด็จการทหารและศาลเตี้ยระดับชาติ พวกนี้ร่วมกันทำลายสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยของพลเมืองไทย แล้วอ้าง “กฏหมาย” ในการให้ความชอบธรรมกับความเลวทรามทุกอย่างที่มันทำ

“กฏหมาย” หรือ ที่เราควรเรียกว่า “กฏหมา” ที่คนอย่างไอ้ยุทธ์มือเปื้อนเลือดชอบอ้าง เพื่อทำลายนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง และเพื่อปิดปากพลเมืองที่แสดงความไม่พอใจกับระบอบเผด็จการด้วยวาจาหรือการประท้วงอย่างสันติ เป็นแค่สิ่งที่คนบ้าอำนาจที่ตั้งตัวเป็นใหญ่ในปัจจุบันคิดขึ้นมาเอง มันมีความศักดิ์สิทธิ์พอๆ กับคำสั่งของอันธพาลข้างถนน

จุฬาลงกรณ์หมาวิทยาลัยได้ทำ “รัฐประหาร” ล้มผู้แทนนักศึกษาที่มาจากการเลือกตั้ง ตามสันดานเผด็จการของคนที่อ้างตัวเป็น “คนดี”

ในสังคมกะลาแลนด์ “คนดี” จะล็อคคอนักศึกษา ดึงผม และด่าด้วยคำหยาบคาย ในสังคมกะลาแลนด์ “คนดี” จะฆ่าประชาชนมือเปล่าที่เรียกร้องประชาธิปไตย และปล้นสิทธิเสรีภาพอธิปไตยของพลเมือง ในสังคมกะลาแลนด์ “คนดี” แบบนี้ลอยนวล ในขณะที่คนคิดต่างที่ไม่เคยทำผิดเข้าคุก ในสังคมกะลาแลนด์ “คนดี” ที่เป็นคนชั้นกลาง จะใช้คำเหยียดเพศด่านักการเมืองสตรีที่ตนเองไม่ชอบ บางคนเป็นหมอ บางคนเป็น “กวี” ด้วย แต่ “คนดี” ชอบเอ่ยถึง “มารยาทวัฒนธรรมไทย” เสมอ

ในบทความก่อนหน้านี้ ผมเขียนว่าจุฬาลงกรณ์หมาวิทยาลัย แค่สะท้อนความเลวทรามของสังคมไทย แต่ในอีกแง่หนึ่งการพยายามดัดคนหนุ่มสาวให้หมอบคลานต่ออำนาจเผด็จการจนคิดเองไม่เป็น เป็นการผลิตซ้ำลักษณะแย่ๆ ของสังคมไทยสู่อนาคต ไม่ต่างจากการที่แก๊งไอ้ยุทธ์ตั้งตัวเองขึ้นมาเป็นคณะกรรมการยุทธศาสตร์เผด็จการแห่งชาติ ซึ่งจะสืบทอดระบอบเผด็จการสู่อนาคต แง่สำคัญของคณะกรรมการเผด็จการนี้ นอกจากการสืบทอดอำนาจทหารแล้ว และนอกจากการกีดกันนักการเมืองฝ่ายทักษิณ คือมันมีวัตถุประสงค์หลักในการปกป้องผลประโยชน์ของนายทุน คนรวย และ ชนชั้นปกครองที่รวมไปถึงนายพลทั้งหลายอีกด้วย เพราะมันจะดูแลให้มีการใช้นโยบายเสรีนิยมกลไกตลาดสุดขั้ว และกีดกันไม่ให้มีการใช้นโยบายที่ช่วยคนจนและลดความเหลื่อมล้ำ

ดังนั้นเราจะเห็นชัดว่า คณะกรรมการยุทธศาสตร์เผด็จการแห่งชาติ ที่ก่อตั้งจาก กฏ “หมา” ของแก๊งประยุทธ์ ประกอบไปด้วยนายทหาร นายทุนใหญ่จากธนาคารและบริษัทสื่อสาร และพลเรือนรับใช้ของทหาร มีอดีตอธิการบดีหมาวิทยาลัยจุฬาอยู่ตรงนั้นด้วย

การที่คณะกรรมการนี้ไม่มีผู้แทนของคนจน เช่นนักสหภาพแรงงาน สะท้อนแนวทางของมัน แต่มันเป็นเรื่องดีด้วย เพราะถ้ามีผู้แทนของสหภาพแรงงานเข้าไปตรงนั้น คนเหล่านั้นคงเป็นศัตรูที่ทรยศต่อคนทำงานและคนจนแน่นอน

ขอวกกลับมาเรื่องจุฬาลงกรณ์หมาวิทยาลัย…. การที่สถาบันอุดมศึกษาไทย ที่มีนักศึกษาที่เป็นผู้ใหญ่ มีสิ่งที่เรียกว่า “คะแนนความประพฤติ” เป็นเรื่องน่าขำและอับอายขายหน้ามานาน มหาวิทยาลัยในประเทศเจริญเขาไม่มี และไม่มีการบังคับใส่เครื่องแบบตั้งแต่มัธยมปลายอีกด้วย ที่จุฬาฯ นิสิตนักศึกษาที่ไม่ยอมเข้าห้องเชียร์เพื่อถูกรุ่นพี่ทรมานตามระบบ SOTUS ก็อาจถูกตัด “คะแนนความประพฤติ” โดย “อนาจารย์”ที่บังคับบัญชานักศึกษาอีกด้วย

แต่อย่าคิดว่าจุฬาฯ แย่ทั้งสถาบัน เพราะเราทราบว่ามีนักศึกษาที่คิดเหมือนเนติวิทย์ไม่น้อย นี่คือสิ่งที่ผู้มีอำนาจกลัว และเมื่อไม่นานมานี้มีอาจารย์คณะรัฐศาสตร์คนหนึ่ง โพสต์ในโซเชียลมีเดีย รายชื่อหนังสือที่นิสิตปีหนึ่งในภาคปกครองเขาเลือกอ่านก่อนเข้ามหาวิทยาลัย รายชื่อหนังสือนี้สะท้อนว่าเด็กสมัยนี้คิดเองเป็นและสนใจเรื่องราวกว้างๆ ในสังคม และการที่จุฬาฯ มีอาจารย์ที่คิดจะถามนิสิตว่าเคยอ่านหนังสืออะไรมาก่อน สะท้อนว่าอาจารย์บางคนก็คิดนอกกรอบกะลาได้ น่ายินดีมาก

กลับมาเรื่อง “กฏหมา” ที่เอ่ยถึงในตอนต้น ถ้าเราจะล้ม “กฏหมา” ของไอ้ยุทธ์ เราต้องใช้ “กฏหมู่” ของประชาชนส่วนใหญ่ ซึ่งถือว่าเป็นกระบวนการประชาธิปไตยชนิดหนึ่ง

Advertisements

ศาลเตี้ยไทยสร้างมาตรฐานใหม่ของความอยุติธรรม

ใจ อึ๊งภากรณ์

ศาลเตี้ยไทย หมาเลี้ยงของเผด็จการ ได้สร้างมาตรฐานใหม่อันเลวทรามของความอยุติธรรม การจำคุกอดีตรัฐมนตรีและนักการเมืองหลายคนเป็นเวลา 30-40 ปี ในคดีจำนำข้าว นับว่าเป็นการลงโทษทางการเมือง และสาเหตุหลักไม่ใช่เรื่องการกำจัดคอร์รับชั่น แต่เป็นความพยายามที่จะกำจัดนักการเมืองฝ่ายไทยรักไทย/เพื่อไทยต่างหาก ยิ่งกว่านั้นมันเป็นการพยายามฟันธงว่ารัฐบาลในอนาคตจะต้องไม่ใช้งบประมาณเพื่อช่วยประชาชนคนจนอีกด้วย

นักการเมืองที่เผด็จการมือเปื้อนเลือดของไอ้ยุทธ์ไม่ชอบ ถูกลงโทษร้ายแรงกว่าฆาตกรสามัญสามถึงสี่เท่า

แต่สำหรับฆาตกรรายใหญ่ที่สั่งฆ่าประชาชน ไม่ต้องติดคุกเลย ทุกวันนี้ประยุทธ์ อภิสิทธิ์ และสุเทพ ยังลอยนวล

นักศึกษา และนักเคลื่อนไหวธรรมดา ติดคุกเป็นสิบๆ ปี เพราะแค่เห็นต่างกับเผด็จการ หรือเพราะแค่แสดงออกและพูดความจริง

แต่สำหรับคนที่ใช้กำลังอาวุธในการยึดอำนาจ ฉีกรัฐธรรมนูญ และทำลายประชาธิปไตย คือพวกแก๊งทหารปัจจุบัน ยังไม่มีการลงโทษใครเลย และอันธพาลที่ทำลายการเลือกตั้ง คือพวกแก๊งประชาธิปัตย์และสลิ่ม ก็ไม่มีการลงโทษอะไรเลย

นักวิชาการและสื่อมวลชนที่พยายามพูดหรือเขียนความจริง โดนข่มขู่ตลอดเวลา แต่คนที่แต่งตั้งตนเองเป็นผู้นำประเทศหลังรัฐประหาน จะแหกปากพูดเท็จได้ทุกวัน และแถมไม่อายใครอีกด้วย

เรื่องคอร์รับชั่นกลายเป็นคำที่ไม่มีความหมาย เพราะเมื่อทหารคอร์รับชั่น เมื่อทหารกอบโกยผลประโยชน์เข้ากระเป๋า หรือใช้เงินของพวกเราในจำนวนมหาศาลเพื่อซื้ออาวุธที่ไม่จำเป็น เช่น รถถัง เครื่องบิน หรือเรือดำน้ำ โดยไม่มีความโปร่งใสตามกระบวนการประชาธิปไตยแต่อย่างใด มันลอยนวลเสมอ ในขณะที่โครงการจำนำข้าวที่ช่วยชาวนากลายเป็นการคอร์รับชั่น

นอกจากเรื่องสองมาตรฐานของศาลเตี้ยแล้ว ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในรอบสิบปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าฝ่ายทหาร ประชาธิปัตย์ และสลิ่มชนชั้นกลาง เป็นศัตรูของคนทำงานธรรมดา ชาวไร่ชาวนา และยากจน มันเป็นการแสดงความเกลียดชังทางชนชั้น เกลียดคนธรรมดา และเกลียดนักการเมืองที่พยายามช่วยคนจนและครองใจคนส่วนใหญ่ได้

ถ้าท่านไม่อยากใช้ชีวิตภายใต้ระบอบเผด็จการปัจจุบันนี้ เราต้องตั้งสติ มองความจริง และเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ ระบอบเผด็จการไม่เคยหายไปเอง แต่จะถูกล้มโดยพลังประชาชนที่รวมตัวกันเอง การรวมตัวต้องมีการจัดตั้งอย่างเป็นระบบอย่างที่เราเคยทำสมัยก่อน เราต้องเรียนรู้จากการล้มเผด็จการในยุค ๑๔ ตุลา การต่อสู้ของ พคท. และการต่อสู้ในช่วงพฤษภา ๓๕ เราต้องสรุปจุดเด่นจุดด้อย โดยเฉพาะการไปหวังพึ่ง “ผู้ใหญ่” ที่เป็นนักการเมืองอย่างทักษิณ หรือคนที่ตั้งตัวเป็นผู้นำเดี่ยวอย่างจำลอง และเราต้องจัดตั้งภายใต้กระบวนการที่เป็นประชาธิปไตยมากกว่ายุค พคท.

การที่ยิ่งลักษณ์ออกจากประเทศเพื่อหลีกเลี่ยงการติดคุก ในระบบที่ขาดความยุติธรรม เป็นเรื่องที่เราเข้าใจได้ แต่คนที่ “ผิดหวัง” หรือ “ฝัน” เพราะไปตั้งความหวังว่าทักษิณหรือยิ่งลักษณ์จะนำการต่อสู้ ควรจะตื่นได้แล้ว เพราะมันมีการแช่แข็งการต่อสู้โดยนักการเมืองเศรษฐีเหล่านี้มานาน แถมเผด็จการทหารอาจปล่อยให้ยิ่งลักษณ์ออกจากประเทศเพื่อลดพลังในการต่อสู้โดยคนรากหญ้าอีกด้วย

สักวันหนึ่ง ถ้าไทยจะมีความยุติธรรมและสิทธิเสรีภาพ เราต้องจับพวกที่หนีความยุติธรรมทั้งหลายเข้าคุก เช่นประยุทธ์ อภิสิทธ์ สุเทพ และคนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเผด็จการและการหมุนนาฬิกากลับไปสู่ยุคมืด แต่ถ้าเราจะทำเราต้องมีพลัง พลังนั้นจะมาจากพลังของขบวนการเคลื่อนไหวของประชาชนธรรมดา

ประเด็นคือเราจะทนอยู่ในสังคมภายใต้ระบอบกะลาแลนด์ ทนเป็นทาส ทนเป็นพลเมืองชั้นสอง หรือจะลุกขึ้นสู้และให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์และยุทธวิธีในการล้มเผด็จการหรือไม่ แค่เป็นกองเชียร์ให้กลุ่มคนเล็กๆ หรือปัจเจกกล้าหาญ ที่ออกมาแสดงจุดยืนแล้วโดนจับมันไม่พอ

รัฐทุนนิยมไทยและระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

ใจ อึ๊งภากรณ์

 ถ้าเราจะเข้าใจว่าทำไมนักมาร์คซิสต์นิยามรัฐรวมศูนย์ภายใต้การปกครองสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของรัชกาลที่ ๕ ว่าเป็นรัฐทุนนิยม เราจะต้องมาทำความเข้าใจกับศัพท์สำคัญทางรัฐศาสตร์สองคำคือ “ทุนนิยม” และ “รัฐ”

ทุนนิยม

ในหนังสือ ว่าด้วยทุน คาร์ล มาร์คซ์ ได้นิยามระบบทุนนิยมว่ามีองค์ประกอบที่สำคัญที่พอจะสรุปเป็นสูตรได้ดังนี้คือ

เงิน สินค้า เงิน…. (หมุนเวียนไปเรื่อยๆ)

ซึ่งถ้าเราจะอธิบายง่ายๆ ก็คือ มีการลงทุน(ด้วยเงิน) เพื่อผลิตสินค้า เพื่อขายให้ได้เงินทุนกลับมา เพื่อลงทุนต่อไป…. และแน่นอนไม่มีใครจะมาลงทุนเพื่อได้ทุนกลับมาเท่าเดิม ต้องมีการเพิ่มมูลค่าของทุนในรูปแบบกำไร ที่มาจากการขูดรีดมูลค่าส่วนเกินจากแรงงานของลูกจ้างผู้ผลิตสินค้านั้นๆ

ระบบเศรษฐกิจในยุครัชกาลที่ ๕ มีแนวโน้มไปในรูปแบบการลงทุนเพื่อการผลิต ซึ่งสอดคล้องกับรูปแบบของระบบทุนนิยมมากกว่าระบบศักดินา

อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญอย่างยิ่งกับระบบทุนนิยมก็คือ ต้องมีการจ้างแรงงานของชนชั้นกรรมาชีพเพื่อได้มาซึ่งมูลค่าส่วนเกินหรือกำไร แต่แรงงานรับจ้างเป็นแรงงานที่เลือกที่จะทำงานที่ไหนก็ได้ เรียกว่า “แรงงานเสรี” ต่างจากแรงงานบังคับของไพร่และทาสในระบบศักดินา และถ้ามีแรงงานรับจ้างก็ต้องมีชนชั้นนายทุนผู้เป็นนายจ้าง นี่คือที่มาของการเลิกทาส เลิกไพร่

เงื่อนไขหนึ่งที่สำคัญสำหรับการรองรับอำนาจของนายทุน คือความสามารถในการคุมระบบการผลิต โดยการคุมปัจจัยการผลิตและทุน ส่วนลักษณะ รูปร่าง ยศศักดิ์ ของนายทุนเป็นเรื่องรอง ดังนั้นชนชั้นนายทุนในระบบทุนนิยมจะมีหลายรูปแบบเช่น นายทุนเอกชน นายทุนรัฐข้าราชการ หรือนายทุนกษัตริย์ ก็ได้

คาร์ล มาร์คซ์ ในงานเขียนเกี่ยวกับอังกฤษ ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ในสมัยกษัตริย์ เฮนรี่ที่ ๘ ของอังกฤษ ซึ่งเป็นผู้ปกครองในรูปแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ “ลักษณะตำแหน่งยศศักดิ์ของเฮนรี่และที่ดินของผู้ครองที่ดินรายใหญ่ในสมัยนั้น มีลักษณะแบบทุนนิยม ไม่ใช่แบบฟิวเดิล” ลักษณะของรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไทยก็มีลักษณะทุนนิยมเช่นเดียวกัน และมีนักวิชาการหลายคนยอมรับว่าสถาบันกษัตริย์ไทยในสมัยรัชกาลที่ ๕ มีพฤติกรรมทางเศรษฐกิจเหมือนการทำธุรกิจนายทุนโดยใช้พระคลังข้างที่ หรือ สถาบันทรัพย์สินส่วนพระองค์เป็นหน่วยธุรกิจ

ผาสุก พงษ์ไพจิตร อธิบายว่า:

พระองค์ทรงนำประเทศไทยในฐานะเป็นพระมหากษัตริย์นักธุรกิจ

กล่าวคือพระองค์ทรงเข้าร่วมลงทุน โดยผ่านพระคลังข้างที่ กับนักลงทุน

ชาวต่างประเทศ และลงทุนกิจการอสังหาริมทรัพย์อย่างแข็งขันลงทุน

ซื้อขายที่ดิน พัฒนาที่ดินย่านการค้าสำคัญเป็นตลาดหลวง และต่อมาเป็น

ตลาดพระคลังข้างที่ ทั้งยังทรงลงทุนสร้างห้องแถว

ในคำจำกัดความของคำว่า “รัฐ” ของ มาร์คซ์ กับ เองเกิลส์ เขาได้อธิบายว่า “อำนาจของรัฐสมัยใหม่ เป็นแต่เพียงคณะกรรมการจัดการธุรกิจร่วมกันของชนชั้นนายทุนทั้งชนชั้นนั้นเอง” ส่วน เลนิน อธิบายเพิ่มในหนังสือ รัฐกับการปฏิวัติ ว่า “รัฐเป็นเครื่องมือสำหรับขูดรีดชนชั้นผู้ถูกกดขี่” โดยที่รัฐใช้อำนาจในรูปแบบกองกำลังพิเศษของผู้ติดอาวุธ ทหารและตำรวจ คุก และศาล

นักวิชาการมาร์คซิสต์ชื่อ ฮาร์แมน จากอังกฤษได้กำหนดภาระหน้าที่หลักของรัฐทุนนิยมไว้ดังนี้

  • การจัดสรรแรงงานเสรีที่มีการศึกษาและฝีมือเพื่อเป็นแรงงานรับจ้าง
  • การจัดสรรกฏหมายธุรกิจ กฏหมายกรรมสิทธิ์ และระบบเงินตรา ที่เป็นมาตรฐานทั่วประเทศ
  • ปกป้องธุรกิจของนายทุนภายในประเทศจากการแข่งขันจากธุรกิจภายนอก และปัญหาการล้มละลาย
  • จัดสรรกองกำลังติดอาวุธเพื่อปกป้องผลประโยชน์นายทุน

จากงานการวิจัยของ ไชยันต์ รัชชกูร เรื่องระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ภายใต้รัชกาลที่ ๕ เราจะเห็นได้ว่าการปฏิวัติรัฐที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น มีผลต่อความสามารถในการรับภาระหน้าที่ทั้งสี่ประการของรัฐทุนนิยม

รัฐรวมศูนย์ของรัชกาลที่ ๕ จึงมีกฏเกณฑ์เป็นมาตรฐานที่ใช้ได้ทั่วประเทศและเป็นการสร้าง “รัฐชาติ” ของ “ประเทศไทย” เป็นครั้งแรก

การปฏิวัติทุนนิยม (Bourgeois Revolution) แบบนี้ ที่นำโดยชนชั้นปกครอง ในสถานการณ์ที่อำนาจภายนอกเข้ามาคุกคาม เกิดขึ้นในลักษณะคล้ายกันในญี่ปุ่นสมัยการปฏิวัติเมจิ (Meiji Restoration) และถึงแม้ว่าไม่ใช่การปฏิวัติจากส่วนล่างของสังคม อย่างที่เกิดขึ้นในอังกฤษหรือฝรั่งเศส แต่มีผลเหมือนกันคือเป็นการปูทางไปสู่ระบบเศรษฐกิจและการเมืองแบบทุนนิยม

การปฏิวัติของชนชั้นนายทุนกระฎุมพีในไทย กระทำขึ้นก่อนหน้าการปฏิวัติ ๒๔๗๕ กว่า 60 ปี โดยเป็นการกระทำของรัชกาลที่ ๕ และการปฏิวัติ ๒๔๗๕ เป็นการทำลายระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์แบบทุนนิยมที่รัชกาลที่ ๕ เคยสร้างขึ้น เพื่อเดินหน้าต่อไปและสร้างระบบการปกครองแบบรัฐธรรมนูญภายใต้ทุนนิยม

อ่านบทความเต็มที่ http://bit.ly/2ry7BvZ

เราควรมีท่าทีอย่างไรต่อคดีจำนำข้าวของยิ่งลักษณ์?

ใจ อึ๊งภากรณ์

บทความนี้ไม่ได้เขียนเพื่อให้สลิ่มอ่าน ถ้าสลิ่มอ่านมันจะเป็นการสีซอให้ควายฟัง เพราะสลิ่มไม่สนใจความยุติธรรมหรือประชาธิปไตยแต่อย่างใด แต่บทความนี้เขียนเพื่อแลกเปลี่ยนกับฝ่ายประชาธิปไตยและคนที่เป็นเสื้อแดงในอดีต ผมใช้คำว่า “อดีต” เพราะขบวนการเสื้อแดงโดนแช่แข็งโดยนักการเมืองเพื่อไทยและทักษิณจนหมดสภาพไปแล้ว

ผมคงจะไม่เสนออะไรใหม่ถ้าผมฟันธงว่าคดีจำนำข้าว ที่เผด็จการมือเปื้อนเลือดริเริ่ม เป็นคดีการเมืองเพื่อทำลายนักการเมืองอย่างยิ่งลักษณ์ เพราะนั้นคือเจตนาของพวกโจรที่ทำรัฐประหารยึดอำนาจมาแต่แรก

การโทษยิ่งลักษณ์ว่าต้องรับผิดชอบต่อปัญหานโยบายจำนำข้าวนั้น มีเหตุผล แต่ไม่ใช่ตามเหตุผลปลอมของศาลหรือเผด็จการ คนที่ดำรงตำแหน่งที่มีอำนาจในบ้านเมืองควรรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในนามของรัฐบาลหรือในนามขององค์กรที่ตนคุมอยู่ ดังนั้นประยุทธ์และอภิสิทธิ์ต้องรับผิดชอบต่อการเข่นฆ่าคนเสือแดง ซึ่งเป็นเรื่องที่ร้ายแรงกว่าปัญหาการจำนำข้าวหลายพันเท่า

ทุกคนทราบดีว่าถ้ามีการคอร์รับชั่นในบางส่วนของโครงการจำนำข้าว ยิ่งลักษณ์ไม่ได้มีส่วนได้ประโยชน์จากการคอร์รับชั่นนี้แต่อย่างใด แต่การคอร์รับชั่นภายใต้เผด็จการประยุทธ์ มีหลายกรณีที่เพื่อฝูงและญาติประยุทธ์ได้ประโยชน์

การรับผิดชอบต่อสิ่งที่คนอื่นทำเวลาตัวเองดำรงตำแหน่งทางการเมือง ส่วนใหญ่แล้ว ในประเทศประชาธิปไตย จะปล่อยให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินในวันเลือกตั้ง บางครั้งนักการเมืองอาจโดนกดดันให้ลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบก็ได้

ถ้ายิ่งลักษณ์ต้องรับผิดชอบทางกฏหมาย คือโดนยึดทรัพย์ หรือโทษอื่นๆ จากการคอร์รับชั่นของคนอื่นในสมัยที่เป็นนายก ประยุทธ์ก็ควรถูกยึดทรัพย์และลงโทษจากการคอร์รับชั่นที่เกิดขึ้นในยุคนี้ โดยเฉพาะการคอร์รับชั่นในกองทัพ รวมถึงการไปเที่ยวต่างประเทศของทหารภายใต้ข้ออ้างว่า “ไปดูงาน”

และนี่ไม่รวมถึงโทษที่ประยุทธ์ควรจะได้รับจากการทำรัฐประหาร ทำลายประชาธิปไตย และละเมิดสิทธิเสรีภาพของพลเมือง

ในแง่หนึ่งผมไม่สนใจว่าเศรษฐีตระกูลชินวัตร จะโดนยึดทรัพย์หรือไม่ เพราะผมสนใจสภาพชีวิตของประชาชนผู้ทำงานธรรมดาๆ มากกว่า พวกเราไม่ใช่เศรษฐี และพวกเรากังวลตลอดชีวิตในเรื่องความมั่นคงของรายได้ และนี่คือสาเหตุที่ผมสนับสนุนนโยบายจำนำข้าวที่ช่วยเกษตรกร ผมไม่เห็นด้วยกับนักวิชาการเสรีนิยมกลไกตลาด ที่วิจารณ์การใช้งบประมาณรัฐในการช่วยประชาชน ถ้าโครงการจำนำข้าวขาดทุนเพราะช่วยเกษตรกรก็เป็นเรื่องดี และไม่ขาดทุนจริงเพราะได้กำไรในการพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกร พวกนักวิชาการเสรีนิยมเหล่านี้ไม่เคยวิจารณ์การใช้เงินของชาติในการซื้ออาวุธ เครื่องบิน รถถัง หรือเรือดำน้ำให้ทหารเลย

มันมีอีกเรื่องที่เราต้องพิจารณากัน ยิ่งลักษณ์และนักการเมืองพรรคเพื่อไทยดูเหมือนจะอยากเห็นประชาชนออกมาให้กำลังใจยิ่งลักษณ์ในจำนวนมาก

ทั้งๆ ที่ผมไม่ได้รักยิ่งลักษณ์หรือทักษิณ และทั้งๆ ที่พวกนี้ไม่เคยสนใจประเด็น 112 หรือนักโทษการเมืองจำนวนมากที่มีอยู่ และพร้อมจะนิรโทษกรรมตนเองกับพวกมือเปื้อนเลือด โดยไม่สนใจที่จะนิรโทษกรรมนักโทษการเมือง 112 และยกเลิกกฏหมายเถื่อน 112 แต่อย่างใด แต่ผมเสนอว่าเราควรจะยินดีกับการระดมมวลชนเพื่อสนับสนุนยิ่งลักษณ์ ถ้ามันเกิดขึ้นจริง เพราะมันอาจปลุกกระแสที่พัฒนาไปสู่การล้มเผด็จการได้ และนักประชาธิปไตยหรือนักสังคมนิยมควรเป็นส่วนหนึ่งของกระแสมวลชนแบบนี้… ถ้ามันเกิดจริง…และมันไม่มีหลักประกันว่าจะเกิด แต่เราควรช่วยให้มันเกิดโดยไม่ต้องไปอวยตระกูลชินวัตร

บ่อยครั้งการต่อสู้จะเกิดขึ้นในบริบทที่เราไม่ได้เลือก การนิ่งเฉยเพราะกระแสที่เกิดไม่บริสุทธ์พอ เช่นเพราะเต็มไปด้วยคนที่รักยิ่งลักษณ์ เป็นความผิดพลาดทางการเมืองและเป็นการเล่นพรรคเล่นพวกแบบคับแคบ

เราควรเป็นส่วนหนึ่งของกระแสมวลชนที่ไม่พอใจกับพฤติกรรมของเผด็จการต่อยิ่งลักษณ์ เพราะมันเป็นโอกาสทองที่เราจะเสนอว่ากระแสนี้ควรจะไปไกลกว่าแค่การปกป้องยิ่งลักษณ์ คือพัฒนาไปสู่การล้มทหารเผด็จการ การปล่อยนักโทษการเมืองทุกคน และการยกเลิก 112 เป็นต้น ถ้าเรางอมืองอเท้าหันหลังให้กระแส เราจะไม่สามารถเสนอสิ่งเหล่านี้ต่อมวลชนได้ และถ้าเราไม่จัดตั้งเป็นกลุ่มหรือพรรคการเมืองเสียงปัจเจกของเราจะน้อยนิดจนหายไปกับสายลมอีกด้วย

อ่านเพิ่มเรื่องเสรีนิยมกลไกตลาด http://bit.ly/2tWNJ3V 

จุฬาฯ สะท้อนลักษณะแย่ๆ ของสังคมไทย

ใจ อึ๊งภากรณ์

“ไอ้สัตว์ เนเน่อยู่ไหน”…ผศเรืองวิทย์ บรรจงรัตน์ ตะโกนพร้อมเดินตรงเข้าล็อคคอนักศึกษา นี่คือพฤติกรรม ของอันธพาลสลิ่มที่มีตำแหน่งเป็น “อนาจาร” มหาวิทยาลัยที่ชอบอวดชาวไทยว่ามุ่ง “สู่ความเป็นเลิศ”

คนอย่างเรืองวิทย์ และอาจารย์คนอื่นที่จุฬาฯ ที่อวยทหารและร่วมทำลายประชาธิปไตย หรือสนับสนุนระบบ SOTUS โดยไม่รู้จักเคารพนักศึกษา ทำให้มหาวิทยาลัยแห่งนี้ชื่อเป็นหมา

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสัปดาห์นี้ชี้ให้เห็นว่า “หมาวิทยาลัยจุฬา” และหลายมหาวิทยาลัยทั่วไทย เป็นแหล่งเพาะและผลิตซ้ำความคิดเผด็จการ

จากเหตุการณ์ที่พึ่งผ่านมา เราจะเห็นว่าผู้มีอำนาจในจุฬาฯ ทำผิดจรรยาบรรณการเป็นครูหลายข้อดังนี้

  1. ใช้คำหยาบคายกับนักศึกษา
  2. ใช้ความรุนแรงกับนักศึกษาถึงขั้นล็อคคอดึงผม
  3. ไม่ดูแลนิสิตนักศึกษาที่ตัวเองต้องรับผิดชอบ โดยการบังคับให้ตากฝน และตากฝนโดยไร้เหตุผลด้วย

และที่สำคัญคือกิจกรรมนี้ไม่มีผลอะไรในด้านบวกกับการพัฒนานิสิตนักศึกษาให้เป็นปัญญาชนที่มีความสามารถในการคิดเอง กิจกรรมหมอบคลานเหมือนไม่ใช่คน ต่อรูปปั้นอดีตสองกษัตริย์ เป็นการผลิตซ้ำว้ฒนธรรมทาสใต้อำนาจเผด็จการ โดยเฉพาะเพราะสองกษัตริย์ที่มีรูปปั้นตรงนั้นมีพฤติกรรมที่มีปัญหา

นอกจากการเป็นกษัตริย์เผด็จการแล้ว รัชกาลที่ ๕ มีเมียเป็นร้อย ไม่เคารพเสรีภาพของสตรี และเมื่อเมียคนหนึ่งกำลังจมน้ำตาย ไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วยเพราะกลัวโดนประหารชีวิตอันเนื่องจากการแตะตัว “ทรัพย์สิน” ของเจ้า รัชกาลที่ ๕ มีผลในการพัฒนาก่อตั้งรัฐทุนนิยมไทยเป็นครั้งแรกก็จริง แต่ไม่ได้ทำไปเพื่อประโยชน์ของประชาชนไทย ทำเพื่อเพิ่มอำนาจตนเอง และการเลิกทาสเลิกไพร่ทำไปเพื่อลดระดับค่าจ้างและปัญหาการขาดกำลังงานในไทยต่างหาก

ส่วนรัชกาลที่ ๖ เป็นกษัตริย์ที่รักหมามากกว่าประชาชน พยายามกีดกันการเกิดประชาธิปไตย และหลังจากที่ตายไปแล้ว มีการพูดกันไปทั่วว่าใช้เงินสิ้นเปลืองและเป็นที่เกลียดชังของประชาชน ในแง่ดีกษัตริย์คนนี้ช่วยปูทางไปสู่การปฏิวัติ ๒๔๗๕ ที่ล้มระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เนื่องจากการที่คนเกลียดชังกษัตริย์ไปทั่ว และการที่ใช้เงินสิ้นเปลืองจนทำให้ประเทศขาดเงินในช่วงก่อนที่ไทยจะเข้าสู่วิกฤตเศรษฐกิจโลก

ดังนั้นการบังคับให้นิสิตและอาจารย์ใหม่ต้องไปแสดงความเคารพต่อสองกษัตริย์ เป็นการบิดเบือนประวัติศาสตร์ และพยายามบังคับไม่ให้นิสิตคิดเองเป็น มันเป็นการเชิดชูพฤติกรรมเลวทรามของกษัตริย์ ซึ่งพฤติกรรมแบบนี้เราเห็นทุกวันนี้ในตัวกษัตริย์คนใหม่ ในความจริงจุฬาฯ ควรสร้างรูปปั้นวชิราลงกรณ์ไว้ข้างๆ รูปปั้นสองกษัตริย์ด้วย

ผมด่าจุฬาฯ ว่าทำตัวเป็น “หมาวิทยาลัย” ทั้งๆ ที่ผมเคยเป็นอาจารย์ที่นั้น และเติบโตมาใกล้ชิดกับจุฬาฯ ในฐานะที่เคยเป็นนักเรียนที่โรงเรียนสาธิตจุฬาฯ แต่ผมไม่เคยรักสถาบัน ไม่เคยร้องเพลงบ้าๆ เรื่องสีชมพู ผมเคารพนิสิตนักศึกษา และรักเพื่อนอาจารย์ที่มีความคิดก้าวหน้าต่างหาก

เวลาได้เป็นอาจารย์ใหม่ผมโดนบังคับให้เข้าไป “อบรม” แบบปัญญาอ่อนของจุฬาฯ ต้องยอมฟังอาจารย์ตี๋เล็ก อายุน้อยกว่าผม ล้อเลียนชื่อผมเพราะมีชื่อภาษาอังกฤษผสมไทย ตามที่พ่อแม่ผมตั้งให้ และในช่วงที่ผมสอนที่จุฬาฯ ก็มีหลายกรณีของอาจารย์ตี๋เล็กที่อยากเป็น “นายพลน้ำนม” ปรามนักศึกษาในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง เช่นแต่งเครื่องแบบผิด ใส่รองเท้าแตะเข้าห้องสมุด หรือไม่ยอมเข้าห้องเชียร์ คนหนึ่งถึงกับด่านิสิตบนรถไฟBTSด้วย อาจารย์นายพลน้ำนมเหล่านี้ พอได้ตำแหน่งที่จุฬาฯ จะกระตือรือร้นที่จะทำตัวเป็นใหญ่เพื่อปกปิดความด้อยของตนเอง พวกนี้จมอยู่ในความคิด “ถึงตากูเป็นใหญ่แล้ว” เขาไม่สนใจที่จะเคารพและพัฒนาให้นิสิตคิดเอง ที่คณะรัฐศาสตร์คนแบบนี้ไม่อยากให้นิสิตเขียนเรียงความเชิงโต้แย้ง และใครเขียนอะไรในแนวที่ไม่ตรงกับความเห็นตนเองจะโดนหักคะแนน

หลังจากที่ผมสอนที่นั้นมาหลายปี ในที่สุดผมโดนคดี 112 เพราะผู้มีอำนาจในจุฬาฯ นำหนังสือ A Coup For the Rich ของผมไปให้ตำรวจ หนังสือขายดีเล่มนี้วิจารณ์การที่ทหารใช้แนวคิดกษัตริย์ในการให้ความชอบธรรมกับรัฐประหาร ๑๙ กันยา มันเป็นหนังสือที่ปกป้องประชาธิปไตย ซึ่งเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในรอบสิบปีที่ผ่านมาทั่วประเทศไทยพิสูจน์ว่าในไทยไม่มีเสรีภาพทางวิชาการ

แต่อย่าคิดว่าจุฬาฯ เป็นมหาวิทยาลัยอนุรักษ์นิยม นั้นเป็นการมองด้านเดียวที่ไม่ตรงกับหลักฐานประวัติศาสตร์ ในความเป็นจริงจุฬาฯ เป็นพื้นที่สมรภูมิรบระหว่างฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวา ในประการแรกจิตร ภูมิศักดิ์ก็เรียนที่จุฬาฯ แต่โดนพวกล้าหลังโยนบก หลัง ๑๔ ตุลา นิสิตจุฬาฯ จากหลายคณะมีการตั้งกลุ่มฝ่ายซ้ายและหลายคนก็เข้าป่าไปร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์หลัง ๖ ตุลา นอกจากนี้มีการล้มระบบ SOTUS ในช่วงนั้นด้วย ยี่สิบปีที่แล้วมีการเปิดสอนวิชามาร์คซิสต์ที่คณะรัฐศาสตร์เป็นครั้งแรก และตอนนี้มีการเลือกนักศึกษาก้าวหน้าเข้าสภานิสิตจุฬาฯ

ความจริงมหาวิทยาลัยแห่งนี้เพียงแต่สะท้อนลักษณะทั่วไปของสังคมไทย คือผู้มีอำนาจล้าหลังป่าเถื่อน สถาบันเต็มไปด้วยความเป็นชนชั้นและความไม่เท่าเทียม มีความเหลื่อมล้ำกับพลเมืองที่ไม่ใช่คนจุฬาฯ ด้วย แต่ในขณะเดียวกันมีผู้ที่กบฏต่อระบบเพราะรักเสรีภาพประชาธิปไตย

ต้นกำเนิดปัญหาการค้ามนุษย์อยู่ที่นโยบายรัฐไทย

ใจ อึ๊งภากรณ์

เราควรเข้าใจว่าคดีการค้ามนุษย์ชาวโรฮิงญาที่พึ่งมีการตัดสินลงโทษคนจำนวนหนึ่ง เมื่อเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา ไม่ใช่แค่การกระทำของทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่รัฐ และนักการเมืองมาเฟียเท่านั้น แต่เป็นปัญหาที่ใหญ่กว่านั้นเพราะมีต้นกำเนิดจากนโยบายของรัฐไทย

ภาพจากเนชั่นทีวี

ในรายละเอียดเกี่ยวกับคดีนี้ การที่พล.ท.มนัส คงแป้น ซึ่งเป็นอดีตเจ้าหน้าที่ผู้ทรงคุณวุฒิของหน่วยทหารพิเศษภายใต้ กอ.รมน. เป็นจำเลยสำคัญ ทำให้เราต้องตั้งคำถามว่ามีนายทหารและนายตำรวจระดับสูงอีกกี่คนที่เกี่ยวข้องหรืออย่างน้อยรับรู้เรื่องนี้ มีคนภายในรัฐบาลเผด็จการกี่คนที่เกี่ยวข้องและรับรู้แต่ไม่ทำอะไร? และอย่าลืมว่าเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2558 พล.ต.ต. ปวีณ พงศ์สิรินทร์ หัวหน้าชุดสอบสวนในคดีนี้ ต้องหลบหนีไปขอหลี้ภัยในออสเตรเลีย เพราะถูกเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลขู่ฆ่า

ตลอดเวลาที่คดีดำเนินอยู่ พยานต่างๆ ถูกข่มขู่ โดยที่เจ้าหน้าที่รัฐไม่ปกป้องใคร โดยเฉพาะพยานชาวโรฮิงญา และการให้การของพล.ท.มนัส เป็นการให้การลับ ที่อ้าง “ความมั่นคง” เป็นสาเหตุ ประเด็นคือเจ้าหน้าที่รัฐกับศาลต้องการปกปิดอะไร?

ในภาพรวมเรื่องต้นกำเนิดของการค้ามนุษย์ ในประการแรกเราต้องดูบทบาทของ กอ.รมน. ที่รับผิดชอบในการปฏิบัติการ “ผลักดันและส่งต่อ” ผู้หลี้ภัยชาวโรฮิงญา เพื่อส่งเพื่อนมนุษย์หลายพันชีวิตไปตายหรือเป็นเหยื่อกลางทะเล นี่คือนโยบายโหดร้ายที่สุดที่ไร้ความเมตตา หรือความเคารพต่อเพื่อมนุษย์โดยสิ้นเชิง

แนน่อนนโยบายชาตินิยมแย่ๆ ของรัฐบาลพม่า ภายใต้การนำของอองซานซูจี ที่กอดคอกับอำนาจเผด็จการทหารพม่า มีส่วนสำคัญในการขับไล่ชาวโรฮิงญาออกจากพม่า แต่นั้นไม่ควรเป็นข้อแก้ตัวสำหรับคนไทย

สิ่งที่อยู่เบื้องหลังนโยบาย “ผลักดันและส่งต่อ”  คือการที่รัฐไทยไม่เคยยอมรับสภาพผู้หลี้ภัยของคนจากประเทศอื่นเลย รัฐบาลไทยไม่ยอมเซ็นสัญญาระหว่างประเทศของสหประชาชาติปีค.ศ. 1951 ที่ว่าด้วยสถานภาพผู้หลี้ภัย และรัฐบาลไทยไม่มีกฏหมายเพื่อคุ้มครองเพื่อนมนุษย์ที่หนีเข้ามาในไทยเพราะถูกรังแกและข่มขู่ ดังนั้นผู้ลี้ภัยจำนวนมาก ถ้าไม่ถูดผลักออกไปตาย ก็จะถูกกักไว้ในค่าย โดยไม่มีสิทธิในการเลี้ยงชีพ และไม่มีโอกาสที่จะอยู่ในไทยอย่างถาวรหรือโอนสัญชาติเป็นพลเมืองไทยได้เลย

สภาพเช่นนี้เป็นโอกาสทองสำหรับอาชญากรที่ต้องการหากำไรจากการค้ามนุษย์ หรือการรีดไถเงินจากคนที่โชคร้ายจนต้องหนีออกจากประเทศของตนเอง

มันเป็นเรื่องที่พลเมืองไทยทุกคนที่รักความเป็นธรรม มองว่าตนเองมีศีลธรรม หรือเป็นชาวพุทธ จะต้องอับอายขายหน้าในท่าทีของรัฐไทย

และอย่าลืมว่ามีคนไทยผู้รักประชาธิปไตยจำนวนหนึ่ง ที่อาศัยสัญญาระหว่างประเทศของสหประชาชาติปีค.ศ. 1951 เพื่อลี้ภัยจากเผด็จการ เพื่อไปอยู่อย่างปลอดภัยในต่างประเทศ และในที่สุดก็ได้สัญชาติของประเทศเหล่านั้นด้วย

แต่ในภาพรวมเรื่องมันยังโยงไปถึงภาพกว้างของลัทธิการเมืองชาตินิยมด้วย การที่ชนชั้นปกครองไทยโดยเฉพาะทหารเผด็จการ แต่รวมถึงรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งด้วย คอยพยายามล้างสมองพลเมืองไทยให้ “รักชาติ” ตลอดเวลา มีผลในการสร้างบรรยากาศของการเหยียดเชื้อชาติอื่น มันเป็นลัทธิที่ชวนให้เรารักชาติของชนชั้นปกครอง แทนที่เราจะรักเพื่อนมนุษย์ที่เป็นทั้งคนไทยและคนเชื้อชาติอื่นๆ

อย่างไรก็ตามการ “ล้างสมอง” ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ชนชั้นปกครองทำได้ เพราะพลเมืองธรรมดาไม่โง่ และที่สำคัญคือ ถ้ามีกลุ่มคนที่กล้าเถียงกับหรือคัดค้านแนวคิดกระแสหลักของชนชั้นปกครอง พลเมืองธรรมดาจจะต้องคิดต่อและเลือกข้าง ปัญหาคือในไทย กลุ่มการเมือง ขบวนการเคลื่อนไหว หรือสหภาพแรงงาน ไม่ค่อยมีการให้ความสำคัญกับการต้านลัทธิชาตินิยมเท่าที่ควร

ปัญหานี้ไม่ใช่แค่เรื่องของผู้หลี้ภัยด้วย มันมีผลต่อการปฏิบัติของรัฐไทยต่อแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน คือรัฐไทยใช้นโยบายข่มขู่ ดูถูก ปราบ และออกนโยบายในการขึ้นทะเบียนแรงงานจากประเทศอื่น เพื่อให้เขาอยู่ในสภาพที่ไร้ความมั่นคงเสมอ เป้าหมายคือให้แรงงานเหล่านั้นถูกขูดรีดเอารัดเอาเปรียบง่ายขึ้น เราเห็นตัวอย่างล่าสุดดจากกฏหมายแรงงานข้ามชาติของเผด็จการทหาร

ประเด็นสำคัญที่พลเมืองไทยควรเข้าใจคือ ตราบใดที่คนส่วนใหญ่ในประเทศ ไม่คัดค้านการเหยียดเชื้อชาติ หรือการไม่เคารพสิทธิของผู้ลี้ภัย คนไทยจะยังเป็นทาสของชนชั้นปกครองต่อไป และไม่สามารถสู้เพื่อปลดแอกตนเองได้ เพราะยังงมงายอยู่ในลัทธิชาตินิยมล้าหลัง ที่สอนให้เราจงรักภักดีต่อชนชั้นปกครอง

 

วิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ปี ๒๕๔๐ และผลกระทบทางการเมือง

โดย ใจ อึ๊งภากรณ์

วิกฤติเศรษฐกิจ “ต้มยำกุ้ง” ที่ก่อตัวขึ้นในปี ๒๕๔๐ มีผลกระทบกับสังคมไทยไม่น้อย และเป็นต้นกำเนิดของวิกฤติการเมืองไทยที่ยังดำรงอยู่ถึงวันนี้

ในระยะสั้นธนาคารโลกรายงานว่าในปี ๒๕๔๓ จำนวนคนจนในประเทศไทยเพิ่มขึ้นจนมีทั้งหมด 13 ล้านคน ในต้นปี ๒๕๔๑ อัตราค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับโดยเฉลี่ยลดลง 12.6% และ ชั่วโมงการทำงานลดลง 4.4% ซึ่งมีผลทำให้รายได้จริงของพลเมืองลดลงถึง 19.2% สภาพเช่นนี้ถูกสะท้อนในความไม่พอใจของคนงานหลายส่วน และโรงงานแห่งหนึ่งถูกเผาเพื่อเป็นการประท้วงนายจ้าง

เมื่อรัฐบาล ชวลิต ยงใจยุทธ ต้องลดค่าเงินบาท และปิดบริษัทไฟแนนส์ที่ล้มละลาย ม็อบคนรวยที่หวงเงินออมและทรัพย์สินของตนเอง ก็ออกมาปิดถนนสีลมเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลลาออก พวกนี้ไม่ได้ถูกตำรวจไล่ตีเหมือนม็อบคนงานที่เคยปิดถนนบางนา-ตราดเพื่อประท้วงนายจ้าง และคนรวยบางคนไม่เคยมีประสบการณ์ในการไปร่วมม็อบซึ่งต้องทนแดดทนฝน เขาจึงต้องพาคนรับใช้มาบริการน้ำเย็นให้

ในขณะเดียวกันกษัตริย์ภูมิพล เศรษฐีอันดับหนึ่งของประเทศ ก็ออกมาพยุงชนชั้นปกครอง โดยเสนอแนว “เศรษฐกิจพอเพียง” เพื่อโยนความผิดให้ประชาชนธรรมดาที่กษัตริย์มองว่า “ไม่รู้จักพอ” แต่ในความจริงประชาชนไทยส่วนใหญ่ไม่เคยมีพอ คนที่ไม่รู้จักพอคือพวกนายทุน เศรษฐี และคนรวยต่างหาก

สำนักแนวคิดเศรษฐกิจชุมชนของนักวิชาการและเอ็นจีโอบางส่วน มีส่วนคล้ายคลึงกับแนวพอเพียง เพราะจุดเด่นคือเน้นว่าวิกฤติเศรษฐกิจเกิดจาก “ลัทธิบริโภคนิยม” และพูดถึง “การบริโภคในระดับเกินควร” เราต้องมองว่าแนวนี้เป็นแนวปฏิกิริยาที่ตรงข้ามกับผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ในสังคมไทยที่ยังยากจน มันเป็นความฝันที่จะหมุนนาฬิกากลับไปสู่ยุคที่ไม่เคยมีในอดีต และเป็นการเบี่ยงเบนประเด็นเพื่อไม่ให้เราโทษการกระทำของนักธุรกิจคนรวยกลุ่มเล็กๆ ที่นำเศรษฐกิจไปสู่ความหายนะ

ในการอธิบายต้นเหตุของวิกฤติ “ต้มยำกุ้ง” เราไม่ควรไปให้ความสำคัญกับพวกปัญญาอ่อนที่โทษรัฐบาลชวลิต หรือคนที่มองว่า “ความเป็นไทย” และการคอร์รับชั่นแบบไทยๆ เป็นต้นเหตุ และไม่ควรให้ความสำคัญกับแนวพอเพียง แต่มันมีสำนักความคิดทางเศรษฐกิจหลายสำนักที่พยายามอธิบายสาเหตุของวิกฤติที่เราควรศึกษา

สำนัก “เสรีนิยม” เสนอว่าการเปิดกว้างทางเศรษฐกิจตั้งแต่ยุครัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของ อานันท์ ปันยารชุน หรือก่อนหน้านั้นอีกภายใต้ ชาติชาย ชุณหวัณ สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้ โดยดึงการลงทุนเข้ามา และลดการควบคุมธนาคาร พวกเสรีนิยมอย่างเช่น อัมมาร สยามวาลา มองว่าเป็นเรื่องดี แต่มีการวิจารณ์ว่าการกำกับดูแลไม่มีประสิทธิภาพพอ ดังนั้นสำนักนี้เสนอว่าถ้าจัดระบบการควบคุมการลงทุนให้ดีขึ้นจะแก้ปัญหาได้ นักเศรษฐศาสตร์เสรีนิยมคนอื่น อย่างเช่น รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ หรือ อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์ ก็เห็นด้วยกับแนวคิดนี้

นักเศรษฐศาสตร์เสรีนิยมฝ่ายขวาตกขอบบางคน สรุปว่าวิกฤติเศรษฐกิจไทยเกิดจากการที่คนงานไทยมีค่าแรงสูงเกินไปจนไทยแข่งขันในตลาดโลกต่อไปไม่ได้ พีเทอร์ วอร์ นักเศรษฐศาสตร์ชาวออสเตรเลีย เสนอว่าค่าแรงของคนงานไทย “สูงเกินไป” ทั้งๆ ที่คนงานไทยยากจนและมีรายได้ต่ำกว่านักวิชาการทุกคน ดังนั้นรัฐบาลประชาธิปัตย์ของ ชวน หลีกภัย จึงกดค่าแรงขั้นต่ำไม่ให้มีการปรับขึ้นตามการเพิ่มขึ้นของค่าครองชีพ ในขณะเดียวกันมีการใช้งบประมาณรัฐเพื่อปกป้องเงินออมของคนรวย

โดยรวมสำนักเศรษฐศาสตร์เสรีนิยมมักจะเสนอว่าปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจไทยมาจากการที่มีการเปิดเสรีไม่พอในระยะยาว เขามักเสนอเป็นประจำให้เร่งรีบเปิดเสรีมากขึ้นเพื่อให้กลไกตลาดกำหนดทุกอย่างโดยไม่มีการแทรกแซงจากรัฐแต่อย่างใด แต่ในรูปธรรมนักเสรีนิยมทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นนักเศรษฐศาสตร์ขององค์กร ไอเอ็มเอฟ หรือนักเศรษฐศาสตร์ไทย ก็ล้วนแต่หน้าไหว้หลังหลอกในเรื่องบทบาทของรัฐทั้งสิ้น เพราะขณะที่เสนอให้มีการลดบทบาทรัฐในเรื่องสวัสดิการหรือการควบคุมมาตรฐานการจ้าง ก็เสนอให้รัฐเข้ามาใช้ภาษีประชาชนเพื่ออุ้มระบบหนี้เสียของสถาบันการเงินเอกชน

สำนัก “ชาตินิยม-เคนส์” เสนอว่าการเปิดประเทศมากเกินไปทำให้เกิดการพึ่งพาระบบโลกาภิวัตน์มากเกินควร วอลเดน เบโล จากฟิลิปปินส์ มีความเห็นว่ารูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจ “หาทางลัด” ของไทยที่เน้นการลงทุนจากภายนอกเพื่อผลิตส่งออกสู่ตลาดโลก มีข้อเสียที่ก่อให้เกิดวิกฤติเพราะพึ่งพาทุนจากต่างประเทศและระบบตลาดเสรีในโลกภายนอกมากเกินไป ดังนั้น เบโล จึงเสนอให้รัฐไทยควบคุมการเคลื่อนย้ายทุนและระดมทุนภายในมาใช้ในการเพิ่มงบประมาณค่าใช้จ่ายของรัฐเพื่อหวังกระตุ้นเศรษฐกิจ

ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจสำนักความคิดชาตินิยมกู้ชาติต้องถือว่ามีเสียงมากที่สุดในหมู่พวกที่คัดค้านนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลประชาธิปัตย์ ไม่ว่าจะเป็น “กลุ่มบัณฑิตไทย” “โครงการหนังสือวิถีทรรศน์” “กลุ่มบางจาก” หรือ “เสรีไทยใหม่” นักเขียนที่มีชื่อเสียงในกลุ่มเหล่านี้มีคนอย่าง ยุค ศรีอาริยะ ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ กัญญา ลีลาลัย และ พิทยา ว่องกูล พวกนี้เสนอให้ปิดประเทศระดมทุนจากภายในเป็นหลัก นโยบายแบบนี้ซึ่งอาจเคยใช้พัฒนาประเทศได้ในยุคอดีต ที่มีการเคลื่อนย้ายทุนและการแข่งขันทั่วโลกน้อยกว่าปัจจุบัน ล้มเหลวและใช้ไม่ได้อีกแล้ว กรณีนโยบายของรัฐบาลคอมมิวนิสต์สายสตาลินของประเทศในยุโรปตะวันออกและจีนเป็นตัวอย่างที่ดีของความล้มเหลวของแนวนี้

ในหมู่พวกกู้ชาติที่สุดขั้วที่สุดมีการเสนอว่าวิกฤตินี้เป็นแผนร้ายของสหรัฐอเมริกาที่จะทำลายเศรษฐกิจเอเซีย แต่ข้อเสนอนี้ไม่มีน้ำหนักแต่อย่างใดในเมื่อผู้นำสหรัฐเองเกรงกลัวผลกระทบของวิกฤติเอเซียที่อาจมีกับเศรษฐกิจสหรัฐ

พวกชาตินิยมเหล่านี้ไม่ปฏิเสธระบบทุนนิยมเลย และเสนอให้สร้างระบบทุนนิยมของ “ประชาชนไทย”เพื่อสกัดกั้นนายทุนต่างชาติ แต่ในรูปธรรมแนวนี้ให้ประโยชน์กับนายทุนไทยมากกว่าชนชั้นอื่นทุกชนชั้น ดังนั้นในการพยายามปลุกระดมมวลชนที่ไม่ใช่นายทุน สำนักชาตินิยมจำต้องหยิบยกนิยายจากอดีตเพื่อสร้างความงมงายในหมู่ประชาชน เช่นมีการเอ่ยอ้างถึงบทบาทของพระนเรศวรหรือพระเจ้าตากสินในการกู้ชาติ

ข้อเสนอของสองสำนักคิดหลักข้างต้น มีข้อเสียคือ เพียงแต่มองปัญหาเฉพาะหน้าและอาการของวิกฤติในระบบทุนนิยมเท่านั้น ไม่สามารถเจาะลึกถึงสาเหตุหรือต้นปัญหาของวิกฤติไทยได้ การมองปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อหารายละเอียดปลีกย่อยของวิกฤติหนึ่งไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมระบบเศรษฐกิจทุนนิยมเข้าสู่วิกฤติเป็นประจำ ทั้งๆ ที่อาจมีรายละเอียดปลีกย่อยต่างกันในยุคต่างๆ เช่นในประเทศที่มีการควบคุมการลงทุนโดยรัฐ หรือประเทศที่มีการเปิดเสรีภายใต้การตรวจสอบก็ยังเกิดวิกฤติได้ ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นสำนักแนวคิดที่เน้นแต่ปัญหาที่มาจากการหลั่งไหลเข้าออกของทุนโดยไม่มีการควบคุมดูแล ไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมในเศรษฐกิจไทยมีการทุ่มเทเงินในภาคอสังหาริมทรัพย์แต่แรก จนเกิดสภาพฟองสบู่ และทำไมพอถึงจุดๆ หนึ่งมีการถอนทุนออกจากประเทศไทยอย่างรวดเร็ว

สำนักเสรีนิยมมีข้ออ่อนด้อยมหาศาลเพราะไม่มีมาตรการอะไรเลยที่จะใช้แก้ปัญหาวิกฤติเรื้อรังของระบบทุนนิยมตลาดเสรี นอกเหนือจากการเพิ่มอัตราการขูดรีดแรงงานเพื่อแข่งขันกับประเทศอื่น

ในรูปธรรมแนวทางปิดประเทศและระดมทุนภายในเป็นแนวที่ยังไม่ปฏิเสธระบบทุนนิยม ดังนั้นประเทศที่ใช้นโยบายแบบนี้ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการแข่งขันในตลาดโลกได้ โดยเฉพาะประเทศเล็กๆ อย่างไทยที่มีตลาดและทรัพยากรจำกัด การระดมทุนจากภายในประเทศแทนที่จะอาศัยทุนมหาศาลและเทคโนโลจีที่เคลื่อนไหวอยู่รอบโลกในยุคนี้ เป็นแนวทางที่สร้างความเสียเปรียบกับประเทศเพราะการระดมทุนในรูปแบบนี้ใช้ต้นทุนสูง ค่าใช้จ่ายสูง ไม่สามารถใช้เทคโนโลจีที่ทันสมัยที่สุด และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นเป็นแนวที่อาศัยการระดมทุนจากการขูดรีดแรงงานที่ยากจนภายในประเทศในอัตราสูงขึ้น

สำนักมาร์คซิสต์ อธิบายว่ากลไกการทำงานของระบบทุนนิยม ซึ่งมีองค์ประกอบสำคัญที่มาจากการแข่งขันกอบโกยกำไรในระบบตลาด ทำให้เกิดสองเหตุการณ์ที่นำไปสู่วิกฤติคือ (1)แนวโน้มการลดลงของอัตรากำไร ที่มาจากการแข่งขันกันลงทุนในตลาดเสรี ซึ่งมีผลทำให้การลงทุนในเครื่องจักรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับการลงทุนในการจ้างงาน และในที่สุดนำไปสู่การชะลอการลงทุนใหม่ในภาคการผลิตหรือภาคบริการ (2)การผลิตล้นเกินในตลาดและการลงทุนล้นเกินในขณะที่ความต้องการแท้ของมนุษย์ยังมีอยู่

ในวิกฤตต้มยำกุ้ง การลดลงของอัตรากำไรในภาคอุตสาหกรรมส่งออกของไทย และการผลิตล้นเกินในตลาดโลก ทำให้มีการแสวงหากำไรจอมปลอมจากการปั่นหุ้นและการปั่นราคาอสังหาริมทรัพย์ จนเกิดปรากฏการณ์ฟองสบู่

แนวโน้มการลดลงของอัตรากำไรที่ก่อให้เกิดการย้ายการลงทุนไปสู่การปั่นหุ้นในตลาดหุ้นและตลาดอสังหาริมทรัพย์ จะเห็นจากงานวิจัยของ เจมส์ กลาสแมน เพราะตั้งแต่ปี ๒๕๓๓ อัตรากำไรในภาคอุตสาหกรรมไทยเริ่มลดลงจากหน่วยอัตราส่วน 0.53 เหลือ 0.37 ในปี ๒๕๓๙ และถ้าพิจารณาภาพรวมระยะยาวของเศรษฐกิจไทยจะพบว่าสัดส่วนมูลค่าผลผลิตต่อต้นทุนในประเทศไทยลดลงจาก 0.83 ในปี ๒๕๑๓ เหลือแค่ 0.65 ในปี ๒๕๓๙ ซึ่งสะท้อนถึงการเพิ่มขึ้นของราคาการลงทุนในเครื่องจักร

รายงานเศรษฐกิจของบริษัทเอกชนในเครือธนาคารกสิกรไทยและรายงานของธนาคาร “ไอเอนจีแบริ่งส์” ก็สนับสนุนข้อเสนอว่ามีการผลิตล้นเกินและการลดลงของอัตรากำไรอย่างทั่วถึง เช่นในภาคน้ำมัน โทรคมนาคม เหล็ก และกระดาษเป็นต้น

เมื่อเราสำรวจเหตุผลของวิกฤติเศรษฐกิจไทยที่ถูกเสนอโดยสำนักแนวความคิดต่างๆ และมาเปรียบเทียบกับแนวมาร์คซิสต์ แทนที่ลัทธิการเมืองและเศรษฐกิจของมาร์คซ์จะหมดสมัย จะเห็นได้ว่าลัทธิของฝ่ายทุนนิยมต่างหากที่ไม่สามารถอธิบายโลกปัจจุบันและวิกฤติของทุนนิยมได้

ทางออกสำหรับกรรมาชีพไทยที่มุมมองมาร์คซิสต์เคยเสนอคือ ในระยะสั้นจะต้องร่วมต่อสู้ทางชนชั้นเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เช่นการต่อสู้เพื่อยับยั้งการตกงาน การต่อสู้เพื่อยับยั้งการกดค่าแรง หรือการต่อสู้เพื่อยับยั้งการทำลายสวัสดิการ แต่ในระยะยาว ถ้าเราจะแก้ปัญหาที่มาจากระบบทุนนิยมเราต้องเริ่มการต่อสู้เพื่อนำระบบสังคมนิยมเข้ามาแทนทุนนิยม เราต้องเริ่มการต่อสู้เพื่อยึดอำนาจรัฐมาเป็นของมวลชนกรรมาชีพ แทนที่จะปล่อยให้อยู่ในกำมือของนายทุนและนายทหารผู้เป็นคนส่วนน้อยของสังคม การต่อสู้เปลี่ยนแปลงสังคมทุกครั้งต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงเสมอ เราต้องรู้จักประเมินพลังแท้ของฝ่ายเรา และต้องเลือกเครื่องมือในการเปลี่ยนสังคม สำหรับนักลัทธิมาร์คซ์ เครื่องมือในการเปลี่ยนแปลงสังคมคือชนชั้นกรรมาชีพ และพรรคสังคมนิยม ดังนั้นสิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ เราจะทำอย่างไรให้ชนชั้นกรรมาชีพไทยเข้มแข็ง และเราจะจัดตั้งพรรคอย่างไร

นโยบายแก้ปัญหาจากวิกฤติต้มยำกุ้งของรัฐบาลไทยรักไทย หลังชัยชนะของพรรคไทยรักไทยในการเลือกตั้งปี ๒๕๔๔ รัฐบาลทักษิณได้ใช้แนวเศรษฐกิจผสมเพื่อแก้ปัญหา คือในระดับที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจโลกมีการใช้นโยบายเสรีนิยมกลไกตลาด แต่รัฐนำการลงทุนภายในเพื่อพัฒนาเทคโนโลจีและสาธารณูปโภคให้ทันสมัย รวมถึงการสร้างระบบสาธารณสุขถ้วนหน้า เพื่อเพิ่มความสามารถของเศรษฐกิจไทยในการแข่งขัน และเพื่อพัฒนาระดับความเป็นอยู่ของประชาชน ในขณะเดียวกันในระดับชุมชนและหมู่บ้าน มีการลงทุนโดยรัฐในการสร้างงาน นี่คือสิ่งที่ไทยรักไทยเรียกว่า “นโยบายเศรษฐกิจคู่ขนาน” คือผสมแนวเสรีนิยมกับแนว “เคนส์รากหญ้า”

นโยบายดังกล่าวมีส่วนในการช่วยฟื้นเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชน มันเป็นมาตรการเฉพาะหน้า แต่มันไม่ใช่การแก้ปัญหาเรื้อรังของระบบทุนนิยมทั่วโลกที่มีปัญหาวิกฤติเป็นระยะๆ อย่างไรก็ตามผลของการใช้นโยบายดังกล่าวสร้างคะแนนนิยมให้กับทักษิณและพรรคไทยรักไทยจนส่วนอื่นๆ ของชนชั้นปกครองไทย โดยเฉพาะฝ่ายอนุรักษ์นิยม และคนชั้นกลางส่วนใหญ่ เริ่มไม่พอใจกับการเมืองประชาธิปไตยแบบใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับเสียงของเกษตรกรและกรรมาชีพ ผ่านการพัฒนาระดับความเป็นอยู่ของคนส่วนใหญ่ และในที่สุดก็นำไปสู่วิกฤติการเมืองและการปกครองภายใต้เผด็จการทหาร

อ่านเพิ่ม http://bit.ly/2t6CapR  เรื่องวิกฤติเศรษฐกิจต้อมยำกุ้ง (บทที่ 12)  http://bit.ly/2v6ndWf   เรื่องวิกฤติทุนนิยมตามแนวคิดมาร์คซิสต์ และ http://bit.ly/2tWNJ3V เรื่องแนวเสรีนิยม