คัดค้านโทษประหาร

คัดค้านโทษประหาร

ใจ อึ๊งภากรณ์

 

มันเป็นเรื่องน่าอับอายขายหน้าและเลวร้ายที่เผด็จการทหารไทยนำโทษประหารกลับมาใช้หลังจากที่ไม่ได้ใช้มา 9 ปี มันบ่งบอกถึงความป่าเถื่อนล้าหลังของรัฐบาลปัจจุบัน ในแง่หนึ่งมันทำให้รัฐไทยป่าเถื่อนเท่ากับชายที่ใช้ความรุนแรงฆ่าคนเพื่อปล้นทรัพย์

 

เราควรคัดค้านโทษประหาร เพราะมันเป็นแค่การฆ่าประชาชนอีกคนหนึ่งเพื่อสำเร็จความใคร่และการแก้แค้นของสังคม มันเป็นการใช้ความป่าเถื่อนตอบโต้ความป่าเถื่อน แต่การแก้แค้นแบบนั้นเป็นความคิดล้าหลังต่ำช้าที่สุด ซึ่งชนชั้นปกครองพยายามป้อนให้เราเชื่อเสมอ การแก้แค้นไม่นำไปสู่การคืนชีพของผู้ถูกฆ่า ไม่ได้แก้ปัญหาการข่มขืนหรือดูแลรักษาจิตใจของเหยื่อ โทษประหารไม่นำไปสู่การลดอาชญากรรมแต่อย่างใด และบ่อยครั้งผู้ถูกประหารเป็นคนบริสุทธิ์ที่ศาลพิพากษาผิดอีกด้วย เราก็ทราบดีว่าในกรณีรัชกาลที่ 8 มีการประหารชีวิตคนบริสุทธ์ และเราทราบดีว่าในยุคเผด็จการสฤษดิ์มีการประหารชีวิตคนที่กล้าคิดต่างเช่นนักเคลื่อนไหวสังคมนิยม

 

การใช้กฎหมายในการลงโทษพลเมืองที่ใช้ความรุนแรง ไม่ได้ทำให้อาชญากรรมลดลงแต่อย่างใด เพราะเป็นการพยายามแก้ปัญหาที่ปลายเหตุหลังจากที่มีผู้กระทำความผิดไปแล้ว เราควรดูว่าสาเหตุของอาชญากรรมมาจากอะไร เราควรถามว่าทำไมเกิดการปล้นทรัพย์และฆ่าคนในสังคม เราควรเข้าใจว่าทำไมผู้ชายบางคนข่มขืนผู้หญิง และเราต้องเข้าใจว่าสภาพแวดล้อมของสังคมเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหา มันไม่ใช่เรื่อง “คนดี” กับ “คนชั่ว” แบบง่ายๆ เพราะไม่มีใครเกิดมาดี หรือเกิดมาชั่ว

 

ชนชั้นปกครองไทยและเผด็จการประยุทธ์ใช้อำนาจและความรุนแรงเป็นประจำ มีการปราบปราม ทำร้ายฆ่าประชาชน อย่างเช่นที่เราเห็นที่ราชประสงค์ ผ่านฟ้า ตากใบ หรือราชดำเนินในกรณีพฤษภา๓๕ ฯลฯ  แต่ที่แย่ที่สุดคือ ชนชั้นปกครองกลับอ้างความชอบธรรมในการก่ออาชญากรรมดังกล่าว โดยใช้กระบวนการของกฎหมาย ดังนั้นผู้ที่ไม่ได้กระทำความผิดกลายเป็นผู้ผิดไปในสังคมใต้กะลา

 

162848_120879737979007_100001709430671_124293_6441625_n

 

เราควรคัดค้านโทษประหาร ซึ่งเป็นการใช้ความป่าเถื่อนแบบ “ตาต่อตา” เพราะในโลกที่อาศัยหลัก “ตาต่อตา” คนส่วนใหญ่ในสังคมจะ “ตาบอด” ถึงหลักความยุติธรรม และต้นเหตุของปัญหาต่างๆ

 

32261_399319099924_537184924_3928134_4527140_n

 

ภายใต้ระบอบเผด็จการของ “ประยุทธ์มือเปื้อนเลือด” อาชญากรตัวร้ายสุดคือเจ้าหน้าที่รัฐและตัวประยุทธ์เอง

Advertisements

ทรัมป์ พบ คิม กับทฤษฏีจักรวรรดินิยมของเลนิน

ใจ อึ๊งภากรณ์

 

การประชุมระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กับ คิม จอง-อึน จากเกาหลีเหนือ คงลดความเครียดสำหรับคนจำนวนมากในโลก โดยเฉพาะในเกาหลีใต้กับญี่ปุ่น เพราะก่อนหน้านี้ดูเหมือนภัยจากสงครามนิวเคลียร์จะกลับมาเป็นเรื่องจริงอีกครั้งตั้งแต่การสิ้นสุดของสงครามเย็น

เราจะเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างสหรัฐกับเกาหลีเหนือได้อย่างไร? เพราะมันไม่ใช่เรื่องความขัดแย้งระหว่าง “โลกเสรี” กับ “คอมมิวนิสต์” อย่างที่นักวิเคราะห์ปัญญาอ่อนคิดเลย

LENIN Imperialism the Highest Stage of Capitalism_250

     ทฤษฏีจักรวรรดินิยมของเลนิน มีความสำคัญทุกวันนี้ในการทำความเข้าใจกับภัยสงคราม ทั้งๆ ที่มหาอำนาจเลิกใช้การล่าอาณานิคมในการกดขี่ประชากรโลกในรูปแบบเดิม เพราะทุกวันนี้ยังมีการแข่งขันทางเศรษฐกิจที่ออกมาในรูปแบบการแข่งขันทางทหาร ทฤษฏีจักรวรรดินิยมของเลนิน เน้นว่าการแข่งขันทางเศรษฐกิจแยกไม่ออกจากการแข่งขันทางทหารเสมอ

180609141740-01-merkel-trump-g7-0609-exlarge-169

     ทุกวันนี้ในด้านเศรษฐกิจ สหรัฐอเมริกาซึ่งเคยเป็นมหาอำนาจที่เข้มแข็งที่สุด เริ่มอ่อนแอเมื่อเทียบกับจีน หรือประเทศอื่นๆ ในโลกพัฒนา เช่นญี่ปุ่น หรือกลุ่มประเทศในอียู สหรัฐจึงจงใจใช้อำนาจทางทหารในการรักษาตำแหน่งในโลก สงครามในอ่าว สงครามอิรัก การแทรกแซงในซิเรีย ฯลฯ ล้วนแต่เกิดขึ้นเพราะสาเหตุนี้ และปัจจุบันความก้าวร้าวของประธานาธิบดีทรัมป์ในเรื่องเกาหลีเหนือ ก็เกี่ยวข้องกับการแข่งขันระหว่างสหรัฐกับจีน [ดู https://bit.ly/2MhgYY2 ]ยิ่งกว่านั้น การที่โลกไม่ได้แยกเป็นสองฝ่ายตามมหาอำนาจหลัก อเมริกา กับ รัสเซีย อย่างที่เคยเป็นในยุคสงครามเย็น แปลว่าประเทศขนาดกลางมีพื้นที่ในการเบ่งอำนาจ เช่นในตะวันออกกลางเป็นต้น มันทำให้โลกเราในยุคนี้ขาดเสถียรภาพและเต็มไปด้วยภัยสงคราม “สงคราม” ทางเศรษฐกิจกับการค้าระหว่างสหรัฐกับ อียู คานาดา และจีน เป็นส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์นี้ ในกรณีสหรัฐกับเกาหลีเหนือมันเป็นภัยสงครามนิวเคลียร์อีกด้วย

คิม จอง-อึน เป็นผู้นำเผด็จกการที่ขึ้นมาดำรงตำแหน่งผ่านสายเลือด คิม อิล-ซ็อง ผู้นำคนแรกของเกาหลีเหนือ ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้นำโดยสตาลินเมื่อกองทัพรัสเซียเข้ามายึดทางเหนือของเกาหลีในช่วงปลายๆ ของสงครามโลกครั้งที่สอง เกาหลีเหนือจึงกลายเป็นรัฐเผด็จการในรูปแบบที่สตาลินใช้ปกครองรัสเซีย ระบบนี้ไม่ใช่ “สังคมนิยม” หรือ “คอมมิวนิสต์” ตามแนวคิดของมาร์คซ์หรือเลนินแต่อย่างใด เพราะชนชั้นกรรมาชีพไม่ได้ปกครองตนเอง แต่กลับกลายเป็นผู้ถูกขูดรีดกดขี่ และการสถาปนารัฐมาจากกองทัพรัสเซีย ไม่ใช่การปฏิวัติของกรรมาชีพ ดังนั้นเราต้องเข้าใจว่าระบบเศรษฐกิจการเมืองของเกาหลีใต้คือ “ทุนนิยมโดยรัฐ” ที่รัฐกลายเป็นกลุ่มทุนผูกขาดแทนที่จะมีกลุ่มทุนเอกชน นอกจากนี้ คิม อิล-ซ็อง ได้เสนอแนวทาง “เศรษฐกิจพึ่งตนเอง” (จูเช) อีกด้วย

ในระยะแรกทุนนิยมโดยรัฐประสบความสำเร็จในการพัฒนาประเทศ โดยที่เกาหลีเหนือพัฒนาไปไกลกว่าเผด็จการทุนนิยมตลาดเสรีของเกาหลีใต้ แต่เมื่อระบบทุนนิยมโลกพัฒนาไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะในเรื่องโลกาภิวัฒน์ การพึ่งตนเองและระดมทุนภายในกลายเป็นจุดอ่อน จนเกาหลีเหนือยากจนลงเรื่อยๆ นี่คือสาเหตุที่ คิม จอง-อึน ปล่อยให้ทุนเอกชนทำการค้าขายลงทุนได้ และความอ่อนแอของเกาหลีเหนือ เป็นสาเหตุที่รัฐบาลเร่งพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์เพื่อปกป้องตัวเองและเอาตัวรอดจากการข่มขู่จากภายนอก

สำหรับ โดนัลด์ ทรัมป์ ท่าทีก้าวร้าวที่เคยมีกับเกาหลีเหนือ ไม่เกี่ยวอะไรเลยกับการปกป้อง “โลกเสรี” เพราะท่าทีนี้ทำให้พลเมืองในเกาหลีใต้และญี่ปุ่นเสี่ยงตายจากสงครามนิวเคลียร์ และอย่าลืมว่าสองประเทศนี้เป็นประชาธิปไตย

นโยบายของสหรัฐต่อเกาหลีเหนือเป็นแค่เครื่องมืออันหนึ่งในการแข่งขันกับจีน ซึ่งเป็นการแข่งขันเพื่อช่วงชิงอิทธิพลในเอเชีย

การข่มขู่ทางทหาร และการเจรจาทางการทูต เป็นสองด้านของเหรียญเดียวกัน และในกรณีตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งแข่งขันระหว่างมหาอำนาจต่างๆ ทรัมป์ ได้ยุยงให้อิสราเอลก้าวร้าวมากขึ้นจนประชาชนในภูมิภาคเสี่ยงภัยสงครามระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลอย่างน่าใจหาย

ในปีค.ศ. 1916 หนึ่งปีก่อนการปฏิวัติรัสเซีย เลนิน ได้เขียนหนังสือสำคัญชื่อ “จักรวรรดินิยมขั้นตอนสูงสุดของทุนนิยม”

ประเด็นสำคัญในความคิดเรื่องจักรวรรดินิยมของเลนินคือ การพัฒนาของระบบทุนนิยมทำให้กลุ่มทุนต่างๆ ใหญ่ขึ้นอย่างต่อเนื่องจนกลุ่มทุนผูกขาดเหล่านั้นกับรัฐ ทำงานในทิศทางเดียวกัน รัฐใหญ่ๆ ของโลกจะใช้อำนาจทางทหารเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มทุนในประเทศของตนเอง และมีการแบ่งพื้นที่ของโลกภายใต้อำนาจของรัฐดังกล่าวในรูปแบบอาณานิคม และที่สำคัญคือการแข่งขันระหว่างกลุ่มทุนต่างๆ และรัฐที่จับมือกับกลุ่มทุน นำไปสู่ความขัดแย้งซึ่งในที่สุดระเบิดออกมาในรูปแบบสงคราม

ความคิดกระแสหลักที่ยังสอนกันอยู่ในสถานศึกษาทุกวันนี้ มักจะอธิบายสงครามโลกครั้งที่หนึ่งว่าเกิดจากอุบัติเหตุทางการเมือง หรือการจับมือเป็นพันธมิตรสองขั้วของชาติต่างๆ ในยุโรป แต่นั้นเป็นเพียงการบรรยายอาการของ “จักรวรรดินิยม” เพราะต้นกำเนิดของสงครามมาจากความขัดแย้งทางเศรษฐกิจในระบบทุนนิยมโลก และสงครามดังกล่าวเป็นสงครามที่กลุ่มทุนใหญ่และรัฐกระทำเพื่อเพิ่มอำนาจของฝ่ายตนเองในการขูดรีดกรรมาชีพและปล้นทรัพยากรในประเทศอื่น แต่ในการทำสงครามมักมีการโกหกสร้างภาพว่าทุกสงครามเป็นการรบเพื่อ “เสรีภาพ” เพราะคนที่ต้องไปรบมักจะเป็นกรรมาชีพหรือเกษตรกร

ถ้าเราเข้าใจตรงนี้เราจะเข้าใจว่าทำไม เลนิน กับนักมาร์คซิสต์จะไม่สนับสนุนสงครามจักรวรรดินิยม และจะไม่มีวันคลั่งชาติ คำขวัญสำคัญของเลนินในยุคสงครามโลกครั้งที่หนึ่งคือ “เปลี่ยนสงครามจักรวรรดินิยมไปเป็นสงครามกลางเมืองระหว่างชนชั้น!”

สงครามไม่ได้เกิดจาก “นิสัยพื้นฐานของมนุษย์” มันเกิดจากการแย่งชิงผลประโยชน์ระหว่างรัฐต่างๆ ในระบบทุนนิยม สงครามต่างๆ ในประเทศซิเรียทุกวันนี้ และการแทรกแซงจากภายนอกเป็นตัวอย่างที่ดี ดังนั้นถ้าจะห้ามสงคราม เราต้องสร้างขบวนการเคลื่อนไหวที่โจมตีการจับมือกันระหว่างรัฐกับทุน และโจมตีระบบทุนนิยมโลกอีกด้วย

บางคนไปตั้งความหวังไว้กับองค์กรสหประชาชาติ เพื่อสร้างสันติภาพในโลก แต่สหประชาชาติเป็นเพียงสมาคมของรัฐต่างๆ ทั่วโลก โดยมหาอำนาจคุมองค์กรผ่านคณะมนตรีความมั่นคง รัฐเหล่านี้เป็นผู้ก่อสงครามแต่แรก ไม่ใช่ผู้ที่จะสร้างสันติภาพแต่อย่างใด

ในไทยเราต้องต่อต้านการแข่งกันสะสมอาวุธในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยโจมตีการซื้ออาวุธของรัฐไทยเป็นหลัก เราต้องต่อต้านการเกณฑ์ทหารด้วย และเราต้องคัดค้านการรักชาติ และหันมารักประชาชนแทน

นอกจากนี้เมื่อประชาชนปาตานีพยายามต่อสู้เพื่อปลดแอกตนเองจากอำนาจรัฐไทย เราต้องเข้าข้างเขาเสมอ ไม่ใช่ไปเชียร์กองทัพไทยซึ่งมีประวัติในการกดขี่ชาวปาตานีและประวัติการทำรัฐประหารเข่นฆ่าพลเมืองไทยเพื่อปล้นประชาธิปไตยอีกด้วย

ทำไมประชาชนไอร์แลนด์ถึงเปลี่ยนมาสนับสนุนสิทธิทำแท้ง

[ท่านใดที่อ่านผ่าน Facebook อาจอ่านได้ง่ายขึ้นถ้าเข้าไปอ่านในบล็อก ]

ใจ อึ๊งภากรณ์

ข่าวที่น่าตื่นเต้นจากประเทศไอร์แลนด์เมื่อไม่นานมานี้ คือการที่พลเมืองไอร์แลนด์ลงประชามติให้ยกเลิกกฏหมายที่ห้ามสตรีทำแท้ง ซึ่งเป็นการปูทางไปสู่การร่างกฏหมายทำแท้งเสรีอย่างที่มีในประเทศอื่นของยุโรปตะวันตก

1835e975ec2942f1994fed04e427feac

เมื่อไอร์แลนด์ได้รับเอกราชจากอังกฤษในปีค.ศ. 1922 หลังจากสู้รบกันมานาน เอกราชที่ได้รับเป็นเอกราชครึ่งใบ เพราะอังกฤษแบ่งเกาะไอร์แลนด์เป็นสองส่วนคือ ไอร์แลนด์ใต้ กับไอร์แลนด์เหนือ

ไอร์แลนด์เหนือยังปกครองภายใต้อังกฤษและนักการเมืองที่มีอำนาจในพื้นที่นี้เป็นพวกโปรเตสแตนต์สุดขั้วล้าหลังที่คอยกดขี่เลือกปฏิบัติต่อชาวคาทอลิก พวกนี้จงรักภักดีต่อชนชั้นปกครองอังกฤษและกษัตริย์

ไอร์แลนด์ใต้กลายเป็นสาธารณรัฐภายใต้นักการเมืองอนุรักษ์นิยมที่ชื่นชมนิกายคาทอลิก

อังกฤษแบ่งเกาะไอร์แลนด์ตอนนั้นเพราะต้องการรักษาฐานทัพและเมืองอุตสาหกรรมทางเหนือ แต่มันมีเหตุผลสำคัญอีกประการหนึ่งคือ การให้สิทธิพิเศษกับประชาชนโปรเตสแตนต์ในไอร์แลนด์เหนือ เป็นเครื่องมือสำคัญในการแบ่งแยกชนชั้นกรรมาชีพระหว่างพวกโปรเตสแตนต์กับคาทอลิก

แทนที่การต่อสู้ทางชนชั้นจะเป็นประเด็นสำคัญ อย่างที่เคยเป็น ประชาชนไอร์แลนด์ถูกชักชวนให้มองว่าความขัดแย้งหลักเป็นเรื่องของศาสนา ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ของชนชั้นปกครองในทั้งสองประเทศ

นักสังคมนิยมคนสำคัญของไอร์แลนด์ชื่อ เจมส์ คอนนอลี่ เคยเตือนไว้ก่อนหน้านั้นว่า ถ้ามีการแบ่งประเทศ อย่างที่อังกฤษทำ จะเกิด “เทศกาลแห่งความปฏิกิริยาล้าหลัง” ในทั้งไอร์แลนด์เหนือกับไอร์แลนด์ใต้

James-Connolly1-271x300
เจมส์ คอนนอลี่

ในไอร์แลนด์ใต้รัฐบาลชวนให้องค์กรศาสนาคาทอลิกเข้ามาครอบงำทุกส่วนของสังคม ไม่ว่าจะเป็นระบบการศึกษา วัฒนธรรม หรือการร่างกฏหมาย พวกพระล้าหลังเหล่านี้ กดขี่สิทธิสตรีอย่างรุนแรง เน้นความเป็น “แม่” ห้ามการหย่า ห้ามการคุมกำเนิด ห้ามทำแท้ง และมีการละเมิดสิทธิสาวๆที่ท้องโดยไม่แต่งงาน โดยนำไปขังไว้ในสถาบันศาสนาเหมือนทาสตลอดชีวิต

ในไอร์แลนด์เหนือพวกพระโปรเตสแตนต์เล่นการเมืองและกีดกันสิทธิสตรีเช่นกัน เมื่ออังกฤษผ่านกฏหมายเพื่อให้สตรีเลือกทำแท้งอย่างเสรีได้ในปี 1967 นักการเมืองปฏิกิริยาเหล่านี้ไม่ยอมให้ใช้กฏหมายนี้ในไอร์แลนด์เหนือ นอกจากนี้การที่ชนชั้นกรรมาชีพถูกแบ่งแยกระหว่างโปรเตสแตนต์กับคาทอลิก ทำให้ค่าจ้างและสภาพการจ้างของกรรมาชีพไอร์แลนด์เหนือแย่กว่าในเกาะอังกฤษ

อย่างไรก็ตามเมื่อเวลาผ่านไป คนรุ่นใหม่เติบโตขึ้น และในไอร์แลนด์ใต้มีการลงทุนในการผลิตอุตสาหกรรมและการบริการมากขึ้น ซึ่งทำให้กรรมาชีพในเมืองขยายตัวอย่างรวดเร็ว ความงมงายในศาสนาคาทอลิกค่อยๆ ลดลง พร้อมกันนั้นมีเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับพระคาทอลิกทั่วโลกรวมถึงไอร์แลนด์ ว่ามีการละเมิดทางเพศเด็กๆ จำนวนมาก

ในปี 1993 ในไอร์แลนด์ใต้มีการยกเลิกการลงโทษคนรักเพศเดียวกัน ต่อมาในปี 1995 มีการยกเลิกการห้ามหย่า และในปี 2015 มีประชามติที่สนับสนุนการแต่งงานกันระหว่างคนเพศเดียวกัน ประชามติที่ปูทางไปสู่สิทธิในการทำแท้งจึงเป็นขั้นตอนสำคัญในกระบวนการทำลายสิ่งที่ เจมส์ คอนนอลี่ เคยเรียกว่า “เทศกาลแห่งความปฏิกิริยาล้าหลัง”

แต่ในไอร์แลนด์เหนือ ยังไม่มีการยกเลิกกฏหมายห้ามทำแท้งหรือร่างกฏหมายที่อนุญาตให้คนเพศเดียวกันแต่งงานกันได้ นักการเมืองล้าหลังโปรเตสแตนต์ยังไม่ถูกเขี่ยลงจากเวทีสักที แต่คนก้าวหน้ากำลังลุ้นว่าในไม่ช้าพวกนี้จะไม่สามารถต้านกระแสการปลดแอกทางเพศได้

ff7fb-woman

ส่วนในประเทศไทย สตรียังต้องรอวันที่จะมีการออกกฏหมายเลือกทำแท้งเสรี โดยที่ให้เป็นสิทธิปกติในระบบสาธารณสุขที่ปลอดภัยและไม่ต้องจ่ายเงิน คนก้าวหน้าในไทยจึงควรเรียกร้องให้พรรคการเมืองที่กำลังเสนอตัวกันตอนนี้ ออกมาประกาศว่าจะสนับสนุนสิทธิทำแท้งเสรี

 

พรรคอนาคตใหม่ไม่สามารถก้าวพ้นรูปแบบพรรคเดิมๆ

ใจ อึ๊งภากรณ์

 

มันเป็นเรื่องน่าผิดหวังที่พรรคอนาคตใหม่ดูเหมือนยังไม่สามารถก้าวพ้นรูปแบบพรรคเดิมๆ ของไทย เพราะพรรคกระแสหลักเดิมๆ มักจะมีนายทุนหรือทหารเป็นแกนนำ และมีนายทหารเข้ามาดำรงตำแหน่งอีกด้วย

 

ในการประชุมพรรคที่พึ่งจัดเมื่อไม่นานมานี้ นายทุนใหญ่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรค ซึ่งไม่น่าแปลกใจ

 

กรรมการพรรคส่วนหนึ่งเป็นนักวิชาการ มีนักธุรกิจสองคนนอกจากธนาธร และมีนักเอ็นจีโอ รวมถึงนักเอ็นจีโอแรงงาน แต่ไม่มีผู้แทนจริงๆ จากสมาชิกสหภาพแรงงานหรือจากเกษตรกรรายย่อยเข้ามาเป็นกรรมการเลย

99569

 

แน่นอนหลายคนในกรรมการบริหารมีจุดยืนชัดเจนที่คัดค้านเผด็จการทหารชุดปัจจุบัน ซึ่งเป็นเรื่องดี และถ้าฉีกรัฐธรรมนูญทหารทิ้งได้ก็เป็นเรื่องดีเช่นกัน แต่คงทำได้ยากถ้าไม่สร้างมวลชนนอกรัฐสภา

 

สิ่งหนึ่งที่น่าตกใจคือรองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่เป็นนายทหารเกษียณ พลโท พงศกร รอดชมภู เป็นอดีตรองเลขาสภาความมั่นคงแห่งชาติ และในเดือนมีนาคม ๒๕๕๙ เขาเคยเขียนบทความลงสื่อเกี่ยวกับปาตานี เขาเสนอว่าการแก้ไขปัญหาควรใช้การเมืองนำทหาร “แต่นั้นไม่ได้แปลว่าต้องยอมหรือขอเจรจา” คือต้องช่วงชิงประชาชนในพื้นที่ให้กลับมาอยู่กับฝ่ายรัฐไทย โดยการเลิกการละเมิดสิทธิมนุษยชน และเปลี่ยนมาปราบฝ่ายตรงข้ามแบบนิ่มนวลมากกว่านี้ พลโท พงศกร ไม่มีการพูดถึงการให้สิทธิประชาชนในพื้นปาตานีที่จะกำหนดอนาคตว่าจะปกครองตนเองแบบไหนคือ แยกตัวออกจากประเทศไทย หรือมีเขตปกครองพิเศษ หรืออยู่แบบเดิม และไม่มีการพูดถึงต้นกำเนิดปัญหาซึ่งมาจากการที่รัฐไทยยึดพื้นที่ปาตานีมาเป็นอาณานิคม โดยไม่เคารพวัฒนธรรมของชาวมาเลย์มุสลิม นอกจากนี้ พลโท พงศกร ไม่มีการพูดถึงการลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐไทยที่เข่นฆ่าประชาชน มีแต่การพูดถึงการลงโทษฝ่ายตรงข้าม [ดู https://www.matichon.co.th/columnists/news_78135 ]

 

นโยบายแนวคิดแบบนี้ไม่ต่างจากแนวคิดฝ่าย “พิราบ” ของรัฐหรือทหารไทย มันเป็นการยืนยันจุดยืนอนุรักษ์นิยมว่ารัฐไทยแบ่งแยกไม่ได้ และมันห่างไกลเหลือเกินจากความคิดก้าวหน้าที่จะนำไปสู่เสรีภาพและสันติภาพสำหรับประชาชนในปาตานี นอกจากนี้มันแตกต่างจากคำพูดเดิมของ เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้สนับสนุนพรรคอนาคตใหม่ ที่เคยพูดว่าควรจะรื้อฟื้นข้อเสนอในการปกครองตนเองของชาวปาตานี

 

การมีนายทหารที่เป็นอดีตฝ่ายความมั่นคงเป็นรองประธานพรรค จะทำให้พรรคให้ความสำคัญกับ “ความมั่นคง” เหนือสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยหรือไม่? เพราะการเน้นความมั่นคงเป็นนโยบายอนุรักษ์นิยมของรัฐบาลไทยทุกชุด โดยเฉพาะเผด็จการ

 

ในแง่หนึ่งตัวบุคคลที่เป็นแกนนำพรรคอาจแค่ชวนให้เราเดาว่านโยบายพรรคจะเป็นอย่างไร เรื่องชี้ขาดจะอยู่ที่นโยบายที่ประกาศออกมาเป็นรูปธรรม ถ้าไม่มีการเสนอรัฐสวัสดิการแบบครบวงจร ถ้วนหน้า และมาจากการเก็บภาษีก้าวหน้าในระดับสูงจากคนรวยและกลุ่มทุน ถ้าไม่เสนอให้ยกเลิก 112 ถ้าไม่เสนอให้สตรีมีสิทธิทำแท้งเสรี ถ้าไม่เสนอให้ชาวปาตานีสามารถกำหนดอนาคตตนเองโดยไม่ต้องพิจารณาความมั่นคงของชาติ และถ้าไม่เสนอให้เพิ่มอัตราค่าจ้างขั้นต่ำตามคำเรียกร้องของสหภาพแรงงาน และร่างกฏหมายแรงงานสัมพันธ์ใหม่เพื่อให้สหภาพแรงงานมีสิทธินัดหยุดงานและเคลื่อนไหวอย่างเสรี…. พรรคอนาคตใหม่ก็จะไม่ก้าวหน้าอย่างที่บางคนชอบอ้าง

 

มีเรื่องเดียวที่น่าชื่นชมเกี่ยวกับพรรคอนาคตใหม่ในขณะนี้  ซึ่งต้องยอมรับว่าพรรคอื่นๆ ยังไม่พูดถึงอย่างชัดเจน นั้นคือการประกาศว่าต้องการลบผลพวงของเผด็จการ

 

สรุปแล้วหน้าตาพรรคอนาคตใหม่ดูเหมือนเป็นพรรคคนชั้นกลาง สำหรับคนชั้นกลาง ไม่ใช่พรรคของคนชั้นล่างรากหญ้าแต่อย่างใด แต่ต้องยอมรับว่าคนของพรรคอนาคตใหม่ นอกจาก อ.ปิยบุตร แสงกนกกุล ที่พูดอะไรมากมายที่ไม่เป็นรูปธรรม ไม่เคยประกาศว่าจะสร้างพรรคของคนชั้นล่าง หรือพรรคของคนส่วนใหญ่ของประเทศที่เป็นกรรมาชีพและเกษตรกร และดูเหมือนพรรคจะเน้นการส่งเสริมกลไกตลาดเสรีที่ขัดกับผลประโยชน์คนจนอีกด้วย

 

ดังนั้นภารกิจในการสร้างพรรคฝ่ายซ้ายของคนชั้นล่าง เพื่อคนชั้นล่าง กรรมาชีพและเกษตรกรนั้นเอง ยังไม่มีใครลงมือริเริ่มอย่างจริงจัง

พรรคการเมืองที่ต้านเผด็จการควรสร้างขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม

ใจ อึ๊งภากรณ์

[ท่านใดที่อ่านผ่าน Facebook อาจอ่านได้ง่ายขึ้นถ้าเข้าไปอ่านในบล็อก ]

การที่นักการเมืองอย่าง วัฒนา เมืองสุข และ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ไปเยี่ยมและให้กำลังใจแกนนำ “คนอยากเลือกตั้ง” ที่โดนขังหลังจากการชุมนุม เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

images-771303392988.33234804_1679739312111511_4525595980254412800_n

แต่พรรคการเมืองที่ประกาศจุดยืนว่าต้านเผด็จการ และจะลบผลพวงของเผด็จการประยุทธ์ จะต้องทำมากกว่านี้ เพราะในอนาคต เมื่อมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น การเลือกตั้งดังกล่าวจะเป็น “ละครประชาธิปไตย” ภายใต้กรอบเผด็จการทหารที่ต้องการสืบทอดอำนาจไปข้างหน้าอีก 20 ปี

ทั้งรัฐธรรมนูญทหาร แผนการเมืองในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของทหาร การแต่งตั้งสว. การแต่งตั้งตุลาการ การเขียนกฏหมายเลือกตั้ง และการแต่งตั้ง กกต.ฯลฯ จะมีผลในการทำให้การเลือกตั้งไม่เสรี และไม่เป็นไปตามกติกาประชาธิปไตย เพราะจะมีการกำหนดว่าพรรคการเมืองสามารถเสนอนโยบายอะไรบ้าง และจะมีการมัดมือรัฐบาลในอนาคตที่มาจากการเลือกตั้ง

ดังนั้นการยกเลิกรัฐธรรมนูญทหาร และการลบผลพวงของเผด็จการประบุทธ์ จะเป็นเรื่องที่ “ผิดกฏหมาย” ตามคำนิยามของเผด็จการ แต่ทั้งๆ ที่ผิดกฏหมายเผด็จการ มันเป็นเรื่องที่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะมีความชอบธรรมสูงตามมาตรฐานประชาธิปไตย และการได้มาซึ่งประชาธิปไตยและเสรีภาพในทุกประเทศทั่วโลก รวมถึงไทย ล้วนแต่ผ่านกระบวนการของการฝืนกฏหมายทั้งสิ้น

อย่าลืมว่าเผด็จการของ “ประยุทธ์มือเปื้อนเลือด” ชอบอ้างว่าทำตามกฏหมายเสมอ ก็แน่นอนล่ะ!กฏหมายของมัน มันกับพรรคพวกล้วนแต่ร่างเองออกเองทั้งนั้น

ประเด็นสำคัญคือ ถ้าพรรคการเมืองที่คัดค้านเผด็จการชนะละครการเลือกตั้งในอนาคต จะเอาพลังที่ไหนมาฝืนกฏหมายเผด็จการ? คำตอบคือต้องผสมความชอบธรรมจากการชนะการเลือกตั้ง กับพลังของขบวนการมวลชนนอกรัฐสภา เพื่อไปคานเครื่องมือของเผด็จการ

สรุปแล้วพรรคการเมืองเหล่านี้ ต้องให้ความสำคัญกับการสร้างเครือข่ายมวลชนที่จะนำไปสู่ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อประชาธิปไตย แต่เรายังไม่เห็นว่าพรรคไหนให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เลย มีแต่การให้ความสำคัญกับการหาเสียงสำหรับละครการเลือกตั้งในอนาคตอย่างเดียว

การไปเยี่ยมและให้กำลังใจกับแกนนำการประท้วงที่ถูกจับเป็นเรื่องดี แต่มันต้องมีการพัฒนาไปสู่การไปร่วมประท้วงด้วย เพื่อเป็นตัวอย่างในการชักชวนมวลชนเข้ามาเพิ่ม ต้องมีการลงพื้นที่เพื่อสร้างเครือข่ายและชวนให้มวลชนออกมาอย่างต่อเนื่อง

แน่นอนฝ่ายทหารจะจับตาดูพรรคการเมืองอย่างใกล้ชิด แต่บางทีมันต้องมีการแบ่งงานกันทำในหมู่สมาชิกและแกนนำของพรรค

33424580_1680606478691461_2432532333853671424_o

ในมุมกลับนักเคลื่อนไหวที่เรียกร้องประชาธิปไตยในยุคนี้ จะต้องไม่ปฏิเสธการมีส่วนร่วมจากพรรคภายใต้ข้ออ้างว่าจะ “รักษาความบริสุทธิ์” แต่นั้นไม่ได้หมายความว่าจะต้องยอมให้กลุ่มหรือพรรคเข้ามาครอบงำ ดังนั้นการนำและแผนการทำงานต้องมาจากมติประชาธิปไตยภายในองค์กร ซึ่งดูเหมือนว่ายังไม่มีโครงสร้างที่ชัดเจนแบบนี้

นอกจากนี้การพูดถึง “ความบริสุทธิ์” มันเป็นการสร้างภาพลวงตาพอๆ กับคนที่อ้างว่าหนุ่มสาวที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์เป็นคน “บริสุทธิ์” และมันเป็นการดูถูกคนอื่นๆ เป็นล้านๆ ที่กล้าแสดงจุดยืนทางการเมืองกับพรรคการเมืองว่าเป็นคน “สกปรกที่เสียความบริสุทธ์”

ถ้าเราดูประวัติของการสร้างขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมในไทย เช่นการสร้างขบวนการแรงงาน ขบวนการชาวนา หรือการสร้างเสื้อแดง จะเห็นว่ามีการกระตุ้นและประสานงานโดยพรรคการเมือง

ในช่วง ๑๔ ตุลา จะเป็นพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย และในกรณีเสื้อแดงก็เป็นพรรคของทักษิณ

ในยุคนี้การสร้างขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อประชาธิปไตยต้องทำแบบไม่เล่นพรรคเล่นพวก ซึ่งแปลว่าต้องมีการสร้างแนวร่วมระหว่างหลายกลุ่ม ไม่ใช่คุมโดยพรรคใดหรือกลุ่มใดอย่างผูกขาด ต้องมีการเปิดกว้างยอมรับหลากหลายมุมมองภายใต้จุดยืนร่วมสำคัญๆ เกี่ยวกับการลบผลพวงของเผด็จการ

บทเรียนอันหนึ่งที่สำคัญสำหรับยุคนี้มาจากขบวนการเสื้อแดง ที่เคยเป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย มันมีสองบทเรียนที่สำคัญคือ หนึ่ง ถ้าไม่มีพรรคคอยประสานงานและกระตุ้นให้เกิดมันก็ไม่เกิดแต่แรก สอง การที่พรรคของทักษิณนำขบวนการเสื้อแดงมีผลทำให้เสื้อแดงถูกแช่แข็งและทำลายโดยนักการเมืองของทักษิณได้ เมื่อพรรคมองว่าไม่ควรเคลื่อนไหวต่อทั้งๆ ที่สังคมตกอยู่ภายใต้เผด็จการ

จริงๆ ประสบการณ์ทั่วโลกสอนให้เรารู้ว่า พรรคที่จะให้ความสนใจกับการสร้างขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมอย่างจริงจัง จากล่างสู่บน มักเป็นพรรคการเมืองฝ่ายซ้ายที่มีฐานในขบวนการสหภาพแรงงานและคนชั้นล่างโดยทั่วไป และจะเป็นพรรคที่ไม่ได้หมกมุ่นกับรัฐสภาจนลืมเรื่องอื่นๆ อีกด้วย แต่พรรคการเมืองแบบนี้ยังไม่ถูกสร้างขึ้นมาในไทยอย่างจริงจัง

 

[หลายภาพถ่ายโดย สงวน คุ้มรุ่งโรจน์ แต่เขาไม่มีส่วนในการเขียนบทความนี้  ซึ่งเป็นความเห็นของผู้เขียนคนเดียว]

คนไทยไม่ต้องไปหลงปลื้มราชวงศ์อังกฤษ

ใจ อึ๊งภากรณ์

ในโอกาสงานแต่งงานราคาแพงของเจ้าชายแฮร์รี่และเมแกน มาร์เคิล เราควรจะ “ตาสว่าง” เรื่องความแย่ความสิ้นเปลือง และความล้าหลังของราชวงศ์อังกฤษ

คนไทยบางคนอาจเกลียดหรือไม่พอใจพฤติกรรมของราชวงศ์ไทยจนอาจหลงปลื้มราชวงศ์อังกฤษ เพราะที่อังกฤษพลเมืองวิจารณ์ราชวงศ์ได้ ไม่มีกฏหมาย 112 และมีหลายกลุ่มการเมืองที่ต้องการยกเลิกระบบกษัตริย์และไม่ถูกดำเนินคดี นอกจากนี้ถ้าทหารอังกฤษลงมายุ่งการเมือง พลเมืองที่มีการจัดตั้งจะโต้ตอบทันที จึงไม่มีกลุ่มทหารที่จะใช้กฏหมายแบบ 112

คำถามสำคัญคือ “ไม่ว่าจะประเทศใด ทำไมต้องมีกษัตริย์หรือราชินีแต่แรก?” คำตอบคือไม่จำเป็นเลย และที่แย่ที่สุดคือตำแหน่งกษัตริย์ขัดกับหลักประชาธิปไตยโดยสิ้นเชิง เพราะไม่มีการเลือกตั้ง ผู้ดำรงตำแหน่งได้ตำแหน่งแต่แรกผ่านสายเลือด และพวกนี้ได้รับเงินสนับสนุนมหาศาลจากภาษีประชาชน โดยไม่เคยทำงานอย่างที่คนธรรมดาต้องทำเลย ยิ่งกว่านั้นความร่ำรวยของราชวงศ์มีอยู่ควบคู่กันไปกับความยากจนของประชาชนจำนวนมาก

อย่างที่นักปฏิวัติอเมริกาชื่อ ทอมมัส เพน เคยเขียน “การเป็นกษัตริย์เป็นเรื่องง่าย แค่มีร่างมนุษย์ก็เพียงพอ แต่ช่างซ่อมเครื่องจักรต้องมีฝีมือและความรู้ด้วย”

วัตถุประสงค์ของชนชั้นปกครองต่างๆ ในการปกป้องสถาบันกษัตริย์คือ เป็นตัวอย่างที่ใช้ย้ำซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าบางคนเกิดมาสูงและคนส่วนใหญ่เกิดมาต่ำ และเขาต้องการให้เราเชื่อว่ามันเป็นเรื่อง “ธรรมชาติ”

ในกรณีงานแต่งงานราคาแพงของแฮร์รี่และเมแกน พวกนี้ประโคมว่า “จ่ายเอง” แต่คำถามคือเงินส่วนตัวที่ใช้นี้มาจากไหน ก็มาจากภาษีประชาชนนั้นเองในรูปแบบเงินเดือนของคนที่ไม่เคยทำงาน ยิ่งกว่านั้นการจัดระบบความปลอดภัยผ่านตำรวจ มาจากภาษีประชาชนโดยตรง และคาดว่าสำหรับงานแต่งงานนี้ต้องใช้งบประมาณ 32ล้านปอนด์

บางคนปลื้มที่ราชินีเอลิซาเบธโดนกดดันจากสังคมจนอาสาที่จ่ายภาษีในบางส่วนของรายได้ แต่เขาไม่ได้จ่ายทั้งหมด

ราชินีเอลิซาเบธได้รับเงินจากประชาชนผู้เสียภาษี 345ล้านปอนด์ต่อปี และสมาชิกราชวงศ์อื่นๆ ได้ปีละ19.1ล้านปอนด์ ขณะที่พยาบาลในโรงพยาบาลได้รับแค่ 2หมื่นปอนด์ต่อปีสำหรับการทำงานหนัก นอกจากนี้เอลิซาเบธไปแบมือขอเงินจากประชาชนผู้เสียภาษีอีก 370ล้านปอนด์ เพื่อซ่อมแซมวังของตนเอง แต่ประชาชนอังกฤษจำนวนมากมีความยากลำบากในการหาที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม และไม่แพงเกินไป

ถ้ายกเลิกระบบกษัตริย์ในอังกฤษจะประหยัดเงินเพื่อสร้างบ้าน สร้างโรงเรียน จ้างครู และจ้างพยาบาลเพิ่มขึ้นได้

The-Queen-waving-to-the-camera-in-black-and-white-592170

2018-04-22_20-13-07 THE ROYAL FAMILY'S NAZI CONNECTION

นอกจากนี้แล้วจุดยืนทางการเมืองของพวกราชวงศ์อังกฤษ เป็นจุดยืนขวาจัด และหลายคนเหยียดคนผิวดำด้วย มีภาพจากอดีตที่แสดงให้เห็นว่าพ่อแม่และญาติของเอลิซาเบธ สอนให้เขายกแขนแสดงความปลื้มกับฮิตเลอร์และพวกนาซีก่อนที่จะเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง อดีตกษัตริย์เอดเวอร์ดเป็นเพื่อนกับฮิตเลอร์โดยตรง และเจ้าชายแฮรี่ก็เคยแต่งชุดนาซีไปงานเลี้ยง “เพราะคิดว่าตลก”

ฟิลลิปสามีของเอลิซาเบธ เป็นคนที่ขึ้นชื่อว่าเหยียดสีผิวอย่างรุนแรง และลูกชาย เจ้าชายชาร์ลส์ เคยบอกคนผิวดำที่เกิดที่อังกฤษว่าหน้าตาไม่เหมือนคนอังกฤษ ยิ่งกว่านั้นชาร์ลส์พยายามกดดันรัฐมนตรีในทุกรัฐบาลโดยเขียนจดหมายไปแสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องการเมือง ซึ่งผิดรัฐธรรมนูญ

ราชวงศ์อังกฤษไม่มีอะไรดี เพียงแต่ว่าความเข้มแข็งของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมและสหภาพแรงงานที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมานาน ทำให้พลเมืองอังกฤษมีเสรีภาพมากกว่าพลเมืองไทยเท่านั้น และมันไม่ใช่เสรีภาพที่พวกข้างบนให้มาแต่อย่างใด

อิสราเอล:รัฐไซออนนิสต์มือเปื้อนเลือด

ใจ อึ๊งภากรณ์

ทุกคนที่รักความเป็นธรรมต้องประณามอิสราเอลที่ใช้ความรุนแรงสุดขั้วในการถล่มชาวปาเลสไตน์ที่กาซา อิสราเอลใช้สไนเปอร์และกระสุนจริงฆ่าชาวปาเลสไตน์ที่ประท้วงโดยไร้อาวุธตรงจุดชายแดน คาดว่าเสียชีวิต 58 คน รวมถึงเด็กด้วย และมีผู้บาดเจ็บ 2,700 คน

32294158_10214101991536875_4303459507201114112_n

การยิงผู้ประท้วงที่ไร้อาวุธแบบนี้ ไม่ต่างจากอาชญากรรมที่คนอย่างประยุทธ์กระทำกับเสื้อแดงในไทย

และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่อิสราเอลทำลายชีวิตของชาวปาเลสไตน์ภายใต้ความคิด “ไซออนนิสต์” สุดขั้ว

แต่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาภายใต้ทรัมพ์ มีส่วนสำคัญในการก่ออาชญากรรมของอิสราเอลด้วย เพราะย้ายสถานทูตไปที่เมืองเยรูซาเล็ม ทั้งๆ ที่เมืองนี้ถูกสหประชาชาติแบ่งเป็นสองซีก คือซีกปาเลสไตน์กับซีกอิสราเอล และรัฐบาลส่วนใหญ่ทั่วโลกมองว่าไม่สมควรที่จะเป็นเมืองหลวงของอิสราเอล

32458048_10214124661383607_1280988826554073088_n
ภาพสร้างเพื่อประชดการเปิดสถานทูตสหรัฐใหม่โดยลูกสาวทรัมพ์

สหรัฐกับอิสราเอลร่วมกันก่ออาชญากรรมครั้งนี้ และสหรัฐถือหางให้อิสราเอลตลอด

น้ำมันในตะวันออกกลางเป็นสิ่งที่จักรวรรดินิยมต้องการควบคุมเป็นอย่างยิ่งในปลายศตวรรษที่ 20 และในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง อังกฤษทำข้อตกลงกับผู้ปกครองเมือง เมกกะ ชื่อ ชาริฟ ฮุเซน เพื่อยุให้กบฏต่ออาณาจักรเตอร์กี โดยที่อังกฤษสัญญาว่าเขาจะได้ครองพื้นที่อาหรับทั้งหมด รวมถึงปาเลสไตน์ด้วย แต่ในขณะเดียวกันอังกฤษสัญญากับพวก “ไซออนนิสต์” ว่าจะยกปาเลสไตน์ให้คนยิวจากยุโรป เพราะอังกฤษอยากให้ ไซออนนิสต์ เป็นตัวป่วนและสร้างอุปสรรค์กับการปลดแอกตนเองของชาวอาหรับ ทั้งนี้เพราะอังกฤษกลัวว่าชาวอาหรับจะเอาน้ำมันในพื้นที่ของตนเองมาเป็นทรัพยากรของชาติ แทนที่จะให้บริษัทต่างชาติครอบครอง

รัฐบาลอังกฤษแก้ปัญหาสำหรับตนเอง โดยการถอนตัวออกจากปาเลสไตน์ และปล่อยให้กองกำลังไซออนนิสต์ยึดพื้นที่จำนวนมาก โดยเข่นฆ่าชาวบ้านปาเลสไตน์อย่างโหดร้ายป่าเถื่อน ในที่สุดมีการสถาปนา “รัฐอิสราเอ็ล” ขึ้น เพื่อดูแลผลประโยชน์ตะวันตก โดยที่มหาอำนาจต่างๆ สนับสนุน การตั้งรัฐอิสราเอ็ลทำให้ชาวปาเลสไตน์จำนวนมากกลายเป็นผู้หลี้ภัยที่ต้องจากบ้านเกิดไป ในไม่ช้าอิสราเอ็ลกลายเป็น “สุนัขเฝ้าพื้นที่ตะวันออกกลาง” ให้ตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐ แต่สถานการณ์นี้ไม่ได้สร้างความสงบแต่อย่างใด

สิ่งที่เราควรเข้าใจแต่แรกคือนี่ไม่ใช่การกระทำของ “คนยิว” ทุกคน เราควรรู้อีกว่าคนยิวส่วนใหญ่ในโลกไม่ได้อาศัยอยู่ในประเทศอิสราเอ็ล หรือสนับสนุนการกระทำของรัฐอิสราเอ็ลแต่อย่างใด ในยุคนี้ยิวส่วนใหญ่ในโลกไม่เห็นด้วยกับความโหดร้ายของอิสราเอ็ล

ไซออนนิสต์” แนวคลั่งชาติปฏิกิริยาสุดขั้ว

ก่อนสงครามโลกครั้งที่สองและการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ชาวยิวโดยพวกนาซีในเยอรมัน ซึ่งทำให้ชาวยิวกว่า 6 ล้านคนถูกเข่นฆ่าอย่างโหดร้ายป่าเถื่อน แนวคิดคลั่งเชื้อชาติแบบ ไซออนนิสต์ ไม่ค่อยเป็นที่นิยมในแวดวงชาวยิวนัก กระแสหลักในหมู่คนยิวยุโรปคือแนวสังคมนิยมและแนวมาร์คซิสต์ เพราะทั้ง มาร์คซ์ ตรอทสกี และโรซา ลัคแซมเบอร์ค ล้วนแต่เป็นยิว และพรรคการเมืองฝ่ายซ้ายของยิวก็แพร่หลายไปทั่ว สายมาร์คซิสต์มองว่าชาวยิวถูกรังแกในยุโรปในลักษณะแพะรับบาปของชนชั้นนายทุนที่ต้องการเบี่ยงเบนการต่อสู้ทางชนชั้น เหมือนกับที่รัฐบาลไทยสร้างพี่น้องคนพม่าขึ้นมาเป็นแพะรับบาปในไทย ดังนั้นทางออกในการปกป้องยิวและทางออกเพื่อปลดแอกผู้ถูกกดขี่ขูดรีดทั้งหลายเป็นทางออกเดียวกัน คือกรรมาชีพทุกเชื้อชาติต้องสามัคคีต่อสู้กับนายทุนทุกเชื้อชาติ

ยิวสาย ไซออนนิสต์ คือพวกฝ่ายขวาชาตินิยมจัด พวกนี้ต่อต้านการต่อสู้ทางชนชั้นของกรรมาชีพ และมองว่ายิวอยู่กับคนอื่นอย่างสันติไม่ได้เพราะเขาเชื่อว่าเชื้อชาติที่ต่างกันย่อมฆ่ากันหรือขัดแย้งกันเสมอ ดังนั้นเขาเสนอว่าวิธีการปกป้องชาวยิวคือต้องสร้างชาติ “บริสุทธิ์” ของตนเองขึ้นมา สิ่งที่น่าเสียดายอย่างยิ่งคือความพ่ายแพ้ของฝ่ายซ้ายและกรรมาชีพในเยอรมัน นำไปสู่ชัยชนะของนาซีในยุค ฮิตเลอร์ และการสังหารชาวยิวถึง 6 ล้านคน เหตุการณ์นี้มีผลในการหนุนกระแสฝ่ายขวา “ไซออนนิสต์” แทนแนวมาร์คซิสต์ จนมีการก่อตั้งประเทศอิสราเอ็ลหลังสงครามโลก ปัญหาสำคัญคือ รัฐอิสราเอ็ลถูกสร้างขึ้นบนพื้นที่ที่มีคนอื่นอาศัยอยู่ คือพื้นที่ที่ชาวปาเลสไตน์และชาวยิวอาศัยร่วมกัน ดังนั้นรัฐเชื้อชาติเดียวที่ถูกสร้างขึ้นต้องอาศัยการขับไล่ชาวปาเลสไตน์ออกจากบ้านเกิด

เราควรสมานฉันท์กับชาวปาเลสไตน์

การต่อสู้อันยาวนานของชาวปาเลสไตน์เป็นการต่อสู้ที่ควรให้กำลังใจกับผู้ถูกกดขี่ทุกคนทั่วโลก เพราะเป็นการต่อสู้ที่ไม่เคยยอมแพ้ทั้งๆ ที่เผชิญหน้ากับกำลังอาวุธของอิสราเอ็ลที่เหนือกว่าเสมอ และอิสราเอ็ลได้รับการหนุนหลังโดยจักรสรรดินิยมอเมริกา เราทุกคนควรจะสนับสนุนชาวปาเลสไตน์อย่างเต็มที่ เพราะในรอบ 70 กว่าปีที่ผ่านมาอำนาจจักรวรรดินิยมตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ อังกฤษ หรือฝรั่งเศส ได้อาศัยสมุนรับใช้ในตะวันออกกลางในรูปแบบประเทศอิสราเอ็ล เพื่อสร้างความปั่นป่วนในหมู่ชาวอาหรับ จักรวรรดินิยมจะได้ควบคุมแหล่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดในโลกเพื่อประโยชน์ของกลุ่มทุนใหญ่

leftwing