การพัฒนาแบบองค์รวมและต่างระดับกับสังคมไทย

ใจ อึ๊งภากรณ์

การพัฒนาแบบองค์รวมและต่างระดับ (Combined and Uneven Development) เป็นวิธีอธิบายกระบวนการพัฒนาในประเทศด้อยพัฒนาท่ามกลางกระแสทุนนิยมโลกาภิวัฒน์ คนที่เสนอแนวคิดนี้คือนักปฏิวัติมาร์คซิสต์ของรัสเซียชื่อ ลีออน ตรอทสกี

ลักษณะสำคัญของรัสเซียในสมัยก่อนการปฏิวัติปี 1917 คือมีความล้าหลังในการพัฒนา ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมถ้าเทียบกับยุโรปตะวันตก หรือสหรัฐ แต่ท่ามกลางความล้าหลังนี้มีบางส่วนที่ก้าวหน้าทันสมัยที่สุด

ประเทศล้าหลังจะเรียนรู้วิธีคิดและเทคนิคการผลิตจากประเทศที่ก้าวหน้ากว่า ผ่านกระบวนการโลกาภิวัฒน์ของทุนนิยม แต่ไม่ได้เรียนรู้ในลักษณะการเดินย้อนรอยประวัติศาสตร์ของประเทศพัฒนา เพราะประเทศล้าหลังจะได้เปรียบในแง่หนึ่งคือ สามารถรับสิ่งที่ทันสมัยที่สุดในโลกจากประเทศก้าวหน้าได้ทันที จึงมีการก้าวกระโดดสู่ความทันสมัยตามภาพรวมของทุนนิยมโลก

ตรอทสกี้เขียนว่า “มนุษย์เผ่าดั้งเดิมที่ยังใช้ชีวิตโบราณอยู่ในป่า วันนี้อาจใช้ธนูและหอก แต่พรุ่งนี้ ถ้ามีโอกาสสัมผัสกับคนจากภายนอก จะสามารถจับปืนมาใช้ได้ทันที”

อย่างไรก็ตาม การก้าวกระโดดข้ามขั้นตอนทางประวัติศาสตร์ไม่เคยเป็นเรื่อง “กฏเหล็ก” ไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ในทุกเรื่อง และบางครั้งการรับสิ่งที่ทันสมัยมาใช้โดยสังคมล้าหลัง อาจรับมาในลักษณะเพี้ยนๆ ก็ได้ เช่นการนำระบบคิดใหม่มาเสริมสร้างรูปแบบการปกครองแบบล้าหลัง กรณี รัชกาลที่๕ ในไทย เป็นตัวอย่างที่ดี คือรับรูปแบบการบริหารรัฐและเศรษฐกิจทุนนิยมมาใช้เพื่อเสริมอำนาจกษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราชย์

ถ้าประวัติศาสตร์มีกฏเหล็กทั่วไป กฏนั้นคงจะระบุว่าการพัฒนาของประวัติศาสตร์เป็นเรื่องของความไม่เท่าเทียม ต่างระดับ และความไม่แน่นอนเสมอ

ในเรื่องของความ “ต่างระดับ” ที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กับการรับสิ่งใหม่ๆ จากโลกแบบองค์รวม เราจะเห็นจากรัสเซีย ในปี 1914 คือรัสเซียยากจนกว่าสหรัฐประมาณ 10 เท่า แต่ 40% ของอุตสาหกรรมรัสเซียเป็นอุตสาหกรรมทันสมัยขนาดใหญ่ที่มีกรรมาชีพจำนวนมากในโรงงานเดียวกัน ในขณะที่เพียง 18% ของอุตสาหกรรมสหรัฐเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แต่พร้อมๆ กันนั้นรัสเซียมีความล้าหลังดำรงอยู่ คือมีชาวนากึ่งทาสเป็นล้านๆ คน ซึ่งสหรัฐไม่มี

กรรมาชีพในประเทศล้าหลังมีสิทธิ์เป็นส่วนหนึ่งของกองหน้ากรรมาชีพโลกได้ทันที ทั้งในด้านจิตสำนึก ระดับการศึกษา และฝีมือ คือไม่ต้องผ่านการพัฒนาเป็นร้อยๆปี แบบที่เคยเกิดขึ้นในตะวันตก ลูกชาวนาในไทยที่เข้าสู่ระบบโรงงาน ใช้คอมพิวเตอร์ในการทำงานได้ และคนไทยที่อยู่ในเมืองกับชนบทเรียนรู้วิธีใช้อินเตอร์เน็ดได้อย่างรวดเร็ว ไม่แพ้คนตะวันตก

แต่หลายแง่ของระบบการเมืองและสังคมในไทย ยังติดอยู่ในระดับล้าหลัง เช่นแนวคิดของชนชั้นปกครองไทย ซึ่งปัจจุบันเป็นนายทุนหรือทหาร และมองว่าพลเมืองไทยคิดเองไม่เป็น ไม่ทันสมัย “ขาดการศึกษา” และปกครองตนเองไม่ได้ ดังนั้นชนชั้นปกครองไทยจึงอาศัยการปกครองแบบกึ่งเผด็จการเป็นส่วนใหญ่ ความคิดแบบนี้นำไปสู่การมองว่าประชาชนไม่มีวุฒิภาวะพอที่จะเลือกนักการเมืองได้ การบังคับให้พลเมืองรักกษัตริย์ดุจเทวดาก็เป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดล้าหลังอันนี้ ทั้งๆ ที่กษัตริย์ไทยมีลักษณะทันสมัยในยุคปัจจุบัน คือเป็นเครื่องมือของนายทุนและทหาร

อีกแง่หนึ่งของความล้าหลังและต่างระดับของสังคมไทย คือในเรื่องความเหลื่อมล้ำระหว่างสภาพชีวิตคนธรรมดา กับพวก “ผู้ใหญ่” และชนชั้นกลางในสังคม คนไทยจำนวนมากยังยากจน เมื่อเทียบกับเศรษฐีระดับโลกของไทย และการพัฒนาระบบรัฐสวัสดิการและสิทธิพลเมืองยังไม่เกิดอย่างจริงจัง

สภาพการพัฒนาแบบองค์รวมและต่างระดับของไทย นำไปสู่ความขัดแย้งที่เราเห็นในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา และสิ่งที่เป็นตัวกระตุ้นอันหนึ่งคือวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง เพราะเมื่อมีนักการเมืองนายทุน คือทักษิณและพรรคพวก เข้ามาเสนอแผนที่จะพัฒนาชีวิตประชาชนหลังวิกฤตเศรษฐกิจ เช่นโครงการสร้างงานหรือ 30 บาทรักษาทุกโรค พลเมืองจำนวนมากชื่นชมและเทคะแนนเสียงให้ในการเลือกตั้ง ซึ่งสร้างความไม่พอใจในหมู่นักการเมืองและทหารหัวเก่าที่ไม่เข้าใจความไม่พอใจที่ดำรงอยู่ในสังคมที่พัฒนาไปไกลแล้ว

เราควรเข้าใจว่าทฤษฏี “การพัฒนาแบบองค์รวมและต่างระดับ” ของตรอทสกี้ ใช้อีกทฤษฏีหนึ่งเป็นคู่ฝาแฝด คือ “ทฤษฏีปฏิวัติถาวร” (Permanent Revolution) ทั้งตรอทสกี้ และคาร์ล มาร์คซ์ เคยอธิบายว่า ชนชั้นนายทุนในประเทศด้อยพัฒนาไม่เคยมีประวัติศาสตร์ที่ก้าวหน้าเท่านายทุนในประเทศพัฒนา เพราะไม่เคยนำการปฏิวัติล้มระบบขุนนาง นายทุนส่วนใหญ่หลังยุค 1848 เป็นนายทุนขี้ขลาด กลัวกรรมาชีพมากกว่าเกลียดขุนนาง และมุ่งที่จะอนุรักษ์ระบบโดยพร้อมจะประนีประนอมกับอำนาจเผด็จการประเภทที่ปฏิกิริยาที่สุดเสมอ

นักมาร์คซิสต์จึงเสนอว่าผู้ที่จะต้องรับภาระในการปลดแอกประชาชนในโลกปัจจุบัน จะต้องเป็นชนชั้นกรรมาชีพสมัยใหม่ที่กำลังขยายตัวทั่วโลก ชนชั้นกรรมาชีพสำคัญเพราะทำงานรวมหมู่และอยู่ในใจกลางระบบการผลิตและเศรษฐกิจทุนนิยม

สำหรับไทย แนวคิดนี้อธิบายว่าทำไมทักษิณและนักการเมืองพรรคเพื่อไทย ไม่มีวันนำการต่อสู้อย่างถึงที่สุดกับทหารและพวกอนุรักษ์นิยม เพราะเขากลัวว่าการต่อสู้ที่จะเกิดขึ้นจะไปไกลกว่าแค่การหมุนนาฬิกากลับไปสู่สภาพการเมืองก่อนรัฐประหาร ๑๙ กันยา ทักษิณและพรรคพวกมีส่วนคล้ายและอุดมการณ์ร่วมกับพวกทหารและนักการเมืองอนุรักษ์นิยม มากกว่าที่เขาจะมีกับประชาชนธรรมดา นี่คือสาเหตุที่เขาแช่แข็งการต่อสู้ของเสื้อแดงหลังยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์จนถึงทุกวันนี้

ถ้าเราจะเดินหน้าพัฒนาระบบการเมืองและสังคมไทย เราต้องสร้างพรรคและขบวนการทางสังคมของมวลชนคนชั้นล่าง โดยเฉพาะกรรมาชีพ พรรคและขบวนการนี้ต้องอิสระโดยสิ้นเชิงจากทักษิณและพรรคเพื่อไทย และเราต้องเลิกตั้งความหวังอะไรเลยกับพรรคเพื่อไทยหรือการเลือกตั้งภายใต้อำนาจทหารในอนาคต

Advertisements

สถาบันกษัตริย์จะมีความสำคัญน้อยลงในรัชกาลใหม่

ใจ อึ๊งภากรณ์

ทั้งๆ ที่งานศพของนายภูมิพลเป็นงานใหญ่โตมโหฬารที่เปลืองทรัพยากรของชาติมากมาย แต่หลังจากนี้สถาบันกษัตริย์อาจจะมีความสำคัญน้อยลงสำหรับชนชั้นปกครองไทยและกองทัพ

นายภูมิพลเป็นกษัตริย์ที่อ่อนแอ ไร้ความกล้าหาญ บทบาทหน้าที่แท้ของนายภูมิพล คือในการให้ความชอบธรรมกับทุกอย่างที่ชนชั้นปกครองไทยทำ โดยเฉพาะทหาร และนายภูมิพลเต็มใจที่จะเป็นเครื่องมือของทหารที่คอยทำรัฐประหาร กีดกันประชาธิปไตย และถ่วงความเจริญทางเศรษฐกิจของประชาชน นอกจากนี้นายภูมิพลสามารถสะสมทรัพย์สินมหาศาลจากการทำงานของประชาชน จนกลายเป็นคนที่รวยที่สุดในประเทศไทยและกษัตริย์ที่รวยที่สุดในโลก ในขณะเดียวกันนายภูมิพลก็เสนอว่า “ราษฎร” ควรพึงพอใจในความยากจนของตนเอง ผ่านลัทธิ “เศรษฐกิจพอเพียง” ที่ให้ความชอบธรรมกับลัทธิเสรีนิยมกลไกตลาดสุดขั้ว ลัทธินี้เป็นลัทธิโปรดของเผด็จการทหารและพรรคประชาธิปัตย์

แต่นายวชิราลงกรณ์แตกต่างจากพ่อ เขามีพฤติกรรมผิดเพี้ยนซึ่งทำให้คนส่วนใหญ่ รวมถึงพวกทหารและพวก “รักเจ้า” ไม่สามารถเคารพเขาได้ นอกจากนี้เขาไม่สนใจเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง หรือสังคม เพราะอยากจะเสพสุขอย่างเดียว ลักษณะแบบนี้ทำให้เขาอ่อนแอทางอำนาจยิ่งกว่าพ่ออีก และสร้างปัญหาสำหรับทหารในการใช้ตัวเขาเพื่อให้ความชอบธรรมกับเผด็จการหรือสิ่งอื่นๆ ที่ทหารทำ

ดังนั้นเผด็จการทหารกำลังแสวงหาสิ่งที่จะเข้ามาใช้งานได้แทนบทบาทเดิมของกษัตริย์ สิ่งนี้คือ “ยุทธศาสตร์แห่งชาติ”

“ยุทธศาสตร์แห่งชาติ” เป็นแผนเพื่อต่ออายุอิทธิพลของเผด็จการทหารออกไปในอนาคตอันไกล มันมีการร่างขึ้นเพื่อเป็น “หลักการศักดิ์สิทธิ์” ที่ไม่มีใครค้านได้ “ยุทธศาสตร์แห่งชาติ” นี้มีสถานภาพเหนือกฏหมายทุกฉบับและสถาบันสาธารณะทุกแห่ง ประยุทธ์กับพรรคพวกได้แต่งตั้งตนเองเป็นหัวหน้าคณะกรรมการยุทธศาสตร์แห่งชาติ โดยที่ศาลเตี้ยรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมการเลือกตั้ง จะช่วยในการบริหารและปรามคนที่คิดต่าง

“ยุทธศาสตร์แห่งชาติ” ถูกสร้างขึ้นภายใต้ข้ออ้างเท็จว่ามันจะปฏิรูปการเมือง สร้างความสามัคคีปรองดอง และป้องกันไม่ให้มีความวุ่นวาย นอกจากนี้มันเป็นหลักประกันว่า “คนดี” ที่รักและเคารพเผด็จการ จะเข้ามาบริหารบ้านเมือง

แน่นอนพวกชนชั้นปกครองไทยจะยังคงใช้ลัทธิล้าหลัง “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” ต่อไป และจะใช้กฏหมาย 112 กับคนที่ไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ทหารทำ แต่ “ยุทธศาสตร์แห่งชาติ” จะมีความสำคัญมากขึ้นจนอาจเทียบเท่าฐานะและความศักดิ์สิทธิ์ของกษัตริย์ภูมิพลในอดีต

เราไม่ควรแปลกใจที่บทบาทของกษัตริย์เปลี่ยนไป เพราะมันไม่เคยเป็นสิ่งที่แช่แข็งหยุดนิ่ง ในสมัยก่อน ๑๔ ตุลา ๒๕๑๖ การให้ความชอบธรรมกับเผด็จการทหาร จะมาจากการปลุกผีคอมมิวนิสต์ และการอ้างถึงความสำคัญของลัทธิ “ชาติ ศาสนา กษัตริย์” กษัตริย์ภูมิพลในยุคนั้นเป็นสัญญลักษณ์ของการต่อต้านคอมมิวนิสต์มากกว่าสิ่งอื่น และเป็นแค่ปัจจัยหนึ่งในลัทธิทหาร การปั้นนายภูมิพลขึ้นมาเป็นผู้อัจฉริยะในทุกด้าน และอาการคลั่งกษัตริย์และเชิดชูเขาเป็นเทวดา พึ่งเกิดขึ้นในช่วงที่คอมมิวนิสต์หมดสภาพ ในยุคนั้นนายภูมิพลกลายเป็นอะไรที่สำคัญกว่าชาติหรือศาสนาสำหรับความชอบธรรมของชนชั้นปกครอง

นอกจากนี้การใช้กฏหมาย 112 ในลักษณะที่ไม่ได้ปกป้องตัวกษัตริย์โดยตรง ก็เกิดขึ้นภายหลังรัฐประหาร ๑๙ กันยา โดยที่ทหารใช้ 112 กับคนที่วิจารณ์หรือต่อต้านรัฐประหาร และล่าสุดเราก็เห็นข่าวที่ ส.ศิวรักษ์ โดนคดี 112 เพราะเสนอว่ายุทธหัตถีของพระนเรศวรอาจไม่เคยเกิดขึ้นจริง ในกรณีนี้  ส.ศิวรักษ์ กำลังท้าทายลัทธิชาตินิยมไทยสุดขั้ว ที่ถูกสร้างขึ้นมาผ่านนิยายเรื่องกษัตริย์ในอดีต และลัทธิชาตินิยมแบบนี้ก็มีความสำคัญกับทหารพอสมควร

และทุกวันนี้มีการขยายกฏหมายเผด็จการแบบ112ไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญอีกด้วย คือถ้าใครวิจารณ์ก็มีสิทธิ์ติดคุก บทบาทของศาลรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ควบคู่กับยุทธศาสตร์แห่งชาติ และศาลนี้เคยร่วมมือกับทหารในการล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

ถ้าเราศึกษาประวัติศาสตร์ประเทศอินโดนีเซีย เราจะเห็นอะไรที่คล้ายๆ หลัก “ยุทธศาสตร์แห่งชาติ” ของประยุทธ์ นั้นคือลัทธิปัญจศีลา (Pancasila) ลัทธินี้จัดตั้งขึ้นมาเป็นลัทธิศักดิ์สิทธิ์ของชาติ โดยประธานาธิบดีซุการ์โน ต่อมามีการใช้อย่างเคร่งครัดโดยเผด็จการของนายพลซุฮาร์โต ผู้นำอินโดนีเซียที่ใช้ลัทธิปัญจศีลา มักจะเอ่ยถึงยุคความวุ่นวายหลังอินโดนีเซียได้เอกราช และในรูปธรรมปัญจศีลาถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกดขี่ปราบปรามฝ่ายซ้าย กลุ่มศาสนาที่รัฐไม่เห็นด้วย ผู้ที่ต้องการแยกประเทศเพื่ออิสรภาพ และ ถูกใช้เพื่อลดสิทธิเสรีภาพประชาธิปไตยภายใต้อำนาจเผด็จการอีกด้วย [อ่านเพิ่มบทที่ 6 เรื่องปัญจศีลา http://bit.ly/1sH06zu ]

ในกรณีไทย พวกชนชั้นปกครองฝ่ายอนุรักษ์นิยมจะสร้างความชอบธรรมกับตนเอง ด้วยการเอ่ยถึง “ยุทธศาสตร์แห่งชาติ” เหมือนกับว่ามันเป็นกฏหมายศักดิ์สิทธิ์ที่พระเจ้าบนฟ้าประทานให้ ทั้งๆ ที่มันเป็นแค่เอกสารที่พวกทหารเขียนขึ้นเอง

พูดง่ายๆ ทหารจะพยายามให้ “ยุทธศาสตร์แห่งชาติ” เป็น “กษัตริย์” รูปแบบใหม่ ส่วนกษัตริย์วชิราลงกรณ์ก็จะเสพสุขที่เยอรมันต่อไปและทหารคงหวังว่าเขาจะอยู่อย่างเงียบๆ โดยไม่สร้างข่าวอื้อฉาวบ่อยเกินไป

เผด็จการจะสำเร็จหรือไม่ในความพยายามเกี่ยวกับ “ยุทธศาสตร์แห่งชาติ”  ขึ้นอยู่กับว่าพลเมืองไทยส่วนใหญ่ยอมรับแนวของเผด็จการหรือไม่ และถ้าเราต้องการประชาธิปไตยที่แท้จริง เราจะต้องรณรงค์และสร้างขบวนการที่สามารถต่อต้านแนวคิดแบบนี้ของทหารอย่างจริงจัง

บทความยาวเรื่องนี้ภาษาอังกฤษ http://bit.ly/2xGDiSu 

ทำไมพวกนายพลเผด็จการไม่ละอายใจที่จะพูดขยะ?

ใจ อึ๊งภากรณ์

ตลอดเวลาที่เผด็จการทหารชุดนี้ครองอำนาจ พวกนายพลในคณะเผด็จการชอบออกมาพูดขยะเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นประยุทธ์หรือประวิตร ดูเหมือนจะแข่งกันหาคำพูดขยะมาเสนอต่อประชาชนตลอด เช่นการอ้างว่าเขาปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่ไม่มีการเลือกตั้ง หรือการประกาศว่าตนเป็นนักประชาธิปไตย ทั้งๆ ที่ยึดอำนาจผ่านการทำรัฐประหาร

คำถามคือพวกโจรใส่เครื่องแบบเหล่านี้ ทำไมหน้าด้านไม่ละอายใจที่จะพูดแบบนี้ในเวทีสาธารณะ คำตอบที่อยากจะให้คือ “เพราะมันโง่” แต่นั้นคงไม่จริง มันคงมีสาเหตุอื่นอยู่เบื้องหลัง

ในแง่สำคัญพวกเผด็จการป่าเถื่อนเหล่านี้มันก้าวร้าวและหยิ่ง ความหยิ่งของอันธพาลสามัญย่อมมาจากการถืออาวุธ เผด็จการทหารก็ไม่ต่างออกไป เวลาถือปืนจะพูดขยะอะไรก็ได้ เพราะไม่ค่อยมีคนกล้าเถียงหรือวิจารณ์ และในกรณีที่มีใครกล้าเถียงก็จะจับไป “ปรับทัศนคติ” ในค่ายทหาร หรือยัดข้อหา 112

ในอีกแง่หนึ่ง คณะเผด็จการ ไม่จำเป็นต้องถูกประชาชนตรวจสอบผ่านระบบเลือกตั้ง มันเลยคิดจะพูดอะไรก็ได้ แล้วแต่อารมณ์ แต่นักการเมืองที่ต้องลงสมัครรับเลือกตั้งจะต้องคำนึงถึงความเห็นของประชาชนต่อสิ่งที่ตนเองพูดหรือกระทำเสมอ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่มีวุฒิภาวะในการเลือกนักการเมือง

ในแง่ที่สาม พวกคณะเผด็จการอาจคิดว่าพลเมืองไทยโง่ และพร้อมจะเชื่อขยะทุกรูปแบบที่ออกมาจากปากทหาร แต่ในความเป็นจริงคนส่วนใหญ่คนไม่สนใจคำพูดของพวกนี้เท่าไร และมองว่าโกหกหรือไร้สาระ

แต่นอกจากนี้ มันอาจมีอีกเหตุผลหนึ่งที่คณะเผด็จการชอบพูดว่ามันเป็นนักประชาธิปไตย เพราะตอนนี้มันกำลังออกแบบระบบประชาธิปไตยจอมปลอมแบบพม่า คือจะมีการเลือกตั้งเป็นพิธีกรรม เพื่อดูดี ภายในกรอบที่จำกัดสิทธิเสรีภาพโดย “ยุทธศาสตร์แห่งชาติ” ที่มันร่างเอง และ “คณะกกรมการยุทธ์ศาสตร์แห่งชาติ” ที่มันใช้เป็นเครื่องมือเพื่อสืบทอดอำนาจ ตรงนี้เป้าหมายของการพูดถึงประชาธิปไตยบ่อยๆ คือการสร้างภาพลวงตา เพื่อให้คนไทยบางส่วน โดยเฉพาะคนชั้นกลาง หลอกตัวเองว่าในอนาคตไทยจะเป็นประชาธิปไตยของ “คนดี”

พวกทหารอาจคำนวณว่าภาพลวงตานี้อาจเพียงพอที่จะเป็นข้อแก้ตัวสำหรับรัฐบาลตะวันตก รัฐบาลตะวันตกต้องการเหลือเกินที่จะยอมรับว่าไทย “กลับสู่ประชาธิปไตยแล้ว” ทั้งๆ ที่ใครๆ คงมองออกว่ามันไม่ใช่ การแสวงหาข้อแก้ตัวเพื่อให้รัฐบาลตะวันตกกลับมาคบผู้นำไทยเป็นเรื่องสำคัญสำหรับรัฐบาลเหล่านั้น เพราะจริงๆ แล้วการพูดว่าไม่ยอมรับรัฐบาลเผด็จการของไทย บ่อยครั้งเป็นคำพูดนามธรรมเพื่อให้ดูดีในสายตาพลเมืองตะวันตก

ในความเป็นจริง เราเห็นว่ารัฐบาลอังกฤษพร้อมจะเชิญคนอย่างประวิตร ไปเที่ยวงานขายอาวุธที่ลอนดอน ซึ่งเป็นโอกาสทองสำหรับนายพลหน้าหมูคนนี้ ที่จะคบค้าสมาคมกับทรราชจากทั่วโลกที่ไปเที่ยวงานเดียวกัน แล้วในที่สุดทหารไทยก็จะได้อาวุธเพิ่มและบริษัทตะวันตกจะได้กำไร

ส่วนรัฐบาลสหรัฐ ก็ผูกมิตรกับประยุทธ์มือเปื้อนเลือดและพร้อมจะขายอาวุธให้ นอกจากนีั้มีการฝึกทหารร่วมกับกองทัพไทยอีกด้วย

ในแวดวงการทูตต่างๆ ของรัฐบาลทั่วโลก อุดมการณ์ประชาธิปไตยมักจะไม่มีความสำคัญ ที่สำคัญคือการแข่งกันระหว่างมหาอำนาจ เช่นการแข่งกันระหว่างจีนกับสหรัฐเพื่อมีอิทธิพลในภูมิภาคเอเชีย และการหาโอกาสที่จะค้าขายสร้างกำไรให้กลุ่มทุนของประเทศตนเองก็เป็นเรื่องสำคัญ นี่คือสาเหตุที่รัฐบาลตะวันตกขายอาวุธให้ทรราชทั่วโลกโดยไม่เลือกหน้า

เราหนีไม่พ้นข้อสรุปว่า ถ้าเราจะกำจัดอิทธิพลและมรดกของเผด็จการ เพื่อสร้างประชาธิปไตยแท้ คนไทยจะต้องรวมตัวกันปลดแอกตนเอง จะไม่มีใครทำให้ และนอกจากนี้เราหวังอะไรไม่ได้เลยจากพรรคพวกของทักษิณอีกด้วย เพราะเขาแช่แข็งทำลายการต่อสู้มาหลายปีแล้ว

จาก คาทาโลเนีย ถึงปาตานี

ใจ อึ๊งภากรณ์

การต่อสู้ของชาวคาทาโลเนีย[1]เพื่อแยกตัวออกจากรัฐสเปน และก่อตั้งสาธารณรัฐอิสระ เป็นการต่อสู้เพื่อเสรีภาพพื้นฐานของพลเมืองในการกำหนดอนาคตตนเอง และเราทุกคนที่รักเสรีภาพประชาธิปไตยควรจะสนับสนุนโดยไม่มีเงื่อนไข ในลักษณะเดียวกันเราควรสนับสนุนชาวมาเลย์มุสลิมในปาตานีที่ต้องการเสรีภาพจากรัฐไทย

การปราบปรามชาวคาทาโลเนียที่เพียงแต่ต้องการจะไปลงประชามติ โดยรัฐสเปนที่ใช้ตำรวจปราบจลาจลระดับชาติ และกองกำลัง Guardia Civil นำไปสู่การกระทำอันความป่าเถื่อนของฝ่ายรัฐสเปน

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีการนัดหยุดงานทั่วไปเพื่อเป็นการประท้วง และก่อนหน้านั้นกรรมาชีพดับเพลิงและกรรมาชีพท่าเรือมีบทบาทในการพยายามปกป้องประชาชนจากความป่าเถื่อนของตำรวจ

ข้ออ้างของรัฐบาลพรรคอนุรักษ์นิยมของสเปนคือ รัฐธรรมนูญที่เขียนไว้ภายใต้อิทธิพลของนายพลฟรังโกซึ่งเป็นผู้นำเผด็จการฟาสซิสต์ เขียนไว้ว่าประเทศสเปนจะแบ่งแยกไม่ได้ ซึ่งไม่ต่างเลยจากรัฐธรรมนูญไทย เพราะไทยมีมาตราแบบนี้มาตั้งแต่เผด็จการฝ่ายขวาของไทยขึ้นมามีอำนาจ อย่าลืมว่ารัฐธรรมนูญปี ๒๕๗๕ ที่ร่างขึ้นภายใต้อิทธิพลของ อ. ปรีดี ไม่มีมาตราดังกล่าวเลย และ อ. ปรีดี เคยสนับสนุนการปกครองตนเองของชาวปาตานีอีกด้วย ดังนั้นการต่อสู้ของชาวคาทาโลเนีย มีประเด็นที่อาจทำให้เราเข้าใจว่าทำไมเราควรสนับสนุนสิทธิเสรีภาพของชาวปาตานีที่จะกำหนดอนาคตตนเอง

กษัตริย์ราชวงอื้อฉาวของสเปนได้ออกมาด่าชาวคาทาโลเนียอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งไม่ต่างจากราชินีไทยที่เคยพูดว่าอยากจับปืนสู้กับขบวนการต้านรัฐไทยในกรณีปาตานี

ถ้าเราจะเข้าใจเหตุการณ์ในคาทาโลเนียในขณะนี้เราต้อง ศึกษาประวัติศาสตร์การปฏิวัติสเปน

ในปี 1936 นายพล ฟรังโก พยายามทำรัฐประหารฟาสซิสต์เพื่อล้มรัฐบาล “สาธารณรัฐ” ของสเปนที่มาจากการเลือกตั้ง  ซึ่งรัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลแนวร่วมระหว่างพรรคนายทุนและพรรคฝ่ายซ้าย แต่ชนชั้นกรรมาชีพ พรรคฝ่ายซ้าย และองค์กรอนาธิปไตยสเปน ลุกฮือจับอาวุธจากกองทัพเพื่อต่อสู้กับฟรังโกและพวกฟาสซิสต์ การต่อสู้ในขั้นตอนแรกมีรูปแบบการยึดเมือง ยึดสถานที่ทำงาน และยึดที่ดินในชนบท มันเป็นการพยายามปฏิวัติล้มระบบทุนนิยมพร้อมๆ กับการต่อสู้กับทหารเผด็จการ

นักเขียนชื่อ จอร์ช ออร์เวล ในหนังสือ “แด่คาทาโลเนีย” อธิบายจากประสบการณ์โดยตรงในคาทาโลเนียว่า “มันเป็นครั้งแรกที่ข้าพเจ้าเห็นเมืองที่ชนชั้นกรรมาชีพเป็นใหญ่ ทุกตึด ทุกสถานที่ทำงาน ถูกกรรมาชีพยึดแล้วเปลี่ยนเป็นสหกรณ์การผลิต แม้แต่คนขัดรองเท้าข้างถนนยังมีสหกรณ์ คนเสริฟอาหาร และคนขายของตามร้านค้า ที่เคยก้มหัวให้ลูกค้าหรือคนรวย จะยืนตรงและกล้ามองหน้าทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน มีการเลิกใช้ภาษาของผู้น้อยต่อผู้ใหญ่ รถยนต์ส่วนตัวไม่มีเหลือ กลายเป็นของส่วนรวมหมด และคนชั้นกลางและคนรวยหายไปจากเมือง ทุกคนมีความหวังในอนาคตอันสดใสที่มีการปลดแอกมนุษย์… มนุษย์กำลังพยายามทำตัวเป็นมนุษย์ที่แท้จริง”

ท่ามกลางกระแสการปฏิวัตินี้ มีสถานการณ์ “อำนาจคู่ขนาน” เกิดขึ้น ในเมือง บาซาโลนา อย่างที่เคยเกิดในรัซเสียเมื่อต้นปี 1917 คือมีรัฐบาล “พรรคสาธารณรัฐ” ที่เป็น “อำนาจทางการ” แต่อำนาจจริงอยู่ในมือของสหภาพแรงงาน องค์กรอนาธิปไตย (CNT) และพรรคฝ่ายซ้าย “สามัคคีแรงงานมาร์คซิสต์” (POUM) ที่เป็นฝ่ายปฏิวัติ ปัญหาคือองค์กรการเมืองสององค์กรหลักของกรรมาชีพคาทาโลเนีย ไม่ยอมตั้งสภาคนงาน เพื่อรวมศูนย์อำนาจกรรมาชีพ และล้มระบบเก่าเพื่อสร้างรัฐใหม่ พวกอนาธิปไตยมีอิทธิพลมากที่สุด และเขาไม่เห็นด้วยกับการรวมศูนย์อำนาจหรือการสร้างรัฐใหม่

ฝ่ายฟาสซิสต์ได้รับการสนับสนุนจากสถาบันศาสนาคริสต์นิกายแคทอลลิค และได้รับการสนับสนุนด้วยอาวุธ กับเครื่องบินทิ้งระเบิด จากรัฐบาลนาซีในเยอรมันและรัฐบาลพรรคฟาสซิสต์ในอิตาลี่ แต่ประเทศ “ประชาธิปไตย” ตะวันตก อย่างอังกฤษและแม้แต่ฝรั่งเศส ประกาศว่าจะ “เป็นกลาง” อย่างไรก็ตาม มวลชนฝ่ายซ้ายจากยุโรปและทวีปอเมริกาจำนวนมาก เข้าไปเป็นอาสาสมัครในการสู้รบกับฟาสซิสต์ที่สเปน

ในไม่ช้า สตาลิน มีคำสั่งให้พรรคคอมมิวนิสต์สเปน ช่วยยับยั้งการปฏิวัติ และเปลี่ยนการต่อสู้จากการปฏิวัติไปเป็นสงครามทางทหารแบบกระแสหลักกับฝ่ายฟาสซิสต์ “เพื่อประชาธิปไตย” ทั้งนี้เพราะ สตาลิน ต้องการรักษามิตรภาพกับอังกฤษและฝรั่งเศส มีการใช้กองกำลังของรัฐบาล “พรรคสาธารณรัฐ” ในการปราบพวกอนาธิปไตย (CNT) และพรรค “สามัคคีแรงงานมาร์คซิสต์” (POUM) ในเมือง บาซาโลนา

สรุปแล้วการจำกัดการต่อสู้ และการยับยั้งการปฏิวัติ ที่พรรคคอมมิวนิสต์สเปนกระทำ ตามคำสั่งของสตาลิน จบลงด้วยความพ่ายแพ้และโศกนาฏกรรม เพราะเผด็จการฟาสซิสต์ของฟรังโกสามารถครองอำนาจในสเปนถึง 40 ปี

ในขณะที่รัฐบาลฟาสซิสต์ครองอำนาจ มีการกดขี่ประชาชนอย่างหนัก โดยกองกำลังหลักของฟาสซิสต์คือตำรวจ Guardia Civil และคนพื้นเมืองในภูมิภาค คาทาโลเนีย กับ บาส์ค ที่มีภาษาและวัฒนธรรมของตนเอง ถูกห้ามไม่ให้ใช้ภาษาพื้นเมือง

จริงๆ แล้วรัฐสเปนไม่เคยเป็นรัฐเอกภาพ เพราะในหลายพื้นที่มีพลเมืองที่มีภาษาและประวัติศาสตร์ที่แตกต่างกัน ดังนั้นการสร้างรัฐรวมศูนย์ย่อมอาศัยการบังคับด้วยความรุนแรงเสมอ

ล่าสุดกระแสเรียกร้องเสรีภาพของชาวคาทาโลเนียระเบิดขึ้นเมื่อรัฐบาลกลางไม่ยอมปฏิรูปการปกครองเพื่อเพิ่มออำนาจให้กับรัฐบาลท้องถิ่นของ คาทาโลเนีย ผลคือพรรคการเมืองฝ่ายซ้ายและพรรคที่สนับสนุนการแยกประเทศก็ชนะการเลือกตั้งในพื้นที่นี้ รัฐบาลท้องถิ่นของ คาทาโลเนีย พยายามจะนำนโยบายก้าวหน้าหลายอย่างมาใช้ เช่นกฎหมายห้ามการไล่คนจนออกจากบ้านเมื่อไม่สามารถจ่ายค่าเช่า ห้ามตัดไฟบ้านคนจนที่ติดหนี้ กฏหมายเก็บภาษีจากการผลิตไฟฟ้านิวเคลียร์เพื่อส่งเสริมพลังงานทางเลือก กฏหมายที่ส่งเสริมความเท่าเทียมของสตรีในสถานที่ทำงาน และห้ามการลวนลามทางเพศ หรือกฏหมายห้ามการสู้กระทิง แต่ศาลรัฐธรรมนูญสเปนออกมาล้มทุกกฏหมาย

พฤติกรรมศาลรัฐธรรมนูญสเปนก็ไม่ต่างจากศาลรัฐธรรมนูญไทย

ในประเด็นเรื่อง คาทาโลเนีย กับ ปาตานี ส่วนที่คล้ายกันคือรัฐบาลกลางใช้อำนาจและความรุนแรงในการรวมประเทศ และในการเขียนรัฐธรรมนูญเพื่อให้ความชอบธรรมกับการรวมประเทศ โดยไม่เคารพสิทธิเสรีภาพของคนพื้นเมือง และมีการกดขี่ภาษาและวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง มันหมายความว่าเราจะต้องสนับสนุนสิทธิเสรีภาพของชาวมเลย์มุสลิมในปาตานีที่จะกำหนดอนาคตของตนเอง รวมถึงการแยกประเทศด้วย ในขณะเดียวกันพลเมืองทุกคนในปาตานี ไม่ว่าจะเชื้อชาติศาสนาใด ควรจะมีส่วนร่วมในการตัดสินใจว่าจะอาศัยอยู่ในรัฐแบบไหนในอนาคต

สิ่งที่เกิดขึ้นในคาทาโลเนียอาจเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับชาวปาตานีด้วย เพราะในกรณีคาทาโลเนียมีการอาศัยพลังมวลชน รวมถึงพลังกรรมาชีพ ในการต่อสู้ แทนที่จะเน้นกองกำลังติดอาวุธ และการใช้พลังมวลชนดังกล่าวที่คาทาโลเนียมีความเข้มแข็งมาก

[1] คนพื้นเมืองออกเสียงว่า “กาตาลูญญา”

สุธาชัยที่ผมรู้จักเป็นนักสังคมนิยม

ใจ อึ๊งภากรณ์

สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ เป็นนักสังคมนิยมปฏิวัติจนถึงวันตาย นี่คือจุดเด่นของเขาที่ผมปลิ้มที่สุด แน่นอนมนุษย์ทุกคนมีหลายด้าน และสุธาชัยก็คงไม่ต่างออกไป

นอกจากนักสังคมนิยมแล้วเขาเป็นนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เป็นเสื้อแดง เป็นนักประวัติศาสตร์ และเป็นคนชอบใส่รองเท้าแตะ เขาคงเป็นอะไรอีกมากมายที่ผมไม่รู้ เพราะเขาคงเป็นมนุษย์เต็มตัวที่มีความหลากหลายรอบด้าน

แต่ในขณะนี้ผมและสหายหลายคงกำลังกังวลว่าความเป็นนักสังคมนิยมปฏิวัติของสุธาชัยกำลังถูกลืมโดยคนที่ต้องการบิดเบือนจุดยืนของเขา บางคนกระทำไปแบบนี้เพื่อให้ความชอบธรรมกับการเปลี่ยนจุดยืนของตนเอง ในขณะที่สุธาชัยจริงๆ แล้วไม่ได้เปลี่ยนจุดยืน

เลนิน ในย่อหน้าแรกของหนังสือ “รัฐกับการปฏิวัติ” เคยเขียนว่า “ในเวลาที่บรรดานักปฏิวัติผู้ยิ่งใหญ่มีชีวิตอยู่ ชนชั้นปกครองและพรรคพวกพากันจองล้างจองผลาญพวกเขามิรู้หยุดหย่อน ต้อนรับคำสอนของพวกเขาด้วยความมุ่งร้ายอย่างป่าเถื่อน และความจงเกลียดจงชังอย่างเข้ากระดูกดำ พร้อมกับรณรงค์ใส่ร้ายป้ายสีอย่างไร้หิริโอตัปปะ ทว่าพอพวกเขาตายไปกลับบังเกิดความพยายามที่จะเนรมิตพวกเขาให้เป็นรูปเคารพที่ไร้พิษสง สวมคราบนักบุญให้กับพวกเขา ขณะเดียวกันก็กลับบั่นทอนสารัตถะแห่งคำสอนปฏิวัติ ทำให้คมปฏิวัติแห่งคำสอนบิ่นทื่อ”

ขณะนี้อาจมีคนที่มีพฤติกรรมต่อสุธาชัย อย่างที่เลนินเคยบรรยาย

ผมรู้จักสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ ก่อนที่ผมจะกลับไปสอนหนังสือที่ไทย เพราะผมอ่านหนังสือประวัติศาสตร์การเมืองไทยเล่มหนึ่งของเขา ซึ่งผมจำชื่อไม่ได้แล้ว และผมไม่ได้เอาติดตัวผมไปตอนที่ต้องย้ายบ้านจากไทยกระทันหันเมื่อแปดปีก่อน แต่เมื่อเขาติดต่อกับผมที่อังกฤษตอนนั้น ผมตื่นเต้นที่จะพบเขา และชวนมาที่บ้านที่ออคซ์ฟอร์ด เพื่อมาคุยกัน

สิ่งหนึ่งที่ผมแปลกใจเกี่ยวกับสุธาชัยตอนเขามาเยี่ยมผมเป็นครังแรกคือเขาใส่รองเท้าแตะและมีความเรียบง่ายเป็นกันเอง การใส่รองเท้าแตะในอังกฤษเป็นเรื่องน่าแปลกใจด้วยเพราะอากาศมันหนาว ตอนนั้นเขาเล่าให้ผมฟังว่าเขามาเรียนหรือวิจัยที่อังกฤษและโปรตุเกส และตอนอยู่อังกฤษเขาสมัครเป็นสมาชิก “พรรคสังคมนิยมกรรมาชีพ” (Socialist Workers Party) ที่อังกฤษ ซึ่งเป็นพรรคมาร์คซิสต์สายตรอทสกี้ และผมก็เป็นสมาชิกพรรคนี้มาตั้งแต่ปี 1977 หลังเหตุการณ์ ๖ ตุลา ด้วย เพราะตอนนั้นผมเป็นนักศึกษาที่อังกฤษ ทุกวันนี้ผมก็เป็นสมาชิกพรรคนี้ และพอมาเมืองไทยและมาสอนที่จุฬาฯ ผมก็มีส่วนในการก่อตั้ง “กลุ่มประชาธิปไตยแรงงาน” และ “เลี้ยวซ้าย”

สหายยิ้มกับสหายวิภา

สิ่งที่น่าปลื้มเกี่ยวกับสุธาชัยคือ เขาเป็นนักสากลนิยม อยู่ประเทศไหนก็เข้ากับพวกสังคมนิยมที่นั้น ทั้งๆ ที่สุธาชัยเป็นนักสังคมนิยมแบบพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยสายเหมาเจ๋อตุง ซึ่งไม่น่าจะเข้ากับสังคมนิยมสายตรอทสกี้ได้ แต่เขามองว่าควรจะสามัคคีฝ่ายซ้ายไปก่อน

เมื่อผมย้ายมาสอนที่รัฐศาสตร์จุฬาฯ ผมได้รู้จักสุธาชัยมากขึ้น เพราะเขาสอนที่มหาวิทยาลัยเดียวกัน และที่รู้จักกันดีคือผ่านการทำงานร่วมกันในการชำระประวัติศาสตร์เหตุการณ์นองเลือด ๖ ตุลา ๒๕๑๙ สุธาชัยกับผมมีอุดมการณ์ร่วมในเรื่องนี้ เพราะเราทั้งสองเป็นนักสังคมนิยม และเราชัดเจนว่าชนชั้นปกครองไทยก่ออาชญากรรมรัฐ ๖ ตุลา เพื่อพยายามกำจัดแนวสังคมนิยมออกจากสังคมไทย แต่ในเรื่องรายละเอียดว่าสังคมนิยมหมายความว่าอะไร สุธาชัยก็คงเส้นคงวาปกป้องแนวของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย รวมถึงแนวเหมาเจ๋อตุง ในขณะที่ผมชัดเจนว่าเป็นแนวตรอทสกี้ หนังสือที่เราผลิตร่วมกันชื่อ “อาชญากรรมรัฐในวิกฤติการเปลี่ยนแปลง” โดยคณะกรรมการรับข้อมูลและสืบพยานเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙  เขียนโดย ใจ อึ๊งภากรณ์ สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ และคณะ (๒๕๔๔)

แนวทางการเมืองของตรอทสกี้จะเน้นพลังชนชั้นกรรมาชีพที่ควรจะเป็นหัวหอกในการต่อสู้ และจะต่อต้านความเป็นเผด็จการของสตาลินอีกด้วย ส่วนแนวทางการเมืองของ พคท. จะเห็นด้วยกับสตาลิน และเน้นกองกำลังติดอาวุธของชาวนา [อ่านเพิ่ม http://bit.ly/2vbhXCO ]

ในช่วงวิกฤตการเมืองไทยหลังรัฐประหาร ๑๙ กันยา ผมกับสุธาชัย และประชาชนนับล้านก็อยู่ฝ่ายเดียวกันอีก คืออยู่ฝ่ายเสื้อแดงเพื่อประชาธิปไตย และผมก็ไปฟังเขาพูด และร่วมพูดกับเขาในเวทีเดียวกันหลายครั้ง นั้นเป็นอีกจุดร่วมที่เรามี แต่ในเรื่องของท่าทีต่อทักษิณ ผมกับเขาอาจต่างกันบ้าง เพราะผมไม่เคยสนับสนุนทักษิณ และไม่เคยสนับสนุนพันธมิตร ในช่วงหลังรัฐประหารสุธาชัยสนับสนุนทักษิณแต่ไม่ได้สนับสนุนทักษิณโดยไม่มีเงื่อนไขเพราะก่อนหน้านั้นเขาเคยขึ้นเวทีพันธมิตรก่อนที่จะถอนตัวออก เนื่องจากเขาชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับการเรียกร้องให้ใช้มาตรา ๗

แต่ในเรื่องการต้านเผด็จการทหารสุธาชัยชัดเจนมาก

หลังถูกทหารของประยุทธ์เรียกเข้าค่ายเพื่อพยายาม “ปรับทัศนคติ” หรือข่มขู่แบบสามัญนั้นเอง สุธาชัยเขียนว่า “ผมก็ยืนยันว่า ผมไม่ได้ต้านรัฐประหารเฉพาะครั้งนี้ การรัฐประหารตั้งแต่ 6 ตุลา 2519 เป็นต้นมา ผมไม่เคยเห็นเลยว่าจะแก้อะไรได้ มีแต่จะยิ่งขยายปัญหามากขึ้นทุกครั้ง ปัญหาบ้านเมืองคลี่คลายด้วยประชาธิปไตยทั้งนั้น”

ผมไม่สามารถอ้างว่าผมรู้จักเขาเป็นส่วนตัวดีกว่าคนอื่นได้ จริงๆ ผมไม่ใช่เพื่อนสนิทของเขา แต่ผมสามารถพูดได้ว่าสุธาชัยเป็นคนมารยาทงดงาม อาจดีกว่าผมด้วย และเขาเป็นคนไม่ถือตัว น่ารัก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นที่สำคัญที่สุดคือเขามีอุดมการณ์เพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ คือมีอุดมการณ์สังคมนิยม และต่อต้านเผด็จการทหาร

เราเสียสหายคนน่ารักของเราไปอีกคนหนึ่งแล้ว คนรุ่นใหม่คงต้องต่อสู้ต่อไปเพื่อรักษาอุดมการณ์สังคมนิยม ประชาธิปไตย และความเท่าเทียม

คนที่ปกป้อง “พระ” อภิชาติ เป็นคนที่ไร้จิตสำนึกประชาธิปไตย

ใจ อึ๊งภากรณ์

การที่ “พระ” ที่ชื่อ อภิชาติ ถูกทหารจับสึก สร้างความไม่พอใจในหมู่คนไทยจำนวนหนึ่งที่มีทัศนะแย่ๆ ต่อชาวมุสลิม พวกคนเหล่านี้ลึกๆ แล้ว เกลียดชังชาวมาเลย์มุสลิมในภาคใต้ หรือชาวโรฮิงญาในพม่า เขาเป็นพวกเหยียดเชื้อชาติและศาสนา และการที่มีคนเสื้อแดงหลายคนรวมอยู่ในกลุ่มนี้ก็เป็นเรื่องน่าอับอายขายหน้า แต่สำหรับหลายคนมันยังไม่สายเกินไปที่จะทบทวนตนเองและยกเลิกอคติที่ตนมีต่อเชื้อชาติหรือศาสนาของคนอื่น อย่างไรก็ตามสำหรับคนอีกส่วนหนึ่งคงไม่มีปัญญาจะทบทวนตนเองได้

“เอาน้ำมันหมูกรอกปากโต๊ะอิหม่ามเลยครับ” คือตัวอย่างของคำหยาบคายที่คนแบบนี้ใช้ในโซเชียลมีเดีย

อภิชาติเป็นคนที่อ้างตัวเป็น “พระสงฆ์” แล้วปลุกระดมให้คนเกลียดชังชาวมุสลิม และไปใช้ความรุนแรงกับชุมชนมุสลิมอีกด้วย สองปีก่อนอภิชาติพูดว่า “หมดเวลาแล้วที่ชาวพุทธจะใช้คำว่า เมตตาปรานี ถ้าพระใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ถูกระเบิดหรือถูกยิงตาย 1 รูป ต้องแลกกับการไปเผามัสยิดทิ้งไป 1 มัสยิด โดยเริ่มจากภาคเหนือลงมาเรื่อยๆ”  “ถ้ากลัวก็ไปกราบเท้าแขกและยกประเทศให้” นอกจากนี้อภิชาติก็พูดทำนองว่า “แขกอิสลามบ่อนทำลายพุทธศาสนามาตลอด”

จะสังเกตเห็นว่าเขามักจะใช้คำหยาบคายและเหยียดหยามคนเชื้อสายมาเลย์หรือคนเอเชียใต้ด้วยคำว่า “แขก” เสมอ ซึ่งคนไทยจำนวนมากที่ไม่เห็นด้วยกับอภิชาติ ก็ใช้คำว่า “แขก” เช่นกัน ปรากฏการณ์แบบนี้ชี้ให้เห็นว่ากระแสเหยียดหยามทางเชื้อชาติแพร่กระจายไปทั่วสังคมไทย มันถึงเวลาแล้วที่ต้องมีการเตือนสติกัน

อภิชาติเป็นพวกที่ใช้ศาสนาพุทธเป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ลัทธิฝ่ายขวาสุดขั้ว ที่คอยปลุกระดมให้คนเกลียดมุสลิม เขาไม่ต่างจากพวกฟาสซิสต์ในยุโรป หรือพระฟาสซิสต์ในพม่าที่ชื่อวิระทู ซึ่งเป็นพระเอกของอภิชาติ วิระทูชอบปลุกระดมให้ม็อบอันธพาลชาวพุทธไปทำร้ายชาวมุสลิม โดยที่เขามีเส้นสายภายในหมู่ทหารเผด็จการพม่าอีกด้วย อภิชาติก็ชมวิระทูว่า “พูดถูก” ที่วิระทูพูดว่า ชาวโรฮิงญา “ใช้ชีวิตบนผืนแผ่นดินเราแต่ไม่สำนึกในบุญคุณของเรา”

คำพูดของ อภิชาติ และวิระทู เป็นคำพูดป่าเถื่อน แต่ยิ่งกว่านั้นเป็นการบิดเบือนประวัติศาสตร์ เพื่อให้ความชอบธรรมกับลัทธิขวาตกขอบของเขา ในความเป็นจริงทั้งชาวมาเลย์มุสลิม และชาวโรฮิงญาอาศัยในพื้นที่ที่เป็นของเขามานาน ก่อนที่รัฐบาลไทย อังกฤษ หรือพม่า จะทำการสร้างประเทศและยึดพื้นที่ของเขามาปกครอง

ในกรณีภาคใต้ รัฐบาลไทยกดขี่คนมาเลย์มุสลิมมานาน พร้อมกับใช้ความรุนแรงในการพยายามปกครอง ตั้งแต่ปี ๒๔๖๔  รัฐบาลไทยมีนโยบายบังคับให้ชาวมาเลย์มุสลิมเปลี่ยนเป็น “ไทย” ผ่านระบบการศึกษา โดยมีการห้ามใช้ภาษาของตนเองในโรงเรียนเป็นต้น ในปี ๒๔๙๑  ผู้นำสำคัญของชาวมาเลย์ชื่อ ฮัจญีสุหลง ถูกจับคุมโดยรัฐบาลไทยและในที่สุดโดนฆ่าวิสามัญ ในปีเดียวกันตำรวจไทยก่อเหตุนองเลือด ฆ่าชาวบ้านที่ บ.ตุซงญอ อ.ระแงะ จ. นราธิวาส สภาพแบบนี้ดำรงอยู่มาจนทุกวันนี้ ในวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๔๗ กองทหารและตำรวจไทยจงใจฆ่าชายมุสลิมบริสุทธิ์แปดสิบกว่าคนในเหตุการณ์ที่ตากใบ

พฤติกรรมของรัฐไทยคือต้นกำเนิดของการลุกชึ้นจับอาวุธของชาวมาเลย์มุสลิมบางคน เขาไม่ใช่โจร เขาเป็นคนที่ต้องการเสรีภาพ โจรที่แท้จริงคือเจ้าหน้าที่รัฐไทย โดยเฉพาะทหาร ซึ่งโจรรัฐไทยก็เคยฆ่าคนเชื้อชาติไทยกลางกรุงเทพฯ หลายครั้ง และใช้กำลังอาวุธในการทำรัฐประหารอีกด้วย

การที่พลเมืองไทย รวมถึงพระสงฆ์ ไม่ออกมาประท้วงต่อต้าน อภิชาติ เปิดทางให้เขาสามารถสร้างภาพการเป็นเหยื่อเมื่อทหารเผด็จการจับสึกและนำไปขัง การกระทำของทหารครั้งนี้ไม่ได้ทำเพราะมีอุดมการณ์ดีๆ อะไรเลย แต่ทำไปเพราะกลัวว่า อภิชาติ จะเพิ่มความขัดแย้งในสังคมที่ทหารจะคุมยากขึ้น และการที่ทหารจับ อภิชาติ ไม่ได้แปลว่าทหารจะไม่มีแนวคิดคล้ายๆ เขา

ประเด็นการกระทำของทหารต่อ อภิชาติ ไม่ใช่ประเด็นหลัก ในระยะยาวแนวคิดเหยียดเชื้อชาติ และแนวชาตินิยมของ อภิชาติ ช่วยปกป้องอำนาจของรัฐไทย โดยเฉพาะฝ่ายที่นิยมเผด็จการ เพราะทำให้พลเมืองไทยตาบอดถึงอาชญากรรมของรัฐไทยในภาคใต้ มันทำให้คนธรรมดาขัดแย้งกันเอง แทนที่จะมีการสร้างความสามัคคีในการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิเสรีภาพและความเท่าเทียมของทุกคน ลัทธิเหยียดเชื้อชาติเป็นอาวุธสำคัญในการแบ่งแยกและปกครอง และในการเบี่ยงเบนประเด็นความเดือดร้อนของประชาชนเพื่อไม่ให้ไปโทษชนชั้นปกครอง ในหลายแง่ ถ้าดูจากมุมมองชนชั้น คนอย่างอภิชาติไม่ต่างจาก “พระฟาสซิสต์” ที่ชื่อ อิสระ ซึ่งเป็นพระโปรดของประยุทธ์มือเปื้อนเลือด ทั้งสองใช้ลัทธิที่เอื้อกับการใช้อำนาจของเผด็จการ

สิ่งที่สำคัญเกี่ยวกับสังคมไทยคือ คนไทยจำนวนมากใช้คำว่า “แขก” ในบริบทคล้ายๆ กับ อภิชาติ ทั้งๆ ที่คนเหล่านั้นอาจไม่เห็นด้วยกับจุดยืนของ อภิชาติ และนอกจากนี้มีคนที่ปกติอยู่ในฝ่ายประชาธิปไตยที่มีทัศนะแย่ๆ เกี่ยวกับโรฮิงญาหรือคนมาเลย์มุสลิม ในกรณีภาคใต้คนเหล้านี้จะด่า “โจรใต้” โดยไม่เอาใจใส่ในการศึกษาประวัติศาสตร์ และไม่มีการวิจารณ์ฝ่ายทหารที่ก่ออาชญากรรมแต่แรก นอกจากนี้มีคนไทยจำนวนมากที่นิยมลัทธิชาตินิยม ซึ่งในบริบทสังคมไทย เป็นลัทธิที่ปกป้องอำนาจของชนชั้นปกครองอย่างเดียว

ปรากฏการณ์แบบนี้แสดงให้เห็นว่ากระแสเหยียดเชื้อชาติในไทยมีอิทธิพลลสูง และเส้นแบ่งระหว่างคนอย่าง  อภิชาติ กับคนทั่วไปที่ใช้คำว่า “แขก” ไม่ชัดเจน สาเหตุหลักคือไม่มีขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมที่รณรงค์อย่างเป็นระบบที่จะต่อต้านกระแสเหยียดเชื้อชาติในไทย และไม่มีการรณรงค์ประท้วงพฤติกรรมแย่ๆ ของ อภิชาติ ด้วย เหตุผลที่ไม่มีขบวนการมวลชนที่ต่อต้านทัศนะเหยียดเชื้อชาติในไทยก็เพราะไทยขาดพรรคฝ่ายซ้ายที่พอจะมีอิทธิพลได้ ตรงนี้เราเห็นชัดว่าไทยแตกต่างจากประเทศอื่น โดยเฉพาะประเทศในยุโรป ด้วยเหตุนี้ในเรื่องสิทธิเสรีภาพทั่วๆ ไป ไทยจะล้าหลังมาก เช่นเรื่องสิทธิในการทำแท้งเสรี ทัศนะเกี่ยวกับเรื่องเพศ ความเท่าเทียมของพลเมืองโดยไม่มีการมอบคลาน หรือในเรื่องความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจฯลฯ นอกจากนี้เราไม่มีขบวนการมวลชนของพลเมืองไทยที่ออกมาเรียกร้องให้มีการรับผู้ลี้ภัยโรฮิงญา หรือให้มีการถอนทหารตำรวจออกจากพื้นที่สามจังหวัดเพื่อสร้างสันติภาพเป็นต้น

ดังนั้นเราจำเป็นต้องคิดหาวิธีสร้างขบวนการมวลชนที่ต่อต้านทัศนะเหยียดเชื้อชาติ เพื่อชักชวนคนส่วนใหญ่ให้เลิกเหยียดเชื้อชาติหรือเลิกใช้คำอย่างเช่น “แขก” หรือ “ไอ้มืด” ฯลฯ คนเหล่านี้ไม่เคยถูกท้าทายเรื่องทัศนคติ แต่ผู้เขียนมั่นใจว่าเขาเปลี่ยนทัศนคติได้ เพราะเขาไม่ได้เป็นคนที่เห็นด้วยกับคนอย่าง อภิชาติ ยิ่งกว่านั้นเราทราบดีว่ามีคนจำนวนมาก รวมถึงกลุ่มต่างๆ เช่น “กลุ่มเพื่อนเพื่อมนุษยธรรม” ที่ไม่เห็นด้วยกับการเหยียดเชื้อชาติ แต่ไม่มีการจัดเป็นขบวนการเคลื่อนไหวของมวลชน เขาจึงมีอิทธิพลจำกัด

ขบวนการมวลชนที่ต่อต้านทัศนะเหยียดเชื้อชาติ จะต้องให้การศึกษากับคนธรรมดาให้เข้าใจต้นกำเนิดของความรุนแรงในภาคใต้ และต้องจับมือร่วมกับนักประชาธิปไตยในการต่อต้านเผด็จการทหารอีกด้วย

ถ้าเราไม่มีองค์กรมวลชนที่ทวนกระแสเหยียดเชื้อชาติในสังคม คนอย่าง อภิชาติ จะสามารถดึงคนธรรมดามาคิดเหมือนเขาได้ และสิทธิเสรีภาพประชาธิปไตยจะไม่มีวันเกิด

อ่านเพิ่ม http://bit.ly/2b5aCYI

อย่าเอากรอบศีลธรรมอนุรักษ์นิยมมาพิจารณาการละมิดทางเพศ

ใจ อึ๊งภากรณ์ และนุ่มนวล ยัพราช

ในช่วงนี้มีนักข่าว นสพ.ข่าวสด เขียนบทความเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศในแวดวงนักกิจกรรม แต่ก่อนที่เราจะสรุปอะไร เราควรจะพิจารณาความซับซ้อนของเรื่องนี้ในบริบทสังคมไทย

การล่วงละเมิดทางเพศไม่ใช่เรื่องตะหลก มันเป็นพฤติกรรมที่สังคมไม่ควรยอมรับ และเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้นก่อนอื่นเราควรทำความเข้าใจให้ชัดเจนว่ามันคืออะไร

ปัจจัยสำคัญของการล่วงละเมิดทางเพศคือการบังคับและการไม่ยินยอมกันทั้งสองฝ่าย ดังนั้นถ้ามีการยินยอมกันทั้งสองฝ่ายไม่ถือว่าเป็นการละเมิดอะไร การล่วงละเมิดทางเพศมีหลายระดับ ตั้งแต่การพูดจาล้อเลียนทางเพศหรือพูดจาอนาจารที่พุ่งเป้าไปที่คนๆ หนึ่ง การแตะเนื้อแตะตัว การมีเพศสัมพันธ์ และการใช้ความรุนแรงในการข่มขืน

ในกรณีการล่วงละเมิดทางเพศแบบวาจา หรือการแตะเนื้อแตะตัวแบบที่ไม่ไปจูบหรือจับอวัยวะทางเพศ การที่ฝ่ายหนึ่งไม่พูดอะไรไม่ได้แปลว่ายินยอม เพราะในสังคมเราการที่จะประท้วงหรือแสดงความไม่พอใจกับเรื่องนี้ไม่ง่าย เนื่องจากคนรอบข้างจะมองว่า “ทำเรื่องเล็กๆ ให้เป็นเรื่องใหญ่”

เนื่องจากการล่วงละเมิดทางเพศเป็นสิ่งที่ฝ่ายหนึ่งกระทำโดยอีกฝ่ายหนึ่งถูกกดดันให้ยินยอม “อำนาจ” เป็นส่วนสำคัญในพฤติกรรมแบบนี้ อำนาจที่พูดถึงนี้ไม่ใช่แค่กำลังกายที่จะนำไปสู่การใช้ความรุนแรง อำนาจรวมถึงอำนาจของคนที่สามารถให้คุณให้โทษได้ เช่นอำนาจของหัวหน้างาน ครูบาอาจารย์ หรือผู้บังคับบัญชา ด้วยเหตุนี้เนื่องจากผู้เขียนเคยเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัย ก็ทราบดีว่าอาจารย์จะต้องไม่พูดจาในเรื่องเพศหรือแตะตัวนักศึกษา และจะต้องละเว้นที่จะจีบนักศึกษาด้วย กฏระเบียบของมหาวิทยาลัยสากลจะระบุไว้ว่าถ้าอาจารย์หลงรักนักศึกษาและทั้งสองฝ่ายเป็นผู้ใหญ่ ต้องรอให้นักศึกษาเรียนจบก่อนที่จะสร้างความสัมพันธ์ ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้อำนาจในการกดดันนักศึกษา

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เวลาเราพิจารณาการล่วงละเมิดทางเพศ เราต้องไม่สับสนกับเรื่องศีลธรรมอนุรักษ์นิยม เพราะการเป็นคน “เจ้าชู้” มีคู่รักหลายคน หรือการเป็น “เสือผู้หญิง” ที่หาคู่รักใหม่เป็นประจำ ไม่ใช่เรื่องเดียวกับการล่วงละเมิดทางเพศ ถ้าทั้งสองฝ่ายเต็มใจยินยอม แต่ในสังคมคับแคบที่บางส่วนล้าหลัง และในแวดวงพวกที่ยึดถือศีลธรรมอนุรักษ์นิยม ซึ่งรวมถึงนักเอ็นจีโอบางคน มักจะมีการมองว่าการมีคู่หลายคน การเปลี่ยนคู่บ่อยๆ หรือการมีเพศสัมพันธ์นอกกรอบการแต่งงาน เป็นเรื่องผิด และมีการเหมารวมว่านักกิจกรรมที่ “เจ้าชู้” ย่อมมีพฤติกรรมล่วงละเมิดทางเพศเสมอ ซึ่งไม่มีความจริงแต่อย่างใด คำถามคือนักเอ็นจีโอสิทธิสตรีที่ออกมาแสดงความเห็นในบทความของนสพข่าวสดเรื่องนี้ มีการใช้กรอบศีลธรรมอนุรักษนิยมในการมองหรือไม่

ในสังคมล้าหลังของไทย ผู้หญิงที่มีหลายคู่จะถูกลดระดับ และถูกมองว่าเป็นผู้หญิงไม่ดี สำส่อน ไม่รู้จักรักนวลสงวนตัว บางครั้งก็มีการมองว่าผู้หญิงเหล่านั้นเป็นเหยื่อของผู้ชายอีกด้วย

นอกจากนี้ในกรณีคนที่ขายบริการทางเพศ มีการมองว่าเขาเป็นพลเมืองชั้นสองโดยไม่มีการพิจารณาภาพรวมของการซื้อขายเพศแต่อย่างใด

ในกรณีนักกิจกรรมเด่นๆ เราไม่ควรสับสนระหว่างเรื่อง “อำนาจ” กับเรื่อง “เส่นห์” ของนักกิจกรรมคนนั้น เพราะอำนาจนำไปสู่พฤติกรรมที่ฝ่ายหนึ่งไม่ยินยอม แต่เส่นห์เป็นปัจจัยของการมีความสัมพันธ์แบบที่ทั้งสองฝ่ายยินยอม

นอกจากนี้ในกรณีที่มีความสัมพันธ์ที่ทั้งสองฝ่ายยินยอม ถ้าฝ่ายชายไปเล่าเรื่องให้เพื่อนๆ ฟัง เพื่อลดหลู่ล้อเลียนฝ่ายหญิง มันไม่ใช่การละเมิดทางเพศ แต่เป็นการดูถูกและเหยียดทางเพศ ซึ่งเป็นเรื่องที่เราไม่ควรยอมรับ

บทความที่เขียนไว้ในนสพ.ข่าวสด โดยธีรนัย จารุวัสตร์  [http://bit.ly/2x7FGTm] เป็นบทความที่ไม่พิจารณาและวิเคราะห์เรื่องเหล่านี้แต่อย่างใด มันตื้นเขินเหลือเกินและไม่มีความเป็นมืออาชีพ และที่แย่ที่สุดคือมีการเอ่ยถึงชื่อนักกิจกรรมบางคนโดยไม่มีรายละเอียดหลักฐาน ไม่มีการเปิดโอกาสให้เจ้าตัวแสดงความเห็นกับคำกล่าวหาก่อนที่จะตีพิมพ์ พึ่งมาแก้เพิ่มทีหลัง แก้แล้วก็บิดเบือนคำพูดอีก คนหนึ่งที่ถูกกล่าวหาโดยไม่มีหลักฐานชัดเจน กำลังนั่งอยู่ในคุกตอนนี้ ก็เหมือนกลายเป็นเหยื่อ ซึ่งเราไม่มีข้อมูลอะไรที่แสดงว่าคนๆ นี้มีพฤติกรรมล่วงละเมิดทางเพศในอดีตเลย ทั้งๆ ที่อาจเจ้าชู้  แต่ถ้าคนอื่นมีหลักฐานก็ควรจะมีการพิสูจน์กันให้ชัดเจน ไม่ใช่กล่าวหากันลอยๆ

แน่นอนมันคงมีนักกิจกรรมที่ล่วงละเมิดคนอื่นทางเพศ นักกิจกรรมไม่ใช่เทวดา เราต้องประณามพฤติกรรมแบบนี้โดยไม่ปกปิดอะไร และอีกบทความหนึ่งที่นักข่าวคนนี้เขียนเรื่องขบวนการประชาธิปไตยใหม่มีหลักฐานชัดเจน

แต่สำหรับบทความที่เรากำลังวิจารณ์ในครั้งนี้ เราต้องตั้งคำถามกับนักข่าวว่าทำไมต้องเป็นบุคคลคนนี้ที่ถูกป้ายสี มันมีอะไรอยู่เบื้องหลัง ทำไมคนที่ถูกจองจำในโทษ 112 กลับถูกเลือกนำมาพูดในขณะที่กำลังจะพ้นโทษ มันเกิดอะไรขึ้น? และทำไมไม่มีการกล่าวถึงปัญหาของสาวโรงงานที่โดนหัวหน้างานกดดันให้นอนด้วย? เพราะหัวหน้างานมีอำนาจให้คุณให้โทษ ซึ่งต่างจากนักกิจกรรมแรงงาน

แต่ที่แย่มากกว่านั้นคือ นักข่าวที่เขียนบทความนี้ไม่กล้าพิจารณาคนระดับสูงของประเทศที่มีพฤติกรรมดูถูกเพศหญิงอย่างต่อเนื่อง และใช้อำนาจในการลงโทษอดีตเมียอย่างป่าเถื่อนอีกด้วย นั้นคืออีกตัวอย่างหนึ่งของระบบสองมาตรฐานในกะลาแลนด์

leftwing