จุดอ่อนพรรคสามัญชนคือแนวคิดเศรษฐศาสตร์แบบเอ็นจีโอ – การแก้ปัญหาโลกร้อนจะไม่ทำให้คนตกงาน

ใจ อึ๊งภากรณ์

เมื่อไม่นานมานี้ เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ แกนนำพรรคสามัญชน เขียนบทความที่เสนอว่าการพัฒนาที่พยายามปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อต้านปัญหาโลกร้อน จะทำให้แรงงานจำนวนมากว่างงานหรือมีรายได้น้อยลง [ดู https://bit.ly/2BUMtUj ] แต่ข้อเสนอนี้ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด จะขออธิบายรายละเอียดต่อข้างล่าง

นอกจากนี้มีการเขียนว่าขบวนการเสื้อกั๊กเหลืองในฝรั่งเศส ออกมาต้าน “นโยบายแก้ปัญหาโลกร้อน” ของรัฐบาลฝรั่งเศส แต่ในความเป็นจริงรัฐบาลฝ่ายขวาของฝรั่งเศสพยายามขึ้นภาษีน้ำมัน เพื่อรีดไถเงินจากคนธรรมดาในขณะที่ไม่มีมาตรการการแก้ปัญหาโลกร้อนที่แท้จริง และรัฐบาลยังลดภาษีให้คนรวยและบริษัทใหญ่อีกด้วย [ดูบทความของผมเกี่ยวกับเสื้อกั๊กเหลือง https://bit.ly/2XyuNab]

เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ ยังเสนอต่อไปว่าเราไม่ควรให้ความสำคัญกับการขยายตัวของเศรษฐกิจและตัวเลข GDP หรือ “ผลิตผลมวลรวม” เพราะการพัฒนาที่ไม่เป็นธรรมทั้งหลายมักหนุนเสริม GDP และพร้อมกันนั้นเขาวิจารณ์สหภาพแรงงานไทยที่ไม่ค่อยแสดงความเห็นในเรื่องแบบนี้อีกด้วย นี่คือแนวเอ็นจีโอชัดๆ และมาจากกลุ่มคนที่ไม่ลงไปปลุกระดมให้การศึกษาทางการเมืองกับขบวนการแรงงานอีกด้วย

Small-Is-Beautiful-Cover
จิ๋วแต่แจ๋ว

ความเห็นของ เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ สะท้อนแนวคิดของพรรคสามัญชนที่ยังจมอยู่ในแนวคิด “เศรษฐกิจชุมชน” และ “คำตอบอยู่ที่หมู่บ้าน” ตามวิธีคิดเอ็นจีโอ มันเป็นแนวคิดที่มีมุมมองคับแคบ ไม่ศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมืองของฝ่ายซ้ายหรือมาร์คซิสต์ที่วิจารณ์ทุนนิยมจากจุดยืนกรรมาชีพคนทำงาน และไม่สนใจพลเมืองส่วนใหญ่ที่ทำงานในเมืองอีกด้วย แนวคิดพรรคสามัญชนสอดคล้องกับแนวเศรษฐศาสตร์จิ๋วแต่แจ๋ว ที่เป็นแนวกรีนฝ่ายขวาที่เกลียดคนธรรมดาเพราะมองว่ามนุษย์ทุกคนทำลายสิ่งแวดล้อมไม่ว่าจะอยู่ชนชั้นใด

GreenJobs2

ในเรื่องมาตรการที่จะแก้ปัญหาโลกร้อน โดยการลดการเผาเชื้อเพลิงคอร์บอนนั้น แทนที่มันจะทำลายงานและทำให้กรรมาชีพมีรายได้น้อยลง มันสามารถที่จะสร้างงานคุณภาพให้ประชาชนเป็นล้านๆ ได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าผู้บริหารสังคมยึดถื่อผลประโยชน์ของกรรมาชีพและคนจนหรือไม่ ประเด็นใหญ่คืออำนาจในการควบคุมเศรษฐกิจจะอยู่ในมือชนชั้นใด ถ้าอยู่ในมือของนายทุนใหญ่และคนอย่าง ดอนัลด์ ทรัมป์ โลกเราคงฉิบหายแน่

GettyImages-613835366-1280x720
ทรัมป์ไม่เชื่อเรื่องปัญหาโลกร้อน

มาตรการสำคัญในการแก้ปัญหาโลกร้อนมีหลายอย่าง เช่น การสร้างวิธีผลิตไฟฟ้าจากแสงแดดและลม โดยผลิตอุปกรณ์เองภายในประเทศ การสร้างระบบรถไฟความเร็วสูงที่ใช้ไฟฟ้าจากลมและแสงแดด แทนการใช้เครื่องบินระหว่างเมืองต่างๆ การสร้างระบบขนส่งมวลชนในเมืองที่ใช้ไฟฟ้าและไม่เก็บค่าบริการจากประชาชน การสร้างโรงเรียนและโรงพยาบาลชั้นดีเพื่อบริการประชาชนในทุกชุมชน เพื่อลดระยะทางที่ต้องผู้คนต้องเดินทาง การสร้างตึกที่ไม่อมความร้อนมากเกินไปโดยมีโครงสร้างที่กันแสงแดดและเปิดให้อากาศถ่ายเท เพื่อประหยัดพลังงานที่ใช้กับเครื่องปรับอากาศ และการพัฒนาบ้านเรือนและตึกสถานที่ทำงานที่มีอยู่แล้วให้มีสภาพแบบนี้อีกด้วย ฯลฯ

climatejobscover

โครงการแบบนี้ล้วนแต่จะสร้างงานที่มีคุณภาพและความหมายให้กับประชาชนจำนวนมาก และมีการเสนอนโยบายอย่างละเอียดและเป็นรูปธรรมโดยสหภาพแรงงานในอังกฤษและที่อื่น [ดู https://bit.ly/2DMkGrq ] ซึ่งดูเหมือนคนของพรรคสามัญชนไม่ติดตามข่าวหรือข้อมูลสากลจากสื่อก้าวหน้าเลย อันนี้ก็เป็นนิสัยของนักกิจกรรมเอ็นจีโอมานาน

52461564_327215004590008_7594824578283601920_n

ในเรื่องความสำคัญของ GDP หรือ “ผลิตผลมวลรวม” มันสำคัญเพราะมันเป็นเครื่องชี้วัดการขยายตัวของเศรษฐกิจ ถ้าเศรษฐกิจหดตัวคนธรรมดาจะตกงานและเดือดร้อน แต่แน่นอนเราไม่สามารถดูแค่เรื่อง GDP อย่างเดียวโดยไม่ให้ความสำคัญกับการกระจายรายได้หรือความเหลื่อมล้ำ เรื่องนี้ก็กลับมาสู่เรื่องอำนาจในการควบคุมระบบทุนนิยมอีก เพราะถ้าปล่อยให้เศรษฐกิจอยู่ในมือนายทุนมันต้องมีความเหลื่อมล้ำเป็นธรรมดา ดังนั้นเราต้องเพิ่มพลังของกรรมาชีพคนทำงานเพื่อต่อรองกับนายทุน และในที่สุดยึดอำนาจการควบคุมเศรษฐกิจมาอยู่ในมือประชาชนธรรมดา เราต้องเดินหน้าสร้างระบบสังคมนิยมแทนทุนนิยม แต่พรรคสามัญชนไม่ค่อยพูดถึงเรื่องนี้เลย

jobsjusticeclimate

แทนที่จะพูดถึงเศรษฐกิจชุมชน เศรษฐกิจจิ๋วแต่แจ๋ว หรือเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งล้วนแต่มีจุดร่วม เราต้องเข้าใจว่าประชาชนไทยจำนวนมากมีความยากจนและมีความไม่เพียงพอ ประเด็นคือเราจะใช้อำนาจอะไรเพื่อกำกับการขยายตัวของเศรษฐกิจให้ลดความเหลื่อมล้ำและปกป้องสิ่งแวดล้อม

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การวิจารณ์พรรคสามัญชนในบทความนี้ ไม่ควรถูกตีความว่าเราควรสนับสนุนพรรคทหารหรือพรรคที่อวยทหารแต่อย่างใด ผู้เขียนเสนอว่าในวันเลือกตั้งประชาชนที่รักประชาธิปไตยควรเลือกพรรคในเครือข่ายพรรคเพื่อไทย พรรคอนาคตใหม่ หรือพรรคสามัญชน

 

Advertisements

ทหารกับองค์กร ‘ภาคประชาชน’ ไทยไม่สามารถสร้างสันติภาพในปาตานีได้

ใจ อึ๊งภากรณ์

หลังข่าวการสังหารพระในวัดรัตนานุภาพนราธิวาส เราเห็นภาพของประชาชนหลายส่วนในสังคมไทยที่ออกมาประณามและแสดงความไม่พอใจ จริงอยู่การฆ่าคนไม่ใช่เรื่องดี แต่คนเหล่านี้มักจะรับแนวคิดชาตินิยมจากรัฐไทยมาเต็มตัว โดยไม่ลองคิดลึกๆ ว่าปัญหาในปาตานีมันเกิดจากอะไร

patanipeace

แน่นอนทหารก็ออกมาพูดก้าวร้าวเหมือนเดิม โดยไม่ค่อยมีใครวิจารณ์ทหาร แต่ทหารไทยคือส่วนสำคัญของปัญหา ทหารไทยคือ “โจรใต้” ตัวจริง และเป็นโจรที่ปล้นประชาธิปไตยจากพลเมืองไทยอีกด้วย

041026_thai_riots_hmed_6a.grid-6x2
อาชญากรรมรัฐไทยที่ตากใบ

ในหลายปีที่ผ่านมา ปาตานี ซึ่งเคยถูกยึดและแบ่งระหว่างรัฐไทยกับอังกฤษ กลายเป็นสมรภูมิสงครามระหว่างรัฐไทยหรือกองกำลังทหารไทย กับขบวนการที่ต้องการปลดแอกปาตานี สงครามและความรุนแรงที่เกิดขึ้นมันมีประวัติ มันมีที่มาที่ไป

rtxxz90-1-960x576

ที่มาที่ไปสำคัญคือพฤติกรรมของรัฐไทยในการครอบครองพื้นที่เหมือนเป็นเมืองขึ้น และการปราบปรามอิสรภาพกับวัฒนธรรมของชาวมาเลย์มุสลิม คนมาเลย์มุสลิมอาศัยอยู่ในปาตานีมาก่อนกำเนิดของประเทศไทยอีก [อ่านเพิ่ม https://bit.ly/2b5aCYI]

พูดง่ายๆ สงครามและความรุนแรงในปาตานีมาจากการที่รัฐไทยไม่ให้ความยุติธรรมกับชาวมาเลย์มุสลิม และการที่รัฐไทยพร้อมจะใช้ความรุนแรงในการปกป้องผลประโยชน์ของชนชั้นปกครอง และกีดกันเสรีภาพของประชาชน

ยิ่งกว่านั้น หลังจากที่ทหารก่อรัฐประหารยึดอำนาจรัฐในไทย การเจรจาสันติภาพไม่มีความคืบหน้าเลย สาเหตุสำคัญคือทหารต้องการให้ฝ่ายตรงข้ามยอมจำนนอย่างเดียว และไม่สนใจความไม่พอใจของชาวมาเลย์มุสลิมที่มีมานาน ทหารไม่มีความต้องการที่จะสร้างสันติภาพหรือแก้ปัญหา ต้องการแต่จะปราบหรือเอาชนะอย่างเดียว นี่คือปัญหาใหญ่ของการใช้วิธี “ทหารนำการเมือง” ในปัจจุบัน

เวลาพิจารณาเหตุการณ์ที่วัดรัตนานุภาพ สิ่งหนึ่งที่แย่สุดคือจุดยืนขององค์กรที่อ้างว่าเป็น “ภาคประชาชนไทย” เพราะมีการออกแถลงการณ์ที่เรียกร้องให้ “รัฐไทยดำเนินการกับผู้ที่มีส่วนในการสังหารพระสงฆ์” แถลงการณ์นี้ออกมาในนามของหลายองค์กรและบุคคล เช่น เครือข่ายชาวพุทธเพื่อสันติภาพ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม คณะทำงานวาระผู้หญิงชายแดนใต้ ศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสถาบันศาสนา วัฒนธรรม และสันติภาพ มหาวิทยาลัยพายัพ เป็นต้น

ในเมื่อสงครามในปาตานีมันเกิดจากความชั่วร้ายของรัฐไทย การเรียกร้องให้รัฐไทยและทหารไทย “ดำเนินการ” กับผู้ก่อการ เท่ากับเป็นการเลือกข้างสนับสนุนรัฐไทยและทหารไทยอย่างชัดเจน และมันจะส่งสัญญาณถึงผู้ที่ต่อต้านการกดขี่ของรัฐไทยว่า “ภาคประชาชนไทย” คือศัตรูที่ต่อต้านเสรีภาพสำหรับชาวมาเลย์มุสลิม นั้นคือเจตนาขององค์กรดังกล่าวหรือไม่ผู้เขียนไม่ทราบ แต่อย่าลืมว่าในอดีตองค์กรเอ็นจีโอไทยหลายองค์กรเคยร่วมในการโบกมือเรียกให้ทหารทำรัฐประหารล้มรัฐบาลประชาธิปไตย

ลองนึกภาพดูก็ได้ คนมาเลย์มุสลิมเสียชีวิตจากมือของรัฐไทยจำนวนมาก เช่นในกรณีตากใบ ถ้าเกิดมีองค์กรออกแถลงการณ์ว่ากองกำลังที่ต้านรัฐไทยควร “ดำเนินการกับทหาร ตำรวจ และนักการเมืองที่มีส่วนในการฆ่าคน” กระแสสังคมจะว่ายังไง? ถ้าคนรับคำพูดแบบนี้ไม่ได้ แต่รับถ้อยคำของเอ็นจีโอได้ ก็แสดงว่ารัฐไทยกับทหารไทยน่าไว้ใจกว่าฝ่ายตรงข้าม?

คนที่ศึกษาปัญหาปาตานีหลายคนพยายามอธิบายว่าการโจมตีวัดของฝ่ายต้านรัฐไทย อาจเป็นการโต้ตอบการที่โต๊ะอิหม่ามสามคนถูกสังหารในช่วงเวลาไม่กี่เดือนที่ผ่านมา และในเดือนมกราคมมีความพยายามที่จะลอบสังหารโต๊ะอิหม่ามอีกหนึ่งครั้ง นอกจากนี้มีข่าวว่ารัฐไทยใช้การฆาตกรรมวิสามัญผู้นำองค์กรบีอาร์เอ็นที่นราธิวาสเมื่อไม่นานมานี้ เราทราบดีว่าทหารไทยใช้กองกำลังลับในการฆ่าวิสามัญโต๊ะอิหม่ามหรือนักเคลื่อนไหวที่ขัดแย้งกับทหารแต่พิสูจน์ไม่ได้ว่าทำอะไรผิด

ท่ามกลางความโง่เขลาและการเลือกข้างฝ่ายทหารขององค์กร “ภาคประชาชน” เราโชคดีที่มีนักเขียนสองคนออกมาอธิบายว่าเรื่องการฆ่าพระสงฆ์ มันซับซ้อนกว่าการฆ่าผู้บริสุทธิ์ อย่างป่าเถื่อนอย่างที่พวกคลั่งชาติกับคลั่งศาสนาพุทธพยายามเสนอ ทั้งๆ ที่ตัวบุคคลที่โดนฆ่าอาจถือว่า “บริสุทธิ์” ได้

image

สุรพศ ทวีศักดิ์ อธิบายว่าการที่ศาสนาพุทธผูกพันกับรัฐไทยมาตลอดในปาตานี เช่นการจัดโครงการ  “พระสงฆ์นำชัยคุ้มภัยใต้” ซึ่งมีทหารติดอาวุธเข้าไปบวชในวัด หรือการที่ทหารไทยจัดกองกำลังในวัดและเดินไปกับพระในขณะที่บิณฑบาต สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าสถาบันของศาสนาพุทธ และพระสงฆ์ส่วนใหญ่ ใกล้ชิดกับรัฐไทยจนอาจถือได้ว่าเป็นพวกเดียวกัน สุรพศ ทวีศักดิ์ เสนอมานานแล้วว่าศาสนาพุทธควรจะแยกออกจากรัฐ และเตือนว่าการนำศาสนามาเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมืองเป็นเรื่องที่อันตรายมาก [ดู https://bit.ly/2RRkMG3 ]

gettyimages-80314673-612x612

ชาญณรงค์ บุญหนุน ตั้งข้อสังเกตว่าคนที่ชอบถามว่า “ฆ่าพระทำไม” มักจะไม่สนใจคำตอบ แต่สนใจที่จะโกรธเคืองจนอาจเสียสติได้ ชาญณรงค์ อธิบายว่าคณะสงฆ์ไทยในแง่ของสถาบัน ไม่เคยแยกตัวออกจากผู้มีอำนาจรัฐ ไม่เคยออกมาวิจารณ์พฤติกรรมเลวๆ ของรัฐ และมีความใกล้ชิดกับทหารในพื้นที่ปาตานี [ดู https://bit.ly/2WryRIX ]

5057316a-ddc1-4424-bd35-417362d7a1ff

หลังเหตุการณ์ที่วัดรัตนานุภาพไม่กี่วัน กองกำลังไทยได้ถือโอกาสบุกเข้าไปในโรงเรียนปอเนาะในปาตานี และจับคุมเยาวชนจำนวนหนึ่งด้วยวิธีการป่าเถื่อน เช่นการใช้ตาข่ายพันตัวในลักษณะที่ทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยที่ทางทหารอ้างว่าคนที่โดนจับเป็นคนเขมรที่เข้ามาในไทยผิดกฏหมายและกำลังฝึกฝนเพื่อสู้รบกับรัฐไทย แต่คนในพื้นที่ไม่เชื่อคำอธิบายของทหาร และมองว่าพวกเยาวชนที่ถูกจับ ซึ่งดูเหมือนจะอายุน้อย เพียงแต่ออกกำลังกายหลังเรียนมาทั้งวัน การที่ทหารไทยปล่อยเยาวชนส่วนใหญ่หลังถูกจับ และแค่คุมคนที่เป็นพลเมืองกัมพูชาในเรื่องการเข้าเมืองผิดกฏหมายเพื่อส่งกลับ แสดงว่าไม่มีหลักฐานะอะไรเกี่ยวกับการฝึกสู้รบแต่อย่างใด [ดู https://bit.ly/2GkLTCb ]

เราควรรู้ว่าคนสัญชาติเขมรที่เข้ามาในแหลมมาลายูมักจะเป็นคนเชื้อสาย “จาม” ที่เคยก่อตั้งอาณาจักร “จามปา” ในเขตรเขมรกับเวียดนามยุคโบราณ ในประวัติศาสตร์เราทราบว่าคนจามเดินทางไปมาติดต่อกับคนในปาตานี มาเลเซีย กับอินโดนีเซียมานาน เพราะเขาพูดภาษามาเลย์และนับถือศาสนาอิสลาม ซึ่งสื่อไทยไม่ได้อธิบายตรงนี้เลย และเราต้องไม่ลืมอีกว่าทหารไทยมีประวัติในการบุกเข้าไปข่มขู่คนที่โรงเรียนปอเนาะอย่างต่อเนื่อง และ “คนเขมร” เป็นแพะรับบาปของพวกชาตินิยมไทยมานานอีกด้วย

50860310_2260274137519799_281745503815729152_n

50832950_2260274160853130_672270138258489344_n

ถ้าเราสนใจที่จะสร้างสันติภาพจริงๆ ในปาตานี เราต้องสร้างความยุติธรรมให้กับชาวมาเลย์มุสลิมก่อน เราต้องเปิดใจยอมรับว่าประชาชนในพื้นที่ควรมีเสรีภาพที่จะร่วมกันกำหนดอนาคตของตนเอง โดยไม่มีการแทรกแซงจากรัฐไทย และการเลือกที่จะแยกตัวออกจากประเทศไทยก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่เขามีสิทธิ์จะเลือก แต่ถ้าจะเกิดสิ่งเหล่านี้ได้ ต้องมีการแยกศาสนาออกจากรัฐ ถอนทหารและกองกำลังอื่นๆ ของรัฐไทยออกจากปาตานี และต้องแก้ปัญหาโดยการเมืองที่ไม่มีททหารเข้ามาเกี่ยวข้องเลย

มีพรรคการเมืองไหนบ้างที่สนใจการสร้างสันติภาพในปาตานีแบบนี้?

 

อ่านเพิ่ม https://bit.ly/2zEwG9k  https://bit.ly/2UsUeaL  https://bit.ly/1Ue789J

ทหารคือกาฝากของแผ่นดิน

ใจ อึ๊งภากรณ์

เวลาพวกนายพลหัวทึบชอบตะคอกว่า “ทหารคือรั้วของชาติ” ในความจริงคนที่อยู่ในรั้วนั้นมีแค่พวกชนชั้นปกครอง พวกเราพลเมืองธรรมดาอยู่นอกรั้ว

โดยทั่วไปในโลกนี้ ทหารมีบทบาทสำคัญในการปรามประชาชนภายในประเทศเพื่อประโยชน์ของชนชั้นปกครอง และมีบทบาทในการปกป้องผลประโยชน์ของชนชั้นปกครองเมื่อถูกท้าทายจากชนชั้นปกครองของประเทศอื่น คือในยุคสงคราม แต่ในกรณีไทยกองทัพไทยขาดประสิทธิภาพโดยสิ้นเชิงในการทำสงครามระหว่างประเทศ สงครามกับประเทศเพื่อนบ้านใน ASEAN ไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่ถ้าเกิดขึ้นทหารไทยจะเป็น “รั้วพุ” ที่ป้องกันประเทศไม่ได้ กองทัพไทยไม่เคยสามารถรบกับกองทัพประเทศอื่นได้เลย คือเป็นกองทัพของพวกมือไม้อ่อน เวลาญี่ปุ่นบุกไทยตอนสงครามโลกครั้งที่สองก็ยอมแพ้ทันที เวลาจักรวรรดินิยมอังกฤษกับฝรั่งเศสท้าทายรัฐทุนนิยมใหม่ของไทยในยุครัชกาลที่๕ ก็หมดสภาพทันที ต้องมีการเจรจาต่อรองและแบ่งผลประโยชน์ระหว่างกรุงเทพฯ กับลอนดอนและปารีส ทุกวันนี้กองทัพก็ได้แต่เลียจักรวรรดินิยมใหญ่เช่นสหรัฐกับจีนเพื่อหวังพึ่งและซื้ออาวุธจากเขา

เวลานายพลหัวทึบตะคอกอีกว่าทหารปกป้องเราจากโจรหรือผู้ก่อการร้าย เราคงต้องหัวเราะ เพราะโจรใหญ่สุดในสังคมไทยคือทหาร ไม่ว่าจะเป็นการปล้นสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย การฆ่าประชาชนที่ออกมาเคลื่อนไหว หรือการค้ายาเสพติดและของเถื่อนอื่นๆ ทหารเป็นตัวหลักเสมอ

มันมีสองกรณีที่กองทัพไทยทำสงครามอย่างจริงจัง คือสงครามภายในประเทศกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย และสงครามปัจจุบันที่ยังไม่สิ้นสุดในปาตานี ในทั้งสองกรณีนี้กองทัพไม่สามารถเอาชนะฝ่ายตรงข้ามได้ เพราะการลุกขึ้นสู้ของประชาชนเกิดจากการกดขี่และการที่ไม่มีความยุติธรรมในสังคม และทุกครั้งพฤติกรรมป่าเถื่อนของทหารไทย ยิ่งทำให้การกบฏเข้มแข็งมากขึ้น บทเรียนสำคัญจากสงครามกับพรรคคอมมิวนิสต์คือ ต้องใช้การเมืองแก้ปัญหา ไม่ใช่การทหาร ในกรณีปาตานีก็เช่นกัน

ทั้งๆ ที่ไอ้ยุทธ์มันพองตัวเหมือนคางคกเพื่ออวดว่าตนเอง “กู้ชาติ” จากวิกฤต มันก็แค่กู้สถานการณ์เพื่อประโยชน์ของชนชั้นปกครองเท่านั้น ทหารไทยไม่มีประโยชน์อะไรเลยสำหรับพลเมืองทั่วไป มันเป็นองค์กรที่ช่วยทำให้ระบบการเมืองล้าหลัง และในแง่ที่คล้ายปรสิต มันเป็นทั้งพิษภัยต่อพวกเรา และสูบทรัพยากรสำคัญจากสังคม

SoldierParasites

วัตถุประสงค์ของการมีกองทัพไทยมีสองอย่างคือ เป็นเครื่องมือในการควบคุมและปราบปรามประชาชนไทยที่เรียกร้องประชาธิปไตยและเสรีภาพ และเป็นเครื่องมือในการสร้างความร่ำรวยให้พวกนายพล

ถ้าดูประวัติศาสตร์ระยะยาว วัฒนธรรมของกองทัพไทยคือวัฒนธรรมในการหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนตำแหน่ง ตำแหน่งที่มีอำนาจมากที่สุดคือ ผบทบ. ซึ่งต้องผลัดเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ทั้งนี้เพื่อให้นายพลต่างๆ มีโอกาสเข้าถึงรางอาหารในคอกเลี้ยงหมู ส่วนใหญ่ทหารคนใดคนหนึ่งไม่สามารถผูกขาดการกินและการเข้าถึงอำนาจและความร่ำรวยได้

ความร่ำรวย “ผิดปกติ” เกินรายได้ธรรมดาของพวกนายพล รวมถึงผู้นำเผด็จการของประเทศในปัจจุบัน เป็นการโกงกินที่ชัดเจน มันมาจากกิจกรรมของกองทัพในสื่อและรัฐวิสาหกิจ และจากการแต่งตั้งตัวเองในตำแหน่งต่างๆ นอกจากนี้มีรายได้มหาศาลจากการคอร์รับชั่น รับเงินใต้โต๊ะเวลาซื้ออาวุธ การค้ายาเสพติด การค้าไม้เถื่อน และการลักลอกขนสินค้าข้ามพรมแดน ทั้งหมดนี้เป็นแรงจูงใจให้ทหารรักษาอิทธิพลทางการเมือง เพื่อปกป้องกิจกรรมต่างๆ ของทหาร ซึ่งไม่เกี่ยวอะไรกับการป้องกันประเทศ

กองทัพไทยอาจมีอำนาจก็จริง แต่อำนาจนั้นถูกจำกัดจากเงื่อนไขสามประการคือ (1) อำนาจของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม (2) อำนาจของกลุ่มอื่นๆ ในหมู่ชนชั้นปกครองที่มีอำนาจเงินและอำนาจการเมือง และ (3) การที่กองทัพแบ่งเป็นพรรคเป็นพวกที่แข่งขันกันเสมอ นอกจากนี้การที่กองทัพต้องอ้างความชอบธรรมจาก “ลัทธิกษัตริย์” ก็เป็นจุดอ่อนด้วย เพราะแสดงให้เห็นว่าไม่มีความชอบธรรมของตนเองเลย โดยเฉพาะในเรื่องประชาธิปไตย

d2beda28a814781f14c87c72c4ffea9acc4f330d285cb6baec96c8fc7aa3054b

ถ้าเราจะมีประชาธิปไตยแท้ เราต้องตัดบทบาททหารออกจากสังคมและเศรษฐกิจ ต้องตัดงบประมาณทหาร ต้องปลดนายพลเผด็จการออกให้หมด ต้องนำนายพลฆาตกรมาลงโทษ และต้องยกเลิกหรือไม่ก็เปลี่ยนโครงสร้างกองทัพอย่างถอนรากถอนโคน

พลังหลักในการสร้างประชาธิปไตยต้องมาจากขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม และเราต้องขยายอิทธิพลของขบวนการประชาธิปไตยไปสู่ขบวนการสหภาพแรงงาน ขบวนการนักศึกษา และเข้าไปสู่ทหารเกณฑ์ระดับล่างที่เป็นพี่น้องลูกหลานแท้ของประชาชนอีกด้วย

ทหารไทยคือกาฝากของสังคม ในหมู่คนจนหรือชาวไร่ชาวนา มันมีวิธีเดียวที่จะจัดการกับกาฝาก นั้นคือการตัดมันออกไปให้แห้งตาย

เผด็จการประยุทธ์ไม่มีปัญญาจะแก้ปัญหาฝุ่นละออง

ใจ อึ๊งภากรณ์

ปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ในกรุงเทพฯ เป็นปัญหาเรื้อรังที่รัฐบาลทหารของประยุทธ์ไม่สามารถแก้ไขได้ และการเสนอให้พ่นน้ำจากที่สูงเพียงแต่สะท้อนความคิดปัญญาอ่อนของทหาร

spray

ฝุ่นละอองที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเล็กกว่า 2.5 ไมครอน เป็นภัยต่อผู้ที่หายใจเข้าไปในร่างกายมากกว่าการสูบบุหรี่เสียอีก ทำให้เกิดโรคปอดและมีผลกระทบกับร่างกายส่วนอื่นเช่นสมอง โดยเฉพาะในกรณีเด็กเล็ก

0201-col-jsk-800x445

ส่วนหนึ่งของต้นกำเนิดปัญหาปัจจุบันมาจากกระบวนการก่อสร้างรถไฟฟ้าหรือตึกต่างๆ ซึ่งเดิมเป็นปัญหาเมื่อ20ปีก่อน ตอนที่เริ่มสร้างรถไฟไฟฟ้ายกระดับในกรุงเทพฯ แน่นอนการเพิ่มมาตรการในการลดฝุ่นจากการก่อสร้างน่าจะช่วยในระยะสั้น และในอนาคตถ้าสร้างรถไฟใต้ดินแทนรถไฟยกระดับก็อาจช่วยได้บ้าง แต่มันไม่ใช่ประเด็นหลัก

งานวิจัยชิ้นหนึ่งจาก Economic Intelligence Center (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ เขียนโดย ดร.ศิวาลัย ขันธะชวนะ มีข้อมูลที่น่าสนใจคือ 26% ของ PM2.5 ในกรุงเทพฯ มาจากการใช้เครื่องยนต์ดีเซล [ดูhttps://bit.ly/2B9AUrK ] วิธีการแก้ไขปัญหานี้เป็นเรื่องที่ต้องถกเถียงกัน และจะอธิบายต่อข้างล่าง

นอกจากนี้ อีก 25% มาจากการเผาพืช เช่นไฟไหม้ป่า ไฟไหมถ่านหินใต้ดินในประเทศเพื่อนบ้าน และการเผาไร่หรือทุ่งนาหลังเก็บเกี่ยวผลผลิต ในกรณีนี้การเพิ่มมาตรการป้องกันไฟไหมป่า และการเปลี่ยนวิธีการทางเกษตรจะช่วยได้มาก แต่รัฐบาลยังไม่เคยทำอย่างจริงใจ

solar

อีกแหล่งหนึ่งของมลพิษ PM2.5 มาจากโรงงานอุตสาหกรรม การเผาถ่านหินเพื่อผลิตไฟฟ้า และแหล่งอื่นๆ ของฝุ่น ถ้ารัฐบาลจริงใจในการควบคุมการทำงานของนายทุนและโรงงานต่างๆ สถานการณ์จะดีขึ้น แต่ อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยว่า  พ.ร.บ.โรงงานฉบับใหม่ที่กำลังผ่านการพิจารณาโดย สนช. จะทำให้ปัญหาฝุ่นพิษในกรุงเทพแย่ลงอีก เพราะลดมาตรฐานการควบคุมลง [ดู https://bit.ly/2GmTL6e ]

ถ้ามีการปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินและหันมาใช้พลังงานแสงแดดกับลม ก็จะยิ่งลดฝุ่นและช่วยแก้วิกฤตโลกร้อนได้อีกด้วย อย่างไรก็ตามถ้ารัฐบาลจะให้ความสำคัญกับเรื่องแบบนี้ต้องเป็นรัฐบาลประชาธิปไตยที่ถูกกดดันจากขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมได้ ไม่ใช่รัฐบาลเผด็จการของทหาร หรือรัฐบาลทหารที่มาจากการเลือกตั้งปลอม

Chub Nokkaew1
ภาพโดย Chub Nokkaew

ปัญหาของไอเสียจากรถดีเซล ยิ่งแย่มากขึ้นเพราะคุณภาพน้ำมันดีเซลในไทย และคุณภาพเครื่องยนต์ต่ำกว่ามาตรฐานสากล ในกรุงเทพฯตอนนี้มีรถดีเซล 2.7 ล้านคัน คือครึ่งหนึ่งของรถยนต์ทุกชนิด และไม่นับมอร์เตอร์ไซค์ด้วยซึ่งเป็นแหล่งมลพิษอีก ทั่วประเทศรถดีเซลสูงถึง 60% ของรถทั้งหมดคือ 10.8 ล้านคัน และที่สำคัญคือรถบรรทุกและรถเมล์ดิเซลในกรุงเทพฯส่วนใหญ่เก่ากว่า 7 ปี และมีเครื่องยนต์ที่ขาดประสิทธิภาพในการเผาน้ำมัน

pic19

แต่ทางออกในการแก้ไขปัญหาไม่ใช่การห้ามรถเก่าหรือรถมอร์เตอร์ไซค์ หรือการปล่อยให้ราคาดิเซลพุ่งสูงขึ้น โดยไม่มีมาตรการอื่น เพราะการใช้มาตรการกลไกตลาด หรือการห้ามใช้รถเก่าจะมีผลกระทบต่อคนจนเป็นหลัก

ทางออกที่ดีกว่าคือการวางแผนระบบคมนาคมแบบครบวงจร คือควรจะมีการส่งเสริมระบบขนส่งมวลชนที่ไม่สร้างมลพิษ เช่นรถไฟไฟฟ้า และรถเมล์ไฟฟ้า แต่รัฐต้องเข้ามาลงทุนและยกเลิกค่าโดยสาร อย่างที่บางประเทศทำแล้ว ทั้งนี้เพื่อชักชวนให้ประชาชนใช้ระบบขนส่งแบบนี้ นอกจากนี้ต้องมีการยกเลิกพื้นที่จอดรถภายในเมือง เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนเลิกใช้รถส่วนตัว และแน่นอนต้องมีการผลิตไฟฟ้าจากแสงแดดและลม

พรรคเพื่อไทยได้เสนอว่าควรจะมีการซื้อรถเมล์ไฟฟ้าแทนการเปลืองงบประมาณโดยเผด็จการประยุทธ์ในการซื้อรถถังจากจีน ข้อเสนอนี้ดี แต่ต้องมีการใช้มาตรการอื่นๆ อีกมากมาย

561000008560801

ถ้าจะเกิดสิ่งเหล่านี้ได้จริง รัฐบาลจะต้องใช้แนวคิดเศรษฐศาสตร์ที่เน้นบทบาทรัฐแทนกลไกตลาด และรัฐจะต้องหันหลังให้กับนโยบายที่สนับสนุนการซื้อและใช้รถยนต์ส่วนตัวอีกด้วย ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐไทยมานาน สำหรับโรงงานผลิตรถยนต์ก็ต้องมีการปรับไปผลิตรถเมล์หรือรถไฟไฟฟ้าแทน คือรัฐบาลจะต้องเน้นผลประโยชน์และคุณภาพชีวิตของคนทำงานธรรมดา แทนที่จะไปฟังแต่นายทุนกับคนรวย

แต่ผู้เขียนยังรอฟังนโยบายจากพรรคการเมืองที่กำลังหาเสียง ที่เป็นรูปธรรม และที่ครอบคลุมรายละเอียดต่างๆ ในการแก้ปัญหามลพิษ

 

บทส่งท้ายเรื่องเสนอชื่ออุบลรัตน์

ใจ อึ๊งภากรณ์

[บทความนี้ควรอ่านควบคู่กับเรื่อง “ขยะการเมือง” https://bit.ly/2MTBtdV ]

หลังจากที่วชิราลงกรณ์ออกมาห้ามไม่ให้พี่สาวลงเล่นการเมือง เราเห็นปรากฏการณ์ทางการเมืองหลายอย่างที่ท้าทายจุดยืนต่างๆ

ที่ชัดเจนคือในการวิเคราะห์ส่วนใหญ่ นักวิเคราะห์เน้นแต่ดูเรื่องราวของคนข้างบนเหมือนคนติดละครน้ำเน่า แต่ไม่ค่อยมีใครตั้งคำถามที่สำคัญที่สุดคือ เราจะกำจัดผลพวงของเผด็จการและสร้างประชาธิปไตยแท้จริงอย่างไร?

คนที่มักเดินไปเดินมาโดยเงยหน้ามองแต่ข้างบน บ่อยครั้งมักจะเหยียบขี้หมา

มีบางคนที่อยู่ต่างประเทศออกมาแดสงความเห็นว่า การเสนอชื่ออุบลรัตน์ ถ้าประสพความสำเร็จจะทำให้ “ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์” เข้มแข็งมากขึ้น พวกนี้ยังไม่ทันเอ่ยปากก็ถูกพิสูจน์ว่าผิด เพราะอุบลรัตน์กับวชิราลงกรณ์มีความคิดต่างกัน

หลายคนที่สนุกกับหมกมุ่นเรื่องราวของชนชั้นสูง และพูดอยู่เรื่อยๆ ว่าวิชราลงกรณ์กำลังสร้าง“ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ใหม่” จะพันตัวเองในความขัดแย้งของทฤษฏีตนเอง เพราะพยายามอธิบายทุกอย่างจากมุมมองนี้

คำถามอันหนึ่งคือทำไมวชิราลงกรณ์ถึงออกมาห้ามพี่สาว? บางคนพยายามเสนอว่าอุบลรัตน์คงต้องขอน้องชายก่อน จริงหรือ? บางคนถามว่ากษัตริย์เปลี่ยนใจเพราะอะไร? แต่คำอธิบายง่ายๆ ที่น่าจะเป็นจริงคือ มีคนของประยุทธ์คลานเข้าไป “สั่ง” ให้วชิราลงกรณ์ออกมาห้ามอุบลรัตน์

ทำไมคำอธิบายนี้น่าเชื่อที่สุด? วชิราลงกรณ์ต้องพึ่งทหารเพื่อที่จะเป็นกษัตริย์ ถ้าไม่มีทหารวชิราลงกรณ์จะอ่อนแอถึงที่สุด บวกกับการที่ประชาชนไม่ปลื้มมากนัก ดังนั้นถ้าเขาจะเสพสุขต่อไปท่ามกลางความร่ำรวย เขาต้องทำตามความต้องการของทหาร ภูมิพลก็ไม่ต่างออกไป ได้ความมั่นคงของตำแหน่งเพราะทหาร และทหารก็พร้อมจะใช้เสมอ

ลองคิดดู ประยุทธ์ไม่พอใจมากกับการที่อุบลรัตน์ถูกเสนอชื่อโดยพรรคไทยรักษาชาติ เพราะมันไปท้าทายการผูกขาดอำนาจของเผด็จการทหาร และถ้าให้เลือกโดยไม่ถูกกดดัน ประยุทธ์กับพวกคงไม่ต้องการแชร์อำนาจกับทักษิณ ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักในการเสนอชื่ออุบลรัตน์แต่แรก ทหารจึงมีเหตุผลสูงในการสั่งวชิราลงกรณ์ให้ออกมาห้าม

แต่สำหรับวชิราลงกรณ์ นอกจากการแข่งอีโก้กับพี่สาวว่าใครจะเป็น “นัมเบอร์วัน” แล้ว วชิราลงกรณ์ไม่มีอะไรที่จะต้องกลัวจากทักษิณแต่อย่างใด เพราะทักษิณไม่ใช่พวกล้มเจ้า และมีข่าวว่าเคยจ่ายหนี้การพนันให้วชิราลงกรณ์อีกด้วย ดังนั้นถ้าไม่มีทหารออกมาบอกให้ห้ามพี่สาวก็คงไม่สนใจที่จะออกมา

นอกจากพวกหมกมุ่นในเรื่องข้างบน มีนักวิจารณ์ต่างประเทศบางคนที่หัวเราะดูถูกคนไทยว่าโง่ และทำเป็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องตลกของประเทศที่ไม่เจริญ แต่พวกเหยียดเชื้อชาติเหล่านี้ไม่เคยพยายามทำความเข้าใจเกี่ยวกับสังคมและการเมืองไทยเลย เราด่ามันได้แต่ไม่ควรไปสนใจ

มีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่มองว่าพรรคไทยรักษาชาติเล่นเกมเก่งมาก บางคนเสนอคำขวัญ “เดินหมากเดียว กินทั้งกระดาน” แต่แล้ว ภายในไม่กี่ชั่วโมงฝ่ายทหารก็ตีกลับมาด้วยการรุกฆาต บทเรียนคือในการเมืองคนที่หาทางลัดมักจบไม่ดี อย่าลืมว่าไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งครั้งแรกด้วยการทำงานหนักเพื่อครองใจประชาชน ไม่ใช่ด้วยการหาทางลัด

และถ้าจะดูภาพกว้างเราอาจคิดได้ว่าการเสนออุบลรัตน์เป็นความผิดพลาดพอๆ กับการนิรโทษกรรมเหมาเข่ง

อีกบทเรียนหนึ่งคือ “อย่าไปหวังอะไรจากชนชั้นบน” เช่นคนเสื้อแดงไม่ควรตั้งความหวังอะไรเลยกับวชิราลงกรณ์อย่างที่เคยทำ และตอนนี้ควรทบทวนการตั้งความหวังกับทักษิณอีกด้วย และไม่ควรไปหวังอะไรจากอุบลรัตน์ เพราะนั้นเป็นความคิดแบบ “ไทยเป็นทาส” มัวแต่ขอความเมตตาจากคนข้างบน

ขอเน้นว่าถ้าวิธีการของไทยรักษาชาติประสพความสำเร็จ มันจะเป็นแค่การแชร์อำนาจระหว่างทักษิณกับทหาร มันไม่ลบผลพวงของเผด็จการแต่อย่างใด

ดังนั้นเราต้องกลับมาที่ประเด็นหลักคือ เราจะกำจัดผลพวงของเผด็จการและสร้างประชาธิปไตยแท้จริงอย่างไร? ซึ่งเป็นคำถามที่ใครๆ ควรถามแต่แรก และเป็นคำถามสำคัญเพราะเราทราบดีว่าการเลือกตั้งที่จะถึงนี้จะถูกจำกัดเพื่อให้อิทธิพลเผด็จการอยู่ต่อไปอีกนาน และพลเมืองธรรมดาที่อยากเลือกพรรคของทักษิณก็ต้องการประชาธิปไตยแท้

51786591_394346794633035_8835436868259545088_n

มันมีคำตอบเดียวครับ การลบผลพวงของเผด็จการ การกำจัดอิทธิพลของทหารในการเมือง และการสร้างประชาธิปไตยแท้ ต้องทำโดยการสร้างขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยที่มีมวลชนมหาศาล ซึ่งพร้อมจะประสานการเคลื่อนไหวร่วมกับพรรคการเมืองที่อยากเห็นประชาธิปไตย จากประวัติศาสตร์ไทยเราทราบว่าขบวนการแบบนี้สร้างได้ และจะประสพความสำเร็จถ้าอิสระจากการนำของคนชั้นสูง

แต่ถ้าใครปฏิเสธโลกจริงอันนี้ และมองว่าพลเมืองไทยไม่มีปัญญาจะกำหนดอนาคตตนเองได้ มันก็ย่อมจบลงด้วยการเสนอชื่อเจ้าเพื่อแข่งกับทหาร หรือการใส่เสื้อเหลืองเพื่อโบกมือต้อนรับรัฐประหาร

 

ขยะการเมือง

ใจ อึ๊งภากรณ์

การเสนอชื่ออุบลรัตน์เป็นนายกรัฐมนตรีของพรรคไทยรักษาชาติ เป็นจุดต่ำสุดของพรรคการเมืองสายทักษิณ เป็นจุดต่ำสุดของนักการเมือง นปช. เป็นจุดต่ำสุดของนักการเมืองที่น่าจะรู้ดีกว่านี้เช่น จาตุรนต์ ฉายแสง แต่ที่แย่ที่สุดคือมันเป็นจุดตดต่ำสุดของระบบการเลือกตั้งไทย และเป็นผลพวงของการแทรกแซงการเมืองผ่านรัฐประหารของทหาร

ทูลกระหม่อมหญิง

คนมีปัญญาไม่จำเป็นต้องถามตัวเองว่านางอุบลรัตน์มีคุณสมบัติอะไรที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีหรอก แต่สำหรับคนที่ตื่นเต้นกับการโหนเจ้าผมขอถามว่า…. เขาเคยสัมผัสวิถีชีวิตของพลเมืองไทยธรรมดาที่ยากจนไหม? เขามีความคิดทางการเมืองก้าวหน้าไหม? ในช่วงชีวิตของเขา เขาสนับสนุนประชาธิปไตยบ้างไหม? เคยสนับสนุนความยุติธรรมไหม? เขาคัดค้านระบบสืบทอดตำแหน่งผ่านสายเลือดไหม? เคยเปิดศึกกับความเหลื่อมล้ำในสังคมไหม? คำตอบคือไม่เคย เขามีประสบการณ์แค่ในการโปรโหมดตนเองในรายการโทรทัศน์ แค่นี้ และเขาไม่มีวันเป็นสามัญชนตราบใดที่ยังมีการใช้ราชาศัพท์และตำแหน่งต่างๆ ในสื่อกระแสหลักอีกด้วย

สำหรับนักการเมืองพรรคไทยรักษาชาติ ซึ่งต้องเริ่มที่ทักษิณและรวมนักการเมืองพรรคอื่นๆ ของเครือข่ายนี้ เพราะอย่ามาพูดเลยว่าไม่ได้คุยกัน การเสนอชื่ออุบลรัตน์เป็นการถุยน้ำลายใส่ประชาชนไทยที่ต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยมานาน รวมถึงการสละชีพด้วย มันถุยน้ำลายใส่ประวัติศาสตร์ ๒๔๗๕, ๑๔ตุลา, ๖ตุลา, พฤษภา๓๕, และการต่อสู้ของเสื้อแดง มันเป็นการถุยน้ำลายใส่อุดมการณ์ประชาธิปไตยอีกด้วย เพราะอะไร?

24879_385730269924_537184924_3652887_7350322_n

แนวความคิดที่อยู่เบื้องหลังการเสนอชื่ออุบลรัตน์ คือแนวความคิดว่าพลเมืองไทยธรรมดาไม่มีปัญญาที่จะต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย มันตัดบทบาทของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมไป มันตัดบทบาทของพลเมืองธรรมดาในการมีส่วนร่วม และมันจบลงด้วยการเสนอว่ามีสิ่งเดียวที่จะต้านเผด็จการประยุทธ์ได้นั้นคือคนที่มีเชื้อสายเจ้า มันเป็นการสะท้อนแนวความคิดล้าหลังของพวกพันธ์มิตรเสื้อเหลืองในยุคทักษิณ ที่เชื่อว่าต้องโหนเจ้าถึงจะล้มคนอย่างทักษิณได้ เพราะคนธรรมดาทำอะไรเองไม่ได้

อย่าลืมว่าแนวคิดแบบนี้มีที่มาที่ไป เพราะตั้งแต่ยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ทักษิณกับพรรคพวกจงใจแช่แข็งขบวนการเสื้อแดง ซึ่งเป็นขบวนการประชาธิปไตยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย คือแช่แข็งจนหมดพลังไปเลย แต่สิ่งนี้ทำไม่ได้ถ้าแกนนำ นปช. ไม่ประกอบไปด้วยคนปัญญาอ่อนที่เห็นด้วยกับทักษิณและไม่ยอมนำการต่อสู้ในช่วงหลัง สิ่งที่น่าผิดหวังคือคนก้าวหน้าในขบวนการเสื้อแดงไม่ยอมหรือไม่สามารถที่จะสร้างแกนนำที่อิสระจากพวกนี้ได้

ในประวัติศาสตร์ไทยและที่อื่นทั่วโลก การพยายามสร้างภาพ “ความฉลาดในการต่อสู้” โดยการหันหลังให้มวลชน ไม่เคยจบดีเลย คิดหรือว่าการอวยคนเชื้อเจ้าแบบนี้จะนำไปสู่การเพิ่มสิทธิเสรีภาพ หรือการลดความเหลื่อมล้ำ หรือการลดบทบาทของทหารในการเมืองไทย? ไม่เลย! ตรงข้าม เพราะการนำแนวความคิดของฝ่ายเผด็จการปฏิกิริยามาใช้เอง เท่ากับการยอมจำนนต่ออุดมการณ์เผด็จการและยุทธศาสตร์สืบทอดเผด็จการ20ปี และที่น่ากังวลอีกคือมันจะนำไปสู่การจับมือระหว่างทักษิณกับเผด็จการทหารในรัฐบาลแห่งชาติ(หมา)อีกด้วย

แต่ในที่สุดเราก็ทราบว่าวชิราลงกรณ์ได้ออกมาพูดว่าพี่สาวไม่เหมาะที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะเป็นส่วนหนึ่งของราชวงศ์ ไม่ว่าจะเคยลาออกหรือพยายามเป็นสามัญชนหรือไม่ ท่าทีของวชิราลงกรณ์ทำให้คนจำนวนมากหงายท้องสับสน เพราะเสื้อแดงหลายคนเคยมองว่าอยู่ข้างทักษิณ ส่วนคนที่เคยพูดเรื่องอำนาจสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของวชิราลงกรณ์ที่จะถูกเสริมจากการเสนอชื่ออุบลรัตน์ก็ต้องรีบแก้ทฤษฏีกันใหญ่ นอกจากนี้ยังมีคำถามอีกว่าวชิราลงกรณ์ถูกสั่งให้ออกมาโดยทีมประยุทธ์หรือไม่

พลเมืองไทยที่ไม่ยอมและไม่เห็นด้วยกับการเมืองขยะแบบนี้มีมากมาย เราต้องปฏิเสธพรรคการเมืองของฝ่ายทหารและฝ่ายทักษิณ และต้องให้ความสำคัญกับการจัดตั้งอุดมการณ์ประชาธิปไตยและความเท่าเทียมในการต่อสู้ต่อไป

Dxcc29yW0AQEpBn

 

เราควรคัดค้านรัฐประหารของสหรัฐในเวเนสเวลา

ใจ อึ๊งภากรณ์

อนาคตของกระบวนการปฏิรูป “โบลิวาร์”[1] ของอดีตประธานาธิบดีชาเวสในประเทศเวเนสเวลา อยู่ในสภาพวิกฤตอันเนื่องมาจากการที่สหรัฐอเมริการ่วมกับรัฐบาลตะวันตกกำลังสนับสนุนให้มีรัฐประหาร

วิกฤตนี้จะมีจุดจบได้ในสองรูปแบบ รูปแบบแรกคือจบในลักษณะที่เป็นประโยชน์กับกรรมาชีพและคนจน รูปแบบที่สองคือจบลงในลักษณะที่เอื้อประโยชน์กับจักรวรรดินิยม กลุ่มทุนใหญ่ กับคนรวย ผ่านการใช้กำลังและแนวกลไกตลาดสุดขั้ว

บทเรียนสำคัญสำหรับเราคือ “พรรคสังคมนิยมปฏิรูป ที่ไม่สามารถปฏิรูปอะไรที่เป็นประโยชน์กับประชาชนส่วนใหญ่ได้ เพราะไม่ยอมก้าวสู่กระบวนการปฏิวัติล้มอำนาจทุน ย่อมเปิดทางให้ฝ่ายขวากลับเข้ามาในที่สุด” ผมจะขออธิบายรายละเอียด…

เจ้าหน้าที่ทางทูตคนสำคัญของสหรัฐ ที่ได้รับการแต่งตั้งจากทรัมป์ให้ดูแลเรื่องรัฐประหาร คือ เอลิออด เอแบรมส์ คนนี้มีประวัติในการสนับสนุนการฆ่าประชาชนเป็นพันโดยกองกำลังฆาตกรในประเทศเอลซาลวาดอร์ มีประวัติในการหนุนพวกฝ่ายขวาในนิคารากัว โดยโกหกรัฐสภาสหรัฐในเรื่องนี้สองครั้ง และมีประวัติในการสนับสนุนรัฐประหารที่ล้มเหลวในเวเนสเวลาในปี 2002

skynews-juan-guaido-nicolas-maduro_4560239
วาน กูไอโด กับ นิโคลัส มาดูโร

ตอนนี้สหรัฐกับตะวันตกกำลังสนับสนุนความพยายามของนักการเมืองฝ่ายขวาชื่อ วาน กูไอโด ที่ประกาศว่าตนเป็น “ประธานาธิบดีที่แท้จริง” ของเวเนสเวลา แทนประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร แต่พรรคการเมืองของ วาน กูไอโด มีแค่14ที่นั่งในรัฐสภา และประชาชน80%ของประเทศไม่เคยรู้จักเขามาก่อน

พรรคฝ่ายขวาต่างๆ ในเวเนสเวลา เป็นตัวแทนของกลุ่มทุนใหญ่ คนรวยและคนชั้นกลาง ซึ่งในอดีต ก่อนที่ ฮูโก ชาเวส จะชนะการเลือกตั้งในปี 1998 มีประวัติในการปกครองประเทศด้วยความป่าเถื่อนเพื่อปกป้องอภิสิทธิ์ของตนเองและเพื่อควบคุมคนจนที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ในปี 1989 เมื่อคนจนลุกฮือเนื่องจากการใช้นโยบายรัดเข็มขัดสุดขั้ว รัฐบาลฝ่ายขวาลงมือฆ่าประชาชนมือเปล่าสองพันคนกลางเมืองคาราคัส เหตุการณ์นี้เรียกว่าการลุกฮือ Caracazo นอกจากนี้พรรคการเมืองฝ่ายขวาที่เป็นแนวร่วมพรรคฝ่ายค้านในปัจจุบัน เคยพยายามก่อรัฐประหารเพื่อล้มรัฐบาลประชาธิปไตยของ ฮูโก ชาเวส ในปี 2002 แต่ไม่สำเร็จ

โดยรวม เป้าหมายของฝ่ายขวาในเวเนสเวลา คือการหมุนนาฬิกากลับสู่ยุคที่คนจนต้องเจียมตัวกับความยากจนท่ามกลางสังคมที่เต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำและการใช้อำนาจของคนรวย ดังนั้นนักการเมืองพวกนี้ไม่ใช่นักประชาธิปไตยที่จะมาปลดแอกประชาชนแต่อย่างใด และเขายังพร้อมที่จะเป็นเครื่องมือของจักรวรรดินิยมอีกด้วย

แต่เราต้องเข้าใจด้วยว่ารัฐบาลของประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร มีส่วนในการสร้างวิกฤตร้ายแรงที่กำลังเกิดขึ้น ซึ่งมีสามสาเหตุคือ

ปัญหาเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากการพึ่งพาการส่งออกน้ำมัน ซึ่งเคยมีราคาสูงในตลาดโลก แต่ลดลงเกือบครึ่งหนึ่งในรอบสองสามปีที่ผ่านมา เงินรายได้จากการขายน้ำมันได้ถูกนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาความยากจนผ่านหน่วยงาน Las Misiones แต่พอราคาน้ำมันลดลงงบประมาณรัฐก็หายไป และรัฐบาลไม่ได้พยายามส่งเสริมการผลิตสิ่งอื่นๆ แทนน้ำมัน

screen_shot_2015-05-22_at_09.33.27
Las Misiones

ตอนนี้เกือบ 90% ของประชาชนถือว่ายากจน 3 ล้านคนย้ายไปอยู่ในประเทศอื่น และอัตราเงินเฟ้อตอนนี้สูงถึง 1.3ล้าน%!!! ซึ่งแปลว่าทุก 19 วันราคาสินค้าจะเพิ่มเท่าตัว ประชาชนคนจนขาดแคลนของใช้จำเป็น ส่วนหนึ่งมาจากการกักสินค้าโดยนายทุนเอกชน และข้าราชการในพรรครัฐบาลด้วย และการกีดกันการค้าขายโดยรัฐบาลสหรัฐตั้งแต่ปี 2017 ก็ไม่ช่วย

สาเหตุที่สองของวิกฤตคือการคอร์รับชั่นโกงกินของข้าราชการชั้นสูง นักการเมืองของพรรคสังคมนิยม PSUV และทหารระดับสูง ซึ่งร่วมกันกินกับนายทุนใหญ่ที่สนับสนุนพรรคฝ่ายค้านด้วย สิ่งเหล่านี้ทำให้คนธรรมดาเบื่อหน่ายและหมดความเชื่อมั่นในพรรครัฐบาล แต่ไม่ใช่ว่าจะชื่นชมพรรคฝ่ายค้าน

stream_img

สาเหตุที่สามของวิกฤตปัจจุบัน คือความพยายามของนักการเมืองฝ่ายขวาที่จะฉวยโอกาสกลับมาปกครองประเทศผ่านการนำการประท้วงบนท้องถนนในปี 2014 และในปัจจุบัน บ่อยครั้งมีการใช้ความรุนแรงในการประท้วง แต่รัฐบาลก็โต้ตอบด้วยความรุนแรงเช่นกัน

ขณะนี้เวเนสเวลามีสองสภา ซึ่งระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ คือ “สภาแห่งชาติ” ที่พรรคฝ่ายขวามีเสียงข้างมากมาตั้งแต่ปี 2015 และ “สภาผู้แทนประชาชน” ซึ่งพรรค PSUV ของ มาดูโร มีเสียงข้างมาก สองสภานี้กำลังแย่งอำนาจกัน

ปัญหาของประชาชนส่วนใหญ่ในเวเนสเวลาคือ กระบวนการปฏิรูป “บอลลิวา” ของอดีตประธานาธิบดี ฮูโก ชาเวส ที่ ชาเวส พยายามอ้างว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมนิยม เป็นแค่การปฏิรูปเพื่อทำให้ชีวิตคนจนดีขึ้น โดยไม่แตะอำนาจของกลุ่มทุนใหญ่หรือเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจจากระบบทุนนิยมแต่อย่างใด การปฏิรูป “จากบนลงล่าง” แบบนี้ล้มเหลวเพราะไม่ได้ทำลายระบบเดิม และเพราะพึ่งพาการส่งออกน้ำมันในตลาดโลก ซึ่งไม่ต่างจากปัญหาในประเทศ บราซิล เลย [ดู https://bit.ly/2sU4mh1 ]

chavez_legacy.jpg_1718483346

ถ้าประชาชนคนจนและกรรมาชีพในเวเนสเวลา จะกู้สถานการณ์กลับมา เพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ จะต้องมีการเคลื่อนไหวของขบวนการมวลชนรากหญ้าในรูปบบที่เคยเกิดในปีก่อนๆ ที่ผ่านมา เช่นการลุกฮือของประชาชนจำนวนมากที่ล้มรัฐประหารของฝ่ายขวาในปี 2002 การเคลื่อนไหวของกรรมาชีพเป็นล้านเพื่อต่อต้านความพยายามของนายทุนที่จะทำลายเศรษฐกิจน้ำมันระหว่างปี2002และ2003 การปลุกระดมการมีส่วนร่วมและการเคลื่อนไหวของคนธรรมดาในการสร้างและบริหาร “องค์กรแก้ไขปัญหาความยากจน” Las Misiones ซึ่งเข้ามาบริการคนจนในเรื่อง อาหารราคาถูก ระบบสาธารณสุข ที่อยู่อาศัย การปฏิรูปที่ดิน การศึกษา และปัญหาอีกมากมาย ซึ่งเกิดขึ้นในช่วง หลัง2003 สมัยที่ ชาเวส ยังมีชีวิตอยู่

TOPSHOTS-VENEZUELA-ELECTION-CAMPAGIN-MADURO

แต่ถ้าการเคลื่อนไหวของคนชั้นล่างจะสำเร็จ จะต้องปฏิเสธวัฒนธรรมการควบคุมพลังมวลชน ที่ชาเวสเริ่มใช้ผ่านพรรคสังคมนิยม PSUV และจะต้องไม่หวังพึ่งคนอย่าง นิโคลัส มาดูโร นายทหารชั้นสูง หรือผู้นำโกงกินของ PSUV

ปัญหาของพรรคสังคมนิยมเวเนสเวลา พรรคแรงงานของบราซิล และพรรคไซรีซาในกรีซ คือพรรคปฏิรูปที่ไม่สามารถปฏิรูปอะไรที่เป็นประโยชน์กับประชาชนส่วนใหญ่ได้ เพราะไม่ยอมก้าวสู่กระบวนการปฏิวัติล้มอำนาจทุน ย่อมเปิดทางให้ฝ่ายขวากลับเข้ามาในที่สุด

 

[1] ชาเวสตั้งชื่อกระบวนการปฏิรูปสังคมของเขาตาม ซิมอน โบลิวาร์ ผู้ที่มีส่วนสำคัญในการปลดแอกลาตินอเมริกาจากการปกครองของสเปน

อ่านเพิ่ม เรื่องลาตินอเมริกา https://bit.ly/2DlwMsp  เรื่องกรีซ https://bit.ly/293hWr1

 

 

leftwing