กลุ่มประเสริฐ ทรัพย์สุนทร และ กลุ่ม สมาน ศรีงาม รับใช้ทหารมาตลอด

ใจ อึ๊งภากรณ์

ตามที่มีข่าวว่า “กลุ่ม สมาน ศรีงาม” มอบตัวกับตำรวจและสารภาพว่าถอนหมุดคณะราษฎร เรายังต้องรอดูว่ามันจริงหรือไม่ อย่างไรก็ตามมันสอดคล้องกับแนวการเมืองของพวกนี้ ลองมาดูกันว่าแนวการเมืองของเขามาจากไหน…

อาจารย์ ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร เคยเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) แต่เมื่อพรรคตัดสินใจจับอาวุธสู้กับเผด็จการ สฤษดิ์ ในช่วงที่ จิตร ภูมิศักดิ์ โดนยิงตาย ซึ่งเป็นการปรับยุทธวิธีการต่อสู้จากเดิมที่พรรคเคยทำแนวร่วมกับเผด็จการทหาร ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร ไม่เห็นด้วย และแตกกับพรรค ต่อมา อ.ประเสริฐ ก็ทำงานร่วมกับเผด็จการทหาร และคัดค้าน พคท. ได้งบประมาณจากทหารด้วย ในการทำงานร่วมกับทหารนั้น อ. ประเสริฐ ได้ทำกลุ่มศึกษาและให้การศึกษากับทหารหลายคน เช่น ชวลิต ยงใจยุทธ

ในทางวาจา กลุ่ม “อาจารย์เสริฐ” จะพูดถึงความจำเป็นที่จะต้อง “ปฏิวัติประชาธิปไตย” ในสังคมไทย จากความเป็น “ศักดินา” ซึ่งก็ยังเป็นแนวของ พคท.อยู่  เพียงแต่จะต่างกับ พคท. ตรงที่เสนอว่าควรปฏิวัติโดยทำแนวร่วมกับทหาร ซึ่งเป็นแนวเดิมของ พคท. แต่ในเวลานั้น พคท.หันไปเสนอให้จับอาวุธสู้กับศักดินากับทหาร เพื่อ “ปฏิวัติประชาธิปไตย” โดยทำแนวร่วมกับ “นายทุนรักชาติ”

ในความเป็นจริงประเทศไทยเปลี่ยนจากศักดินาเป็นทุนนิยมตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ ดังนั้นข้อเสนอของทั้งสองกลุ่มให้ “ปฏิวัติประชาธิปไตย” เป็นเพียงการสร้างความชอบธรรมกับการทำแนวร่วมกับชนชั้นปกครอง ตามแนว สตาลิน-เหมา ทั่วไป ทั้งสองกลุ่มเพียงแต่อยากหาทางลัดสู่อำนาจ ผ่านการจับมือกับทหาร นายทุน หรือคนชั้นสูงอื่นๆ ที่มีอำนาจ แทนที่จะปลุกระดมให้ประชาชนลุกขึ้นสู้เพื่อโค่นทุนนิยมและชนชั้นปกครองทั้งหมด แต่ในด้านหนึ่ง พคท. ยังมีความก้าวหน้ากว่ากลุ่ม อ.เสริฐ เพราะอย่างน้อยก็พยายามจัดตั้งประชาชนให้ล้มเผด็จการทหารด้วยการจับอาวุธ

หลังจากที่ พคท. ล่มสลายเพราะการต่อสู้ไม่สำเร็จ ในช่วงรัฐบาลเปรม กลุ่ม อ.เสริฐ มีบทบาทต่อไป โดยสร้างความสับสนในหมู่นักเคลื่อนไหวสังคมนิยม นักศึกษา กรรมกร และนักสหภาพแรงงาน คือพูดเหมือนนักปฏิวัติฝ่ายซ้าย แต่ในรูปธรรมเสนอให้จับมือกับนายจ้าง คนชั้นสูง และจงรักภักดีต่อกษัตริย์ บางครั้งกลุ่ม อ.เสริฐ จะต่อต้านการนัดหยุดงานของสหภาพแรงงาน

สมาน ศรีงาม เป็นลูกศิษย์ที่ดีของ ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร เขาเป็นคนที่ชอบเคลื่อนไหวแบบชาตินิยมสุดขั้ว เช่นการ “ทวงคืน” เขาพระวิหารเป็นต้น

สรุปแล้วแนวทางของกลุ่ม อ.เสริฐ วิวัฒนาการไปเป็นการปกป้องทหารและชนชั้นสูง โดยแฝงตัวเข้าไปในขบวนการต่างๆ ของนักต่อสู้ เพื่อพูดอะไรแรงๆ แต่พาคนไปสู่การสยบยอม

เมื่อเดือนกันยายนปี ๒๕๕๒ กรุงเทพฯธุรกิจออนไลน์เสนอว่า

“วันนี้ สานุศิษย์อาจารย์เสริฐได้นำเอาความรู้ที่ร่ำเรียนกันมายาวนาน มาใช้ในการเคลื่อนไหวทางการเมืองกันอย่างคึกคัก วันนี้ สานุศิษย์อาจารย์เสริฐกระจายตัวอยู่ทั้งในกลุ่มเสื้อแดง และเสื้อเหลือง….ธงนำความคิดของ อ. เสริฐ คือการปฏิวัติประชาธิปไตย ที่ดึงสถาบันพระมหากษัตริย์มาอยู่กับฝ่ายความคิดก้าวหน้า…..อ.ชูพงศ์ (สานุศิษย์อาจารย์เสริฐ) จึงประกาศคำขวัญกลางสนามหลวงว่าให้ล้มอำมาตย์ (เผด็จการ) เพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์”

ถึงเวลาที่เราต้องสร้างกระแสปฏิเสธการเหยียดเชื้อชาติและศาสนา

ใจ อึ๊งภากรณ์

เมื่อวาน วันที่ 18 มีนาคม เป็นวันต้านการเหยียดเชื้อชาติสากล ในยุโรปและสหรัฐเริ่มมีการสร้างขบวนการต้านการเหยียดเชื้อชาติอย่างจริงจัง การเหยียดเชื้อชาติที่พูดถึงนี้รวมถึงการเหยียดศาสนาอิสลาม ซึ่งกลายเป็นวิธีแสดงอคติกับคนที่เชื้อชาติและสีผิวแตกต่างออกไป ขบวนการต้านการเหยียดเชื้อชาติที่กำลังสร้างขึ้นมาในหลายประเทศ เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะนักการเมืองฝ่ายขวาสุดขั้วกำลังฉวยโอกาสกับความไม่พอใจของพลเมืองจำนวนมากต่อ ระบบทุนนิยม นโยบายการรัดเข็มขัดที่มาจากวิกฤตทุนนิยม และการที่นักการเมืองกระแสหลักจากหลายพรรคไม่สนใจปัญหาของคนธรรมดา

ตัวอย่างของนักการเมืองฝ่ายขวาดังกล่าวในสหรัฐคือ ประธานาธิบดีทรัมพ์ และในยุโรปพรรคฟาสซิสต์กำลังมาแรงในฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ ออสเตรีย และที่อื่น แม้แต่นักการเมืองกระแสหลักที่ไม่ใช่ขวาสุดขั้ว ก็ถูกลากไปหรือฉวยโอกาสใช้วาจาเหยียดเชื้อชาติตามพวกฟาสซิสต์

สาเหตุสำคัญที่พวกนักการเมืองฝ่ายขวาเหล่านี้ฉวยโอกาสใช้วาจาเหยียดเชื้อชาติด้วยความสำเร็จ ก็เพราะมันเป็นวิธีการหาแพะรับบาปเพื่อโทษ “คนอื่น” ในเรื่องความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจและสังคม และเป็นวิธีเบียงเบนประเด็นจากผู้ร้ายตัวจริงและสาเหตุจริงของความเดือดร้อนดังกล่าว ผู้ร้ายตัวจริงคือพวกนายทุนและนักการเมืองของฝ่ายทุน ที่คอยผลักภาระจากวิกฤตเศรษฐกิจไปสู่ชนชั้นกรรมาชีพผู้ทำงาน  เพื่อเพิ่มกำไรให้กลุ่มทุน กดค่าแรง และหวังทำลายขบวนการแรงงานกับสวัสดิการที่มีอยู่ในสังคม นอกจากนี้การนำยาพิษแห่งการโทษ “คนต่าง” ผ่านลัทธิการเหยียดเชื้อชาติ เป็นวิธีหนึ่งที่สร้างความแตกแยกในหมู่พลเมืองผู้ทำงาน เพื่อหวังจะทำลายขบวนการแรงงานและขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมที่ก้าวหน้า

นี่คือสาเหตุที่การประท้วงประธานาธิบดีทรัมพ์ที่สหรัฐ และการเดินขบวนต้านการเหยียดเชื้อชาติในหลายเมืองใหญ่ของยุโรปมีความสำคัญยิ่ง เพราะเป็นวิธีคานกระแสยาพิษของพวกฝ่ายขวา และปูทางไปสู่การสร้างขบวนการต้านนโยบายรัดเข็มขัดและการทำลายรัฐสวัสดิการของฝ่ายขวาด้วย

ประท้วงที่กลาซโกสก็อตแลนด์
ประท้วงที่กรีซ
ประท้วงที่ลอนดอน

สำหรับพวกเราในประเทศไทย เราไม่ควรนิ่งนอนใจคิดว่าปัญหานี้เป็นปัญหาของคนในประเทศอื่น เพราะเมื่อเกิดการปราบปรามธรรมกาย ก็มีคนไม่น้อยที่ออกมาโทษคนมุสลิม เวลามีอาชญากรรมเกิดขึ้น รัฐและประชาชนไม่น้อยก็ออกมาโทษคนงานจากประเทศเพื่อบ้าน พลเมืองจำนวนมากในไทยไม่แคร์เรื่องชาวโรฮิงญา เวลาทหารฆ่าคนจากชนเผ่าก็มีการมองว่าพวกนี้ “ไม่ใช่คนไทย” และเป็นพวกค้ายาเสพติดทุกคน และเวลาเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงที่ปาตานี พลเมืองจำนวนมากก็จะพูดถึง “โจรใต้” แทนที่จะมองว่าทหารไทยระดับนายพลคือโจรตัวจริง

ชัยภูมิ ป่าแส นักกิจกรรมชาวลาหู่ ถูกทหารฆ่าวิสามัญ

อย่าลืมว่ามีพลเมืองชาวมุสลิมจำนวนมาก ที่ต่อต้านและเกลียดชังเผด็จการทหารที่ครองอำนาจอยู่ในสังคมเราทุกวันนี้ การที่มีกระแสเกลียดชังชาวมุสลิมจึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่จะทำให้กระแสต้านเผด็จการอ่อนแอ

คาร์ล มาร์คซ์ เคยตั้งข้อสังเกตว่าถ้ากรรมาชีพในประเทศหนึ่งไม่เลิกดูถูกคนจากประเทศอื่น เขาจะไม่มีวันปลดแอกตนเองได้ และเราอาจพูดได้ว่า ตราบใดที่คนไทยจำนวนมากยังเหยียดเชื้อชาติอื่นๆ คนไทยก็ย่อมเป็นทาสของเผด็จการและชนชั้นปกครองต่อไป และไม่มีวันปลดแอกตนเองกับสร้างเสรีภาพในสังคมได้

คนไทยจำนวนมากยังไม่เลิกใช้คำเหยียดหยามกับคนเชื้อชาติอื่น มีการใช้คำว่า “แขก” “ญวน” “ต่างด้าว” “ฝรั่ง” “ไอ้มืด” เป็นสันดาน และมีการดูถูกแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านโดยไร้จิตสำนึกโดยสิ้นเชิง

ประเด็นปัญหาสำหรับคนที่อยากปลดแอกตนเอง อยากเห็นประชาธิปไตยและเสรีภาพคือ มันมีสองขั้วความคิดในทุกสังคมทั่วโลก

ขั้วความคิดแรกเป็นแนวคิดที่มาจากชนชั้นปกครองและชวนให้เราจงรักภักดีต่อเขาภายใต้ลัทธิชาตินิยม ซึ่งในไทยรวมถึงลัทธิราชานิยมด้วย แนวคิดนี้ชวนให้เราหมอบคลานต่อเบื้องบน ไม่ว่าจะเป็น กษัตริย์ นายพลมือเปื้อนเลือด หรือ “ท่านผู้ใหญ่” และมันชวนให้เรามองว่าเรามีผลประโยชน์ร่วมกับผู้ที่กดขี่ขูดรีดเรา “เพราะเราเป็นคนไทยด้วยกัน” นี่คือที่มาของความคิดที่เหยียดเชื้อชาติอื่น มันเป็นแอกเพื่อควบคุมให้คนส่วนใหญ่เป็นไพร่

ขั้วความคิดที่สองเป็นแนวคิดที่เกิดจากจิตสำนึกทางชนชั้นของชนชั้นกรรมาชีพและคนชั้นล่างทั่วไป มันไม่ได้เกิดโดยอัตโนมัติ มันอาศัยอยู่ในสังคมได้เพราะมีการต่อสู้ และนักสังคมนิยมและนักสิทธิมนุษยชนมักจะทวนกระแสความคิดกระแสหลัก และเสนอแนวคิดประเภท “สามัคคีชนชั้นล่างข้ามเชื้อชาติ” ความคิดขั้วนี้จะปฏิเสธการรักชาติ แต่จะรักเพื่อนประชาชนแทน จะเสนอให้คนไทยธรรมดาสมานฉันท์กับคนเชื้อชาติอื่น และต่อสู้อย่างถึงที่สุดกับอำนาจเผด็จการของชนชั้นปกครอง เพื่อให้เราร่วมกันปลดแอกตนเองและสังคม

ถ้าเราเข้าใจตรงนี้ เราจะเห็นว่าตราบใดที่เรายังรักชาติของชนชั้นปกครอง และตราบใดที่เรามองว่าเราอยู่ข้างเดียวกับคนที่เหยียบหัวเรา เราไม่มีวันต่อสู้เพื่อเสรีภาพได้

การปฏิวัติรัสเซีย กุมภาพันธ์ 1917

เรียบเรียงจากงานเขียนของ คริส ฮาร์แมน

หนึ่งร้อยปีที่แล้วไม่มีใครสามารถทำนายล่วงหน้าว่าจะเกิดการปฏิวัติในรัสเซียในเดือนกุมภาพันธ์ 1917 แม้แต่ เลนิน ก็พูดเสมอว่ารุ่นเขา “คงไม่เห็นการปฏิวัติ”

iwd-women-protesting-cost-of-food-1917

ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 1917 ซึ่งตามปฏิทินรัสเซียสมัยนั้น ตรงกับวันสตรีสากล 8 มีนาคมปัจจุบัน คนงานสตรีจากโรงงานสิ่งทอทั่วเมือง เพทโทรกราด (เซนต์ปิเตอร์สเบอร์ค) ออกมาเดินขบวนแสดงความไม่พอใจกับราคาสินค้า ความอดอยาก และการขาดแคลนขนมปัง แม้แต่พวกพรรคสังคมนิยมใต้ดินอย่าง “บอลเชวิค” กับ “เมนเชวิค” ตอนนั้น ยังไม่กล้าออกมาเรียกร้องให้คนงานเดินขบวนเลย แต่คนงานหญิงนำทางและชวนคนงานชายในโรงเหล็กให้ออกมาร่วมนัดหยุดงานด้วย

ในวันต่อมาคนงานครึ่งหนึ่งของเมือง เพทโทรกราด ออกมาประท้วง และคำขวัญเปลี่ยนไปเป็นการคัดค้านสงคราม การเรียกร้องขนมปัง และการต่อต้านรัฐบาลเผด็จการของกษัตริย์ซาร์ ในขั้นตอนแรกรัฐบาลพยายามใช้ตำรวจติดอาวุธเพื่อปราบคนงาน แต่ไม่สำเร็จ ต่อจากนั้นมีการสั่งทหารให้เข้ามาปราบ แต่ทหารระดับล่างเปลี่ยนข้างไปอยู่กับฝ่ายปฏิวัติหมด และเมื่อมีการสั่งให้ส่งทหารเข้ามาจากนอกเมือง ก็มีการกบฏและเปลี่ยนข้างเช่นกัน ในวันที่สี่คนงานกับทหารติดอาวุธร่วมเดินขบวนโบกธงแดง และเมื่อกษัตริย์ซาร์พยายามเดินทางกลับเข้าเมือง เพทโทรกราด เพื่อ “จัดการ” กับสถานการณ์ คนงานรถไฟก็ปิดเส้นทาง จนรัฐบาลกษัตริย์และซาร์ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะลาออก

putilov

แต่เมื่อกษัตริย์และรัฐบาลลาออก ใครจะมาแทนที่? ตอนนั้นมีองค์กรคู่ขนานสององค์กรที่มีบทบาทคล้ายๆ รัฐบาลคือ (1) รัฐสภา Duma ที่ประกอบไปด้วยส.ส.ฝ่ายค้านที่เลือกมาจากระบบเลือกตั้งที่ให้สิทธิ์พิเศษกับคนมีทรัพย์สิน (2) สภา โซเวียด ที่คนงานเลือกมาเอง และมีผู้แทนของคนงานกับทหาร ระดับล่าง ซึ่งสภานี้เป็นสภาที่ต้องจัดการประสานงานการบริหารเมืองและการแจกจ่ายอาหารในชีวิตประจำวัน

ในเดือนกุมภาพันธ์ รัฐสภา Duma สามารถตั้ง “รัฐบาลชั่วคราว” ของคนชั้นกลางได้ เพราะสภาโซเวียดยินยอม แต่พอถึงเดือนตุลาคม สภาโซเวียดเป็นผู้ก่อตั้งรัฐบาลใหม่ของชนชั้นกรรมาชีพ

ในเดือนกุมพาพันธ์ พรรคสังคมนิยมสองพรรค คือพรรคบอลเชวิค กับพรรคเมนเชวิค ยังเชื่อว่าการปฏิวัติต้องเป็นเพียงการปฏิวัตินายทุน โดยที่ เมนเชวิค มองว่าชนชั้นกรรมาชีพต้องช่วยนายทุน แต่ บอลเชวิค มองว่ากรรมาชีพต้องนำการปฏิวัติ ดังนั้น บอลเชวิค อย่าง สตาลิน กับ มอลอทอฟ จาก เมนเชวิค และนักสังคมนิยมจำนวนมาก เสนอให้สภาโซเวียดสนับสนุนรัฐบาลชั่วคราวของพวกชนชั้นกลาง ในขณะที่กรรมกรพื้นฐานไม่พอใจและไม่ไว้ใจรัฐบาลใหม่เลย ในช่วงนั้น ทั้ง เลนิน และตรอทสกี ซึ่งมีความคิดว่ากรรมาชีพต้องยึดอำนาจรัฐและปฏิวัติสังคมนิยมเอง ยังอยู่นอกประเทศ

การบริหารของรัฐบาลชั่วคราวของคนชั้นกลาง ภายใต้นักสังคมนิยมปฏิรูปชื่อ คาเรนสกี้ กลายเป็นที่ไม่พอใจของมวลชน ทั้งในหมู่ทหารที่เป็นลูกหลานเกษตรกร เกษตรกรเอง และคนงานกรรมาชีพ เพราะรัฐบาลนี้ต้องการทำสงครามต่อและไม่ยอมแก้ไขปัญหาปากท้องประจำวันเลยเลย

ในช่วงสงคราม สมาชิกพรรคสังคมนิยม “เมนเชวิค” ส่วนใหญ่สนับสนุนสงคราม ในขณะที่พรรคสังคมนิยม “บอลเชวิค” ของ เลนิน คัดค้านสงคราม เลนิน เสนอมาตลอดว่าเป้าหมายในการเคลื่อนไหวของพรรค ไม่ใช่เพื่อไปสนับสนุนปัญญาชนฝ่ายซ้าย หรือผู้นำสหภาพแรงงานในระบบรัฐสภาทุนนิยม แต่เพื่อที่จะสร้างเครือข่ายนักปฏิวัติของชนชั้นกรรมาชีพที่จะล้มระบบทุนนิยม นี่คือสาเหตุที่พรรคบอลเชวิคได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างมากในหมู่กรรมกรเมือง เพทโทรกราด ซึ่งเป็นเมืองที่มีอุตสาหกรรมทันสมัย และในบางแห่งมีโรงงานขนาดใหญ่กว่าในสหรัฐอเมริกาอีก

มีอีกพรรคหนึ่งที่มีความสำคัญในยุคนั้นคือ “พรรคปฏิวัติสังคม” ซึ่งไม่ใช่พรรคมาร์คซิสต์ แต่เติบโตมาจากแนวลุกฮือของนักสู้ชนชั้นกลางกลุ่มเล็กๆ เดิมพรรคนี้มีฐานเสียงในชนบทในหมู่เกษตรกรยากจน แต่เมื่อแกนนำพรรคไปสนับสนุนสงครามและรัฐบาลชั่วคราวของคนชั้นกลาง โดยไม่แก้ไขปัญหาในชนบท เริ่มมีสมาชิกพรรคจำนวนมากแยกตัวออกไปตั้ง “พรรคปฏิวัติสังคมซีกซ้าย”

ในตอนแรกพรรคบอลเชวิคเต็มไปด้วยความสับสนที่แกนนำ อย่าง สตาลิน ไปสนับสนุนรัฐบาลชั่วคราวของคนชั้นกลาง ในขณะที่คนงานรากหญ้าไม่พอใจ แต่เมื่อ เลนิน เดินทางกลับมาในรัสเซีย และเริ่มโจมตีนโยบายเก่าของแกนนำบอลเชวิค เริ่มเรียกร้องให้โซเวียดล้มรัฐบาล และเริ่มรณรงค์ต่อต้านสงครามอย่างเป็นระบบ พรรคบอลเชวิคขยายฐานเสียงในเมือง เพทโทรกราด อย่างรวดเร็ว จากเดิมที่พรรคปฏิวัติสังคมมีเสียงข้างมากในสภาโซเวียด พอถึงวันประชุมใหญ่ครั้งที่สองในวันที่ 25 ตุลาคม 1917 ปรากฏว่าพรรคบอลเชวิคได้ 53% ของผู้แทน และพรรคปฏิวัติสังคมซีกซ้ายได้อีก 21% รวมเป็น 74% ของผู้แทนที่ต้องการปฏิวัติสังคมนิยม

1917-russian-revolution

ก่อนที่จะถึงจุดนั้น มีการเดินหน้าถอยหลัง เช่นช่วงเดือนกรกฏาคมมีการลุกฮือของทหารและคนงานที่ถูกรัฐบาลชั่วคราวปราบ และแกนนำบอลเชวิคถูกจำคุกหรือต้องหลบหนี ต่อมานายพล คอร์นิลอฟ พยายามทำรัฐประหารเพื่อก่อตั้งเผด็จการทหารฝ่ายขวา แต่พรรคบอลเชวิคออกมาปกป้องและทำแนวร่วมกับรัฐบาลชั่วคราว เพื่อยับยั้งรัฐประหารจนสำเร็จ ในขณะเดียวกัน การที่บอลเชวิคเป็นอำนาจสำคัญที่สุดในการสู้กับรัฐประหารฝ่ายขวา ทำให้รัฐบาลชั่วคราวหมดสภาพไป พร้อมกันนั้นในชนบท เกษตรกรยากจนไม่รอใคร ตัดสินใจยึดที่ดินมาแจกจ่ายกันเอง นี่คือสภาพสังคมที่สุกงอมกับการปฏิวัติสังคมนิยม

บทเรียนสำคัญสำหรับเราจากการปฏิวัติเดือนกุมภาพันธ์ 1917คือ เราต้องสร้างพรรคสังคมนิยมแต่เนิ่นๆ ก่อนที่จะมีการลุกฮือ และท่ามกลางการลุกฮือของมวลชนเมื่อมันเกิดขึ้น พรรคต้องพร้อมที่จะลองผิดลองถูกและเรียนรู้จากมวลชนเสมอ แต่ถ้าไม่มีพรรค ก็เท่ากับไม่มีโอกาสให้คนก้าวหน้าเสนอการนำเพื่อให้การลุกฮือประสบความสำเร็จในที่สุด และคนอื่นที่ล้าหลังกว่าจะมาฉวยโอกาสแทน

อ่านเพิ่ม: http://bit.ly/2i294Cn

จุดยืนมาร์คซิสต์ต่อธรรมกาย

ใจ อึ๊งภากรณ์

นักมาร์คซิสต์สังคมนิยมไม่มีศาสนา เรายึดถือแนวคิด “วัตถุนิยมประวัติศาสตร์” แทนความเชื่อในสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้ การวิเคราะห์โลกของเรากระทำไปเพื่อปฏิบัติการในการเปลี่ยนระบบ เราต้องการทำลายการกดขขี่ขูดรีดและเผด็จการ นี่คือสาเหตุที่เราไม่นับถือศาสนา และไม่เห็นด้วยกับปรัชญาศาสนา เพราะศาสนามักพาคนไปตั้งความหวังไว้กับอำนาจเบื้องสูงที่จับต้องไม่ได้ และมักจะเป็นคำสอนที่ถกเถียงด้วยเหตุผลไม่ได้อีกด้วย คือเน้นการเชื่อฟังและศรัทธาอย่างเดียว

อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ศาสนาของนักมาร์คซิสต์ มีความละเอียดอ่อนและแหลมคม

ต่อสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นกับธรรมกายในไทย เรามีสามจุดยืนที่สำคัญคือ

  1. ศาสนาควรเป็นเรื่องส่วนตัว รัฐไม่ควรเข้ามายุ่ง ศาสนาควรแยกออกจากรัฐโดยสิ้นเชิง และพลเมืองทุกคนควรมีสิทธิเต็มที่ ที่จะนับถือและปฏิบัติศาสนาตามความเชื่อของตนเอง ใครจะนับถือพุทธ โดยไม่มีสังฆราชหรือวัด ก็ควรมีเสรีภาพ ใครจะนับถือผีก็ควรมีสิทธิ์

เลนิน นักปฏิวัติรัสเซีย เคยเน้นว่า การเลือกปฏิบัติต่อคนบนพื้นฐานการนับถือศาสนา หรือไม่นับถือศาสนา เป็นสิ่งที่เราไม่ควรยอมรับ แม้แต่การระบุศาสนาในเอกสารราชการก็ไม่ควรมี และรัฐไม่ควรให้เงินสนับสนุนศาสนาใด พลเมืองที่เป็นศาสนิกชนควรลงขันสนับสนุนศาสนาของตนเองอย่างเสรี

  1. ในโลกของมนุษย์ไม่มีวิธีนับถือศาสนาที่ “แท้จริง” ศาสนาเป็นเรื่องของการปฏิบัติที่แตกต่างกันของหลากหลายมนุษย์ในยุคต่างๆ ดังนั้นทุกนิกายต้องถือว่าเป็นศาสนาแท้

คาร์ล มาร์คซ์ เคยวิจารณ์คนที่มองว่าแก่นแท้ของศาสนาอยู่ที่ “คัมภีร์” เท่านั้น  แต่ถ้าพิจารณาความคิดทางศาสนา จะเห็นว่ามันมักสะท้อนกฏระเบียบที่มนุษย์สร้างเองในบริบทต่างๆ ของสังคม และมนุษย์เป็นผู้เขียน “คัมภีร์” และตีความ “คัมภีร์” ในลักษณะหลายหลายเสมอ การถกเถียงกันระหว่างคนที่ตีความ “คัมภีร์” แตกต่างกัน เป็นเรื่องไม่มีวันจบ และในความเป็นจริงศาสนาต่างๆ จงใจให้มีการตีความหลากหลาย เพื่อเอาใจทุกคนและเพื่อขยายอิทธิพล

  1. ในสังคมที่ไร้เสรีภาพและบ่อยครั้งไร้ความหวัง คนที่นับถือศาสนา นับถือด้วยเหตุผลของเขา เขาไม่ใช่คนโง่เขลา

มาร์คซ์ เคยเขียนว่า “ความทุกข์ของมนุษย์ที่มีรูปแบบออกมาทางศาสนาคือความทุกข์จริง ศาสนาคือการประท้วงต่อความทุกข์จริงในโลก คือการถอนหายใจของผู้ถูกกดขี่ คือหัวใจในโลกที่ไร้หัวใจ คือวิญญาณในสภาพไร้วิญญาณ” แต่ มาร์คซ์ เขียนต่อว่า “ศาสนาคือฝิ่นของประชาชน” มันให้ความอบอุ่นจอมปลอมนั้นเอง

คำอธิบายนี้เป็นสิ่งที่ใช้แนะท่าทีของเราต่อชายคนที่ผูกคอตายประท้วง คสช. ได้อีกด้วย

ดังนั้นในเรื่องที่เผด็จการทหารของประยุทธ์ปราบวัดธรรมกาย เนื่องจากคสช.มองว่าเป็นกลุ่มคนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามทางการเมืองกับตนและพรรคพวกของตนเอง ซึ่งรวมถึงพระเลวของเผด็จการอย่างพุทธอิสระ  เราต้องประณาม เราต้องประณามการใช้ ม.44 ในเรื่องนี้ด้วย แม้ว่าชาวมาร์คซิสต์จะไม่สนับสนุนศาสนาใดๆ รวมถึงธรรมกาย

แน่นอน เราขอประณามพระสงฆ์ไทยและพม่าที่เหยียดหยามชาวมุสลิม และเราควรปกป้องชาวมุสลิมที่กำลังถูกกดขี่เหยียดหยามทั่วโลกในยุคนี้

ในเรื่องข้อกล่าวหาต่อพระสงฆ์ว่ากระทำความผิด ต้องมีการนำมาพิสูจน์ในศาลที่มีความยุติธรรม พระไม่ควรมีอภิสิทธิ์พิเศษ แต่ในไทยตอนนี้มีความยุติธรรมหรือไม่?

นอกจากนี้ สตรีที่ต้องการบวชเป็นพระสงฆ์ก็ควรมีเสรีภาพที่จะกระทำสิ่งนั้น กะเทยด้วย ไม่ควรมีใครที่มีอำนาจอะไรมาห้าม

ท้ายสุด เราจะพยายามชักชวนท่านผู้นับถือศาสนา ให้เปลี่ยนใจตามความสมัครใจ และเลิกนับถือศาสนาโดยสิ้นเชิง เราจะชวนให้ท่านหันมาร่วมจับมือกับเพื่อนมนุษย์ ตั้งความหวังไว้กับมนุษย์ และร่วมกันต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมให้มีเสรีภาพ ความยุติธรรม และความเท่าเทียม แต่ถ้าท่านยังไม่พร้อมจะสลัดความคิดทางศาสนาออกจากหัว เราก็ยังยินดีร่วมต่อสู้เพื่อสิ่งเหล่านี้กับท่านโดยไร้อคติ

ประเทศไทยควรมีโครงการขนาดใหญ่เพื่อพัฒนาพลังงานจากแสงแดด

ใจ อึ๊งภากรณ์

ภายใต้กะลาของเผด็จการทหารไทย จอมเผด็จการประยุทธ์มือเปื้อนเลือด กำลังใช้อำนาจจากกระบอกปืนในการหมุนนาฬิกากลับ เพื่อให้ไทยล้าหลังในเรื่องการผลิตพลังงาน

การที่ทหารหัวโบราณหน้าโง่มีอำนาจในคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หมายความว่าประเทศไทยกำลังสวนทางกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ที่มีนโยบายพลังงานที่ก้าวหน้า เพราะใครๆ ที่มีสติปัญญายอมรับมานานแล้วว่า การเผาเชื้อเพลิงคอร์บอน โดยเฉพาะในการผลิตไฟฟ้า เป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหาโลกร้อน

%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%96%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%99

ดังนั้นประเด็นเรื่องรัฐบาลทหารสั่งการให้เดินหน้าในโครงการโรงไฟฟ้ากระบี่ และเทพา ไม่ใช่แค่เรื่องผลกระทบต่อสภาพสิ่งแวดล้อมในภาคใต้ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งอยู่แล้ว มันเป็นเรื่องปัญหาของเราทั้งประเทศ และปัญหาของชาวโลกด้วย

ในเรื่องนี้ ทั้ง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ) และรัฐบาล ไม่เคยออกมาพูดเลย ดังนั้นมันเป็นหน้าที่ของพลเมืองที่รักประชาธิปไตยที่จะต้องพูดให้ดังที่สุดว่า การที่จะมีโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่มขึ้น เป็นผลเสียต่อสังคมไทยทั้งหมด และโลกทั้งโลกอีกด้วย

นอกจากนี้ฝั่งทะเลในภาคใต้ มักจะได้รับผลกระทบจากพายุเป็นประจำ ภาคตะวันออกเฉียงใต้มักจะมีปัญหาฝนแล้ง แต่เมื่อโลกร้อนขึ้น ภัย “ธรรมชาติ” ดังกล่าวจะร้ายแรงมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

17671733_303

ประเทศไทยเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยแสงแดด รัฐบาลไหนที่ก้าวหน้าและต้องการพัฒนาศักยภาพทางเทคโนโลจีของสังคม น่าจะเร่งรีบจัดโครงการขนาดใหญ่ระดับชาติ เพื่อพัฒนาการผลิตไฟฟ้าจากแสงแดดทั่วประเทศ และเริ่มทยอยลดและปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินและก๊าซธรรมชาติ ประเทศจีนและสเปนตอนนี้กำลังเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลจีเพื่อผลิตไฟฟ้าจากแสงแดดอย่างน่าทึ่ง และค่าผลิตไฟจากแสงแดดในไทยจะลดลงอย่างต่อเนื่องถ้ามีโครงการขนาดใหญ่ทั่วประเทศ ยิ่งกว่านั้นค่าผลิตไฟฟ้าในระบบทุนนิยมปัจจุบัน ไม่เคยคำนึงถึง “ราคา” ที่ต้องจ่ายเมื่อมนุษย์ทำลายสิ่งแวดล้อมหรือทำให้โลกร้อนขึ้น ประเด็นนี้นักมาร์คซิสต์ตั้งแต่สมัย คาร์ล มาร์ซ์ เข้าใจดี

p0101170855p1

อย่างไรก็ตามพวกหัวทึบถือปืนที่กำลังคุมกะลาแลนด์ในยุคนี้ เลือกจะไม่สนใจการพัฒนาเทคโนโลจีในสังคม แถมยังแอบรักพลังงานนิวเคลียร์อีกด้วย พลังงานนิวเคลียร์นอกจากจะแพง ทำลายสิ่งแวดล้อม และอันตรายอย่างถึงที่สุดแล้ว ยังเป็นเส้นทางที่จะพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์อีกด้วย นี่คือสาเหตุที่พวกทหารชอบมัน

กองทัพของประเทศต่างๆ มีส่วนสำคัญในการผลิตก๊าซ คาร์บอนไดออคไซท์ (CO2) จากการใช้รถถัง เครื่องบิน และเรือรบ องค์กรที่ผลิต CO2 มากที่สุดในโลกคือกองทัพสหรัฐ นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่เราต้องกำจัดทหารออกจากสังคมไทย และลดงบประมาณทหารอย่างถอนรากถอนโคน เพื่อใช้ทรัพยากรในทางที่จะมีประโยชน์ต่อพลเมืองในสังคม เช่นการผลิตไฟฟ้าจากแสงแดด และลม หรือการลงทุนในโครงการรถไฟความเร็วสูงที่พวกอำมาตย์คัดค้านมาตลอด รถไฟความเร็วสูงสามารถช่วยในการลดปัญหาโลกร้อน เพราะจะทำให้ประชาชนไม่ต้องนั่งเครื่องบินภายในประเทศ

การที่เรามีรัฐบาลเผด็จการหน้าโง่ที่อวดเก่งและคอยปราบผู้เห็นต่าง แปลว่าเสียงของประชาชนที่มีสติปัญญาและอุดมการณ์ก้าวหน้า มักถูกกลบเสมอ แต่เราไม่ควรยอมแพ้

23923731484_6a62272f7a_o

ทุกคนที่รักประชาธิปไตย เสรีภาพ และความก้าวหน้า ควรสนับสนุนกลุ่มต่างๆ ที่คัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินในขณะนี้

อ่านเพิ่ม http://bit.ly/2lh31w9 , http://bit.ly/2lY4GXz

สนับสนุนการต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน เพื่อแก้ปัญหาโลกร้อน

ใจ อึ๊งภากรณ์

ปัญหาโลกร้อนเป็นวิกฤติที่จะมีผลกระทบกับมนุษย์ทุกคนในโลกและกับลูกหลานเราอีกด้วย คนในประเทศไทยหนีจากวิกฤตินี้ไม่ได้ การที่โลกเราร้อนขึ้นสองหรือสามองศาในอนาคต จะมีผลมหาศาลกับภูมิอากาศ จะทำให้ฝนแล้งในหลายที่ จนระบบเกษตรหายนะ จะทำให้น้ำท่วมพื้นที่ต่ำๆ เพราะน้ำแข็งในขั้วโลกละลาย และจะทำให้มีพายุร้ายแรงทั่วโลก เพราะมีผลกระทบต่อกระแสน้ำในทะเลและทิศทางลม เราอาจคิดว่าแค่การเพิ่มอุณหภูมิสองหรือสามองศาจะไม่มีผลอะไร แต่ในความเป็นจริงมันจะทำลายความสมดุลของระบบนิเวศน์โลก และก่อให้เกิดวงจรร้ายที่เพิ่มปริมาณความร้ายแรงขึ้นเรื่อยๆ

4400

ปัญหาโลกร้อนเกิดจากการสะสมก๊าซในบรรยากาศโลกประเภทที่ปิดบังไม่ให้แสงอาทิตย์ถูกสะท้อนกลับออกจากโลก ได้ ความร้อนจึงสะสมมากขึ้น ก๊าซหลักที่เป็นปัญหาคือคาร์บอนไดออคไซท์ (CO2) แต่มีก๊าซอื่นๆด้วยที่สร้างปัญหา นักวิทยาศาสตร์คาดว่าก่อนที่จะมีการปฏิวัติอุตสาหกรรมในโลก ปริมาณ CO2 ในบรรยากาศมีประมาณ 280 ppm (ppm CO2 คือหน่วย CO2 ต่อหนึ่งล้านหน่วยของบรรยากาศ) แต่ปัจจุบันเพิ่มเป็น 385 ppm (เพิ่มขึ้น 2.1 ppm ต่อปี) ซึ่งทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่ม 0.8 องศา หรือ 0.2 องศาทุกสิบปี

ก๊าซ CO2 นี้ถูกผลิตขึ้นเมื่อมีการเผาเชื้อเพลิงคาร์บอน เช่นถ่านหิน น้ำมัน หรือก๊าซธรรมชาติ และแหล่งผลิต CO2 หลักๆ คือโรงไฟฟ้าที่เผาถ่านหิน/น้ำมัน/ก๊าซ และระบบขนส่งที่ใช้น้ำมัน โดยเฉพาะรถยนต์ส่วนตัวและเครื่องบิน

ถ้าเราจะแก้ปัญหาโลกร้อน จะต้องมีการเปลี่ยนระบบสังคมในเรื่องใหญ่ๆ ดังนี้คือ

  1. ต้องเปลี่ยนการผลิตพลังงานจากเชื้อเพลิงคาร์บอน เช่นถ่านหิน น้ำมันและก๊าซ มาเป็นการผลิตพลังงานจากลม คลื่น และแสงแดด การผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไม่ใช่คำตอบ เพราะอันตรายและทำลายสิ่งแวดล้อมมากกว่าถ่านหินเสียอีก เราต้องสร้างระบบขนส่งมวลชนที่ประหยัดพลังงานด้วย เช่นรถไฟ แต่ใครจะมีอำนาจในการผลัดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง?
  2. เราต้องนำการวางแผนการผลิตโดยประชาชนส่วนใหญ่ มาใช้แทนกลไกตลาด เพราะการเชิดชูกำไรดุจพระเจ้าจะทำให้เปลี่ยนวิธีการผลิตไม่ได้ ซึ่งแปลว่าเราต้องใช้อำนาจมวลชนมนุษย์เพื่อระงับกลไกตลาด และเพื่อยึดอำนาจรัฐและบริษัทใหญ่จากนายทุน แต่ถ้าสังคมเราอยู่ภายใต้เผด็จการทหาร ประชาชนจะร่วมวางแผนเพื่ออนาคตไม่ได้

tgaevrhxydfrdwa-800x450-nopad

จะเห็นว่าเราต้องปฏิวัติสังคมเพื่อแก้ปัญหาโลกร้อน แต่นั้นไม่ได้หมายความว่าเราต้องรอให้มีกระแสปฏิวัติก่อนที่จะทำอะไรได้ ในช่วงนี้เราต้องสนับสนุนกลุ่มต่างๆ ที่ออกมาค้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน

อ่านเพิ่ม http://bit.ly/2lh31w9

การคอรับชั่นเป็นวิถีชีวิตของชนชั้นปกครองไทย

ใจ อึ๊งภากรณ์

หลังจากมีข่าวอื้อฉาวเรื่องการจ่ายเงินใต้โต๊ะของบริษัท โรลส์รอยซ์ เพื่อโน้มน้าวให้การบินไทยซือเครืองยนต์ T80 และเพื่อทำให้ บริษัท “RRESI” (Rolls-Royce Energy Systems) ได้สัมปทานการทำธุรกิจจาก บริษัท ปตท. เราจะเห็นว่าการจ่ายเงินค่าสินบนดังกล่าวเกิดขึ้นหลายครั้งอย่างต่อเนื่อง

c1_1186028_170124210843_620x413

เราไม่สามารถทราบตอนนี้ว่าบุคคลใดได้ส่วนแบ่งของเงินดังกล่าว แต่เราสามารถดูได้ว่าคนที่มีตำแหน่งสูงที่ควร “รับผิดชอบ” กับการเกิดคอร์รับชั่นใหญ่ครั้งนี้มีใครบ้าง

thai_airways_plane

การจ่ายเงินใต้โต๊ะที่เกี่ยวข้องกับการบินไทยเกิดขึ้นสามครั้งคือ ระหว่าง 1 มิถุนายน 2534 ถึง 30 มิถุนายน 2535 มีการจ่าย 18.8 ล้านเหรียญสหรัฐ (658 ล้านบาท) ต่อจากนั้นระหว่างวันที 1 มีนาคม 2535 ถึง 31 มีนาคม 2540 มีการจ่าย 10.38 ล้านเหรียญสหรัฐ (363 ล้านบาท) และครั้งสุดท้ายคือระหว่างวันที่1 เมษายน 2547 ถึง  28 กุมภาพันธ์ 2548 มีการจ่ายเงิน 7.2 ล้านเหรียญสหรัฐ (252 ล้านบาท)

สำหรับสินบน 385 ล้านบาท ที่ช่วย โรลส์-รอยซ์ ให้ชนะประมูล 6 โครงการของ ปตท. การจ่ายเงินเกิดขึ้นระหว่างปี พ.ศ. 2543 ถึง 2555

ในช่วงเวลาเหล่านี้ใครเป็นนายกรัฐมนตรีบ้าง?

220px-anand_panyarachun

1.อานันท์ ปันยารชุน ผู้ที่ชนชั้นกลางมองว่าเป็น “คนกลาง” “มือสะอาด” แต่อานันท์ถูกแต่งตั้งโดยทหารเผด็จการหลังรัฐประหารปี 34 และ สุจินดา คราประยูร คือตัวหลักของ เผด็จการ รสช. ที่ทำการยึดอำนาจครั้งนั้น

  1. ชวน หลีกภัย จากพรรคประชาธิปัตย์
  2. บรรหาร ศิลปอาชา จากพรรคชาติไทย
  3. ชวลิต ยงใจยุทธ จากพรรคความหวังใหม่
  4. ทักษิณ ชินวัตร จากพรรคไทยรักไทย
  5. สุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่ถูกแต่งตั้งโดยเผด็จการ คสช. หลังรัฐประหาร 19 กันยา 2549
  6. อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จากพรรคประชาธิปัตย์ ที่ถูกแต่งตั้งเป็นนายกในค่ายทหารโดยคนอย่าง ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับ อนุพงษ์ เผ่าจินดา
  7. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จากพรรคเพื่อไทย

บุคคลที่มีบทบาทในการบริหารบินไทยในช่วงที่เกิดการคอร์รับชั่น มีพวกนายพลอย่าง เกษตร โรจนนิล ซึ่งเคยเป็นสมาชิกเผด็จการ รสช. และมีนายทหารกับพลเรือนที่เคยรับใช้เผด็จการหลายคน นอกจากนี้มี ทนง พิทยะ นักการเมืองจากพรรคไทยรักไทย

เราสรุปอะไรได้บ้างจากเหตุการณ์อื้อฉาวครั้งนี้?

ในประการแรก เราจะเห็นว่าภายใต้เผด็จการทหาร รสช. และ คมช. มีการโกงกินพอๆ กับภายใต้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ทั้งๆ ที่ทหารชอบอ้างว่า “ต้อง” ทำรัฐประหารเพื่อกำจัดการคอร์รับชั่น และอย่าลืมว่า ประยุทธ์ จันทร์โอชา เคยมีบทบาทใน คมช. ด้วย เรื่องนี้ไม่น่าจะทำให้เราแปลกใจเลย เพราะการโกงกินเกิดขึ้นภายใต้เผด็จการทหารทุกชุดตั้งแต่ 2475 และทุกวันนี้การคอร์รับชั่นยังเกิดขึ้นในหลายรูปแบบภายใต้เผด็จการของประยุทธ์ แม้ในยุครัฐบาลพลเรือน ทหารก็มีโอกาสกินเงินด้วยการมีตำแหน่งในกรรมการบริหารรัฐวิสาหกิจ ซึ่งจริงๆ แล้วทหารไม่ควรมีหน้าที่ในกรรมการบริหารรัฐวิสาหกิจแต่อย่างใด

ในประการที่สองการโกงกินเกิดขึ้นภายใต้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งทุกชุด ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลจากพรรคประชาธิปัตย์ ชาติไทย ความหวังใหม่ ไทยรักไทย หรือเพื่อไทย และรัฐบาลเท็คโนแครดที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งก็ไม่ขาวสะอาดด้วย

ในประการที่สาม ชนชั้นปกครองไทยทั้งชนชั้น ไม่ว่าจะเป็นทหารหรือนักการเมือง เกี่ยวข้องกับการคอร์รับชั่นทั้งทางอ้อมหรือทางตรงทั้งนั้น ซึ่งประกอบกับความไร้ประสิทธิภาพของตำรวจและศาล คงเป็นสาเหตุสำคัญที่เราคงไม่มีวันทราบว่าใครได้ผลประโยชน์จากการรับสินบนจากโรลส์รอยซ์ และแน่นอนคงไม่มีตัวใหญ่ๆ ที่จะถูกลงโทษ

การคอร์รับชั่นมีทั้งแบบผิดกฏหมายและถูกกฏหมายด้วย ตัวอย่างของการคอร์รับชั่น “ถูกกฏหมาย” คือการที่ทหารทำรัฐประหารและแต่งตั้งตัวเองและเพื่อนหรือญาติพี่น้อง เข้ามารับตำแหน่งที่มีเงินเดือนจากภาครัฐ

ในประการที่สี่ การโกงกินเป็นส่วนหนึ่งของระบบทุนนิยม มันแยกออกจากระบบนี้ไม่ได้เลย เราเห็นชัดเพราะบริษัทข้ามชาติตะวันตกพยายามใช้เงินติดสินบนเพื่อเอาชนะคู่แข่งเป็นประจำ การคอร์รับชั่นไม่ใช่ปรากฏการณ์ไทยๆ อย่างเดียว ในสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ นักการเมืองมีผลประโยชน์ทับซ้อนบ่อย ล่าสุดคือรัฐบาลของทรัมพ์ และนักการเมืองในยุโรปก็โกงเงินค่าใช้จ่ายจากรัฐในลักษณะทุจริตเสมอ

ข้อแตกต่างระหว่างประเทศที่มีเสรีประชาธิปไตยกับประเทศไทยคือ ในประเทศเหล่านั้น ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมที่มีมวลชนคนธรรมดา รวมถึงขบวนการสหภาพแรงงาน สื่อมวลชน กับพรรคฝ่ายค้าน มีพลังในการตรวจสอบจับผิดคนที่โกงกินมากกว่าในไทย

การปรท้วงที่โรเมเนีย
การประท้วงที่โรเมเนีย

เราพึ่งเห็นความสำคัญของมวลชนและขบวนการเคลื่อนไหวในประเทศโรเมเนียเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เพราะมีการบังคับให้รัฐบาลต้องถอนกฏหมายฟอกตัวคนโกงหลังจากการประท้วงใหญ่อย่างต่อเนื่อง

คนเป็นแสนออกมาที่โรเมเนีย
คนเป็นแสนออกมาที่โรเมเนีย

ปัญหาเรื้อรังของการคอร์รับชั่นในไทย เป็นปัญหาของการที่พลเมืองธรรมดาไม่มีสิทธิ์ตรวจสอบ วิจารณ์ และถอดถอนคนข้างบนในสังคม มันเป็นปัญหาของการมี “ประชาธิปไตยไม่พอ” มากกว่าสิ่งอื่น

นี่คือสาเหตุที่ในระยะยาวเราต้องพลิกแผ่นดินกำจัดชนชั้นปกครองไทยทั้งชนชั้น แต่สิ่งเหล่านี้จะไม่มีวันเกิดขึ้นตราบใดที่ประชาชนยังไม่เป็นใหญ่ในแผ่นดิน และไม่มีพรรคการเมืองสังคมนิยมของคนชั้นล่าง